ได้เทพสงครามช่วยพลังปราณในกายไท่จื่อเจิ้งหานจึงฟื้นตัวได้ในเวลาไม่นาน แม้ยังบอบช้ำภายในหากก็ไม่ทำให้สาหัส และต้องการเดินทางกลับสวรรค์ชั้นฟ้าทันที
“ข้าต้องกลับไปทูลรายงานการศึกกับพระบิดา”
เมื่อถูกเจ้าบาดาลขอให้พักผ่อนต่อไท่จื่อก็ปฏิเสธ แม้หมอจากวังบาดาลจะบอกว่าควรพักสักสองสามชั่วยามก็ตาม
“ท่านเทพ...”
ซีเหว่ยเจ้าบาดาลหันไปทางเทพสงครามที่ยืนอยู่ไม่ห่างนัก ทว่าอีกฝ่ายกลับตีหน้านิ่งขรึมขณะเอ่ยคำที่ทำเอาผู้ขอให้ช่วยหน้าชา
“ข้ามีหน้าที่ทำตามประสงค์ของไท่จื่อ”
“อย่างไรข้ากับเทพสงครามก็ต้องรีบนำทัพกลับ ขอบใจท่านเจ้าบาดาลมากที่ช่วยเหลือ รวมทั้งธิดาของท่านด้วย ไม่คิดเลยว่านางจะถึงขั้นยอมเสี่ยงตายเช่นนั้น ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง”
ไท่จื่อเจิ้งหานถามไถ่ด้วยความห่วงใย แม้ขัดใจปะปนขายหน้าอยู่บ้างที่ผู้หญิงต้องมาปกป้องโอรสสวรรค์ผู้ยิ่งใหญ่เช่นตน ทว่าการเสียสละของธิดาเจ้าบาดาลจนตัวเองต้องบาดเจ็บก็น่านับถือและมองข้ามไม่ได้
“พระเมตตาของไท่จื่อข้าและบุตรสาวซาบซึ้งยิ่งนัก ซานซานยังอาการหนัก แต่ไม่ถึงกับชีวิต ตอนนี้รอเพียงนางฟื้น”
“ศึกครั้งนี้ลำบากท่านเจ้าบาดาลกับธิดานัก ข้าทูลเรื่องการศึกแล้วพระบิดาต้องประทานความดีความชอบเกียรติยศยิ่งใหญ่กับเผ่าบาดาลเป็นแน่”
การที่ไท่จื่อไม่ได้เอ่ยถึงเผ่าวิหคทำให้สือเฟิ่งที่มาเยี่ยมพร้อมเจ้าบาดาลคิ้วกระตุกเล็กน้อย หากก็ไม่แสดงท่าทางอะไร
“พวกท่านทั้งสองเตรียมตัวเถิด จะได้เดินทางกันเลย”
“มีรายงาน”
เสียงประกาศจากทหารยามทำให้เจ้าบาดาลไม่ชอบใจนัก
“บังอาจ ใครส่งเจ้ามาที่นี่ ไม่รู้กาลเทศะ ไท่จื่อกำลังพักผ่อนมารบกวนได้อย่างไร”
“ไม่เป็นไร ให้เข้ามา”
ไท่จื่อเจิ้งหวนอนุญาต ประตูจึงเปิดออก ทหารผู้มาใหม่ดูลุกลี้ลุกลนและร้อนใจยิ่งนัก
“ว่าไง มีอะไรก็รายงานมา”
เจ้าบาดาลออกคำสั่งกับคนของตน
“เอ่อ...”
“มัวอ้ำอึ้งอะไร เจ้ารบกวนเวลาของไท่จื่อแล้วยังบังอาจชักช้าเสียเวลาอีกหรือ”
เมื่อถูกเจ้าเหนือชีวิตของตนตำหนิ จากที่อึกอักทหารก็โพล่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
“องค์ชาย...องค์ชายถูกสังหารขอรับ”
“อะไรนะ เจ้าหมายถึง...”
“องค์ชายซีเหวินขอรับ”
“เหวินเอ๋อร์”
เจ้าบาดาลถึงกับผงะถอยหลัง หน้าซีดพลางส่ายไปมา
“ไม่จริง จะเป็นไปได้ยังไง เหวินเอ๋อร์...ใคร...ใครฆ่าเหวินเอ๋อร์ มันเป็นใคร!”
เพียงชั่วแวบเจ้าบาดาลก็ประชิดถึงตัวทหารของตน คว้าคอเสื้อตวาดลั่นด้วยความเสียใจและเคียดแค้น
“เอ่อ...”
“ข้าจะไปเอาชีวิตมัน บอกมา!”
“พระชายาองค์ไท่จื่อ พระนางหนิงเฟิ่งขอรับ”
ทหารละล่ำละลักบอก
คำบอกนั้นทำให้ร่างสูงสง่าของไท่จื่อเจิ้งหานถึงกับลุกพรวดขึ้น สือเฟิ่งเองก็อึ้งนิ่งงันไป
“บังอาจ! ใส่ร้ายพระชายา ไม่อยากมีชีวิตแล้วหรือ”
แม้แต่เทพสงครามยังเอ่ยเสียงเข้มด้วยเห็นว่าช่างเหลวไหลสิ้นดี
“ท่านเทพโปรดไว้ชีวิตด้วย ข้าน้อยพูดจริงขอรับ พระชายาสังหารองค์ชายหลังจากรู้ว่าองค์ไท่จื่อปลอดภัย พระนางไม่ต้องการมาอยู่กับองค์ชายอีกแล้ว พวกเขามีปากเสียงกัน...อึก”
“หุบปากเจ้าซะ!”
ปลายกระบี่ในมือเทพสงครามจี้ที่คอคนพูดอย่างทันท่วงทีพร้อมกัดฟันเข่นเขี้ยว ไม่ทันเห็นด้วยซ้ำว่าเขาขยับตัวเมื่อไร
“จิ่นลี่”
เสียงเข้มของไท่จื่อห้ามผู้เป็นน้องอีกฝ่ายจึงหยุดมือไว้ พี่ชายพยักหน้าซ้ำเทพสงครามจึงจำต้องปล่อยมืออย่างหงุดหงิด หากก็ยังไม่ยอมถอยห่างจากทหารยศน้อย
“พระชายาอยู่ไหนเจ้ารู้หรือไม่”
“ขอรับ”
“เทพสงคราม ไปนำตัวหนิงเฟิ่งมาไต่สวนหาความจริง”
เทพจิ่นลี่จำต้องรับคำและตามทหารของเผ่าบาดาลไปทั้งที่อยากฆ่ามันให้ตายคามือนัก กล้าใส่ร้ายป้ายสีพระชายาของโอรสสวรรค์ได้อย่างไร
แม้ใบหน้าคมคายที่มีความงามล้ำกว่าบุรุษใดของไท่จื่อเจิ้งหานจะเรียบเฉย ทว่าภายในใจกลับไม่นิ่งเลยแม้แต่น้อย
==========
เกิดเรื่องขึ้นแล้ว ไท่จื่อเชื่อหรือไม่? แต่เห็นชัดว่าจิ่นลี่ไม่เชื่อ ^-^
เทพสงครามกลับมาโดยมีเจ้าของเรือนร่างสะโอดสะองในชุดทะมัดทะแมงพร้อมออกศึกของหนิงเฟิ่งพระชายาก้าวตามเข้ามาหยุดยืนหน้าแท่นประทับ“ไท่จื่อ”เจ้าของเสียงหวานเอ่ยพร้อมย่อตัวลง ใบหน้างามล้ำสงบนิ่งไม่มีลนลานกลัวเกรง ดวงตาคู่งามมองตรงแน่วนิ่งไร้แววหวาดหวั่นหรือรู้สึกผิดทำให้ผู้เห็นนึกขัดใจ“หนิงเฟิ่ง รู้ความผิดหรือไม่”คิ้วเรียวสวยกระตุกเล็กน้อยกับเสียงเข้มที่ดูเหมือนจะตัดสินนางไปแล้ว“ข้ามีเหตุจำเป็นไม่อาจร่วมทัพ ขอไท่จื่อประทานอภัย”หนิงเฟิ่งคุกเข่าลงพร้อมขอในสิ่งที่คิดว่านางทำผิด“อภัย? กิจอันใดสำคัญกว่าการสู้ศึกใหญ่ปกป้องมวลมนุษย์กับทุกดินแดนจากเผ่าพันธุ์ปิศาจ”ยิ่งฟังคำขอของชายาตนไท่จื่อเจิ้งหานก็ยิ่งไม่พอใจ“ข้าไม่ได้มีกิจอันใด เพียงแต่ข้าไม่อาจร่วมทัพได้”“หนิงเฟิ่ง!”นอกจากไม่สำนึกแล้วชายายังใช้คำบิดเบือนหนีความผิดในสายตาไท่จื่อ“หรือเจ้าเห็นว่าตนไม่ผิด มีกิจกับไม่อาจร่วมทัพต่างกันอย่างไร นั่นถือเป็นความผิดด้วยกันทั้งสิ้น อย่าใช้ความเป็นชายาของข้าลบเลือนความผิดของเจ้า ยิ่งเป็นคนใกล้ตัวข้ายิ่งไม่อาจละเลย”พระชายาเหมือนจะเอ่ยบางอย่างทว่าทหารยามด้านหน้าเอ่ยขึ้นมาก่อน“เรียนไทจื่อ ท่านเทพวิ
“องค์ชายของเจ้าบอกหรือไม่ เหตุใดต้องไปรับพระชายาของข้า”ไท่จื่อถามต่ออย่างไม่ยอมให้มีสิ่งใดหลุดรอดไปได้“ข้าน้อยเพียงทำตามคำสั่งหัวหน้าให้เดินทางไปแดนวิหคพร้อมองค์ชายขอรับ”“จะยังไงพระชายาก็ฆ่าบุตรชายของข้าจริง”“จากคำพูดทหารของเจ้า หนิงเฟิ่งป้องกันตัว”“ฆ่าคนคือฆ่าคน”“นี่เจ้า...”ทั้งเจ้าบาดาลกับเทพวิหคไม่มีผู้ใดยอมลดละ แต่เสียงทหารก็ดังขึ้น“องค์หญิงเจ้าบาดาลขอเข้าเฝ้าไท่จื่อ”แม้จะแปลกใจหากไท่จื่อก็อนุญาต ชั่วอึดใจร่างอ่อนระโหยอ้อนแอ้นขององค์หญิงเพ่ยซานบุตรีเจ้าบาดาลก็เข้ามา ผู้เป็นบิดาจึงรีบพยุงด้วยความเป็นห่วง“ซานซาน เจ้ายังไม่หายดี เหตุใดจึงมาถึงนี่”“ซานซานมีเรื่องต้องทูลไท่จื่อ”เพ่ยซานเอ่ยเบาโรยแรง“เป็นเรื่องที่ซานซานต้องพูดเพื่อความบริสุทธิ์ใจของพี่ชาย”นางทูลต่อไท่จื่อพร้อมน้ำตาไหลพราก“พูดมาเถิด”ไท่จื่อจำต้องรับฟังอย่างไม่อาจเลี่ยง แม้รู้แก่ใจว่าอาจได้ฟังในสิ่งที่ไม่อยากได้ยิน“พี่ชายข้าผูกสมัครรักใคร่พระชายา นับแต่เริ่มการศึกได้พยายามแอบไปพบพระนางที่เผ่าวิหคบ่อยครั้ง แม้รู้ว่าไม่ควรแต่เพราะพระนางเองก็หยิบยื่นไมตรี”“เจ้าพูดอะไร”หนิงเฟิ่งหันมาเอ่ยกับธิดาเจ้าบาดาลทันที
ไท่จื่อนำทัพสวรรค์และแม่ทัพใหญ่เผ่าบาดาลกับเผ่าวิหคเข้าเฝ้ารายงานการศึกต่อหน้าจักรพรรดิและขุนนางสวรรค์ แม้จะมีชัยเหนือราชาปิศาจที่บาดเจ็บหนักจนต้องถอยทัพ แต่ยังต้องระแวดระวังดินแดนมนุษย์อยู่เพราะอ่อนแอและถูกครอบงำง่าย ไม่รู้ว่าราชาปิศาจจะกลับมาแข็งแกร่งและคิดมีอำนาจเหนือทุกดินแดนอีกเมื่อไร“ศึกนี้ข้าต้องขอบใจเผ่าวิหคกับเผ่าบาดาลยิ่งนัก”จักรพรรดิสวรรค์จินหวงเอ่ยน้ำเสียงหนักแน่น“แต่ราชาบาดาลต้องสูญเสียบุตรชาย ทั้งบุตรีของท่านก็บาดเจ็บหนักเพราะช่วยไท่จื่อ ถือว่ามีความชอบต้องตอบแทนท่าน”สือเฟิ่งได้แต่แอบถอนใจ ขณะที่สีหน้าซีเหว่ยไม่ดีนัก เพราะไท่จื่อเอ่ยสั่งไว้ว่าให้การตายของบุตรชายตนเกี่ยวข้องกับการศึก โดยถูกเผ่าปิศาจจู่โจมขณะคุ้มกันพระชายาเดินทางมาหาไท่จื่อที่บาดเจ็บยังเผ่าบาดาล ขอให้เจ้าบาดาลเห็นแก่ไท่จื่อ ในเมื่อได้ลงโทษพระชายาสถานหนักแล้ว“เป็นพระกรุณาฝ่าบาท บุตรชายข้าอุทิศตนเพื่อการศึกเพื่อหกพิภพดินแดน ซานซานบุตรีของข้าแม้ตายแทนไท่จื่อได้ก็ยินดี”“สั่งสอนบุตรได้ดียิ่ง น่าชื่นชม น่าชื่นชม”เผ่าบาดาลช่างหวังสูงนัก คำชมจากจักรพรรดิทำให้สือเฟิ่งคิดพลางกำมือตนแน่น เวลานี้เผ่าวิหคเหมือนน
“นั่นคือ...”นางเอ่ยเสียงสั่นด้วยความหวาดหวั่นกับสิ่งที่เห็น“ดวงจิตลูกข้ายังอ่อนแอนัก เขาไม่อาจทนต่อสายฟ้าฟาดได้ หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปข้าต้องสูญเสียเขาเป็นแน่”หนิงเฟิ่งพยายามใช้กำลังของตนสร้างเกราะป้องกันให้กับดวงจิตวิญญาณดวงน้อยของบุตรตนที่เกือบจะต้องแตกดับเพราะพลังสายฟ้า ปราการสีทองเปล่งประกายก่อตัวเป็นดอกไม้ชนิดหนึ่งล้อมรอบฟางเซียนมารดาของหนิงเฟิ่งเป็นเทพธิดาเผ่าบุปผา หนิงเฟิ่งจึงสามารถใช้พลังของเผ่าบุปผาได้ อิงอิงนั้นเทพธิดาสร้างขึ้นจากดอกอิงฮวาเพื่อให้เป็นเพื่อนเล่นกับบุตรสาวของตนมาตั้งแต่อายุยังน้อย“ดอกอวี้หลันนี้ เจ้านำไปปลูกไปไว้ที่อุทยานตำหนักฮวาหรงของข้าในวังไท่จื่อ ข้าหวังให้เขาแข็งแกร่งดั่งดอกอวี้หลันที่มีกลีบแข็งแรง”ขณะพูดหนิงเฟิ่งมองดอกอวี้หลันทองสุกสกาวในมืออย่างเศร้าสร้อย“อย่าให้ใครรู้เห็น หรือเข้าใกล้ลูกข้าก่อนข้าจะรับพลังสายฟ้าครบสามวันสามคืน”“แต่เป็นเช่นนี้แล้วพลังปราณของท่านอาจรับสายฟ้าฟาดไม่ไหว ผิวกายปริแตก”อิงอิงเกรงว่านายตนจะต้องเจ็บปวดทรมาน“ข้าต้องปกป้องลูกข้า”ยิ่งได้ฟังเสียงหวานพร่าที่ราวแหลกสลายแล้วของพระชายาอิงอิงก็ยิ่งร้องไห้หนักด้วยความเสีย
“ไท่จื่อท่านลงโทษพระชายาแล้ว ยังต้องรับธิดาเจ้าบาดาลไว้อีกหรือ”เทพสงครามจิ่นลี่มาพบไท่จื่อถึงตำหนักเฉิงคุน หลังจากองค์จักรพรรดิประทานอภิเษกของไท่จื่อกับธิดาของเจ้าบาดาล“หากพระชายารู้จะเสียใจแค่ไหน ท่านลงโทษพระนางเพราะฆ่าคนที่ทำร้ายตนเอง แล้วยังรับคนที่พูดให้ร้ายมาเป็นสนม ราวท่านไม่นึกถึงใจพระนางเลย”มีเพียงเทพสงครามเท่านั้นที่กล้าออกความเห็นกับไท่จื่อ เพราะเป็นน้องชายในฮองเฮาพระมารดาเดียวกัน เรียนรู้ทั้งด้านกลการรบและวิชาความรู้มาด้วยกันเหมือนเพื่อนคู่คิด“เรื่องราวคลุมเครือ นางไม่อาจแก้ต่างให้ตัวเองพ้นผิดได้ จะให้ข้าทำอย่างไร ข้าไม่อาจมองข้ามได้จิ่นลี่ หากช่วยนางก็ต้องผิดใจกับเผ่าบาดาล ข้าคือไท่จื่อสวรรค์จะลำเอียงไม่ได้”ไท่จื่อเจิ้งหานถอนหายใจเคร่งเครียด“ถึงอย่างนั้นข้าก็คิดว่าท่านไม่จำเป็นต้องยอมรับธิดาของเจ้าบาดาล”“จุดประสงค์เจ้าบาดาลกับบุตรีมีหรือที่ข้าจะมองไม่ออก ยิ่งสูญเสียบุตรชายก็คงยากที่จะล้มเลิกความตั้งใจ ไม่ทำเช่นนี้คิดหรือว่าเผ่าบาดาลจะยอมจบโดยง่าย หากเรื่องถึงพระบิดา หนิงเฟิ่งอาจไม่เพียงแค่รับสายฟ้าฟาด”ใช่ว่าจิ่นลี่จะไม่เข้าใจไท่จื่อว่าที่ลงโทษพระชายาหนักเช่นนี้ส่วน
วังประดับประดาอย่างสวยงามทั้งโคมไฟและผ้าแดงมงคลทำให้หนิงเฟิ่งสังเกตได้ แม้ว่าเทพสงครามจะพานางมายังประตูสวรรค์แล้วเข้าวังทันที ทั้งยังตรงมายังตำหนักฮวาหรงอย่างไม่หยุดที่ใด“ขอบใจท่านมาก เทพสงคราม”“พระชายาพักผ่อนให้มาก ข้าต้องขอตัวก่อน”เมื่อเทพสงครามไปแล้วหนิงเฟิ่งก็สั่งอิงอิงทันที โดยเก็บความแปลกใจเอาไว้ก่อน“พาข้าไปที่อุทยาน”อิงอิงโล่งใจขึ้นมาหน่อยที่พระชายาไม่ถามถึงความเปลี่ยนแปลง แม้คาดว่าไม่นานพระนางต้องรู้เป็นแน่ แต่นางก็อยากให้นายตนแข็งแรงพอที่จะทนรับความเจ็บปวดเสียใจได้“ลูกแม่”มาถึงต้นอวี้หลันน้อยร่างของหนิงเฟิ่งก็ทรุดลงนั่งใกล้ชิด“เจ้ายังบอบบางนัก ยังไม่ทันได้เติบโต ก็ถูกสายฟ้าฟาดเสียแล้ว แม้จะให้พลังส่วนหนึ่งเสริมกายทิพย์ให้กับเจ้า เจ้าอาจต้องใช้เวลาบำเพ็ญตนประสานจิตกับกายทิพย์หลายพันปี แต่หากว่า...พ่อเจ้าได้รู้ เขา...เขาอาจช่วยเจ้า”แม้ไม่อยากคร่ำครวญแต่น้ำตาก็ไหลออกมาเอง นางยังไม่แน่ใจว่าจะพูดกับไท่จื่ออย่างไร ในเมื่อแคลงใจแล้ว บอกไปเขาจะเชื่อหรือไม่ว่าอวี้หลันน้อยนี้คือลูกของเขา เหนืออื่นใด นางยังไม่อยากเห็นหน้าสวามีของตนไม่อยากเห็นหน้าคนใจดำ“อิงเอ๋อร์ เจ้าพาอวี้หลั
หนิงเฟิ่งปรากฏกายกลางท้องพระโรงตำนักสวรรค์ชั้นฟ้าในสภาพที่เสื้อผ้าร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลจากสายฟ้า นางรำที่กำลังโชว์ต่อหน้าธารกำนัลที่มาร่วมงานรื่นเริ่งมงคลสวรรค์ต่างก็หยุดลง เทพเซียนทั้งหมดต่างก็หันมาสนใจร่างบอบบางที่บาดเจ็บหนักของพระชายาไท่จื่อ“หนิงเฟิ่ง”ฮองเฮาสวรรค์ฮุ่ยเฟิ่งพึมพำแล้วรีบลงไปช่วยพยุง“เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า เหตุใดจึงบอบช้ำเช่นนี้”พระนางเอ็นดูสะใภ้อย่างมากด้วยเป็นเทพธิดาวิหค เป็นน้องสาวท่านปู่ของหนิงเฟิ่งจึงเป็นห่วงเมื่อเห็นว่าบาดเจ็บ“หนิงเฟิ่งมีเรื่องทูลฝ่าบาทกับฮองเฮา”หนิงเฟิ่งเอ่ยโดยไม่ยอมให้เสียเวลา“มีเรื่องอะไรก็พูดมา”องค์จักรพรรดิสวรรค์จินหวงรู้สึกแปลกใจ เพราะวันนี้เป็นงานอภิเษกของไท่จื่อ แต่ชายากลับมาปรากฏเบื้องหน้าด้วยสภาพไม่ดีนัก ราวตั้งใจทำให้งานไม่เป็นมงคล และเวลานี้เกี้ยวเจ้าสาวน่าจะไปถึงวังไท่จื่อตามฤกษ์ยามแล้ว ไม่รู้ว่าที่นั่นเกิดเรื่องราวอะไรขึ้นหรือไม่“ขอฝ่าบาทกับฮองเฮาเมตตา เผ่าบาดาลหลอกลวงเบื้องสูง หนิงเฟิ่งไม่อาจนิ่งเฉยได้”คำพูดของพระชายาไท่จื่อทำให้เทพเซียนต่างก็มองหน้ากันแล้วเริ่มซุบซิบด้วยความสงสัยเมื่อเห็นว่าการณ์ภายในไม่ค่อยดีนัก องค์จัก
กรงจักรวัฎสงสารอยู่ตรงหน้า หนิงเฟิ่งยืนเคียงข้างเทพชะตา สำหรับนางแล้วไม่มีอะไรต้องห่วงอีก เวลานี้ลูกของนางปลอดภัยที่ดินแดนบุปผา หลังเผชิญวิบากกรรมนางก็จะได้ไปอุ้มชูลูกน้อยที่นั่น แม้ในโลกมนุษย์จะกินเวลาหลายสิบปี ทว่าดินแดนเทพเซียนก็เพียงไม่กี่วัน“พระชายา ลำบากท่านแล้ว”“ข้าจะไม่ใช่พระชายาอีกแล้ว”เทพชะตาหน้าเสีย เขาได้รู้เรื่องยังประหลาดใจทั้งยังเอ่ยทัดทานว่าไม่สมควรทำ แต่องค์จักรพรรดิรับสั่งอย่างเด็ดขาดตนจึงขัดไม่ได้“พระชายาดูแลตัวเองด้วย”เมื่อติดเรียกเช่นเดิมก็ถูกมองตาขุ่นแต่เทพชะตาไม่ยอมแก้ไข เขาผายมือเชิญให้หนิงเฟิ่งเตรียมพร้อม ก่อนจะเริ่มร่ายเวทย์หนิงเฟิ่งหลับตาลง บอกตัวเองว่านางทำถูกแล้ว เพื่อตนเองและลูกน้อย ผู้หญิงร้ายกาจเช่นองค์หญิงเผ่าบาดาลหรือจะยอมให้นางกับลูกอยู่ในวังอย่างสงบสุขสวรรค์ชั้นฟ้า ไม่ใช่สวรรค์อันสงบสุขสำหรับนางอีกแล้ว‘ท่านเป็นฝ่ายทอดทิ้งข้าและลูกเจิ้งหาน ลาก่อน’นางคิดอยู่ในใจ หากสวามีไม่คลางแคลงใจ หากเขาปกป้องนางบ้างแม้เพียงเล็กน้อย นางคงพร้อมสู้เพื่อยืนเคียงข้างเขาต่อไป แต่เขากลับสั่งลงทัณฑ์แล้วไปแต่งงานกับธิดาเจ้าบาดาลอย่างไม่แย่แสแม้แต่จะไปเยือนนางที่แท
ฉึก! ฉึก!เสียงดังแปลกๆ ดึงเฟยเซียงที่ตกอยู่ในภวังค์ให้รู้สึกตัว“เสียงอะไรเจ้าคะ”เจียวเหมยเอ่ยพร้อมจับมือคุณหนูทั้งสองแน่น“โจร...โจรขอรับคุณหนู”คนบังคับรถม้าร้องบอกเสียงดังเย่วซินจะขยับออกไปดูแต่เจียวเหมยห้ามไว้“อันตรายนะเจ้าคะคุณหนูใหญ่”“ข้าดูแลตัวเองได้”นางหันมาบอกอย่างไม่เกรงกลัว ห่วงเพียงแต่น้องสาวกับคนของตน“พวกเจ้าเป็นใคร”เสียงของคนบังคับรถม้าดังขึ้นอีกครั้ง แต่ไม่มีการพูดจา มีเพียงเสียงชักดาบและเสียงร้อง ทำให้แม่นางทั้งสามยิ่งหวั่นวิตก“ข้าต้องออกไป ฝากเซียงเซียงด้วยนะน้าเจียวเหมย”“อย่าเจ้าค่ะคุณหนูใหญ่”แม้เจียวเหมยจะห้ามแต่เยว่ซินออกไปแล้ว นางไม่อาจทำอะไรได้ พอเฟยเซียงจะขยับตามพี่สาวด้วยความเป็นห่วงนางจึงรีบผวากอดคุณหนูรองในทันใด“ข้างนอกต่อสู้กันนะเจ้าคะคุณหนู”“แต่พี่ซินซินล่ะ”“คุณหนูใหญ่มีฝีมือ แต่คุณหนูทำอะไรไม่ได้ ออกไปจะยิ่งทำให้คุณหนูใหญ่เป็นห่วงนะเจ้าคะ”“พี่ซินซิน ท่านเป็นยังไงบ้าง”เฟยเซียงห่วงพี่สาว เมื่อได้ยินเสียงต่อสู้ประชิดติดรถม้า“พี่ไม่เป็นไร เจ้าอย่าออกมาเด็ดขาด”เยว่ซินอยู่หน้ารถม้าไม่ได้ขยับห่างไปเพราะต้องการปกป้องคนด้านใน นางไม่ได้พกดาบติดตัวแ
“มันตายแล้ว”เฟยเซียงเอ่ยเสียงเครือ ขณะน้ำตารินไหลออกมาเอง นางไม่ได้โกรธเคืองใคร แต่สงสารกระต่ายจับใจที่มันต้องมาตายเพราะตน จนตอนนี้ก็ยังรู้สึกผิดไม่เสื่อมคลาย หากไม่ดื้อดึงยื้อยุดกับน้องชายมันอาจมีชีวิตยืนยาวกว่านั้น แม้จะไม่ใช่เพื่อนเล่นของตนแต่เป็นสัตว์เลี้ยงของน้องก็ตาม“หากข้าทำให้เจ้าเสียใจเพราะนึกถึงมันก็ต้องขออภัย”บุรุษหนุ่มบอกด้วยความรู้สึกเศร้าตามไปด้วยผู้ที่ร้องไห้ปาดน้ำตาโดยเร็ว ขณะที่เจียวเหมยกลับมาจับมือบางกระซิบบอก“อยู่ตรงนี้นานไม่ดีนะเจ้าคะคุณหนู”“ข้าต้องขอตัวก่อน”เฟยเซียงเชื่อฟังโดยง่าย แม้รู้ว่าบุรุษผู้นี้เป็นคนที่เคยใจดีกับตนเมื่อครั้งยังเด็ก แต่บิดาของนางไม่ค่อยอยากให้ใครเห็นนางนัก“เดี๋ยวแม่นาง”เสียงทุ้มทักท้วงก่อนที่ร่างอ้อนแอ้นจะขยับตัว“พบกันอีกครั้งนับเป็นวาสนา เจ้าจะบอกชื่อกับข้าได้หรือไม่”เจียวเหมยส่งสายตาพร้อมส่ายหน้าเล็กน้อยว่าเป็นการไม่ควร เฟยเซียงจึงปฏิเสธออกไป“ชื่อข้าไม่น่าฟังนัก ต้องขออภัยคุณชาย”‘ใบหน้างดงามราวนางสวรรค์เช่นนี้หรือ จะชื่อไม่น่าฟัง’แม้จะคิดในใจอย่างนั้นเขาก็เอ่ยอย่างอารมณ์ดีไม่ขุ่นเคือง“เช่นนั้นข้าเรียกกระต่ายน้อยก็แล้วกัน เหม
เฟยเซียงรู้ว่ากระต่ายน้อยของตนตายไปแล้วหลังจากนั้นหลายวัน และแอบนอนร้องไห้คนเดียวหลายคืน แถมยังถูกบิดาสั่งห้ามไม่ให้ออกไปนอกบ้านเด็ดขาด หนูน้อยจึงเก็บตัวยิ่งกว่าเดิม ได้เรียนหนังสือจากที่พี่สาวสอน แต่ไม่ได้ออกไปฝึกอาวุธเช่นพี่สาวและน้องชาย เฟยเซียงอ่านหนังสือแต่งโคลงกลอน วาดภาพ หัดงานบ้านงานเรือนของสตรีจากเจียวเหมยจนเชี่ยวชาญ แม้ไม่ชอบนักแต่เจียวเหมยบังคับอย่างแนบเนียนเจ้าตัวจึงค่อยๆ ทำได้ดีโดยไม่รู้ตัวสิบปีต่อมาจากหนูน้อยเติบโตขึ้นเป็นสาวสะพรั่งวัยสิบเจ็ด แต่ก็ยังไม่มีโอกาสออกไปไหนเช่นเคย“วันนี้มีคนมาพบท่านพ่อ”เฟยเซียงเปรยขึ้นขณะนั่งปักผ้าเช็ดหน้าในศาลาใกล้กับโรงครัว เป็นส่วนที่นางมักจะอยู่นอกจากห้องของตน โดยมีเจียวเหมยเอาขนมกับชามาวางให้ใกล้ๆ“ข้าได้ยินจากบ่าวว่ามาจากจวนใต้เท้าฉี มาคุยเรื่องพี่ซินซิน ส่งของหมั้นมามากมาย”“ใช่เจ้าค่ะ”เจียวเหมยตอบรับพร้อมรินชาให้คุณหนูของตน“พี่ซินซินควรแต่งงานตั้งนานแล้ว”เพราะก่อนใต้เท้าฉีจะส่งคนมาทาบทาบ ก็มีขุนนางคนอื่นเคยส่งมาแล้วแต่บิดาของนางและเยว่ซินปฏิเสธ เพิ่งตอบรับฝ่ายใต้เท้าฉีเมื่อสองเดือนก่อน“เจ้าค่ะคุณหนู”“เพราะข้าหรือเปล่าน้าเจียวเ
“ปินปิน”ลู่ฮูหยินเอ่ยเรียกบุตรชายด้วยความตื่นตระหนก ขณะที่สาวใช้พี่เลี้ยงอุ้มคุณชายเล็กให้ออกมายืนห่างจากสระน้ำ ส่วนคนในบ้านผู้ชายรีบกระโดดลงไปช่วยคุณหนูรอง“เกิดอะไรขึ้นกัน ปินปินเป็นอะไรหรือเปล่าลูก”“ท่านแม่ พี่รอง ตีข้า ฮือ...”หนูน้อยลู่ปินบอกพร้อมสะอึกสะอื้น วิ่งมากอดผู้เป็นแม่“ว่าไงนะ เจ้าถูกเฟยเซียงตีหรือ”ลู่ฮูหยินเสียงเข้ม หันมองสาวใช้ที่เป็นพี่เลี้ยงของลูกชายด้วยสายตาไม่พอใจ“พวกเจ้าทำอะไรกันอยู่ ถึงปล่อยให้เฟยเซียงมาตีลูกชายข้าได้”“เอ่อ...”สาวใช้พี่เลี้ยงหลบสายตา นางเองก็ไม่รู้จะแยกสองพี่น้องอย่างไร เพราะทั้งคู่เพิ่งจะทะเลาะกันครั้งนี้ครั้งแรก คุณหนูรองไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับคุณชายเล็กหรือฮูหยินนัก จะพูดคุยก็กับคุณหนูใหญ่เพียงเท่านั้นขณะนั้นคนช่วยร่างน้อยของเฟยเซียงที่หมดสติไปแล้วขึ้นมาได้ และพยายามอุ้มขึ้นพาดบ่าให้น้ำไหลออกมา ทำให้ลู่ฮูหยินเองต้องหันไปให้ความสนใจเพราะเกรงจะเกิดเรื่องร้ายแรงในจวนเช่นกันครู่หนึ่งเฟยเซียงน้อยก็สำลักน้ำออกมา ทำให้คนในบ้านต่างก็เบาใจ ลู่ฮูหยินเองก็ถอนหายใจแม้จะขัดใจที่ได้รู้ว่าลูกชายตนถูกทำร้ายแต่เรื่องนั้นค่อยจัดการทีหลัง“พวกเจ้ารีบพาคุ
“น้าเจียวเหมย”หนูน้อยวัยเจ็ดขวบในชุดสีอ่อนเรียบง่ายโผล่มาจากด้านหลังจวนที่เป็นส่วนซักล้างพร้อมกระต่ายตัวโตเมื่อเทียบกับมือผู้อุ้ม“ข้าเลี้ยงได้ไหม”“แอบออกไปข้างนอกอีกแล้วหรือเจ้าคะคุณหนู แล้วไปได้มันมาจากที่ไหน”“มีคนให้มา”เด็กหญิงใบหน้าหวานที่เห็นชัดว่ามีเค้าความสวยงามตั้งแต่ยังอายุน้อย ยิ้มแป้นอวดฟันเรียงสวย นางไม่ได้อยากออกไปบ่อยแต่เด็กชาวบ้านด้านหลังจวนมักแอบชวนไปเล่นด้วยเมื่อเห็นนางนั่งอย่างเหงาๆ แถวส่วนซักล้างไม่ห่างทางออกนัก“ข้าอยากเลี้ยงมันไว้ในห้องข้า เป็นเพื่อนข้า”“เอาไปเลี้ยงถึงในห้อง นายท่านอาจไม่ยอมนะเจ้าคะ”“แต่ข้าอยากมีเพื่อน”หนูน้อยเสียงเศร้าลง เจียวหมยคนสนิทฮูหยินคนก่อนของท่าน แม่ทัพมองคุณหนูของตนด้วยความสงสาร คุณหนูรองเฟยเซียงแทบไม่มีความสำคัญใดในจวนนี้ คุณหนูใหญ่เยว่ซินมีความสามารถเก่งทั้งบุ๋นและบู๊ได้อย่างที่ใจแม่ทัพต้องการ แต่ก็ยังไม่ชื่นชอบเท่าบุตรชายคนเล็กลู่ปินซึ่งเกิดจากฮูหยินรองที่แต่งเข้ามาหลังฮูหยินจากไป และก็มีบุตรชายในทันใด แม่ทัพลู่จึงทั้งประคบประหงมให้ความรักบุตรชายคนเล็กกับภรรยาคนปัจจุบันอย่างมาก“น้าเลี้ยงให้ ยังไงคุณหนูก็มาเล่นกับมันทุกวันได้นี
ร่างสูงสง่าปรากฏกายขึ้นทันควันขวางหน้าเทพชะตาที่เพิ่งลงมาจากแท่นกรงจักรวัฏสงสาร สีหน้าถมึงทึงของไท่จื่อจ้องเขม็งทำเอาเทพชะตาหน้าซีด“ไท่จื่อ”“หนิงเฟิ่งอยู่ไหน”“เอ่อ...”“ตอบมา!”ผู้ถูกสั่งเสียงดังใส่สะดุ้ง ขณะเดียวกันนั้นเทพสงครามก็ตามมาถึงเช่นกัน“โลกมนุษย์”“บังอาจ! ท่านส่งชายาข้าไปโลกมนุษย์ด้วยเหตุใด”ไท่จื่อยังเสียงเข้มไม่ยอมลดละ“ฝ่าบาทมีพระบัญชา”“พระบิดาอย่างนั้นหรือ”เอ่ยแล้วไท่จื่อก็หันไปสบตากับจิ่นลี่ อีกฝ่ายมีสีหน้าแปลกใจ ขณะที่เจิ้งหานรู้สึกราวใจหายวาบ“พระบิดาลงโทษหนิงเฟิ่ง?”“ขอไท่จื่อเมตตา...”ร่างสูงสง่าของไท่จื่อฉุดเทพชะตาขยับวูบเดียวก็ไปถึงหน้ากรงจักรโดยที่เขายังไม่ทันตั้งตัวด้วยซ้ำ“ท่านส่งหนิงเฟิ่งไปที่ใด ส่งข้าไปที่นั่นเดี๋ยวนี้”“ไท่จื่อ”แม้แต่จิ่นลี่ที่ตามติดมาก็ยังไม่เห็นด้วย“เทพชะตา!”เจิ้งหานไม่ฟังคำห้ามปราม เขาตวาดเสียงดังลั่น เทพชะตาเงอะงะตัวสั่นเกรงกลัว“ข้าว่าท่านไปถามพระบิดาก่อนไม่ดีกว่าหรือ ว่าเพราะเหตุใดต้องส่งพระชายาไปโลกมนุษย์ อีกอย่างท่านอยู่ข้างบนยังพอหาทางผ่อนหนักเป็นเบาให้พระนางได้ หากลงไปอาจช่วยได้ยากนัก”“นั่นเป็นหน้าที่เจ้า ยังไงข้าก็ต้องล
กรงจักรวัฎสงสารอยู่ตรงหน้า หนิงเฟิ่งยืนเคียงข้างเทพชะตา สำหรับนางแล้วไม่มีอะไรต้องห่วงอีก เวลานี้ลูกของนางปลอดภัยที่ดินแดนบุปผา หลังเผชิญวิบากกรรมนางก็จะได้ไปอุ้มชูลูกน้อยที่นั่น แม้ในโลกมนุษย์จะกินเวลาหลายสิบปี ทว่าดินแดนเทพเซียนก็เพียงไม่กี่วัน“พระชายา ลำบากท่านแล้ว”“ข้าจะไม่ใช่พระชายาอีกแล้ว”เทพชะตาหน้าเสีย เขาได้รู้เรื่องยังประหลาดใจทั้งยังเอ่ยทัดทานว่าไม่สมควรทำ แต่องค์จักรพรรดิรับสั่งอย่างเด็ดขาดตนจึงขัดไม่ได้“พระชายาดูแลตัวเองด้วย”เมื่อติดเรียกเช่นเดิมก็ถูกมองตาขุ่นแต่เทพชะตาไม่ยอมแก้ไข เขาผายมือเชิญให้หนิงเฟิ่งเตรียมพร้อม ก่อนจะเริ่มร่ายเวทย์หนิงเฟิ่งหลับตาลง บอกตัวเองว่านางทำถูกแล้ว เพื่อตนเองและลูกน้อย ผู้หญิงร้ายกาจเช่นองค์หญิงเผ่าบาดาลหรือจะยอมให้นางกับลูกอยู่ในวังอย่างสงบสุขสวรรค์ชั้นฟ้า ไม่ใช่สวรรค์อันสงบสุขสำหรับนางอีกแล้ว‘ท่านเป็นฝ่ายทอดทิ้งข้าและลูกเจิ้งหาน ลาก่อน’นางคิดอยู่ในใจ หากสวามีไม่คลางแคลงใจ หากเขาปกป้องนางบ้างแม้เพียงเล็กน้อย นางคงพร้อมสู้เพื่อยืนเคียงข้างเขาต่อไป แต่เขากลับสั่งลงทัณฑ์แล้วไปแต่งงานกับธิดาเจ้าบาดาลอย่างไม่แย่แสแม้แต่จะไปเยือนนางที่แท
หนิงเฟิ่งปรากฏกายกลางท้องพระโรงตำนักสวรรค์ชั้นฟ้าในสภาพที่เสื้อผ้าร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลจากสายฟ้า นางรำที่กำลังโชว์ต่อหน้าธารกำนัลที่มาร่วมงานรื่นเริ่งมงคลสวรรค์ต่างก็หยุดลง เทพเซียนทั้งหมดต่างก็หันมาสนใจร่างบอบบางที่บาดเจ็บหนักของพระชายาไท่จื่อ“หนิงเฟิ่ง”ฮองเฮาสวรรค์ฮุ่ยเฟิ่งพึมพำแล้วรีบลงไปช่วยพยุง“เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า เหตุใดจึงบอบช้ำเช่นนี้”พระนางเอ็นดูสะใภ้อย่างมากด้วยเป็นเทพธิดาวิหค เป็นน้องสาวท่านปู่ของหนิงเฟิ่งจึงเป็นห่วงเมื่อเห็นว่าบาดเจ็บ“หนิงเฟิ่งมีเรื่องทูลฝ่าบาทกับฮองเฮา”หนิงเฟิ่งเอ่ยโดยไม่ยอมให้เสียเวลา“มีเรื่องอะไรก็พูดมา”องค์จักรพรรดิสวรรค์จินหวงรู้สึกแปลกใจ เพราะวันนี้เป็นงานอภิเษกของไท่จื่อ แต่ชายากลับมาปรากฏเบื้องหน้าด้วยสภาพไม่ดีนัก ราวตั้งใจทำให้งานไม่เป็นมงคล และเวลานี้เกี้ยวเจ้าสาวน่าจะไปถึงวังไท่จื่อตามฤกษ์ยามแล้ว ไม่รู้ว่าที่นั่นเกิดเรื่องราวอะไรขึ้นหรือไม่“ขอฝ่าบาทกับฮองเฮาเมตตา เผ่าบาดาลหลอกลวงเบื้องสูง หนิงเฟิ่งไม่อาจนิ่งเฉยได้”คำพูดของพระชายาไท่จื่อทำให้เทพเซียนต่างก็มองหน้ากันแล้วเริ่มซุบซิบด้วยความสงสัยเมื่อเห็นว่าการณ์ภายในไม่ค่อยดีนัก องค์จัก
วังประดับประดาอย่างสวยงามทั้งโคมไฟและผ้าแดงมงคลทำให้หนิงเฟิ่งสังเกตได้ แม้ว่าเทพสงครามจะพานางมายังประตูสวรรค์แล้วเข้าวังทันที ทั้งยังตรงมายังตำหนักฮวาหรงอย่างไม่หยุดที่ใด“ขอบใจท่านมาก เทพสงคราม”“พระชายาพักผ่อนให้มาก ข้าต้องขอตัวก่อน”เมื่อเทพสงครามไปแล้วหนิงเฟิ่งก็สั่งอิงอิงทันที โดยเก็บความแปลกใจเอาไว้ก่อน“พาข้าไปที่อุทยาน”อิงอิงโล่งใจขึ้นมาหน่อยที่พระชายาไม่ถามถึงความเปลี่ยนแปลง แม้คาดว่าไม่นานพระนางต้องรู้เป็นแน่ แต่นางก็อยากให้นายตนแข็งแรงพอที่จะทนรับความเจ็บปวดเสียใจได้“ลูกแม่”มาถึงต้นอวี้หลันน้อยร่างของหนิงเฟิ่งก็ทรุดลงนั่งใกล้ชิด“เจ้ายังบอบบางนัก ยังไม่ทันได้เติบโต ก็ถูกสายฟ้าฟาดเสียแล้ว แม้จะให้พลังส่วนหนึ่งเสริมกายทิพย์ให้กับเจ้า เจ้าอาจต้องใช้เวลาบำเพ็ญตนประสานจิตกับกายทิพย์หลายพันปี แต่หากว่า...พ่อเจ้าได้รู้ เขา...เขาอาจช่วยเจ้า”แม้ไม่อยากคร่ำครวญแต่น้ำตาก็ไหลออกมาเอง นางยังไม่แน่ใจว่าจะพูดกับไท่จื่ออย่างไร ในเมื่อแคลงใจแล้ว บอกไปเขาจะเชื่อหรือไม่ว่าอวี้หลันน้อยนี้คือลูกของเขา เหนืออื่นใด นางยังไม่อยากเห็นหน้าสวามีของตนไม่อยากเห็นหน้าคนใจดำ“อิงเอ๋อร์ เจ้าพาอวี้หลั