ยิ่งใกล้เวลานัด ปิติญาดาก็ออกอาการประหม่าอย่างเห็นได้ชัด อยู่ๆจะให้เธอไปออกเดทกับผู้ชายที่ไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยได้ยินเสียง มีเพียงข้อมูลของเขาเท่านั้น ความตื่นเต้นจึงเข้ามาเยือนเป็นระลอก หลังเลิกงานหญิงสาวจึงขับรถตรงไปยังร้านอาหาร ก่อนจะลงจากรถก็แอบสำรวจตัวเองอยู่พักใหญ่ เธอจงใจเข้าไปช้าแต่ไม่มากแค่สองสามนาทีเท่านั้น“โต๊ะคุณโอมค่ะ”“เชิญทางนี้ค่ะ” พนักงานต้อนรับเอ่ยขึ้น ก่อนจะผายมือให้เพื่อพาแขกไปยังโต๊ะดังกล่าว “เอ่อ...คุณโอมมาหรือยังคะ”“มาแล้วค่ะ” ได้ยินแบบนั้น ปิติญาดาก็แอบเป่าลมออกปากหนักๆ รู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก อย่างน้อยเขาก็มาตรงเวลา เมื่อเดินมาถึงโต๊ะที่จองไว้ เธอก็มองเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เขาสวมสูทสีเข้มดูภูมิฐาน ใบหน้าคมสัน โดยเฉพาะคิ้วเข้มๆนั่นรับกับจมูกโด่งได้เป็นอย่างดี เนี๊ยบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เมื่อเห็นเธอเดินมาเขาก็ลุกขึ้น “สวัสดีครับคุณน้ำมนต์” ชายหนุ่มตรงหน้าเอ่ยทักอย่างเป็นกันเอง ขณะที่เธอสำรวจรูปลักษณ์ภายนอกของเขาอยู่นั้น ทินกฤตเองก็แอบสำรวจหญิงสาวตรงหน้าไปด้วย เธอเป็นคนสวยมากทีเดียว มีเสน่ห์ คิดไม่ผิดจริงๆที่ขอนัดพบวันนี้ “ขอโทษนะคะ ท
“ว่าอะไรนะครับ” แก้วน้ำในมือของทินกฤตแทบร่วงลงพื้น เขาทำอะไรพลาดไปอย่างนั้นเหรอ ทั้งๆที่พยายามเก๊กหล่อเต็มกำลังแล้วแท้ๆ “น้ำมนต์ว่าคุณโอมเป็นเกย์ ชัดไหมคะ” ปิติญาดาเอ่ยอย่างมั่นใจว่าเธอคิดถูก ทินกฤตชะงักไป ก่อนจะพยายามปั้นหน้าให้เหมือนกับว่าเรื่องที่ได้ยินเป็นแค่เรื่องอำเล่น “ทำไมถึงคิดแบบนั้น ผมเนี่ยนะเป็นเกย์” ทินกฤตหัวเราะกลบเกลื่อน ไม่ค่อยกล้าสบตาคู่เดทของวันนี้สักเท่าไหร่นัก “ค่ะ...คุณโอมฟังไม่ผิดหรอก ผู้ชายที่ไหนจะจีบปากจีบคอเรียกผู้หญิงว่านังชะนี” คำตอบของปิติญาดาทำเอาทินกฤตหน้าซีด เธอได้ยินเขาคุยโทรศัพท์เมื่อครู่แน่ๆ ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนถูกตบหน้า “คุณน้ำมนต์!”“หรือเมื่อครู่คือการแสดง เอ้...หรือว่าคุณโอมตั้งกล้องแอบถ่ายไว้ เก็บรายละเอียดทุกอย่างจะรอเซอร์ไพรส์น้ำมนต์อยู่หรือเปล่า กล้องอยู่ไหนเอ่ยน้ำมนต์จะได้โบกมือให้” ขณะพูดหญิงสาวก็ทำท่าท่างสอดส่ายสายตามองหากล้องที่ว่านั่นไปในตัว“ไม่มีของแบบนั้นหรอกครับ”“ของจริงล้วนๆ อย่างนั้นสินะคะ แต่ยังไงก็ต้องขอบคุณสำหรับความกระจ่างนี้และขอความกรุณาเหล่าคุณเก้งกวางทั้งหลายว่าอย่าเข้าใจพวกผู้หญิงอย่างเราๆ ผิดไป คิดว่าทุกคนจะโง่ให้หลอก
ขาทั้งสองข้างของปิติญาดาสั่นเท้าขณะเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน เธอต้องจับราวบันไดเพื่อพยุงร่างกายของตัวเองไม่ให้ล้มลงไปเสียก่อน เมื่อขึ้นมาถึงชั้นสองก็เห็นบุรุษพยาบาลกับพยาบาลยืนอยู่หน้าห้องนอนพ่อและแม่ บุรุษพยาบาลเหมือนจะรู้งาน เพราะพอเห็นเธอเดินขึ้นมา ชายคนนั้นก็เปิดประตูให้ เสียงร้องไห้ของแม่จึงดังมาเข้าหูสร้างความเจ็บปวดให้เธอไม่น้อยปิติญาดาค่อยๆ ก้าวเข้าไปภายในห้อง เห็นบิดานอนสงบอยู่บนเตียงเหมือนท่านแค่พักผ่อนธรรมดา ไม่ได้จากเธอไปอย่างที่ได้รับรู้อยู่ตอนนี้ คนที่ยืนอยู่ในมุมห้องอีกคนคือลุงหมอที่ดูแลรักษาครอบครัวเธอมาตั้งแต่ไหนแต่ไร จึงสนิทสนมเหมือนญาติคนหนึ่งก็ว่าได้ “น้ำมนต์” คำเอ่ยเรียกของแม่ ทำให้หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งข้างเตียง มองหน้าบิดาอย่างไม่เชื่อสายตา ก่อนจะกุมมือท่านไว้ ยังรู้สึกอุ่นอยู่เลย“พ่อค่ะ อย่าล้อน้ำมนต์เล่นแบบนี้สิ ลืมตาหน่อยสิคะ นะ...” น้ำเสียงปนสะอื้นเฝ้าร้องขอทั้งน้ำตา ปิติญาดาร้องไห้ออกมาอย่างหนัก หัวใจเธอบอบช้ำกับการสูญเสียที่ไม่ทันตั้งตัวนี้ ก่อนจะกลั้นใจถามแม่ออกไป “แม่ค่ะ...นี่เกิดอะไรขึ้น ทำไมพ่อถึงเสียกะทันหันแบบนี้”“อยู่ๆ โรคหัวใจพ่อก็กำเริบ แม่โทรเรียกร
“เดี๋ยวสิ เดี๋ยว พวกนายอย่าพึ่งไป” เสียงเรียกของหญิงสาวดูไร้ความหมาย ปิติญาดากำกระดาษในมือแน่น เธอจะไม่แต่งงานใช้หนี้บ้าๆ นี่แน่นอน ไม่มีทางเกิดเรื่องบ้าๆ นี่กับเธอ แค่พ่อเสียชีวิตไปก็เสียใจมากพอแล้ว แต่นี่กลับต้องมาเจอเรื่องเลวร้ายเพราะต้องแต่งงานกับใครก็ไม่รู้แต่พอชายชุดแรกกลับออกไป นอกบ้านตอนนี้กลับมีชายชุดดำสี่ห้าคนมายืนป้วนเปี้ยนเต็มไปหมด จอยเห็นคนแรกก่อนจะวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามารายงานเจ้านายของเธอ “แย่แล้วค่ะ แย่แล้ว”“เกิดอะไรขึ้นจอย” ผกามาศเอ่ยถาม เพราะไม่รู้จอยจะตกใจอะไรหนักหนา “ที่หน้าบ้านมีใครก็ไม่รู้ยืนอยู่เต็มไปหมดเลยค่ะคุณผู้หญิง คุณหนู” สิ่งที่ได้ยินทำให้ปิติญาดาปรี่ออกไปยืนดูที่หน้าประตู ก็เห็นอย่างที่จอยบอก ต้องเป็นคนของเจ้าหนี้เธอแน่ๆ ที่ส่งคนมาเฝ้า คงกลัวว่าเธอจะคิดหนีล่ะสินะ ทุเรศที่สุด!“ไอ้พวกบ้าเอ้ย!!” ปิติญาดาสบถออกมาอย่างหัวเสีย เธอยกมือขึ้นกุมขมับก่อนจะเดินกลับไปทรุดตัวลงบนโซฟาอย่างหมดทางไป ผกามาศบีบหัวไหล่ของลูกไปมาก่อนจะเอ่ยขึ้น “เราแอบหนีกันไปตอนกลางคืนดีไหมลูก”“แต่ถ้าจับได้ พวกมันจะฆ่าเราไหมคะ” คำพูดโต้งๆ อย่างไม่คิดของจอยที่นั่งอยู่ไม่ห่าง ยิ่งทำให้ปิต
วันเวลาผ่านไปแต่ละวันอย่างหดหู่และอับจนหนทาง น้ำตาที่เคยไหลรินตอนนี้กลับแห้ง มาถึงตอนนี้พึ่งรู้ว่าครอบครัวอารายานนท์นั้นไร้ซึ่งผู้คนให้ขอความช่วยเหลือ หันหน้าไปพึ่งใครก็มีแต่คนปฏิเสธ จนใกล้วันกำหนดใช้หนี้เข้าไปทุกขณะ ปิติญาดานั้นยังมืดแปดด้าน เงินที่จะเอาไปใช้หนี้ตอนนี้ยังไม่มีสักบาท เมื่อไม่มีทางออก เธอก็วิ่งชนปัญหามันเลยแล้วกัน ปิติญาดาตัดสินใจได้แน่วแน่แล้วว่าจะทำอะไรต่อไป จึงเดินไปหาคนส่งสารที่ยืนล้อมรอบๆ บ้านเธออยู่ เสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามาใกล้ ทำให้ชายชุดดำที่ทำหน้าที่เฝ้ารั้วบ้านของหญิงสาวหันมามอง ก็เห็นว่าเป็นใครก็โค้งศีรษะทักทายให้ “ฉันอยากพบเจ้านายของพวกคุณ นัดให้หน่อย”“ครับผมจะแจ้งให้ท่านทราบ” ชายคนนั้นรับปาก“อืม” หญิงสาวเอ่ยรับสั้นๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในบ้าน ไม่นานข่าวที่ปิติญาดาต้องการพบเจ้าหนี้ก็ไปถึงหูของศรชัย ซึ่งเรื่องนี้เขาก็ได้จัดแจงเตรียมบุคคลเล่นฉากนี้ไว้เรียบร้อยแล้วเช่นกัน ไม่ถึงชั่วโมงปิติญาดาก็ได้วันเวลาที่จะออกไปพบกับเจ้าหนี้ของเธอ เหมือนจะรู้ว่าหญิงสาวใจร้อน เพราะนัดที่ว่าคือเย็นวันนี้ตอนหนึ่งทุ่มที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งปิติญาดาไปตามนัด หญิงสาวอยากเห็นเ
ก่อนกลับเข้าบ้านปิติญาดาแอบร้องไห้อย่างหนัก เธอไม่เข้าใจโชคชะตาของตัวเองเลย ว่าทำไมต้องมาพบเจอเรื่องแบบนี้ด้วย หญิงสาวอยากหาที่ระบาย อยากพูดกับใครก็ได้ แต่จะเอาเรื่องนี้ไปบอกภคมณก็กระไรอยู่ เพื่อนเธอกำลังมีความสุขกับการฮันนีมูนอยู่ที่ยุโรป ขนาดงานศพของพ่อเธอปิติญาดายังไม่ยอมบอกเพื่อนให้รู้ เธอจึงต้องเก็บเงียบไว้คนเดียว อึดอัดจนแทบระเบิด ทางเดียวที่จะระบายความอัดอั้นนั้นคือน้ำตา ขณะที่นั่งร้องไห้อยู่ข้างสวนสาธารณะใกล้บ้าน ชายคนหนึ่งกลับยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เธอจากทางด้านหลัง “เช็ดซะ”“ขอบคุณ” ปิติญาดารับผ้าเช็ดหน้านั่นไว้ รู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาดกับน้ำเสียงที่ได้ยิน ชายคนนั้นลงไปนั่งหันหลังให้เธอบนเก้าอี้อีกตัวที่อยู่ฝั่งตรงข้ามซึ่งวางไว้ชนกัน เขากำลังเดินคิดอะไรเพลินๆ แต่เสียงร้องไห้ที่ได้ยินก็ทำเอาขนลุกจนต้องตามมาพิสูจน์ว่าผีหรือคน สุดท้ายก็ได้รู้ “เสียงร้องไห้ของคุณ ทำเอาผมหลอน” คำพูดของชายคนนั้นทำให้ปิติญาดาหัวเราะทั้งน้ำตาแบบไม่รู้ตัว ดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้ อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงร้องไห้ดังลอยตามลมมา เป็นเธอก็คงหลอนอยู่หรอก “โทษที ฉันไม่ได้ตั้งใจ” น้ำเสียงของปิติญาดาฟังดูอ่อนลง ทำไมเธอถึงไม
ร้านที่ทั้งสองคนนัดหมายเป็นร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ร้านแห่งนี้เป็นร้านในความทรงจำของทั้งสองคน เพราะเป็นสถานที่ที่คณินได้พบกับกิ่งดาวเป็นครั้งแรกและขอเธอเป็นคนรักที่นี่ หลังจากวางโทรศัพท์ไปไม่นาน ชายหนุ่มก็มาถึงที่นัดหมาย ซึ่งเห็นหญิงสาวนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เขาถอนหายใจออกมานิดหน่อยก่อนจะส่งยิ้มให้เธอแล้วเดินไปนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม“ทานอะไรมาหรือยังคะคิงส์” เสียงหวานๆ ของกิ่งดาวเอ่ยถามเหมือนปกติที่ทั้งคู่เจอกัน คณินไม่ตอบคำถามของเธอ แต่กลับมองเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางอย่างลงตัวตรงหน้า ไล่มาจนถึงลำคอ ผิวขาวเนียนสวยที่เห็นนี่ก็ด้วย กิ่งดาวเป็นหญิงสาวที่สวยคนหนึ่ง คณินเพ่งพินิจมองเหมือนกับพวกเขาทั้งสองคนไม่ใช่คนรู้จักกันมาก่อน จนคนถูกมองที่คบหากันมาหลายปีต้องถามขึ้น“คิงส์...จ้องบัวยังกับไม่ใช่บัวแบบนั้นแหละ” “ขอโทษที อาจเป็นเพราะพักนี้เราไม่ค่อยได้เจอกันก็ได้มั้งครับ ผมก็เลยอยากมองหน้าบัวให้นานๆหน่อย” ชายหนุ่มส่งยิ้มให้ ซึ่งกิ่งดาวก็ยิ้มตอบให้เช่นกัน คณินมอบเวลาเกือบทั้งหมดให้งานที่รับผิดชอบ แต่ในเวลางานเขามักจะมีกิ่งดาวอยู่ด้วยเสมอ พยายามหาเวลาว่างเพื่อจะออกมาเจอกันตามปร
“คิงส์คงไม่โกรธบัวใช่ไหมคะ” คำถามนี้คณินตอบไม่ได้จริงๆ ไม่รู้ว่าความรู้สึกในอกตอนนี้จะโกรธ เกลียดหรือตกใจดี ทั้งสองความรู้สึกปนเปจนแยกไม่ออก ในเมื่อกิ่งดาวตัดสินใจทิ้งเขาเพื่อไปแต่งงานกับผู้ชายอีกคนที่ดีกว่าโดยไม่มีแม้กระทั่งการให้โอกาส นั่นก็แสดงให้เห็นแล้วว่าหญิงสาวไม่รักเขาแล้วสักนิด ไม่มีคำว่าเยื่อใยเหลือเลยด้วยซ้ำ “คิงส์...” กิ่งดาวกำลังจะพูดบางอย่างออกไป แต่ชายหนุ่มก็เอ่ยดักไว้ “พอเถอะ ผมไม่อยากฟังอะไรทั้งนั้น” “ขอโทษที่ทำให้คุณเป็นแบบนี้” คำขอโทษที่ได้ยินสำหรับชายหนุ่มแล้วช่างไม่มีความหมายเลยด้วยซ้ำ เขาเงยหน้าขึ้นสบตาหญิงสาวที่เขารักอย่างต้องการคำตอบ เธอคล้ายจะรู้ตัวว่าผิด เพราะไม่กล้าสบตาด้วยสักเท่าไหร่นัก ความรักที่พวกเขาสร้างขึ้นมาด้วยหัวใจหลายปี จนคณินคิดว่าผู้หญิงคนนี้นี่แหละคือคู่ชีวิตที่เขานั้นอยากใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันไปตลอดจนแก่เฒ่า แต่สุดท้ายก็เป็นแค่เพียงแค่ความฝันเท่านั้น “วันแต่งงาน ผมคงไปร่วมแสดงความยินดีไม่ได้ ยังไงก็ขอให้มีความสุขมากๆ”“ค่ะ บัวเข้าใจ” กิ่งดาวเอ่ยรับ เพราะเธอเองก็ไม่ได้หวังให้ชายหนุ่มไปแสดงความยินดีในวันงานมงคลของเธอนักหรอก “ผมขอตัว” พูดจบค
“ตกลงคิดออกหรือยังว่าจะทำอะไรที่นี่” ขณะถามชายหนุ่มก็มองหน้าปิติญาดาไปตรงๆ พร้อมทำหน้าตาสงสัยว่าทำไมใบหน้าของหญิงสาวถึงได้แดงก่ำแบบนั้น ส่วนคนถูกมองแม้จะพยายามข่มความอายแล้ว แต่ก็ไม่สำเร็จ ใบหน้าถึงได้ร้อนๆ แบบนี้“ขะ…คิดออก”“แล้วนี่เป็นอะไรของเธอ ตอบตะกุกตะกัก หน้าก็แดงแจ๋ไม่สบายหรือเปล่า” ในที่สุดคนที่สงสัยอยู่นานก็ถามขึ้น ปิติญาดาทำตัวไม่ถูกเผลอสบตากับเขาตรงๆ คราวนี้ใบหน้าที่ว่าแดงอยู่แล้ว ก็ยิ่งแดงมากขึ้น ก่อนจะรีบปฏิเสธเสียงสั่น“ปะ…เปล่านี่”“ช่างเถอะ แล้วที่ว่าคิดออกคืออะไร ว่ามาสิ” คณินเอ่ยเปลี่ยนเรื่อง เพราะเวลานี้เขาปวดศีรษะมาก จนไม่อยากคิดอะไรให้รกสมองไปกว่านี้แล้วเท่านั้นเอง ชายหนุ่มหลับตาขณะรอฟังว่าปิติญาดาจะพูดอะไร แต่หารู้ไม่ว่าตอนนั้นสายตาหญิงสาวจับจ้องตรงริมฝีปากหยักของเขาอย่างไม่สามารถละสายตาไปมองที่อื่นได้ แต่คำพูดของคณินก็เรียกสติเธอให้กลับมา“หื้อ… ว่าไงพูดมาสิ รอฟังอยู่&rd
ปิติญาดาแทบกรี๊ดเมื่อริมฝีปากร้อนๆ ของคณินได้ครอบครองยอดบัวงามที่กำลังแข็งเป็นไต ชายหนุ่มดูดกลืนความหอมหวานอย่างหิวกระหายจนหญิงสาวสั่นสะท้านครั้งแล้วครั้งเล่า ตาปรือด้วยอารมณ์ปรารถนาตามธรรมชาติที่กำลังลุกโชนอย่างยากที่จะต้านทาน มืออีกข้างของคณินก็เคล้าคลึงฟ้อนเฟ้นหน้าอกอีกข้างของเธออย่างไม่น้อยหน้าริมฝีปากหยักอันร้ายกาจนั่นแม้แต่น้อย ดวงตาของปิติญาดาเบิกกว้างก่อนจะหลับลงเพราะอารมณ์รัญจวน“ปะ...ปล่อยนะ” เสียงห้ามปรามอันแผ่วเบาดังมาจากริมฝีปากอิ่มที่ตอนนี้บวมเจ่ออย่างเห็นได้ชัด แรงขัดขืนมีอยู่แต่ก็ไม่มากมายจนพอจะทำให้ร่างกายเป็นอิสระจากการครอบครองของคณิน ความรู้สึกวาบหวิวถาโถมเข้ามาระลอกแล้วระลอกเล่า หัวใจดวงน้อยเหมือนจะขาดรอนๆ เพราะไฟปราถนาที่ไม่เคยได้สัมผัสกำลังแผดเผา“บัว...คุณหอมไปทั้งตัวเลยที่รัก” คำเอ่ยเรียกอย่างลืมตัวของคณินที่ได้ยินข้างหู ทำให้ปิติญาดาได้สติ หญิงสาวหยุดนิ่งสมองกลับมาทำงานอีกครั้ง น้ำตาของความน้อยใจกำลังเอ่อล้นเล่นงานคนเข้มแข็งที่ตอนนี้กลายเป็นคนอ่อนแอให้พ่ายแพ้ปิติญาดา
“ก็เอาแต่พอดีๆ สิคะ ไม่มากและน้อยไป”“ไอ้ความพอดีของคนเรานี่ใช้ไม้บรรทัดวัดได้ก็ดีสิครับ” ชายหนุ่มเอ่ยเปรียบเปรยก่อนจะส่ายหน้าให้ ปิติญาดาพลอยถอนหายใจออกมาอีกคน “นี่ก็ดึกแล้วพี่กลับก่อนดีกว่า ยังไงฝากน้องน้ำมนต์ช่วยเช็ดตัวไอ้คิงส์มันอีกสักรอบนะครับ จะได้หลับสบายขึ้น”“ได้ค่ะ” หญิงสาวรับปาก ก่อนจะทำท่าเดินไปยังประตูห้อง เขตไทยจึงชิงพูดขึ้นเพราะเดาท่าทางหญิงสาวออก“ไม่ต้องลงไปส่งหรอก พี่กลับเองได้ น้องน้ำมนต์อยู่ดูแลไอ้คิงส์แล้วกัน” คำพูดนี้ทำเอาคนหวังดีชะงักเท้า เขตไทยหันมามองหน้าคณินพร้อมส่ายหน้าให้ ก่อนจะลงจากชั้นบนแล้วขับรถกลับบ้านของตนส่วนปิติญาดาก็ทำตามที่เขตไทยบอก หญิงสาวหยิบผ้าขนหนูผืนเดิม ก่อนจะนำไปล้างและชุบน้ำออกมาเช็ดตามเนื้อตามตัวให้คณินอีกครั้งแต่หญิงสาวกลับดูเก้ๆ กังๆ มากกว่าตอนที่เขตไทยทำเสียอีก เพราะตอนนี้เสื้อตัวที่คณินสวมอยู่ถูกปลดกระดุมออกเสียทุกเม็ดเผยให้เห็นสัดส่วนน่ามองของผู้ชายที่พึ่งเคยเห็นกับตาเป็นครั้งแรก กล้ามเป็นมัดๆ แถมไรขนที่หายลับเข้าไปยังขอบกางเกงนั
เมื่อท้องอิ่ม ปิติญาดาจึงขอตัวเข้าครัวช่วยป้าชื่นล้างจาน จากนั้นก็ปลีกตัวขึ้นไปบนห้องปล่อยให้สองหนุ่มคุยกันไปตามสบาย คณินและเขตไทยออกมานั่งคุยที่เก้าอี้ข้างสระว่ายน้ำ ชายหนุ่มชวนเพื่อนดื่มเหล้า ซึ่งเขตไทยก็ไม่ขัด เพราะรู้ว่าคนชวนเองก็มีเรื่องในใจ ป้าชื่นจัดแจงเตรียมของให้ ก่อนที่คณินจะบอกให้เข้าไปพักที่เหลือเขาจะจัดการเองทั้งสองหนุ่มพูดคุยเรื่องงานที่จริงจังเป็นอันดับแรก เพราะช่วงนี้มีออเดอร์จากต่างประเทศเข้ามามาก จึงต้องวางแผนเรื่องการผลิตให้รอบคอบ เมื่อจบเรื่องงานก็ต่อด้วยสัพเพเหระไปตามเรื่องตามราว ก่อนจะมาจบที่เรื่องหัวใจของคณิน“ฉันได้ข่าวว่าคุณบัวกำลังจะแต่งงาน” คณินชะงักมือกับคำถามนี้ไปนิดหน่อย ก่อนจะยกแก้วเหล้าที่จับอยู่ขึ้นดื่มรวดเดียวหมด แล้วเอ่ยตอบคำถามนั้นไป“อื้อ...หูไวนี่เอ็ง”“คนไม่ใช่หมา” พอได้ยินคำพูดเหมือนสบายหัวใจดีอยู่ของคณิน เขตไทยก็โล่งอกไปได้เปราะหนึ่ง แต่ดูท่าทุกอย่างจะไม่เป็นอย่างที่คิด พอพูดเรื่องนี้เหล้าในขวดที่มีอยู่เกือบเต็มก่อนจะชนแก้วแรก ตอนนี้ปริมาณของน้ำสีเหลืองได้หายไปเกินครึ่
“วันนี้ เขาแวะไปที่โรงงาน ก็เลยได้รู้จักกัน”“มิน่าล่ะ แกถึงได้ถ่อมาถึงที่นี่” คณินเหน็บเพื่อนไปหนึ่งดอก เพราะพักหลังๆ เขตไทยหายหัวเข้ากลีบเมฆ ได้ข่าวว่าติดหญิง นี่ก็พึ่งโผล่มาให้เขาเห็น คงเริ่มเบื่อผู้หญิงคนนั้นแล้วสิ ก็เป็นเสียแบบนี้ผู้หญิงที่ไหนเขาจะรักจริง คิดเรื่องนี้ชายหนุ่มก็ส่ายหน้าให้เพื่อน “อย่าหวงไปหน่อยเลยไอ้คิงส์ ไม่ดีเหรอที่เอ็งจะได้ข้าเป็นน้องเขย”“ไม่” คนฟังตอบแบบไม่ต้องคิด ไม้ใช่เพราะเป็นห่วงปิติญาดา ต่อให้เป็นญาติคนอื่น เขาก็ปฏิเสธการเป็นเครือญาติกับเขตไทยอย่างสิ้นเชิง ขอเป็นแค่เพื่อนกันเท่านั้นพอ อาจจะดูใจร้ายไปหน่อยก็เถอะ “อ้าวเฮ้ย! ไอ้เพื่อน ทำไมพูดแมวๆ ไม่ให้กำลังใจกันแบบนี้วะ”“เอ้า...ก็ข้าพูดตามความจริงนี่หว่า ลองคิดดู บ้านไหนได้ลูกเขยกะล่อน เจ้าชู้ไก่แจ้อย่างเอ็งไปเป็นเขย คงได้ปวดหัวตาย” “แต่ถ้าข้าได้เป็นเขยครอบครัวเอ็ง รับรองข้าจะเป็นคนดี้ดีที่สุด” เขตไทยเน้นย้ำคำว่าดีให้ได้ยินชัดๆ แต่คณินก็ไม่วายสบประมาทตามเคย “ดีแตกล่ะสิไม่ว่า” “อ้าวๆ อย่าดูถูกนะเว้ย คนอย่างข้าถ้าได้รักใคร รักจริงแน่นอน” เขตไทยยิ้มกริ่มให้ ยังดีที่เป็นเพื่อนกัน พอรู้นิสัยใจคอ เพราะถ้าไ
“อ้อ...ค่ะ น้ำมนต์กับ เอ่อ...พี่คิงส์เราเป็นญาติห่างๆ กัน” ไหนๆ ก็ไหนๆ ปิติญาดาก็ปล่อยเลยตามเลยลอยตามน้ำไปแล้วกัน แต่การเรียกชายหนุ่มว่าพี่อย่างสนิทสนมแบบนั้น สำหรับเธอไม่ชินปากเลยจริงๆ ต่อไปอยู่ต่อหน้าคนอื่นก็คงต้องเรียกแบบนี้ละมั้ง “เหรอครับ ถ้ารู้ เราคงได้ทำความรู้จักกันเร็วกว่านี้ก็เป็นได้” เขตไทยรุกหนักแบบไม่ปกปิด ถึงจะพึ่งพบหน้ากันครั้งแรก แต่ชายหนุ่มนั้นขอปักธง หวังจีบปิติญาดาเต็มที่ เพราะหญิงสาวตรงสเปคเขาไปเสียทุกอย่าง หน้าตาน่ารักสวยเลยก็ว่าได้ ผิวก็สวย หุ่นยังดี เป็นนางแบบได้สบายๆ แถมตาคู่สวยของเธอ ยามที่เขาสบตามองด้วยก็ยิ่งมีเสน่ห์น่าค้นหา “ค่ะ” หญิงสาวเอ่ยรับสั้นๆ ก่อนจะส่งยิ้มแห้งๆ ให้ ถึงจะยังไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตน แต่ใช่ว่าเธอจะไม่เคยมีผู้ชายมาขายขนมจีบ ก็เลยพอจะมองท่าทางและแววตาของเขตไทยออก ส่วนจามรนั้นส่ายหน้าให้เพราะดูท่าเขตไทยจะเอาจริง“แล้วน้องน้ำมนต์มาทำอะไรที่นี่ครับ เที่ยวเหรอ” เขตไทยเอ่ยเรียกปิติญาดาอย่างสนิทสนม ซึ่งคนถูกเรียกก็เหมือนจะขัดอะไรไม่ได้เสียด้วย “เปล่าค่ะ น้ำมนต์มาเรียนรู้งานที่นี่ เผื่อมีอะไรน่าสนใจทำ” สถานการณ์ของเธอตอนนี้ เรื่องเที่ยวไม่มีในสมอ
“อ้าว! ป้าชื่น มาส่งปิ่นโตให้คุณคิงส์เหรอครับ” จามรผู้จัดการโรงงานเอ่ยทักป้าชื่นอย่างสนิทสนม เพราะรู้จักกันมานานหลายปี “เปล่าจ้ะ พอดีพาคุณน้ำมนต์มาดูโรงงาน”“ว่าอยู่ เพราะคุณคิงส์กลับออกไปแล้ว” คนถามเอ่ยรับ ก่อนจะเอ่ยต่อเพราะมีบางสิ่งสงสัย “แล้วคุณน้ำมนต์นี่ ใครกันป้า” ขณะพูดสายตาของจามรก็มองไปยังหญิงสาวหน้าตาสวยที่มาพร้อมกับป้าชื่น เห็นครั้งแรกเธอก็ออร่าออกซะขนาดนั้น มีใครบ้างไม่สนใจ “ญาติคุณคิงส์” ป้าชื่นเอ่ยบอกอย่างให้เกียรติหญิงสาว เพราะเมื่อเช้าได้ถามเจ้านายหนุ่มแล้วว่าปิติญาดาที่มาด้วยนั้นเป็นใคร ซึ่งได้คำตอบว่าเป็นญาติ แต่เหตุผลที่มาด้วยนั้นคณินไม่ได้บอก และป้าชื่นก็มองไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องถามให้มากความ “อ๋อ…” ผู้จัดการโรงงานเอ่ยรับเสียงสูง เขานั้นไม่ได้คิดอะไร ที่ถามเพราะแค่อยากรู้ ก่อนจะเดินไปหาหญิงสาวคนนั้นพร้อมกับป้าชื่น พออยู่ตรงหน้า ป้าชื่นก็แนะนำให้ทั้งสองคนรู้จักกันอย่างเป็นทางการ “คุณน้ำมนต์ค่ะ นี่คุณจามร ผู้จัดการโรงงานค่ะ” “สวัสดีค่ะ” หญิงสาวเอ่ยทัก พร้อมส่งยิ้มให้ การมาของ ปิติญาดา ทำให้พนักงานหลายคนในโรงงานต่างพากันสงสัยว่าเธอเป็นใคร แต่ไม่นานก็ได้รู้ว่าหญ
“คิดจะทำอะไรต่อไป”“อืม…อย่างแรกที่อยากทำคือหาเงินมาใช้หนี้ให้พ่อนายให้เร็วที่สุด” แม้จะยาก เพราะเงินมากมายแบบนั้นเธอจะหามาได้ยังไงก็ไม่รู้ แต่ปิติญาดาก็ยังหวัง เพราะไม่อยากให้คนอื่นมาดูแลบริษัท แม้คนอื่นที่ว่าจะเป็นเพื่อนสนิทที่ไว้ใจได้ของพ่อก็ตามที “วิธีหาเงินล่ะ ยังไง” คณินขมวดคิ้วยุ่งถามขึ้น พูดน่ะมันง่ายแต่ทำนะมันยาก ต้องวางแผนให้ดี หนึ่งสองสามสี่ จะเดินไปทางไหน แต่จะว่าไปพ่อแม่เขาไม่เห็นพูดเลยนี่น่าว่าอยากได้เงินคืน แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้บอกปิติญาดาให้รู้เรื่องนี้ ปล่อยให้หญิงสาวทำตามที่ต้องการไปแล้วกัน “ตอนนี้ยังมึนๆ อยู่ ก็เลยยังคิดอะไรดีๆ ไม่ออก”“อืม” คนฟังเอ่ยรับสั้นๆ อย่างเข้าใจ เพราะถ้าเกิดเรื่องกับเขา พ่อเสียชีวิต เจ้าหนี้โผล่มาบอกว่าเป็นหนี้หลายร้อยล้าน ต้องแต่งงานใช้หนี้ แต่สุดท้ายเธอกับเขากลับต้องแต่งงานบังหน้า แต่ละเรื่องที่พบเจอ ถ้าไม่เกิดกับตัวเองใครจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง นั่งเงียบอยู่สักพัก ปิติญาดาก็เอ่ยขึ้น“อ้อ…ขอถามอะไรหน่อยสิ” “ว่ามา” ชายหนุ่มวางช้อนลงเพราะเขากินข้าวไข่เจียวหมดจานแล้ว เขาเงยหน้าขึ้นมองปิติญาดา รอฟังว่าเธอจะถามอะไรอีก “ที่ลำปางขึ้นชื่อเรื่
เกือบเที่ยงคืน พ่อแม่ของปิติญาดาและคณินกำลังจะรอขึ้นเครื่องบินเพื่อไปท่องเที่ยวยุโรป ทั้งสี่คนมีสีหน้าของความเป็นสุขที่เต็มเปี่ยม ไม่ได้ทุกข์ร้อนกับเรื่องที่ได้วางแผนไว้แม้แต่น้อย กลับเออออห่อหมกบอกว่ากลับจากเที่ยวครั้งนี้อาจจะได้ข่าวดีเรื่องหลานก็เป็นได้ ทั้งสี่คนจึงพากันหัวเราะชอบใจ ผกามาศนั้นเตี้ยมกับคนที่บ้านไว้แล้วว่าถ้าปิติญาดาโทรถามถึงตนให้บอกไปแบบไม่ต้องคิดว่าออกไปวัดป่า บวชชีพราหมณ์ ส่วนเรื่องที่บริษัทศรชัยก็จัดการไว้อย่างเรียบร้อยเหมือนกัน ไม่ให้ทุกอย่างสะดุดและถึงหูของลูกสาวเป็นอันขาด ผิดกับคนเป็นลูกที่ถูกพ่อแม่รักแกซึ่งตอนนี้ยังคงนอนกระสับกระส่ายไปมาบนเตียง สลับกับถอนหายใจเฮือกๆ คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้จนเต็มสมองไปหมด เธอจะอยู่ที่นี่ยังไง จะเดินหน้าถอยหลัง หาเงินมาใช้หนี้วิธีไหน คิดแล้วน้ำตาก็พานจะไหล“พ่อจ๋า แม่จ๋า น้ำมนต์จะเดินทางไหนดี” ปิติญาดาเพ้อถึงพ่อแม่ ความสงสารตัวเองเกิดขึ้นทันที คราวนี้น้ำตาที่กลั้นไว้ก็ไหลอาบแก้ม เธอปิดหน้าร้องไห้ ใจนั้นไม่อยากร้องออกมา เพราะนั่นแสดงว่าเธอกำลังอ่อนแอ แต่เวลานี้หญิงสาวกลับอยากร้องไห้กับตัวเองสักครั้ง ร้องให้สาแก่ใจ และต่อจากนี้เ