แสงไฟจากโคมระย้าสีทองแดงในห้องประชุมลับของคฤหาสน์ส่องสว่างลงมาบนโต๊ะไม้ยาวที่ตั้งอยู่กลางห้อง บรรยากาศในห้องนี้หนักอึ้งและเต็มไปด้วยความตึงเครียด ผนังที่บุด้วยไม้สีเข้มและตู้เหล็กที่ล็อกแน่นหนาทำให้ห้องนี้ดูเหมือนป้อมปราการมากกว่าห้องประชุม กลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยอยู่ในอากาศ ผสมกับกลิ่นเหงื่อและความกังวลจากคนที่อยู่ในห้อง นาวินนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ สวมเสื้อเชิ้ตสีดำที่ม้วนแขนขึ้นถึงข้อศอก แผลที่แขนซ้ายของเขาถูกพันผ้าไว้อย่างเรียบร้อยจากฝีมือของธนิดาเมื่อคืนนี้ ดวงตาคู่คมของเขาจ้องมองไปยังลูกน้องสี่คนที่นั่งอยู่รอบโต๊ะด้วยสายตาที่เย็นชาและพิจารณา
ธนิดายืนอยู่มุมหนึ่งของห้อง เธอสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีเทาที่เปื้อนโคลนจากเหตุการณ์เมื่อคืน ปืนพกที่เหน็บไว้ที่เอวของเธอทำให้เธอรู้สึกถึงน้ำหนักของสถานการณ์ที่เธอกำลังเผชิญอยู่ เธอถูกนาวินเรียกตัวมาร่วมประชุมนี้หลังจากที่พวกเขากลับมาถึงคฤหาสน์ตอนเช้ามืด โดยมีภูมิพาเธอกับนาวินกลับมาด้วยรถของเขา
เธอยังจำท่าทางแปลกๆ ของภูมิได้ดี การที่เขามองไปรอบๆ ด้วยความตื่นตระหนกเกินเหตุ และน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อยเมื่อเขาคุยกับนาวิน เธอพยายามขจัดความสงสัยนั
หมอกหนาที่ยามค่ำคืนลอยตัวต่ำปกคลุมป่าที่เงียบสงัด ราวกับผ้าคลุมสีขาวที่ซ่อนอันตรายไว้เบื้องล่าง ต้นไม้สูงใหญ่ยื่นกิ่งก้านออกมาทับซ้อนกันจนแทบมองไม่เห็นท้องฟ้า มีเพียงแสงจันทร์ที่เล็ดลอดผ่านช่องว่างของใบไม้เท่านั้นที่ส่องสว่างลงมาเป็นลำแสงสลัวๆ เสียงลมพัดผ่านใบไม้ดังเป็นเสียงกระซิบที่เย็นเยือก ผสมกับกลิ่นดินเปียกและความชื้นที่ลอยอยู่ในอากาศ ค่ำคืนนี้ควรจะเงียบสงบ แต่สำหรับนาวินและธนิดา มันคือค่ำคืนแห่งการหนีตายทั้งคู่ยืนอยู่ที่ลานจอดรถหน้าคฤหาสน์ รถยนต์สีดำที่ภูมิขับมาจอดรออยู่ไม่ไกล นาวินมองไปที่ภูมิด้วยสายตาที่เย็นชาและเต็มไปด้วยความสงสัย ขณะที่ธนิดายืนอยู่ข้างเขา มือของเธอกำปืนพกแน่น เธอเพิ่งบอกเขาว่าเธอได้ยินภูมิคุยโทรศัพท์ และโกดังยาที่ถูกระเบิดเมื่อครู่ยิ่งทำให้ความสงสัยของนาวินถึงจุดแตกหัก“ขึ้นรถ” นาวินสั่งภูมิสั้นๆ “นายขับ”ภูมิพยักหน้ารับและเดินไปที่รถ แต่ก่อนที่เขาจะได้เปิดประตู เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นเบาๆ เขารีบหยิบมันออกจากกระเป๋าและกดปิดทันที แต่สายตาของนาวินจับจ้องไปที่การเคลื่อนไหวของเขา“ใครโทรมา?”
กระท่อมร้างที่ซ่อนตัวอยู่ในป่ามืดนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นไม้เปียกและความชื้นที่ลอยอยู่ในอากาศ หลังคาที่ผุพังมีน้ำฝนหยดลงมาเป็นระยะๆ ตกลงกระทบพื้นดินที่แข็งกระด้าง เสียงหยดน้ำดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ผสมกับเสียงลมหวีดหวิวพัดผ่านช่องว่างของกำแพงไม้เก่าๆ ที่พังทลายบางส่วนแสงจันทร์ลอดผ่านรอยแตกของหลังคา สาดส่องลงมาเป็นลำแสงสีเงินอ่อนๆ ที่ตัดกับความมืดมิดของกระท่อม ทำให้ทุกอย่างดูเหมือนฉากในฝันร้ายที่ทั้งเงียบสงบและน่าสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกันธนิดานั่งพิงกำแพงไม้ที่เย็นชืด ขาของเธอเกิดอาการชาจากการวิ่งหนีเมื่อครู่ เสื้อแจ็กเก็ตสีเทาของเธอเปียกชุ่มและเต็มไปด้วยโคลน ปืนพกในมือของเธอยังคงกำแน่น เธอหายใจถี่และมองไปที่นาวินที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เขาพิงกองไม้เก่าที่วางซ้อนกันอย่างไม่เป็นระเบียบ แขนซ้ายที่บาดเจ็บของเขาถูกพันผ้าใหม่จากชายเสื้อของเธอ เลือดหยุดไหลแล้ว แต่ใบหน้าของเขายังคงซีดจากความเจ็บปวดและความเหนื่อยล้า ดวงตาคู่คมของเขามองไปที่พื้นราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างทั้งคู่เงียบไปนานหลังจากได้ยินเสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นจากด้านนอกเมื่อครู่ โชคดีที่มันจางหายไปในหมอก และไม่ม
โกดังร้างที่ตั้งอยู่นอกเมืองนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและควันปืนที่ลอยคละคลุ้งในอากาศ ผนังเหล็กที่เต็มไปด้วยสนิมและรอยกระสุนเก่าๆ ล้อมรอบสถานที่แห่งนี้ราวกับกำแพงของนรก ศพของลูกน้องเงาจันทราและเสือดาวกระจัดกระจายอยู่บนพื้นคอนกรีตที่เปื้อนเลือด บางศพมีบาดแผลถูกยิง บางศพถูกมีดแทงจนล้มตายในท่าที่น่าสยดสยอง กล่องไม้ที่เคยใช้เก็บยาเสพติดถูกระเบิดจนแตกกระจาย เศษไม้และฝุ่นลอยฟุ้งไปทั่ว แสงจากโคมไฟเก่าที่ห้อยลงมาจากเพดานกระพริบเป็นระยะๆ สร้างเงามืดที่เคลื่อนไหวไปมาบนพื้นราวกับวิญญาณของคนตายยังคงวนเวียนอยู่นาวินยืนอยู่กลางโกดัง มีดสั้นในมือขวาของเขาชุ่มไปด้วยเลือด แขนซ้ายที่บาดเจ็บของเขาห้อยลงอย่างไม่มีแรง เสื้อเชิ้ตสีดำของเขาขาดวิ่นและเปื้อนเลือดทั้งของตัวเองและศัตรู ดวงตาคู่คมของเขายังคงลุกโชนด้วยไฟแห่งความโกรธ แม้ว่าร่างกายของเขาจะเริ่มถึงขีดจำกัดธนิดายืนอยู่ไม่ไกลจากเขา ปืนพกในมือของเธอกำแน่น เธอหายใจถี่จากความตื่นเต้นและความกลัว เสื้อแจ็กเก็ตสีเทาของเธอเปื้อนฝุ่นและเลือดจากการต่อสู้เมื่อครู่ เธอเพิ่งยิงลูกน้องของเสือดาวไปสองคนเพื่อปกป้องนาวิน และตอนนี้หัวใจของเธอเต้นรัว
แสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะสีเหลืองนวลส่องสว่างห้องพักในโรงแรมลับที่ซ่อนตัวอยู่ในซอยแคบๆ ของเมือง บรรยากาศในห้องนี้เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นที่ตัดกับความโหดร้ายของโลกภายนอก ผนังสีครีมที่เริ่มลอกบางจุดและม่านสีน้ำตาลเก่าที่ปิดหน้าต่างบานเดียวทำให้ห้องนี้ดูเหมือนที่หลบภัยชั่วคราวมากกว่าบ้าน กลิ่นยาและผ้าพันแผลลอยอยู่ในอากาศ ผสมกับกลิ่นฝุ่นจากพรมเก่าที่วางอยู่ใต้เตียงเดี่ยวขนาดเล็ก โต๊ะไม้ตัวเก่าที่มีรอยขีดข่วนวางอยู่มุมห้อง ข้างๆ กันมีเก้าอี้สองตัวที่ดูไม่เข้ากันนาวินนั่งอยู่บนเตียง ร่างของเขายังอ่อนแรงจากบาดแผลที่ได้รับจากการต่อสู้ในโกดังเมื่อคืน แขนขวาของเขาถูกพันผ้าพันแผลแน่น ขาข้างซ้ายที่ถูกยิงมีผ้าก๊อซพันทับ และใบหน้าของเขาซีดจากความเจ็บปวดและการเสียเลือด เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเทาที่ลูกน้องคนหนึ่งของเขานำมาให้หลังจากที่หมอประจำตระกูลจัดการบาดแผลของเขาให้เรียบร้อยแล้ว ดวงตาคู่คมของเขามองไปที่กล่องเหล็กเล็กๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะ มันเป็นกล่องที่เขาเก็บเอกสารสำคัญเอาไว้ธนิดานั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง เธอสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีเทาที่เปื้อนเปรอะไปด้วยคราบฝุ่นและเลือดแห้งจากเมื่อคืน
ลมแรงจากทะเลพัดผ่านชายหาดยามค่ำที่เงียบสงัด เสียงคลื่นซัดเข้าฝั่งดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ผสมกับเสียงลมที่พัดผ่านต้นมะพร้าวที่เรียงรายอยู่ตามแนวชายฝั่ง ท้องฟ้าสีดำสนิทถูกแต้มด้วยดวงดาวระยิบระยับ แต่แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาบนผืนทรายสีขาวทำให้ทุกอย่างดูเหมือนฉากในฝันที่ทั้งงดงามและน่าสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกัน กลิ่นเค็มของน้ำทะเลลอยอยู่ในอากาศ ผสมกับกลิ่นดินและความชื้นจากพายุที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อบ่ายนี้ ชายหาดแห่งนี้ควรจะเป็นสถานที่แห่งความสงบ แต่ในคืนนี้ มันกลายเป็นสนามรบสุดท้ายนาวินยืนอยู่บนผืนทราย ร่างกายของเขายังคงอ่อนแรงจากบาดแผลที่ได้รับเมื่อสองวันก่อน ปืนกลสั้นในมือขวาของเขาถูกกำเอาไว้แน่น ขาข้างซ้ายที่ถูกพันผ้าพันแผลทำให้เขายืนได้ไม่มั่นคงนัก แต่สายตาคู่คมของเขายังคงลุกโชนด้วยความมุ่งมั่นเขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเทาที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ และมีมีดสั้นเหน็บอยู่ที่เอวเป็นอาวุธสำรอง ธนิดายืนเคียงข้างเขา ปืนพกในมือของเธอเล็งไปข้างหน้า เธอสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีเทาที่ขาดวิ่น และผมสีน้ำตาลเข้มของเธอปลิวไสวไปตามสายลม หัวใจของเธอเต้นรัว แต่ความกลัวในใจถู
แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมาบนชายหาดที่เงียบสงบ ผ่านหน้าต่างไม้บานใหญ่ของบ้านพักริมทะเลหลังเล็กๆ คลื่นซัดเข้าฝั่งอย่างแผ่วเบา เสียงของมันดังเป็นจังหวะที่สงบและนุ่มนวล ต่างจากค่ำคืนแห่งสงครามเมื่อสองสัปดาห์ก่อนลมทะเลพัดพากลิ่นเค็มของน้ำและกลิ่นหญ้าสดจากสวนเล็กๆ หน้าบ้านเข้ามาในห้อง ผนังไม้สีน้ำตาลอ่อนของบ้านพักถูกตกแต่งอย่างเรียบง่าย มีโต๊ะไม้ตัวเล็กวางอยู่กลางห้อง ข้างๆ กันเป็นโซฟาผ้าสีครีมที่ดูนุ่มนวล ทุกอย่างในบ้านหลังนี้ให้ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย สิ่งที่ทั้งนาวินและธนิดาไม่เคยสัมผัสมาเนิ่นนานนาวินนั่งอยู่บนโซฟา ขาข้างซ้ายของเขายังคงพันผ้าพันแผล แต่บาดแผลที่ไหล่และแขนของเขาเริ่มหายดี เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ปลดกระดุมสองเม็ดด้านบน และกางเกงขาสั้นสีน้ำเงินที่ดูสบายๆ ใบหน้าของเขาดูผ่อนคลายมากกว่าที่เคยเป็น ดวงตาคู่คมที่เคยเต็มไปด้วยความโกรธและความระแวงตอนนี้สงบนิ่ง เขาถือแก้วกาแฟในมือ และมองออกไปที่ทะเลที่ทอดยาวไปถึงขอบฟ้าด้วยสายตาที่ว่างเปล่าแต่เต็มไปด้วยความหวังธนิดานั่งอยู่ข้างเขา เธอสวมชุดเดรสสีขาวบางเบาที่ปลิวไหวไปตามลม ผมสีน้ำตาลเข้มของเธอถูกรวบไว้หลวมๆ แ
แสงแดดยามสายสาดส่องลงมาผ่านหลังคามุงจากของร้านกาแฟริมทะเลหลังเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนชายหาดอันเงียบสงบ ลมทะเลพัดเบาๆ พัดพากลิ่นเค็มของน้ำทะเลและกลิ่นหอมของกาแฟคั่วใหม่เข้ามาในร้าน โต๊ะไม้สีน้ำตาลเข้มที่วางเรียงรายอยู่นอกชานร้านถูกประดับด้วยแจกันดอกไม้ป่าขนาดเล็ก เก้าอี้หวายที่ดูเรียบง่ายแต่สะดวกสบายวางคู่กันเป็นระเบียบ เสียงคลื่นซัดเข้าฝั่งดังแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ผสมกับเสียงนกร้องที่ลอยมาจากต้นมะพร้าวสูงใหญ่ที่เรียงรายตามแนวชายฝั่ง ทุกอย่างในที่แห่งนี้ให้ความรู้สึกสงบและอบอุ่น เป็นโลกที่ห่างไกลจากความโหดร้ายและความตายที่เคยครอบงำชีวิตของนาวินและธนิดานาวินนั่งอยู่ที่โต๊ะมุมหนึ่งของชานร้าน เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนที่ปลดกระดุมเม็ดบน และกางเกงยีนส์สีเข้มที่ดูสบายๆ รอยแผลเป็นที่แขนและขาของเขายังคงมองเห็นได้ แต่บาดแผลส่วนใหญ่หายดีแล้ว เขาดูผ่อนคลายมากกว่าที่เคยเป็น ดวงตาคู่คมของเขาที่เคยเต็มไปด้วยความโกรธและความระแวงตอนนี้สงบนิ่งและเต็มไปด้วยความอ่อนโยน เขาถือแก้วกาแฟในมือ และมองออกไปที่ทะเลที่ทอดยาวไปถึงขอบฟ้าด้วยสายตาที่ว่างเปล่าแต่เต็มไปด้วยความหวังธนิดานั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเขา เธอสวมชุด
ซู่ๆๆ!!!!ฝนตกหนักราวกับฟ้าจะถล่มลงมาในค่ำคืนนั้น เสียงเม็ดฝนตกกระทบหลังคาบ้านไม้เก่าของธนิดาดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บ้านสองชั้นที่สร้างจากไม้สักเก่าแก่ตั้งตระหง่านท่ามกลางความมืดมิด ล้อมรอบด้วยต้นไม้ใหญ่ใบหนาที่ยื่นออกมาบดบังแสงจันทร์จนแทบมองไม่เห็นอะไรรอบตัว บรรยากาศเย็นชื้นและเงียบสงัด มีเพียงเสียงแมลงกลางคืนที่ดังแว่วมาจากป่าด้านหลังบ้าน และกลิ่นดินเปียกที่ลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศธนิดา วัย 25 ปี หญิงสาวร่างบางที่มีผมยาวสีน้ำตาลเข้ม ยืนอยู่ริมหน้าต่างชั้นสอง เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวที่ขาดเล็กน้อยตรงชายเสื้อ และกางเกงยีนส์เก่าที่ดูไม่เข้ากับใบหน้าสวยหวานของเธอ ดวงตาคู่คมของเธอจ้องมองออกไปในความมืดที่ห่อหุ้มรอบบ้านราวกับพยายามมองหาความหวังบางอย่าง แต่สิ่งที่เธอเห็นมีเพียงเงาต้นไม้ที่โอนเอนไปตามแรงลม และสายฝนที่ตกลงมาอย่างไม่หยุดยั้ง“ฝนตกหนักแบบนี้ คงไม่น่ามีใครมาแล้วหรอกมั้ง...” เธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ น้ำเสียงของเธอแฝงด้วยความเหนื่อยล้าและความกังวล เธอยกมือขึ้นลูบหน้าผากที่เริ่มเปียกชื้นจากไอฝนที่ลอยเข้ามาทางช่องหน้าต่างที่ปิดไม่สนิทตั้งแต่พ่อของเธอหายตัวไปเมื่อสามเดือนก่อน ชีวิตของ
แสงแดดยามสายสาดส่องลงมาผ่านหลังคามุงจากของร้านกาแฟริมทะเลหลังเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนชายหาดอันเงียบสงบ ลมทะเลพัดเบาๆ พัดพากลิ่นเค็มของน้ำทะเลและกลิ่นหอมของกาแฟคั่วใหม่เข้ามาในร้าน โต๊ะไม้สีน้ำตาลเข้มที่วางเรียงรายอยู่นอกชานร้านถูกประดับด้วยแจกันดอกไม้ป่าขนาดเล็ก เก้าอี้หวายที่ดูเรียบง่ายแต่สะดวกสบายวางคู่กันเป็นระเบียบ เสียงคลื่นซัดเข้าฝั่งดังแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ผสมกับเสียงนกร้องที่ลอยมาจากต้นมะพร้าวสูงใหญ่ที่เรียงรายตามแนวชายฝั่ง ทุกอย่างในที่แห่งนี้ให้ความรู้สึกสงบและอบอุ่น เป็นโลกที่ห่างไกลจากความโหดร้ายและความตายที่เคยครอบงำชีวิตของนาวินและธนิดานาวินนั่งอยู่ที่โต๊ะมุมหนึ่งของชานร้าน เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนที่ปลดกระดุมเม็ดบน และกางเกงยีนส์สีเข้มที่ดูสบายๆ รอยแผลเป็นที่แขนและขาของเขายังคงมองเห็นได้ แต่บาดแผลส่วนใหญ่หายดีแล้ว เขาดูผ่อนคลายมากกว่าที่เคยเป็น ดวงตาคู่คมของเขาที่เคยเต็มไปด้วยความโกรธและความระแวงตอนนี้สงบนิ่งและเต็มไปด้วยความอ่อนโยน เขาถือแก้วกาแฟในมือ และมองออกไปที่ทะเลที่ทอดยาวไปถึงขอบฟ้าด้วยสายตาที่ว่างเปล่าแต่เต็มไปด้วยความหวังธนิดานั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเขา เธอสวมชุด
แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมาบนชายหาดที่เงียบสงบ ผ่านหน้าต่างไม้บานใหญ่ของบ้านพักริมทะเลหลังเล็กๆ คลื่นซัดเข้าฝั่งอย่างแผ่วเบา เสียงของมันดังเป็นจังหวะที่สงบและนุ่มนวล ต่างจากค่ำคืนแห่งสงครามเมื่อสองสัปดาห์ก่อนลมทะเลพัดพากลิ่นเค็มของน้ำและกลิ่นหญ้าสดจากสวนเล็กๆ หน้าบ้านเข้ามาในห้อง ผนังไม้สีน้ำตาลอ่อนของบ้านพักถูกตกแต่งอย่างเรียบง่าย มีโต๊ะไม้ตัวเล็กวางอยู่กลางห้อง ข้างๆ กันเป็นโซฟาผ้าสีครีมที่ดูนุ่มนวล ทุกอย่างในบ้านหลังนี้ให้ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย สิ่งที่ทั้งนาวินและธนิดาไม่เคยสัมผัสมาเนิ่นนานนาวินนั่งอยู่บนโซฟา ขาข้างซ้ายของเขายังคงพันผ้าพันแผล แต่บาดแผลที่ไหล่และแขนของเขาเริ่มหายดี เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ปลดกระดุมสองเม็ดด้านบน และกางเกงขาสั้นสีน้ำเงินที่ดูสบายๆ ใบหน้าของเขาดูผ่อนคลายมากกว่าที่เคยเป็น ดวงตาคู่คมที่เคยเต็มไปด้วยความโกรธและความระแวงตอนนี้สงบนิ่ง เขาถือแก้วกาแฟในมือ และมองออกไปที่ทะเลที่ทอดยาวไปถึงขอบฟ้าด้วยสายตาที่ว่างเปล่าแต่เต็มไปด้วยความหวังธนิดานั่งอยู่ข้างเขา เธอสวมชุดเดรสสีขาวบางเบาที่ปลิวไหวไปตามลม ผมสีน้ำตาลเข้มของเธอถูกรวบไว้หลวมๆ แ
ลมแรงจากทะเลพัดผ่านชายหาดยามค่ำที่เงียบสงัด เสียงคลื่นซัดเข้าฝั่งดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ผสมกับเสียงลมที่พัดผ่านต้นมะพร้าวที่เรียงรายอยู่ตามแนวชายฝั่ง ท้องฟ้าสีดำสนิทถูกแต้มด้วยดวงดาวระยิบระยับ แต่แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาบนผืนทรายสีขาวทำให้ทุกอย่างดูเหมือนฉากในฝันที่ทั้งงดงามและน่าสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกัน กลิ่นเค็มของน้ำทะเลลอยอยู่ในอากาศ ผสมกับกลิ่นดินและความชื้นจากพายุที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อบ่ายนี้ ชายหาดแห่งนี้ควรจะเป็นสถานที่แห่งความสงบ แต่ในคืนนี้ มันกลายเป็นสนามรบสุดท้ายนาวินยืนอยู่บนผืนทราย ร่างกายของเขายังคงอ่อนแรงจากบาดแผลที่ได้รับเมื่อสองวันก่อน ปืนกลสั้นในมือขวาของเขาถูกกำเอาไว้แน่น ขาข้างซ้ายที่ถูกพันผ้าพันแผลทำให้เขายืนได้ไม่มั่นคงนัก แต่สายตาคู่คมของเขายังคงลุกโชนด้วยความมุ่งมั่นเขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเทาที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ และมีมีดสั้นเหน็บอยู่ที่เอวเป็นอาวุธสำรอง ธนิดายืนเคียงข้างเขา ปืนพกในมือของเธอเล็งไปข้างหน้า เธอสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีเทาที่ขาดวิ่น และผมสีน้ำตาลเข้มของเธอปลิวไสวไปตามสายลม หัวใจของเธอเต้นรัว แต่ความกลัวในใจถู
แสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะสีเหลืองนวลส่องสว่างห้องพักในโรงแรมลับที่ซ่อนตัวอยู่ในซอยแคบๆ ของเมือง บรรยากาศในห้องนี้เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นที่ตัดกับความโหดร้ายของโลกภายนอก ผนังสีครีมที่เริ่มลอกบางจุดและม่านสีน้ำตาลเก่าที่ปิดหน้าต่างบานเดียวทำให้ห้องนี้ดูเหมือนที่หลบภัยชั่วคราวมากกว่าบ้าน กลิ่นยาและผ้าพันแผลลอยอยู่ในอากาศ ผสมกับกลิ่นฝุ่นจากพรมเก่าที่วางอยู่ใต้เตียงเดี่ยวขนาดเล็ก โต๊ะไม้ตัวเก่าที่มีรอยขีดข่วนวางอยู่มุมห้อง ข้างๆ กันมีเก้าอี้สองตัวที่ดูไม่เข้ากันนาวินนั่งอยู่บนเตียง ร่างของเขายังอ่อนแรงจากบาดแผลที่ได้รับจากการต่อสู้ในโกดังเมื่อคืน แขนขวาของเขาถูกพันผ้าพันแผลแน่น ขาข้างซ้ายที่ถูกยิงมีผ้าก๊อซพันทับ และใบหน้าของเขาซีดจากความเจ็บปวดและการเสียเลือด เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเทาที่ลูกน้องคนหนึ่งของเขานำมาให้หลังจากที่หมอประจำตระกูลจัดการบาดแผลของเขาให้เรียบร้อยแล้ว ดวงตาคู่คมของเขามองไปที่กล่องเหล็กเล็กๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะ มันเป็นกล่องที่เขาเก็บเอกสารสำคัญเอาไว้ธนิดานั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง เธอสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีเทาที่เปื้อนเปรอะไปด้วยคราบฝุ่นและเลือดแห้งจากเมื่อคืน
โกดังร้างที่ตั้งอยู่นอกเมืองนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและควันปืนที่ลอยคละคลุ้งในอากาศ ผนังเหล็กที่เต็มไปด้วยสนิมและรอยกระสุนเก่าๆ ล้อมรอบสถานที่แห่งนี้ราวกับกำแพงของนรก ศพของลูกน้องเงาจันทราและเสือดาวกระจัดกระจายอยู่บนพื้นคอนกรีตที่เปื้อนเลือด บางศพมีบาดแผลถูกยิง บางศพถูกมีดแทงจนล้มตายในท่าที่น่าสยดสยอง กล่องไม้ที่เคยใช้เก็บยาเสพติดถูกระเบิดจนแตกกระจาย เศษไม้และฝุ่นลอยฟุ้งไปทั่ว แสงจากโคมไฟเก่าที่ห้อยลงมาจากเพดานกระพริบเป็นระยะๆ สร้างเงามืดที่เคลื่อนไหวไปมาบนพื้นราวกับวิญญาณของคนตายยังคงวนเวียนอยู่นาวินยืนอยู่กลางโกดัง มีดสั้นในมือขวาของเขาชุ่มไปด้วยเลือด แขนซ้ายที่บาดเจ็บของเขาห้อยลงอย่างไม่มีแรง เสื้อเชิ้ตสีดำของเขาขาดวิ่นและเปื้อนเลือดทั้งของตัวเองและศัตรู ดวงตาคู่คมของเขายังคงลุกโชนด้วยไฟแห่งความโกรธ แม้ว่าร่างกายของเขาจะเริ่มถึงขีดจำกัดธนิดายืนอยู่ไม่ไกลจากเขา ปืนพกในมือของเธอกำแน่น เธอหายใจถี่จากความตื่นเต้นและความกลัว เสื้อแจ็กเก็ตสีเทาของเธอเปื้อนฝุ่นและเลือดจากการต่อสู้เมื่อครู่ เธอเพิ่งยิงลูกน้องของเสือดาวไปสองคนเพื่อปกป้องนาวิน และตอนนี้หัวใจของเธอเต้นรัว
กระท่อมร้างที่ซ่อนตัวอยู่ในป่ามืดนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นไม้เปียกและความชื้นที่ลอยอยู่ในอากาศ หลังคาที่ผุพังมีน้ำฝนหยดลงมาเป็นระยะๆ ตกลงกระทบพื้นดินที่แข็งกระด้าง เสียงหยดน้ำดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ผสมกับเสียงลมหวีดหวิวพัดผ่านช่องว่างของกำแพงไม้เก่าๆ ที่พังทลายบางส่วนแสงจันทร์ลอดผ่านรอยแตกของหลังคา สาดส่องลงมาเป็นลำแสงสีเงินอ่อนๆ ที่ตัดกับความมืดมิดของกระท่อม ทำให้ทุกอย่างดูเหมือนฉากในฝันร้ายที่ทั้งเงียบสงบและน่าสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกันธนิดานั่งพิงกำแพงไม้ที่เย็นชืด ขาของเธอเกิดอาการชาจากการวิ่งหนีเมื่อครู่ เสื้อแจ็กเก็ตสีเทาของเธอเปียกชุ่มและเต็มไปด้วยโคลน ปืนพกในมือของเธอยังคงกำแน่น เธอหายใจถี่และมองไปที่นาวินที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เขาพิงกองไม้เก่าที่วางซ้อนกันอย่างไม่เป็นระเบียบ แขนซ้ายที่บาดเจ็บของเขาถูกพันผ้าใหม่จากชายเสื้อของเธอ เลือดหยุดไหลแล้ว แต่ใบหน้าของเขายังคงซีดจากความเจ็บปวดและความเหนื่อยล้า ดวงตาคู่คมของเขามองไปที่พื้นราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างทั้งคู่เงียบไปนานหลังจากได้ยินเสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นจากด้านนอกเมื่อครู่ โชคดีที่มันจางหายไปในหมอก และไม่ม
หมอกหนาที่ยามค่ำคืนลอยตัวต่ำปกคลุมป่าที่เงียบสงัด ราวกับผ้าคลุมสีขาวที่ซ่อนอันตรายไว้เบื้องล่าง ต้นไม้สูงใหญ่ยื่นกิ่งก้านออกมาทับซ้อนกันจนแทบมองไม่เห็นท้องฟ้า มีเพียงแสงจันทร์ที่เล็ดลอดผ่านช่องว่างของใบไม้เท่านั้นที่ส่องสว่างลงมาเป็นลำแสงสลัวๆ เสียงลมพัดผ่านใบไม้ดังเป็นเสียงกระซิบที่เย็นเยือก ผสมกับกลิ่นดินเปียกและความชื้นที่ลอยอยู่ในอากาศ ค่ำคืนนี้ควรจะเงียบสงบ แต่สำหรับนาวินและธนิดา มันคือค่ำคืนแห่งการหนีตายทั้งคู่ยืนอยู่ที่ลานจอดรถหน้าคฤหาสน์ รถยนต์สีดำที่ภูมิขับมาจอดรออยู่ไม่ไกล นาวินมองไปที่ภูมิด้วยสายตาที่เย็นชาและเต็มไปด้วยความสงสัย ขณะที่ธนิดายืนอยู่ข้างเขา มือของเธอกำปืนพกแน่น เธอเพิ่งบอกเขาว่าเธอได้ยินภูมิคุยโทรศัพท์ และโกดังยาที่ถูกระเบิดเมื่อครู่ยิ่งทำให้ความสงสัยของนาวินถึงจุดแตกหัก“ขึ้นรถ” นาวินสั่งภูมิสั้นๆ “นายขับ”ภูมิพยักหน้ารับและเดินไปที่รถ แต่ก่อนที่เขาจะได้เปิดประตู เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นเบาๆ เขารีบหยิบมันออกจากกระเป๋าและกดปิดทันที แต่สายตาของนาวินจับจ้องไปที่การเคลื่อนไหวของเขา“ใครโทรมา?”
แสงไฟจากโคมระย้าสีทองแดงในห้องประชุมลับของคฤหาสน์ส่องสว่างลงมาบนโต๊ะไม้ยาวที่ตั้งอยู่กลางห้อง บรรยากาศในห้องนี้หนักอึ้งและเต็มไปด้วยความตึงเครียด ผนังที่บุด้วยไม้สีเข้มและตู้เหล็กที่ล็อกแน่นหนาทำให้ห้องนี้ดูเหมือนป้อมปราการมากกว่าห้องประชุม กลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยอยู่ในอากาศ ผสมกับกลิ่นเหงื่อและความกังวลจากคนที่อยู่ในห้อง นาวินนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ สวมเสื้อเชิ้ตสีดำที่ม้วนแขนขึ้นถึงข้อศอก แผลที่แขนซ้ายของเขาถูกพันผ้าไว้อย่างเรียบร้อยจากฝีมือของธนิดาเมื่อคืนนี้ ดวงตาคู่คมของเขาจ้องมองไปยังลูกน้องสี่คนที่นั่งอยู่รอบโต๊ะด้วยสายตาที่เย็นชาและพิจารณาธนิดายืนอยู่มุมหนึ่งของห้อง เธอสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีเทาที่เปื้อนโคลนจากเหตุการณ์เมื่อคืน ปืนพกที่เหน็บไว้ที่เอวของเธอทำให้เธอรู้สึกถึงน้ำหนักของสถานการณ์ที่เธอกำลังเผชิญอยู่ เธอถูกนาวินเรียกตัวมาร่วมประชุมนี้หลังจากที่พวกเขากลับมาถึงคฤหาสน์ตอนเช้ามืด โดยมีภูมิพาเธอกับนาวินกลับมาด้วยรถของเขาเธอยังจำท่าทางแปลกๆ ของภูมิได้ดี การที่เขามองไปรอบๆ ด้วยความตื่นตระหนกเกินเหตุ และน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อยเมื่อเขาคุยกับนาวิน เธอพยายามขจัดความสงสัยนั
สายฝนที่ตกลงมาอย่างหนักเมื่อครู่เริ่มซาลง เหลือเพียงละอองฝนบางๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศและหยดลงจากรอยรั่วบนหลังคาโกดังร้าง เสียงน้ำหยดกระทบพื้นคอนกรีตดังเป็นจังหวะเบาๆ ผสมกับเสียงลมที่พัดผ่านช่องว่างของกำแพงไม้เก่าๆ ที่ผุพัง แสงจันทร์สีเงินลอดผ่านรอยแตกของหลังคาและหน้าต่างที่แตกออก สาดส่องลงมาบนพื้นโกดังเป็นลำแสงสลัวๆ ทำให้ภายในโกดังดูเหมือนฉากในฝันที่ทั้งเงียบสงบและน่าขนลุกในเวลาเดียวกันธนิดานั่งพิงกองกล่องไม้ที่เต็มไปด้วยฝุ่น เธอหายใจถี่จากความเหนื่อยล้าที่สะสมมาจากการโจมตีเมื่อครู่ เสื้อแจ็กเก็ตสีเทาของเธอเปียกชุ่มและมีรอยขาดที่ไหล่จากการคลานออกจากรถที่คว่ำ ปืนพกในมือของเธอวางนิ่งอยู่บนตัก เธอมองไปที่มันด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ยังไม่เชื่อตัวเองเลยว่าเธอเพิ่งผ่านการไล่ล่าที่เกือบฆ่าเธอมาได้นาวินนั่งอยู่ไม่ไกลจากเธอ เขาพิงกำแพงโกดังด้วยท่าทีที่ดูเหนื่อยล้า ปืนกลสั้นของเขาวางอยู่ข้างตัว เขายกมือขึ้นเช็ดหน้าผากที่เปื้อนเลือดจากรอยขีดข่วน แต่ทันใดนั้น เขาก็สะดุ้งเล็กน้อยและกุมแขนซ้ายของตัวเองแน่น ธนิดาสังเกตเห็นสีหน้าที่บิดเบี้ยวของเขา และเมื่อแสงจันทร์ส่องลงมาที่แขนของเขา เธอ