จ้าวหลินอีไอสำรอกเลือดสีแดงเข้มออกมาจนถ้าเช็ดหน้าสีขาวเปลี่ยนเป็นสีชาด ใบหน้าที่มีริ้วรอยแห่งกาลเวลาขณะนี้ซีดเผือด ดวงตาของเธอกลับไร้ประกายสดใสมันมีแต่เพียงความเจ็บปวดและความเสียใจ แม้จะเสียใจแค่ไหนแต่กลับไร้กำลังที่จะแก้แค้นให้บุตรสาวอันเป็นที่รัก
มือหยาบกร้านที่ทำงานมาหลายปีพยายามเช็ดป้ายสุสานของลูกสาวอย่างถนุถนอม แต่มือที่เปื้อนเลือดกลับทำให้ป้ายสุสานที่ฝังร่างบุตรสาวแปดเปื้อนสีแดงเข้มนี้ไปด้วยจนเธอต้องหยุดมือแค่ก ๆ ๆ จ้าวหลินอีไออีกครั้งและไอติดต่อกันหลายครั้งจนแทบหายใจไม่ทัน พร้อมสำรอกก้อนเลือดสีแดงเข้มออกไปทางดำคล้ำออกมาอีกครั้ง เธอพิงศีรษะกับป้ายสุสานอย่างอ่อนแรง ความเสียใจกับการเดินเส้นทางผิดทำให้เธอเจ็บปวดรวดร้าวไปทั้งหัวใจ เพราะหลงเชื่อคารมคนรักจนต้องพบจุดจบที่น่าอนาถเช่นนี้ อยากตายก็ไม่สามารถตายได้ หากเธอตายใครเล่าจะมาปัดกวาดเช็ดถูให้สุสานให้กับหย่าหลิงของเธอ จ้าวหลินอีเหม่อมองท้องฟ้าอย่างเลื่อนลอย เธอหวนคิดถึงอดีตที่ผิดพลาด เธอหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างสมเพชตัวเอง เพราะความอ่อนแอและโง่เขลาทำให้เธอหลงเชื่อคนผิด เธอเป็นคนเรียนเก่งและมีอนาคตสดใสรออยู่ แต่เพราะชอบพอกับกู้เหวินเฟยจึงยอมสละตัวเอง เพื่อให้เขาเรียนต่อจึงนำเงินในครอบครัวส่งเขาเรียนต่อแทนเธอ การแต่งงานของเธอจึงเรียบง่ายเพื่อหลีกเลี่ยงคำครหาเท่านั้น ซึ่งคนในครอบครัวของเธอไม่เห็นด้วย ต่างเอ่ยตักเตือนเธอต่าง ๆ นา ๆ แต่เพราะคำอ้อนวอนขอร้องจากเธอพวกเขาจึงยอมทำตามความปรารถนาของเธอส่งเสียลูกเขยคนนี้จนเรียนจบ เมื่อเขาเรียนจบมาเป็นครูในอำเภอ จ้าวหลินอียอมทนลำบากเลี้ยงแม่สามีและครอบครัวของเขาพร้อมลูกสาวที่ยังเล็กอย่างยากลำบาก เธอหวังว่าเขาเรียบจบมีงานการที่ดีทำจะได้ทำให้ครอบครัวเจริญก้าวหน้าขึ้น แต่ความหวังกลับไม่ได้เป็นที่หวัง กู้เหวินเฟยเรียนจบมีการศึกษา มีหน้ามีตาภรรยาบ้านนอกอย่างเธอกลับเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงของเขา จ้าวหลินอีจึงยอมอยู่บ้านนอกเพื่อไม่ให้สามีอับอายคนอื่น และปล่อยให้สามีไปสอนอยู่ในเมืองเพียงลำพัง แต่ทุกคนในบ้านตระกูลกู้กลับไม่นึกถึงบุญคุณเธอ ทุกคนต่างดูถูกเหยียดหยามเธอไม่เว้นแต่ละวัน หาว่าเธอเรียนไม่สูงด้อยความรู้ รูปร่างผอมดำไม่เหมาะสมกับลูกชายของหล่อน ซึ่งพวกหล่อนไม่ได้จดจำเลยว่าเพราะอะไรเธอถึงไม่ได้เรียนต่อ ไม่มีการศึกษาและต้องมาทำงานในไร่ตากแดดตัวดำอย่างนี้ แม้นจะถูกต่อว่าอย่างไรเธอก็ยอมอดทนเพื่อลูก ส่วนสามีไปเป็นครูช่วงหลังห่างเหินกับเธอมากขึ้น แต่เพราะไม่มีการศึกษาที่สูงและทำให้เขาอับอายเธอจึงยอมให้ทุกคนดูถูก จนกระทั่งวันหนึ่งจุดเปลี่ยนชีวิตของเธอผลิกผันอย่างรุนแรง กู้เหวินเฟยกลับมาพร้อมหญิงสาวที่งดงามและสดใหม่ที่ชื่อตู่จื่อหย่า อีกทั้งหล่อนเป็นลูกสาวผอ.ในโรงเรียน ซึ่งหล่อนกำลังตั้งครรภ์ทำให้ทุกคนในบ้านตระกูลกู้บังคับให้เธอหย่าขาดกับสามี ตอนนั้นเพราะความปวดใจที่สามีนอกใจจึงยอมหย่าทั้งน้ำตา ทว่าทันทีที่เซ็นใบหย่าให้พวกเขาก็ไล่เธอออกจากบ้านตระกูล กู้ทันที แต่เรื่องเลวร้ายไม่จบเพียงเท่านี้เมื่อพวกเขาพรากลูกสาวที่เป็นแก้วตาดวงใจของเธอไป กู้เหวินเฟยไม่อยากให้คนอื่นมองตัวเองไม่ดีจึงได้พาลูกสาวของเธอไปด้วย นั่นทำให้เธอตรอมใจเป็นอย่างมาก อีกทั้งไม่มีหน้ากลับบ้านเดิมเพราะครอบครัวเคยบอกเธอแล้วว่ากู้เหวินเฟยไม่ใช่คนดี เธอจึงได้แอบไปในอำเภอและเช่าห้องเล็ก ๆ ภายในเมืองและหางานแถวนั้นทำ แต่เพราะการศึกษาไม่สูงทำให้เป็นแค่แรงงานชั้นต่ำในโรงงานเท่านั้น เธอตัดเย็บผ้าในโรงงานและแอบดูลูกสาวเป็นประจำอยู่หลายปี ทว่าภายหลังจึงได้รู้ว่าลูกสาวของหล่อนไม่ได้สุขสบายอย่างที่เห็นภายนอก ยิ่งพวกเขามีลูกเป็นของตัวเองหลายคน กู้หย่าหลิงยิ่งเหมือนเป็นส่วนเกินในครอบครัว เธอถูกทุกคนในบ้านรังแกทุกวัน จ้าวหลินอีพยายามช่วยเหลือลูกสาวทุกทาง แต่เพราะหล่อนถูกเลี้ยงดูมาในเมืองทำให้เป็นคนเย่อหยิ่งและนิสัยก้าวร้าว หล่อนไม่พอใจที่มีแม่เป็นแค่แรงงานชั้นต่ำอย่างจ้าวหลินอี หล่อนคิดแค่ว่าทำไมไม่เกิดมาเป็นลูกของตู่จื่อหย่า นั่นทำให้หล่อนโกรธแค้นโชคชะตาอีกทั้งถูกครอบครัวรังแกอยู่ทุกวัน ทำให้สุดท้ายก็ทนไม่ไหวและฆ่าตัวตายในที่สุด จ้าวหลินอีเสียใจมากที่ลูกสาวคนเดียวตายจากไป สิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจได้หายไป เธอจึงได้แต่เคียดแค้นอดีตสามี หากไม่พาลูกสาวเธอไปอยู่ด้วยกู้หย่าหลิงก็คงไม่พบจุดจบแบบนี้ แต่เพราะเธอเครียดมากอีกทั้งไม่ได้ดูแลตัวเองตั้งแต่ยังสาวก็เลยป่วยหนักจากการทำงานหนักมาหลายปี อีกทั้งตอนนี้ฐานะของกู้เหวินเฟยนั้นสูงมากจนคนไร้การศึกษาและเงินตราอย่างเธอไม่มีปัญญาไปแก้แค้นเขาได้ แค่ก ๆ ๆจ้าวหลินอี้ยิ้มอย่างสมเพชตัวเองที่อ่อนแอจนถูกใครต่อใครรังแกขนาดนี้ หากย้อนเวลากลับไปได้เธอจะไปเรียนต่อให้จบและเป็นคุณนายทหาร เหยียบย่ำตระกูลกู้ที่ทำลายเธอกับลูก ทว่านั่นทำได้แต่คิดเท่านั้น เพราะไม่มีคำว่าหาก... “หย่าหลิงลูกแม่ ชาติหน้ามาเกิดเป็นลูกแม่อีกนะ แม่สัญญาชาติหน้าแม่จะรักและปกป้องลูกให้ได้ หย่าหลิง แม่กำลังไปหาลูก แม่ขอโทษที่แม่อ่อนแอและไม่สามารถปกป้องลูกได้ หากชาติหน้ามีจริงแม่จะหาพ่อที่ดีให้กับลูก พ่อชั่วๆ อย่างกู้เหวินเฟยอย่าได้มีมันเลย แค่ก ๆ ๆ” จ้าวหลินอีลูกป้ายสุสานบุตรสาวด้วยความอ่อนโยน เธอเค้นเสียงพูดออกมาด้วยความเจ็บแค้นใจ แต่เธอรู้ดีว่าเวลาเธอกำลังจะหมดแล้ว ผ้าเช็ดหน้าสีขาวมีแต่เลือดสีเข้มอีกทั้งดวงตาที่พร่ามัวจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใด ลมหายใจเริ่มติดขัดยิ่งไอยิ่งทำให้รู้สึกทรมานมากขึ้นกว่าเดิม โรคที่รุมเร้านี้ไม่ใช่โรคร้ายอะไรแต่เพราะเธอทำงานหนักจนอวัยวะภายในถูกทำลายหมดแล้ว จ้าวหลินอีพิงป้ายสุสานอย่างอ่อนแรง ดวงตาที่ครั้งหนึ่งเคยงดงามสดใสเวลานี้ดับแสงลงพร้อมลมหายใจสุดท้ายที่ขาดห้วง ทว่าในความคิดก่อนที่จะลาโลกใบนี้ไปอย่างเดียวดาย มีแต่ความเสียดาย เสียดายชีวิตที่ผ่า
“ค่ะ ทุกคนไปนอนเถอะค่ะฉันไม่เป็นไร” จ้าวหลินอีบอกทุกคนด้วยรอยยิ้มหวังให้พวกเขาสบายใจ ทุกคนมองเธออย่างเป็นห่วงก่อนจะแยกย้ายกันไป โดยเฉพาะพี่ชายก่อนจากยังขยี้ผมเธออย่างห่วงใย เธอเงยหน้ามองพี่ชายด้วยรอยยิ้ม ปกติเธอจะหนีออกจากฝ่ามือเขาเพราะกลัวผมจะยุ่ง แต่ความอบอุ่นนี้ทำให้เธอยิ้มออกมาทั้งน้ำตา เป็นเธอเองที่หันหลังให้ครอบครัวที่ดีของเธอแบบนี้ “ถ้ามีเรื่องอะไรไม่สบายใจบอกพี่ได้” “ค่ะ พี่ไปนอนเถอะดึกแล้วพรุ่งนี้ต้องกลับไปทำงานอีก” จ้าวหลินอีบอกพี่ชายอย่างเป็นห่วง เพราะเขาต้องทำงานหนักเลี้ยงครอบครัวและยังต้องส่งเธอเรียน ชาติก่อนเธอทำให้พวกเขาผิดหวังจริง ๆ เมื่อเห็นเขาเดินกลับห้องตัวเองเธอจึงปิดประตูใส่กลอนอีกครั้ง จ้าวหลินอีเดินไปจดสมุดโน๊ตที่เคยจดไว้ แล้วยิ้มอย่างสมเพชตัวเอง ความจริงคืนนี้เธอต้องไปตามนัดของกู้เหวินเฟยผู้ชายหน้าตัวเมียคนนั้น โชคดีที่เธอย้อนกลับตอนอายุ17ปีและเป็นวัยที่กำลังสดใส อีกทั้งเธอสอบติดมหาลัยชื่อดังได้ ซึ่งเป็นช่วงกู้เหวินเฟยจะมาขอเธอไม่ให้เรียนต่อและให้ส่งเขาเรียนแทนเป็นช่วงชีวิตที่ถูกทำลาย ชาตินี้เธอจะไม่ยอมเด็ดขาด ชาตินี้เธอจะเรียนมหาลัยให้จบและใช้ชีวิตที่ดี
“หลินอีเราตกลงกันแล้วว่าเราจะแต่งงานกันแล้วระหว่างนี้เธอก็จะส่งฉันเรียนจนจบ ฉันสัญญาว่าเรียนจบแล้วเธอจะต้องได้ดีเป็นภรรยาของฉันอย่างสมเกียรติอย่างแน่นอน” จ้าวหลินอีวางหนังสือไว้บนโต๊ะนั่งแล้วขยับหนีมือที่ยื่นมาหมายจะจับมือเธอ ชาติก่อนเขาก็พูดอย่างนี้ไม่ใช่หรือ แล้วสุดท้ายเป็นอย่างไร อย่าคิดว่าเธอจะโง่งมในความรักเหมือนชาติก่อนอีก “ฉันไปตกลงกับนายตอนไหน อีกอย่างฉันจะไปเรียนต่อ ส่วนนายก็ให้พ่อกับแม่นายส่งเองซิ” จ้าวหลินอีปฏิเสธเสียงแข็งไม่ว่าอย่างไรเธอจะไม่เป็นคนหัวอ่อนให้คนชักจูงจมูกเหมือนชาติก่อนแน่ ๆ ประสบการณ์ชีวิตสอนเธอมาตั้งหนึ่งชาติภพแล้ว หากยังโง่งมหลงเชื่อคนอย่างกู้เหวินเฟยอีก เอาหัวโขกกำแพงตายไปเลยไม่ดีกว่าหรือ“หลินอี เธอก็รู้ว่าพ่อแม่ฉันไม่มีเงิน หากเธอเสียสละให้ฉันฉันจะรักและดูแลเธอตลอดไป เธอคิดดูสิฉันเรียนเก่งหากเรียนจบมาต้องได้งานที่ดีเป็นหน้าเป็นตาให้เธออย่างแน่นอน” “ฉันเรียนเอง จบเองได้ไม่ต้องให้นายมาเป็นหน้าเป็นตาให้ฉัน” “หลินอีเธอเป็นอะไร เธอถูกแม่กับพ่อเธอบังคับใช่ไหม ฉันจะไปบอกพวกเขาให้ว่าเรารักกันจะแต่งงานกัน” กู้เหวินเฟยพยายามจับตัวจ้าวหลินอีและพยายามหว่านล้
ระหว่างรอเดินทางไปมหาวิทยาลัยที่จะเปิดอีกสามเดือนข้างหน้า จ้าวหลินอีเปลี่ยนแปลงตนเองให้สวยกว่าเดิมเพราะประสบการณ์จากชาติก่อนทำให้เธอรู้ว่าคนหน้าตาดีจะสามารถทำให้คนรักและเอ็นดูได้มาก ชาติก่อนเธอทำงานตรากตรำจนตัวดำไม่เคยได้บำรุงใบหน้าหรือร่างกายเลย สุดท้ายก็ถูกต่อว่าไม่เหมาะสมกับกู้เหวินเฟย และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาครอบครัวกู้เหวินเฟยต่างก็มาที่บ้านของเธอพร้อมตัดเพ้อต้องการให้เธอส่งเขาเรียน จนทำให้ชาวบ้านต่างรู้กันเกือบทุกบ้านแล้วว่าคนบ้านกู้ต้องการให้เธอเสียสละตัวเอง บ้างก็เห็นดีด้วยเพราะผู้หญิงเรียนสูงไปก็ไร้ประโยชน์ บางคนก็ไม่เห็นด้วยเพราะไม่ใช่ญาติพี่น้องกันเสียหน่อยทำไมต้องส่งเสียลูกชายบ้านอื่นเรียนด้วย และตลอดเวลาจ้าวหลินอีหลบหน้าหลบตากู้เหวินเฟยตลอด เพราะกลัวว่าจะอดใจไม่ไหววิ่งเอามีดไปแทงอีกฝ่ายตายด้วยความแค้น ชาติที่แล้วเพราะอีกฝ่ายอยู่ตำแหน่งที่สูง ผู้คนรุมล้อมทำให้ไม่มีโอกาสแม้จะเข้าใกล้ แต่เวลานี้เขาเป็นเพียงชายหนุ่มที่ยังไม่มีประสบการณ์อะไร และไม่ได้มีอำนาจอะไร เธอกลัวจะเผลอไปทำร้ายเขาจนตัวเองถูกโทษประหาร เวลาไม่เห็นเขาทำให้จ้าวหลินอีใจเย็นมากขึ้น และช่วงหลังมานี้เขาไม่ได
“เข้าบ้านกันเถอะ” จ้าวเผิงเฉิงบอกภรรยากับลูกสาว หน้าบ้านของพวกเขาตอนนี้ต่างก็มีชาวบ้านมามุงดูและแทะเมล็ดแตงโมชมเรื่องสนุกกัน เขาเข้าใจว่ายุคสมัยนี้ด้อยค่าผู้หญิงและเพราะแบบนี้เขาถึงอยากให้ลูกสาวเรียนจบให้สูงมีการงานทำที่ดี ไม่ใช่เป็นเพียงชาวไร่ชาวนาหาเช้ากินค่ำเหมือนตนเอง “หนูจะตั้งใจเรียนและไม่ทำให้พ่อกับแม่ผิดหวังค่ะ” จ้าวหลินอีกอดแขนพ่อกับแม่เข้าบ้านพร้อมเอ่ยบอกให้พวกเขามั่นใจว่าจะไม่เสียใจแน่นอนที่สงลูกสาวอย่างเธอเรียนให้จบ ตอนนี้พี่ชายทำงานในเมืองวันหยุดถึงจะกลับมาเธอจะไม่ทำให้พวกเขาต้องเสียหยาดเหงื่อแรงกายฟรี ๆ “เด็กดี” อินเยว่เจียลูบศีรษะลูกสาวอย่างรักใคร่เอ็นดู เธอเลี้ยงลูกสาวมาอย่างถนุถนอมแล้วบ้านตระกูลกู้คิดว่าตนเองเป็นใครถึงคิดจะเหยียบย่ำลูกสาวของเธอแบบนี้ จ้าวหลินอีมองพ่อกับแม่ด้วยหัวใจอบอุ่น ชาติที่แล้วเพราะความโง่งมถึงมองไม่เห็นความรักและความห่วงใยของพวกท่าน แต่ไม่เป็นไรเธอได้ย้อนกลับมาแล้ว เธอจะทำให้พ่อกับแม่มีความสุขและมีชีวิตที่สุขสบาย... หลังจากที่วันนั้นครอบครัวบ้านตระกูลกู้ไม่ได้มารังคราญครอบครัวจ้าวหลินอีอีก ซึ่งทำให้ชีวิตเธอสุขสงบขึ้นมาก เวลาที่พ่อกับแม่ไปไร
“เดี๋ยวพี่จะทำงานเพิ่ม ไว้มีเงินแล้วพี่จะซื้อโทรศัพท์ให้” “ไม่ต้องหรอกค่ะ พี่ดูแลสุขภาพตัวเองอย่าหักโหมมากเกินไปค่ะ มันไม่ได้จำเป็นขนาดนั้นไว้ฉันจะใช้โทรศัพท์สาธารณะแทนได้ค่ะ” จ้าวหลินอีเอ่ยบอกอย่างหนักแน่น ราคาโทรศัพท์ในยุคสมัยนี้แพงมากเงินหนึ่งพันหยวนสามารถใช้ชีวิตได้เป็นปี อีกอย่างเธอไม่อยากทำให้เขาทำงานหนักจนอวัยวะภายในเสื่อมโทรมเหมือนเธอชาติที่แล้ว ก่อนจะตายมันทรมานมากการไอออกมาเป็นเลือดมันเจ็บไปทั้งตัวจนแทบขยับตัวแทบไม่ไหว เธอจึงไม่อยากให้เขาเป็นอย่างเธอชาติก่อน อีกอย่างเธอวาดรูปเสื้อผ้าไว้หลายแบบหากหาคนที่น่าเชื่อถือได้น่าจะขายได้เงินสำหรับเล่าเรียนได้ ปู๊นนนน~~~ “รถไฟมาแล้ว พี่ดูแลตัวเองแล้วก็ดูแลพ่อกับแม่ด้วยนะคะ” จ้าวหลินอีบอกพี่ชายพร้อมเดินขึ้นรถไฟด้วยความหวัง ท่าทางมั่นอกมั่นใจของเธอทำให้จ้าวเทียนอี้รู้สึกวางใจ หลายเดือนมานี้จ้าวหลินอีเปลี่ยนไปมาก และเปลี่ยนไปในทางที่ดี บางครั้งเขายังรู้สึกว่าหล่อนมีความคิดเป็นผู้ใหญ่มากกว่าเขาเสียอีก ร่างบอบบางหันกลับมามองพร้อมโบกมือลาก่อนจะหายลับไปกับรถไฟที่เขาใช้เงินเกือบทั้งหมดที่มีจองแบบตั๋วนอนให้น้องสาว หวังว่าเธอจะได้ไม่ต้
จ้าวหลินอีเรียนบริหารคนเดียวส่วนคนอื่นเรียนต่างสาขาเวลาเจอกันคือเวลานอน ในช่วงวันหยุดถ้าจะออกจากมหาวิทยาลัยต้องมีคนเซ็นรับ และจ้าวหลินอีต้องการออกไปติดต่อหาคนซื้อแบบเสื้อผ้าทำให้ต้องหาคนมาเซ็นชื่อให้ ซึ่งคนที่สามารถทำเรื่องออกจากมหาลัยได้เป็นพี่ชายของเย่ซินหราน “พี่ชายทางนี้ค่ะ” เย่ซินหรานส่งเสียงเรียกพร้อมโบกไม้โบกมือให้พี่ชายอย่างร่าเริง จ้าวชิงหรานมองตามสายตาเพื่อนสาวจึงได้เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งใบหน้าหล่อเข้มรูปร่างสูงใหญ่ดูมีสง่าราศีเป็นอย่างมาก ดวงตาคู่คมมองเธออย่างสำรวจจ้าวหลินอีก้มหน้าหลบสายตาอย่างเก้อเขินใบหน้าแดงระเรื่อราวกับสาวน้อยริเริ่มมีความรัก “พี่ชายนี่สหายคนสนิทฉันชื่อจ้าวหลินอี หลินอีนี่พี่ชายฉันชื่อเย่คุนข่ายพี่เขาเป็นทหาร” “สวัสดีค่ะพี่ใหญ่เย่” จ้าวหลินอีทักทายอย่างมีมารยาท เธอยิ้มอ่อนหวานอย่างเขินอาย ดวงตาคู่คมมองเธอราวกับกำลังจ้องจับผิดยิ่งทำให้เธอรู้สึกประหม่ามากขึ้น ไม่ใช่ว่าเธอแสดงไม่เหมือนสาวน้อยเหมือนสหายหรอกนะ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอกับเขาได้พบกันคงไม่คิดว่าแปลกประหลาดไปจากสหายรุ่นเดียวกันหรอกกระมัง แต่ทำอย่างไรได้ชาติก่อนเธอตายตอนอายุสามสิบเก้าปี ช่
จ้าวหลินอีไม่ได้รู้ตัวเลยว่ามีคนอิจฉาเธออยู่เบื้องหลัง เธอนั่งรถมาด้วยความตื่นเต้นนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตเธอที่ได้นั่งรถยนต์แบบนี้ แม้จะพยายามระงับอาการแต่ดวงตาก็พอประกายสดใสทำให้เย่คุนข่ายรู้สึกว่าเธอเหมือนสาวน้อยวัยสิบเจ็ดสิบแปดปีขึ้นมาหน่อยหนึ่ง ทั้งสามคนนั่งรถมาครึ่งชั่วโมงก็มาย่านการค้าขนาดใหญ่“นั่นร้านแม่ฉัน แม่ฉันไม่ชอบเป็นคุณนายทหารอบยู่บ้านเฉย ๆ เหมือนผู้หญิงคนอื่นจึงได้มาเปิดร้านเป็นของตัวเอง” เมื่อจอดรถที่หน้าร้าน เย่ซินหรานก็ได้ชี้นิ้วแนะนำเพื่อนสาวอย่างภาคภูมิใจ มารดาของเธอทั้งสวยและเก่งไม่ยอมนั่งเล่นไพ่เดินช้อปปิ้งเหมือนคุณนายบ้านอื่น“แม่เธอเก่งมาก” จ้าวหลินอีกล่าวชมจากใจจริง เธอมองดูร้านขายเสื้อขนาดใหญ่แล้วรู้สึกอยากเปิดร้านแบบนี้บ้าง ไว้ให้เธอเก็บเงินสักระยะก่อน หลังเรียนจบค่อยออกมาทำตามความฝัน ระหว่างนี้ก็เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปก่อน“เข้าไปเถอะ” เย่คุนข่ายบอกทั้งคู่ก่อนจะก้าวนำเข้าไปในร้านอย่างคุ้นเคย พนักงานในร้านต่างมองไปที่ลูกชายเจ้านายอย่างเขินอาย และมองหญิงสาวแปลกหน้าที่เพิ
“เธอเป็นพนักงานตำแหน่งเล็ก ๆ ในอำเภอ เป็นเด็กกำพร้าไร้พ่อกับแม่”จ้าวเทียนอี้บอกเล่าเรื่องคนรักให้คนในครอบครัวฟังอย่างเก้อเขิน เพราะตอนนี้เขาพยายามเก็บเงินเพื่อไปสู่ขอเธออยู่ และรอเวลาที่เหมาะสมด้วย“เช่นนั้นก็ดีเลยค่ะ พี่ชายให้เธอออกจากงานมาเลี้ยงดูพ่อกับแม่ได้ไหมคะ ฉันจะจ่ายเงินเดือนให้พี่สะใภ้เอง เดือนละห้าสิบหยวน”“เดี๋ยวพี่ขอปรึกษากับเสี่ยวเหยาอีกที” จ้าวเทียนอี้แบ่งรักแบ่งสู้ เพราะเขาเองก็อยากให้ว่าที่ภรรยามาช่วยดูแลพ่อกับแม่ ส่วนเขาจะทำงานเลี้ยงครอบครัวเอง“จะให้พ่อกับแม่ไปสู่ขอหล่อนเลยไหม”แม่จ้าวถามอย่างใส่ใจ หล่อนหาเด็กสาวในหมู่บ้านแล้ว แต่พวกหล่อนหัวสูงเรียกค่าสินสอดหลายร้อยหยวน อีกอย่างนิสัยใจคอก็รู้สึกว่าไม่อาจเข้ากับลูกชายจอมซื่อบื้อของเธอได้“ไว้เราสร้างบ้านเสร็จก่อนก็ได้ครับ ระหว่างนี้ผมจะได้คุยกับเธอด้วย” จ้าวเทียนอี้เอ่ยตอบอย่างเคอะเขิน เขาต้องพูดคุยเรื่องนี้กับคนรักก่อนกลัวว่าจู่ ๆ ไปหาเลยจะทำให้เธอตกใจจนปฏิเสธงานแต่งงาน“แบบนั้นก็ดี”&
และที่เธอยังไม่ได้เริ่มลงมือแก้แค้นเพราะกำลังรอช่วงเวลาจากนี้ต่างหาก ให้พวกเขาแต่งงานและแยกจากกันไม่ออก พวกเขาอยู่บ้านเดียวกันและมีผู้ชายคนนั้นอยู่บ้านด้วย ดูสิว่าสะใภ้คนนี้จะทนความเหงาไปได้สักกี่น้ำ เธอมีแผนอยู่ภายในใจโดยไม่ต้องลงมือเอง แค่กระตุ้น ๆ ให้ได้ผลลับออกมาเท่านั้น ถึงจะช้าหน่อยแต่พวกเขาต้องพบจุดจบไม่ดีเหมือนที่เธอเคยพบเจอมาอย่างแน่นอน“พ่อ แม่ ฉันกลับมาแล้วค่ะ” เมื่อเห็นพ่อกับแม่มารออยู่หน้าบ้านจ้าวหลินอีก็เลิกคิดเรื่องของสองผัวเมียนั่น เธอลงจากรถไปกอดพวกท่านให้หายคิดถึง“พ่อคะแม่คะฉันเรียนจบแล้วค่ะ” จ้าวหลินอีกอดพวกท่านทั้งน้ำตาเธอร้องไห้ออกมาอย่างอดกลั้นไม่อยู่ ตอนนี้เธอเรียนจบมีการศึกษาแล้ว ไม่ต้องโดนครอบครัวตระกูลกู้ดูถูกเหมือนชาติก่อนอีกแล้ว อีกทั้งชาตินี้เธอจะมีชีวิตที่ดีให้พวกเขาอิจฉาจนกระอักเลือดตายไปเลย“ดี ๆ ๆ เดินทางมาเหนื่อยๆ เข้าบ้านก่อนเถอะ” แม่จ้าวกอดลูกสาวด้วยความปราบปลื้มดีใจ พ่อจ้าวก็ตบไหล่ลูกสาวอย่างภาคภูมิใจ เธอไม่ได้ทำให้ครอบครัวผิดหวังจริงๆ ตอนนี้ชีวิตของพวกเขาดีมากๆ เพียงแต่ไม่ได้ป่าวประกาศให้
“พี่ใหญ่! ทางนี้ค่ะ”เมื่อลงมาจากรถไฟจ้าวหลินอีก็มองเห็นพี่ใหญ่มารับทันที เธอส่งยิ้มพร้อมโบกมือเรียกด้วยน้ำเสียงร่าเริง ตั้งแต่เธอมีร้านและมีเงินมากพอที่จะส่งตัวเองเรียนและส่งให้ครอบครัวพี่ใหญ่ก็ไม่ได้ทำงานหนักอีก เขาออกมาทำการค้าที่อำเภอแทนซึ่งพี่ใหญ่ชอบของเก่าจึงเปิดร้านของเก่าหรือของโบราณทำให้เขามีหน้ามีและรู้จักผู้ใหญ่หลายคน และเธอก็ทราบภายหลังว่าเย่คุนข่ายใช้เครือข่ายตัวเองช่วยพี่ชายอยู่เบื้องหลัง ซึ่งเธอได้ขอบคุณเขาไปแล้วเพราะรู้ดีว่างานพวกนี้หากไม่มีเส้นมีสายจะอยู่ยากแต่เป็นความชอบของพี่ชายเธอจึงไม่ห้ามและช่วยเท่าที่ช่วยได้ แต่พี่ชายเหมือนมีพรสวรรค์ทางด้านนี้เขาสามารถมองออกได้ว่าวัตถุชิ้นไหนมีค่าและไม่มีค่า พวกเธอสองพี่น้องช่วยกันทำงานทำให้ฐานะทางบ้านร่ำรวยขึ้นมาก แต่พวกเขายังอยู่บ้านหลังเก่าอยู่จึงไม่มีใครรู้ว่าพวกเขามีฐานะร่ำรวยขึ้น“ไม่ได้กลับบ้านมาเกือบปีเธอผอมลงหรือเปล่า”“เปล่านี่ค่ะ นี่เรียกว่ากำลังหุ่นดีค่ะ อ้วนก็เป็นโรคง่ายผอมเกินก็ไม่ดีตอนนี้หุ่นฉันดีมากฉันออกกำลังกายเป็นประจำ&r
“พวกหล่อนจะไม่ให้ฉันนั่งส่องหนุ่มๆ บ้างหรือไง” ซุนหานลี่เอ่ยถามอย่างขัดใจ เขาเองก็อยากจะส่องหนุ่มๆ ก่อนอำลาเหมือนกัน เพราะไม่รู้ว่าจบไปแล้วชีวิตตัวเองเป็นอย่างไร หรือต้องเทียวไปดูตัวตามญาติผู้ใหญ่ ช่างน่าหนักใจจริงๆ มีเพียงช่วงเวลานี้เท่านั้นที่เขาได้มีอิสระความคิดและเที่ยวเล่นตามเหล่าสหายรู้ใจพวกนี้“ไม่ได้ๆ อย่าแสดงออกสีหน้ามันไม่งาม” สหายในกลุ่มต่างพูดหยอกล้อกันก่อนจะหัวเราะอย่างสนุก ซึ่งเจ้าตัวไม่ได้โกรธอะไร วันนี้ชุดสีขาวสูทสีขาวของเจ้าตัวก็เป็นฝีมือตัดเย็บของจ้าวหลินอีเช่นกัน“เหอะ คอยดูเถอะ ถ้าแม่ฉันอยากได้สะใภ้ฉันจะลากพวกหล่อนไปแต่งงานด้วย”“กรี๊ดดดด ไม่ได้ผู้ชายของฉันต้องเป็นสุภาพบุรุษที่แข็งแกร่งกว่าฉัน” หลิวตานหยอกล้อสหายชายคนเดียวอย่างสนุกทำให้คนหัวเราะอย่างขบขัน ตอนนี้พวกเธอยังคงหัวเราะร่าเริงได้ แต่จากนี้ไปชีวิตของซุนหานลี่จะไม่ง่ายเลย เขาเกิดผิดยุคผิดสมัยไปหน่อยเพราะคนสมัยนี้ไม่ยอมรับผู้ชายที่รักผู้ชายพวกเธอได้แต่ส่งกำลังใจให้เท่านั้น“หลินอีเธอได้ยินข่าวหลีหว่านหนิงไหม
“น่ากินทั้งนั้นเลยค่ะ ฝีมือคุณจ้าวอร่อยจนอยากให้เปิดร้านค่ะ”“ฮ่าๆ พี่เหม่ยหลิงก็พูดไป ฉันเปิดแค่ร้านเสื้อก็พอค่ะ ช่วงนี้พี่มองหาคนเพิ่มให้ฉันหน่อยนะคะ เดี๋ยวเรียนจบฉันตั้งใจจะเปิดเพิ่มอีกสาขาค่ะ”“จริงหรือคะ ยินดีด้วยค่ะกิจการของคุณจ้าวต้องเจริญก้าวหน้าอย่างแน่นอนค่ะ”“พี่ขอเป็นหุ้นส่วนด้วยนะ” เย่คุนข่ายที่เดินมาเอาน้ำในห้องครัวได้ยินคนรักพูดเรื่องเปิดสาขาใหม่จึงเอ่ยหยอกล้อด้วยรอยยิ้ม“แน่นอนค่ะ เพราะพี่จะเป็นหุ้นส่วนชีวิตฉันด้วยนี่ค่ะ”คำตอบของจ้าวหลินอีทำให้คนฟังต่างหน้าแดงด้วยความเขิน ภายในห้องจึงอบอวลไปด้วยความรักจนผู้ช่วยอย่างมู่เหม่ยหลิงเหมือนเป็นส่วนเกิน แต่เธอก็ยินดีกับเจ้านายจริงๆ ที่เจอผู้ชายดีๆ แบบนี้ ซึ่งต่างจากเธอที่ชีวิตการแต่งงานล้มเหลวเพราะเธอเป็นเพียงผู้หญิงไร้ค่าคลอดได้แต่ลูกสาว และแล้ววันที่จ้าวหลินอีก็เรียบจบปริญญาตามที่หวังก็มาถึง ในค่ำคืนนี้มีงานเลี้ยงอำลาซึ่งชุดที่เธอกับสหายล้วนมาจากร้านลี่หรงถัง ชุดราตรีสีแดงสด สีขาว สีน้ำเงินและสีชมพู
“ก็นึกว่าใคร คนขี้แพ้นี่เอง ฉันกับกู้เหวินเรียนจบก็จะได้แต่งงานกันแล้ว เธอควรแสดงความยินดีกับพวกฉันนะ” ทันทีที่เห็นหน้าศัตรูหัวใจ ตู่จื่อหย่าจึงพูดด้วยรอยยิ้มสะใจ เธอกอดแขนคู่หมั้นอวดความรักหวานชื้นตัวเองเพื่อให้หล่อนอิจฉา จ้าวหลินอีเป็นผู้หญิงที่ถูกกู้เหวินเฟยทอดทิ้ง แต่ตอนนี้หล่อนทั้งสวยและเรียนเก่งทำให้เธอรู้สึกหวาดระแวงจึงรีบมาแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ“อ่อ งั้นก็ขอให้รักกันนานๆ แล้วกัน” จ้าวหลินอีตอบกลับหน้าตาย ผู้ชายสารเลวแบบนี้ให้ฟรียังไม่เอาเลย เธอไม่กลับไปโง่เขลาเหมือนชาติก่อนอย่างแน่นอน และเธออยากรู้จริงๆ ว่าหากตู่จื่อหย่ารู้ว่าผู้ชายสารเลวคนนี้พร้อมจะไปอยู่กับคนที่รวยกว่าจะรู้สึกยังไง และหากกู้เหวินเฟยรู้ว่าภรรยาของตนเองไม่ได้มีแค่ตัวเอง เรื่องจะจบแบบไหน มันคงน่าสนุกน่าดูเธอแทบอดใจรอชมไม่ไหวเชียวล่ะ“คิกๆๆ” เสียงหัวเราะรอบข้างทำให้ตู่จื่อหย่ารู้สึกหน้าเสียเป็นอย่างมาก เธอถลึงตาใส่กลุ่มของสหายของจ้าวหลินอีอย่างไม่พอใจก่อนจะด่ากลับอย่างโมโห“หัวเราะไปเถอะ อย่างหล่อนก็แค่ของเล่นผู้ชายเท่านั้นแหละ”เม
“กลับกันเถอะ เดี๋ยวดึกกว่านี้เธอไปเรียนไม่ไหว” หลังจากเดินย่อยมาสักพักแล้วจึงได้เอ่ยชวนคนรักสาวที่คล้ายจะง่วงนอนแล้ว เขารู้ว่าช่วงนี้ตัดเย็บชุดราตรีทำให้อดหลับอดนานมาหลายวันแล้ว“ได้ค่ะพี่ ฉันก็เริ่มง่วงแล้ว” จ้าวหลินอียิ้มรับก่อนจะเดินจูงมือกันกลับไปที่รถยนต์ที่จอดที่ลานจอด เธอนั่งรถกลับมาและเผลอหลับไม่รู้ตัว จนกระทั่งกลับมาถึงร้านที่ถูกปลุกให้ตื่นไปนอนที่ร้านดีๆ และวิธีการปลุกคนให้ตื่นของเย่คุนข่ายทำให้ริมฝีปากของเธอแดงซ้ำไปเลยทีเดียว“ฝันดีนะคะ” จ้าวหลินอีเอ่ยบอกใบหน้าแดงก่ำอย่างเขินอายก่อนจะรีบเข้าร้านและปิดประตูอย่างเรียบร้อย ไม่รอให้เย่คุนข่ายกลับเหมือนทุกครั้ง ดวงตาคู่คมมองแผ่นหลังอรชรด้วยรอยยิ้ม มือลูบปากตัวเองแผ่วเบาหวานจริงๆ ผลไม้ที่เขาเลี้ยงดูใกล้จะสุกเต็มที่แล้ว...เย่คุนข่ายมองตามอยู่สักพักจนกระทั่งไฟในร้านปิดหมดทุกดวงเขาจึงได้ขับรถออกไป ตอนนี้ตีหนึ่งแล้ว พรุ่งนี้เช้ายังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องจัดการ ว่าที่ภรรยาขยันขนาดนั้นเขาจะต้องขยันให้มากกว่าเธอเป็นสองเท่าจ้าวหลินอีแอบมองต
“ใครปล่อยข่าว” สหายคนอื่นๆ ถามอย่างสงสัย จ้าวหลินอีมองพวกเขาแล้วเอ่ยตอบเบาๆ เพราะเธอก็ไม่คิดว่าจะเป็นรุ่นน้องที่ชอบมาปรึกษาเรื่องการเรียนกับเธอ ต่อหน้าหล่อนพูดดีมีมารยาททว่าลับหลังกลับไส้ร้ายป้ายสีเธอแบบนี้ ปานนี้หล่อนคงยังไม่รู้ตัวว่าเธอรู้ว่าหล่อนเป็นพวกหน้าไหว้หลังหลอกเธอหรือสงสารยังช่วยทำรายงานสำคัญส่งอาจารย์ด้วย โชคดีจริงๆ ที่เธอยังไม่ได้คืนรายงานฉบับนี้ให้หล่อน เธอจะดูสิว่าถูกตลบหลังจะยังตีหน้าซื่อตาใสได้อีกหรือเปล่า“หลีหว่านหนิง”“ฉันว่าแล้วยัยนั่นมันแม่ดอกบัวขาว” คำพูดของหลิวตานทำให้จ้าวหลินอีหัวเราะเบาๆ เธอเองก็มองออกเพียงแต่เห็นหล่อนแล้วทำให้เธอคิดถึงลูกสาวจากชาติก่อน เธอจึงทำดีด้วยแต่เมื่อบทสรุปออกมาแบบนี้ก็ไม่ได้ผิดจากที่คาดเดาไปได้ เธอจึงไม่ได้นึกเสียใจอะไรส่วนข่าวลือเดี๋ยวความจริงก็ถูกเปิดเผยเอง“หลี่หว่านหนิง ทำไมฉันรู้สึกคุ้นแซ่จังเลย จริงสิ! ไม่ใช่ยัยนี่เป็นลูกสาวของนายพลแซ่หลีที่เป็นคู่อริพ่อฉันเหรอ” เย่ซินหรานทำหน้าครุ่นคิด ก่อนจะสะดุดชื่
หลังจากทานมื้อเที่ยงเสร็จจ้าวหลินอีก็ได้กลับไปที่ร้านเพราะยังมีชุดที่ต้องรอออกแบบอีกหลายชุด เธอวุ่นวายอยู่กับคนเดียวตลอดบ่าย ไหนจะต้องเลือกผ้าไหม สีผ้าที่เข้ากับผิวแต่ละคนและยังซื้อเครื่องประดับเพิ่มอีก อย่างพวกไข่มุกสีต่าง ๆ เพื่อมาตกแต่งชุดงานเลี้ยงของพวกสหายอีกสามคน ชุดราตรีต้องโดดเด่นเพราะมันจะเป็นการเปิดตัวร้านของเธอและคนจะได้รู้จักมากขึ้นอีกด้วย เธอทำงานอย่างเพลิดเพลินจนกระทั่งลูกน้องในร้านถึงเวลาเลิกงานหมดแล้ว เธอไม่ได้ให้พวกเขาทำงานล่วงเวลาเพราะพวกเขายังมีครอบครัวต้องรับผิดชอบ“ยังไม่เสร็จงานเหรอครับ”จ้าวหลินอีหันหน้าไปมองตามเสียงก่อนจะยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าใครมาหา เธอวางงานในมือลงแล้วเดินเข้าไปหา หลายวันมานี้เธองานยุ่งไม่ค่อยได้ใช้เวลาร่วมกันเลย โชคดีที่เย่คุนข่ายเป็นผู้ใหญ่และเป็นทหารที่มีเหตุผล เขาไม่เคยทำให้เธอรู้สึกลำบากใจแม้แต่ครั้งเดียว“ใกล้แล้วค่ะ ที่มหาลัยจะมีงานเลี้ยงค่ะสหายทั้งหลายเลยมาช่วยให้ทำชุดราตรีให้ค่ะ พี่ทานข้าวเย็นยังคะ”“ยังเลยพี่ว่าจะมารับเราไปเดินตลาดกลางคืนด