จ้านเป่ยว่างกลับไม่คิดเช่นนั้นเมื่อก่อนเขาอยากไปสนามรบเขตหนานเจียงก็จริง แต่เฉพาะตอนที่มีทหารแคว้นซาเท่านั้น บัดนี้ มีกแงทัพตั้งสามแสนนายจากเมืองซีจิงเข้าสู่เขตซีม่อนและเขตอีลี่ และแคว้นซาจะเพิ่มกองกำลังอีกหรือไม่ยังไม่ทราบด้วยซ้ำบัดนี้กองกำลังของศัตรูมีจำนวนห้าแสนนาย เขานำกองทัพหลวงรวบรวมได้ไม่ถึงหนึ่งแสนสองหมื่นนาย บวกกับกองกำลังในมือของเป่ยหมิงอ๋องที่ไม่ถึงสองแสนนาย พอรวมๆ กันแล้วก็แค่สามแสนเองยิ่งไปกว่านั้นกองทหารปัจจุบันของเป่ยหมิงอ๋องต่างก็เหนื่อยล้ามาก มีทหารบาดเจ็บมากมาย อาหารและหญ้าขาดแคลน กำลังอดกินรอเสบียงอยู่ ยามนี้พวกเขาย่อมไม่มีทางไปเอาชนะเขตอีลี่ได้ ทำได้แค่รอกองทัพเสริมมาที่สำคัญที่สุดคือตอนนี้เป็นฤดูหนาว ทางเขตหนานเจียงมัน หนาวมากทีเดียว ไม่เอื้ออำนวยต่อการสู้รบ แต่ชาวแคว้นซามักจะเป็นคนหยาบคาย ขึ้นชื่อว่าทหารหมีดำ พวกเขาไม่กลัวความหนาว ในฤดูหนาวพวกเขายังสามารถเล่นเปลือยกายบนน้ำแข็งด้วยซ้ำดังนั้นความแข็งแกร่งของทั้งสองประเทศจึงแตกต่างกันมาก การรบครั้งนี้จะรับมือยากมาก โดยเฉพาะหากแคว้นซายังคงส่งทหารเพิ่มเพื่อยึดเมืองที่สูญหายไปกลับคืนมาในรวดเดียว และควบคุมเขตหน
ข่าวที่จ้านเป่ยว่างและยี่ฝางกำลังจะออกศึกที่เขตหนานเจียง ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าจ้านทั้งตื่นเต้นและเป็นกังวลนางรู้ว่าการไปออกศึกถือเป็นพรก็เป็นหายนะด้วย หากได้ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ย่อมสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่โดยธรรมชาติ หากายแพ้ งั้นต้องเสียชีวิตในสนามรบอย่างไรก็ตาม หลังจากคิดซับซ้อนมาสักพักหนึ่ง นางก็ยังเชื่อในตัวลูกชายของนางและยี่ฝางด้วย เพราะถึงยังไงในสงครามชายแดนเฉิงหลิง ยี่ฝางเป็นคนได้สร้างผลงานที่ใหญ่ที่สุดนางมีความสามารถยิ่งไปกว่านั้น ทั้งคู่ยังเป็นแม่ทัพ ดังนั้นพวกเขาจึงแค่ออกคำสั่งเท่านั้น เรื่องต่อสู้นั้นเป็นหน้าที่ของพวกทหารพอคิดถึงเช่นนี้ ความสุขก็กลบความกังวลไปแล้ว เลยสั่งคนให้ช่วยจัดเตรียมเรื่องที่พวกเขาจะออกเดินทางเพียงไม่กี่วันหลังจากที่จ้านเป่ยว่างและยี่ฝางนำกองกำลังออกจากเมืองหลวง ในที่สุดสายลับที่ซ่อนตัวอยู่ในแคว้นซาก็รายงานข่าวกลับไปที่ราชสำนักข่าวลับที่พวกเขารายงานนั้นเหมือนกับข่าวที่ส่งกลับมาโดยเป่ยหมิงอ๋องในเขตหนานเจียงทุกประการและเหมือนกันกับข่าวที่ซ่งซีซีรายงานตอนที่นางเข้าวังเมื่อครึ่งเดือนที่แล้วด้วยจักรพรรดิหนุ่มที่มีรูปหล่อฉีกรายงานลับด้วยความโกรธ ห่า
จักรพรรดิ์ซูชิงกล่าวว่า "นางได้ทำโทษอะไร นางไปที่เขตหนานเจียงเพื่อรายงานข่าว เสด็จน้องอาจเตรียมการล่วงหน้าเพื่อป้องกันไม่ให้โจมตีโดยไม่ตั้งตัว บางครั้งข่าวกรองทางทหารจะส่งให้เร็วกว่าหนึ่งวันหรือหนึ่งชั่วยาม มันก็มีผลต่างการ นางได้สร้างผลงานไว้ เป็นข้าที่ไม่เชื่อใจนาง"จักรพรรดิ์ซูชิงกล่าวพลางหันไปด้านข้างเล็กน้อย "ข้าได้ส่งองครักษ์หลวงไปจับตาดูนางไว้ นางยังสามารถหนีออกไปได้กลางดึก ดูเหมือนว่าวิชาตัวเบาของนางได้เก่งมาก"อู๋ต้าปั้นยิ้มและกล่าวว่า "ฝ่าบาท ถึงยังไงนางได้เรียนศิลปะการต่อสู้ในสถาบันว่านซงเหมินมาเจ็ดแปดปีแล้ว สถาบันว่านซงเหมินเป็นนิกายที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นซางของเรา ได้ยินมาว่า นาง เป็นศิษย์ที่มีศักยภาพมากที่สุดของนิกายเลย""จริงเหรอ?" ความรู้ที่จักรพรรดิ์ซูชิงมีต่อสถาบันว่านซงเหมินนั้นจำกัดแค่เสิ่นชิงเหอ เขาไม่รู้ว่าซ่งซีซีทรงพลังขนาดนี้ด้วย "ข้าแปลกใจเล็กน้อย ทำไมตอนนั้นซ่งฮูหยินถึงเลือกจ้านเป่ยว่างเป็นสามีของนางเล่า ด้วยด้วยภูมิหลังของตระกูลซ่ง จะเลือกผู้ชายชนชั้นสูงแบบไหนก็ได้นี่ ทำไมถึงเลือกจวนแม่ทัพที่ตกอับไป?"อู๋ต้าปั้นลังเลอยู่นานแล้วพูดเบาๆ "ได้ยินมาว่าคนที่ไปสู่ข
การไม่รู้อะไรเลยคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดอู๋ต้าปั้นสะบัดแขนเสื้อ ส่ายหัวแล้วพูดว่า "ข้าน้อยไม่ทราบ แค่ทำตามคำสั่งเท่านั้นพะยะค่ะ"คำว่าทำตามคำสั่งเท่านั้น ทำให้อ๋องฮวยไม่กล้าถามอะไรอีก จักรพรรดิทรงมีอานุภาพมากจนการลงโทษยังถือว่าเป็นรางวัลได้ด้วยหลังจากที่อู๋ต้าปั้นจากไป ทั้งคู่ก็มองหน้ากัน พวกเขาดูแลเสด็จแม่ในเมืองหลวง ฮ่องเต้เองยังทรงโปรดอนุญาตให้ไท่เฟยออกจากวังและอาศัยอยู่กับพวกเขาในจวนอ๋องฮวยด้วย โดยปกติแล้วพระองค์ค่อนข้างเป็นมิตร แล้วทำไมอยู่ๆ ถึงมาลงมาโดยไม่มีเหตุผลล่ะ?พวกเขาไม่ได้ทำอะไรเลย และไม่กล้าทำอะไรอีกด้วยมันแปลกจริงๆในช่วงกลางฤดูหนาว หิมะตกหนักขัดขวางทางที่จ้านเป่ยว่างจะเดินทางไปเดิมทียามที่ออกจากเมืองหลวงก็เร่งให้เดินเร็วอยู่แล้ว แต่ไม่คาดคิดว่าหิมะตกหนักติดต่อกันสองวัน มีหิมะตกทุกที่ จะหนาวจัดก็ไม่ว่าอะไร แต่ความคืบหน้าก็ชะลอตัวลงอย่างมากพอก้าวเท้าออกไป ต้องใช้เวลาดึงเท้าออก มันยากอยู่แล้วที่เขตหนานเจียงก็มีหิมะตกด้วย แต่โชคดีที่ไม่หนักมากนัก การฝึกทหารใหม่ก็ถือว่าเสร็จสิ้นแล้ว ได้รับสมัครทหารใหม่เป็นสามหมื่นนาย นอกจากนี้ยังมีการผลิตอาวุธและชุดเกราะในเมือ
"เมื่อนับถึงสามสิบคนก็ไม่ได้นับต่อเลย"ซ่งซีซียกแขนขึ้นแล้วรู้สึกว่าหอกดอกท้อหนักมาก และการออกศึกเป็นเรื่องเหนื่อยมากจริงๆ"ข้านับแล้ว ข้าฆ่าไปห้าสิบคน" หมั่นโถวกระโดดขึ้นอย่างสง่างามราวกับปลา แต่กระโดดแล้ว สุดท้ายก็ล้มกับพื้น อาวุธที่เขาใช้คือดาบ แต่เนื่องจากมีคนมากเกินไป ดาบจึงถูกโจมตีจนหลุดไป ต่อมาเขาฆ่าคนด้วยหมัดและเท้า สุดท้ายได้หยิบดาบของตัวเองกลับมาเสิ่นว่านจือกล่าวว่า "ข้าฆ่าคนไปหกสิบสามคน"จางต้าจ้วง รองแม่ทัพของเป่ยหมิงอ๋องเดินเข้ามา เขามีเลือดเต็มตัวเช่นกันซ่งซีซีลุกขึ้นนั่งก่อน จากนั้นจึงใช้หอกดอกท้อพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นยืน "รองผู้บัญชาการจาง""ซ่งซีซี!" รองผู้บัญชาการจางมองนางด้วยความประหลาดใจและตื่นเต้น "เจ้ารู้ไหมว่าเจ้าได้ฆ่าศัตรูไปกี่คน?""ไม่รู้สิ ข้าไม่ได้นับ"รองผู้บัญชาการจางแปะมือ และดวงตาของเขาเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น "ผู้บัญชาการนับจำนวนคนที่เจ้าฆ่าให้เจ้าเอง เจ้าใช้หอกดอกท้อแทงคอของศัตรู นับแค่ส่วนนี้ ก็มีมากกว่าสามร้อยคน มันไม่ยังไม่รวมถึงคนที่ถูกปิดกั้นคอด้วย เจ้านี่สุดยอดจริงๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าออกศึกจริงหรือ แม่ทัพทุกคนชื่นชมว่าเจ้าสมเป็นลูก
ในเมืองอีลี่ ซูลันจี ผู้บังคับบัญชาแห่งเมืองซีจิงยืนอยู่บนหอชมเมือง มองดูทหารของแคว้นซางที่อยู่ไกลความเกลียดชังและความโกรธเผาไหม้ในดวงตาของเขา“พวกเขาไม่สามารถเฝ้าเขตหนานเจียงได้สำเร็จหรอก” ผู้บังคับบัญชาซูลันจีกล่าวอย่างเย็นชา ความเกลียดชังในดวงตาของเขาแทบจะลุกไหม้ชาวซางในระยะไกล“ทหารของเจ้าได้รับบาดเจ็บมากมาย พักฟื้นสักสองสามวันก่อนค่อยต่อสู้ใหม่” วิกเตอร์ ผู้บังคับบัญชาแห่งแคว้นซากล่าวซูลันจีส่ายหัวพร้อมกับสวมหมวกหนาๆ บนหัวสีเทา มีไอน้ำสีขาวออกมาจากปาก เขาเอามือวางไว้บนก้อนอิฐของหอชมเมือง “ไม่ เราไม่สามารถปล่อยให้พวกเขามีความสุขได้นานเกินไป เราจะเริ่มโจมตีใหม่ในวันมะรืนนี้ ภายในสามวัน ข้าต้องเอาเมืองทาเฉิงให้ได้”วิกเตอร์ไม่ได้สนใจมากนัก ถึงอย่างไร ทหารที่ไปแนวหน้าเพื่อต่อสู่นั้นส่วนใหญ่เป็นชาวซีจิง และพวกเขาก็นำอาหารมาด้วย“เรื่องที่เจ้าให้พวกเราสืบนั้น ได้ผลแล้ว แม่ทัพหญิงที่ชื่อยี่ฝางนั้นอยู่ในกำลังเสริมของแคว้นซาง ยามนี้กำลังมุ่งหน้าไปยังสนามรบเขตหนานเจียง”ซูลันจีกำหมัดแน่น โดยมีเส้นเลือดบนหน้าผากนูนโป่งขึ้นว่า "คนนี้ ไม่ว่าต้องจ่ายราคาแพงเท่าไรก็ต้องจับนางทั้งเป็นให้
เมื่อกลับมาถึงค่าย ซ่งซีซีได้สงบอารมณ์ทั้งหมดของนางหลังจากได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นซ่งเชียนฮู่แล้ว นางยังได้แต่อยู่ร่วมค่ายเล็กๆ กับพวกเฉินเฉินด้วยกันเท่านั้น อย่างไรก็ตาม มีผ้าห่มเพิ่มให้สองผืนซึ่งเป็นผ้าห่มใหม่ที่ส่งมาจากเมืองทาเฉิงเนื่องจากหมั่นโถวและกุ้นเอ๋อร์เป็นผู้ชาย จึงมีม่านกั้นระหว่างพวกเขา และพวกเขาก็ถอดเสื้อผ้าออกเพื่อทำแผลทุกคนได้รับบาดเจ็บไม่มากก็น้อย แต่ไม่ได้ร้ายแรงอะไร เพียงแต่อากาศหนาว ความเจ็บปวดเลยรุนแรงกว่าปกติซ่งซีซีแจกจ่ายยาเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ แต่ไม่มีใครใช้ของนาง ใครบ้างที่เข้าสู่สนามรบโดยไม่นำยามาบ้าง? แต่ละนิกายมียาศักดิ์สิทธิ์สำหรับรักษาบาดแผลของตัวเองซ่งซีซีเก็บมันกลับไป "แล้วไป""ซีซี ได้ยินมาว่าอดีตสามีของเจ้าและภรรยาใหม่ของเขากำลังจะมาสนับสนุนที่นี่ เจ้าจะรู้สึกอึดอัดใจไหมถ้าจะพบกัน?"เฉินเฉินสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย และทำความสะอาดผงยาบนพื้นก่อนถาม"อึดอัดไปทำไม" เสิ่นว่านจือตะคอก ใบหน้าของนางดูเย็นชา "เราแค่ปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนหมูเหมือนควายก็พอ สายตาของเราทนเห็นของสกปรกเหล่านี้ไม่ได้หรอก"หมั่นโถวเปิดม่านขึ้น "จะว่าไป ทำไมท่านแม่ของเจ้
มีมือใหญ่ข้างหนึ่งหยิบถุงสุราจากบนพื้น ชายคนนั้นเปิดออกแล้วดมกลิ่น ดวงตาที่สดใสของเขาเต็มไปด้วยความปีติยินดี แต่คำพูดที่เขาพูดออกมานั้นกลับโกรธจัด "ช่างบังอาจจัง กลับซ่อนสุราดีๆ ในกองทัพ ถูกยึดแล้ว!"หลังจากพูดอย่างนั้น เขาก็หันหลังกลับและจากไปซ่งซีซีนั่งยองๆ อยู่กับพื้นแล้วลูบจมูกทั้งน้ำตา นางได้แต่มองร่างสูงวิ่งกลับไปที่ค่ายผู้บัญชาการทั้งแย่างนั้น"มันถูกยึดโดยผู้บังคับบัญชา" หมั่นโถวพูดด้วยความงุนงง จากนั้นเขาก็ถอนหายใจอย่างเศร้าๆ ว่า "แม้ว่าให้ข้าจิบแค่คำเดียวก็ดีนะ จะแย่งชิงทำไม เป็นไง ถูกยึดไปแล้วสิ"เสิ่นว่านจือเองก็ไม่คาดคิดว่าผู้บังคับบัญชาจะมา จากนั้นแค่หัวเราะเบาๆ และพูดว่า "ข้ามีกระเป๋าใบใหญ่ขนาดนั้น จะมีแค่ขวดเดียวได้ยังไงเล่า?"หมั่นโถวและกุ้นเอ๋อร์รีบไล่ตามไป ต่างเรียกนางว่าพี่อย่างเอาใจใส่ สุดท้ายทั้งห้าคนก็ได้ดื่มสุราอีกถุงหนึ่งสุดยอดเลย!เสียงแตรของการออกศึกครั้งที่สองดังขึ้น เสียงฝีเท้าดังก้อง ฉากยิ่งใหญ่ราวกับต้องพิชิตข้าศึกศัตรูให้ได้เป่ยหมิงอ๋องทรงออกสั่งว่าจุดประสงค์หลักของการโจมตีครั้งนี้คือทำให้ศัตรูบาดเจ็บ ให้ฆ่าคนน้อยลงและทำให้บาดเจ็บมากขึ้นหมั่
ระหว่างที่ซ่งซีซีทำการสืบสวน นางได้รับเบาะแสจากขันทีน้อยคนหนึ่งว่า หนามเหล็กขององค์ชายสามที่หายไปนั้น แท้จริงแล้วมีนางกำนัลคนหนึ่งเก็บไปขันทีน้อยผู้นั้นเป็นผู้เห็นกับตา ว่าหนามเหล็กถูกเก็บไปโดยนางกำนัลชื่อจู๋อวิ๋น ซึ่งรับใช้ใกล้ชิดอยู่ข้างกายพระสนมกงเฟยพระสนมกงเฟยไม่ได้มีเหตุใดที่จะปองร้ายองค์ชายใหญ่ ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับพระสนมเต๋อเฟยและพระสนมซูเฟยก็เพียงธรรมดาเท่านั้น ดังนั้นซ่งซีซีจึงทูลขออนุญาตไทเฮา เพื่อตรวจสอบวังหลัง ว่าจู๋อวิ๋นนั้นแท้จริงแล้วอยู่ข้างใครผลปรากฏว่า เมื่อตรวจสอบประวัติ จู๋อวิ๋นตอนเข้าวังครั้งแรก เป็นเพียงนางกำนัลล้างผ้าในฝ่ายซักรีด ชีวิตลำบากยากเข็ญนางเป็นคนบ้านเดียวกับชิงหลัน นางกำนัลคนสนิทของพระสนมเต๋อเฟย ชิงหลันจึงช่วยเจรจากับหมัวมัวผู้ดูแล ให้จู๋อวิ๋นได้ไปอยู่ตำหนักพระสนมกงเฟย เป็นเพียงสาวรับใช้ทำความสะอาดจู๋อวิ๋นเป็นคนหัวไว ฉลาดปราดเปรียว เพียงไม่กี่ปีก็ได้รับความไว้วางใจจากพระสนมกงเฟย กลายเป็นคนใกล้ชิดที่พระสนมกงเฟยพึ่งพามากที่สุดส่วนสมุดทะเบียนของนางกำนัลในกรมมหาดเล็ก เมื่อตรวจสอบพบว่า ตอนจู๋อวิ๋นถูกส่งไปตำหนักพระสนมกงเฟยนั้น ได้เปลี่ยนถิ่นกำเ
ในขณะที่ฮองเฮาวิ่งวุ่นคิดจะรับองค์ชายสามมาเลี้ยงดูที่ตำหนักฉางชุน ซ่งซีซีก็ปรากฏตัวขึ้นนางกล่าวกับฉีฮองเฮาว่า “จริงๆ แล้ว หม่อมฉันรออยู่ตลอด ว่าฮองเฮาจะถามหรือไม่ว่า ก่อนองค์ชายใหญ่สิ้นใจได้พูดอะไรไว้บ้าง แต่ฮองเฮากลับมิได้ถามเลย”ฉีฮองเฮาเงยหน้าขึ้นทันใด สีหน้าเต็มไปด้วยการปฏิเสธ “ไม่ต้องพูด เขาย่อมต้องโทษข้า เขาโกรธข้ามาโดยตลอด”ซ่งซีซีกล่าวว่า “กลับตรงกันข้าม เขาบอกว่า... เขารักท่านมาก”ฉีฮองเฮาหัวเราะเยาะเย้ยอย่างแสนเศร้า ไม่เชื่อแม้แต่น้อย “คนตายไปแล้ว เจ้าจะกุเรื่องอะไรขึ้นมาอีกเพื่อให้ข้ายิ่งเศร้าใจ?”ซ่งซีซีมองดูรอยฝ่ามือที่ปรากฏชัดบนใบหน้านาง รวมถึงดวงตาที่บวมแดงจากการร่ำไห้ ความเจ็บปวดจากการเสียบุตรควรจะเป็นความทุกข์ที่กัดกินถึงกระดูก แต่สิ่งที่นางคิดกลับเป็นเรื่องจะรับองค์ชายสามมาเลี้ยงดูไม่รู้ว่านั่นเป็นเพื่อการล้างแค้น หรือเพื่อให้มีหมากในมือ นางหวังจะผลักดันองค์ชายสามขึ้นเป็นองค์รัชทายาท ตัดขาดความหวังของพระสนมเต๋อเฟยโดยสิ้นเชิง“หม่อมฉันเป็นเพียงผู้ส่งสาร จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ฮองเฮาจะพิจารณา” ซ่งซีซีว่าจบ ก็ล่าถอยออกไปเมื่อซ่งซีซีจากไป ฮองเฮาก็ยกมือปิดหน้า ร
เมื่อไทเฮาได้ฟัง ก็อดมิได้ที่จะน้ำตาคลอ เด็กคนนี้เป็นคนกตัญญู แต่เสียดายที่ฮองเฮาไม่รู้จักรักษาบุญวาสนาฟ้าค่ำลงอย่างสิ้นเชิง พวกเขาออกเดินทางแล้วเสิ่นชิงเหอและหวังเยว่จาง พร้อมกับศิษย์ของหมอมหัศจรรย์ดันร่วมกันอารักขา ตลอดทางมีเซี่ยหลูโม่จัดการเตรียมการอย่างรัดกุม ล้อเกวียนได้ดัดแปลงใหม่ ด้านในปูด้วยเบาะนุ่มหลายชั้นหมอมหัศจรรย์ดันได้จัดการตรึงร่างเขาไว้เช่นกัน พันร่างไว้หลายชั้น แต่ละชั้นรองด้วยสำลี ทั้งช่วยกันหนาว ทั้งลดแรงกระแทกที่อาจทำอันตรายแก่ร่างกายเขาอากาศหนาวเย็นจนแทงกระดูก ถนนหนทางว่างเปล่าไร้ผู้คนหิมะโปรยปรายลงมาเบาๆ บนถนนหินสีเขียวมีเกล็ดขาวบางเบาตกกระจาย เกวียนบดผ่าน เกิดเสียงเบาๆ แผ่วแผ่วจักรพรรดิ์ซูชิงทอดพระเนตรอยู่นานนับนาน ขบวนรถหายลับไปนานแล้ว พระองค์ก็ยังหนาวจนตัวสั่น แต่ยังคงยืนอยู่ตรงนั้น คิดเพียงขออยู่อีกสักครู่ ก่อนจะเสด็จกลับพระราชวังหิมะเกาะบนพระเศียรและพระอังสา เซี่ยหลูโม่ช่วยปัดออก กล่าวเสียงแผ่วว่า “เสด็จพี่ อากาศหนาวเย็นแล้ว พวกเรากลับวังเถอะ”“ไทเฮาเล่า?” จักรพรรดิ์ซูชิงถอนสายตากลับมาถามไทเฮามิได้เสด็จออกมาส่ง ด้วยว่าทรงชราแล้ว การร่ำลาเช่นน
องค์ชายใหญ่ฝืนทนมาได้ถึงสามวัน ซึ่งแม้แต่หมอมหัศจรรย์ดันก็ไม่คาดคิดมาก่อนตามสภาพบาดเจ็บของเขา เป็นไปได้มากว่าจะไม่รอดถึงวันที่สอง แต่เขาก็ยังฝืนผ่านมาได้เป็นดั่งที่ได้วางแผนกันไว้ หากเขาสามารถทนผ่านพ้นได้ แสดงว่าเลือดที่ออกภายในหยุดแล้ว แม้การเดินทางไกลจะไม่เหมาะสม แต่ก็เป็นหนทางเดียว พวกเขาจึงต้องออกเดินทางในสามวันนี้ ไทเฮาและจักรพรรดิ์ซูชิงแทบไม่ได้หลับเลย คอยเฝ้าอยู่ข้างกายองค์ชายใหญ่อย่างไม่ห่างเวลาที่องค์ชายใหญ่รู้สึกตัวนั้นน้อยมาก ส่วนใหญ่พอตื่นมาก็เจ็บปวดจนใบหน้าซีดเผือด พูดอะไรแทบไม่ออก แต่เมื่อเขาลืมตาเห็นเสด็จย่าและเสด็จพ่อ ก็เหมือนได้แรงใจจะฝืนต่อไปเขาไม่รู้เลยว่า ความแน่วแน่ของเขานั้นได้สะเทือนใจทุกผู้คน ตลอดสามวันนี้ พอรู้สึกตัวก็ต้องทนความเจ็บปวด ต้องฝังเข็มแล้วหลับไป แม้แต่ในฝันก็ยังเจ็บปวด ไม่มีอะไรนอกจากความเจ็บเขาไม่เคยพูดว่าอยากตายเลยสักครั้ง แต่ในใจนั้นเคยคิดอยู่บ่อยครั้งว่าหากต้องเจ็บปวดเช่นนี้ สู้ตายเสียยังจะดีเสียกว่าทว่าในทุกครั้ง เขาจะกัดฟันแน่นแล้วบอกตัวเองว่าอดทนอีกครั้ง เขาฝืนมาได้ก็เพราะเช่นนี้ก่อนออกเดินทาง เซี่ยหลูโม่กับซ่งซีซีได้มาเยี่ยม
เกากงกงถอนหายใจ “ซูเฟย อย่างไรองค์ชายสามก็ต้องออกมาพูดสักคำ มิใช่หรือ? ต่อให้มิใช่พระองค์ที่ทำ อย่างน้อยก็ต้องให้พระองค์เป็นคนพูดเอง” ซูเฟยกล่าวเสียงแข็ง “ไม่จำเป็นต้องให้เขาพูด สิ่งที่ข้ากล่าวคือความจริง” นางจ้องมองซ่งซีซี ดวงตาเย็นเยียบ “ข้ารู้ว่าเจ้าต้องการส่งรายงาน ต้องการสร้างผลงาน และข้าก็ไม่เคยมีไมตรีต่อตัวเจ้า เพราะฉะนั้นแม้หลักฐานจะไม่แน่นหนา เจ้าก็ยังจะตัดสินว่าเป็นข้ากับองค์ชายสามที่ทำ ซ่งซีซี ข้าจะไม่มีวันให้เจ้าสมหวัง และจะไม่มีวันให้เจ้าทำร้ายลูกของข้า ข้าจะใช้ชีวิตของข้าเป็นเดิมพันเพื่อแสดงความบริสุทธิ์” เมื่อกล่าวจบ มือของนางก็คว้ากรรไกรที่วางอยู่บนโต๊ะ จ่อไปที่ลำคอตนเอง แล้วแทงลงไปอย่างรวดเร็ว ซ่งซีซีรู้ตัวตั้งแต่นางกล่าวประโยคนั้นแล้ว แต่คาดไม่ถึงว่านางจะลงมือรวดเร็วเพียงนี้ มิได้ลังเลแม้เพียงนิดเดียว เมื่อซ่งซีซีพุ่งตัวไปถึง นางก็เห็นเพียงซูเฟยดึงกรรไกรออกจากคอตัวเอง เลือดพวยพุ่งออกมาไม่หยุด “พระนาง!” ฮว๋าเชี่ยนกรีดร้อง โผเข้าไปกอดร่างของนาง ตำหนักกุ้ยหลันนั้นเปลี่ยวร้างเกินไป แม้ว่าซ่งซีซีจะรีบไปตามหมอหลวงด้วยตนเอง แต่เมื่อพากลับมา ซูเฟยก็สิ้นลม
เมื่อซ่งซีซีเดินทางไปถึงตำหนักกุ้ยหลัน ท้องฟ้าก็มืดครึ้มลง ตำหนักกุ้ยหลันตั้งอยู่ในมุมอันเปลี่ยวร้าง แค่เพียงกำแพงกั้นระหว่างมันกับตำหนักเย็น ลมหนาวพัดหวีดหวิว ราวกับเสียงร้องคร่ำครวญของภูตผี ซ่งซีซีเดินนำเกากงกง ซึ่งเป็นขันทีใกล้ชิดไทเฮามาตามเส้นทาง เห็นเพียงสองข้างทางเต็มไปด้วยวัชพืชแห้งเหี่ยว ต้นหญ้าที่มีสีเขียวอ่อนเพียงน้อยนิดก็ดูจะใกล้ตายเต็มที ฤดูหนาวทางเหนือไม่อาจให้โอกาสแก่สีเขียวใดๆ ได้เลย เช่นเดียวกับพื้นที่รอบตำหนักเย็นที่ไม่อาจมีความหวังใดๆ งอกงาม ก่อนหน้านี้เมื่อไปเยือนตำหนักอื่น เกากงกงไม่ได้ตามไปด้วย แต่ครั้งนี้เมื่อมุ่งหน้าไปยังตำหนักของซูเฟย เกากงกงกล่าวว่าไทเฮาทรงมีรับสั่งให้เขาติดตามไปด้วย ซ่งซีซีเข้าใจความหมายของไทเฮาดี เกากงกงอยู่เคียงข้างไทเฮามานาน ย่อมเข้าใจเล่ห์เหลี่ยมของวังหลังเป็นอย่างดี แม้จะไม่อาจคาดเดาได้หมดจด แต่ก็คงเดาได้ไม่น้อย ซูเฟยดูเหมือนรอพวกเขามานานแล้ว เมื่อเห็นซ่งซีซีและเกากงกงมาถึง นางถึงกับบิดคอที่ปวดเมื่อย ก่อนจะเหลือบมองไปทางด้านหลังพวกเขา พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “มากันแค่สองคนหรือ? ข้ายังคิดว่าพระชายาจะนำคนมาปิดตำหน
เต๋อเฟยสะดุ้งไปเล็กน้อย มือกำผ้าเช็ดหน้าแน่นแล้วเอ่ยถามว่า “เรื่องใด? พระชายาว่ามาตรงๆ ได้เลย” ซ่งซีซีกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้วังหลังคึกคักกันยกใหญ่ เดี๋ยวก็ว่าฝูเจาอี๋ตกเลือดเพราะซูเฟย เดี๋ยวก็ว่าฮองเฮาเป็นผู้ก่อเหตุ พระนางเต๋อเฟยดูแลวังหลังมานาน ย่อมต้องรู้ว่าเรื่องพวกนี้แพร่มาจากที่ใด และใครเป็นผู้จงใจขยายข่าวลือออกไป ใช่หรือไม่?” เต๋อเฟยไม่คิดว่านางจะมาถามถึงเรื่องเก่าเช่นนี้ สีหน้าที่แฝงความโศกเศร้าแข็งค้างไปชั่วขณะ โดยไม่รู้ตัวก็สบตากับชิงหลันแลกเปลี่ยนสายตากัน แต่ก็เป็นเพียงชั่วขณะเท่านั้น นางก็ปรับสีหน้ากลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็วแล้วกล่าวว่า “ในวังมีข่าวลือมากมายมาแต่ไหนแต่ไร ไม่จำเป็นต้องใส่ใจนัก พระชายาควรสืบสวนคดีลอบสังหารองค์ชายใหญ่ดีกว่า” ซ่งซีซีกล่าวว่า “ไทเฮามีรับสั่งให้หม่อมฉันสืบสวนตั้งแต่เหตุฝูเจาอี๋ตกเลือด ดังนั้นคดีลอบสังหารองค์ชายใหญ่ต้องตรวจสอบแน่นอน แต่เรื่องอื่นก็ต้องสืบสวนด้วย พระนางและซูเฟยช่วยกันดูแลวังหลังมาเนิ่นนาน คงทราบเรื่องราวในวังหลังเป็นอย่างดี หม่อมฉันคิดว่าแทนที่จะจับตัวเหล่านางกำนัลมาทรมานสอบสวนให้เอิกเกริก จะดีกว่าหากมาขอคำตอบโดยตรงจากพระ
ในตำหนักของฝูเจาอี๋ ซ่งซีซีก็ได้เข้าไปสอบถาม แม้ว่าฝูเจาอี๋จะไม่ได้กล่าวตรงๆ ว่าซูเฟยเป็นคนทำให้นางแท้งบุตร แต่กลับพูดว่า “ผู้ที่ทำความชั่ว ย่อมได้รับผลกรรม ไม่ว่าเป็นใครก็ตาม ไม่อาจหนีพ้นไปได้” วาจานี้มิได้พาดพิงถึงซูเฟยเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงฮองเฮาด้วย ขณะที่ซ่งซีซีเตรียมตัวจะออกจากตำหนัก ฝูเจาอี๋กลับถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน “พระชายา องค์ชายใหญ่... ไม่อาจช่วยไว้ได้แล้วจริงหรือ?” ซ่งซีซีเดิมคิดว่านางคงเสียใจต่อชะตากรรมขององค์ชายใหญ่ แต่เมื่อหันไปมองกลับเห็นว่า ในนัยน์ตาของฝูเจาอี๋ ไม่มีแววเวทนาใดๆ ซ้ำยังแฝงด้วยความปีติเล็กๆ ราวกับว่าเป็นความยินดีจากการล้างแค้นสำเร็จ แม้ว่านางจะพยายามปกปิด แต่ก็ยังเผยออกมาโดยไม่รู้ตัว ซ่งซีซีมิได้ตอบอะไร เพียงแค่หมุนตัวเดินออกไป ฮองเฮาทำให้นางแท้งบุตร นางย่อมไม่หวังให้องค์ชายใหญ่มีชีวิตรอด ซ่งซีซีไม่มีสิทธิ์ตัดสินนาง ผู้ใดไม่เคยผ่านความเจ็บปวดของผู้อื่น ก็ไม่มีสิทธิ์สั่งสอนให้เขาทำดี เดิมที นางควรไปที่ตำหนักกุ้ยหลันต่อ แต่หลังจากไตร่ตรอง นางตัดสินใจนำคนไปตำหนักไฉหลิงก่อน ก่อนหน้านี้ นางคิดว่าจะยังไม่ไป เพราะได้ยินว่าองค์ชายรอ
ฮองเฮาไม่เคยเห็นค่าเต๋อเฟยนัก ตระกูลไม่มีรากฐานที่มั่นคง รูปโฉมก็มิได้โดดเด่น นางสามารถก้าวขึ้นมาเป็นพระสนมได้ ก็เพียงเพราะโชคดีที่ให้กำเนิดองค์ชายรอง ตัวนางเองก็คงรู้ดีว่าไม่มีคนคอยหนุนหลัง จึงต้องประพฤติตนอย่างอ่อนน้อมระมัดระวัง อาจมีเล่ห์เหลี่ยมเล็กน้อย แต่ก็ไม่กล้าใช้กลอุบายร้ายกาจเกินไป อย่างเรื่องที่เต๋อเฟยให้ความช่วยเหลือฝูเจาอี๋ ก็เพียงเพื่อใช้ฝูเจาอี๋สร้างอำนาจในวังหลัง หวังให้ตนเองมั่นคงขึ้น แต่นางให้การช่วยเหลือเท่าไร ฝูเจาอี๋ก็ไม่เคยเห็นคุณค่า กลับมองว่านางเพียงแค่พาองค์ชายรองไปแย่งความรักจากฮ่องเต้ เรื่องที่เต๋อเฟยมักทำก็คือ การนำก้อนหินมาทุ่มใส่เท้าของตัวเอง ด้วยเหตุนี้ ฮองเฮาจึงไม่เห็นนางอยู่ในสายตา แต่บัดนี้ องค์ชายใหญ่เกิดเรื่องขึ้น นางมีเพียงแค่ซูเฟยเป็นผู้ต้องสงสัย อย่างไรก็ตาม นางเคยคาดการณ์ไว้แต่แรกแล้วว่า ซูเฟยมีคนหนุนหลัง ตระกูลของนางเป็นขุนนางสายเดียวกับเซี่ยหลูโม่ ภรรยาของอัครเสนาบดีหลี่ก็ดูแลโรงงานผลิตเสื้อผ้า ส่วนซ่งซีซีก็เป็นผู้รับหน้าที่สืบสวน นางไม่มีวันยอมให้ซ่งซีซีช่วยปกป้องซูเฟย ทุกอย่างต้องทำต่อหน้าตนเอง ซ่งซีซีมองออกถึงความคิดข