พนิดาที่ยืนอยู่ในบ้านเห็นว่ารถยุโรปสีขาวจอดสนิทอยู่ที่ทางเข้าบ้านมาสักพักแล้ว แต่ก็ไม่สามารถมองผ่านทะลุเข้าไปภายในได้เนื่องจากว่ากระจกนั้นทึบสนิท เธอยืนคอยอยู่สักพักเพราะสงสัยว่าคือรถใครที่มาจอดอยู่หน้าบ้าน แล้วจึงเห็นว่าปริญเปิดประตูลงมา
ชายหนุ่ยยังคงอยู่ในชุดเดิมของเมื่อคืน จังหวะที่ประตูรถแง้มอยู่และปริญหันไปโบกมือลาฝ่ายนั้น พนิดาก็ได้เห็นชัดเจนว่าหญิงสาวที่อยู่ในรถคันนั้นคือนางเอกสาวชื่อดัง ญดา ญานิศานั่นเอง
พอเห็นดังนั้นพนิดาก็เริ่มเข้าใจว่าเหตุใดปริญจึงต่อต้านการแต่งงานในครั้งนี้นัก ถ้าเป็นเธอเอง มีแฟนสวยขนาดนี้ เธอก็ไม่มีกระจิตกระใจที่จะไปเหลียวมองใครคนอื่นหรอก ซึ่งดูไปแล้วเขาทั้งสองคนนั้นก็ช่างเหมาะสมกันดีปริญก็หล่อ ญานิศาก็สวย
ทันทีที่เปิดประตูบ้านเข้ามา ปริญก็เลือกที่จะเดินขึ้นไปยังชั้นบนของบ้านทันทีโดยไม่ได้คิดจะหันมามองยังพนิดาที่กำลังยืนจัดดอกไม้อยู่ที่โต๊ะข้างหน้าต่างเลย ขายาวๆรีบเดินขึ้นบันไดเพื่อที่จะขึ้นไปยังชั้นบนจนพนิดาต้องรีบเรียกเอาไว้
"พี่ปริ้นคะ ย่าบัวเรียกให้ไปหาค่ะ" ปริญหยุดชะงักก่อนจะหันไปหาเจ้าของเสียงด้วยความโมโห
"นี่อย่าบอกนะว่าเธอเอาเรื่องที่ฉันออกไปข้างนอกเมื่อคืนไปฟ้องคุณย่า" เสียงเข้มๆหันมาตวาดใส่หญิงสาวที่ยืนอ้าปากค้างอยู่ริมหน้าต่าง
"ปละ..เปล่าค่ะ พายก็แค่..ไปใส่บาตรกับย่าบัวตามปกติทุกเช้า แต่วันนี้เผอิญว่าย่าบัวเรียกหาพี่ด้วย แล้วพี่ก็ไม่อยู่บ้าน พายก็เลยต้องบอกท่านไปตามตรง"
"บอกไปตามตรงหรือตั้งใจอยากจะให้คุณย่ารู้กันแน่"
"พี่ปริ้นอย่ามาหาเรื่องพายนะคะ พายจะทำแบบนั้นไปทำไม พายไม่ใช่คนแบบนั้น แล้วนั่นมันก็ไม่ใช่นิสัยของพายด้วย" พนิดาสวนกลับคนขี้โมโหทันควัน
"ก็เพราะว่าเธอโกรธไง เธอโกรธที่เมื่อคืนฉันไม่ยอมค้างที่นี่ด้วย เลยเอาเรื่องนี้ไปฟ้องคุณย่าแต่เช้า อย่าคิดนะว่าฉันตามเธอไม่ทัน ทำไมหรือว่าอยากจะได้ฉันจนตัวสั่น ฉันบอกไว้เลยนะว่าถ้าคิดเธอก็จะได้แต่ฝันเท่านั้นแหละพนิดา" พอได้ยินดังนั้นดอกกุหลาบที่อยู่ในมือก็ถูกบีบขยี้เข้าโดยไม่รู้ตัวก่อนที่มันจะถูกบีบเละเทะคามือน้อยๆ
"พี่ปริ้น พายว่าพี่ชักจะหลงตัวเองมากเกินไปแล้วนะคะถึงได้คิดอะไรบ้าๆแบบนั้นได้ บอกตรงๆนะคะว่าที่พายยอมแต่งงานกับพี่ก็เพราะว่าย่าบัว แต่ถ้าให้พายออกไปเจอพี่ข้างนอกแล้วปากแบบนี้ ให้ฟรีๆแถมข้าวอีกสิบกระสอบพายยังไม่เอาเลยค่ะ"
"ก็ให้มันจริงๆเถอะ งั้นระหว่างเธอกับฉันก็ต่างคนต่างอยู่ อย่ามาก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวกัน พอครบกำหนดหนึ่งปีแล้วจะได้ไปๆให้พ้นหน้ากันสักที" ว่าแล้วปริญก็เดินออกจากบ้านไป ปล่อยให้พนิดาอยู่กับอาการที่ว่าอยากจะกรี้ด อยากจะหมั่นไส้ หรืออยากจะร้องไห้ก่อนดี
"คนบ้า ใครเขาอยากได้นายกัน" พนิดาฟาดดอกกุหลาบกับโต๊ะที่เวลานี้กลีบดอกมันก็แหลกเละอยู่แล้วเข้าไปอีกสองสามทีเพื่อระบายความโมโห
ปริญมุ่งหน้าตรงไปยังเรือนไม้สักหลังงามทันที พอขึ้นไปถึงแค่หัวบันไดเรือนก็พบว่าผู้เป็นย่ากำลังนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เขาจึงค่อยๆเข้าไปนั่งใกล้ๆเพาาะรู้ว่ายังไงก็คงถูกผู้เป็นย่าต่อว่าแน่ๆ
"รู้ใช่มั้ยว่ามีความผิด"
"ทราบครับ"
"รู้ แต่ว่าทำไมถึงยังกล้าทำ"
"คือ เมื่อคืนญดาเขามีเรื่องไม่สบายใจอยากคุยกับผมน่ะครับคุณย่า ผมก็เลยกะว่าจะออกไปเคลียร์กับเธอให้เข้าใจแค่นั้นเองครับไม่มีอะไร"
"ออกไปเคลียร์กันในคืนที่แกต้องเข้าหอเนี่ยนะ แม่นั่นใช้สมองส่วนไหนคิด ย่าว่าคงอยากจะเรียกร้องความสนใจมากกว่า"
"แหมคุณย่าครับ เอาไว้วันหลังผมจะพาญดามากราบคุณย่าก็แล้วกันนะครับ คุณย่าจะได้เห็นว่าจริงๆแล้วญดาเขาน่ารักนะครับ"
"พอๆเลยตาปริ้น แกอย่าได้หาเรื่องพาแม่ดารานั่นมาให้ย่าต้องปวดหัว ย่าแก่หัวหงอกขนาดนี้มองปราดเดียวก็รู้แล้วใครเป็นยังไง"
"ทำไมกับญดาคุณย่าถึงได้ตั้งแง่กับเธอนักล่ะครับ ทีกับแม่หลานสะใภ้ตัวแสบของคุณย่าทำไมคุณย่าถึงได้รักนักรักหนา รักถึงขนาดที่ว่าต้องมาบังคับให้แต่งงานกับหลานชายตัวเอง" ปริญพูดเสียงอ่อย ก้มหน้าลงราวกับว่ากำลังน้อยใจผู้เป็นย่า
"ปริ้น แกคิดดูดีๆนะว่าเพราะอะไรย่าถึงได้บังคับให้แกแต่งงานกับพาย ไม่ใช่เพราะว่าย่ารักแกมากหรอ แกอายุขนาดนี้แล้ว สมควรที่จะมีครอบครัวมีคนที่เขาจะดูแลแกได้แล้วนะลูก"คุณย่าบัวหลันเมื่อเห็นว่าหลานชายทำท่าน้อยใจเป็นเด็กๆก็เริ่มเปลี่ยนเข้าโหมดอ่อนโยนบ้าง
"หรือแกคิดว่าที่ย่าบังคับแกแบบนี้เพราะว่าย่ารักพายมากกว่าแก พายเป็นผู้หญิงนะ ลองได้ขึ้นชื่อว่าเคยผ่านการแต่งงานมาแล้ว มันก็มีแต่เสีย วันหนึ่งถ้าแกเลิกรากันไปก็มีแต่พายที่เป็นฝ่ายเสียเปรียบ ไม่ใช่ว่าย่าไม่รักพายนะ ย่าเลี้ยงดูพายมาตั้งแต่เด็กย่าก็ย่อมปรารถนาที่จะเห็นพายได้ดีอยู่แล้ว แต่ในที่สุดแล้วย่าอยากเห็นแกได้ดีมีครอบครัวมีคนรักที่ดีมากกว่า ซึ่งย่าเชื่อว่าพายสามารถทำมันให้แกได้ ไม่เชื่อแกก็คอยดูสิ"
เมื่อผู้เป็นย่าพูดจบปริญก็ได้แต่นิ่งเงียบเพราะไม่รู้จะพูดว่าอะไรต่อไป ก็ในเมื่อผู้เป็นย่าคิดเห็นเป็นแบบนี้แล้ว ถึงแม้ว่าในใจลึกๆเขาก็ยังไม่เคยที่จะเห็นด้วยกับสิ่งที่ผู้เป็นย่าพูดมาก็ตาม แต่พอนึกถึงที่ดินผืนที่อยากได้ เขาจึงต้องยอมทนอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ไปก่อน แค่หนึ่งปีเดียวเท่านั้น ซึ่งนี่ก็ผ่านมาแล้วตั้ง..หนึ่งวัน เหลืออีกสามร้อยหกสิบสี่วันสินะ
"เอาล่ะงั้นพรุ่งนี้แปดโมงครึ่งมารับย่ากันด้วยล่ะ ย่าจะพาไปที่อำเภอ ย่านัดท่านนายอำเภอไว้เสร็จสรรพแล้วล่ะ"
"คุณย่าครับคือว่าเรื่องจดทะเบียน.."
"แกจดไว้ให้ย่าสบายใจหน่อยเถอะลูกนะ ย่าแก่ปูนนี้แล้วเกิดปุบปับเป็นอะไรขึ้นมาย่าก็เป็นห่วงพายเหมือนกัน จดๆกันไว้อย่างน้อยย่าก็สบายใจ"
"คุณย่าครับแม่นั่นเรียบจบมาจากตั้งเมืองนอกเมืองนา สอบชิงทุนได้เป็นว่าเล่นอีกต่างหาก คงเอาตัวรอดได้สบายอยู่แล้วล่ะครับ"
"เอาเถอะน่าตาปริ้นลูก แกก็ทำๆให้ย่าสบายใจหน่อยไม่ได้หรือยังไง ทีที่ดินผืนตั้งเบ้อเริ่มมูลค่าราคาตั้งเท่าไหร่ที่แกอยากได้ย่ายังยอมยกให้ได้เลย แต่งงานแค่ปีเดียวแลกกันแค่นี้แกก็ต้องยอมทำได้สิ"
"แต่คุณย่าครับ"
"เอ้ แกนี่ยังเถียงเก่งเหมือนตอนเด็กๆไม่มีผิด"
และแล้วก็ยังคงมีอีกหลายๆประโยคโต้เถียงกันเล็กๆตามมาจากสองย่าหลาน จนแก้วคำที่เดินผ่านไปผ่านมายังต้องแอบยิ้มตามเมื่อเห็นสายสัมพันธ์ความรักที่เคยมีมาและยังคงอยู่
เช้านี้ปริญขับรถไปรับผู้เป็นย่าแต่เช้า เป้าหมายคือที่ว่าการอำเภอซึ่งอยู่ในตัวเมือง คุณย่าบัวหลันนั่งหน้าคู่กับปริญส่วนพนิดานั่งอยู่ด้านหลัง ใช้เวลาประมาณยี่สิบนาทีก็ถึง เพราะว่าไร่ส้มแสนสุขของคุณย่าบัวหลันนั้นอยู่ห่างจากตัวเมืองไม่ไกลนัก "อ้าว มาถึงกันแล้วหรอครับคุณย่า" นายอำเภอหนุ่มเอ่ยทักขึ้นเมื่อเห็นหน้าแขกผู้มาเยือน"สวัสดีค่ะท่านนายอำเภอ วันนี้แก้วคำทำลาบไก่ของโปรดท่านนายอำเภอด้วยพอดี ย่าก็เลยห่อใส่ปิ่นโตมาให้ด้วย ส่วนข้างล่างนั่นก็ของหวาน ข้าวเหนียวมะม่วง""ขอบคุณมากๆเลยนะครับคุณย่า นี่ลาภปากของผมจริงๆเลยนะครับเนี่ย งั้นเชิญนั่งกันก่อนเลยครับ" ว่าแล้วนายอำเภอหนุ่มก็ยื่นมือไปรับเถาปิ่นโตจากปริญมาถือไว้ที่หน้าโต๊ะทำงานของนายอำเภอทินกร ปริญและพนิดานั่งอยู่คู่กัน ส่วนคุณย่าบัวหลันนั่งที่โซฟาข้างๆหน้าต่าง ด้านหน้าของคู่สามีภรรยาหมาดๆมีกระดาษคนละหนึ่งแผ่นและปากกาคนละหนึ่งด้ามวางอยู่ เริ่มจากปริญเป็นผู้จรดลงนามก่อนจากนั้นจึงตามด้วยพนิดา"ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ จากนี้คุณทั้งสองคนเป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว" นายอำเภอทินกรพูดก่อนจะมองหน้าและยิ้มให้ทั้งสองคน หากแต่ไม่ได
เช้านี้พนิดาและปริญพากันตื่นมาใส่บาตรตั้งแต่เช้าตามคำสั่งของผู้เป็นย่า สำหรับพนิดาแล้วนั้นการตื่นเช้านั้นไม่ใช่ปัญหาเลย แต่สำหรับปริญผู้เคยชินกับการนอนตื่นสายจนตะวันทิ่มตาแล้ว มันค่อนข้างที่จะยากนิดหน่อยสำหรับเขาหลังจากที่ได้ตกลงกับพนิดาเรื่องการแบ่งสัดส่วนพื้นที่ภายในห้องนอนก็ได้ข้อตกลงร่วมกันว่า เขาจะต้องเป็นผู้เสียสละตัวเองไปนอนบนโซฟาเบด ส่วนพนิดานั้นสามารถยึดครองพื้นที่บนเตียงได้ ถึงเเม้ว่าเขาจะไม่ใช่คนดีอะไรแต่ยังไงเสียสำนึกชั่วดีของเขาก็ยังคงใช้งานได้อยู่ที่จะเป็นคนยอมเสียสละตัวเองแทนฝ่ายหญิง และด้วยความที่ว่าบ้านที่เขาอยู่กับพนิดานั้นพึ่งจะสร้างเสร็จใหม่ ถึงจะมีทั้งหมดสองห้องแต่พวกชุดเครื่องนอนที่นั้นกลับมีเตรียมไว้สำหรับห้องเดียวเท่านั้น พอได้ใส่บาตรกันเสร็จแล้ว ทั้งปริญและพนิดาก็พากันมาทานข้าวเช้าที่บ้านคุณย่าบัวหลันตามที่ผู้เป็นย่าสั่ง หลังจากนั้นก็ถึงเวลาลงมือจัดการกับเหล่ากล้ากุหลาบดอกไม้ที่ร้านดอกไม้ได้นำมาส่งตั้งแต่เมื่อวาน"ขุดได้แน่นะตาปริ้น ไม่ใช่มือไม้ถลอกปอกเปิกหมดเข้า แกยิ่งเคยทำกับเขาเสียที่ไหนอะไรแบบนี้" ผู้เป็นย่าถามย้ำหลานชายอีกรอบเพื่อความแน่ใจ แม้ว่าสีหน้าข
หลังจากช่วยกันจัดการกับแปลงดอกไม้ให้ผู้เป็นย่าเสร็จ ที่ตอนหลังได้น้าแก้วคำมาช่วยอีกแรง ปริญก็ขอตัวกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้าน พนิดาตามไปทีหลังเพราะแวะกลับขึ้นไปเอาขนมหวานที่แก้วคำพึ่งทำเสร็จก่อน พอมาถึงบ้านก็เห็นปริญนั่งอยู่ที่โซฟาในห้องนั่งเล่น ด้านหน้าของเขามีทั้งกล่องยาและผ้าพันแผลวางอยู่เป็นตับ และดูเหมือนว่าเจ้าตัวก็กำลังเก้ๆกังๆในการพยายามทำแผลให้กับตัวเองแต่ไม่สำเร็จ"ทำอะไรคะนั่น""ทำแผลอยู่เธอไม่เห็นหรือไง""เห็นค่ะ แต่ปกติไม่เคยเห็นใครทำแผลตัวเองด้วยการทายาแดงเสียจนชุ่มมือ ราวกับว่าพึ่งถูกมีดปังตอฟันมือมาแบบนี้""ก็ฉันเจ็บ มือฉันทั้งถลอกทั้งแดงไปหมดแบบนี้เธอจะให้ฉันทาแค่บางๆแล้วเมื่อไหร่มันจะหาย" ปริญโยนผ้าพันแผลลงที่โต๊ะอย่างหงุดหงิดก่อนหันมามองแม่จอมจุ้นจ้านอย่างเคืองๆ"แล้วคิดว่าทาชโลมทั้งมือแบบนี้แล้วจะหายเร็วขึ้นอย่างนั้นหรอคะ ดีไม่ดีทามากไปจนแผลแฉะ เกิดอักเสบติดเชื้อลุกลามขึ้นมาจะกลายเป็นเรื่องใหญ่เอานะคะ" พนิดาแกล้งขู่คนที่ไม่เคยทำแผลให้ตัวเองมาก่อนแต่ก็ดูเหมือนว่าปริญจะแอบคล้อยตาม"ก็ใครจะไปรู้ล่ะ ไม่เคยเป็นแผล แล้วฉันก็ไม่เคยทำแผลเองด้วย" "งั้นรอสักครู่ก็แล้
พนิดาส่งมือถือให้ปริญเสร็จตัวเธอเองก็เดินกลับเข้ามาในครัวเพื่อเตรียมอาหารสำหรับตอนเย็นต่อ วันนี้พนิดาตั้งใจจะทำแกงเขียวหวานไก่ ไข่เจียว และปลาทอดราดน้ำปลา วัตถุดิบที่มีซื้อมาจากวันที่ไปตลาดวันก่อน พนิดาชอบเข้าครัวทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก ไม่รู้ว่าใจมันรักหรือเรียกว่าพรสวรรค์กันแน่ แต่ที่แน่ๆก็พรแสวงที่เธอมักจะจดจำไว้เวลาเห็นใครเข้าครัวเสียงปริญยังคงคุยโทรศัพท์ดังแว่วเข้ามา ตามด้วยเสียงผู้หญิงที่อยู่ในสาย แม้ว่าจะไม่สามารถจับใจความได้เพราะว่าเธอนั้นไม่ได้ตั้งใจฟังแต่พนิดาก็รู้ว่าชายหนุ่มคงกำลังมีความสุขอยู่ ฟังได้จากเสียงหัวเราะที่ดังมาเป็นทอดๆ"ขอบคุณนะครับญดาที่เป็นห่วงผม""ก็ปริ้นเป็นคนรักของญดานี่ค่ะ นี่ถ้าไม่ติดว่าคืนนี้เลิกกองดึก ญดาคงจะขับรถไปหาปริ้นเสียตอนนี้เลยล่ะค่ะ""ผมไม่ได้เป็นอะไรมากขนาดนั้นหรอกครับ แค่มือถลอกเอง""ก็ใครจะไปรู้ล่ะคะ ดูพันผ้าไว้ซะขนาดนั้น ญดาตกใจหมดเลย""เดี๋ยวก็ว่าจะแกะออกแล้วล่ะครับ พันไว้ขนาดนี้ผมคงถือช้อนทานข้าวไม่ได้" "นี่ดีนะคะที่กองถ่ายญดาปักหลักถ่ายทำที่นี่หลายเดือน ญดาเลยมีโอกาศได้อยู่ใกล้ๆปริ้นด้วย แค่ในตัวเมืองกับไร่ของคุณย่าปริ้นห่างกันยี่สิบกิโ
พอจัดการทำความสะอาดและพันผ้าพันแผลให้ปริญเป็นรอบที่สอง พนิดาก็เข้ามาจัดการเก็บกวาดและล้างจานในครัว โดยไม่ลืมที่จะยกจานแตงโมออกไปให้ปริญนั่งทานตบท้ายปริญนั่งมองจานแตงโมที่ถูกหั่นและแกะเป็นรูปใบไม้ก็นึกประหลาดใจไม่คิดว่าพนิดาจะมีมุมละเอียดอ่อนแบบนี้อยู่ด้วย จะว่าไปพนิดาถึงแม้ว่าจะมีนิสัยแสบๆซนๆและเด็กกว่าเขาอยู่หลายปี แต่ไม่น่าเชื่อว่าเธอก็ยังมีมุมที่เป็นแม่ศรีบ้านแม่ศรีเรือนกับเขาเหมือนกัน"ญดาไม่ชอบทำอาหารหรอกค่ะปริ้น ญดาว่ามันเหม็นติดผมค่ะ สมัยนี้อยากจะกินอะไรก็แค่โทรสั่งก็มีคนมาส่งให้ถึงที่แล้ว ไม่เห็นต้องทำเองให้ลำบากเลย""งานบ้านญดาทำไม่เป็นหรอกค่ะ ถ้าปริ้นคิดจะคบกับญดา ขอเตือนไว้ก่อนนะคะว่าของพวกนั้นญดาไม่แตะ ทุกวันนี้แค่ถ่ายละครก็แทบจะไม่มีเวลาทำอะไรแล้ว ถ้าปริ้นคาดหวังว่าญดาต้องเป็นผู้หญิงแบบนั้นล่ะก็ บอกไว้เลยนะคะว่าปริ้นเตรียมตัวผิดหวังได้เลย"แม้จะรู้อยู่แล้วว่าญานิศาเป็นผู้หญิงที่ถนัดงานนอกบ้านเสียมากกว่าเรื่องงานบ้านงานเรือน แต่ปริญก็เคยคิดว่ามันก็คงอาจจะไม่ได้เป็นปัญหามากนัก หากแต่ผู้เป็นย่ากลับยื่นคำขาดมาเรียบร้อยว่าศรีภรรยาของเขานั้น งานบ้านงานเรือนต้องเป๊ะ ทำอาหารต้อง
เมื่อเห็นแล้วว่าพนิดาไม่น่าจะสามารถลุกขึ้นเดินได้ปริญจึงสอดแขนตัวเองเข้าไปรวบขาของพนิดาเอาไว้ ส่วนอีกข้างก็โอบไปที่แผ่นหลังก่อนจะยกเธอขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน จังหวะนี้ด้วยความตกใจพนิดาจึงจำเป็นจะต้องโอบแขนทั้งสองข้างของเธอไปที่รอบลำคอของเขา"ถ้าไม่อยากตกลงไปอีกรอบก็หุบปากไว้ บอกไว้ก่อนนะว่าถ้าพูดมากขึ้นมาเมื่อไหร่ แขนฉันมันสามารถอ่อนแรงลงได้ทันที"จากตอนแรกที่คอยต่อปากต่อคำกับเขาไม่หยุด เวลานี้พนิดาจำเป็นต้องหุบปากเอาไว้เสียก่อน ตอนนี้ชีวิตน้อยๆของเธอมันกำลังตกอยู่ภายในอุ้งมือของเขา ไม่ว่าเขาจะสั่งจะดุหรือจะพูดอะไรเธอเองก็คงจะต้องเงียบพอถึงบ้านปริญก็วางเธอลงที่บนโซฟา ส่วนตัวเขาเองก็หันไปเตรียมกะละมังน้ำอุ่นมาให้เธอแช่เท้า พนิดาสงสัยว่าข้อเท้าของเธอคงจะพลิก จากที่ลองขยับดูแล้วรู้สึกถึงความเจ็บแปลบนิดๆ"วางเท้าเธอลงมาสิ ฉันจะล้างให้"พนิดามองสบตาคมที่วันนี้มันดูเหมือนว่าจะอ่อนโยนลงเป็นพิเศษ"เอ่อคือว่าพี่ปริ้นคะ เดี๋ยวพายว่าพายทำเองดีกว่าค่ะ" พนิดารีบห้ามทันควันเมื่อปริญทำท่าเหมือนกับว่าพยายามจับข้อเท้าของเธอยกขึ้นเพื่อเตรียมที่จะจุ่มมันลงไปในกะละมัง"อยู่เฉยๆเถอะน่า อย่าเรื่องมาก" ว่าแล้วเ
เช้านี้พนิดารีบตื่นนอนแต่เช้าอีกตามเคย อาทิตย์นี้เป็นอาทิตย์สุดท้ายแล้วที่จะต้องรีบเก็บเกี่ยวผลผลิตให้แล้วเสร็จ จากนั้นอาทิตย์หน้าก็จะเป็นงานประจำปีเทศกาลส้มหวานของดีเมืองเหนือที่จัดขึ้นที่ว่าการอำเภอเช่นเคย ภายในงานจะมีร้านค้ามากมายที่นำสินค้าจากไร่ตัวเองทั้งที่เป็นแบบสดๆและแบบแปรรูปแล้วมาวางจำหน่ายสองปีที่แล้วตอนก่อนที่จะไปเรียนต่อพนิดาก็ได้มาช่วยคนที่ไร่จัดร้านขายของสนุกสนานกันเลยทีเดียวร้านค้าส่วนมากก็จะเป็นชาวสวนชาวไร่ที่อยู่ในละแวกบริเวณใกล้เคียงกันทั้งนั้น ต่างมีผลผลิตจากไร่ของตัวเองมาจำหน่ายให้ทั้งชาวบ้านและเหล่านักท่องเที่ยวกันละลานตาไปหมดปีนี้ที่ไร่แสนสุขมีสินค้ามากมายเพิ่มขึ้นจากปีก่อนมาก ส่วนหนึ่งมันก็มาจากความคิดของพนิดาด้วยที่อยากเพิ่มมูลค่าให้สินค้ามีความแตกต่างออกไปจากแต่ก่อน "พายว่าปี๋นี้ฮ้านก้าจากไร่ส้มแสนสุขของย่าบัวตึงต้องได้รางวัลฮ้านตี้ขายดีตี้สุดแน่เลยปี้แสงหล้า""ปี้กะว่าจะอั้นเน๊าะ พายกอยผ่อเน้อ ปี๋นี้ปี้จะแต่งตั๋วหื้องามตี้สุดในงาน จะเอาหื้อนายอำเภอทินกรเปิ้นต๋าก้างฟ้าวมาขอปี้ไปเป๋นแฟนบ่าตันเลย"แสงหล้าสาวงามประจำไร่ส้มของคุณย่าบัวหลันที่อายุอานามปีนี้ก็น่า
ขณะที่นั่งรอคนงานในไร่พากันทยอยขนตะกร้าส้มออกมาจากข้างในสวน ระหว่างนี้ปริญก็ช่วยพนิดาคัดขนาดของส้มแต่ละเกรด โดยฟังจากที่พนิดาอธิบายเธอบอกว่า ส้มที่คัดจะมีทั้งหมดหกขนาด ไล่ไปตั้งแต่เบอร์สาม ซึ่งเป็นขนาดที่เล็กที่สุด จากนั้นก็จะเป็นเบอร์สองที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมากว่าส้มเบอร์สาม และขนาดเบอร์หนึ่งจะเป็นขนาดที่เป็นที่นิยมสำหรับผู้บริโภคมากที่สุด จากนั้นก็จะเป็นส้มเบอร์ศูนย์ ซึ่งเบอร์นี้ก็จะยังมีขนาดที่ใกล้เคียงกับส้มเบอร์หนึ่งและก็ยังเป็นขนาดที่ผู้บริโภคนิยมเช่นกัน จากนั้นมาก็จะเป็นเบอร์ศูนย์ศูนย์ ซึ่งเป็นส้มที่มีขนาดใหญ่แต่ไม่เป็นที่นิยมเนื่องจากว่าเปลือกค่อนข้างหนา เนื้อฟ่ามและมีรสชาติจืด ส่วนเบอร์สุดท้ายคือขนาดศูนย์ศูนย์ศูนย์ ส้มเบอร์นี้จะเป็นส้มที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษจนไม่มีช่องให้ลง ส่วนรสชาติก็จะเหมือนกับส้มเบอร์ศูนย์ศูนย์ แต่มีปริมาณไม่มากนักปริญนั่งฟังพนิดาอธิบาย ในขณะที่เขานั่งจ้องหน้าเธอ ส่วนเธอปากพูดไป มือก็ทำงานไปไม่มีหยุด นับว่าสิ่งที่พนิดาพูดมาทั้งหมดนี่เป็นความรู้ใหม่สำหรับเขาเลยก็ว่าได้ ทั้งๆที่ย่าของเขาเป็นเจ้าของสวนส้มขนาดใหญ่แต่เขากับไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้มาก่อนเลย ปกติเวลาผู
สามเดือนผ่านไป จากหญิงสาวที่รูปร่างงดงามสมส่วน เวลานี้พนิดาเริ่มมีหน้าท้องนูนๆน้อยๆยื่นออกมาให้เห็นบ้างแล้ว หลังจากที่พนิดาบอกว่าตนเองประจำเดือนขาดไปอาทิตย์กว่าๆ ปริญก็ไม่รอช้าที่จะขอร้องกึ่งบังคับพนิดาให้ไปตรวจวัดการตั้งครรภ์ทันที และผลที่ออกมาก็เป็นไปตามคาด พนิดาตั้งครรภ์จริงๆ ปริญดีใจกระโดดโลดเต้นเป็นการใหญ่ ทั้งโทรบอกบิดามารดา ผู้เป็นย่าและพี่ชาย ทุกคนต่างก็แสดงความยินดีกับเขาและพนิดาด้วยมีเพียงก็แต่พนิดาที่ทำหน้าจ๋อย ไม่ใช่ว่าเธอไม่ดีใจที่ได้มีปริญน้อยมาอยู่ในพุง หากแต่เธอเสียดายโอกาสที่จะได้เอาคืนสามีตัวแสบด้วยเสียมากกว่า แผนการทั้งหมดที่เธอวางเอาไว้เป็นอันต้องจบลงรวมถึงเรื่องการหย่าขาดจากปริญด้วยจะไม่มีการหย่าใดๆอีก นี่คือคำพูดประกาศิตจากคุณย่าบัวหลัน จากตอนแรกที่คุณย่าบัวหลันบอกว่าจะตามใจเธอในการแก้เผ็ดเอาคืนปริญเรื่องหย่า แต่พอได้รู้ว่าเธอกำลังท้อง แผนการทุกอย่างก็เป็นอันว่าต้องยกเลิกหมด จะไม่มีการหย่าและการแก้เผ็ดใครใดๆทั้งสิ้น เพราะคุณย่าบัวหลันกลัวว่ามันจะมีผลกระทบกับความรู้สึกของเหลนตัวน้อยๆในพุงของเธอ และจากตอนแรกที่คุณย่าบัวหลันยังอยู่ข้างเธอ เวลานี้กลับย้ายข้างไปอยู่
หลังจากที่พนิดายังคงยืนยันคำเดิมว่ายังไงก็จะขอหย่าอย่างไม่มีข้อแม้ ตั้งแต่เมื่อวานปริญก็หายออกไปจากบ้านเต็มๆหนึ่งวันโดยที่เขาไม่ได้โทรบอกและพนิดาเองก็ไม่ได้โทรตาม เขาน้อยใจเธอรู้ แต่นี่ก็เป็นเพียงแค่วิธีเดียวที่จะทำให้ปริญได้รู้เสียบ้างว่าอะไรบางอย่างบางครั้งก็ไม่ใช่ว่าจะได้มาง่ายๆ และถึงแม้ว่าลึกๆในใจจะเป็นห่วงเขาแค่ไหน แต่เธอก็ยังคงพยายามข่มใจเอาไว้ มีเพียงแค่ก่อนนอนที่เธอเลือกที่จะส่งข้อความไปย้ำกับเขาอีกรอบว่าพรุ่งนี้เวลาสิบโมงเช้าเธอและเขามีนัดกันที่ที่ว่าการอำเภอ แม้ว่าข้อความที่พนิดาส่งไปนั้นปริญจะไม่ได้เปิดอ่านแต่อย่างไรเสียเธอก็คิดว่าเขาคงจะต้องเห็นมันอย่างแน่นอน"นี่ตกลงเจ้าปริ้นมันจะมาถึงกี่โมงกี่ยามกัน" คุณย่าบัวหลันยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูในขณะที่นั่งรออยู่ในรถเมื่อพาพนิดามาถึงและยังไม่มีวี่แววว่าพ่อหลานชายตัวดีจะยอมโผล่หัวมาสักที"คิดว่าน่าจะกำลังมาหรือเปล่าครับคุณย่า ปกติเจ้าปริ้นมันก็เป็นคนตรงต่อเวลาอยู่นะครับ" "ไอ้มาตรงเวลาน่ะย่าไม่ค่อยจะห่วงหรอก ห่วงก็แต่ว่ามันจะไม่มามากกว่า คนอย่างเจ้าปริ้นน่ะถ้าอยากได้อะไรมันก็จะเอาให้ได้ แล้วถ้าไม่อยากจะเสียอะไรมันก็จะดื้อรั้นดันทุ
"อีกสองวันเราไปเจอกันที่อำเภอนะคะ พี่ปริ้นไม่ติดอะไรใช่มั้ย" พนิดาเอ่ยปากถามขึ้นทันทีที่ปริญเดินกลับเข้าบ้านมา ช่วงนี้ปริญมักจะทำตัวให้ยุ่งเป็นพิเศษ เรียกได้ว่าแทบจะไม่ค่อยอยู่บ้านเลยก็ว่าได้ โดยให้เหตุผลว่าเขาต้องไปคอยคุมงานตรวจงาน ไหนจะเรื่องรายละเอียดต่างๆของโฮมสเตย์ที่ตอนนี้ได้เริ่มต้นลงมือแล้วเนื่องจากว่าผู้เป็นย่ายอมยกที่ดินผืนนั้นให้ก่อนเวลาตามกำหนดวันนี้ก็เช่นกันปริญออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้าโดยเขียนเพียงโน๊ตข้อความสั้นๆบอกพนิดาไว้ว่าต้องไปคุยรายละเอียดิพิ่มเติมกับอิทธิพล แต่พอเขากลับเข้าบ้านมาเท่านั้นเธอก็พูดถึงมันขึ้นมาอีกจนได้ และเขาก็จะยืนยันคำตอบเดิมเช่นกันว่าเขาจะไม่มีทางหย่ากับเธอเด็ดขาด"ติด""คะ?""พี่ไม่หย่า""ทำไมคะ ในเมื่อตอนแรกพี่เองเป็นคนต้องการแบบนั้น""พายอยากรู้จริงๆใช่มั้ย ก็ได้พี่จะบอก ที่ตอนนั้นพี่อยากจะหย่าก็เพราะว่าพี่ยังไม่ได้รักพายไง แต่ตอนนี้ไม่ใช่ ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว พี่รักพายและพี่ก็จะไม่ยอมหย่าเด็ดขาดพายรู้เอาไว้ได้เลย" ปริญพูดคำว่ารักออกมาตรงๆ เขาก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าพอเขาบอกความรู้สึกของเขาออกไปแล้วพนิดายังคงจะอยากหย่ากับเขาอีกมั้ย"มะ..หมายค
ช่วงนี้สติสตังของปริญมักจะไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวเสียเท่าไหร่ ยิ่งวันเวลาใกล้เข้ามาทุกทีอาการร้อนรนเป็นหนูติดจั่นของเขาก็ยิ่งแสดงออกมาให้ทุกคนเห็นมากขึ้น"อาทิตย์หน้านี้แกก็จะได้กลับไปเป็นโสดอีกครั้งหนึ่งแล้ว คงดีใจมากเลยสินะถึงได้วิ่งพล่านแบบนี้""คุณย่าครับ คือว่าผม..""ย่านัดคุณกรให้เรียบร้อยแล้ว เข้าไปถึงก็เซ็นหย่าได้เลยจะได้จบๆ"คุณย่าบัวหลันพูดไปพร้อมกับช่อดอกไม้ที่ค่อยๆถูกเรียงปักลงในแจกันอย่างสวยงาม"ผมไม่หย่าครับ""อะไรนะ นี่ย่าฟังอะไรผิดไปหรือเปล่า""ผมไม่อยากหย่าแล้วครับคุณย่า คุณย่าช่วยพูดกับพายให้หน่อย อย่ายอมให้พายหย่ากับผมนะครับ" ปริญตัดสินใจมาหาผู้เป็นย่าวันนี้ก็เพราะหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือเรื่องที่ยังคงเป็นปัญหาคาใจเขาอยู่ แม้ว่าคืนนั้นทั้งเขาและเธอต่างมอบทั้งความสุขกายสุขใจให้กันไปมากเพียงใด หากแต่พอเช้ามาพนิดาก็ยังคงที่จะยืนยันคำเดิมว่าต้องการหย่า"อะไรของแกกันแน่เจ้าปริ้น ทีตอนแต่งก็โวยวายไม่อยากแต่ง ทีตอนนี้ถึงเวลาจะได้กลับไปเป็นอิสระอีกครั้งตามที่แกอยาก กลับจะมาไม่ยอมหย่าเสียอย่างงั้น" จากใบหน้าของผู้เป็นย่าที่มีริ้วรอยเหี่ยวย่นตามธรรมชาติอยู่แล้วเวลานี้ยิ่
หลังจากตั้งแต่กลับมาจากไปปฏิบัติธรรมมาครั้งนั้นพนิดาก็ขอแยกห้องนอนกับเขาอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าเขาจะขอเคลียร์ขออธิบายยังไงเธอก็ไม่ต้องการที่จะรับฟังอะไรใดๆจากเขาอีกและขอร้องว่าให้เขาและเธอนั้นต่างคนต่างอยู่นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ปริญไม่เข้าใจ จนกระทั่งผ่านมาจนถึงวันนี้เขาเองยังยิ่งไม่เข้าใจไปอีกว่าการที่เพียงแค่เขาไม่ตอบข้อความเธอแค่เพียงครั้งเดียวนั้นมันเป็นเรื่องใหญ่ถึงขนาดที่ว่าทำให้เธอเลิกชอบเขาและเลือกที่จะยุติความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเธอเอาไว้เพียงเท่านี้เลยหรือ มิหนำซ้ำผู้เป็นย่าของเขาเองก็ยังเห็นดีเห็นงามกับการที่พนิดาและเขาจะต้องหย่าขาดกันในครั้งนี้ด้วยทั้งๆที่ท่านเองเป็นคนบังคับให้เขาและพนิดาต้องมาแต่งงานกัน คุณย่าบัวหลัน : ดีแล้วพายลูก เดี๋ยวพอพายหย่าขาดจากเจ้าปริ้นแล้ว ย่าก็จะได้เชียร์พายกับท่านนายอำเภอต่อเลยพนิดา : พายว่าอย่าเลยดีกว่าค่ะย่าบัว พายสงสารคุณกรน่ะค่ะถ้าต้องมีแฟนที่เคยผ่านการแต่งงานมาแล้วแบบพาย ขอแค่ให้พายยังได้เป็นลูกหลานย่าบัวเหมือนเดิมแบบนี้ดีกว่าค่ะคุณย่าบัวหลัน :โถๆ สมัยนี้ไม่มีใครเขาถือกันแล้วลูก ไม่ต้องไปคิดมาก หรือไม่ก็ถ้าพายยังอยากจะเป็นหลานสะใภ้ย่าอ
"เพราะแบบนี้ใช่มั้ยพายถึงได้อยากหย่ากับพี่นัก" ภาพบรรยากาศภายในร้านอาหารที่เธอกำลังนั่งอยู่กับอิทธิพลถูกถ่ายเอาไว้และตอนนี้มันได้ปรากฎอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือของปริญเรียบร้อย"พี่ปริ้นหมายความว่ายังไงคะ แล้วนี่พี่ไปเอารูปพวกนี้มาจากไหน""พี่จะได้รูปมาจากไหนมันไม่สำคัญหรอก แต่ความจริงก็คือที่พายอยากหย่ากับพี่ก็เพราะว่าจะได้ไปคบกับไอ้อิทใช่หรือเปล่า""พายว่าพี่อย่าดึงคนอื่นมาเกี่ยวข้องดีกว่านะคะ พายไม่เข้าใจว่าพี่จะหาเหตุผลล้านแปดมาต่อว่าพายทำไม ในเมื่อมันก็เป็นความต้องการของพี่ตั้งแต่แรกอยู่แล้วว่าต้องการหย่า และนี่ไงคะ มันใกล้ถึงเวลานั้นแล้ว เวลาที่พี่รอคอยมาตลอด"ปริญได้แต่ยืนนิ่งเงียบเพราะว่าพูดไม่ออก เวลานี้เขาจะบอกเธออย่างไรดีว่าความรู้สึกของเขาที่มีต่อเธอมันเปลี่ยนไปแล้ว เขาไม่ได้ต้องการหย่า แต่สำหรับพนิดาคงจะไม่ใช่ เธอคงต้องการที่จะหย่ากับเขาแล้วกลับไปหาใครสักคนที่เธอชอบอย่างเช่น ปุณภพ หรือไม่ก็ใครสักคนที่ชอบเธออย่าง อิทธิพล ใช่สิ เธอมีตัวเลือก และตัวเขาเองก็ประกาศเอาไว้ปาวๆว่าไม่เลือกเธอตั้งแต่แรกอยู่แล้ว คิดแล้วก็ได้แต่สมน้ำหน้าตัวเอง"ถึงกับต้องมาหากูนี่มีเรื่องอะไรวะ" อิทธ
ปริญยังคงพยายามทำทุกอย่างเพื่อที่จะขอปรับความเข้าใจกับพนิดาหากแต่ก็ไม่เป็นผลระหว่างนี้เธอยังคงทำหน้าภรรยาเหมือนอย่างเดิม หากแต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเธอที่ดูเหมือนว่าจะพุ่งดิ่งลงเหวลงไปทุกที"พาย ยังไงวันนี้เราก็ต้องคุยกันให้รู้เรื่อง พี่จะไม่ยอมให้พายทำบึ้งตึงใส่พี่เป็นเด็กๆอีกต่อไปแล้ว""พี่ปริ้นว่าพายเป็นเด็ก ยังไงคะ""ก็เรื่องที่พายโกรธพี่ไม่หายซักทีนี่ไง แค่เรื่องที่พี่ไม่ได้ตอบข้อความเพราะว่าพี่เมามากจริงๆ แล้วพี่ก็ขอโทษพายไปแล้วด้วยแต่พายก็ยังไม่ยอมหายโกรธ""นี่พี่ปริ้นคิดว่าที่พายโกรธมันเป็นเพราะเรื่องแค่นี้จริงๆหรอคะ ขอโทษนะคะแต่พายเป็นคนที่มีเหตุผลพอค่ะ""ถ้าไม่ใช่พายโกรธพี่เรื่องนี้ งั้นมีเรื่องอะไรอีกล่ะ""ขอไม่พูดถึงดีกว่านะคะ เพราะพายว่าพี่ปริ้นเองก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจตัวเองดีว่าทำอะไรลงไป" ว่าแล้วพนิดาก็ผลักอกปริญออกและทำท่าว่าจะเดินหนี หากแต่ก็ยังคงช้ากว่าอ้อมแขนแกร่งที่ตวัดมารัดรอบตัวเธอเอาไว้ได้ทันพอดี"พี่ปริ้นคะจะทำอะไรปล่อยนะคะ""แต่พี่คิดถึงพาย ไม่ได้กอดตั้งหลายวันรู้หรือเปล่าว่าพี่คิดถึง" ปริญพูดลงเสียงเบาดวงตาคมจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาก
เมื่อเห็นว่าติดต่อพนิดาไม่ได้ปริญก็รีบอาบน้ำแต่งตัวและตรงไปยังเรือนของผู้เป็นย่าทันที ขายาวๆก้าวขึ้นบันไดอย่างร้อนรนพลางสายตาก็สอดส่ายไปทั่วทั้งเรือนจนกระทั่งไปเจอกับผู้เป็นย่าของตัวเองที่กำลังอยู่ที่โต๊ะทานข้าวบริเวณชานเรือน"คุณย่าพายล่ะครับ""อ้าวตาปริ้น มาทานของว่างกับย่าก่อนสิมา""ผมมาหาพายครับคุณย่า""อ้าว เมียแกกลับไปตั้งนานแล้วจะมาตามหาทำไมที่นี่ล่ะ นี่ย่ากับพายกลับมาถึงตั้งแต่สิบโมงกว่าๆแล้ว เห็นพายก็รีบกลับไปหาแกที่บ้านเลย นี่ยังไม่เจอกันอีกหรอ""ไม่เจอครับ ผมโทรหาก็ไม่ติดไม่รู้ว่าไปไหน น้าแก้วล่ะครับเห็นพายบ้างหรือเปล่า" ปริญมีสีหน้าที่กังวลอย่างชัดเจน คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจนยุ่ง"เอ ถ้ามองไม่ผิดน้าว่าน่าจะเป็นพายนะคะที่ขึ้นรถออกไปกับคุณปุณ น้าเองก็สายตาไม่ค่อยจะดีมองไกลไม่ค่อยจะเห็น เลยไม่แน่ใจน่ะค่ะว่าใช่หรือเปล่า""ไปกับพี่ปุณหรอครับ ตั้งแต่เมื่อไหร่""น่าจะตั้งแต่สิบโมงกว่าๆแล้วมั้งคะ เพราะเห็นว่ากลับไปบ้านได้แปปเดียวเองก็เดินกลับมาเลยน่ะค่ะ" หลังจากได้ยินคำบอกเล่าของแก้วคำปริญก็ก็ขอตัวกลับไปที่บ้านทันที เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาพี่ชายหลังจากนั้นเพื่อต้องการจะถามว่
หลังจากวันแรกปริญพยายามที่จะติดต่อสื่อสารกับเธออยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ออกจากบ้านจนกระทั่งถึงสถานปฏิบัติธรรม แต่ก็มิวายถูกผู้เป็นย่าปรามเอาไว้เสียก่อนเขาจึงได้หยุดเพลาลง อาจจะมีบ้างที่เขายังคอยส่งข้อความมาหาวันละสองครั้งเช้าและเย็น เขาทำได้เพียงเท่านั้นเพราะว่าไม่ถูกอนุญาตจากผู้เป็นย่าให้คุยโทรศัพท์กับเธอได้นับว่าตั้งแต่คืนวันนั้นมาความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเธอก็ดูเหมือนว่าจะเป็นไปในทางที่ดีขึ้น แม้ว่าเธอจะยังไม่รู้เลยว่าในอนาคตเรื่องราวระหว่างเธอและเขาจะเป็นอย่างไร แต่ในวันนี้เธอจะขอซึมซับเอาช่วงเวลาดีๆที่มีด้วยกันในวันนี้ไว้ให้เต็มที่ เพราะถ้าถึงเวลาที่ทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคาดหวังเอาไว้แล้วล่ะก็เธอก็จะยอมรับมัน"วันนี้เมียกลับบ้านแล้วเจ้าปริ้นมันคงดีใจจนเนื้อเต้นเลยล่ะสิ" คุณย่าบัวหลันหันมามองหน้าหลานสะใภ้ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม พนิดาไม่ได้ตอบออกไปว่าอะไร เธอเพียงแต่ยิ้มรับ ช่วงเวลาสามคืนสี่วันที่มาอยู่ที่นี่ทั้งเธอและปริญยังคงติดต่อพูดคุยกันเรียกว่าแทบจะตลอดแม้ว่าจะถูกผู้เป็นย่าปรามเอาไว้แล้ว แต่ก็ด้วยความคิดถึงล่ะมั้งที่ทำให้เธอแอบส่งข้อความพูดคุยตอบกลับเขาไปมาอยู่ไม่ขาดและพนิดาเอ