ในตอนนี้เอง หมอหลวงหวังรีบร้อนวิ่งเข้ามาพร้อมกล่าวว่า “เจอแล้ว กระหม่อมเจอแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ทุกคนต่างหันมองมาทางเขา ทันใดนั้นหมอหลวงหวังพลันสืบเท้าไปถึงเบื้องพระพักตร์ฝ่าบาท “ทูลฝ่าบาท สิ่งนี้ก็คือต้นเหตุที่ทำให้พระชายารองซูมีตุ่มพุพองขึ้นเต็มตัวพ่ะย่ะค่ะ” เห็นเพียงในมือของเขาถือชามใบหนึ่งไว้ ภายในถ้วยมีบางสิ่งเป็นก้อนสีดำมืดขยับได้ มองแล้วน่าสะอิดสะเอียนยิ่งนัก ขนลุกขนชันไปทั้งตัว ฝ่าบาทเห็นเช่นนั้นหัวคิ้วก็ขมวดขึ้นทันที “สิ่งนี้คืออะไรหรือ?” “สิ่งนี้คือหนอนชนิดหนึ่งซึ่งใช้สำหรับรักษากามโรคพ่ะย่ะค่ะ พระสนมทรงใช้เทียบยาพื้นบ้านของสามัญชนรักษาโรคดังกล่าว เป็นเหตุให้ตัวอ่อนในพระครรภ์ของนางจากไปทั้งที่ยังอยู่ในพระครรภ์พ่ะย่ะค่ะ วันนี้พระชายารองซูได้สัมผัสพระสนมเจี๋ยอวี๋ กระหม่อมจึงคาดว่าที่ใบหน้าพระชายารองซูมีตุ่มพุพองก็เป็นเพราะมันพ่ะย่ะค่ะ” สิ้นเสียงของหมอหลวงหวัง คนที่รุมล้อมอยู่รอบข้างทั้งหมดล้วนตกใจกลัวจนต้องถอยตัวออกห่าง ถอยออกไปไกล ราวกับว่าพระชายารองซูก็เป็นกามโรคเหมือนกับท่านป้าของนางและจะติดต่อมาสู่พวกเขาได้อย่างไรอย่างนั้น เฉิงฮองเฮายิ่งดึงตัวเซี่ยซางให้ห่างออกมา “หากต
เซี่ยซางสืบเท้าไปด้านหน้า อุ้มนางขึ้นมาพร้อมเอ่ยว่า “หมอหลวงหวัง รีบมาดูอาการพระชายาเร็วเข้าเถิด” หมอหลวงหวังยุ่งจนปลีกตัวไม่ได้ วันนี้เป็นเทศกาลไหว้พระจันทร์ด้วยพอดี และมีเพียงเขาคนเดียวที่เข้าเวรในสำนักหมอหลวง เขามองพระชายารอง ก่อนจะหันมามองพระชายาอีกครั้ง ร้อนรนจนเหงื่อท่วมศีรษะแล้ว เหลียนเย่อยู่อีกด้านหนึ่ง ในแววตาก็ฉายประกายร้อนใจเช่นกัน ขอบตาแดงก่ำแล้ว นางคุกเข่าลงเบื้องหน้าเจียงเฟิ่งหัว พลางบ่นพึมพำต่อหน้าเซี่ยซาง “เหตุใดต้องให้พระชายาของพวกบ่าวมารับชะตากรรมทั้งหมดนี้โดยไม่จำเป็นด้วย” เซี่ยซางได้ยินเสียงสาวใช้บ่น เผลอกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว เหตุใดหวานหว่านถึงได้สอนไม่เชื่อฟัง ทั้งที่เจียงเฟิ่งหัวปฏิบัติต่อนางด้วยความตั้งใจ ทว่านางกลับไม่รู้ผิดชอบชั่วดีถึงเพียงนี้ ขณะที่หมอหลวงหวังกำลังจะจับชีพจรให้เจียงเฟิ่งหัว เหลียนเย่ก็ล้วงผ้าเช็ดหน้าสีขาวบริสุทธิ์ออกมาจากตัวและคลุมบนข้อมือของนาง กั้นด้วยผ้าเช็ดหน้า หมอหลวงหวังสงบจิตใจจับชีพจรให้เจียงเฟิ่งหัวอย่างระมัดระวัง ภายหลังจากนั้น แววตาของหมอหลวงหวังก็สว่างวาบขึ้น “ชีพจรมงคลพ่ะย่ะค่ะ” “ยินดีด้วยพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง พระชายาทรงม
“ท่านอ๋อง” เจียงเฟิ่งหัวเอ่ยด้วยเสียงอ่อนแอ “พระชายารองซูเป็นอย่างไรบ้างเพคะ หม่อมฉันมิได้ทำร้ายนางจริง ๆ นะเพคะ ยิ่งไปกว่านั้นหม่อมฉันมิได้มีความสัมพันธ์ใดกับชายอื่นทั้งสิ้น ภาพชาตินี้ของหรวนหร่วนพึงใจเพียงท่านอ๋องผู้เดียว ท่านเชื่อหม่อมฉันหรือไม่เพคะ?” ประโยคสุดท้ายแสดงออกชัดเจนว่านางกำลังหวาดหวั่น และระมัดระวังอย่างยิ่ง เซี่ยซางเห็นท่าทีเช่นนี้ของนางก็เอ่ยว่า “ข้าเชื่อเจ้า” ยามนั้นเรื่องราวยังมิได้ตรวจสอบให้กระจ่าง เขาเองก็ลังเลอยู่บ้าง เขามิได้เชื่อนางสนิทใจ บางคนก็พึงใจพระชายาของเขา นั่นเป็นสิ่งยืนยันว่านางมีคุณค่ามากพอ ทั้งที่นางไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น แต่เขาเกือบหลงเชื่อลมปากของซูถิงหว่านแล้ว และไปเคลือบแคลงกล่าวโทษนาง เขาสมควรตายจริง ๆ “ท่านอ๋อง มีเพียงเรื่องเดียวที่หม่อมฉันปิดบังท่าน” แววตาของเจียงเฟิ่งหัวฉายประกายหวาดหวั่นออกมา “ความจริงพี่ชายใหญ่ของหม่อมฉันเคยพาหม่อมฉันไปที่หออี๋ชุน และหม่อมฉันก็ยังได้พบท่านอ๋องที่หออี๋ชุน…เมื่อคืนนั้นท่านอ๋องกลับจวนไปในสภาพดื่มหนักจนเมามาย หม่อมฉันเคยบอกท่านอ๋องไปในตอนที่หม่อมฉันดูแลท่านอ๋อง แต่เหมือนว่าท่านจะลืมไปแล้ว” เจียงเฟิ่งหัว
เจียงเฟิ่งหัวนิ่งไปไม่ขยับตัวอีก ก่อนจะเอ่ยอย่างตะกุกตะกักว่า “ท่านอ๋องว่าอย่างไรนะเพคะ? พูด…พูดอีกครั้งได้หรือไม่เพคะ” ตอนที่เซี่ยซางเพิ่งจะทราบข่าวดีก็ตกใจและยินดีมากจนพูดไม่ออกเช่นเดียวกัน เขาอุ้มนางขึ้นมานั่งบนตัก ก่อนจะเลื่อนมือไปลูบเบา ๆ บนหน้าท้องของนาง “ภายในนี้ของเจ้ามีเจ้าตัวเล็กแล้ว โอรสของข้า” เจียงเฟิ่งหัวดีใจมากจนน้ำตาไหลออกมา “จริงหรือเพคะ?” “จริงสิ หมอหลวงหวังตรวจชีพจรให้เจ้าหลายครั้งแล้วล้วนเป็นชีพจรมงคลทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้นระดูของเจ้าก็ขาดไปแล้ว เจ้าไม่รู้ตัวเลยหรือ?” เซี่ยซางกระชับนางไว้ในอ้อมแขน พลางจินตนาการว่านางให้กำเนิดพระธิดาออกมารูปโฉมโนมพรรณงดงามเหมือนนาง เจียงเฟิ่งหัวขอบตาแดงรื้น บุตรของนางในภพชาตินี้ในที่สุดก็มาท่ามกลางความคาดหวังของเซี่ยซางเสียที เซี่ยซางเห็นเช่นนี้ก็ถามขึ้น “ไยเจ้าจึงร้องไห้?” “หม่อมฉันดีใจเพคะ” เจียงเฟิ่งหัวเอนกายพิงบนแผงอกของเขา ความคิดนับหมื่นพันประเดประดังเข้ามา พวกเขาจะมาพร้อมกันหรือเปล่านะ? ยามออกจากวัง ซูถิงหว่านมิได้ขึ้นรถม้าคันเดียวกับพวกนาง ได้ยินว่าถูกฮองเฮาส่งตัวออกจากวังไปในคืนนั้นแล้ว เจียงเฟิ่งหัวเองก็มิไ
บัดนี้พ้นเที่ยงคืนมาแล้ว เซี่ยซางย่องกลับมาอย่างเงียบเชียบ ภายในห้องมีเพียงแสงเปลวเทียนริบหรี่ ขณะที่เขากำลังจะเดินเข้าไปในห้องอาบน้ำ เจียงเฟิ่งหัวก็โผล่ศีรษะออกมาจากด้านในมุ้งอุ่น พร้อมเอ่ยยิ้ม ๆ “ท่านอ๋อง ท่านกลับมาแล้ว” “ดึกเพียงนี้แล้ว ยังไม่นอนอีกหรือ” “หลับแล้วเพคะ แต่ก็ตื่นขึ้นมาอีก บัดนี้นอนไม่หลับแล้วเพคะ” เห็นนางในอาภรณ์เกาะอกตัวยาวสีขาวหิมะ ด้านนอกคลุมด้วยเสื้อเนื้อบางโปร่งเพียงตัวเดียว เรือนผมหนาสีดำขลับทั้งศีรษะปล่อยสยายพาดลงมาบนบ่าและหน้าอก ราวกับเทพธิดาองค์หนึ่งซึ่งหลงเข้ามาในโลกมนุษย์ นางขยับมาข้างกายเขาอย่างนุ่มนวล พลางเอ่ยด้วยเสียงอ่อนโยน “หม่อมฉันช่วยท่านอ๋องนะเพคะ!” นัยน์ตาของนางเปล่งประกายดุจดวงดารา ริมฝีปากนิ่มนวลราวกับจะหยาดหยดลงมา ท่าทางน่ารักอ่อนหวานชวนให้คนเคลิบเคลิ้มหลงใหล เขาย่อมรู้ดีว่านางอยากจะทราบบทสรุปของเรื่องนี้ “ข้าจัดการเอง ยามนี้คนที่ห้ามเหนื่อยที่สุดก็คือเจ้าและเจ้าตัวน้อยนะ” เซี่ยซางโอบเอวบางของนางไว้ ยังบางแบบนี้ได้อย่างไร คราวต่อไปต้องให้นางกินเยอะกว่านี้สักหน่อยแล้ว มิเช่นนั้นบุตรในครรภ์จะได้อาหารบำรุงจากที่ไหน เจียงเฟิ่งหัวเป็นฝ่าย
ตอนนี้เจียงจิ่นเหยียนดำรงตำแหน่งขุนนางอยู่แล้ว หากเรื่องนี้เกิดขึ้นในหออี๋ชุน เกรงว่าเขาจะถูกตราหน้าว่าเป็นขุนนางที่เที่ยวโสเภณีโดยมิอาจปฏิเสธได้“ตระกูลจางรู้แล้วหรือไม่?” เซี่ยซางกำชับมิให้นางยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของจางอวี่มั่ว เรื่องนี้ให้พี่ใหญ่เป็นคนจัดการเอง นางจึงมิอาจรู้ได้ว่าตระกูลจางรู้ถึงธาตุแท้ของหลี่เฉิงแล้วหรือไม่ แม้กระทั่งไม่รู้เหตุการณ์ในค่ำคืนนี้ หากเป็นเช่นนั้นพี่ใหญ่ก็มิใช่ว่าถูกทำร้ายโดยเปล่าประโยชน์หรอกหรือ“รู้หรือไม่ล้วนไม่สำคัญ ในเมื่อหมั้นหมายกันแล้ว แลกดวงชะตากันแล้ว จางอวี่มั่วก็คือคู่หมั้นของหลี่เฉิง นางย่อมต้องแต่งให้เขาเป็นแน่ ถึงแม้ว่าจวนจางกั๋วกงจะเคยทรงอำนาจเพียงใด แต่ความรุ่งโรจน์ในอดีตก็มลายสิ้นแล้ว ทว่าตระกูลหลี่กลับดำรงตำแหน่งขุนนางชั้นสูง มีอำนาจอยู่ในมือ เรื่องนี้เกรงว่ายากที่จะแก้ไขได้” กษัตริย์เปลี่ยนองค์ ขุนนางย่อมเปลี่ยนตาม นี่คือความจริงแห่งโลกหล้า“ต่อให้ตอนนี้พี่ใหญ่ของเจ้าตกลงรับจางอวี่มั่วเป็นภรรยา เขาก็จะถูกตราหน้าว่าแย่งคู่หมั้นของผู้อื่น ย่อมเสื่อมเสียไม่น้อยเช่นกัน”เจียงเฟิ่งหัวถามด้วยความฉงน “ต่อให้ยกความประพฤติของหลี่เฉิงมาเป็นเ
เจียงจิ่นเหยียนรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย “แน่นอนว่าได้” เขาจะปฏิเสธได้หรือ?จางอวี่มั่วยิ้มออกมา รอยยิ้มของนางเผยให้เห็นลักยิ้มจางๆ บนแก้มทั้งสองข้าง ดวงตาของนางทอประกายสดใส ราวกับดวงดาราที่เจิดจ้าในราตรีกาลนางกล่าวว่า “ถึงอย่างไรบาดแผลบนตัวท่านก็เป็นเพราะข้า ข้าขอช่วยท่านทายาเถิด อย่าปฏิเสธข้าเลย ไม่เช่นนั้นข้าคงรู้สึกผิดมาก ข้าอยากทำอะไรสักอย่างเพื่อชดเชย ให้ข้าได้ช่วยได้หรือไม่?”นางยืนอยู่ด้วยท่าทีสง่างามและสำรวม สมกับกิริยาสตรีผู้สูงศักดิ์ จนยากจะหาข้ออ้างปฏิเสธได้เจียงจิ่นเหยียนยังคงอยากจะปฏิเสธอยู่ดียังไม่ทันที่เขาจะพูดออกมา จางอวี่มั่วก็ยื่นมือไปถือยาทาให้เขาเอง เขากัดฟันแน่นเพราะความเจ็บปวด นางรู้สึกถึงความเจ็บปวดของเขา จึงค่อยๆ ลดแรงลงในมือให้เบาลงอีกนิดเจียงจิ่นเหยียนเห็นใบหน้าที่งดงามของนางเข้ามาใกล้ เพื่อหลีกเลี่ยงความอึดอัด เขาจึงตัดสินใจหลับตาลงทันทีนี่เป็นครั้งที่นางอยู่ใกล้เขามากที่สุด แม้นางจะรู้สึกหัวใจเต้นเร็วขึ้น แก้มแดงระเรื่อ แต่ก็ยังพยายามข่มใจ ไม่ให้ตัวเองเสียสมาธิไปเจียงจิ่นเหยียนมีขนตาที่ยาวและหนา ใบหน้าหล่อเหลาที่มีรอยฟกช้ำเป็นจ้ำๆ นางมองด้วย
เจียงจิ่นเหยียนนึกว่านางรู้แล้ว จึงเอาแต่เงียบ ได้ยินเพียงซางอวี๋เพียนเพียนกล่าวว่า “พรุ่งนี้ข้าจะต้องกลับแล้ว วันนี้มาเพื่อบอกลาท่าน”นางกอดเอวเขาไว้ ซุกหัวเข้าไปที่บ่ากว้าง ๆ ของเขา “คราวนี้ ข้ากลับอาลัยอาวรณ์อยู่ไม่น้อย ทำอย่างไรดีเล่า?”เจียงจิ่นเหยียนรู้ว่านางเป็นหญิงที่ไม่ยึดติดกับจารีตประเพณี ความรู้สึกเจ็บในตัวทำให้เขาไม่อยากขยับแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นที่นี่ยังเป็นห้องนอนของเขาอีกด้วย คนที่ออกไปควรเป็นนางจึงจะถูก“องค์หญิง…” เขาอยากดึงมือคู่นั้นที่โอบเอวเขาไว้ออก “เช่นนี้ไม่เหมาะสม ข้าเป็นบุรุษ ท่านเป็นองค์หญิงแห่งแคว้นเจาซี ย่อมพึงรู้จัก…”ซางอวี๋เพียนเพียนไหนเลยจะสนใจว่าเหมาะสมหรือไม่ นางเพียงแค่อยากทำตามใจปรารถนาก็พอ จึงผลักเขาล้มลงบนเตียงเลย ประกบริมฝีปากลงไป ราวกับว่าไม่มียางอายแม้แต่นิดเดียวเจียงจิ่นเหยียนโกรธสุดขีดแล้ว “ข้าไม่ใช่คุณชายไร้เทียมทานที่ท่านชอบ องค์หญิงโปรดระมัดระวังพระองค์ด้วย”ซางอวี๋เพียนเพียนตะลึง คนที่นางใส่ใจคือเจียงจิ่นเหยียน หรือว่าคุณชายไร้เทียมทาน นางก็แยกไม่ออกแล้ววันต่อมา องค์หญิงแคว้นเจาซีกลับแคว้นแล้ว ฮ่องเต้ส่งคนของกรมพิธีการไปส่งเสด
กลับมาถึงตำหนักครั้นนางผลักประตูห้องออกก็รับรู้ได้ถึงกระแสอากาศเย็นเยียบระลอกหนึ่งพัดเข้ามาจนนางหนาวสั่นไปทั้งร่างกาย หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ต้องรอให้เซี่ยซางกลับมา นางคงถูกฮองเฮาทรมานจนตายไปก่อนแล้ว ฮองเฮาและเจียงเฟิ่งหัวเกลียดนางเข้ากระดูกดำ คนอย่างพวกนางไม่มีทางปล่อยนางไปแน่ ไม่รู้ว่าสงครามนี้จะยืดเยื้อไปอีกนานเท่าใด แต่นางต้องหาหนทางหลบหลีกเอาตัวรอดจากการทรมานของพวกนางให้ได้ บัดนี้ท่านป้าสูญเสียความโปรดปรานจากฝ่าบาทไปแล้ว มิหนำซ้ำยังคลุ้มคลั่งจนสติวิปลาสไปแล้ว หวังให้นางช่วยเหลือก็คงเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว ซูถิงหว่านเพิ่งออกมาจากห้องเครื่องเล็ก นางกินอิ่มแล้ว บัดนี้ความง่วงงุนเริ่มครอบงำ จึงตัดสินใจว่าจะงีบบนเตียงสักตื่นหนึ่งก่อนแล้วเรื่องอื่นค่อยว่ากัน ต่อให้จะหนีออกจากวังหลวงกลับไปที่ด่านชายแดน ก็ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ ไม่นานนัก ซูถิงหว่านก็ค่อย ๆ เข้าสู่ห้วงนิทรา ในความฝันนางเห็นเจียงเฟิ่งหัวสวมอาภรณ์เนื้อหยาบสีเรียบกำลังเย็บปะเสื้อผ้า มือของนางเต็มไปด้วยบาดแผลและรอยช้ำจากความหนาวเย็น ข้างกายของนางมีเด็กชายหนึ่งคนและเด็กหญิงอีกหนึ่งคน เสื้อผ้าที่สวมอยู่บนตัวดูเก่าคร่ำคร่า แม้
กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วดุจอาชาขาววิ่งผ่านช่องแคบ เพียงพริบตาเดียว กองทัพใหญ่ก็ออกจากเมืองเซิ่งจิงมานานกว่าครึ่งเดือนแล้ว เจียงเฟิ่งหัวและซูถิงหว่านเองก็อยู่ในวังหลวงมาได้ครึ่งเดือนแล้ว ซูถิงหว่านตื่นนอนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างก็ไปที่ห้องเครื่องเล็กแล้ว ครั้นต้มโจ๊กขาวถ้วยหนึ่งเรียบร้อย ซูถิงหว่านก็อาศัยช่วงที่นางข้าหลวงไม่อยู่ ถ่มน้ำลายลงไปในถ้วยหลายครั้ง ถึงกินแล้วไม่ตายแต่เจ้าได้ขยะแขยงไปจนตายแน่ อาหารโอชารสตั้งมากมายเพียงนั้นไม่รู้จักกิน กลับอยากกินโจ๊กข้าวขาวไร้เกลือไร้รสชาติ ยิ่งไปกว่านั้นโจ๊กข้าวขาวนี้ก็ต้มยากเป็นที่สุด แค่ครึ่งเดือนนางไม่รู้เลยว่าทำหม้อพังไปกี่ใบแล้วถึงจะเคี่ยวจนได้โจ๊กที่ขาวและเหนียวข้นเช่นนี้ออกมา ในตอนนี้เองสี่หมัวมัวก็เดินอุ้ยอ้ายเข้ามา พร้อมกล่าวอย่างวางมาด “พระชายารองซูลำบากแล้วเพคะ” “พระกระยาหารเช้าของฮองเฮาเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วนะเพคะ!” สี่หมัวมัวกล่าวต่อ “เตรียมเรียบร้อยแล้ว” ซูถิงหว่านเกลียดสี่หมัวมัวเข้าไส้ สักวันนางจะต้องเอาคืนความอัปยศทั้งหมดที่นางเคยได้รับจากยายปีศาจเฒ่าคนนี้ให้ได้แน่ แต่กระนั้นนางก็ไม่กล้าล่วงเกินสี่หมัวมัว มิเช่นนั้นสิ่ง
เขาเป็นฝ่ายอธิบายกับเฉิงหมิงและเฉิงยางก่อนเอง “น้องหญิงสามของข้าน้อยสมรสกับเหิงอ๋อง เคราะห์ดีที่เมื่อตอนนั้นได้ท่านทั้งสองช่วยข้าเตรียมของขวัญแต่งงานให้น้องหญิงสาม นางปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง” “พี่จิ่นเหยียนน้องหญิงสามคนที่ท่านคอยพูดถึงไม่ขาดปาก น้องหญิงสามคนที่มีสติปัญญาฉลาดปราดเปรื่องเป็นที่สุดได้อภิเษกสมรสกับท่านเหิงอ๋องเองหรอกหรือ ช่างมีวาสนาต่อกันจริงๆ!” นัยน์ตาของทั้งสองคนล้วนฉายประกายเสียดายออกมา พวกเขายังนึกอยากประลองหมากกระดานกับคุณหนูสามสกุลเจียงอยู่เลย เซี่ยซางได้ยินถนัด เห็นอยู่ชัดเต็มตา ก็รู้สึกว่าเจียงจิ่นเหยียนในยามที่เอ่ยถึงน้องหญิงคนนี้ต่อหน้าคนอื่นจะต้องรู้สึกภาคภูมิใจมากเป็นแน่แท้ บัดนี้เจียงเฟิ่งหัวเป็นภรรยาของเขาแล้ว ได้สมรสภรรยาเป็นสตรีมีความรู้มากความสามารถคนหนึ่ง เขาเองก็พลอยรู้สึกภาคภูมิใจไปด้วยเช่นกัน ตอนที่ออกจากวังนางยังโกรธกรุ่น เขาคิดเอาไว้ว่ารอให้เวลาผ่านไปก่อนนางจะต้องเข้าใจเขาแน่ เซี่ยซางรู้ว่าคนสกุลเฉิงมีเด็กหนุ่มหลายท่านกำลังเตรียมตัวสอบเคอจวี่เพื่อสร้างผลงานและชื่อเสียง กอบกู้สกุลเฉิงกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ท่ามกลางคนเหล่านั้นก็มีเฉิงหมิง
ครั้นออกจากวัง เซี่ยซางก็พาเจียงจิ่นเหยียนไปที่เรือนสกุลเฉิงอย่างลับ ๆ จากหน้าประตูใหญ่ของจวนสกุลเฉิงก็สามารถมองเห็นความเงียบเหงาเสื่อมโทรมของตระกูลเฉิงได้อย่างชัดเจน เจียงจิ่นเหยียนเอ่ย “กระหม่อมเคยได้ยินถึงวีรกรรมอันเฟื่องฟูของแม่ทัพใหญ่เฉิงในปีก่อนนั้น ทั้งที่เขาเองก็เป็นแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกรสร้างผลงานไว้มากมายคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าเหตุใด แม่ทัพใหญ่เฉิงถึงได้เงียบหายไปอย่างกะทันหัน สกุลเฉิงถึงขั้นตกต่ำจนแทบไม่ต่างจากตระกูลสามัญชนคนทั่วไป” ที่แห่งนี้ยิ่งดูไม่เหมือนสกุลมารดาของฮองเฮาผู้ยิ่งใหญ่เลยด้วยซ้ำไป! ต่อให้ฮองเฮาจะมิได้รับความโปรดปราน แต่ถึงอย่างไรพระนางก็เป็นฮองเฮา และไม่สมควรมีใครกล้าหยามเกียรติดูแคลนสกุลเฉิง แต่ว่า… เซี่ยซางย่อมรู้เหตุผลดี จวนสกุลเฉิงเปลี่ยนไปเช่นนี้ล้วนมีความเกี่ยวข้องอย่างใหญ่หลวงกับเสด็จแม่ของเขา มองดูความเงียบเหงาของสกุลเฉิงแล้ว ภายในใจของเซี่ยซางพลันเกิดความรู้สึกที่ไม่เคยมีมาก่อนขึ้น หากว่าไม่มีเหตุการณ์เมื่อปีก่อนนั้น หากว่าสกุลเฉิงไม่ช่วยเสด็จแม่ พวกเขาก็คงไม่ต้องถูกเสด็จพ่อพลอยรังเกียจเดียดฉันท์ไปด้วยกัน เพราะความเข้าใจผิดเพียงครั้งเดียว ทำใ
เขาคิดว่า ระหว่างราชวงศ์กับขุนนางมักมีความเกี่ยวข้องที่ซับซ้อนร้อยแปดพันเก้า สุดท้ายก็เป็นเพราะเขายังไม่แข็งแกร่งพอ จึงได้ถูกผู้อื่นควบคุมเหตุใดเสด็จพ่อจึงมอบความโปรดปรานให้กับซูกุ้ยเฟย ก็มิใช่เพราะสกุลซูเช่นกันหรือ? เสด็จพ่อถึงกับรู้ว่าสกุลซูยักยอกสวัสดิการกองทัพ แต่ก็ไม่อาจลงโทษได้ นั่นก็เป็นเพราะสกุลซูตรากตรำทำงานหนัก ปกปักชายแดน สร้างผลงานยิ่งใหญ่เมื่อเขาขบคิดเข้าใจก็ตรงไปที่ห้องทรงอักษรทันทีรอจนเซี่ยซางจากไป เจียงเฟิ่งหัวก็เช็ดน้ำตาที่หางตา แล้วกล่าวกับเหลียนเย่ว่า “ในช่วงนี้จนกระทั่งท่านอ๋องรบชนะกลับมา ข้าจะอาศัยอยู่ในวังตลอด เจ้าไปเตรียมการสักหน่อยเถิด” นางต้องแจ้งต่ออู๋ซินเช่นกัน ให้เขาช่วยคอยประสาน สกุลเจียงจะได้รับความสำคัญจากฮ่องเต้หรือไม่ อำนาจการตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังคงเป็นของฮ่องเต้เมื่อเซี่ยซางไปถึงห้องทรงอักษร ก็คุกเข่าลงเบื้องหน้าฮ่องเต้ทันที แล้วกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “ลูกขอให้เสด็จพ่อทรงมีราชโองการโดยเร็ว ลูกตรวจสอบพบแล้วว่า ผู้ที่เป็นแกนนำในการโจมตีต้าโจวของเราครั้งนี้ คือผู้บัญชาการของเผ่าหู ฮูเหยียนซิวหลัว ลูกเดาว่าที่เขายกทัพมาในครั้งนี้ ก็เพื่อแก้แค้นเมื
เจียงเฟิ่งหัวคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ที่เซี่ยซางมายืนตรงหน้านางด้วยแววตาของเขาที่ดำทะมึนอย่างน่าสะพรึงกลัว ไม่รอให้นางกล่าวสิ่งใดแม้แต่ประโยคเดียว เขาก็ก้าวเข้าข้างหน้าแล้วมาใช้กำลังบังคับอุ้มนางออกไปทันที แม้เรื่องราวจะผ่านไปแล้วแต่ภายในใจของนางยังคงหวาดกลัวอยู่บ้าง ดูท่าคงจะทำให้เซี่ยซางโมโหเข้าแล้วจริงๆเมื่อออกจากตำหนักคุนหนิง เจียงเฟิ่งหัวแสร้งทำเป็นยังโมโหอยู่ “ท่านอ๋องจะอุ้มหม่อมฉันไปที่ใดเพคะ จู่ๆ ทรงทำเช่นนี้คิดจะทำสิ่งใดกันแน่เพคะ? พระองค์ไม่กลัวชายารองซูจะโกรธหรือเพคะ”เซี่ยซางหยุดฝีเท้าลง วางนางลงบนทางเดิน ดวงตาที่เต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธจ้องดวงหน้าของเจียงเฟิ่งหัวเขม็ง “เมื่อครู่เจ้าพูดว่าเจ้ากับข้าเป็น ‘สามีภรรยาที่อยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง ให้เกียรติกันและกันดุจอาคันตุกะ’ หมายความว่าอย่างไร?”เจียงเฟิ่งหัวกล่าวไม่ยอมถอยว่า “ก็หมายความตามอักษรเพคะ”เซี่ยซางแทบจะถูกทำให้โมโหจนหัวเราะออกมาแล้ว “เจ้ากำลังบอกว่าข้าปฏิบัติต่อเจ้าเหมือนแขกผู้มีเกียรติอย่างนั้นหรือ”เจียงเฟิ่งหัวตกตะลึงไป พูดสิ่งใดไม่ออกแม้แต่คำเดียว จากนั้นก็ได้ยินเซี่ยซางกล่าวต่อด้วยความโมโหว่า “ช่วงที่ผ่านม
เมื่อเซี่ยซางได้ยินสิ่งนี้ เขาก็แอบคิดในใจว่า ซูถิงหว่านบอกว่าเสด็จแม่แกล้งป่วย? อาการป่วยของเสด็จแม่นั้นเขาได้เห็นด้วยตาตนเอง ซูถิงหว่านช่างกล้าพูดได้ทุกอย่างจริงๆ!นางคิดว่าหากเขาคิดจะตีชาวหูให้ถอยร่นกลับไป ก็ได้แต่พึ่งสกุลซูของนางหรือไร จนถึงตอนนี้นางก็ยังไม่เห็นเสด็จแม่อยู่ในสายตาเลยเจียงเฟิ่งหัวเห็นเขาไม่กล่าววาจาจึงจากไปทันที ไม่มีผู้ใดเห็นว่าในเสี้ยววินาทีที่นางหมุนตัวไป มุมปากของนางก็โค้งเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมา ยิ่งซูถิงหว่านทำเช่นนี้ก็จะยิ่งผลักเซี่ยซางให้ไกลออกไปนางคิดว่าในแผ่นดินนี้มีเพียงสกุลซูที่ออกรบเป็นหรือไง สกุลซูตรากตรำสร้างผลงานยิ่งใหญ่ ทุกคนล้วนต้องให้ความยำเกรงพวกเขา ทว่าทุกเรื่องราวล้วนควรหยุดในจุดที่เหมาะสม ไม่ว่าสิ่งใดหากมากเกินไปจะเป็นโทษได้ มิเช่นนั้นก็จะกลายเป็นผลงานยิ่งใหญ่จนคุกคามผู้เป็นนายเหนือหัว ทำให้ผู้คนชิงชังเอาได้ที่ฮ่องเต้ไม่อนุญาตให้เซี่ยซางแต่งซูถิงหว่านเป็นภรรยาเอก จะไม่มีการพิจารณาในข้อนี้เชียวหรือ?เจียงเฟิ่งหัวย่อมไม่เชื่ออยู่แล้ว ฮ่องเต้ที่ขี้ระแวงขี้สงสัย แม้แต่ลูกชายของตัวเองก็ยังระวังป้องกัน แล้วนับประสาอะไรกับแม่ทัพที่เฝ้ารักษา
ในเวลานั้นเอง เซี่ยซางย้อนกลับมาที่เบื้องหน้าของคนทั้งสอง เขาเห็นบรรยากาศออกจะเคร่งเครียดอยู่บ้าง จึงถามว่า “มีสิ่งใดหรือ? เหตุใดจึงมาอยู่ข้างนอกกันหมด?”ซูถิงหว่านจ้องมองเซี่ยซางอย่างอ่อนแอและน่าสงสาร ต่อหน้าเจียงเฟิ่งหัว นางดึงเซี่ยซางไปยังมุมที่อยู่อีกด้าน “ท่านอ๋อง มิได้ทรงรับปากว่าจะพาหม่อมฉันกลับชายแดนหรือเพคะ? ท่านย่ากับพี่ใหญ่ยังรอพวกเรานะเพคะ”เซี่ยซางกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “แผนการมีการเปลี่ยนแปลง ยามนี้เสด็จแม่ทรงประชวรหนัก ข้างกายนางไม่อาจไม่จัดคนไว้คอยปรนนิบัติ เจ้าเป็นชายารองของจวนเหิงอ๋อง และก็เป็นสะใภ้ของเสด็จแม่ ตามหลักจึงควรรั้งอยู่ดูแลเสด็จแม่”เขาลดเสียงเบากล่าวต่อว่า “หวานหว่าน เมื่อก่อนความสัมพันธ์ของเจ้ากับเสด็จแม่ไม่ดีนัก จะได้ถือโอกาสนี้มาฟื้นฟูความสัมพันธ์ของเจ้ากับเสด็จแม่พอดี” เพราะเขากังวลว่าซูถิงหว่านจะเสียมรรยาทต่อฮองเฮาด้วยเหตุนี้ จึงได้มาอธิบายต่อนางให้ชัดเจนด้วยตนเองท่านอ๋องก็ทรงรู้ดีว่าฮองเฮาไม่โปรดหม่อมฉัน ไม่ว่าหม่อมฉันจะทำสิ่งใดก็ทรงรังเกียจหม่อมฉันทั้งนั้น เดิมหม่อมฉันก็ปรนนิบัติคนไม่เป็นอยู่แล้ว เกรงว่าจะทำได้ไม่ดีจนทำให้ฮองเฮายิ่งทรงพิโรธ กล
นึกถึงชาติก่อนที่นางถูกเซี่ยอวี้หย่า มีจุดจบที่ไร้ทั้งทรัพย์สินและอำนาจ สุดท้ายยังต้องแบกรับชื่อเสียงเสียหายว่าไม่อาจตั้งครรภ์ ในช่วงสุดท้ายของชีวิตนางก็มิได้ตายในตำแหน่งพระชายาอวี้อ๋องดังที่ปรารถนาคนอย่างหลัวจื่อฉยงไม่มีทางฆ่าตัวตาย ผู้มีตำแหน่งเป็นถึงพระชายาหากกระทำอัตวินิบาตกรรมขึ้นมาถือเป็นความผิดมหันต์ หลังตายไม่เพียงไม่อาจสงบสุข ยังจะทำให้วงศ์ตระกูลต้องพลอยเดือดร้อนไปอีก จุดนี้หลัวจื่อฉยงได้ไตร่ตรองเป็นอย่างดีนางน่าจะมาถึงจุดที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะถอยก็ถอยไม่ได้ จะก้าวต่อไปก็ไร้หนทางแล้วแต่นางมิใช่พระโพธิสัตว์ ไม่คิดจะไปยุ่งเรื่องชาวบ้านของจวนอวี้อ๋อง นอกจากนี้นางก็ไม่มีสิทธิ์จะเข้าไปยุ่งและเซี่ยซางก็ไม่อยากให้นางยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้นางคิดว่า ชาติก่อนแม้หลัวจื่อฉยงถูกหย่าอย่างน้อยก็ยังเหลือชีวิต ในชาตินี้หวังว่าชะตาชีวิตของนางอย่าได้แย่กว่าชาติที่แล้วเลยนางเพิ่งเข้าไปในตำหนักคุนหนิง ก็เห็นซูถิงหว่านเดินมาที่เบื้องหน้าของนางพร้อมกับดวงตาที่จ้องเขม็งมาที่นางอย่างดุเดือด ทว่าในไม่ช้า นางก็เก็บงำความโกรธในก้นบึ้งดวงตาแล้วเดินเข้ามาใกล้เจียงเฟิ่งหัวเมื