“ฮึก ฮึก” เสียงสะอื้นของลลิตน้อยเริ่มสงบลงเมื่ออยู่ในอ้อมกอดของลออจันทร์ โอเมก้าหนุ่มที่ตอนนี้นั่งหลบมุมอยู่ในร้านโดยฝั่งตรงข้ามมีคนหน้าดุเฝ้ามองกระทำด้วยสายตาอ่อนโยนไม่ห่าง
สายตาที่ทารกวัยเจ็ดเดือนจ้องมองคนแปลกหน้าเขม็งอย่างกับว่ารู้จักมานาน ทำให้คนเป็นพ่อรู้สึกแปลกใจ
แน่ละสิ เขาต้องรู้จักคนตรงหน้าอยู่แล้ว ครามคุณพ่อของนายเอกและเป็นไอ้หน้าโง่ที่เลี้ยงดูลูกคนอื่นจนไม่รู้ว่าลูกตัวเองตายไปตั้งนานแล้ว
ลลิตคิดแล้วก็โกรธคนตรงหน้าที่มีส่วนทำให้หม่าม้าของตนต้องมีจุดจบแบบนั้น ใบหน้าน้อย ๆ ออกอาการฮึดฮัดชี้มือชี้ไม้ไปมาจนคนเป็นแม่นึกฉงน
“เด็กดี ไม่ต้องร้องนะครับ” เสียงลออจันทร์เอ่ยปลอบโยนลูกชายในอ้อมอก ก่อนจะเหลือบมองชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามแวบหนึ่ง
“คุณลูกค้า หากต้องการสั่งกาแฟรบกวนสั่งที่หน้าเคาน์เตอร์นะครับ” ลออจันทร์รวบรวมความกล้าขึ้นสบตากับชายหนุ่ม
“ตอนที่เดินเข้ามาในร้านนายยังเรียกฉันว่า คุณครามอยู่เลยนะ” ลออจันทร์เม้มปากแน่น อยากจะเขกกะโหลกตัวเองเมื่อเผลอปล่อยไก่ตัวเบ้อเริ่มออกไป
“คุณคราม มาที่นี่ทำไมครับ” อ้อมกอดเริ่มรัดแน่นเมื่อลูกน้อยที่อยู่บนตักเริ่มขยับตัวขยุกขยิกพยายามหันหน้าออกมา ร่างบางกลัวลูกจะตกจึงจับหันหน้าออกมานั่งตักสองแขนรัดก้อนนุ่มนิ่มไว้
ครามมองภาพแม่ลูกที่เหมือนกันราวกับโขลกกันมาตรงหน้าจ้องมองมาที่เขาโดยเฉพาะตาสีอำพันจากร่างอ้วนป้อม ชายหนุ่มพยายามกลั้นยิ้มอย่างยากเย็นก่อนจะเอ่ยถึงเรื่องที่ต้องการออกมา
“ลออจันทร์ พี่มารับเธอกับลูกกลับบ้าน” ตาแป๋วแหววของทารกน้อยเบิกโต
อ้าวเฮ้ย ในนิยายไม่มีแบบนี้นี่หว่า
ลลิตครุ่นคิดในใจถึงการปรากฏตัวของครามที่ไม่ควรจะอยู่ที่นี่ ถ้าอิงตามในนิยายควรจะเป็นตอนที่อัยวาจัดงานวันเกิดอายุ 20 ปีต่างหาก
“!!!!!” หลังจากที่ได้ยินคำพูดชวนตกใจ ลออจันทร์ก็เอ่ยปฏิเสธครามทันที
“คุณครามเข้าใจผิดแล้วล่ะครับถึงผมจะเคยทำงานที่บ้านโยธินตระกูล แต่ผมก็ลาออกมานานแล้ว ส่วนลลิตเป็นลูกแฟนเก่าของผมครับ”
“แล้วนายจะอธิบายสีตาของลลิตว่ายังไง” สิ้นเสียงของคราม ลออจันทร์ได้แต่นั่งงันขบคิดข้อแก้ตัวไม่ออก
“ไม่ต้องพูดแก้ตัวอีกแล้ว ตาสีอำพันของลลิตสืบทอดมาจากต้นตระกูลโยธินตระกูลที่จะปรากฏในรุ่นละหนึ่งคนเท่านั้น รุ่นของพี่ก็เป็นพี่เองที่ได้รับสืบทอดส่วนรุ่นหลานยังไม่มีใครปรากฏนอกจากลลิต” ดวงตาสีอำพันสองคู่สบตากัน ตาคู่หนึ่งฉายแววอบอุ่นอีกคู่ฉายแววไร้เดียงสา ลออจันทร์มองภาพพ่อลูกก่อนจะเม้มปากแน่น
“แล้วก็นี่เอกสารยืนยันดีเอ็นเอระหว่างพี่กับลลิต”ครามยื่นซองเอกสารไปตรงหน้าลออจันทร์ โอเมก้าหนุ่มเปิดซองกวาดตามองทุกบรรทัด
“ผมไม่ยอมยกลลิตให้คุณครามแน่” เสียงหวานเริ่มสั่นเครือ เมื่อคิดว่าคนใจร้ายต้องการพรากลูกไปจากตน
“ม่ะ แม่ะ อ้ายยยย” หม่าม้าอย่าร้องไห้
เสียงอ้อแอ้ของลลิตดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของพ่อแม่ ครามถอนหายใจเมื่อแม่ของลูกน้ำตานองหน้า
“พี่บอกตั้งแต่แรกแล้วว่าจะพาพวกเธอสองแม่ลูกกลับบ้านโยธินตระกูล ไม่คิดจะพรากแม่ลูกจากกันหรอกนะ” เอ่ยย้ำเพิ่มความมั่นใจ แต่ลออจันทร์กลับนึกถึงใบหน้าของภรรยาที่เพิ่งคลอดลูกวัยไล่เลี่ยกับลลิตจึงเม้มปากแน่น ส่ายหัวปฏิเสธข้อเสนออีกครั้ง
ครามเห็นท่าทางดื้อดึงของคนตรงหน้าก็ยอมถอยออกมาก้าวหนึ่ง เอ่ยข้อเสนอใหม่อีกครั้งอย่างใจเย็น
“งั้นนายก็ต้องย้ายไปอยู่สถานที่ที่ฉันจัดเตรียมไว้ให้ นายคงไม่อยากให้ลลิตเติบโตมาในสภาพขาดแคลนแบบนี้ใช่ไหม” ครามจี้จุดตรงกลางใจของลออจันทร์ ไม่มีแม่คนไหนอยากให้ลูกเติบโตมาอย่างอัตคัด ทุกคนต่างก็ต้องการให้ลูกเติบโตมาอย่างดีที่สุด ร่างบางก้มหน้ามองดูร่างเจ้าเนื้อที่เงยหน้าขึ้นมาสบตากลมโตพอดี ก่อนจะตัดสินใจได้
“ตกลงครับ แต่ผมขอเวลาหน่อยนะครับ”
“บู้ววว อูวววว” หม่าม้าตอบตกลงไปได้ยังไง
ร่างในอ้อมแขนอาละวาดอีกครั้งเมื่อได้ยินคำตอบของคนเป็นแม่ ลลิตดีดดิ้นไปมาไม่ยอมรับการตัดสินใจ
ประท้วง ลลิตขอประท้วง
ลออจันทร์เริ่มขมวดคิ้วเมื่อลูกน้อยเริ่มสะบัดแขนขาไปมา ตั้งแต่ทารกอายุเจ็ดเดือนก็ยิ่งกินมากขึ้นจนตัวอ้วนกลมไปหมด น้ำหนักเจ้าตัวน้อยก็มากขึ้นตามไปด้วยสองแขนที่โอบร่างไว้เริ่มประคองไว้ไม่อยู่
“ขอพี่อุ้มลูกหน่อย” เมื่อเห็นลูกน้อยอาละวาดในอ้อมแขนโอเมก้าของตน อัลฟ่าหนุ่มก็ยื่นมือไปคว้าก้อนนุ่มนิ่มมาไว้ในอ้อมกอดทันที
วินาทีที่ร่างน้อยอยู่ในอ้อมแขนหัวใจที่ไม่เคยสั่นไหว นับตั้งแต่เห็นรูปของลออจันทร์เมื่อชาติที่แล้วเริ่มเต้นเป็นจังหวะระรัว มันไม่เหมือนกับความรู้สึกที่วาบหวามซาบซ่านเหมือนกับแม่ของลูกแต่เป็นความรู้สึกที่อยากจะปกป้องและทะนุถนอม อยากจะยกโลกทั้งใบมากองอยู่ใต้แทบเท้าน้อย ๆ คู่นี้ แต่ครามก็ตื่นจากห้วงภวังค์เมื่อเจ็บตรึงไปทั่วหนังศีรษะ
“อ้ายยย แอ่ะ แอ่ะ” นี่แน่ะ กล้ามารังแกหม่าม้าของลลิตเหรอ
มือเล็กป้อมจิกเส้นผมที่ถูกเซตมาอย่างดีจนยุ่งเหยิงไปหมด เท้าน้อย ๆ เหยียบย่ำขย่มตักไปมาสองมือขยำเส้นผมอย่างเมามัน
“บู้วว บู้ววว” ปากเล็กคอยพ่นน้ำลายใส่หน้าผู้เป็นพ่อไม่ขาดสาย จนใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยน้ำลายสีใส
“ลลิต !!!” เจ้าตัวน้อยที่เคยนิสัยน่ารักตอนนี้กลับแผลงฤทธิ์อย่างร้ายกาจ ลออจันทร์ผุดลุกจากเก้าอี้รีบไปประคองร่างน้อยคืนแต่ครามกลับส่ายหน้าเชิงบอกว่าไม่เป็นไร
“ลูกแค่ต้องการเล่นกับพี่น่ะ ปล่อยให้เล่นไปเถอะ”คุณพ่อหมาด ๆ เข้าข้างตัวเองจนลออจันทร์หน้าเจื่อน
นี่มันไม่เหมือนเล่นกันเลยสักนิด เหมือนลลิตกำลังตั้งใจทำร้ายคุณครามมากกว่าอีก
“ลลิต อยากให้พ่อหอมแก้มเหรอครับ” ฟอด จมูกโด่งที่เปื้อนน้ำลายเด็กอ้วนหอมฟอดไปที่แก้มอิ่มที่ป่องออกมาเป็นก้อน
“อ้ายยย” อี๋ อย่ามาหอมลลิตนะ ไอ้พ่อโง่
ร่างเล็กเอนตัวหลบจมูกโด่งไปมาอย่างเอาเป็นเอาตาย ลออจันทร์มองภาพตรงหน้าน้ำตาคลอ เขานึกว่าชีวิตนี้คงไม่มีโอกาสได้เห็นภาพนี้อีกแล้ว
“เลิกงานกี่โมง” เสียงทุ้มถามขึ้นมาจนลออจันทร์สะดุ้งหลุดจากความคิด ละล่ำละลักตอบ
“เอ่อ เลิกงานห้าโมงครับ” ตอบคำถามพร้อมกับทำหน้างุนงง ครามพยักหน้าเข้าใจก่อนจะบอกให้ร่างบางไปทำงานต่อ
“แต่ว่าลลิตยังต้องกินนม” ลออจันทร์เอ่ยแย้งเมื่อครามอาสาอยู่เฝ้าร่างน้อยที่ตอนนี้เริ่มตาปรือแต่ริมฝีปากน้อย ๆ เริ่มขมุบขมิบเป็นสัญญาณว่าหิวนมแล้ว
“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวฉันป้อนลูกเอง” ครามหน้านิ่งเอ่ยอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เห็นสีหน้า เหวอของร่างบาง
ครามเดินออกไปบริเวณคอกเด็กเล่นก่อนจะก้าวเข้าไปนั่งขัดสมาธิประคองร่างที่อาละวาดจนหมดแรงไว้บนตัก ประคองศีรษะเล็กไว้ส่งสายตาให้ลออจันทร์รีบไปชงนมมาให้
ลออจันทร์ไม่รอช้ารีบไปอุ่นนมให้ทันที หลังจากเห็นท่าทางป้อนนมอย่างคล่องแคล่วของชายหนุ่มจึงวางใจไปทำงานต่อแต่ไม่วายเหลือบมองพ่อลูกเป็นระยะ
จนกระทั่งถึงเวลาเลิกงาน ร่างบางที่ทำความสะอาดร้านร่วมกับพนักงานคนอื่นจึงเสร็จอย่างรวดเร็ว ลออจันทร์เก็บของเสร็จแล้วรีบเดินออกไปที่คอกเด็กด้วยความเป็นห่วง แต่ภาพผู้ชายตัวใหญ่สองคนที่บนตักต่างก็มีร่างของเด็กน้อยนั่งอยู่ทำให้ลออจันทร์ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยทักเจ้าของร้าน
“พี่นริศไปส่งขนมมาแล้วเหรอครับ” นอกจากร้านอุ่นไอรักจะมีกาแฟขายแล้วยังมีบริการเดลิเวอรี่อีกด้วย ซึ่งสามีของเจ้าของร้านรับหน้าที่เป็นคนส่งขนม
“ครับ พี่เพิ่งมาเมื่อกี๊เอง ว่าแต่คุณพ่อของลลิตหน้าตาดีนะเนี่ย” เบต้าหนุ่มที่ทั้งกอดทั้งฟัดลูกสาวหันมาแซวลูกจ้างตัวเอง หลังจากที่ครามเล่าว่าตนกับลออจันทร์เข้าใจผิดกันทำให้ห่างเหินกันไป แต่ตอนนี้ได้ปรับความเข้าใจกันเรียบร้อยแล้ว ลออจันทร์ที่ได้ยินดังนั้นได้แต่ยิ้มเจื่อนได้แต่ขอตัวกลับก่อน
ครามอุ้มร่างลูกน้อยที่ลืมตาสะลึมสะลือขึ้นมา ลออจันทร์ยื่นมือไปรับลูกน้อยแต่ครามกลับเดินออกไปนอกร้านจึงทำให้โอเมก้าหนุ่มบอกลาเจ้าของร้านอย่างเร่งรีบก่อนจะเดินตามแผ่นหลังกว้างออกไป
“คุณคราม คุณจะพาลลิตไปไหนครับ” ลออจันทร์เรียกอย่างเสียขวัญเมื่อคนตัวโตอุ้มลูกน้อยเข้าไปในรถ
ไหนว่าจะให้เวลาพวกเขาสองแม่ลูกไง
“รีบขึ้นมาสิ” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกดังมาจากในรถ ลออจันทร์จึงรีบเข้าไปในนั่งในรถก่อนที่คนขับรถจะปิดประตูอย่างนอบน้อม
“คุณจะพาพวกเราไปไหนครับ” เสียงตื่นกลัวถามคนที่นั่งอุ้มร่างลูกน้อยไว้แนบอก ร่างกายเกร็งเครียดเล็กน้อยไม่กล้าขยับตัวเมื่อสัมผัสกับเบาะหนังชั้นดี
“ทำตัวตามสบาย ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้น” อัลฟ่าตัวโตเอ่ยบอกให้โอเมก้าที่ตื่นกลัวนั่งตามสบาย
“พี่แค่จะไปส่งลูกกับเธอกลับบ้านเท่านั้น ไม่ต้องกลัวหรอกนะ” เมื่อเห็นร่างเล็กถอนหายใจอย่างโล่งอก ครามจึงครุ่นคิดในใจ
ลออยังไม่ไว้ใจเขา
ก่อนที่เขาจะสร้างครอบครัวได้ ด่านแรกที่เขาต้องทลายคือกำแพงในใจแม่ของลูกก่อน ส่วนร่างเล็กในอ้อมกอดยังมีเวลาอีกเยอะ รอยยิ้มกดลึกที่มุมปากแทบมองไม่เห็นแต่ก็ไม่พ้นสายตาของลลิตไปได้
หน็อยแน่ คิดล่อลวงหม่าม้าเหรอ ฝันไปเถอะ
แม้จะเตรียมใจมาบ้างแล้วแต่เมื่อเห็นสถานที่สองแม่ลูกอาศัยอยู่ก็ทำให้ครามรู้สึกปวดใจไปหมดสภาพห้องเช่าขนาดกลางที่ไม่ได้กว้างมากนัก ภายในห้องนอกจากจะมีเตียงขนาดกลางชิดมุมห้องและเปลเด็กกลางห้องยังมีของสำหรับเด็กอ่อนที่อยู่บนโต๊ะข้างตู้เย็นกลางเก่ากลางใหม่บริเวณกลางห้องมีเสื่อเด็กเล่น ยังดีที่มีระเบียงหลังใช้สำหรับตากผ้าอ้อมกับอ่างล้างจาน“แอ้ แอ้” มองแบบนี้หมายความว่ายังไงทารกน้อยตบมือปุ ๆ ไปที่คางได้รูปเมื่อเห็นคนตัวยักษ์กวาดสายตาไปทั่วห้อง ลออจันทร์ที่ยืนอยู่ด้านข้างหน้าแดงระเรื่อด้วยความอาย“เอ่อ คุณครามนั่งที่เตียงได้นะครับ” ปกติสองแม่ลูกจะปูเสื่อนั่งเล่นกลางห้อง ลลิตตัวน้อยรู้ความมาก เมื่อกลับจากที่ทำงานลออจันทร์จะปูเสื่อนิ่มไว้กลางห้องและเทบรรดาของเล่นที่ตายายที่ขยันซื้อมาฝากปล่อยให้ลูกเล่นตามลำพัง ส่วนเขานั้นก็จะรีบซักผ้าอ้อมและทำอาหารเย็น เด็กอายุเจ็ดเดือนเริ่มทานอาหารอ่อน ๆ ได้แล้ว ลออจันทร์จึงมักสลับทำอาหารกับป้อนนมให้ลูกเป็นบางครั้งเพื่อฝึกให้ลลิตเลิกเต้าเพราะตอนนี้น้ำนมของเขาแทบจะไม่มีแล้วครามเดินไปที่เตียงก่อนจะวางลูกน้อยให้นอนแผ่บนเตียง ลลิตที่ถูกปล่อยตัวพลิกคว่ำคลานไปทั่
หลังจากส่งลออจันทร์ที่ร้านอุ่นไอรัก ครามก็นั่งรถกลับบริษัทไปทำงานต่อระหว่างนั่งทำงานแทบจะไม่มีสมาธิ มัวแต่มองนาฬิกาข้อมือเป็นพัก ๆ แทบอยากจะให้ถึงเวลาเลิกงานเร็ว ๆ หากแต่ชายหนุ่มก็ต้องผิดหวังเมื่อได้รับสายจากผู้เป็นแม่ “ครับ คุณแม่” “ตาคราม นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมต้องให้หนูรินรีบพาหนูอัยวาไปต่างประเทศด้วย รีบกลับมาห้ามเมียแกเดี๋ยวนี้นะ” เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นแทรกเข้ามาท่ามกลางเสียงปลอบประโลมของคนในบ้าน “งั้นคุณแม่ก็บอกให้โรสรินเตรียมใจไว้ดี ๆ นะครับ”พูดจบก็กดตัดสายไป สายตาเย็นชาครุ่นคิดถึงเรื่องที่โรสรินกระทำลงไป คิดว่าถ้าจากไปเงียบ ๆ เขาจะไม่คิดบัญชีย้อนหลังแล้วแท้ ๆ ชายหนุ่มเห็นแก่อัยวาจึงไม่อยากถึงขั้นแตกหักกับโรสริน เด็กน่าสงสารที่ครามคิดว่าเป็นลูกชายในชาติที่แล้วถึงแม้ไม่ได้เลี้ยงดูมาอย่างใกล้ชิดแต่ก็ยังมีความรู้สึกผูกพันอยู่บ้าง เขาจึงไม่อยากให้เรื่องที่ยังแก้ไขได้ส่งผลต่ออนาคตของเด็กคนนั้นอัยวาควรได้เจอพ่อที่แท้จริงครามถอนหายใจก่อนจะตัดสินใจกลับบ้านไปจัดการเรื่องราวให้เรียบร้อยก่อนที่ลออจันทร์และลลิตจะย้ายเข้
“หม่าม้า ไหนลองพูดสิครับ หม่าม้า”“ม่ะแม่ะ แม่ะ อ้ายย” ทำไมลิ้นเปลี้ยแบบนี้“เก่งมากครับ ฟอด” ลออจันทร์หอมแก้มยุ้ยฟอดใหญ่เป็นรางวัลให้แก่ลูกน้อยที่พยายามเลียนเสียงตนได้สำเร็จเด็กอายุเจ็ดเดือนจะเริ่มพูดคำง่าย ๆ ได้แล้วลออจันทร์จึงอยากให้ลลิตลองฝึกดูแต่ปรากฏว่าลูกเขาช่างฉลาดจริง ๆ สอนไม่กี่รอบก็พูดได้แล้ว“แม่ะ แม่ะ หม่ำ หม่ำ” หม่าม้าลลิตหิวข้าวแล้ว“โอ๋ ลลิตหิวข้าวแล้วเหรอครับ รอแปปนึงนะครับ”“อ้ายย ยา อ้ายย”กริ๊ง กริ๊งลออจันทร์ที่กำลังบดข้าวกับกล้วยสุกได้ยินเสียงกริ่งจึงเดินไปเปิดประตูเชิญแขกที่คุ้นหน้าคุ้นตาเข้ามาในห้อง ครามที่ในวันนี้แต่งตัวสบาย ๆ สวมเสื้อยืดแบรนด์ดังกับกางเกงเนื้อดีถือถุงใบใหญ่เข้ามาในห้องสร้างความสนใจให้แก่ลลิต“อา อา” ถืออะไรมาอ่ะลลิตคลานมาตรงหน้าผู้เป็นพ่อด้วยความอยากรู้ ครามที่เห็นลูกคลานมาหาก็ดีใจย่อตัวลงรวบร่างอวบอัดเข้ามากอดมาหอม“แอ้ อ้ายยย”
“ฮึก อึก” เสียงสะอื้นไห้ของเด็กน้อยดังเป็นพัก ๆ ร่างอ้วนซึ่งตอนนี้ซุกหน้ากับบ่าลออจันทร์ มือป้อมกอดคอผู้เป็นแม่ไว้แน่นแต่ไม่วายจับหางไดโนเสาร์ไม่ยอมปล่อย“อย่ารัดคอแม่แน่นแบบนั้นสิครับ มาให้พ่ออุ้มมา”ครามเห็นท่าลูกหมีโคอาล่ากอดต้นไม้ของลูกก็อดขำไม่ได้“แอ้ แอ้” ไปไกล ๆ เลยนะมือน้อยที่กำหางไดโนเสาร์อยู่ใช้แรงฟาดตุ๊กตาไปที่ชายหนุ่มท่าทางเกรี้ยวกราด จนลออจันทร์ต้องปรามลูกน้อย“เอ๊ะ ลลิตอย่าทำแบบนี้สิครับ”“ฮึก แงงงงงง”หม่าม้าดุลลิตเหรอเสียงร้องไห้ที่เพิ่งเงียบไปกลับมาดังอีกครั้ง ลออจันทร์มองลูกน้อยอย่างอ่อนใจมือบางคอยลูบแผ่นหลังน้อย ๆ พลางโยกตัวกล่อมร่างนุ่มนิ่ม“แม่ะ อะบูวววว” หม่าม้าอยากกลับบ้านแล้วครับ“กลับกันเถอะ ลูกคงง่วงนอน” ครามถือของแทนลออจันทร์โอบประคองร่างสองแม่ลูกเข้าไปในลิฟต์ ลออจันทร์ไม่อยากอยู่ในอ้อมแขนแต่ก็จนใจเมื่อสองมืออุ้มลูกน้อย
ย้อนกลับไปเมื่อสามอาทิตย์ก่อนท่ามกลางตึกระฟ้าสูง ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลารูปร่างกำยำสมกับเป็นอัลฟ่า ยืนมองหน้าต่างดูแสงไฟท้ายรถตรงถนนเคลื่อนที่ไปมาสายตาเหม่อลอยไร้จุดหมาย“คุณครามครับ ได้เวลาแล้วครับ” เตวิช เลขาประจำตัวเอ่ยเตือนเมื่อถึงเวลาที่นัดไว้“อืม”ร่างสูงรับคำก่อนจะเดินนำออกจากห้องทำงาน เตวิชมองร่างสูงที่เดินนำหน้า ชายหนุ่มดูแปลกไปตั้งแต่ที่เกิดอุบัติเหตุรถชนเมื่อหนึ่งอาทิตย์ก่อน หลังจากที่ครามฟื้นขึ้นมาสิ่งแรกที่ถามคือ“ลออจันทร์อยู่ที่ไหน”“ลออจันทร์?” เมื่อครามเห็นเตวิชทำหน้าฉงนก็เงียบไป ก่อนจะออกคำสั่งที่ทำให้เขาตกตะลึง“ส่งตัวอย่างดีเอ็นเอของฉันกับอัยวาไปตรวจให้เร็วที่สุด”รถหรูแล่นผ่านร้านค้ามากมายแต่ไม่อาจทำให้ชายหนุ่มสนใจได้ ครามหวนนึกความทรงจำในชาติก่อนเรื่องราวเริ่มต้นในงานเลี้ยงต้อนรับเพื่อนสนิทของคุณแม่ที่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ ไม่รู้ว่าเขาดื่มแอลกอฮอล์ไปมากแค่ไหนตื่น
ลลิตมองบรรดาคนแปลกหน้าย้ายของออกจากห้องพัก ตั้งแต่เช้าที่เขารู้สึกตัวก็ถูกครามอุ้มไว้ในอ้อมแขนแล้ว ชายหนุ่มมาคุมการย้ายสัมภาระแม่ลูกด้วยตนเองถึงแม้ว่าลออจันทร์จะบอกว่าไม่เป็นไรก็เถอะ“เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ” เตวิชเดินเข้ามารายงานเจ้านายหนุ่มที่นั่งอยู่ม้านั่งใต้ต้นไม้ใหญ่“อืม”พยักหน้าตอบรับก่อนจะหันไปมองลออจันทร์ที่ยังบอกลาสองตายายไม่เสร็จ“ขอบคุณยายแจ่มกับตาทดอีกครั้งนะครับที่คอยช่วยเหลือผมมาโดยตลอด”ลออจันทร์ไหว้ขอบคุณทั้งสองคนอย่างซาบซึ้ง“ตอนนี้ลออมีความสุขก็ดีแล้วล่ะ ยายเห็นหลานมีความสุขยายก็ดีใจ”ยายแจ่มมองดูลลิตในอ้อมกอดของครามอย่างเอ็นดู“ยา ยา” ยายแจ่มจ๋า อุ้มลลิตหน่อยจ๊ะมือเล็กชูมือไปทางยายแจ่มตากลมโตออดอ้อนให้หญิงชราอุ้มตน ครามประคองร่างลูกชายเข้าสู่อ้อมกอดของยายแจ่มฟอด ฟัดหอมแก้มจนแก้มนุ่มนิ่มกระเพื่อมทารกน้อยหัวเราะคิกคักชอบใจ ยายแจ่มเอ่ยลาคู่สามีภรรยาตรงหน้า“ไว้คราวหน้าพาหลานมาเยี่ยมบ่อย ๆ นะ” กล่าวลาเสร็จก็ส่งลลิตคืนสู่อ้อมออกลออเด็กน้อยมองตาแป๋วยังคงไม่เข้าใจในการก
“คิก คัก” ลลิตน้อยกำลังเล่นปาลูกบอลอยู่ในคอกเด็กเล่นอย่างสนุกสนานแต่หูกลับคอยเงี่ยฟังบทสนทนาที่ห่างไปไม่ไกล “ผมต้องกราบขอโทษคุณหญิงด้วยนะครับที่ทำให้ท่านต้องผิดหวัง” ลออจันทร์ยกมือไหว้ขอโทษอดีตเจ้านาย ครามรีบคุกเข่าเคียงข้างผู้เป็นภรรยาพร้อมกับรับผิดชอบร่วมกัน “เรื่องนี้ผมเองก็มีส่วนผิดด้วยครับ ถ้าหากผมไม่ดื่มจนขาดสติเรื่องทั้งหมดก็คงไม่เกิดขึ้น” คุณหญิงไพลินมองดูสองคนที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างปลงตก โบกมืออนุญาตให้ทั้งสองลุกขึ้น “ลุกมานั่งเก้าอี้ดี ๆ เถอะ วันนี้ฉันไม่ได้จะมาต่อว่าอะไร แค่อยากมาเห็นหน้าหลานเท่านั้น” ลออจันทร์กับครามมองหน้
“อาบน้ำป๋อมแป๋มกันครับ” ลลิตถูกลอกคราบจนตัวเปล่าเปลือยโชว์พุงอยู่อ่างอาบน้ำขนาดเล็ก ในมือถือตุ๊กตาเป็ดที่ลอยอยู่เต็มอ่าง “แอ้ อ้าย คิก คิก” หม่าม้าอาบน้ำให้ลลิตมีความสุขจังเลย อิอิ “หนูอย่าตีน้ำสิครับ อ้าวยกมือขึ้น ฮึบ” ลลิตชูมือตามผู้เป็นแม่ “เด็กดีของหม่าม้า” “คิก คิก” “ลออ ลูกอาบน้ำเสร็จรึยัง” ครามชะโงกหน้าเข้ามาถามแม่ลูกเมื่อเวลาผ่านไปสมควรแล้ว ภายในห้องน้ำมีลออจันทร์อุ้มก้อนขาวนุ่มนิ่มถูกห่อตัวด้วยผ้าสีสันสดใสกำลังเดินออกมาจากห้องน้ำ “ลออไปอาบน้ำเถอะ เดี๋ยวพี่แต่งตัวให้ลูกเอง” ครามอาสาแก้ตัวอีกร
“อาบน้ำป๋อมแป๋มกันครับ” ลลิตถูกลอกคราบจนตัวเปล่าเปลือยโชว์พุงอยู่อ่างอาบน้ำขนาดเล็ก ในมือถือตุ๊กตาเป็ดที่ลอยอยู่เต็มอ่าง “แอ้ อ้าย คิก คิก” หม่าม้าอาบน้ำให้ลลิตมีความสุขจังเลย อิอิ “หนูอย่าตีน้ำสิครับ อ้าวยกมือขึ้น ฮึบ” ลลิตชูมือตามผู้เป็นแม่ “เด็กดีของหม่าม้า” “คิก คิก” “ลออ ลูกอาบน้ำเสร็จรึยัง” ครามชะโงกหน้าเข้ามาถามแม่ลูกเมื่อเวลาผ่านไปสมควรแล้ว ภายในห้องน้ำมีลออจันทร์อุ้มก้อนขาวนุ่มนิ่มถูกห่อตัวด้วยผ้าสีสันสดใสกำลังเดินออกมาจากห้องน้ำ “ลออไปอาบน้ำเถอะ เดี๋ยวพี่แต่งตัวให้ลูกเอง” ครามอาสาแก้ตัวอีกร
“คิก คัก” ลลิตน้อยกำลังเล่นปาลูกบอลอยู่ในคอกเด็กเล่นอย่างสนุกสนานแต่หูกลับคอยเงี่ยฟังบทสนทนาที่ห่างไปไม่ไกล “ผมต้องกราบขอโทษคุณหญิงด้วยนะครับที่ทำให้ท่านต้องผิดหวัง” ลออจันทร์ยกมือไหว้ขอโทษอดีตเจ้านาย ครามรีบคุกเข่าเคียงข้างผู้เป็นภรรยาพร้อมกับรับผิดชอบร่วมกัน “เรื่องนี้ผมเองก็มีส่วนผิดด้วยครับ ถ้าหากผมไม่ดื่มจนขาดสติเรื่องทั้งหมดก็คงไม่เกิดขึ้น” คุณหญิงไพลินมองดูสองคนที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างปลงตก โบกมืออนุญาตให้ทั้งสองลุกขึ้น “ลุกมานั่งเก้าอี้ดี ๆ เถอะ วันนี้ฉันไม่ได้จะมาต่อว่าอะไร แค่อยากมาเห็นหน้าหลานเท่านั้น” ลออจันทร์กับครามมองหน้
ลลิตมองบรรดาคนแปลกหน้าย้ายของออกจากห้องพัก ตั้งแต่เช้าที่เขารู้สึกตัวก็ถูกครามอุ้มไว้ในอ้อมแขนแล้ว ชายหนุ่มมาคุมการย้ายสัมภาระแม่ลูกด้วยตนเองถึงแม้ว่าลออจันทร์จะบอกว่าไม่เป็นไรก็เถอะ“เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ” เตวิชเดินเข้ามารายงานเจ้านายหนุ่มที่นั่งอยู่ม้านั่งใต้ต้นไม้ใหญ่“อืม”พยักหน้าตอบรับก่อนจะหันไปมองลออจันทร์ที่ยังบอกลาสองตายายไม่เสร็จ“ขอบคุณยายแจ่มกับตาทดอีกครั้งนะครับที่คอยช่วยเหลือผมมาโดยตลอด”ลออจันทร์ไหว้ขอบคุณทั้งสองคนอย่างซาบซึ้ง“ตอนนี้ลออมีความสุขก็ดีแล้วล่ะ ยายเห็นหลานมีความสุขยายก็ดีใจ”ยายแจ่มมองดูลลิตในอ้อมกอดของครามอย่างเอ็นดู“ยา ยา” ยายแจ่มจ๋า อุ้มลลิตหน่อยจ๊ะมือเล็กชูมือไปทางยายแจ่มตากลมโตออดอ้อนให้หญิงชราอุ้มตน ครามประคองร่างลูกชายเข้าสู่อ้อมกอดของยายแจ่มฟอด ฟัดหอมแก้มจนแก้มนุ่มนิ่มกระเพื่อมทารกน้อยหัวเราะคิกคักชอบใจ ยายแจ่มเอ่ยลาคู่สามีภรรยาตรงหน้า“ไว้คราวหน้าพาหลานมาเยี่ยมบ่อย ๆ นะ” กล่าวลาเสร็จก็ส่งลลิตคืนสู่อ้อมออกลออเด็กน้อยมองตาแป๋วยังคงไม่เข้าใจในการก
ย้อนกลับไปเมื่อสามอาทิตย์ก่อนท่ามกลางตึกระฟ้าสูง ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลารูปร่างกำยำสมกับเป็นอัลฟ่า ยืนมองหน้าต่างดูแสงไฟท้ายรถตรงถนนเคลื่อนที่ไปมาสายตาเหม่อลอยไร้จุดหมาย“คุณครามครับ ได้เวลาแล้วครับ” เตวิช เลขาประจำตัวเอ่ยเตือนเมื่อถึงเวลาที่นัดไว้“อืม”ร่างสูงรับคำก่อนจะเดินนำออกจากห้องทำงาน เตวิชมองร่างสูงที่เดินนำหน้า ชายหนุ่มดูแปลกไปตั้งแต่ที่เกิดอุบัติเหตุรถชนเมื่อหนึ่งอาทิตย์ก่อน หลังจากที่ครามฟื้นขึ้นมาสิ่งแรกที่ถามคือ“ลออจันทร์อยู่ที่ไหน”“ลออจันทร์?” เมื่อครามเห็นเตวิชทำหน้าฉงนก็เงียบไป ก่อนจะออกคำสั่งที่ทำให้เขาตกตะลึง“ส่งตัวอย่างดีเอ็นเอของฉันกับอัยวาไปตรวจให้เร็วที่สุด”รถหรูแล่นผ่านร้านค้ามากมายแต่ไม่อาจทำให้ชายหนุ่มสนใจได้ ครามหวนนึกความทรงจำในชาติก่อนเรื่องราวเริ่มต้นในงานเลี้ยงต้อนรับเพื่อนสนิทของคุณแม่ที่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ ไม่รู้ว่าเขาดื่มแอลกอฮอล์ไปมากแค่ไหนตื่น
“ฮึก อึก” เสียงสะอื้นไห้ของเด็กน้อยดังเป็นพัก ๆ ร่างอ้วนซึ่งตอนนี้ซุกหน้ากับบ่าลออจันทร์ มือป้อมกอดคอผู้เป็นแม่ไว้แน่นแต่ไม่วายจับหางไดโนเสาร์ไม่ยอมปล่อย“อย่ารัดคอแม่แน่นแบบนั้นสิครับ มาให้พ่ออุ้มมา”ครามเห็นท่าลูกหมีโคอาล่ากอดต้นไม้ของลูกก็อดขำไม่ได้“แอ้ แอ้” ไปไกล ๆ เลยนะมือน้อยที่กำหางไดโนเสาร์อยู่ใช้แรงฟาดตุ๊กตาไปที่ชายหนุ่มท่าทางเกรี้ยวกราด จนลออจันทร์ต้องปรามลูกน้อย“เอ๊ะ ลลิตอย่าทำแบบนี้สิครับ”“ฮึก แงงงงงง”หม่าม้าดุลลิตเหรอเสียงร้องไห้ที่เพิ่งเงียบไปกลับมาดังอีกครั้ง ลออจันทร์มองลูกน้อยอย่างอ่อนใจมือบางคอยลูบแผ่นหลังน้อย ๆ พลางโยกตัวกล่อมร่างนุ่มนิ่ม“แม่ะ อะบูวววว” หม่าม้าอยากกลับบ้านแล้วครับ“กลับกันเถอะ ลูกคงง่วงนอน” ครามถือของแทนลออจันทร์โอบประคองร่างสองแม่ลูกเข้าไปในลิฟต์ ลออจันทร์ไม่อยากอยู่ในอ้อมแขนแต่ก็จนใจเมื่อสองมืออุ้มลูกน้อย
“หม่าม้า ไหนลองพูดสิครับ หม่าม้า”“ม่ะแม่ะ แม่ะ อ้ายย” ทำไมลิ้นเปลี้ยแบบนี้“เก่งมากครับ ฟอด” ลออจันทร์หอมแก้มยุ้ยฟอดใหญ่เป็นรางวัลให้แก่ลูกน้อยที่พยายามเลียนเสียงตนได้สำเร็จเด็กอายุเจ็ดเดือนจะเริ่มพูดคำง่าย ๆ ได้แล้วลออจันทร์จึงอยากให้ลลิตลองฝึกดูแต่ปรากฏว่าลูกเขาช่างฉลาดจริง ๆ สอนไม่กี่รอบก็พูดได้แล้ว“แม่ะ แม่ะ หม่ำ หม่ำ” หม่าม้าลลิตหิวข้าวแล้ว“โอ๋ ลลิตหิวข้าวแล้วเหรอครับ รอแปปนึงนะครับ”“อ้ายย ยา อ้ายย”กริ๊ง กริ๊งลออจันทร์ที่กำลังบดข้าวกับกล้วยสุกได้ยินเสียงกริ่งจึงเดินไปเปิดประตูเชิญแขกที่คุ้นหน้าคุ้นตาเข้ามาในห้อง ครามที่ในวันนี้แต่งตัวสบาย ๆ สวมเสื้อยืดแบรนด์ดังกับกางเกงเนื้อดีถือถุงใบใหญ่เข้ามาในห้องสร้างความสนใจให้แก่ลลิต“อา อา” ถืออะไรมาอ่ะลลิตคลานมาตรงหน้าผู้เป็นพ่อด้วยความอยากรู้ ครามที่เห็นลูกคลานมาหาก็ดีใจย่อตัวลงรวบร่างอวบอัดเข้ามากอดมาหอม“แอ้ อ้ายยย”
หลังจากส่งลออจันทร์ที่ร้านอุ่นไอรัก ครามก็นั่งรถกลับบริษัทไปทำงานต่อระหว่างนั่งทำงานแทบจะไม่มีสมาธิ มัวแต่มองนาฬิกาข้อมือเป็นพัก ๆ แทบอยากจะให้ถึงเวลาเลิกงานเร็ว ๆ หากแต่ชายหนุ่มก็ต้องผิดหวังเมื่อได้รับสายจากผู้เป็นแม่ “ครับ คุณแม่” “ตาคราม นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมต้องให้หนูรินรีบพาหนูอัยวาไปต่างประเทศด้วย รีบกลับมาห้ามเมียแกเดี๋ยวนี้นะ” เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นแทรกเข้ามาท่ามกลางเสียงปลอบประโลมของคนในบ้าน “งั้นคุณแม่ก็บอกให้โรสรินเตรียมใจไว้ดี ๆ นะครับ”พูดจบก็กดตัดสายไป สายตาเย็นชาครุ่นคิดถึงเรื่องที่โรสรินกระทำลงไป คิดว่าถ้าจากไปเงียบ ๆ เขาจะไม่คิดบัญชีย้อนหลังแล้วแท้ ๆ ชายหนุ่มเห็นแก่อัยวาจึงไม่อยากถึงขั้นแตกหักกับโรสริน เด็กน่าสงสารที่ครามคิดว่าเป็นลูกชายในชาติที่แล้วถึงแม้ไม่ได้เลี้ยงดูมาอย่างใกล้ชิดแต่ก็ยังมีความรู้สึกผูกพันอยู่บ้าง เขาจึงไม่อยากให้เรื่องที่ยังแก้ไขได้ส่งผลต่ออนาคตของเด็กคนนั้นอัยวาควรได้เจอพ่อที่แท้จริงครามถอนหายใจก่อนจะตัดสินใจกลับบ้านไปจัดการเรื่องราวให้เรียบร้อยก่อนที่ลออจันทร์และลลิตจะย้ายเข้
แม้จะเตรียมใจมาบ้างแล้วแต่เมื่อเห็นสถานที่สองแม่ลูกอาศัยอยู่ก็ทำให้ครามรู้สึกปวดใจไปหมดสภาพห้องเช่าขนาดกลางที่ไม่ได้กว้างมากนัก ภายในห้องนอกจากจะมีเตียงขนาดกลางชิดมุมห้องและเปลเด็กกลางห้องยังมีของสำหรับเด็กอ่อนที่อยู่บนโต๊ะข้างตู้เย็นกลางเก่ากลางใหม่บริเวณกลางห้องมีเสื่อเด็กเล่น ยังดีที่มีระเบียงหลังใช้สำหรับตากผ้าอ้อมกับอ่างล้างจาน“แอ้ แอ้” มองแบบนี้หมายความว่ายังไงทารกน้อยตบมือปุ ๆ ไปที่คางได้รูปเมื่อเห็นคนตัวยักษ์กวาดสายตาไปทั่วห้อง ลออจันทร์ที่ยืนอยู่ด้านข้างหน้าแดงระเรื่อด้วยความอาย“เอ่อ คุณครามนั่งที่เตียงได้นะครับ” ปกติสองแม่ลูกจะปูเสื่อนั่งเล่นกลางห้อง ลลิตตัวน้อยรู้ความมาก เมื่อกลับจากที่ทำงานลออจันทร์จะปูเสื่อนิ่มไว้กลางห้องและเทบรรดาของเล่นที่ตายายที่ขยันซื้อมาฝากปล่อยให้ลูกเล่นตามลำพัง ส่วนเขานั้นก็จะรีบซักผ้าอ้อมและทำอาหารเย็น เด็กอายุเจ็ดเดือนเริ่มทานอาหารอ่อน ๆ ได้แล้ว ลออจันทร์จึงมักสลับทำอาหารกับป้อนนมให้ลูกเป็นบางครั้งเพื่อฝึกให้ลลิตเลิกเต้าเพราะตอนนี้น้ำนมของเขาแทบจะไม่มีแล้วครามเดินไปที่เตียงก่อนจะวางลูกน้อยให้นอนแผ่บนเตียง ลลิตที่ถูกปล่อยตัวพลิกคว่ำคลานไปทั่
“ฮึก ฮึก” เสียงสะอื้นของลลิตน้อยเริ่มสงบลงเมื่ออยู่ในอ้อมกอดของลออจันทร์ โอเมก้าหนุ่มที่ตอนนี้นั่งหลบมุมอยู่ในร้านโดยฝั่งตรงข้ามมีคนหน้าดุเฝ้ามองกระทำด้วยสายตาอ่อนโยนไม่ห่างสายตาที่ทารกวัยเจ็ดเดือนจ้องมองคนแปลกหน้าเขม็งอย่างกับว่ารู้จักมานาน ทำให้คนเป็นพ่อรู้สึกแปลกใจแน่ละสิ เขาต้องรู้จักคนตรงหน้าอยู่แล้ว ครามคุณพ่อของนายเอกและเป็นไอ้หน้าโง่ที่เลี้ยงดูลูกคนอื่นจนไม่รู้ว่าลูกตัวเองตายไปตั้งนานแล้วลลิตคิดแล้วก็โกรธคนตรงหน้าที่มีส่วนทำให้หม่าม้าของตนต้องมีจุดจบแบบนั้น ใบหน้าน้อย ๆ ออกอาการฮึดฮัดชี้มือชี้ไม้ไปมาจนคนเป็นแม่นึกฉงน“เด็กดี ไม่ต้องร้องนะครับ” เสียงลออจันทร์เอ่ยปลอบโยนลูกชายในอ้อมอก ก่อนจะเหลือบมองชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามแวบหนึ่ง“คุณลูกค้า หากต้องการสั่งกาแฟรบกวนสั่งที่หน้าเคาน์เตอร์นะครับ” ลออจันทร์รวบรวมความกล้าขึ้นสบตากับชายหนุ่ม“ตอนที่เดินเข้ามาในร้านนายยังเรียกฉันว่า คุณครามอยู่เลยนะ” ลออจันทร์เม้มปากแน่น อยากจะเขกกะโหลกตัวเองเมื่อเผลอปล่อยไก่ตัวเบ้อเริ่มออกไป“คุณคราม มาที่นี่ทำไมครับ” อ้อมกอดเริ่มรัดแน่นเมื่อลูกน้อยที่อยู่บนตักเริ่มขยับตัวขยุกขยิกพยายามหันหน้าออกมา ร่