จากนั้น นางถึงรู้ตัวว่าความเหนื่อยล้าที่ซึมเข้าสู่กระดูกนั้น ทำให้นางนั่งลงบนพื้นด้วยขาที่สั่นเทา นางไม่มีกำลังไปสนใจว่าเรื่องมารยาทอีกเป็นเพราะมันนานมากแล้วที่นางไม่เคยเดินทางไกลเช่นนี้ และร่างกายนางไม่ไหวแล้วเมื่อเห็นนางแบบนี้ เป่ยหมิงอ๋องก็ยิ้มออกมาเผยให้เห็นฟันขาวของเขา "เหนื่อยมากแล้วใช่ไหม เดินทางมากี่วันแล้ว""ห้าวัน" ซ่งซีซีหายใจเบาๆ "ข้ายังไม่ได้เป็นอะไร แต่ม้าของข้าต้องอ่อนล้าจริงๆ""น่าทึ่งมาก!" เป่ยหมิงอ๋องแสดงความชื่นชมและตะโกนเสียงดัง "ให้อาหารม้า และเตรียมอาหารด้วย!"มีเสียงดังมาจากด้านนอก "ขอรับ!"ซ่งซีซีรีบถามขึ้นมาว่า "ท่านอ๋องไม่คิดแผนป้องกันก่อนหรือ หรือส่งข้อความกลับไปเมืองหลวงโดยเร็วเพื่อขอให้ฮ่องเต้ส่งกำลังเสริมมาเพิ่ม?"เป่ยหมิงอ๋องเอนหลังบนโต๊ะ แตะนิ้วยาวสีดำของเขาบนขาของเขา และหรี่ตาลง "รับสมัครทหาร กำลังเสริมจะไม่ได้มาเร็วขนาดนั้นหรอก หากต้องเอาชนะสงครามรอบแรกก็ต้องรับสมัครทหารก่อน และจัดเตรียมอาหารและหญ้าด้วย"เขามองซ่งซีซี ด้วยความชื่นชมอย่างไม่มีที่ติในสายตาของเขา "ที่เจ้ามาเขตหนานเจียงด้วยตัวเองเพื่อแจ้งข้าวนี้กับข้าเป็นการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยม ม
ซ่งซีซีชื่นชมการวิเคราะห์ของเขาเป็นอย่างมากมีเพียงทหารผ่านศึกในสนามรบเท่านั้นที่จะรู้ว่าการบีบบังคับให้ศัตรูยอมจำนนด้วยการเผาแค่อาหารและหญ้านั้นช่างน่าเหลือเชื่อขนาดไหน และยังเป็นปัญหาเรื่องชายแดนที่ทางตันมาหลายปี ด้วยเหตุนี้ทั้งสองประเทศจึงทำสงครามกันนับครั้งไม่ถ้วน การต่อสู้ทั้งเล็กและใหญ่ ได้สร้างความวุ่นวายมานานหลายทศวรรษแล้วอีกอย่างเมืองซีจิงไม่ได้ขาดอาหารและหญ้าสักหน่อย หากอาหารและหญ้าถูกเผา จะสั่งคนขนส่งมาใหม่ก็พอ ไม่จำเป็นต้องยอมจำนน มากสุดก็แค่ล่าถอยและการพักรบเท่านั้น กองทัพแคว้งซางจะไม่เข้าไปเมืองซีจิง"แล้วมีปัญหาอะไรล่ะ" เป่ยหมิงอ๋องถามซ่งซีซีไม่ได้ปิดบังอะไรอีก ถึงยังไงเขาส่งคนไปตรวจสอบแล้ว และไม่ช้าก็เร็วต้องพบความจริงได้ "ยี่ฝางสังหารหมู่ชาวบ้านและผู้ถูกจับ"ทันใดนั้นสีหน้าของเป่ยหมิงอ๋องก็เปลี่ยนไป "ฮ่องเต้รู้เรื่องนี้หรือไม่?""ข้าไม่รู้ว่าฮ่องเต้รู้เรื่องนี้หรือเปล่า แต่...แต่จดหมายทหารทั้งหมดเกี่ยวกับชายแดนเฉิงหลิงรวมถึงอนุสรณ์แห่งชัยชนะครั้งสุดท้าย ต่างก็ไม่ได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ แน่นอนว่าสิ่งที่ข้าเห็นเป็นเพียงข้อความจากกระทรวงกลาโหมทำสำเนาไว้เท่านั้น
คำว่า "การเตรียมอาหาร" ดูเหมือนมีอาหารมากมายแต่ในความเป็นจริงมีเพียงขนมบางแห้งสองชิ้นและเนื้อแห้งสองแท่ง สิ่งเหล่านี้ง่ายต่อการพกพาในสนามรบ และอาหารที่ส่งมาทางสนามรบส่วนใหญ่เป็นของประเภทนี้แน่นอนว่ายามนี้ตั้งกองทหารประจำการอยู่ที่นี่แล้วพวกเขาก็สามารถทำโจ๊กร้อนๆ กับข้าวได้ เพียงแต่ว่าเวลานี้ดึกมากแล้วและเตาในค่ายทหารก็เป็นหม้อใหญ่ด้วย ไม่มีเหตุผลที่จะต้องใช้เตาทำกับข้าวเพื่อนางคนเดียวอย่างไรก็ตาม พวกเขายังเตรียมน้ำร้อนหม้อหนึ่งให้นาง อย่างน้อยได้ดื่มน้ำอุ่นๆ เพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นค่ายเล็กๆ นี้ตั้งขึ้นเป็นชั่วคราว และเครื่องนอนก็ทั้งนาทั้งหนัก และสกปรกด้วย รอยสกปรกคลุมด้วยบนหน้า เมื่อซ่งซีซีเอื้อมมือไปแตะมัน ถึงได้รับรู้ว่ามันเป็นเลือดคนที่พานางเข้ามานั้นเป็นทหารหนุ่มร่างสูง คิ้วหนา หนวดเคราเลอะเทอะ เขาเกาหัวแล้วถามว่า "กินได้ไหม ถ้ากินไม่ลง ข้าจะสั่งคนทำแกงร้อนๆ ให้เจ้าด้วย""ไม่ต้องเลย อาหารพวกนี้กินได้" ซ่งซีซีกัดขนมแล้วยิ้มอย่างซาบซึ้งใจ อากาศหนาว ขนมก็แข็ง กัดจนเจ็บฟันเลย"งั้นก็ดี ข้าชื่อจางต้าจ้วง ข้าติดตามกับท่านอ๋องตั้งแต่เด็ก หากเจ้าต้องการอะไร เรียกข้าได้เลย
เมื่อซ่งซีซีได้ยินดังนั้น นางคิดว่าน่าจะเป็นพวกสหายของนางมาแล้ว จึงรีบพูดว่า "รีบพาข้าไปดูหน่อยเร็วเข้า"จางต้าจ้วงพานางไปทางด้านหลังของกองทัพ จากระยะไกล ซ่งซีซีเห็นร่างที่คุ้นเคยสองสามคนนางถือหอกดอกท้อ ใช้วิชาตัวเบาบินออกไป และตะโกนเสียงดังว่า "กุ้นเอ๋อร์ หมั่นโถว อาเฉิน ว่านจือ"ทันทีที่ทั้งสี่คนเงยหน้าขึ้นก็เห็นใครคนหนึ่งกำลังบินอยู่ในกลางอากาศ หอกดอกท้อแกว่งไปมา ชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดสีเขียวถือดาบเพื่อสกัดกั้น กระโดดขึ้น และต่อสู้ในท่ามกลางอากาศหลายท่าทักษะดาบนั้นเร็วราวกับสายฟ้า หอกดอกท้อเคลื่อนตัวไวมาก และพู่แดงนั้นดูเหมือนดอกไม้ไฟที่กระจัดกระจาย ทหารทุกคนต่างตกตะลึงไป ทักษะดาบและทักษะหอกสุดยอดจริงๆทันทีที่พวกเขายืมกัยพื้น ชายหนุ่มในชุดเขียวก็ตะคอก "ออกหอกช้าไปหน่อย""กุ้นเอ๋อร์ ทักษะดาบของเจ้าดีกว่าเมื่อก่อนแล้วนะ" ซ่งซีซีมองพิจารณาชายหนุ่มแล้วยิ้มอย่างสดใส "แล้วก็ สูงขึ้นด้วย"กุ้นเอ๋อร์เป็นศิษย์ชายคนเดียวของนิกายกู่เยว่ ชื่อเมิ่งเทียนเซิง เขามีชื่อเล่นว่ากุ้นเอ๋อร์(มีความหมายว่าไม้) เพราะตอนแรกอาจารย์ของเขาไม่อนุญาตให้เขาใช้ดาบและหอกตัวจริง และปล่อยให้เขาฝึกดาบด้วยไม้เ
หลังจากสมัครเป็นทหารแล้ว จะเริ่มฝึกฝนในวันนั้นเลยพวกเขาทั้งห้าคนและกลุ่มทหารเกณฑ์ใหม่ถูกส่งไปยังสนามฝึก การฝึกขั้นพื้นฐาน เช่น การฝึกจับมีดและการฝึกตัดเป็นเรื่องง่ายดายสำหรับพวกเขาทั้งห้าคนการฝึกสิบรายการ พวกเขาใช้เวลาแค่แป๊บเดียวก็ผ่านการทดสอบแล้ว ซึ่งทำให้ผู้มาใหม่ทุกคนต้องตกตะลึงอย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลาฟังทฤษฎีสนามรบ พวกเขาก็นั่งฟังอย่างเงียบๆยกเว้นซ่งซีซีที่คุ้นเคยกับการออกศึกแล้ว อีกสี่คนนั้นไม่มีความรู้เดี่ยวกับเรื่องสงครามเลยเนื่องจากซ่งซีซีมีค่ายส่วนตัว แม้ว่ามันมีขนาดเล็ก แต่ก็พอจะให้ทุกคนได้พักผ่อนด้วยกันเมื่อกลับมาที่ค่ายในตอนเย็น พวกเขาแทบรอไม่ไหวที่จะถามซ่งซีซีเกี่ยวกับการแต่งงานของนางซ่งซีซีกอดเข่าแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า "ใช่ ข้าแต่งงานแล้ว แต่ก็หย่าโดยสันติแล้ว ยามนี้ข้าโสดอยู่""เยี่ยมมาก!" เฉินเฉินปรบมืออย่างตื่นเต้น "เมื่อศิษย์พี่หลิวรู้เรื่องการแต่งงานของเจ้าณ เขาเสียใจมานานเลย ตอนนี้เจ้าหย่าโดยสันติแล้ว เจ้าสามารถแต่งงานกับศิษย์พี่หลิวนี่น่ะ"ซ่งซีซีใช้นิ้วไปแตะที่หน้าผากของนาง "ข้าไม่เอา ศิษย์พี่หลิวดุขนาดนั้น""จะดุกว่าอาจารย์ของเจ้าได้หรือ? เมื่ออ
ใต้เท้าซุน เสนาบดีช่วยขวากล่าวว่า "ฝ่าบาท ข้าเกรงว่ามันสายเกินไปที่จะส่งกำลังเสริมในเวลานี้ ข่าวนี้สายลับของเรากลับไม่ได้สืบมาให้รู้ล่วงหน้า จะเห็นได้ว่าสายลับของเราทั้งหมดในแคว้นซาและเมืองซีจิงถูกฆ่าตายหมดแล้ว"จักรพรรดิ์ซูชิงจำได้ว่า ซ่งซีซีได้เข้าเฝ้าเพื่อรายงานเรื่องนี้เมื่อสิบวันก่อน ในเวลานั้น นางได้ทำจดหมายปลอมโดยบอกว่าเป็นข่าวที่เสิ่นชิงเหอ ศิษย์พี่ของนางสืบมาแต่ในเวลานั้น เขาคิดว่านางยังติดใจกับเรื่องความรัก ทนเห็นจ้านเป่ยว่างกับยี่ฝางแต่งงานกันไม่ได้ เขาจึงดุนางยกใหญ่ และสั่งกัหขังนางไว้ที่จวนไม่ได้คาดคิดว่าสิ่งที่นางพูดนั้นจะเป็นความจริงหากเขาเชื่อใจนางเมื่อสิบวันก่อน ส่งกำลังเสริมไปช่วยทันที และสั่งให้ผู้คนรวบรวมอาหารและหญ้าด้วย ด้วยความสามารถของเสด็จน้องในการเป็นผู้นำกองทัพ ก็หาใช่ว่าไม่สามารถสู้กับกองกำลังพันธมิตรระหว่างเมืองซีจิงกับแคว้นซาได้ยี่ฝางและจ้านเป่ยว่างมองหน้ากัน ในที่สุดโอกาสที่พวกเขารอคอยก็มาถึงแล้วชัยชนะที่ชายแดนเฉิงหลิง พวกเขาใช้ผลงานนั้นมาสู่ขอพระราชทานอภิเษกสมรส ตราบใดที่พวกเขาเอาชนะศึกที่เขตหนานเจียง งั้นพวกเขาก็จะกลายเป็นคนโปรดที่ทุกคนชื่นชมแ
หลังจากที่จ้านเป่ยว่างและยี่ฝางออกไป จักรพรรดิ์ซูชิงและเสนาบดีได้หารือเกี่ยวกับการคัดเลือกผู้ตรวจงาน และจำเป็นต้องร่วมรวมเสบียงอาหารเพื่อส่งไปยังสนามรบเขตหนานเจียงชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ขึ้นอยู่กับสงครามครั้งนี้แล้ว ได้ยึดเมืองมาแล้ว 23 แห่งติดต่อกัน หากพ่ายแพ้ในเวลานี้ จักรพรรดิ์ซูชิงจะไม่ยอมหลังจากที่จ้านเป่ยว่างและยี่ฝางออกจากวังแล้ว จ้านเป่ยว่างก็ขมวดคิ้วพูดว่า "เจ้าจะไปรับประกันได้อย่างไรว่ากองทหารของเราจะมาถึงสนามรบก่อนกองทัพเมืองซีจิงเล่า ชาวเมืองซีจิงออกเดินทางมานานกว่าสิบวันแล้ว และเราก็ยังไม่ได้ออกเดินทาง เลย แม้ว่าจะเดินทางเร่งด่วนยังไง ก็ไม่สามารถถึงก่อนชาวเมืองซีจิงอยู่ดี"ยี่ฝางมีความมั่นใจในตัว "ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้หรอก ตราบใดที่เราทุ่มเทอย่างเต็มที่ ต้องทำได้อย่างแน่นอน"จ้านเป่ยว่างโกรธจัด "เจ้าว่าอย่างสบายมากเลย ก่อนหน้านี้ที่เรานำกองทัพหลวงไปที่ชายแดนเฉิงหลิงเพื่อสนับสนุนที่นั่น และเราใช้เวลาสองเดือนเต็มๆ กว่าจะไปถึงนั่น ยามนี้เรากำลังจะไปเขตหนานเจียง เรามีเวลาเพียงยี่สิบวันเท่านั้น เจ้าจะไปทันได้ยังไง?"ยี่ฝางพูดอย่างไม่พอใจ "มีเวลามาพูดไร้สาระ สู้กลับจวนจั
จ้านเป่ยว่างกลับไม่คิดเช่นนั้นเมื่อก่อนเขาอยากไปสนามรบเขตหนานเจียงก็จริง แต่เฉพาะตอนที่มีทหารแคว้นซาเท่านั้น บัดนี้ มีกแงทัพตั้งสามแสนนายจากเมืองซีจิงเข้าสู่เขตซีม่อนและเขตอีลี่ และแคว้นซาจะเพิ่มกองกำลังอีกหรือไม่ยังไม่ทราบด้วยซ้ำบัดนี้กองกำลังของศัตรูมีจำนวนห้าแสนนาย เขานำกองทัพหลวงรวบรวมได้ไม่ถึงหนึ่งแสนสองหมื่นนาย บวกกับกองกำลังในมือของเป่ยหมิงอ๋องที่ไม่ถึงสองแสนนาย พอรวมๆ กันแล้วก็แค่สามแสนเองยิ่งไปกว่านั้นกองทหารปัจจุบันของเป่ยหมิงอ๋องต่างก็เหนื่อยล้ามาก มีทหารบาดเจ็บมากมาย อาหารและหญ้าขาดแคลน กำลังอดกินรอเสบียงอยู่ ยามนี้พวกเขาย่อมไม่มีทางไปเอาชนะเขตอีลี่ได้ ทำได้แค่รอกองทัพเสริมมาที่สำคัญที่สุดคือตอนนี้เป็นฤดูหนาว ทางเขตหนานเจียงมัน หนาวมากทีเดียว ไม่เอื้ออำนวยต่อการสู้รบ แต่ชาวแคว้นซามักจะเป็นคนหยาบคาย ขึ้นชื่อว่าทหารหมีดำ พวกเขาไม่กลัวความหนาว ในฤดูหนาวพวกเขายังสามารถเล่นเปลือยกายบนน้ำแข็งด้วยซ้ำดังนั้นความแข็งแกร่งของทั้งสองประเทศจึงแตกต่างกันมาก การรบครั้งนี้จะรับมือยากมาก โดยเฉพาะหากแคว้นซายังคงส่งทหารเพิ่มเพื่อยึดเมืองที่สูญหายไปกลับคืนมาในรวดเดียว และควบคุมเขตหน
ดอกเหมยบนภูเขาเหม่ยชานบานแล้ว ร่วงโรยแล้วเช่นกันในใจข้าย่อมอดเคืองนางไม่ได้ กลับบ้านไปแล้ว ก็จะทอดทิ้งพวกข้าด้วยหรือ? ไม่นึกถึงน้ำใจไมตรีที่มีต่อกันตลอดหลายปีมานี้เลยหรือ?เฉินเฉินก็ด่านางว่าไร้หัวใจ ไปก็แล้วไป ไยจึงไม่แม้แต่จะส่งจดหมายมาสักฉบับ?นานวันเข้าพวกข้าก็เลิกพูดถึงนางเสียเอง ราวกับว่าการไม่เอ่ยชื่อนางเลย คือการแก้แค้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อผู้ละทิ้งพวกข้าต่างก็ตกลงกันไว้ว่า หากนางกลับมายังภูเขาเหม่ยชานอีกครั้ง ไม่ว่าใครก็จะไม่ไปพบนาง ไม่พูดกับนางสักคำ แม้นางจะให้คนส่งจดหมายมา ข้าก็จะไม่ตอบกลับ แม้แต่จะอ่านยังไม่อ่านวันเวลาผ่านไปกลางดาบคมและเงาเย็น พวกข้าทุกคนต่างฝึกฝนวิชาให้แกร่งกล้า ราวกับได้ตกลงกันไว้แล้วว่า หากยังไม่ตาย ก็จะฝึกจนสุดกำลังแม้ไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจา แต่ข้าย่อมรู้ว่าในใจของทุกคนคิดไม่ต่างกัน ย่อมไม่มีวันเป็น ‘นางที่ยิ้มแย้ม’ ได้อีกแล้ว เพราะเจ้าหวังห้าเล่าว่า ตั้งแต่นางจากเขาลงไป ท่านอาจารย์ก็ไม่เคยยิ้มอีกเลย มีแต่สีหน้าเคร่งเครียดทุกเมื่อเชื่อวันพวกข้าไม่รู้ว่านางประสบเรื่องราวใด แต่ข้าก็ฝึกฝนจนกล้าแข็ง เพียงรอวันที่นางต้องการข้า ดาบในมือย่อมพร้อมชักออกจา
เพียงแต่ ข้ากับซีซีพบกันแทบทุกวัน หากนางไม่มาหาข้าที่สถาบันชื่อเยียน ข้าก็จะไปหานางที่สำนักว่านซง ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงยังคงได้พบหวังเยว่จางอยู่เสมอทว่า ทุกคราที่เขาเห็นข้า ก็จะส่งสายตาเคียดแค้นมาให้ ราวกับข้าเป็นผู้ล่วงเกินเขากระนั้นครั้งหนึ่งข้าทนไม่ไหว เอ่ยถามเขาว่าจะมองเขม่นข้าไปถึงไหน เขากลับว่าข้าเป็นคนแพร่ข่าวลือ ว่าเขาไปเที่ยวหอนางโลมข้าก็โกรธแทบขาดใจ! เขาประพฤติเสียเอง ไม่รู้จักสำนึก กลับมาโทษคนที่บริสุทธิ์ ข้าไม่ได้แพร่ข่าวลือเสียหน่อย!ข้าแค่เล่าเรื่องนี้ให้สหายสนิทของข้าฟัง แล้วจะนับว่าแพร่ข่าวลือได้อย่างไร?ข้าโมโหจนต่อยเขาไปหนึ่งหมัด แล้วก็ประกาศตัดขาดกับเขาเสียเลยต่อมา ซีซีกลับบ้าน ข้าคิดว่าไม่นานนางก็คงกลับมาเช่นเคย แต่ครานี้ นางกลับหายไปเนิ่นนาน มิได้กลับสำนักภูเขาเหม่ยชานอีกเลยข้าไปที่สำนักว่านซงเพื่อถามหา แต่มิมีผู้ใดยอมปริปากแม้แต่คนเดียวด้วยความร้อนใจ ข้าคิดจะพาเฉินเฉินกับมันโถวออกเดินทางไปเมืองหลวงตามหานาง ก่อนออกเดินทาง หวังเยว่จางก็มาหาเราครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นเขามีสีหน้าเคร่งขรึม เขาบอกพวกเราว่า ซีซีมีเรื่องในบ้าน บิดาและพี่ชายล้วนเสียชีวิ
แต่จะว่าไปแล้ว สตรีเช่นข้า ก็เป็นที่โปรดปรานของบุรุษไม่น้อยที่ภูเขาเหม่ยชาน มีบุรุษมากมายชื่นชอบข้า เด็กหนุ่มวัยกำลังขึ้นหนวดอ่อนส่งจดหมายรักให้ข้าเขินๆ อายๆ ส่งมาครั้งแล้วครั้งเล่าข้าก็ไม่เคยเปิดดู ต่อหน้าพวกเขาก็ฉีกมันทิ้งเสียเลยในเมื่อยามนั้น ข้ายังไม่ได้เข้าใจตรรกะของคำปฏิญาณที่ตนตั้งไว้ดีนัก ในใจก็ยังมีคำว่า "ไม่แต่ง" ขวางอยู่เต็มอกข้าฉีกจดหมายรักต่อหน้าพวกเขา ข้ารู้ว่าตนโหดร้าย แต่ขอโทษเถิด ในเมื่อข้าคือสตรีที่ตั้งใจว่าจะไม่ข้องเกี่ยวกับเรื่องรักใคร่ชั่วชีวิต ข้าย่อมต้องใจแข็ง ไม่ปล่อยให้พวกเขามีแม้แต่นิดเดียวของความหวังร้องไห้เสียในตอนนี้ ยังดีกว่าติดบ่วงในวันหน้า จนเจ็บปวดปานฉีกหัวใจแม้พวกเขาจะบอกหน้าตาเศร้าว่าให้ข้าช่วยส่งจดหมายรักให้ซ่งซีซีก็ตาม ข้าก็ไม่หวั่นไหวเลยแม้แต่น้อยหึๆ ยังไม่ทันได้เป็นบุรุษเต็มตัว ก็รู้จักใช้เล่ห์กลยั่วยวนหญิงเสียแล้วที่ภูเขาเหม่ยชาน เพื่อนเล่นที่ดีที่สุดของข้าก็คือพวกซีซี หมั่นโถว เฉินเฉิน และกุ้นเอ๋อร์อ้อ เคยมีอยู่ช่วงหนึ่ง ศิษย์พี่ใหญ่ของเฉินเฉินก็มาเล่นกับพวกเราด้วย แต่น่าเสียดาย ต่อมาเขาก็ลงเขาไปผดุงคุณธรรมเสียแล้ว แต่เฉินเฉินบ
ข้า...เสิ่นว่านจือคนดีคนเดิม ยังคงอยากจะบ่นอยู่ บ่นถึงบุรุษของข้าหวังเยว่จาง เจ้านี่ช่างสมกับเป็นบุตรของท่านฮูหยินผู้เฒ่าหวังเสียจริงก่อนแต่งงานเราก็ตกลงกันไว้ชัดเจนแล้วว่า ต่อแต่นี้ไปไม่ว่าข้าจะทำสิ่งใด เขาห้ามแทรกแซง ห้ามห้ามปราม และห้ามเข้าร่วมโดยเด็ดขาดผลสุดท้าย เพิ่งแต่งได้ปีเดียว เขาก็ฉีกสัญญาทิ้งหมดสิ้น จะทำด้วยทุกเรื่องตามข้าสิ่งที่ข้าทำนั้น เขาเกี่ยวข้องได้หรือ? ย่อมไม่ได้ สำนักว่านซงมีกฎเข้มงวด อีกทั้งยังมีอาจารย์อาผู้เหี้ยมโหดนั่งประจำอยู่ หากรู้ว่าข้าพาหวังเยว่จางไปตัดหัวคน เกรงว่าจะบดกระดูกข้าเป็นผุยผงไปแล้วแต่เขาว่า เดิมเขาก็เป็นคนในยุทธภพ คนในยุทธภพล้วนถือความสะใจเป็นใหญ่ ทั้งบุญคุณและความแค้น ไม่ว่าเป็นของผู้ใด ก็ล้วนต้องตอบแทนอีกทั้งเราทำอย่างลับๆ สถาบันว่านซงเหมินย่อมไม่รู้เรื่องแต่พี่ห้า ท่านเข้าสังกัดกรมกลาโหมไปแล้วนะ ท่านก็เป็นขุนนางแล้ว จะยังพูดเรื่องยุทธภพสะใจล้างแค้นอะไรอีกเล่า?สิ่งที่ข้าทำ แม้แต่ซ่งซีซีก็ยังไม่รู้ทั้งหมด หรือหากนางรู้ นางก็คงเลือกที่จะปิดหูปิดตาเสีย เพราะว่ามันขัดแย้งกับสถานะ เข้าใจหรือไม่?ข้า...เสิ่นว่านจือ ไม่ย่างกรายเข้าสู่
บางครั้งข้าก็สอนศิษย์ทั้งหลายให้กล้าเผชิญหน้ากับชีวิต กล้าเผชิญหน้ากับความผิดพลาด แต่ตัวข้าเองกลับมิอาจกระทำได้เช่นนั้นหลายปีมานี้ ข้าแทบไม่ได้พบหน้าเขาเลย หากรู้ว่าเขาจะไปที่ใด ข้าย่อมหลีกเลี่ยงไม่ไปเมื่อครั้งที่ข้ายังดื้อดึงอยู่ เคยถูกพี่สะใภ้ตำหนิว่าข้ายังติดหนี้เจ้าสิบเอ็ดฝางอยู่ แต่ในใจข้ากลับไม่ยอมรับนัก ยังรู้สึกน้อยใจอยู่บ้างแต่ตอนนี้เมื่อคิดย้อนกลับไป ข้าน้อยใจไปเพื่ออะไรเล่า? ใครเป็นคนที่ติดหนี้ข้ากัน? ฟ้าดินเมตตาข้าไม่มากพอแล้วหรือ? ทุกสิ่งล้วนเป็นผลจากการกระทำของข้าเองทั้งสิ้นหลายครา ข้าเปิดกระดาษเขียนจดหมาย ตั้งใจจะเขียนถึงเขาเพื่อขอขมาจากใจจริงแต่ยามจับพู่กันลงหมึก พอหมึกหยดลงกระดาษกลับเขียนไม่ออกแม้แต่คำเดียวข้ากลัวว่าจดหมายขอขมานั้นจะดูแปลกประหลาดเกินไป ทำให้ภรรยาของเขาระแวง หรือแม้แต่ทำให้จ้านเป่ยว่างคิดมากแม้ว่าตอนนี้ ข้ากับจ้านเป่ยว่างจะมิได้เป็นสามีภรรยากันจริงๆ แล้วก็ตาม แต่ข้าก็ไม่ต้องการทำลายความสงบเช่นนี้ระหว่างนั้น จ้านเป่ยว่างเคยกลับมาสองสามครั้ง อาจเพราะเห็นกองกระดาษที่ถูกขยำทิ้งในห้องหนังสือของข้า เขาจึงสั่งให้เตรียมเหล้าหนึ่งเหยือก กับกับข้า
ข้ามาอยู่ชายแดนเฉิงหลิงได้หนึ่งเดือนแล้ว ก็กำลังครุ่นคิดว่าจะทำสิ่งใดดีในนามแล้ว ข้าคือภรรยาของจ้านเป่ยว่าง ทว่าความสัมพันธ์ระหว่างเรากลับมีน้อยนัก เขามักพำนักอยู่ในค่ายทหาร มีเพียงบางครั้งที่กลับมามองข้าสองสามตาด้วยเหตุนี้ ข้าจึงมีเวลาว่างมากมาย พอจะทำกิจการเล็กๆ ได้ชายแดนเฉิงหลิงนั้นต่างจากที่ข้าคาดไว้เล็กน้อย เดิมทีข้าคิดว่าดินแดนชายขอบย่อมแร้นแค้น ขาดแคลนสิ่งของ แต่เหนือความคาดหมาย ที่นี่แทบจะมีทุกอย่างขาย ยกเว้นเพียงเครื่องประดับล้ำค่าและผ้าไหมชั้นดีจากแคว้นสู่เท่านั้นสิ่งเหล่านี้ก็หาใช่ว่าไม่มีไม่ เพียงแต่ว่าหลังจากพ่อค้าเดินทางนำมาถึงแล้ว ก็มักเก็บไว้รอส่งไปขายแก่พวกขุนนางมั่งคั่งในซีจิงชาวบ้านที่ชายแดนเฉิงหลิงซื้อเครื่องประดับเพียงเพื่อความสวยงาม ไม่ได้ใส่ใจว่าล้ำค่าหรือไม่ข้ากำลังตรองว่าจะค้าขายสิ่งใดดี เพียงแต่ไม่ว่าคิดจะค้าขายอะไร สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือต้องซื้อร้านก่อนมิใช่หรือ?ดังนั้น ข้าจึงพาบ่าวชายและสาวใช้เดินไปตามตรอกซอกซอย ค้นหาร้านค้าที่เหมาะสมการมาครั้งนี้ พี่สะใภ้ใหญ่ให้เงินติดตัวข้ามาด้วย พี่สะใภ้รองกับว่านจือก็ให้มาบ้าง รวมกับเงินที่ข้าเก็บไว้เอง ที
นายท่านป๋ออันถูกหวังเยว่จางเหน็บแนมอยู่ไม่น้อย ท้ายที่สุดก็ยอมปล่อยเส้าหมิ่นออกมา ให้เส้าหมิ่นไปขอความเห็นใจ ถึงได้ช่วยชีวิตคุณชายเส้าเอาไว้เรื่องราวคลี่คลาย พวกเขาก็กล่าวขอบคุณหวังเยว่จางอย่างสุดซึ้ง แม้จะรู้ว่าถูกจงใจบีบไว้ แต่จะทำเช่นไรได้เล่า ใครใช้ให้บุตรชายของตนประพฤติผิด ไร้คุณธรรม ถูกจับได้คาหนังคาเขาเล่า?เส้าหมิ่นรู้ว่ามารดาของตนเคยกลั่นแกล้งเสี่ยวอวี่ เขาจึงอดทนไว้ก่อน รอจนแต่งงานแล้วจึงกล่าวขอแยกเรือนทันทีเขามิได้ทะเลาะกับทางบ้าน เพราะราชสำนักแคว้นซางสอบคุณธรรมข้าราชการเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณธรรมแห่งความกตัญญู หากมีตราบาปว่าอกตัญญู วันหน้าอย่าหวังจะยืนหยัดในวงราชการเหตุผลที่เขาขอแยกเรือนก็สมเหตุสมผล กล่าวว่าสำคัญต่ออนาคต การสอบใกล้เข้ามาแล้ว คนในเรือนมากเกินไปย่อมรบกวนสมาธิ หากแยกเรือนไปจะได้เตรียมสอบอย่างสงบเพราะเขาเป็นบุตรที่กตัญญูมาโดยตลอด อีกทั้งฮูหยินเส้าเพิ่งก่อเรื่องใหญ่ขึ้นมา รู้ดีว่าเบื้องหลังของหวังจืออวี่มั่นคงนัก จึงมิได้ขัดขวางมากนัก อนุญาตให้พวกเขาแยกเรือนไปเรื่องนี้ถูกจัดการอย่างเงียบเชียบ มิได้ก่อผลกระทบอันใด ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำซุบซิบนินทาเด
ตอนนี้เองที่ข้าพึ่งเข้าใจเจตนาของซีซี เส้าฮูหยินนำคนไปก่อเรื่องถึงตระกูลหวังจนเสียหน้า เช่นนั้นก็ต้องไปขอขมาถึงที่นั่นด้วย และใช้เรื่องที่เส้าซื่อจื่อประพฤติตัวต่ำทรามมาจับจุดอ่อนตระกูลเส้า ต่อจากนี้ ต่อให้จืออวี่แต่งเข้ามา พวกเขาก็จะไม่กล้ารังแกอีกทั้งมีคนหนุนหลัง ทั้งมีเรื่องให้ถือไพ่เหนือกว่าแต่วันนี้ข้ามาเพื่อระบายความโกรธ เป้าหมายก็เส้าฮูหยิน ข้าย่อมไม่ยอมจากไปง่ายๆข้ารอจนปี้หมิงกับคนของเขาออกไปหมด จึงกล่าวกับเส้าฮูหยินว่า “เมื่อครู่ได้ยินท่านพูดว่าจวนป๋อเจวี๋ยของพวกท่านเป็นตระกูลขุนนางผู้ดีฟังแล้วช่างน่าขัน ตระกูลขุนนางผู้ดีที่ไหนจะทำเรื่องล่อลวงภรรยาน้อย บุกบ้านผู้อื่นอาละวาดไร้เหตุผล? วันนี้ข้าตั้งใจจะฉีกหน้าตระกูลเส้าให้ขาดเป็นชิ้นๆ อยู่แล้ว แต่เพราะเห็นว่าเส้าหมิ่นรักเสี่ยวอวี่ด้วยใจจริง ข้าจึงไม่อยากทำให้เรื่องเลวร้ายจนเด็กทั้งสองต้องอับอาย แต่เรื่องที่เสี่ยวอวี่ถูกกดขี่ ข้าไม่อาจปล่อยผ่านได้ เด็กคนนี้ข้าเสิ่นว่านจือเลี้ยงดูมาเองกับมือ จะยอมให้ใครรังแกไม่ได้ เจ้าอาศัยว่าตัวเองเป็นจวนป๋อเจวี๋ย ก็เลยกล้ารังแกตระกูลหวังที่ไร้บรรดาศักดิ์ ตอนเจ้ารังแกผู้อื่นก็อย่ามาโทษคนอื่
ดูสีหน้าของคนตระกูลเส้าหลังจากข้าพูดจบแต่ละคำ…แต่ละคนเหมือนถูกสาปกลายเป็นท่อนไม้ ยืนนิ่งไม่ไหวติง ก็รู้แล้วว่าเหล่าขุนนางใหญ่โตในเมืองหลวงล้วนไม่ให้ตระกูลเส้าเข้าสมาคมด้วย แม้แต่เรื่องนี้ก็ไม่รู้เลยด้วยซ้ำข้าฉวยจังหวะที่เส้าฮูหยินยังตกตะลึง กล่าวเย็นชาต่อว่า “ใครไม่รู้ว่านายท่านสามบ้านข้ารักเสี่ยวอวี่ที่สุด? นางถูกทำให้เจ็บช้ำน้ำใจถึงเพียงนี้ นายท่านสามของข้าก็เสียใจแทบคลั่ง ข้าต้องพูดทั้งปลอบทั้งเตือน จึงห้ามเขาไว้ได้ ไม่เช่นนั้น วันนี้เขาคงไปฟ้องไทเฮาไปแล้ว ในเมื่อข้ามาแล้ว เช่นนั้นใครเป็นคนลงมือ ก็ออกมายอมรับโทษเสีย”หวังเยว่จางมีหลายสถานะในเมืองหลวง แต่ที่ผู้คนรู้จักมากที่สุด ก็คือสามีของข้าเสิ่นว่านจือ ศิษย์แห่งสถาบันว่านซงเหมิน เจ้าหน้าที่ฝ่ายคลังยุทโธปกรณ์แห่งกรมทหาร อีกทั้งยังเป็นเจ้าของกิจการหลายแห่งของว่านซงเหมินในเมืองหลวงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับตระกูลหวัง ถูกจงใจทำให้ดูเลือนราง แต่ในยามจำเป็น ก็ย่อมนำมาใช้งานได้ในบรรดาสถานะทั้งจริงทั้งเท็จเหล่านี้ ต่อให้มีผู้สงสัยว่ามีความเกี่ยวพันกับไทเฮา ก็ย่อมไม่มีใครกล้าปฏิเสธ เพราะไทเฮานั้นเคารพอาจารย์เหรินแห่งว่านซงเหมินอย่างย