“ปกป้ององค์รัชทายาท!”ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อเห็นการกบฏตรงหน้า ซูผิงเป่ยรู้สึกชาไปทั้งตัว เขาตะโกนแทบจะโดยสัญชาตญาณเมื่อใดที่ค่ายเป่ยต้าก่อกบฏจริงๆ เหล่าทหารที่โกรธแค้นจนเลือดขึ้นตา หลังจากที่ที่สังหารรัชทายาทแล้ว ไม่มีทางที่จะตระหนี่ถี่เหนียวไม่เข่นฆ่ากลุ่มพวกตัวเองแน่นอนอย่างไรก็ตายอยู่แล้ว มิสู้ลากคนลงหลุมด้วยดีกว่าซูผิงเป่ยที่อยู่ในฐานะทายาทของเทพสงคราม เขาก็เติบโตขึ้นมาในค่ายทหาร รู้ดีว่าทหารหัวโตป่าเถื่อนเหล่านี้ ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมเพียงใดพลั่กๆ องครักษ์เสื้อแพรหลายสิบคนเข้ามาในที่เกิดเหตุทันที ขณะเดียวกันก็ชักอาวุธออกมาปกป้องหลี่เฉินที่อยู่ตรงกลาง เผชิญหน้ากับแม่ทัพทหารในค่ายเป่ยต้าทุกคนโดยไม่ละสายตาที่แม่ทัพทหารในค่ายเป่ยต้ารู้สึกกระวนกระวายตื่นเต้นจนถึงขีดสุดก็เพราะการตายของหลิ่วปินเฉิง เมื่อองครักษ์อวี่หลินเคลื่อนไหว พวกเขาที่เดิมทีเป็นเหมือนนกตื่นกลัวกลับกลายเป็นตื่นเต้นฮึกเหิมอาวุธขององครักษ์เสื้อแพรและอาวุธของแม่ทัพทหารของค่ายเป่ยต้าปะทะกัน ทำให้เกิดเสียงโลหะกระทบกันบาดแก้วหูอย่างรุนแรง องครักษ์เสื้อแพรไม่กล้าลงมือ และแม่ทัพทหารของค่ายเป่ยต
หลังจากพูดประโยคที่สี่ ทหารทั่วไปส่วนใหญ่ก็ทิ้งอาวุธให้หลี่เฉินโดยอัตโนมัติจากนั้นหันไปเผชิญหน้ากับเหล่าทหารยศสูงหัวแข็งที่เหลืออยู่ หลี่เฉินเหลือบมองอย่างเย็นชาคนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นลูกน้องใต้บังคับบัญชาโดยตรงของหลิ่วปินเฉิง และยังเป็นขุมพลังหลักของค่ายเป่ยต้าอีกด้วย“พวกเจ้า จะติดตามหลิ่วปินเฉิงที่ตายแล้วจนถึงที่สุดจริงๆ งั้นหรือ”คำพูดของหลี่เฉินแต่ละคำ ทำให้หลายคนตื่นรู้ทหารยศสูงเหล่านี้ หลายคนเริ่มมีสีหน้าลังเลและยุ่งยากใจพวกเขารู้ว่าเมื่อใดที่ตัวเองก้าวไปอีกก้าวนั้นหมายความว่าอย่างไรแต่พวกเขายิ่งกว่าว่าจะถูกหลี่เฉินชำระบัญชีในเวลานี้ ซูเจิ้นถิงเดินไปอยู่ข้างๆ ของหลี่เฉินอย่างเงียบเชียบ เขามองไปที่ทหารยศสูงเหล่านั้น แล้วพูดว่า “พวกเจ้าเจ้ารู้จักข้าหรือไม่”ทหารยศสูงหลายคนประสานมือคำนับทันทีว่า “ทายาทของเทพสงคราม แม่ทัพซู ไม่มีผู้ใดไม่รู้จัก”ซูเจิ้นถิงพยักหน้าและกล่าวว่า “พวกเจ้ายังจำข้า ยังจำเทพสงครามได้ งั้นก็วางอาวุธลงเถิด”“ท่านพ่อได้จากไปแล้ว แต่ถ้าเขาอยู่ในสวรรค์ ไม่มีวันอยากเห็นอาวุธของทหารต้าฉินไม่มุ่งเป้าไปยังศัตรู คนป่าเถื่อน โจร แต่มุ่งเป้าไปยังรัชทายาท
คำพูดนี้ของหลี่เฉิน ทำให้ทหารยศสูงทั้งสิบเอ็ดคนตกตะลึงพรึงเพริด พวกเขามองหลี่เฉินด้วยสีหน้าที่ทั้งตกใจและโกรธ ผู้ช่วยผู้บัญชาการคนเดียวที่เหลืออยู่ในหมู่พวกเขากล่าวว่า “องค์รัชทายาทรับปากแล้ว ว่าจะไม่สืบสาวราวเรื่องต่อ! หรือว่าองค์รัชทายาทคิดจะกลับคำพูด!?”ทันทีที่คำพูดเหล่านี้หลุดออกมา ก็เผยให้เห็นถึงสิ่งที่พวกเขาทั้งสิบเอ็ดคนกังวลมากที่สุด แต่ละคนเป็นเหมือนนกที่หวาดกลัว มองหลี่เฉินอย่างปวดร้าวหลี่เฉินโบกมือ แล้วพูดเนิบๆ “ข้าพูดคำไหนคำนั้น ย่อมไม่กลืนน้ำลายตัวเองอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นข้าจะมาพูดอะไรกับพวกเจ้ามากมายขนาดนี้หรือ”หลังจากได้ยินคำนี้ สีหน้าของทั้งสิบเอ็ดคนก็ดูดีขึ้นมาก“เรื่องราวบานปลายมาถึงขนาดนี้แล้ว พวกเจ้าทุกคนคงรู้ว่า ถ้าเป็นช่วงที่ข้าเพิ่งสังหารหลิ่วปินเฉิงไป พวกเจ้าอาจจะมีโอกาสที่จะก่อการกบฏและฆ่าข้า แต่ตอนนี้ พวกเจ้าไม่มีโอกาสใดๆ แล้ว”หลี่เฉินบั่นคอหลิ่วปินเฉิงด้วยความโกรธ ซึ่งไม่มีใครคาดคิดว่าจะถึงขั้นนี้ แต่ก็ได้รับผลประโยชน์มหาศาลอย่างน้อยศักดิ์ศรีของเขา ก็หยั่งรากลึกอยู่ในหัวใจของผู้คนแล้วที่ได้ชื่อว่าเป็นคนกำหนดใช้ความรุนแรงเพื่อบรรลุเป้าหมาย อันได้
“องค์รัชทายาทตรัสถูกต้องแล้ว”คำพูดเหล่านี้ กลับเป็นซูเจิ้นถิงที่เป็นคนพูดเขาเหลือบมองลูกชายที่ยังคงเบิกตาโพลงด้วยความสับสน ถอนหายใจเบาๆ เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนอายุไล่เลี่ยกันแท้ๆ เหตุใดถึงแตกต่างกันมากขนาดนี้“ถ้าเป็นในยามปกติ เจ้าสามารถดึงมาเป็นพวก ทำให้แตกแยก และค่อยๆ เข้ายึดค่ายเป่ยต้าได้ เจ้าได้รับการสนับสนุนจากองค์รัชทายาท สิ่งที่ต้องสิ้นเปลืองก็มีแค่เวลาเท่านั้น”“แต่ในช่วงเวลาพิเศษเช่นนี้ หากต้องการควบคุมค่ายเป่ยต้าในเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ก็ทำได้เพียงรีบตัดปัญหาวุ่นวายทิ้งอย่างเด็ดขาด พวกเขาสิบเอ็ดคนนั้นย่อมกอดกันกลมอยู่แล้ว ประกอบกับหลิ่วปินเฉิงที่เพิ่งตาย พวกเขาจะต่อต้านเจ้าอย่างแน่นอน เจ้าทำได้เพียงเลียนแบบวิธีการของรัชทายาทที่ตัดหัวหลิ่วปินเฉิงด้วยโทสะ ทำให้ทุกคนหวาดกลัวด้วยการฆ่า”คำอธิบายของซูเจิ้นถิง ทำให้หลี่เฉินคิดจากใจว่าขิงแก่ยังเผ็ดหลี่เฉินพูดกับซูผิงเป่ยว่า “จะมีความเสี่ยงสูงเกินไปก็ใช่ แต่อย่าลืม เจ้าเป็นหลานชายของเทพสงคราม มีบิดาของเจ้าหนุนหลัง มีข้าคอยสนับสนุน ไม่ต้องกลัวสิ่งใด”“แต่การฆ่าก็ต้องใส่ใจรายละเอียดด้วย ต้องฆ่าด้วยวิธีใดถึงจะปลอด
เขาอิ๋นซานนี้ปรากฏตรงหน้าหลี่เฉิน ทำให้ใบหน้าของหลี่เฉินเผยรอยยิ้มโล่งอกพลางเอ่ยว่า “ในที่สุดก็เอาเหรียญเงินเหล่านี้กลับมาได้อย่างปลอดภัย!”“เกิดภัยพิบัติติดต่อกันนานหลายปี เงินส่วนนี้สามารถบรรเทาส่วนติดขัดของราชวังได้ชั่วคราวแล้ว” ซูเจิ้นถิงกล่าว“หาคนไปส่งข่าวให้กรมครัวเรือน สั่งให้กรมครัวเรือนส่งคนมาจัดแจงเงินเหล่านี้เข้าคลัง และต้องขนเงินทั้งหมดเข้าพระคลังภายในวันนี้”หลังจากหลี่เฉินสั่งการเสร็จสรรพ ก็มีคนเริ่มยุ่งขึ้นมาส่วนหลี่เฉิน หลังจากที่เขาจัดการเรื่องภายในค่ายเป่ยต้าแล้ว ก็เดินทางกลับตำหนักบูรพาหลี่เฉินเพิ่งก้าวเท้าออกจากพื้นที่ค่ายเป่ยต้า หน่วยสอดแนมของกองกำลังแต่ละฝ่ายก็รีบรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายในค่ายเป่ยต้าให้กับหัวหน้าแต่ละฝ่ายของตนทันทีจ้าวเจี้ยนเยี่ยที่เป็นผู้บัญชาการของหน่วยองครักษ์อวี่หลินได้รับข่าวเป็นคนแรกๆจ้าวเจี้ยนเยี่ยที่ร่างกายกำยำสูงใหญ่ประดุจเสาเหล็กลุกตัวขึ้นพรวดจากกระโจมของตน เบิกตากว้างกล่าวว่า “หลิ่วปินเฉินตายแล้ว!?”หน่วยสอดแนมที่มารายงานรีบตอบ “ข้าน้อยเห็นเองกับตา มิบังอาจพูดปด องค์รัชทายาทปลิดชีวิตหลิ่วปินเฉินในดาบเดียว บัดนี้ร่างศพย
จ้าวชิงหลานที่กำลังพักกลางวันอยู่ในพระตำหนักได้ยินว่าหลี่เฉินมาเข้าเฝ้า ก็ลนลานในบัดดลหลังจากวันนั้น ทุกครั้งที่จะต้องเจอหน้ากับหลี่เฉิน ก็ไม่มีสักครั้งที่ไม่ถูกเขารังแก จ้าวชิงหลานกลัวแล้วหลังจากครุ่นคิดแล้ว จ้าวชิงหลานจึงได้สั่งการให้ขันทีในตำหนักคนหนึ่งว่า “เจ้าไปทูลองค์รัชทายาทว่าข้าเหนื่อยแล้ว กำลังพักผ่อนอยู่ ให้เขาไม่ต้องเข้าเฝ้า กลับไปที่ตำหนักบูรพาเถอะ”ขันทีผู้นั้นลำบากใจเล็กน้อย เพราะอย่างไรรัชทายาทก็อยู่ข้างนอก เขาเองก็ไม่รู้ว่าตนออกไปปฏิเสธรัชทายาทเช่นนี้แล้วจะต้องเจอกับอะไรทว่าเขาก็ไม่กล้าขัดคำสั่งของฮองเฮาจึงทำได้เพียงตอบตกลงเมื่อมาถึงข้างนอก หลี่เฉินมองขันทีที่กำลังถ่ายทอดคำพูดของฮองเฮาอย่างตั้งใจตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง จากนั้นยกเท้าขึ้นเตะเขาไปทีหนึ่ง“ข้ามาเข้าเฝ้าฮองเฮา นางจะไม่มาพบข้าได้อย่างไร สุนัขรับใช้อย่างเจ้าบังอาจมาขัดขวางนั้นหรือ? ไสหัวไป!”หลังจากเตะขันทีแล้ว หลี่เฉินก็เดินเข้าไปในตำหนักเฟิ่งสี่โดยตรง ไม่แม้แต่จะเห็นแก่กฎระเบียบของตำหนักเลยจ้าวชิงหลานมองดูรัชทายาทที่เข้ามาบุ่มบ่ามพลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงกรุ่นโกรธ “ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่อยากพบเจ้า เ
“ไม่ใช่ครั้งแรกเสียหน่อย ฮองเฮายังไม่คุ้นชินอีกหรือ?”คำพูดของหลี่เฉิน ทำให้จ้าวชิงหลานทั้งโกรธทั้งอายนางสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ามือที่เดิมแนบติดอยู่ที่ส่วนโค้งมนของนางนั้นยิ่งอยู่ยิ่งเหิมเกริมจ้าวชิงหลานจับแขนของหลี่เฉินเอาไว้ จากนั้นความตั้งใจแรกของจ้าวชิงหลานคือสะบัดฝ่ามือที่กำลังเล่นตุกติกนี้ออกไปแต่ทว่าขณะที่ใช้แรงต่อต้านนั้น จ้าวชิงหลานพบว่าไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหรือพลัง ก็ไม่สามารถสู้หลี่เฉินที่หนุ่มและแข็งแกร่งได้เลย“อ๊าก!”จ้าวชิงหลานกรีดร้อง หงายหลังล้มลงไปโดยควบคุมไม่อยู่หลี่เฉินเห็นดังนั้น ก็ยื่นมือออกไปคว้าเอวคอดของจ้าวชิงหลานไว้อย่างรวดเร็ว ทว่าศีรษะของจ้าวชิงหลานกลับพุ่งไปที่มุมโต๊ะ หลี่เฉินจึงกอดจ้าวชิงหลานไว้แล้วกลิ้งไปที่พื้นโดยไม่คิดมากทั้งสองกอดเข้าด้วยกันกลิ้งไปมาอยู่บนพื้นหลายตลบจ้าวชิงหลานเพียงแค่รู้สึกว่าโลกกำลังหมุน ร่างกายของนางถูกหลี่เฉินกอดเอาไว้ อ่อนนุ่ม และไม่บาดเจ็บอะไรทว่าจ้าวชิงหลานกลับรู้สึกว่าใบหน้าของตนร้อนผ่าว เพราะริมฝีปากแดงระเรื่อนั่นถูกหลี่เฉินฉวยโอกาสจูบเข้าแล้ว!สำหรับสตรีแล้วนั้น การจูบเป็นเรื่องที่มีความหมายมากจ้าวชิงห
ประโยคคลุมเครือเช่นนี้ ทำให้จ้าวชิงหลานรู้สึกเขินอายมาก“ราชโองการ ข้าจะเขียนให้ แต่เรื่องวันนี้ ต่อไปห้ามทำเช่นนี้อีก”ในที่สุดจ้าวชิงหลานก็คืนท่าทีเป็นฮองเฮาแห่งมาตุภูมิของตน แววตาเฉียมคมของนางเต็มไปด้วยความเย็นชาจ้องหลี่เฉินอยู่ พลางกล่าวว่า “ความอดทนของข้าก็มีจำกัดเหมือนกัน เจ้าทดสอบความอดทนของข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ข้าไม่มีทางยอมให้เจ้าทำตัวเหลวไหลแน่”“ข้าทำตัวเหลวไหลอย่างไรอีก?”หลี่เฉินพลางเอ่ยพลางเข้าใกล้จ้าวชิงหลาน จนกระทั่งปลายจมูกของทั้งสองชนกัน ลมหายใจผสมรวมกัน เขามองดวงตางดงามคู่นั้นของจ้าวชิงหลานแล้วเอ่ยหยอกล้อว่า “เช่นนี้น่ะหรือ?”จ้าวชิงหลานหายใจถี่ขึ้นนางคิดไม่ตกเลยว่าเหตุใดหลี่เฉินถึงได้กล้าเพียงนี้ทุกการกระทำ ทุกคำพูดของเขา หากแพร่งพรายออกไปต้องเป็นเรื่องอื้อฉาวที่สุดในใต้หล้าแน่ ไม่ว่าเขาจะสูงส่งมากเพียงใด ก็ไม่เว้นเช่นกันทว่าอาจเป็นเพราะเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นหลี่เฉินหรือจ้าวชิงหลานเอง ต่างก็รู้สึกถึงความตื่นเต้นเล็กน้อยที่พูดออกมาไม่ได้ความตื่นเต้นนี้ จ้าวชิงหลานไม่มีทางยอมรับแน่นอน ทว่าการพัฒนาการของเรื่องนั้นกลับเป็นเครื่องยืนยันทุกอย่างจ้าวชิงหลานรู้ตั
เซียวเทียนหนานไม่รู้ว่าทำไมต้าฉินถึงคลุ้มคลั่งถึงเพียงนั้น ถึงขนาดต้องการให้เย่ลู่เสิ่นเสวียนพร้อมกองทัพม้าหกแสนนาย ติดแหงกอยู่ที่หน้าด่านเย่ว์หยาทว่าเรื่องนี้กลับไม่อาจขัดขวางเขา ที่กำลังพยายามสุดชีวิตเพื่อทำภารกิจที่ "สหายผู้แซ่เหอ" มอบหมายให้สำเร็จก็จะให้ทำอย่างไรได้เล่า? สิ่งที่ "สหายผู้แซ่เหอ" มอบให้มันมากเกินต้านทานนักเมื่อได้ประสบพบเห็นความเจริญรุ่งเรืองของต้าฉิน ได้ลิ้มรสความอ่อนหวานของหญิงสาวจงหยวน เซียวเทียนหนานก็ไม่อาจมองเหลียวกลับไปยังเบี้ยเลี้ยงเพียงน้อยนิดและเนื้อแพะแห่งแคว้นเหลียวได้อีก หญิงสาวบนทุ่งหญ้า ต่อให้นางแข็งแกร่งเพียงใด แขนแบกม้า อกทุบหินได้ แต่ทั้งเนื้อทั้งกระดูก หากเทียบกับความอ่อนโยนชุ่มชื่นของหญิงสาวชาวจงหยวนแล้ว ก็ยังด้อยกว่าอยู่หลายขุมเมื่อใจคนลิ้มรสความเสื่อมแล้วไซร้ ต่อให้สวรรค์เปิดทาง ก็ยากนักจะหันกลับคืนเซียวเทียนหนานไม่เคยคิดว่าตนทำผิดคนเราหากไม่เห็นแก่ตัว ฟ้าดินก็ย่อมลงทัณฑ์ความจริงแล้ว เซียวเทียนหนานก็มีวาทศิลป์ที่ไม่เลวเลยทีเดียวหลังจากถูกวิเคราะห์แยกแยะอย่างละเอียดจากเขา เย่ลู่เสิ่นเสวียนซึ่งแต่เดิมก็เอนเอียงไปทางไม่ถอนทัพอยู่แล้ว
เย่ลู่เสิ่นเสวียนสีหน้าไร้อารมณ์ จ้องมองเซียวเทียนหนานตรงๆ แล้วเอ่ยว่า “พูดให้ละเอียด”ตามปกติ หากไม่ใช่เขาเอ่ยปากถามก่อน เย่ลู่เสิ่นเสวียนย่อมไม่อนุญาตให้ผู้ใดในใต้บัญชาของตนแสดงความคิดเห็นด้วยตนเองยิ่งเป็นเรื่องใหญ่ระดับการถอนทัพด้วยแล้ว ยิ่งไม่ควรมีใครบังอาจกล่าวก่อนแม้เซียวเทียนหนานจะเป็นผู้ที่เข้าร่วมทีหลัง ทว่ากฎเช่นนี้ย่อมต้องรู้ดีด้วยเหตุนี้เอง การที่เซียวเทียนหนานเอ่ยความเห็นเช่นนี้ก่อน ย่อมทำให้ในใจของเย่ลู่เสิ่นเสวียนเริ่มมีความคิดบางอย่างผุดขึ้นความคิดนั้นจะเป็นความพอใจหรือไม่พอใจ ก็ขึ้นอยู่กับว่า “รายละเอียด” ที่เซียวเทียนหนานกำลังจะกล่าวต่อจากนี้ จะสามารถทำให้เขาพึงใจได้หรือไม่เซียวเทียนหนานเองย่อมรู้ดีว่าตนกำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตาย ทว่าเนื่องด้วยคำสั่งจาก "ผู้แซ่เหอ" แห่งต้าฉิน ผู้ที่ชอบคบหาสมาคมกับผู้คน เขาจึงจำต้องกัดฟันดำเนินต่อไป“องค์รัชทายาท บัดนี้สถานการณ์ภายในวังหลวงก็ไม่ได้สงบสุข ถึงแม้ตำแหน่งขององค์รัชทายาทยังคงมั่นคงอยู่ในยามนี้ แต่กระหม่อมขอกล่าวถ้อยคำที่อาจเป็นการล่วงเกิน หากวันใดฝ่าบาทสละราชบัลลังก์ องค์รัชทายาทอาจขึ้นครองราชย์ไ
ทั่วทั้งทุ่งหญ้าต่างร่ำลือกันว่า เย่ลู่เสิ่นเสวียน คือของขวัญจากเทพสวรรค์ที่ประทานแก่แคว้นเหลียว เป็นเจ้าเหนือแคว้นเหลียวผู้ถูกลิขิตไว้แล้วแต่กำเนิดตำนานนี้แพร่สะพัดมาหลายสิบปีแล้วเย่ลู่เสิ่นเสวียนเองก็ครองตำแหน่งองค์รัชทายาทมาหลายสิบปีเช่นกันโดยแท้จริงแล้ว ภายในแคว้นเหลียว เย่ลู่เสิ่นเสวียนก็มีบารมีสูงส่ง ผู้คนส่วนใหญ่ต่างสนับสนุนให้เขาขึ้นครองบัลลังก์แต่ปัญหาคือ แคว้นเหลียวหาใช่ต้าฉินไม่แม้แต่ต้าฉินก็ยังเต็มไปด้วยอ๋องแห่งแคว้นที่คอยก่อกวนเขย่าบัลลังก์ ไม่ต้องกล่าวถึงแคว้นเหลียวซึ่งโดยรากเหง้าเป็นการรวมตัวของหลายเผ่าพันธุ์เข้าด้วยกันภายใต้ภาพลักษณ์ของความเป็นเอกภาพในแคว้นเหลียว ที่แท้คือการรวมกลุ่มของชนเผ่าต่างๆ และเหล่าท่านอ๋องที่แยกกันปกครองอย่างชัดเจนยิ่งไปกว่านั้น ราษฎรแคว้นเหลียวล้วนมีนิสัยห้าวหาญ เป็นชาวทุ่งหญ้าที่เคารพพลังแห่งสงครามมากกว่าความรู้ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ หากเย่ลู่เสิ่นเสวียนไร้ซึ่งผลงานในสนามรบ ต่อให้ขึ้นครองบัลลังก์แล้ว ก็ไม่อาจทำให้ผู้คนยอมรับได้สำหรับแคว้นเหลียวแล้ว ผลงานสงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ย่อมต้องมาจากการรุกรานต้าฉินแต่ไม่ว่าจะเป็นฮ่องเต
"ทางต้าฉิน ยังไม่มีข่าวคราวส่งมาหรือ?"ในฐานะองค์รัชทายาทแห่งแคว้นเหลียว ค่ายพักของเย่ลู่เสิ่นเสวียนนั้นใหญ่โตผิดธรรมดา ราวกับตำหนักหลังหนึ่ง ทว่าไม่มีการตกแต่งที่หรูหราโอ่อ่า ด้านในถูกแบ่งเป็นหลายส่วน เท่าที่มองเห็น มีเพียงแบบจำลองสนามรบ แผนที่ และเครื่องมือทางทหารเท่านั้นในด้านชีวิตส่วนตัว เย่ลู่เสิ่นเสวียนเป็นผู้มีวินัย ไม่หลงใหลในความหรูหราฟุ้งเฟ้อและด้วยเหตุนี้เอง ท่ามกลางวงขุนนางแห่งแคว้นเหลียว ซึ่งนิยมประดับกายด้วยทองคำหยกอันล้ำค่า จะก้าวเท้าออกนอกตำหนักก็ต้องมีสตรีงามนับสิบตามติดจึงจะถือว่าสมศักดิ์ศรี เย่ลู่เสิ่นเสวียนกลับกลายเป็นบุคคลแปลกแยกหากแต่ความแปลกแยกที่สืบเนื่องมายาวนานนับสิบปีเช่นนี้ กลับทำให้เขาได้รับความเคารพนับถืออย่างสูงจากชาวแคว้นเหลียวส่วนใหญ่ยามนี้ เย่ลู่เสิ่นเสวียนนั่งอยู่บนเก้าอี้ขุนนางใหญ่ ด้านหน้าวางเรียงรายด้วยเอกสารราชการและกิจการทหาร แต่ข้างกายเขากลับมีตำรากลอนและบันทึกประวัติศาสตร์จากแผ่นดินต้าฉินวางอยู่หลายเล่มแคว้นเหลียวเข้มงวดห้ามราษฎรตนเองสัมผัสกับวัฒนธรรมต้าฉิน ทว่าในหมู่ขุนนาง หากเป็นผู้มีวิสัยทัศน์และการศึกษา ย่อมแอบศึกษาวัฒนธรรมจงหยวน
"ใต้เท้าจ้าวช่างชอบพูดเล่นจริงๆ"เฉินป้าวกั๋วเอ่ยด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ มองจ้าวเหอซานด้วยสายตาเรียบเฉย "ทั่วทั้งมณฑลซีซาน ใครบ้างที่ไม่รู้ว่าใต้เท้าจ้าวรักความสงบที่สุด?"ตอนที่จ้าวเหอซานเพิ่งมารับตำแหน่งที่มณฑลซีซาน เขาได้เรียกประชุมขุนนางทุกคนในพื้นที่ และคำพูดแรกที่ออกจากปากของเขาคือเขาจ้าวเหอซาน รักความสงบ และชอบสร้างมิตรแต่เพียงไม่นานหลังจากนั้น ขุนนางที่ได้ฟังคำพูดเหล่านั้น ถูกโยกย้าย ถูกลดตำแหน่ง หรือหนักกว่านั้นคือถูกจับเข้าคุกดังนั้น ในวงการขุนนางของมณฑลซีซาน คำว่าจ้าวเหอซานรักความสงบ จึงกลายเป็นคำพูดประชดประชันโดยปริยายจ้าวเหอซานยิ้มบางๆ เอ่ยกับเฉินป้าวกั๋ว "แม่ทัพเฉิน เจ้าอย่าเพิ่งแสดงอารมณ์เช่นนี้ อีกไม่นานนัก เจ้าจะรู้ว่าข้ากำลังช่วยเจ้าอยู่"เฉินป้าวกั๋วแค่นหัวเราะเย็นชา "เช่นนั้นข้าควรขอบคุณเจ้าหรือ?""ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก"จ้าวเหอซานโบกมือเบาๆ ก่อนหันไปมองทางเมืองหลวง โค้งคำนับเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า "เจ้าควรขอบคุณองค์รัชทายาท"เฉินป้าวกั๋วขมวดคิ้ว สีหน้าหนักแน่น กล่าวเสียงเข้ม "ใต้เท้าจ้าว เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่อยากเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งในเมืองหลวง แต่การกระทำขอ
หลี่เฉินหัวเราะเสียงดัง เอ่ยขึ้นว่า "ได้เจ้าเป็นภรรยา ถือเป็นโชควาสนาของข้า"ซูจิ่นพ่าลอบมองเขา กัดริมฝีปากเบาๆ แต่ไม่ได้ตอบอะไรตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ นางรู้สึกว่าตัวเองถูกสถานการณ์ผลักให้เดินไปข้างหน้าโดยไม่มีทางเลือกแม้ว่าพิธีสมรสจะดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว แต่ลึกๆ ในใจ นางก็ยังรู้สึกว่า ตนเองยังไม่พร้อมที่จะแต่งงานอย่างไรก็ตาม หลี่เฉินไม่ได้มองนางตรงๆ อีกแล้ว และไม่ได้เอ่ยคำพูดใดที่มากไปกว่าจำเป็น"ทหาร"หลี่เฉินกล่าวเสียงราบเรียบ "คุ้มครองฮองเฮาและพระชายาองค์รัชทายาท หากมีผู้ใดปล่อยให้เกิดอันตราย แม้แต่คนเดียวในพวกเจ้า ข้าจะสั่งประหารทั้งตระกูล!"สิ้นคำพูดของเขา หลี่เฉินสะบัดแขนเสื้อ ชุดแต่งงานสีแดงสดพลิ้วไหว ก่อนก้าวเท้าออกไปทางประตูศาลบูรพกษัตริย์และทันทีที่เขาเดินไปข้างหน้า เงาร่างของทหารนับไม่ถ้วนก็โผล่ออกมาจากเงามืดทหารเหล่านี้ทุกคนสวมใส่ชุดเกราะ ถือดาบยาวเป็นอาวุธประจำตัว แต่ที่พิเศษคือ พวกเขาทุกคนต่างมีไม้เหล็กสีดำสนิทสะพายอยู่บนหลัง นอกจากนี้ ที่เอวของแต่ละคนยังมีถุงหนังที่พองตัว ไม่ทราบว่าด้านในบรรจุอะไรเอาไว้ขณะที่เงาร่างของทหารกระจายตัวไปทั่วบริเวณ ร่างหนึ่งก
เสียงประตูศาลบูรพกษัตริย์เปิดออกช้าๆหลี่เฉินก้าวออกไปด้านนอกที่หน้าประตู ซูจิ่นพ่ากำลังยืนอยู่ในชุดแต่งงานซูจิ่นพ่าในวันนี้ สวมอาภรณ์มงคลสีแดงเข้ม งามสง่าและสมบูรณ์แบบปิ่นประดับมุกหงส์ห้อยระย้า ประดับเครื่องสำอางบางเบา ใบหน้าเรียวรูปเมล็ดแตงดูประณีตดุจรังสรรค์จากสวรรค์ คิ้วเรียวบางราวภูผาไกล ดวงตากระจ่างใสราวน้ำในฤดูใบไม้ร่วง ปลายจมูกงามระหง ริมฝีปากอิ่มสีกลีบท้องามเหนือคำบรรยาย งามดุจเทพธิดานี่แหละความงามที่ทำให้แผ่นดินล่มสลาย"แต่โบราณมา คำสดุดีที่สูงสุดสำหรับสตรีคงเป็น แต่จิ่นพ่าในวันนี้กลับงดงามยิ่งกว่าเทพลั่วเสียอีก ย้อนคิดถึงสี่มหางามในประวัติศาสตร์ แม้แต่ซีซือ หรือหวังเจาจวิน ก็คงไม่อาจงามไปกว่านี้แล้ว"คำกล่าวของหลี่เฉินทำให้ซูจิ่นพ่ารู้สึกประหม่าเล็กน้อยนางก้มหน้าลงเล็กน้อย เอ่ยเสียงเบา "หม่อมฉันคารวะองค์รัชทายาท"แม้ว่าวันนี้จะเป็นวันอภิเษก และตามกฎหมายแล้ว ซูจิ่นพ่าคือพระชายาองค์รัชทายาทโดยสมบูรณ์ แต่ในวังหลวง ระเบียบแห่งราชสำนักมาก่อนความสัมพันธ์ในครอบครัว และคู่สมรสหลี่เฉินยกมือขึ้น ตรัสด้วยเสียงอ่อนโยน "ลุกขึ้นเถิด ไปกับข้า"ซูจ
ความอ่อนนุ่มของร่างกายหญิงสาวถูกกอบกุมไว้ จ้าวชิงหลานรู้สึกว่าทั่วร่างของตนเองเหมือนถูกทำให้ชาไปครึ่งซีกแต่สิ่งที่ทำให้นางไม่อาจยอมรับได้ยิ่งกว่านั้น คือคำพูดของหลี่เฉิน"ดังนั้นเจ้าจึงปล่อยให้พวกกบฏทำตามอำเภอใจ เจ้ารู้หรือไม่ว่าเพราะการตัดสินใจของเจ้า มีราษฎรบริสุทธิ์มากมายต้องสังเวยชีวิต? เจ้าช่างโหดร้ายและไร้หัวใจยิ่งนัก!"หลี่เฉินกล่าวอย่างไร้อารมณ์ "ข้าโหดร้ายไร้หัวใจอย่างนั้นหรือ? แล้วเจ้าคิดว่าเป็นข้าหรือบิดาเจ้าจ้าวเสวียนจีที่แท้จริงแล้วเป็นผู้ที่ละเลยชีวิตผู้คน?""หากไม่ใช่เพราะเขา เหตุการณ์ทั้งหมดนี้คงไม่เกิดขึ้น และตอนนี้เจ้ากลับมาว่าข้าโหดร้ายไร้หัวใจ?""ใช่ มันเป็นความจริงที่มีผู้คนจำนวนมากต้องสังเวยชีวิตเพราะการตัดสินใจของข้า แต่แล้วอย่างไรเล่า? การเสียสละบางส่วนเพื่อรักษาภาพรวมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้าคือองค์รัชทายาท เป็นว่าที่ฮ่องเต้ในอนาคต ข้าต้องรักษาแผ่นดินนี้ ต้องรักษาการปกครองของราชวงศ์หลี่ ข้าจำต้องมองภาพรวม ต้องชั่งน้ำหนักความสูญเสีย ไม่ใช่จดจ่อเพียงแค่ชีวิตของคนเพียงหนึ่งหรือสองคน""หากข้าปล่อยให้ทุกอย่างพังทลาย ทั้งแผ่นดินก็จะสูญสิ้น ดังนั้น สิ่งที
ภายในศาลบูรพกษัตริย์จ้าวชิงหลานผลักหลี่เฉินออกไปด้วยแรงทั้งหมดของนาง ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธเกรี้ยว นางเงื้อมือขึ้นหมายจะฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าของหลี่เฉินแต่เมื่อเห็นสายตาสงบนิ่งของหลี่เฉิน นางกลับชะงักไปเล็กน้อย มือที่เงื้อขึ้นสุดท้ายก็ค่อยๆ ลดลงมา นางไม่มีความกล้าพอที่จะฟาดลงไปจริงๆ"เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ!"จ้าวชิงหลานตวาดเสียงดังหลี่เฉินไม่ได้ตอบอะไรเขาเพียงคว้าข้อมือของจ้าวชิงหลานไว้ ก่อนจะดึงร่างของนางเข้ามาในอ้อมแขนอีกครั้งฝ่ามือของเขากดอยู่ที่ท้ายทอยของนาง กดศีรษะของนางให้แนบไปกับแผงอกของเขา แล้วเอ่ยเสียงเบา "เจ้าจะยอมตามใจข้าสักครั้งไม่ได้เลยหรือ?"จ้าวชิงหลานดิ้นรนอย่างสุดกำลัง แต่ผลกลับเป็นเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา นางไม่อาจขยับตัวได้เลย"แค่ไม่ยอมตามใจเจ้า เจ้ากล้าทำกับข้าได้ถึงเพียงนี้ ถ้าข้ายอมตามใจ เจ้าคงคิดทำอะไรมากกว่านี้อีกแน่!"จ้าวชิงหลานทั้งโกรธทั้งอับอาย นางรู้สึกว่าความบริสุทธิ์ของตนเองกำลังถูกหลี่เฉินล่วงเกินจนแทบไม่เหลืออะไรแต่ไม่ว่าดิ้นรนเพียงใด นางก็สลัดหลี่เฉินออกไปไม่ได้ความรู้สึกหมดหนทางเช่นนี้ทำให้นางรู้สึกสิ้นหวัง"เจ้าไม่ต้องกลัว