ซูชิงอู่กัดริมฝีปากแล้วพูดว่า “ท่านอ๋องพยายามปลอบใจข้าหรือ?”เย่เสวียนถิงส่ายหัว “เปล่า ข้าพูดจากใจ”เขาอุ้มซูชิงอู่ขึ้นมาแล้วเดินตรงกลับห้อง ในขณะที่เดิน เขาก็พูดต่อ “อาอู่ เจ้าไม่ต้องรู้สึกผิดกับเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตชาติหรอก นั่นเป็นสิ่งที่ข้าเต็มใจทำ…”ซูชิงอู่กระชับวงแขนกอดเอวของเย่เสวียนถิงนางช่างยอดเยี่ยมนักที่ทำให้ใครสักคนดีกับนางทั้งในชาติก่อนและชาตินี้...……เช้าตรู่วันต่อมา ขันทีหนุ่มมาเชิญซูชิงอู่เข้าไปในพระราชวังนางได้มีเวลาเพียงเล็กน้อยเพื่อบอกอวิ๋นจื่อและอวิ๋นชิงให้ดูแลเด็กน้อยทั้งสามให้ดีก่อนที่นางจะตรงเข้าวังตอนนี้ฮ่องเต้เฒ่าเก่ากำลังประชวรหนัก หากนางไม่ใช้ยา อย่างมากภายในเวลาหนึ่งเดือน แสงแห่งพระชนม์ชีพของพระองค์จะค่อย ๆ มอดลงเมื่อคืนที่ผ่านมา ผู้ที่ป่วยได้ถูกจัดให้รวมอยู่ด้วยกัน ประกอบกับทางสำนักหมอหลวงได้ต้มยาให้ทานตามใบสั่งยาของซูชิงอู่ หลังจากพักฟื้นอยู่หนึ่งคืน พวกเขาหลายคนก็อาการดีขึ้นทันทีที่หมอหลวงซุนได้ยินว่าซูชิงอู่มา เขาก็รีบไปพบนางเป็นการส่วนตัวเมื่อเห็นว่าเย่เสวียนถิงไม่ได้อยู่ข้างกายนาง เขาก็ประหลาดใจมาก“ท่านอ๋องล่ะพ่ะย่ะค่ะ?”ซูชิงอ
ฮ่องเต้เฒ่าตะโกนด้วยความตื่นเต้น และท่าทางของเขาก็เปลี่ยนไปจากหลังมือเป็นหน้ามือทันทีเจียวกุ้ยเฟยล้มลงกับพื้นจนได้รับบาดเจ็บที่ขาโดยไม่ทันระวัง เมื่อมีคนช่วยประคองนางลุกขึ้นจากพื้น ที่เข่าของนางก็เกิดเผยให้เห็นรอยฟกช้ำเช่นกันสีหน้าของนางดูไม่ดีนักเมื่อเห็นฮ่องเต้เฒ่าทรงพูดคุยกับซูชิงอู่ด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตรอย่างมาก “ยาที่เจ้าสั่งให้ข้าเมื่อวานข้ากินจนหมดเลย เจ้าตรวจให้ข้าหน่อยสิว่าอาการของข้าดีขึ้นแล้วหรือยัง?” ทรงเหยียดแขนยื่นไปตรงหน้าซูชิงอู่ซูชิงอู่ไม่ได้ตรวจชีพจรให้ฮ่องเต้เฒ่า เพียงแต่ปลอบใจพระองค์ “หลังจากที่เสวยโอสถแล้วฝ่าบาทต้องพักผ่อนบรรทมให้มาก อาการถึงจะดีขึ้นอย่างรวดเร็วได้เพคะ”“ที่เจ้าพูดก็ถูก”พระองค์ทรงขยี้ผมที่ค่อนข้างยุ่งของตัวเอง พลางโยกตัวไปมาแล้วกลับไปยังที่บรรทมซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก จากนั้นจึงทรงนอนลงและหลับตาเจียวกุ้ยเฟยตกตะลึงเมื่อเห็นภาพตรงหน้าแม้นางจะรู้ว่าฮ่องเต้ทรงประชวรมาสองวันแล้ว แต่นางก็ไม่รู้ว่าอาการป่วยนั้นเป็นอย่างไรเขาเอาแต่ตะโกนว่ามีคนจะทำร้ายเขา!ทว่าผลลัพธ์กลับกลายเป็นฮ่องเต้เฒ่าผู้ปฏิเสธที่จะให้ใครเข้าใกล้และดื้อรั้นอย่างมาก ถูกซู่ช
ซูชิงอู่รับรู้ความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของเจียวกุ้ยเฟยนางกลัวว่าตนจะใช้ฮ่องเต้เพื่อทำสิ่งที่เป็นอันตรายต่อตระกูลเจียวของนางซูชิงอู่หัวเราะเบา ๆ และขัดจังหวะเจียวกุ้ยเฟย “กุ้ยเฟยอิจฉาหรือเพคะ?”เจียวกุ้ยเฟยเม้มริมฝีปากพลางมองท่าทางที่เหมือนจะยิ้มแย้มของซูชิงอู่ จากนั้นนางก็รู้สึกกังวลขึ้นมานางรู้ว่าสตรีผู้นี้น่ากลัว อีกทั้งยังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกับนางมาโดยตลอด แต่ตัวนางไม่สามารถทนดูอีกฝ่ายกอบโกยทุกสิ่งทุกอย่างไปอยู่ในมือได้จึงได้แต่พยายามกดความโอหังของซูชิงอู่เอาไว้“ข้าพูดเช่นนี้ก็เพื่อพระชายา หากตอนนี้ฝ่าบาททรงเลอะเลือนเพราะอาการประชวรและทรงทำอะไรผิดไปก็จะต้องเดือดร้อนมาถึงเจ้าอย่างแน่นอน”ซูชิงอู่พยักหน้า “ขอบพระคุณในความห่วงใยของกุ้ยเฟย แต่หม่อมฉันไม่เก็บเรื่องนั้นมาใส่ใจหรอกเพคะ”เจียวกุ้ยเฟยเม้มปากพลางถลึงตามองอีกฝ่ายจากนั้นก็ได้ยินซูชิงอู่พูดต่อ “หม่อมฉันมีหน้าที่รับผิดชอบรักษาอาการประชวรของฝ่าบาท ในฐานะที่เป็นผู้ดูแลเต็มตัวหม่อมฉันสามารถบอกทุกคนได้ว่าฝ่าบาททรงมีพลานามัยที่แข็งแรง มีจิตสำนึกที่ชัดเจน ไม่มีปัญหาใดใดทั้งสิ้นเพคะ”หัวใจของเจียวกุ
“พระสนม...”นางกำนัลน้อยที่อยู่ข้างหลังถามอย่างกังวลเจียวกุ้ยเฟยพูดทันที “เจ้าออกไปก่อน เฝ้าหน้าประตูไว้”นางเดินมาที่โต๊ะด้วยใบหน้าซีดเซียว พลางยื่นมือออกมาคลี่จดหมายอ่านเนื้อหาอย่างตั้งใจหลังจากอ่านจบแล้วสีหน้าของนางก็ยิ่งแย่ลงไปอีกนิ้วของนางสั่นเทาด้วยความโกรธ“ใครกัน ใครที่มันข่มขู่ข้าอยู่ในเงามืด?”หากนางไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดข้างต้น เกรงว่าคงอีกไม่นานนางจะถูกเปิดเผยว่าไม่ใช่มารดาผู้ให้กำเนิดขององค์รัชทายาทและเมื่อเรื่องนี้ถูกเปิดเผย เย่ชิวหมิงก็จะไม่รักนางอีกต่อไป ซ้ำยังเกลียดนางแทน!เพราะนางคือคนที่สังหารมารดาผู้ให้กำเนิดของเขา!เจียวกุ้ยเฟยเผาจดหมายด้วยนิ้วที่สั่นเทา สายตาของนางค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นมืดมนพลางเดินวนรอบโต๊ะอยู่หลายครั้งจนในที่สุดก็ตัดสินใจได้……ซูชิงอู่ป้อนยาให้ฮ่องเต้เฒ่าอีกครั้ง และหลังจากที่ทรงบรรทมแล้ว นางก็หาข้ออ้างออกมาจากพระตำหนักหย่างซินนางทำตามแผนเดิมก็คือถามว่าเย่อวิ๋นถูถูกขังอยู่ที่ไหนและมาที่คุกใต้นั้นนั้นเพียงลำพังเมื่อผู้คุมที่เฝ้าประตูเห็นว่าเป็นพระชายาเสวียน เขาก็แสดงรอยยิ้มประจบประแจงทันที“พระชายา เชิญด้านในเลยพ่ะย่ะค่ะ!”ใครท
“หากท่านอยากออกมา หม่อมฉันช่วยได้ แต่ท่านต้องยอมรับเงื่อนไขบางประการเป็นการแลกเปลี่ยน”เย่อวิ๋นถูหรี่ตาลง รู้สึกว่าการทำข้อตกลงกับสตรีตรงหน้าเหมือนกับการทำข้อตกลงกับงูพิษ“เงื่อนไขอะไร?”ซูชิงอู่ยิ้มพลางพูดว่า “นำป้ายผู้นำตระกูลมู่หรงมาให้หม่อมฉันเพคะ”“ป้ายผู้นำตระกูล?”เย่อวิ๋นถูจ้องซูชิงอู่และพูดด้วยน้ำเสียงแหบห้าว “เจ้ารู้เรื่องป้ายผู้นำตระกูลได้อย่างไร!”ป้ายผู้นำตระกูลมู่หรงมีบทบาทสำคัญที่ไม่เพียงแต่แสดงถึงอำนาจสูงสุดของตระกูลมู่หรงเท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญอีกด้วยกุญแจที่ใช้เปิดคลังสมบัติที่ซ่อนเร้นเอาไว้ของตระกูลมู่หรง!เย่อวิ๋นถูแค่นเสียง เขาจะมอบป้ายผู้นำตระกูลให้กับซูชิงอู่ได้อย่างไร?เมื่อซูชิงอู่เห็นเขาแค่นเสียงเยาะเย้ยก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่อีกฝ่ายจะมอบมันตามที่ขอ แต่นั่นไม่สำคัญ เพราะนางรู้ว่าสุดท้ายเขาจะมอบมันให้นางยิ้มเล็กน้อยพลางพูดต่อ “ตอนนี้ฮองเฮากับไทเฮาทรงถูกขังอยู่ในสำนักชี แต่ท่านถูกขังอยู่ที่นี่ หากมีใครต้องการกำจัดพวกนาง ท่านก็คงไม่สามารถช่วยพวกนางได้”เย่อวิ๋นถูก็สะดุ้งเฮือกในทันทีเขาเงยหน้าจ้องมองไปที่ซูชิงอู่ เขากัดฟันแล้วพูดว่า “ซูชิงอ
ทว่าช่วงเวลาถัดมา“อ๊าก…”ซูชิงอู่เข้าไปเตะเย่อวิ๋นถูอย่างรวดเร็ว โดยเตะเข้าไปที่ชายโครงด้านขวาของเย่อวิ๋นถูยังไม่ทันที่นางจะออกแรงอย่างเต็มที่ เย่อวิ๋นถูก็กระเด็นลอยไปกระแทกกำแพงด้านข้างอย่างรุนแรงเพียงครู่เดียวเขาก็ร้องครวญคราง และนั่งเลือดออกมุมปากอยู่บนพื้นดวงตาของเย่อวิ๋นถูฉายแววเจ็บปวดมากจนทำเอาเขาหายใจไม่ออกอยู่นาน ดวงตาของเขาพร่ามัว ร่างกายของเขาอ่อนแอ และความเจ็บปวดก็แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายครึ่งหนึ่งซูชิงอู่ปัดเสื้อผ้าของนางอย่างช้า ๆ จากนั้นก็เดินไปหาเย่อวิ๋นถูและก้มลงทันใดนั้นนางก็คว้าหมับเข้าที่ผมของเขาเพื่อบังคับให้เงยหน้าขึ้นดวงตาของซูชิงอู่ดูน่ากลัวและเย็นชา และมีรอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของนางสายตาที่มองมาทำเอารู้สึกเสียวสันหลังวาบ ความกลัวที่เกิดขึ้นในใจตอนนี้ทำให้เย่อวิ๋นถูซึ่งเป็นชายร่างใหญ่ตัวสั่นเขาพูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง และซูชิงอู่ก็ไม่ได้คิดที่จะให้เขาพูดอีกนางคว้าผมของเขาพลางก้มลงมาเพื่อจ้องหน้าเขา ดวงตาของนางเย็นชาอย่างยิ่ง “หากท่านกล้าพูดเรื่องไร้สาระอีกครั้ง สิ่งต่อไปที่จะหักไม่ใช่กระดูกซี่โครง แต่เป็นไอ้นั่นของท่าน!”เย่อวิ๋นถูดูเหมือ
ซูชิงอู่ยิ้มมุมปาก “ท่านกำลังขู่หม่อมฉันหรือ?”เย่อวิ๋นถูส่ายหัว “ก่อนหน้านี้เจ้าพูดว่าหากข้าให้ป้ายผู้นำตระกูล เจ้าจะปล่อยข้าออกไป ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ข้าได้รับบาดเจ็บและต้องไปหาหมอหลวง”ซูชิงอู่ไม่อยากพูดไร้สาระอีก นางจึงออกหมัดตรงไปที่เขาเย่อวิ๋นถูตกตะลึงหยกพกในมือของเขากระเด็นลอยออกไปจากนั้นภายใต้สายตาที่คนทั้งสองมองกัน เขาก็ล้มลงกับพื้นเสียงดังกึกก้องท่าทางของเย่อวิ๋นถูแข็งค้าง เขามองซูชิงอู่ด้วยดวงตาที่เฉื่อยชา ทันใดนั้นใบหน้าของเขาก็บวมขึ้น เขาพูดไม่ออกกับสตรีรุนแรงตรงหน้าที่ลงมือกับเขาอย่างคลุมเครือซูชิงอู่กลายเป็นเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?เขาจำได้ว่าตอนที่นางยังเป็นเด็ก นางเป็นคนเงียบ ๆ อ่อนโยนและอ่อนแอ เป็นสตรีที่มาจากตระกูลใหญ่อย่างแท้จริงทั้งยังไม่เคยฝึกฝนศิลปะการต่อสู้มาก่อนแต่หมัดและลูกเตะในตอนนี้ แม้จะถูกปล่อยออกมาค่อนข้างกะทันหัน แต่ก็ทรงพลังมากจนเขาไม่สามารถปัดป้องได้เลย!ซูชิงอู่เดินไปหยิบหยกพกที่หักออกเป็นสองชิ้นขึ้นมานางมองซ้ายขวาและหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาพันไว้ จากนั้นนางก็เหลือบมองมาที่เย่อวิ๋นถูอีกครั้งขณะนี้ใบหน้าอันหล่อเหลาของเย่อวิ๋นถูมีรอยป
พระศพที่ไหม้เกรียมของไทเฮาถูกนำเข้ามาในวังฮองเฮาที่ทรงโกนผมแล้วยังสวมชุดแม่ชีและติดตามกลับมาที่พระราชวังด้วยฮ่องเต้เฒ่าทรงถูกเชิญออกมา พระองค์เสวยยามาสองสามวันแล้ว จนตอนนี้เพระองค์แลดูมีจิตใจแจ่มใส รอยคล้ำใต้ตาหายไป และดวงตาที่ขุ่นมัวก็มีความสดใสมากขึ้นแต่พระองค์ยังคงตัวสั่น มองผู้คนรอบตัวด้วยสายตาที่ระแวดระวัง และทรงอยู่กับขันทีเพียงไม่กี่คนที่ไว้วางพระทัยมากที่สุดเท่านั้นเย่ชิวหมิงที่ได้รับบาดเจ็บและได้เดินขากะเผลกมาที่ร่างของไทเฮาพร้อมกับเย่อวิ๋นถูไทเฮาที่ทรงมีชีวิตที่รุ่งโรจน์มาครึ่งชีวิต แต่สุดท้ายพระนางก็ลงเอยด้วยการสิ้นพระชนม์เช่นนี้ ทำเอาทุกคนที่อยู่รอบ ๆ มีท่าทีโศกเศร้าซูเฟยและเจียวกุ้ยเฟยรีบรุดมาในทันทีเจียวกุ้ยเฟยถามขึ้น “เป็นเช่นนี้ได้อย่างไรเพคะ? เหตุใดจู่ ๆ ถึงเกิดเหตุไฟไหม้ในสำนักชี?”ตอนนี้ฮองเฮาทรงอ่อนแรงซ้ำยังมีรอยไหม้บนใบหน้าพระนางกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “มีคนจุดไฟ หากหม่อมฉันไม่ได้คนจากข้างนอกเปิดประตูให้ ก็คงได้มีชะตากรรมเดียวกับไทเฮาไปแล้ว ขอฝ่าบาทโปรดทรงจัดการเรื่องนี้ให้หม่อมฉันด้วยนะเพคะ!”เมื่อฮ่องเต้เฒ่าเห็นฮองเฮารีบวิ่งมาหา ก็ทรงรีบถอ
คนขายเนื้อทำสีหน้าหวาดกลัว “คนผู้นี้เลวทรามถึงเพียงนี้เลยรึ?”“เจ้าคอยระวังตัวเอาไว้ก็ไม่เป็นไรแล้ว ทางนั้นตรวจดูเสร็จรึยัง? ไปกันต่อเถิด!”เมื่อกองกำลังทำการค้นหาเสร็จเรียบร้อย คนขายเนื้อก็ยิ้มมุมปากเบา ๆเขาคิดไม่ถึงเลยว่าคนเหล่านี้จะพบเบาะแสทางตะวันตกของเมืองเร็วถึงเพียงนี้หากเขาไม่ได้เตรียมพร้อมมาก่อนหน้านี้และรีบปลอมตัวโดยไว เขาก็คงจะถูกจับได้ไปแล้วคนขายเนื้อรีบเข้าไปยังพื้นที่ด้านในสุดของร้านเขาเหลือบมองหนอนกู่ที่ซ่อนเอาไว้ในตู้ในหนึ่ง และเมื่อเปิดตู้ใบนั้น ดวงตาของเขาก็ฉายแววน่ากลัวออกมาผ่านมาหลายปี ดูเหมือนโลกภายนอกจะลืมความน่ากลัวของภูเขาศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว เริ่มแรกนั้นพวกเขาได้ครอบครองตำแหน่งระดับสูงของราชวงศ์ในแคว้นต่าง ๆ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงตำแหน่งในนามแต่มันสามารถแทรกแซงแคว้นนั้น ๆ และพลิกสถานการณ์ได้ตอนนี้เรื่องที่สำคัญที่สุดคือการแอบเข้าไปในพระราชวังเพื่อช่วยเหลือเจียงเฟยเอ๋อร์หากต้องการเข้าไปในพระราชวังมีการคุ้มกันอย่างแน่นหนาได้ก็ต้องใช้วิธีที่ต่างออกไปบุรุษผู้นั้นออกจากร้านขายเนื้อหมูที่ถูกตรวจค้นเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับปิดประตูร้านแสร้งทำเป็นออกไปทำธุร
หลังจากซูชิงอู่ส่งชิงอวี่ออกไปก็ยังคงตื่นเต้นอยู่เล็กน้อยซูชิงอู่หาคนมาวาดภาพเหมือนเจ้าอาวาสในปีที่แล้วและส่งต่อให้คนอื่น ๆ เพื่อช่วยกันค้นหา ซึ่งมันก็ผ่านมานานมากแล้ว และมีเพียงชิงอวี่เท่านั้นที่นำข่าวที่ได้รับการยืนยันกลับมาแจ้งนางแม้จะยังไม่ได้เจอคนผู้นั้น แต่ก็หมายความว่านางจะได้รู้ความจริงของการตายของท่านแม่เสียทีหลังจากสงบสติอารมณ์ได้ ซูชิงอู่ก็ตัดสินใจเดินทางไปทันทีนางอยากไปเจอจิ้งซินผู้นั้นด้วยตนเองและถามเขาว่าเหตุใดตอนนั้นเขาถึงฆ่าท่านแม่ของนาง!คืนเดียวกันนั้นซูชิงอู่ได้พูดคุยเรื่องนี้กับเย่เสวียนถิงเมื่อเย่เสวียนถิงได้รับรู้เรื่องราวก็พยักหน้าเบา ๆ และตัดสินใจอย่างทันทีว่า “ข้าจะส่งคนไปจับเขามาให้เจ้า”ซูชิงอู่ได้ยินอีกฝ่ายตอบง่าย ๆ และห้วนก็อดไม่ได้ที่จะตะลึงและหัวเราะ“ได้”ตอนนี้มีศิษย์พี่ของเจียงเฟยเอ๋อร์คอยจับตาดูอยู่ในเมืองหลวง ซูชิงอู่จึงไม่สามารถไปหาคนผู้นั้นพร้อมกับชิงอวี่ได้บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆแม้แต่ฮ่องเต้เช่นเย่ชิวหมิงก็สังเกตเห็นสัญญาณของเหตุการณ์ร้ายแรงบางอย่างที่กำลังจะตามมาเขาเคยได้ยินซูชิงอู่พูดว่าศัตรูที่ซ่อนตัวอ
ไป๋เฟิงก้มหัวลงอย่างเชื่อฟัง ราวกับมันได้กลายเป็นแมวตัวใหญ่ไปแล้วซูชิงอู่อดหัวเราะไม่ได้ “เจ้าคงเหนื่อยแย่ วันนี้ทำได้ดีมาก”ในที่สุดก็ได้ใช้ประโยชน์จากไป๋เฟิง สมกับที่เลี้ยงมันมานานไป๋เฟิงยืนขึ้นและอ้าปากหาว ส่วนสิงโตขนทองคำที่อยู่ข้าง ๆ ย่องเข้ามาทางด้านหลังซูชิงอู่ และใช้หัวถูเอวของนางดูเหมือนว่ามันต้องการให้ซูชิงอู่ลูบมันด้วยคนอื่น ๆ มองไปยังซูชิงอู่ที่มีร่างกายบอบบางยืนอยู่ตรงหน้าสัตว์ดุร้ายทั้งสอง พวกเขาทั้งหมดก็พูดไม่ออกอยู่นานนี่มัน...ร้ายกาจเกินไปแล้ว!แม้แต่กลุ่มบุรุษร่างใหญ่เช่นพวกเขาก็ยังไม่กล้าเข้าใกล้สัตว์ดุร้ายทั้งสองแม้แต่ครึ่งก้าว ทว่าซูชิงอู่กลับสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับพวกมันได้อย่างกลมกลืนเหมือนพวกมันเป็นสัตว์เลี้ยงของนางเมื่อไม่ถูกยุงกัดและกินยาสมุนไพรที่ผสมไว้แล้ว ม้าทุกตัวในสนามฝึกก็สงบลงและกลับสู่ภาวะปกติทันทีที่ซูชิงอู่กลับมาถึงตำหนัก ก็เห็นหรงหย่าวิ่งเข้ามา“พระชายา เมื่อครู่มีคนมาพบท่านและบอกว่ามีเรื่องด่วนต้องรายงาน”“มีเรื่องด่วนอะไรรึ?”หรงหย่าส่ายหัว “ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน ท่านไปดูก่อนเถิด”ซูชิงอู่สั่งให้คนพาผู้ส่งข่าวเข้ามาทันทีนางจ้อง
เลือดของแมลงวันติดอยู่ที่มือของซูชิงอู่ส่งกลิ่นแปลก ๆ ออกมาเมื่อซูชิงอู่มองชัด ๆ นางก็ได้รู้ว่ามันไม่ใช่แมลงวันแต่เป็น…แมลงมีปีกชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายแมลงวันปากของแมลงมีความคมมาก สามารถเจาะทะลุขนของสัตว์บางชนิดได้ง่าย ทว่าแมลงมีปีกชนิดนี้ไม่สนใจมนุษย์และจะกัดเฉพาะสัตว์เท่านั้นที่แท้นี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้สัตว์ในเมืองหลวงบ้าคลั่งในช่วงหลายวันนี้!ซูชิงอู่ยังสังเกตเห็นว่ายุงเหล่านี้ถูกพิษและเมื่อพวกมันแพร่พันธุ์ ในไข่ก็มีสารพิษดังกล่าวติดไปด้วยขอเพียงแมลงเหล่านี้ยังกัดสัตว์ต่อไป สารพิษก็จะค่อย ๆ สะสมทีละน้อยสุดท้ายก็ถึงขั้นทำให้เสียสติ!คนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้มีเจตนาชั่วร้ายหากนางไม่ค้นพบสิ่งนี้ก่อน เกรงว่าม้าศึกทั้งหมดจะต้องตายไปด้วยความบ้าคลั่งอีกทั้งยังไม่อาจทราบสาเหตุได้แน่นอนว่าม้าศึกเป็นส่วนสำคัญในกองทัพ หากทหารม้าเสียม้าไป ก็คงไม่ต่างไปจากคนอ่อนแอไร้ค่า...ซูชิงอู่ตัดสินใจอย่างรวดเร็ว“นำม้าทุกตัวไปไว้ในที่ปิดและหาทางฆ่าแมลงมีปีกเหล่านี้ให้สิ้นเสีย”รองแม่ทัพที่ติดตามนางมารีบจำคำสั่งนี้เอาไว้ทันที“รับทราบพ่ะย่ะค่ะพระชายา!”เขาก็รีบกระจายคำสั่งออก
เมื่อเย่เสวียนถิงได้ยินสิ่งที่ซูชิงอู่พูด สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นเยือกเย็น “ข้าจะส่งคนไปตรวจสอบ”ซูชิงอู่ส่ายหัวทันที “ยาพิษนี้คงไม่ได้อยู่ในอาหารสัตว์ อีกทั้งเมื่อมาลองคิดดู สัตว์ป่าจำนวนมากที่อยู่ใกล้เมืองหลวง รวมไปถึงม้าศึกล้วนติดพิษกันหมด มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่ไม่เป็นอะไร นี่เป็นเรื่องที่แปลกมาก และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือไม่มีใครสามารถวางยาพิษม้าศึกในเมืองหลวงได้อย่างเงียบ ๆ ”การวิเคราะห์ของซูชิงอู่นั้นสมเหตุสมผลมาก แม้แต่เย่เสวียนถิงเองก็ขมวดคิ้วขึ้นมาหากหาสาเหตุไม่พบก็แก้ปัญหาไม่ได้แม้จะรักษาม้าหนึ่งในนั้นจนหายขาด แต่ก็จะกลับมามีอาการเดิมในอีกไม่ช้าไม่ไกลกันนักก็มีนายทหารระดับสูงนายหนึ่งวิ่งเข้ามาเขาหอบหายใจและกล่าวว่า “ท่านอ๋อง ทำการตรวจสอบเสบียงอาหารแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติพ่ะย่ะค่ะ”“น้ำล่ะ?”“ตรวจสอบน้ำแล้วเช่นกัน ไม่มีร่องรอยของการวางยาพิษเลยพ่ะย่ะค่ะ”เมื่อได้ยินรายงาน เย่เสวียนถิงก็ขมวดคิ้วหนักกว่าเก่าคราวนี้แย่แล้วสิซูชิงอู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ช่วยทำให้ม้าทุกตัวสงบลงก่อนได้หรือไม่ เดี๋ยวข้าจะเข้าไปดูรางอาหารม้าเอง”“ได้พ่ะย่ะค่ะพระชายา กรุณารอสักครู่ ก
เริ่มแรก เขาสงสัยในเรื่องที่ซูชิงอู่เคยพูดจนเกิดความคิดจินตนาการบางส่วนขึ้นมา เรียกได้ว่าตอนกลางวันก็เอาแต่นึกถึง ตกกลางคืนก็เก็บมาฝันอีกแต่เขาไม่เคยได้ยินซูชิงอู่พูดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลยจริง ๆเนื่องจากความฝันนั้นมันดูเพ้อเจ้อเกินไป เย่เสวียนถิงจึงไม่พูดออกมา เพราะกลัวว่ามันจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับซูชิงอู่อย่างไม่มีเหตุผลหลายวันมานี้ซูชิงอู่อาศัยอยู่กับลูกน้อยทั้งสามของนางเพื่อชดเชยช่วงเวลาที่นางห่างพวกเขาไปนานเด็ก ๆ ที่เพิ่งจะอายุได้ไม่กี่เดือนแต่กลับต้องห่างจากอ้อมอกของพ่อแม่ นั่นทำให้ซูชิงอู่รู้สึกผิดขึ้นมาดังนั้นนางจึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องภายนอกมากนักทันใดนั้นนางก็นึกอะไรออกและถามว่า “เสวียนถิง ช่วงนี้หมาป่าเหล่านั้นที่อยู่ข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง?”เย่เสวียนถิงเงยหน้าขึ้นและพูดว่า “ไม่ได้มีเพียงสัตว์ร้าย แต่ยังกระทบไปถึงม้าศึกด้วย ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงเริ่มไม่เชื่อฟังคำสั่งกัน”“เดี๋ยวข้าจะไปตรวจสอบเรื่องนี้เสียหน่อย”ซูชิงอู่รู้สึกได้โดยไม่รู้ตัวว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องนี้แม้เรื่องจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อยและไม่มีผลกระทบกับมนุษย์มากนัก แต่นางก็รู้สึกอ
ทันใดนั้นหมอหลวงซุนก็เหมือนจะคิดอะไรออก “เหมือนกับตอนที่พระชายาใช้ดอกไม้ชนิดหนึ่งเพื่อทำให้ม้าพยศคลั่งใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”“อืม ทำนองนั้นแหละ”สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่นางพบในเภสัชตำรับ และหากใช้มัน ผลลัพธ์ที่ได้จะน่าทึ่งมากแม้ลงมือไปอย่างกะทันหัน แต่ก็ไม่มีใครจับได้ปรมาจารย์มือวางพิษที่แท้จริงคือผู้ที่วางยาพิษโดยไม่ทิ้งหลักฐานใด ๆ เอาไว้“ขอบพระทัยพระชายาสำหรับคำชี้แนะ หลังจากที่ได้พูดคุยกับท่าน กระหม่อมก็เข้าใจอย่างกระจ่างแจ้งแล้วพ่ะย่ะค่ะ”ซูชิงอู่ปิดเภสัชตำรับ “ข้าท่องเภสัชตำรับนี้จนจำขึ้นใจ และเข้าใจเนื้อหาด้านในได้คร่าว ๆ เพียงแต่ยังไม่พบวิธีที่จะไขความลับที่อยู่ในนั้น หวังว่าท่านจะช่วยเรื่องนี้ได้”คราวนี้ ทุกคนเชื่อมั่นในคำพูดของซูชิงอู่สิ่งที่พวกเขาไม่ได้สนใจ แต่พระชายากลับนำมาใช้งานได้ถึงขั้นนี้ ยังมีอะไรที่ต้องพูดกันอีกหรือ?ตาแก่เช่นพวกเขาที่อาศัยว่าตนอายุมากทำตัวอาวุโสดูถูกผู้อื่นนั้นเทียบเทียมพระชายาไม่ได้เลย!หลังจากที่ซูชิงอู่อธิบายเรื่องนี้จบ นางก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกและแอบหลบออกมาทางประตูใหญ่นางกลัวว่าคนเหล่านั้นจะถามนางว่านางศึกษาเรียนรู้ทักษะทางการ
หมอหลวงซุนขมวดคิ้วเล็กน้อย“อย่าพูดไร้สาระ นั่นจะเป็นไปได้อย่างไร? พระชายาไม่จำเป็นต้องโกหกพวกเราเลย โกหกพวกเราไปแล้วนางจะได้ประโยชน์อะไร?”คำพูดนี้ก็ถือว่ามีเหตุผลทุกคนต่างพูดไม่ออกทำได้แค่นั่งเงียบ ๆ แล้วพลิกหน้าอ่านต่อไปพลิกหน้ากระดาษตั้งแต่เช้าจรดค่ำ และอ่านจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้นตำราทั้งเล่มถูกอ่านจนจบอย่างรวดเร็ว ทุกคนในสำนักหมอหลวงไม่ได้นอนมาสองวันสองคืน และตอนนี้ทุกคนดูเหนื่อยและมีสีหน้าทรุดโทรมเมื่ออ่านหน้าจนถึงสุดท้าย แม้แต่หมอหลวงซุนก็ตกอยู่ในความเงียบเพราะเภสัชตำรับเล่มนี้บันทึกเฉพาะโรคและวัตถุดิบยาที่ธรรดาทั่วไปมาก ๆ บางส่วนเท่านั้นข้อแตกต่างเพียงหนึ่งเดียวคือผู้อาวุโสเช่นพวกเขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบยาหลายประเภทและพัฒนาแนวคิดใหม่ ๆแม้จะไม่ไร้ประโยชน์ แต่ความคาดหวังกับผลลัพธ์ก็แตกต่างกันมากเลยทีเดียวถึงขั้นทำให้พวกเขาขาดความมั่นใจและอดไม่ได้ที่จะคิดว่านี่น่ะหรือคือเภสัชตำรับที่ตระกูลฟางเฝ้าหวงแหนมานานหลายปี?ดวงตาของหมอหลวงซุนเต็มไปด้วยสีแดงก่ำที่เกิดจากการอดนอน“ในเมื่อเภสัชตำรับของตระกูลฟางไร้ประโยชน์ เช่นนั้นพระชายาไปเรียนรู้ทักษะด้านการแพทย์มา
“นี่คือวัตถุดิบยาและปริมาณที่คนผู้นั้นทำการวางยา ที่สำนักหมอหลวงของพวกท่านมีสิ่งนี้อยู่แล้ว หากจะทำยาถอนพิษก็คงไม่ใช่เรื่องยากกระมัง”“ไม่ยากพ่ะย่ะค่ะ ไม่ยาก!”หมอหลวงซุนยิ้มร่าราวกับได้รับสมบัติเขามองซูชิงอู่ที่ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว แต่กลับเก่งกาจกว่าเหล่าคนชราเช่นพวกเขาเมื่อรวมกับเภสัชตำรับของตระกูลฟางที่ซูชิงอู่พูดถึง หมอหลวงเฒ่าก็ดีใจจนเนื้อเต้นหากได้เรียนรู้และกลายเป็นคนที่เก่งกาจเหมือนพระชายา ระดับความรู้ของเขาก็จะเพิ่มขึ้นไปด้วยหรือไม่?แต่หมอหลวงซุนไม่เคยรู้เลยว่าทุกสิ่งที่ซูชิงอู่เรียนรู้ไม่ได้มาจากเภสัชตำรับของตระกูลฟางในเภสัชตำรับเล่มนั้นมีความแตกต่างตรงจุดไหน ตัวซูชิงอู่ในตอนนี้ก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำแม้ตอนตายไปในชาติก่อน เภสัชตำรับก็ถูกทำลายและไม่มีใครเห็นความลับที่ซ่อนอยู่ในนั้นจุดเด่นเพียงหนึ่งเดียวของเภสัชตำรับเล่มนั้นคือบันทึกข้อมูลวัตถุดิบยาจำนวนมากที่คนทั่วไปไม่ทราบและสรรพคุณลับบางส่วนบรรดาผู้อาวุโสของสำนักหมอหลวงพากันมาช่วยคิดค้นยาถอนพิษเพื่อที่จะได้อ่านเภสัชตำรับนั้นเร็ว ๆในที่สุดเช้าวันรุ่งขึ้นยาที่สามารถฟื้นฟูสติของสัตว์ร้ายได้ก็ถูกส่งมาให้ฮ่องเต้