และแล้วก็มาถึง วันที่ปริญไม่สามารถปฏิเสธได้ว่ามันช่างเป็นวันที่เขาสุดแสนจะกล้ำกลืนฝืนทนมากที่สุดในชีวิต งานแต่งงานระหว่างเขาและพนิดาถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายภายในไร่ส้มแสนสุข แม้ว่าจะเป็นเพียงงานเล็กๆแต่แขกผู้ใหญ่ที่มาก็มีแต่คนใหญ่คนโตของจังหวัดทั้งนั้น เพราะด้วยว่า 'แม่เลี้ยงบัวหลัน' ผู้เป็นย่าของเขานั้นก็เป็นที่นับหน้าถือตาของคนในจังหวัดมาตั้งแต่สมัยคุณปู่ยังมีชีวิตอยู่
ปริญแต่งตัวอยู่ภายในห้องโดยมีช่างแต่งหน้าทำผมที่มารดาของเขาจ้างมาจากกรุงเทพคอยช่วยแต่งตัวให้อยู่ ชุดที่เขาใส่เป็นชุดไทยแบบล้านนาผ้าฝ้ายคอจีนสีงาช้าง พาดไหล่ด้วยสไบสีน้ำตาลเหลือบทองปักด้วยลวดลายสวยงามใส่คู่กับกางเกงผ้าฝ้ายทรงกระบอกสีน้ำตาลเข้ม ก่อนจะคาดผ้าโพกที่ศรีษะด้วยผ้าฝ้ายสีขาวนวลดูหล่อเหลาราวกับพระเอกละคร
'ฮึ พระเอกละครอย่างนั้นหรอ ถ้าวันนี้นางเอกที่จะต้องเข้าพิธีแต่งงานกับเขาวันนี้ คือ ญานิศา เขาคงจะมีความสุขมากกว่านี้' ได้เเต่คิดเท่านี้ปริญก็ปวดร้าวไปถึงไหนๆ
หลังจากวันนั้นที่เขาตัดสินใจบอกความจริงเรื่องที่จะต้องแต่งงานกับญานิศาไป ความสัมพันธ์ที่มันเหมือนว่ากำลังจะไปได้สวยก็กลับต้องมาระหองระแหงลง จากวันที่คุยกันวันนั้นญานิศาก็ไม่ยอมเปิดโอกาสให้เขาได้พบเธอเพื่ออธิบายอะไรอีก พูดเพียงแต่คำว่าให้เขาปฏิเสธการแต่งงานนั้นเสียและต้องเลือกเธอเท่านั้นถ้าหากว่าเขายังอยากที่จะมีเธออยู่ในชีวิตต่อไป
พอเขาบอกว่าเขาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ และเลือกที่จะแต่งงานตามข้อเสนอของผู้เป็นย่า วันต่อๆมาก็มีข่าวซุบซิบดาราออกมาว่าเธอไปออกเดทกับพระเอกละครเรื่องที่เธอแสดงอยู่ พอรู้ข่าวเข้าเขาก็ตกใจและเสียใจเป็นอย่างมาก จึงรีบติดต่อเธอไปเพื่อที่จะขอเคลียร์แต่ก็ได้คุยกับเพียงแค่ผู้จัดการของเธอเท่านั้น โดยผู้จัดการของนางเอกสาวบอกว่าตอนนี้ญานิศานั้นเสียใจมากกับการตัดสินใจของเขาเลยยังไม่พร้อมที่จะพูดคุย
ปริญยอมรับว่าเขานั้นทั้งเครียดและคิดหนัก นี่ก็ผ่านมาจะเป็นเดือนแล้วที่ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและญานิศาต้องมาสะดุดลง ดูเหมือนว่าเธอจะพยายามหลบหน้าเขาไม่คิดที่จะให้โอกาสใดๆกับเขาเลย
ถามว่าญานิศานั้นสำคัญกับเขาไหม บอกเลยว่าตอนนี้เธอคือคนที่เขายกให้เป็นที่หนึ่งคนเดียวในใจ ถ้าเป็นไปได้เขาก็อยากที่จะเรียนรู้และลองคบหาดูใจกับเธอต่อไป แต่ถ้าถามว่าที่ดินผืนนั้นสำคัญกับเขามากไหม ก็ตอบเลยว่ามาก มันเป็นความฝันที่เขาวาดไว้ว่าอยากจะทำโฮมสเตย์เชิงท่องเที่ยวที่สามารถเดินตัดเข้ามาเที่ยวชมยัง ไร่ส้มแสนสุข ได้อีกด้วย
เขาอยากทำให้ทุกคนเห็นว่าเขาก็รู้จักทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้เหมือนกัน เพราะว่าตอนนี้ทุกคนก็ยังคิดแค่ว่าเขาทำตัวลอยไปลอยมาไม่มีหลักแหล่ง สู้พี่ชายตัวเองไม่ได้ที่รายนั้นช่วยบิดาบริหารบริษัทแปรรูปและส่งออกผลิตภัณฑ์ส้มจากไร่ส้มแสนสุขมาตั้งแต่สมัยเรียนจบใหม่ๆ
"ปริ้นลูกแต่งตัวเสร็จหรือยัง ได้เวลาแล้วนะลูก" ขณะที่กำลังนั่งคิดทุกอย่างผสมปนเปกันไปหมดก็ถูกเสียงของมารดามาฉุดให้ตื่นจากภวังค์เสียก่อน ตามมาด้วยปุณภพที่มายืนรออยู่ที่หน้าประตูเพื่อมาดูความเรียบร้อยของน้องชายด้วยอีกคน
"ไม่เห็นจำเป็นจะต้องรีบเลยนี่ครับคุณแม่ งานแต่งที่ปริ้นไม่ได้เต็มใจอยากจะแต่ง จะถึงฤกษ์หรือว่าเลยฤกษ์ปริ้นก็ไม่ได้แคร์อยู่แล้วครับ" ปริญแค่นยิ้มออกมาจนผู้เป็นมารดาต้องเดินเข้ามาตีเพี๊ยะลงที่ต้นแขน
"พูดอะไรอย่างนั้น เดี๋ยวคุณย่ามาได้ยินเข้าจะเสียใจนะลูก"
"คุณแม่ห่วงแต่ว่าคุณย่าจะเสียใจหรอครับ แล้วผมล่ะ มีใครสนใจบ้างว่าผมจะเสียใจ" ปริญยังคงพูดจาประชดประชันและขำออกมาราวกับว่ามันเป็นเรื่องตลกทั้งๆที่ในใจนั้นแสนจะเศร้า
"คุณแม่อย่าไปซีเรียสกับมันนักเลยครับ เจ้าปริ้นมันคงจะยังทำใจไม่ได้ที่ต้องถูกบังคับให้แต่งงาน" ปุณภพพูดออกมายิ้มๆ
"พี่ปุณไม่โดนเองพี่ไม่รู้หรอก"
"ช่วยไม่ได้ แกอยากได้ที่ดินก็ต้องยอมแลก ฉันไม่ได้อยากได้ที่ดินคุณย่าเหมือนแกนี่หว่า" ปุณภพส่ายหน้ายิ้มๆให้กับท่าทีของน้องชาย
หลังจากที่ถูกมารดาไปพาตัวออกมา ปริญก็พบว่าผู้เป็นเจ้าสาวนั้นนั่งรออยู่ที่หน้าผู้ใหญ่ก่อนแล้ว จากที่เห็นวันนี้พนิดาอยู่ในชุดแต่งงานแบบล้านนา สวมเสื้อคอป้ายผูกข้างลายดอกไม้สีหวาน สาบเสื้อปักด้วยดิ้นทอง สวมกับผ้าซิ่นสีชมพูอ่อนทอลายอย่างวิจิตร ที่ไหล่มีสไบบางผืนยาวพาดบ่าดูชดช้อย ผมของเธอถูกเก็บเป็นมวยสูงพร้อมประดับดอกไม้สีทอง สวมกำไลทองตามอย่างเครื่องประดับล้านนา ดูสวยหวานน่ารัก
"วันนี้พายสวยมากๆเลยว่ะ" เสียงปุณภพพูดกระซิบที่ข้างหู อันที่จริงถ้าหากว่าจะดูแบบไม่มีอคติใดๆเลย ใช่ วันนี้พนิดาสวย แต่สำหรับเขาแล้วนั้น ต่อให้ผู้หญิงตรงหน้าจะสวยงามเพียงใด ผู้หญิงคนนี้ก็คือคนที่ทำให้ความรักที่แสนหวานของเขาต้องกลายเป็นดั่งน้ำผึ้งขม ฉะนั้นเขาจะไม่มีทางหลงไปชื่นชมความงามแต่ภายนอกที่อยู่ข้างหน้านั่นเด็ดขาด
ปริญค่อยๆเดินเข่าเข้าไปนั่งใกล้ๆพนิดา เธอรอบมองมายังเขาเล็กน้อย หากแต่ผู้ที่ถูกมองกลับไม่ได้คิดแม้แต่จะชายตามองเธอเลย พิธีการต่างๆเริ่มดำเนินไปทีละขั้นตอน เริ่มจากการที่คู่บ่าวสาวทำการไหว้ผู้หลักผู้ใหญ่โดยมีคุณย่าบัวหลันนั่งอยู่ตรงกลาง คุณประพาสผู้เป็นบิดาของเขานั่งอยู่ขวามือและคุณน่านทิพย์ผู้เป็นมารดานั่งอยู่ฝั่งซ้ายมือ
หลังจากไหว้ผู้หลักผู้ใหญ่เสร็จแล้ว คู่บ่าวสาวก็พากันทำพิธีบายศรีสู่ขวัญตามแบบฉบับของชาวภาคเหนือ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นการเรียกขวัญและปัดเคราะห์เพื่อให้คู่บ่าวสาวอยู่กินกันอย่างมีความสุข จากนั้นจึงเป็นพิธีการผูกข้อไม้ข้อมือตามลำดับ
พอเสร็จพิธีทุกคนต่างก็พากันรับประทานอาหาร โดยแขกที่มาในวันนี้ต่างก็เป็นคนที่รู้จักคุ้นหน้ากันดี ทั้งผู้ใหญ่บ้านและนายอำเภอต่างก็เคารพนับถือคุณย่าบัวหลันเสมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง
"เสร็จงานแล้ว รบกวนท่านนายอำเภอทินกรช่วยเป็นธุระจัดการเรื่องจดทะเบียนสมรสของหลานย่าต่อด้วยนะคะ"
"ได้สิครับคุณย่า อันที่จริงน่าจะมาจดกันที่นี่วันนี้เลยก็ได้นะครับ จะได้ไม่ต้องเข้าไปจดกันในเมือง"
หลังจากได้ยินที่ผู้เป็นย่าพูด ปริญก็หันไปมองหน้ามารดาราวกับต้องการจะถาม เพราะไม่เห็นผู้เป็นย่าเคยบอกว่านอกจากแต่งงานแล้วเขาจะต้องจดทะเทียนสมรสด้วย หากแต่ว่ามารดาก็ส่งซิกเป็นสัญลักษณ์ว่าให้เขาเงียบไปก่อน
"ตอนแรกย่าก็ว่าเอาไว้ค่อยจดวันหลังก็ได้ วันนี้เอาแค่พิธีตบแต่งให้เสร็จแค่นี้ก่อน แต่ไปๆมาๆย่าคิดดูแล้วย่าว่าจดไปเสียให้จบๆนั่นแหละดีที่สุด"
หญิงสูงวัยพูดก่อนจะนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อเช้าที่ส้มโอวิ่งเข้ามาบอกว่าเจอดารานางเอกสาวสวยมาจอดรถรออยู่ทางบริเวณทางเข้าไร่
พอถึงเวลาส่งตัวเข้าหอ คุณย่าบัวหลันก็จูงมือหลานชายและหลานสะใภ้เข้าไปในห้องของบ้านที่พึ่งสร้างใหม่เพื่อใช้เป็นเรือนหอ บนเตียงนอนของคู่บ่าวสาวถูกโรยด้วยดอกกุหลาบสีแดงเป็นรูปหัวใจ ขณะที่หน้าประตูมีทั้งพ่อและแม่สามีของพนิดายืนมองส่งยิ้มให้มาด้วยแววตาอบอุ่นก่อนจะเดินตามเข้ามานั่งลงคนละฝั่งซ้ายขวาของคุณย่าบัวหลัน"เอาล่ะ ถึงเวลาส่งตัวเข้าหอแล้ว ย่าก็ขอให้หลานทั้งสองจงครองรักกันอย่างมีความสุข ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง หนักนิดเบาหน่อยก็ให้อภัยกันนะลูก""ไม่เห็นจำเป็นต้องทำแบบนี้เลยครับคุณย่า รู้ๆกันอยู่ว่าการแต่งงานครั้งนี้มันคืออะไร แค่หนึ่งปีต่างคนก็ต้องต่างแยกย้ายกันอยู่ดีนั่นแหละครับ" ปริญพูดแทรกขึ้นมาทันทีหลังจากที่ผู้เป็นย่านั้นอวยพรเสร็จ สีหน้าและแววตาของเขาบ่งบอกแต่เพียงแค่ว่าเขาไม่มีความจำเป็นต้องแคร์หรือใส่ใจอะไร"เออ เอาเหอะน่า วันนี้ย่าขอทำตามพิธีไปก่อน เอาไว้ถึงวันนั้นถ้าปริ้นยังยืนยันที่จะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่โดยไม่มีพายก็ค่อยว่ากันอีกที""มีวันนั้นอยู่แล้วล่ะครับ แค่เวลาหนึ่งปีแป๊ปเดียวเอง ผมจะรอให้ถึงวันนั้น" ปริญพูดโดยไม่ได้หันไปมองทางฝั่งเจ้าสาว
หลังจากที่อาบน้ำแต่งตัวเสร็จเมื่อคืนพนิดาก็เข้านอนเลย จนถึงเช้าก็พบว่าเธอตื่นขึ้นมาคนเดียวโดยไม่มีร่องรอยว่าสามีหมาดๆของเธอนั้นกลับเข้ามานอนพนิดาลุกขึ้นจัดเก็บที่นอนตามปกติก่อนจะอาบน้ำอาบท่าแล้วจึงเตรียมเดินไปหาคุณย่าบัวหลันเพื่อใส่บาตรด้วยกันเหมือนเช่นทุกเช้า เรือนหอของพนิดาและปริญถูกสร้างขึ้นใหม่บนเนื้อที่ภายในไร่ของคุณย่าบัวหลัน ขนาดของบ้านพอเหมาะสำหรับอยู่กันสองคนของสองสามีภรรยาคู่ข้าวใหม่ปลามันซึ่งอยู่ห่างออกมาจากเรือนของคุณย่าบัวหลันไม่ไกลนักพนิดาเดินออกมาก็พบว่าคุณย่าบัวหลันกับน้าแก้วคำกำลังเดินลงมาจากเรือนพอดีเช่นกัน เช้านี้อากาศสดชื่น เริ่มมีกลิ่นอายของลมหนาวพัดมานิดๆ จนพนิดาต้องกระชับผ้าคลุมไหล่เข้าหากัน"อ้าวพาย ตื่นแล้วหรอลูก จริงๆวันนี้ไม่ต้องมาใส่บาตรกับย่าก็ได้จะได้พักผ่อนให้เต็มที่" คุณย่าบัวหลันเอ่ยทักขึ้นเมื่อเห็นพนิดาเดินเข้ามาใกล้"ไม่เป็นไรหรอกค่ะย่าบัว เมื่อคืนพายนอนเต็มอิ่มมาก แล้วปกติพายก็ตื่นมาใส่บาตรกับย่าบัวทุกวันอยู่แล้วนี่คะ ตื่นเช้าๆมาแบบนี้สดชื่นดีออกค่ะ" พนิดาทำท่าเหมือนสูดเอาอากาศอึกใหญ่เข้าปอดก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ๆหญิงสูงวัยและรับขันข้าวในมือมาถือไ
พนิดาที่ยืนอยู่ในบ้านเห็นว่ารถยุโรปสีขาวจอดสนิทอยู่ที่ทางเข้าบ้านมาสักพักแล้ว แต่ก็ไม่สามารถมองผ่านทะลุเข้าไปภายในได้เนื่องจากว่ากระจกนั้นทึบสนิท เธอยืนคอยอยู่สักพักเพราะสงสัยว่าคือรถใครที่มาจอดอยู่หน้าบ้าน แล้วจึงเห็นว่าปริญเปิดประตูลงมาชายหนุ่ยยังคงอยู่ในชุดเดิมของเมื่อคืน จังหวะที่ประตูรถแง้มอยู่และปริญหันไปโบกมือลาฝ่ายนั้น พนิดาก็ได้เห็นชัดเจนว่าหญิงสาวที่อยู่ในรถคันนั้นคือนางเอกสาวชื่อดัง ญดา ญานิศานั่นเองพอเห็นดังนั้นพนิดาก็เริ่มเข้าใจว่าเหตุใดปริญจึงต่อต้านการแต่งงานในครั้งนี้นัก ถ้าเป็นเธอเอง มีแฟนสวยขนาดนี้ เธอก็ไม่มีกระจิตกระใจที่จะไปเหลียวมองใครคนอื่นหรอก ซึ่งดูไปแล้วเขาทั้งสองคนนั้นก็ช่างเหมาะสมกันดีปริญก็หล่อ ญานิศาก็สวย ทันทีที่เปิดประตูบ้านเข้ามา ปริญก็เลือกที่จะเดินขึ้นไปยังชั้นบนของบ้านทันทีโดยไม่ได้คิดจะหันมามองยังพนิดาที่กำลังยืนจัดดอกไม้อยู่ที่โต๊ะข้างหน้าต่างเลย ขายาวๆรีบเดินขึ้นบันไดเพื่อที่จะขึ้นไปยังชั้นบนจนพนิดาต้องรีบเรียกเอาไว้"พี่ปริ้นคะ ย่าบัวเรียกให้ไปหาค่ะ" ปริญหยุดชะงักก่อนจะหันไปหาเจ้าของเสียงด้วยความโมโห"นี่อย่าบอกนะว่าเธอเอาเรื่องที่ฉันออกไปข้าง
เช้านี้ปริญขับรถไปรับผู้เป็นย่าแต่เช้า เป้าหมายคือที่ว่าการอำเภอซึ่งอยู่ในตัวเมือง คุณย่าบัวหลันนั่งหน้าคู่กับปริญส่วนพนิดานั่งอยู่ด้านหลัง ใช้เวลาประมาณยี่สิบนาทีก็ถึง เพราะว่าไร่ส้มแสนสุขของคุณย่าบัวหลันนั้นอยู่ห่างจากตัวเมืองไม่ไกลนัก "อ้าว มาถึงกันแล้วหรอครับคุณย่า" นายอำเภอหนุ่มเอ่ยทักขึ้นเมื่อเห็นหน้าแขกผู้มาเยือน"สวัสดีค่ะท่านนายอำเภอ วันนี้แก้วคำทำลาบไก่ของโปรดท่านนายอำเภอด้วยพอดี ย่าก็เลยห่อใส่ปิ่นโตมาให้ด้วย ส่วนข้างล่างนั่นก็ของหวาน ข้าวเหนียวมะม่วง""ขอบคุณมากๆเลยนะครับคุณย่า นี่ลาภปากของผมจริงๆเลยนะครับเนี่ย งั้นเชิญนั่งกันก่อนเลยครับ" ว่าแล้วนายอำเภอหนุ่มก็ยื่นมือไปรับเถาปิ่นโตจากปริญมาถือไว้ที่หน้าโต๊ะทำงานของนายอำเภอทินกร ปริญและพนิดานั่งอยู่คู่กัน ส่วนคุณย่าบัวหลันนั่งที่โซฟาข้างๆหน้าต่าง ด้านหน้าของคู่สามีภรรยาหมาดๆมีกระดาษคนละหนึ่งแผ่นและปากกาคนละหนึ่งด้ามวางอยู่ เริ่มจากปริญเป็นผู้จรดลงนามก่อนจากนั้นจึงตามด้วยพนิดา"ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ จากนี้คุณทั้งสองคนเป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว" นายอำเภอทินกรพูดก่อนจะมองหน้าและยิ้มให้ทั้งสองคน หากแต่ไม่ได
เช้านี้พนิดาและปริญพากันตื่นมาใส่บาตรตั้งแต่เช้าตามคำสั่งของผู้เป็นย่า สำหรับพนิดาแล้วนั้นการตื่นเช้านั้นไม่ใช่ปัญหาเลย แต่สำหรับปริญผู้เคยชินกับการนอนตื่นสายจนตะวันทิ่มตาแล้ว มันค่อนข้างที่จะยากนิดหน่อยสำหรับเขาหลังจากที่ได้ตกลงกับพนิดาเรื่องการแบ่งสัดส่วนพื้นที่ภายในห้องนอนก็ได้ข้อตกลงร่วมกันว่า เขาจะต้องเป็นผู้เสียสละตัวเองไปนอนบนโซฟาเบด ส่วนพนิดานั้นสามารถยึดครองพื้นที่บนเตียงได้ ถึงเเม้ว่าเขาจะไม่ใช่คนดีอะไรแต่ยังไงเสียสำนึกชั่วดีของเขาก็ยังคงใช้งานได้อยู่ที่จะเป็นคนยอมเสียสละตัวเองแทนฝ่ายหญิง และด้วยความที่ว่าบ้านที่เขาอยู่กับพนิดานั้นพึ่งจะสร้างเสร็จใหม่ ถึงจะมีทั้งหมดสองห้องแต่พวกชุดเครื่องนอนที่นั้นกลับมีเตรียมไว้สำหรับห้องเดียวเท่านั้น พอได้ใส่บาตรกันเสร็จแล้ว ทั้งปริญและพนิดาก็พากันมาทานข้าวเช้าที่บ้านคุณย่าบัวหลันตามที่ผู้เป็นย่าสั่ง หลังจากนั้นก็ถึงเวลาลงมือจัดการกับเหล่ากล้ากุหลาบดอกไม้ที่ร้านดอกไม้ได้นำมาส่งตั้งแต่เมื่อวาน"ขุดได้แน่นะตาปริ้น ไม่ใช่มือไม้ถลอกปอกเปิกหมดเข้า แกยิ่งเคยทำกับเขาเสียที่ไหนอะไรแบบนี้" ผู้เป็นย่าถามย้ำหลานชายอีกรอบเพื่อความแน่ใจ แม้ว่าสีหน้าข
หลังจากช่วยกันจัดการกับแปลงดอกไม้ให้ผู้เป็นย่าเสร็จ ที่ตอนหลังได้น้าแก้วคำมาช่วยอีกแรง ปริญก็ขอตัวกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้าน พนิดาตามไปทีหลังเพราะแวะกลับขึ้นไปเอาขนมหวานที่แก้วคำพึ่งทำเสร็จก่อน พอมาถึงบ้านก็เห็นปริญนั่งอยู่ที่โซฟาในห้องนั่งเล่น ด้านหน้าของเขามีทั้งกล่องยาและผ้าพันแผลวางอยู่เป็นตับ และดูเหมือนว่าเจ้าตัวก็กำลังเก้ๆกังๆในการพยายามทำแผลให้กับตัวเองแต่ไม่สำเร็จ"ทำอะไรคะนั่น""ทำแผลอยู่เธอไม่เห็นหรือไง""เห็นค่ะ แต่ปกติไม่เคยเห็นใครทำแผลตัวเองด้วยการทายาแดงเสียจนชุ่มมือ ราวกับว่าพึ่งถูกมีดปังตอฟันมือมาแบบนี้""ก็ฉันเจ็บ มือฉันทั้งถลอกทั้งแดงไปหมดแบบนี้เธอจะให้ฉันทาแค่บางๆแล้วเมื่อไหร่มันจะหาย" ปริญโยนผ้าพันแผลลงที่โต๊ะอย่างหงุดหงิดก่อนหันมามองแม่จอมจุ้นจ้านอย่างเคืองๆ"แล้วคิดว่าทาชโลมทั้งมือแบบนี้แล้วจะหายเร็วขึ้นอย่างนั้นหรอคะ ดีไม่ดีทามากไปจนแผลแฉะ เกิดอักเสบติดเชื้อลุกลามขึ้นมาจะกลายเป็นเรื่องใหญ่เอานะคะ" พนิดาแกล้งขู่คนที่ไม่เคยทำแผลให้ตัวเองมาก่อนแต่ก็ดูเหมือนว่าปริญจะแอบคล้อยตาม"ก็ใครจะไปรู้ล่ะ ไม่เคยเป็นแผล แล้วฉันก็ไม่เคยทำแผลเองด้วย" "งั้นรอสักครู่ก็แล้
พนิดาส่งมือถือให้ปริญเสร็จตัวเธอเองก็เดินกลับเข้ามาในครัวเพื่อเตรียมอาหารสำหรับตอนเย็นต่อ วันนี้พนิดาตั้งใจจะทำแกงเขียวหวานไก่ ไข่เจียว และปลาทอดราดน้ำปลา วัตถุดิบที่มีซื้อมาจากวันที่ไปตลาดวันก่อน พนิดาชอบเข้าครัวทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก ไม่รู้ว่าใจมันรักหรือเรียกว่าพรสวรรค์กันแน่ แต่ที่แน่ๆก็พรแสวงที่เธอมักจะจดจำไว้เวลาเห็นใครเข้าครัวเสียงปริญยังคงคุยโทรศัพท์ดังแว่วเข้ามา ตามด้วยเสียงผู้หญิงที่อยู่ในสาย แม้ว่าจะไม่สามารถจับใจความได้เพราะว่าเธอนั้นไม่ได้ตั้งใจฟังแต่พนิดาก็รู้ว่าชายหนุ่มคงกำลังมีความสุขอยู่ ฟังได้จากเสียงหัวเราะที่ดังมาเป็นทอดๆ"ขอบคุณนะครับญดาที่เป็นห่วงผม""ก็ปริ้นเป็นคนรักของญดานี่ค่ะ นี่ถ้าไม่ติดว่าคืนนี้เลิกกองดึก ญดาคงจะขับรถไปหาปริ้นเสียตอนนี้เลยล่ะค่ะ""ผมไม่ได้เป็นอะไรมากขนาดนั้นหรอกครับ แค่มือถลอกเอง""ก็ใครจะไปรู้ล่ะคะ ดูพันผ้าไว้ซะขนาดนั้น ญดาตกใจหมดเลย""เดี๋ยวก็ว่าจะแกะออกแล้วล่ะครับ พันไว้ขนาดนี้ผมคงถือช้อนทานข้าวไม่ได้" "นี่ดีนะคะที่กองถ่ายญดาปักหลักถ่ายทำที่นี่หลายเดือน ญดาเลยมีโอกาศได้อยู่ใกล้ๆปริ้นด้วย แค่ในตัวเมืองกับไร่ของคุณย่าปริ้นห่างกันยี่สิบกิโ
พอจัดการทำความสะอาดและพันผ้าพันแผลให้ปริญเป็นรอบที่สอง พนิดาก็เข้ามาจัดการเก็บกวาดและล้างจานในครัว โดยไม่ลืมที่จะยกจานแตงโมออกไปให้ปริญนั่งทานตบท้ายปริญนั่งมองจานแตงโมที่ถูกหั่นและแกะเป็นรูปใบไม้ก็นึกประหลาดใจไม่คิดว่าพนิดาจะมีมุมละเอียดอ่อนแบบนี้อยู่ด้วย จะว่าไปพนิดาถึงแม้ว่าจะมีนิสัยแสบๆซนๆและเด็กกว่าเขาอยู่หลายปี แต่ไม่น่าเชื่อว่าเธอก็ยังมีมุมที่เป็นแม่ศรีบ้านแม่ศรีเรือนกับเขาเหมือนกัน"ญดาไม่ชอบทำอาหารหรอกค่ะปริ้น ญดาว่ามันเหม็นติดผมค่ะ สมัยนี้อยากจะกินอะไรก็แค่โทรสั่งก็มีคนมาส่งให้ถึงที่แล้ว ไม่เห็นต้องทำเองให้ลำบากเลย""งานบ้านญดาทำไม่เป็นหรอกค่ะ ถ้าปริ้นคิดจะคบกับญดา ขอเตือนไว้ก่อนนะคะว่าของพวกนั้นญดาไม่แตะ ทุกวันนี้แค่ถ่ายละครก็แทบจะไม่มีเวลาทำอะไรแล้ว ถ้าปริ้นคาดหวังว่าญดาต้องเป็นผู้หญิงแบบนั้นล่ะก็ บอกไว้เลยนะคะว่าปริ้นเตรียมตัวผิดหวังได้เลย"แม้จะรู้อยู่แล้วว่าญานิศาเป็นผู้หญิงที่ถนัดงานนอกบ้านเสียมากกว่าเรื่องงานบ้านงานเรือน แต่ปริญก็เคยคิดว่ามันก็คงอาจจะไม่ได้เป็นปัญหามากนัก หากแต่ผู้เป็นย่ากลับยื่นคำขาดมาเรียบร้อยว่าศรีภรรยาของเขานั้น งานบ้านงานเรือนต้องเป๊ะ ทำอาหารต้อง
สามเดือนผ่านไป จากหญิงสาวที่รูปร่างงดงามสมส่วน เวลานี้พนิดาเริ่มมีหน้าท้องนูนๆน้อยๆยื่นออกมาให้เห็นบ้างแล้ว หลังจากที่พนิดาบอกว่าตนเองประจำเดือนขาดไปอาทิตย์กว่าๆ ปริญก็ไม่รอช้าที่จะขอร้องกึ่งบังคับพนิดาให้ไปตรวจวัดการตั้งครรภ์ทันที และผลที่ออกมาก็เป็นไปตามคาด พนิดาตั้งครรภ์จริงๆ ปริญดีใจกระโดดโลดเต้นเป็นการใหญ่ ทั้งโทรบอกบิดามารดา ผู้เป็นย่าและพี่ชาย ทุกคนต่างก็แสดงความยินดีกับเขาและพนิดาด้วยมีเพียงก็แต่พนิดาที่ทำหน้าจ๋อย ไม่ใช่ว่าเธอไม่ดีใจที่ได้มีปริญน้อยมาอยู่ในพุง หากแต่เธอเสียดายโอกาสที่จะได้เอาคืนสามีตัวแสบด้วยเสียมากกว่า แผนการทั้งหมดที่เธอวางเอาไว้เป็นอันต้องจบลงรวมถึงเรื่องการหย่าขาดจากปริญด้วยจะไม่มีการหย่าใดๆอีก นี่คือคำพูดประกาศิตจากคุณย่าบัวหลัน จากตอนแรกที่คุณย่าบัวหลันบอกว่าจะตามใจเธอในการแก้เผ็ดเอาคืนปริญเรื่องหย่า แต่พอได้รู้ว่าเธอกำลังท้อง แผนการทุกอย่างก็เป็นอันว่าต้องยกเลิกหมด จะไม่มีการหย่าและการแก้เผ็ดใครใดๆทั้งสิ้น เพราะคุณย่าบัวหลันกลัวว่ามันจะมีผลกระทบกับความรู้สึกของเหลนตัวน้อยๆในพุงของเธอ และจากตอนแรกที่คุณย่าบัวหลันยังอยู่ข้างเธอ เวลานี้กลับย้ายข้างไปอยู่
หลังจากที่พนิดายังคงยืนยันคำเดิมว่ายังไงก็จะขอหย่าอย่างไม่มีข้อแม้ ตั้งแต่เมื่อวานปริญก็หายออกไปจากบ้านเต็มๆหนึ่งวันโดยที่เขาไม่ได้โทรบอกและพนิดาเองก็ไม่ได้โทรตาม เขาน้อยใจเธอรู้ แต่นี่ก็เป็นเพียงแค่วิธีเดียวที่จะทำให้ปริญได้รู้เสียบ้างว่าอะไรบางอย่างบางครั้งก็ไม่ใช่ว่าจะได้มาง่ายๆ และถึงแม้ว่าลึกๆในใจจะเป็นห่วงเขาแค่ไหน แต่เธอก็ยังคงพยายามข่มใจเอาไว้ มีเพียงแค่ก่อนนอนที่เธอเลือกที่จะส่งข้อความไปย้ำกับเขาอีกรอบว่าพรุ่งนี้เวลาสิบโมงเช้าเธอและเขามีนัดกันที่ที่ว่าการอำเภอ แม้ว่าข้อความที่พนิดาส่งไปนั้นปริญจะไม่ได้เปิดอ่านแต่อย่างไรเสียเธอก็คิดว่าเขาคงจะต้องเห็นมันอย่างแน่นอน"นี่ตกลงเจ้าปริ้นมันจะมาถึงกี่โมงกี่ยามกัน" คุณย่าบัวหลันยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูในขณะที่นั่งรออยู่ในรถเมื่อพาพนิดามาถึงและยังไม่มีวี่แววว่าพ่อหลานชายตัวดีจะยอมโผล่หัวมาสักที"คิดว่าน่าจะกำลังมาหรือเปล่าครับคุณย่า ปกติเจ้าปริ้นมันก็เป็นคนตรงต่อเวลาอยู่นะครับ" "ไอ้มาตรงเวลาน่ะย่าไม่ค่อยจะห่วงหรอก ห่วงก็แต่ว่ามันจะไม่มามากกว่า คนอย่างเจ้าปริ้นน่ะถ้าอยากได้อะไรมันก็จะเอาให้ได้ แล้วถ้าไม่อยากจะเสียอะไรมันก็จะดื้อรั้นดันทุ
"อีกสองวันเราไปเจอกันที่อำเภอนะคะ พี่ปริ้นไม่ติดอะไรใช่มั้ย" พนิดาเอ่ยปากถามขึ้นทันทีที่ปริญเดินกลับเข้าบ้านมา ช่วงนี้ปริญมักจะทำตัวให้ยุ่งเป็นพิเศษ เรียกได้ว่าแทบจะไม่ค่อยอยู่บ้านเลยก็ว่าได้ โดยให้เหตุผลว่าเขาต้องไปคอยคุมงานตรวจงาน ไหนจะเรื่องรายละเอียดต่างๆของโฮมสเตย์ที่ตอนนี้ได้เริ่มต้นลงมือแล้วเนื่องจากว่าผู้เป็นย่ายอมยกที่ดินผืนนั้นให้ก่อนเวลาตามกำหนดวันนี้ก็เช่นกันปริญออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้าโดยเขียนเพียงโน๊ตข้อความสั้นๆบอกพนิดาไว้ว่าต้องไปคุยรายละเอียดิพิ่มเติมกับอิทธิพล แต่พอเขากลับเข้าบ้านมาเท่านั้นเธอก็พูดถึงมันขึ้นมาอีกจนได้ และเขาก็จะยืนยันคำตอบเดิมเช่นกันว่าเขาจะไม่มีทางหย่ากับเธอเด็ดขาด"ติด""คะ?""พี่ไม่หย่า""ทำไมคะ ในเมื่อตอนแรกพี่เองเป็นคนต้องการแบบนั้น""พายอยากรู้จริงๆใช่มั้ย ก็ได้พี่จะบอก ที่ตอนนั้นพี่อยากจะหย่าก็เพราะว่าพี่ยังไม่ได้รักพายไง แต่ตอนนี้ไม่ใช่ ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว พี่รักพายและพี่ก็จะไม่ยอมหย่าเด็ดขาดพายรู้เอาไว้ได้เลย" ปริญพูดคำว่ารักออกมาตรงๆ เขาก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าพอเขาบอกความรู้สึกของเขาออกไปแล้วพนิดายังคงจะอยากหย่ากับเขาอีกมั้ย"มะ..หมายค
ช่วงนี้สติสตังของปริญมักจะไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวเสียเท่าไหร่ ยิ่งวันเวลาใกล้เข้ามาทุกทีอาการร้อนรนเป็นหนูติดจั่นของเขาก็ยิ่งแสดงออกมาให้ทุกคนเห็นมากขึ้น"อาทิตย์หน้านี้แกก็จะได้กลับไปเป็นโสดอีกครั้งหนึ่งแล้ว คงดีใจมากเลยสินะถึงได้วิ่งพล่านแบบนี้""คุณย่าครับ คือว่าผม..""ย่านัดคุณกรให้เรียบร้อยแล้ว เข้าไปถึงก็เซ็นหย่าได้เลยจะได้จบๆ"คุณย่าบัวหลันพูดไปพร้อมกับช่อดอกไม้ที่ค่อยๆถูกเรียงปักลงในแจกันอย่างสวยงาม"ผมไม่หย่าครับ""อะไรนะ นี่ย่าฟังอะไรผิดไปหรือเปล่า""ผมไม่อยากหย่าแล้วครับคุณย่า คุณย่าช่วยพูดกับพายให้หน่อย อย่ายอมให้พายหย่ากับผมนะครับ" ปริญตัดสินใจมาหาผู้เป็นย่าวันนี้ก็เพราะหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือเรื่องที่ยังคงเป็นปัญหาคาใจเขาอยู่ แม้ว่าคืนนั้นทั้งเขาและเธอต่างมอบทั้งความสุขกายสุขใจให้กันไปมากเพียงใด หากแต่พอเช้ามาพนิดาก็ยังคงที่จะยืนยันคำเดิมว่าต้องการหย่า"อะไรของแกกันแน่เจ้าปริ้น ทีตอนแต่งก็โวยวายไม่อยากแต่ง ทีตอนนี้ถึงเวลาจะได้กลับไปเป็นอิสระอีกครั้งตามที่แกอยาก กลับจะมาไม่ยอมหย่าเสียอย่างงั้น" จากใบหน้าของผู้เป็นย่าที่มีริ้วรอยเหี่ยวย่นตามธรรมชาติอยู่แล้วเวลานี้ยิ่
หลังจากตั้งแต่กลับมาจากไปปฏิบัติธรรมมาครั้งนั้นพนิดาก็ขอแยกห้องนอนกับเขาอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าเขาจะขอเคลียร์ขออธิบายยังไงเธอก็ไม่ต้องการที่จะรับฟังอะไรใดๆจากเขาอีกและขอร้องว่าให้เขาและเธอนั้นต่างคนต่างอยู่นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ปริญไม่เข้าใจ จนกระทั่งผ่านมาจนถึงวันนี้เขาเองยังยิ่งไม่เข้าใจไปอีกว่าการที่เพียงแค่เขาไม่ตอบข้อความเธอแค่เพียงครั้งเดียวนั้นมันเป็นเรื่องใหญ่ถึงขนาดที่ว่าทำให้เธอเลิกชอบเขาและเลือกที่จะยุติความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเธอเอาไว้เพียงเท่านี้เลยหรือ มิหนำซ้ำผู้เป็นย่าของเขาเองก็ยังเห็นดีเห็นงามกับการที่พนิดาและเขาจะต้องหย่าขาดกันในครั้งนี้ด้วยทั้งๆที่ท่านเองเป็นคนบังคับให้เขาและพนิดาต้องมาแต่งงานกัน คุณย่าบัวหลัน : ดีแล้วพายลูก เดี๋ยวพอพายหย่าขาดจากเจ้าปริ้นแล้ว ย่าก็จะได้เชียร์พายกับท่านนายอำเภอต่อเลยพนิดา : พายว่าอย่าเลยดีกว่าค่ะย่าบัว พายสงสารคุณกรน่ะค่ะถ้าต้องมีแฟนที่เคยผ่านการแต่งงานมาแล้วแบบพาย ขอแค่ให้พายยังได้เป็นลูกหลานย่าบัวเหมือนเดิมแบบนี้ดีกว่าค่ะคุณย่าบัวหลัน :โถๆ สมัยนี้ไม่มีใครเขาถือกันแล้วลูก ไม่ต้องไปคิดมาก หรือไม่ก็ถ้าพายยังอยากจะเป็นหลานสะใภ้ย่าอ
"เพราะแบบนี้ใช่มั้ยพายถึงได้อยากหย่ากับพี่นัก" ภาพบรรยากาศภายในร้านอาหารที่เธอกำลังนั่งอยู่กับอิทธิพลถูกถ่ายเอาไว้และตอนนี้มันได้ปรากฎอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือของปริญเรียบร้อย"พี่ปริ้นหมายความว่ายังไงคะ แล้วนี่พี่ไปเอารูปพวกนี้มาจากไหน""พี่จะได้รูปมาจากไหนมันไม่สำคัญหรอก แต่ความจริงก็คือที่พายอยากหย่ากับพี่ก็เพราะว่าจะได้ไปคบกับไอ้อิทใช่หรือเปล่า""พายว่าพี่อย่าดึงคนอื่นมาเกี่ยวข้องดีกว่านะคะ พายไม่เข้าใจว่าพี่จะหาเหตุผลล้านแปดมาต่อว่าพายทำไม ในเมื่อมันก็เป็นความต้องการของพี่ตั้งแต่แรกอยู่แล้วว่าต้องการหย่า และนี่ไงคะ มันใกล้ถึงเวลานั้นแล้ว เวลาที่พี่รอคอยมาตลอด"ปริญได้แต่ยืนนิ่งเงียบเพราะว่าพูดไม่ออก เวลานี้เขาจะบอกเธออย่างไรดีว่าความรู้สึกของเขาที่มีต่อเธอมันเปลี่ยนไปแล้ว เขาไม่ได้ต้องการหย่า แต่สำหรับพนิดาคงจะไม่ใช่ เธอคงต้องการที่จะหย่ากับเขาแล้วกลับไปหาใครสักคนที่เธอชอบอย่างเช่น ปุณภพ หรือไม่ก็ใครสักคนที่ชอบเธออย่าง อิทธิพล ใช่สิ เธอมีตัวเลือก และตัวเขาเองก็ประกาศเอาไว้ปาวๆว่าไม่เลือกเธอตั้งแต่แรกอยู่แล้ว คิดแล้วก็ได้แต่สมน้ำหน้าตัวเอง"ถึงกับต้องมาหากูนี่มีเรื่องอะไรวะ" อิทธ
ปริญยังคงพยายามทำทุกอย่างเพื่อที่จะขอปรับความเข้าใจกับพนิดาหากแต่ก็ไม่เป็นผลระหว่างนี้เธอยังคงทำหน้าภรรยาเหมือนอย่างเดิม หากแต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเธอที่ดูเหมือนว่าจะพุ่งดิ่งลงเหวลงไปทุกที"พาย ยังไงวันนี้เราก็ต้องคุยกันให้รู้เรื่อง พี่จะไม่ยอมให้พายทำบึ้งตึงใส่พี่เป็นเด็กๆอีกต่อไปแล้ว""พี่ปริ้นว่าพายเป็นเด็ก ยังไงคะ""ก็เรื่องที่พายโกรธพี่ไม่หายซักทีนี่ไง แค่เรื่องที่พี่ไม่ได้ตอบข้อความเพราะว่าพี่เมามากจริงๆ แล้วพี่ก็ขอโทษพายไปแล้วด้วยแต่พายก็ยังไม่ยอมหายโกรธ""นี่พี่ปริ้นคิดว่าที่พายโกรธมันเป็นเพราะเรื่องแค่นี้จริงๆหรอคะ ขอโทษนะคะแต่พายเป็นคนที่มีเหตุผลพอค่ะ""ถ้าไม่ใช่พายโกรธพี่เรื่องนี้ งั้นมีเรื่องอะไรอีกล่ะ""ขอไม่พูดถึงดีกว่านะคะ เพราะพายว่าพี่ปริ้นเองก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจตัวเองดีว่าทำอะไรลงไป" ว่าแล้วพนิดาก็ผลักอกปริญออกและทำท่าว่าจะเดินหนี หากแต่ก็ยังคงช้ากว่าอ้อมแขนแกร่งที่ตวัดมารัดรอบตัวเธอเอาไว้ได้ทันพอดี"พี่ปริ้นคะจะทำอะไรปล่อยนะคะ""แต่พี่คิดถึงพาย ไม่ได้กอดตั้งหลายวันรู้หรือเปล่าว่าพี่คิดถึง" ปริญพูดลงเสียงเบาดวงตาคมจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาก
เมื่อเห็นว่าติดต่อพนิดาไม่ได้ปริญก็รีบอาบน้ำแต่งตัวและตรงไปยังเรือนของผู้เป็นย่าทันที ขายาวๆก้าวขึ้นบันไดอย่างร้อนรนพลางสายตาก็สอดส่ายไปทั่วทั้งเรือนจนกระทั่งไปเจอกับผู้เป็นย่าของตัวเองที่กำลังอยู่ที่โต๊ะทานข้าวบริเวณชานเรือน"คุณย่าพายล่ะครับ""อ้าวตาปริ้น มาทานของว่างกับย่าก่อนสิมา""ผมมาหาพายครับคุณย่า""อ้าว เมียแกกลับไปตั้งนานแล้วจะมาตามหาทำไมที่นี่ล่ะ นี่ย่ากับพายกลับมาถึงตั้งแต่สิบโมงกว่าๆแล้ว เห็นพายก็รีบกลับไปหาแกที่บ้านเลย นี่ยังไม่เจอกันอีกหรอ""ไม่เจอครับ ผมโทรหาก็ไม่ติดไม่รู้ว่าไปไหน น้าแก้วล่ะครับเห็นพายบ้างหรือเปล่า" ปริญมีสีหน้าที่กังวลอย่างชัดเจน คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจนยุ่ง"เอ ถ้ามองไม่ผิดน้าว่าน่าจะเป็นพายนะคะที่ขึ้นรถออกไปกับคุณปุณ น้าเองก็สายตาไม่ค่อยจะดีมองไกลไม่ค่อยจะเห็น เลยไม่แน่ใจน่ะค่ะว่าใช่หรือเปล่า""ไปกับพี่ปุณหรอครับ ตั้งแต่เมื่อไหร่""น่าจะตั้งแต่สิบโมงกว่าๆแล้วมั้งคะ เพราะเห็นว่ากลับไปบ้านได้แปปเดียวเองก็เดินกลับมาเลยน่ะค่ะ" หลังจากได้ยินคำบอกเล่าของแก้วคำปริญก็ก็ขอตัวกลับไปที่บ้านทันที เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาพี่ชายหลังจากนั้นเพื่อต้องการจะถามว่
หลังจากวันแรกปริญพยายามที่จะติดต่อสื่อสารกับเธออยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ออกจากบ้านจนกระทั่งถึงสถานปฏิบัติธรรม แต่ก็มิวายถูกผู้เป็นย่าปรามเอาไว้เสียก่อนเขาจึงได้หยุดเพลาลง อาจจะมีบ้างที่เขายังคอยส่งข้อความมาหาวันละสองครั้งเช้าและเย็น เขาทำได้เพียงเท่านั้นเพราะว่าไม่ถูกอนุญาตจากผู้เป็นย่าให้คุยโทรศัพท์กับเธอได้นับว่าตั้งแต่คืนวันนั้นมาความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเธอก็ดูเหมือนว่าจะเป็นไปในทางที่ดีขึ้น แม้ว่าเธอจะยังไม่รู้เลยว่าในอนาคตเรื่องราวระหว่างเธอและเขาจะเป็นอย่างไร แต่ในวันนี้เธอจะขอซึมซับเอาช่วงเวลาดีๆที่มีด้วยกันในวันนี้ไว้ให้เต็มที่ เพราะถ้าถึงเวลาที่ทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคาดหวังเอาไว้แล้วล่ะก็เธอก็จะยอมรับมัน"วันนี้เมียกลับบ้านแล้วเจ้าปริ้นมันคงดีใจจนเนื้อเต้นเลยล่ะสิ" คุณย่าบัวหลันหันมามองหน้าหลานสะใภ้ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม พนิดาไม่ได้ตอบออกไปว่าอะไร เธอเพียงแต่ยิ้มรับ ช่วงเวลาสามคืนสี่วันที่มาอยู่ที่นี่ทั้งเธอและปริญยังคงติดต่อพูดคุยกันเรียกว่าแทบจะตลอดแม้ว่าจะถูกผู้เป็นย่าปรามเอาไว้แล้ว แต่ก็ด้วยความคิดถึงล่ะมั้งที่ทำให้เธอแอบส่งข้อความพูดคุยตอบกลับเขาไปมาอยู่ไม่ขาดและพนิดาเอ