เจียงเฟิ่งหัวได้ยินเขาเรียกขานเป็นพี่เป็นน้องกับเซี่ยซางก็รู้สึกรำคาญขึ้นมาทันที ยิ่งรำคาญที่เขาเอาแต่เรียกน้องสะใภ้ บนใบหน้าเต็มไปด้วยการเสแสร้งแกล้งทำเป็นเคร่งขรึมจริงจังนางก็ไม่คิดจะไว้หน้าจีเฉิน “ที่นี่เป็นฝ่ายในของจวนอ๋อง คุณชายจีอย่าได้บุกเข้ามาง่ายๆ จะดีกว่า เพราะต่อให้คุณชายจีเป็นพี่บุญธรรมของชายารองซู ทว่าก็ยังเป็นเพียงพี่ชายบุญธรรมเท่านั้น คนมากปากก็มาก คุณชายจีอย่าให้ชายารองซูต้องถูกคนวิพากษ์วิจารณ์จะดีกว่า”กล่าวจบ นางก็ยืดหลังตรงแล้วเดินจากไปทันทีจีเฉินตะลึงไป จากนั้นมุมปากก็ยกเป็นรอยยิ้มบางๆ ขึ้นมา ช่างเป็นปากที่คมกล้านัก ช่างเป็นหญิงที่งดงามมากสามารถไร้ผู้เปรียบจริงๆ......เซี่ยซางสะกดกลั้นความขุ่นเคืองมาหลายวัน ในที่สุดก็อดถามหลินเฟิงไม่ได้ “หลายวันมานี้เจ้ามัวไปอยู่ที่ใดมา?”หลินเฟิงถูกถามจนมึนงง “ข้าน้อยก็คอยติดตามท่านอ๋องอยู่ตลอด มิได้ไปที่ใดเลยพ่ะย่ะค่ะ!”ความโมโหของเซี่ยซางพวยพุ่ง “ปกติเจ้าไม่ได้ชอบวิ่งมั่วไปทั่วหรือ? ทำไมตอนนี้ถึงได้ว่านอนสอนง่ายนักเล่า”หลินเฟิงจึงตระหนักได้ขึ้นมา หลายวันมานี้ท่านอ๋องล้วนมิได้ไปที่หอหล่านเยว่ หลังกลับจากหอเซียงหย่าก็ทร
ในเวลานี้ สองสามีภรรยาต่างมีความคิดของตน แต่ล้วนมิได้อยู่ในระดับเดียวกันหลังเซี่ยซางที่เต็มไปด้วยทระนงตนของผู้ที่เหนือกว่าฝืนต่ออย่างไร้ทางออกครู่หนึ่ง ก็หยิบเอกสารบนโต๊ะหนังสือมาก้มหน้าก้มตาอ่านอีกครั้ง เขาจะรอให้เจียงเฟิ่งหัวเป็นฝ่ายก้มหัวมาขอร้องเขาในยามทำงาน เขาไม่ได้รับผลกระทบจากสิ่งใดทั้งสิ้น เครื่องหน้าทั้งห้าอันห้าวหาญทั้งของเขาคมชัดเด่นเป็นสัน ภายในดวงตาอันลึกล้ำเปล่งประกายสว่างไสว เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจเจียงเฟิ่งหัวยอมรับว่า ท่าทางตั้งอกตั้งใจทำงานของเซี่ยซางชวนให้คนมีเสน่ห์อย่างมาก เขาเป็นคนประเภทที่ทำให้สตรีหลงใหล และก็รู้ว่าตอนนี้เขากำลังเอาแต่ใจ ยามปกติล้วนเป็นนางที่เป็นฝ่ายไปกล่อมเขา เขาคงจะเคยชินแล้วกระมัง! นางก็ไม่ขอร้องเขาแล้ว อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ!นางก็เตรียมจะเป็นฝ่ายแข็งสักครั้ง หมุนกายเตรียมเดินออกจากประตูไปทันทีเซี่ยซางจึงประชดประชันขึ้นมาว่า “จะไปเช่นนี้ เจ้าไม่อยากรู้เรื่องของหลี่เฉิงคู่หมั้นของจางอวี่มั่วแล้วหรือ? จะอย่างไรเจ้าก็ใส่ใจพวกเขาถึงเพียงนั้น” แต่กลับไม่เคยใส่ใจข้าเช่นนี้เลยก่อนเจียงเฟิ่งหัวจะมาได้จงใจแต่งกายมาก่อน กิริยาของนางอ่อนช้อยงดงา
นางแสร้งทำเป็นไร้เดียงสาทว่าคำพูดแฝงนัย นี่ก็คือกำลังฟ้องแล้ว และก็เป็นการอธิบายว่าทำไมนางจึงไม่ไปหาเขาด้วยเซี่ยซางรู้ว่าหวานหว่านจะต้องทำเช่นนั้นแน่ ช่วงนี้หวานหว่านก็ว่าเป็นเด็กดีไม่น้อย ตั้งใจเรียนอย่างมาก แถมยังขอให้เขาไปแนะนำอีกด้วย ประกอบกับที่ในใจเขามีโทสะอยู่ จึงไปที่เรือนถานเซียงเสียเลย“เจ้าหึงหรือ?”เจียงเฟิ่งหัวด่าอยู่ในใจ ชายชาติสุนัข ต้องให้สตรีหึงหวงแย่งชิงเจ้า เจ้าจึงจะรู้สึกเหนือกว่าใช่หรือไม่!นางนั่งเบี่ยงตัวออกไปแล้วพูดอย่างอ่อนแอว่า “หม่อมฉันอยากพบท่านอ๋อง แต่ท่านอ๋องไม่อยากพบหม่อมฉันนี่เพคะ ในใจของหม่อมฉันรู้สึกทรมานมาก อึดอัดไปหมด ราวเจ็บป่วยเลยเพคะ”ในดวงตาของเซี่ยซางเต็มไปด้วยความเอ็นดู เขาดันตัวนางให้ตรงกลับมา มือทั้งสองข้างโอบเอวของนางให้แนบชิดเข้ากับร่างของเขา แล้วจุมพิตหน้าผากของนาง “ตอนนี้ยังรู้สึกทรมานอยู่อีกหรือไม่?”มุมปากของเจียงเฟิ่งหัวปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา แก้มเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ ส่ายหัวอย่างเขินอาย “ไม่ทรมานแล้วเพคะ”เครื่องหน้าของนางงดงามคิ้วตาราวกับวาด ไม่ว่าจะขมวดคิ้วหรือแย้มยิ้มล้วนเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์เซี่ยซางเห็นนางเบิกบานก็จุมพิตลงบนริมฝีปา
นางได้รู้จากเซี่ยซางว่า ที่วันนั้นเกือบจะเกิดเรื่องร้ายกับจางอวี่มั่วเป็นแผนการของหลี่เฉิงจริงๆ และหลังจากที่บุรุษพวกนั้นถูกเขานำตัวไปก็ได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยหลี่เฉิงมิใช่คนดี แต่เพราะเขาเป็นบุตรชายของเจ้ากรมกลาโหม ยามเขาทำเรื่องชั่วร้ายเลวทรามอยู่ในค่ายทหารจึงไม่เคยถูกลงโทษ กระทั่งบังคับขืนใจสตรีดีงาม เมื่อจบเรื่องยังมีคนมาแบกรับความผิดแทนเขาอีก ภาพลักษณ์ของเขาดีงามมาตลอด ทว่าแท้ที่จริงแล้วภายในทั้งสกปรกและน่าขยะแขยง เซี่ยซางก็ใช้ความสัมพันธ์มากมายไปแอบสืบในค่ายทหารอย่างลับๆ จึงได้สืบพบ“หากจะบอกว่าเจ้ากรมหลี่ไม่รู้ถึงสิ่งที่ลูกชายเขากระทำ ก็เป็นการหลอกผีสางแล้ว” ดวงตาของเซี่ยซางฉายความเย็นชาออกมา ตอนนี้ข้าเพียงแค้นที่ไม่อาจยื่นมือเข้าไปลึกเกินไป ไม่อาจดึงเจ้ามอดแมลงพวกนี้ออกมาได้”หลังจากที่เจียงเฟิ่งหัวได้ฟังก็ไม่ได้ประหลาดใจมากนัก “ท่านพี่ไม่จำเป็นต้องตำหนิตนเอง เขาเป็นบุตรชายของขุนนางใหญ่ขั้นสอง ในมือมีอำนาจเทียมฟ้า เบื้องล่างมีพวกประจบเอาใจจำนวนมาก” การแตะเพียงจุดเดียวอาจส่งผลกระทบไปทุกส่วน ก่อนหน้านี้ที่จัดการกับหยางจิ้งของกรมอาญา ก็ไม่ส่งผลดีกับราชสำนักต้าโจวเท่าใดนัก
นางยอมรับว่าตนเองมิใช่คนใจดีอะไร เพราะคนใจดีล้วนอายุสั้นในไม่ช้า เจียงเฟิ่งหัวก็เปิดเผยข่าวนี้ต่อเจียงจิ่นเหยียนอย่างโดยไม่ได้ตั้งใจหลังเจียงจิ่นเหยียนได้รู้ ภายในใจก็เกิดการดิ้นรนเป็นอย่างมากหากชีวิตหลังการแต่งงานของจางอวี่มั่วไม่มีความสุข หรือนางได้รู้ว่าเป็นหลี่เฉิงจงใจวางแผนใส่นาง วันนั้นยิ่งเป็นหลี่เฉิงจงใจให้คนมาทำให้นางอับอาย แล้วนางจะทำเช่นใด?จางอวี่มั่วเป็นสตรีที่ดีงามและมีความสามารถอย่างยิ่ง นางไม่ควรถูกปฏิบัติเช่นนี้ที่จางอวี่มั่วยอมแต่งงานกับหลี่เฉิง อาจเป็นเพราะนางถูกเขาทำให้เสียใจอย่างลึกซึ้ง จึงได้ตอบตกลงการของแต่งงานของสกุลหลี่เจียงจิ่นเหยียนได้ดึงเรื่องนี้มาไว้กับตัวอีกแล้วโดยไม่รู้ตัว เหมือนกับที่สวี่อิ๋งถูกทำร้ายในปีนั้น เขาก็ไม่อาจให้อภัยตนเองเช่นเดียวกันหลังออกมาจากที่ทำงาน เขาก็จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่กี่วันจากนั้น เขาก็ตั้งใจไปตรวจสอบเรื่องหลี่เฉิงเป็นพิเศษที่หลี่เฉิงกลับมาเมืองหลวงก็เพื่อแต่งงาน แต่เขายังคงแอบปลอมตัวออกไปดื่มสุราเคล้านารีอย่างลับๆ บุรุษเช่นนี้จะชอบจางอวี่มั่วอย่างจริงในอย่างนั้นหรือ?ยิ่งใกล้วันแต่งงานของจางอวี่มั่ว เจียงจ
ในวันเทศกาลไหว้พระจันทร์เจียงเฟิ่งหัวและซูถิงหว่านล้วนแต่งกายอย่างประณีตมาปรากฏตัวต่อหน้าเซี่ยซาง “หม่อมฉันคารวะท่านอ๋องเพคะ”“อืม ไปกันเถอะ!” เซี่ยซางสวมอาภรณ์หรูหรา ทั่วทั้งร่างเปล่งประกายความสูงศักดิ์และความน่ายำเกรง เขาเป็นฝ่ายไปประคองเจียงเฟิ่งหัวขึ้นรถม้า จากนั้นก็จะขึ้นไปเพียงลำพังด้วยความเคยชินซูถิงหว่านแต่งกายด้วยชุดกระโปรงที่ทำจากผ้าไหมสีขาวกระจ่างดุจหิมะยาวระพื้น ดูเหมือนชายกระโปรงจะจำกัดความเคลื่อนไหวของนาง นางจึงกล่าวเบาๆ ว่า “ท่านอ๋องก็ทรงประคองหม่อมฉันด้วยสิเพคะ”เซี่ยซางจึงได้ตระหนักขึ้นมา ยามปกติซูถิงหว่านไม่ค่อยใส่ใจเรื่องกิริยา สามารถขึ้นลงรถม้าได้อย่างคล่องแคล่ว ดังนั้นเขาจึงไม่ได้คิดถึงนาง คิดว่านางจะตามขึ้นมาได้เองเซี่ยซางก็มิได้คิดมาก ก็แค่เรื่องง่ายๆ เพียงยื่นมือเท่านั้น เขาจึงยื่นมือไปให้ซูถิงหว่าน ในตอนที่มือของนางถูกเซี่ยซางกุมไว้ในฝ่ามือ นางถึงสาวเท้าน้อยๆ เหยียบขึ้นไปบนบันไดขึ้นรถม้าอย่างชดช้อยในวินาทีถัดมา อาจเป็นเพราะนางเหยียบถูกชายกระโปรงของตนเข้า ร่างกายจึงโอนเอนตกไปในอ้อมแขนของเซี่ยซาง ริมฝีปากของนางประทับจูบลงบนคางของเซี่ยซางอย่างไม่ทันระวัง
เด็กๆ กล่าวอย่างพร้อมเพรียงกันด้วยความเคารพว่า “หลานคารวะเสด็จอาห้าและเสด็จอาสะใภ้ห้า”เจียงเฟิ่งหัวเตรียมการไว้ก่อนแล้วและได้นำสาวใช้เข้าวังมาด้วย นางรับถุงผ้าจากเหลียนเย่มาสามใบ แล้วยื่นไปยังเบื้องหน้าของเด็กทั้งสาม ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ยื่นถุงผ้าสีชมพูไปที่เบื้องหน้าของเด็กหญิง “เจ้าคือเวยเอ๋อร์สินะ รูปโฉมงดงามจริงๆ อาสะใภ้ห้าเตรียมของขวัญแรกพบหน้าไว้ให้เจ้า หวังว่าเวยเอ๋อร์จะชอบนะ”เซี่ยเวยเบิกตากว้างรับถุงผ้า นางยิ้มอย่างเขินอายบนใบหน้า พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวานสดใสว่า “ขอบพระทัยเสด็จอาสะใภ้ห้าเพคะ อาสะใภ้ห้างดงามเหลือเกิน ทรงเหมือนกับเทพธิดาเลยเพคะ”จากนั้น เจียงเฟิ่งหัวก็ยื่นถุงผ้าสองใบยังเบื้องหน้าของเด็กชายอีกสองคนที่อายุมากขึ้นมาหน่อย “เจ้าคือฉีเอ๋อร์ ส่วนเจ้าคืออวี้เอ๋อร์สินะ”เมื่อเซี่ยฉีกับเซี่ยอวี้ได้ฟังก็กล่าวพร้อมกันว่า “เสด็จอาสะใภ้ห้าไม่เคยพบพวกเรามาก่อน เหตุใดจึงรู้ชื่อพวกเราได้พ่ะย่ะค่ะ”เจียงเฟิ่งหัวพูดด้วยรอยยิ้มว่า “อาสะใภ้ห้าจะเตรียมของขวัญพบหน้าให้พวกเจ้า ก็ย่อมต้องรู้ถึงความชอบของพวกเจ้า ข้ายังรู้ด้วยว่าฉีเอ๋อร์เข้าศึกษาที่สำนักศึกษาหลวงแล
“ฮ่องเต้และฮองเฮาเสด็จ” เสียงตะโกนแหลมสูงของขันทีดึงสายตาของทุกคนกลับมาทุกคนพากันถวายความเคารพต่อฮ่องเต้และฮองเฮาอย่างนอบน้อมรอจนฮ่องเต้และฮองเฮานั่งลงบนตำแหน่งที่อยู่เหนือขึ้นไปแล้ว คนทั้งหลายจึงได้กลับไปนั่งที่ตำแหน่งของตนหลังจากสนทนาทักทายตามมารยาทอีกรอบ เสียงวงดนตรีที่ประกอบไปด้วยเครื่องขลุ่ย ซอเอ้อหู และผีผาก็ค่อยๆ ดังอ้อยอิ่งขึ้นมาอย่างช้าๆไม่ว่าฮองเฮาจะได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้หรือไม่ นางย่อมนั่งอยู่ข้างกายของฮ่องเต้เสมอ วินาทีถัดมา เจียงเฟิ่งหัวก็เห็นฉากที่ทำให้นางรู้สึกทั่วร่างแตกเป็นเสี่ยงๆ นางเห็นฮ่องเต้ทรงปอกส้มลูกหนึ่งด้วยพระองค์เอง จากนั้นชิมด้วยตนเองก่อนครึ่งหนึ่ง แล้วจึงยื่นอีกครึ่งให้ฮองเฮา ฮองเฮาคร้านจะรับจึงยื่นหน้าเข้าไป ส้มครึ่งชิ้นนั่นจึงเข้าสู่ปากของฮองเฮาไปอย่างง่ายดายเช่นนั้นเจียงเฟิ่งหัวตกตะลึงจนอ้าปากค้าง ไม่ได้เข้าวังมาไม่กี่เดือน ในวังหลวงเกิดสิ่งใดขึ้นกันนี่?ต่อให้นางกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งนางก็รู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดให้ประหลาดใจแล้ว เนื่องจากโลกนี้กว้างใหญ่นัก เรื่องแปลกอัศจรรย์นั้นมีมากมายนับไม่ถ้วน ทว่าการกระทำนี้ของฮ่องเต้กับฮองเฮา ทำให้น
กลับมาถึงตำหนักครั้นนางผลักประตูห้องออกก็รับรู้ได้ถึงกระแสอากาศเย็นเยียบระลอกหนึ่งพัดเข้ามาจนนางหนาวสั่นไปทั้งร่างกาย หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ต้องรอให้เซี่ยซางกลับมา นางคงถูกฮองเฮาทรมานจนตายไปก่อนแล้ว ฮองเฮาและเจียงเฟิ่งหัวเกลียดนางเข้ากระดูกดำ คนอย่างพวกนางไม่มีทางปล่อยนางไปแน่ ไม่รู้ว่าสงครามนี้จะยืดเยื้อไปอีกนานเท่าใด แต่นางต้องหาหนทางหลบหลีกเอาตัวรอดจากการทรมานของพวกนางให้ได้ บัดนี้ท่านป้าสูญเสียความโปรดปรานจากฝ่าบาทไปแล้ว มิหนำซ้ำยังคลุ้มคลั่งจนสติวิปลาสไปแล้ว หวังให้นางช่วยเหลือก็คงเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว ซูถิงหว่านเพิ่งออกมาจากห้องเครื่องเล็ก นางกินอิ่มแล้ว บัดนี้ความง่วงงุนเริ่มครอบงำ จึงตัดสินใจว่าจะงีบบนเตียงสักตื่นหนึ่งก่อนแล้วเรื่องอื่นค่อยว่ากัน ต่อให้จะหนีออกจากวังหลวงกลับไปที่ด่านชายแดน ก็ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ ไม่นานนัก ซูถิงหว่านก็ค่อย ๆ เข้าสู่ห้วงนิทรา ในความฝันนางเห็นเจียงเฟิ่งหัวสวมอาภรณ์เนื้อหยาบสีเรียบกำลังเย็บปะเสื้อผ้า มือของนางเต็มไปด้วยบาดแผลและรอยช้ำจากความหนาวเย็น ข้างกายของนางมีเด็กชายหนึ่งคนและเด็กหญิงอีกหนึ่งคน เสื้อผ้าที่สวมอยู่บนตัวดูเก่าคร่ำคร่า แม้
กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วดุจอาชาขาววิ่งผ่านช่องแคบ เพียงพริบตาเดียว กองทัพใหญ่ก็ออกจากเมืองเซิ่งจิงมานานกว่าครึ่งเดือนแล้ว เจียงเฟิ่งหัวและซูถิงหว่านเองก็อยู่ในวังหลวงมาได้ครึ่งเดือนแล้ว ซูถิงหว่านตื่นนอนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างก็ไปที่ห้องเครื่องเล็กแล้ว ครั้นต้มโจ๊กขาวถ้วยหนึ่งเรียบร้อย ซูถิงหว่านก็อาศัยช่วงที่นางข้าหลวงไม่อยู่ ถ่มน้ำลายลงไปในถ้วยหลายครั้ง ถึงกินแล้วไม่ตายแต่เจ้าได้ขยะแขยงไปจนตายแน่ อาหารโอชารสตั้งมากมายเพียงนั้นไม่รู้จักกิน กลับอยากกินโจ๊กข้าวขาวไร้เกลือไร้รสชาติ ยิ่งไปกว่านั้นโจ๊กข้าวขาวนี้ก็ต้มยากเป็นที่สุด แค่ครึ่งเดือนนางไม่รู้เลยว่าทำหม้อพังไปกี่ใบแล้วถึงจะเคี่ยวจนได้โจ๊กที่ขาวและเหนียวข้นเช่นนี้ออกมา ในตอนนี้เองสี่หมัวมัวก็เดินอุ้ยอ้ายเข้ามา พร้อมกล่าวอย่างวางมาด “พระชายารองซูลำบากแล้วเพคะ” “พระกระยาหารเช้าของฮองเฮาเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วนะเพคะ!” สี่หมัวมัวกล่าวต่อ “เตรียมเรียบร้อยแล้ว” ซูถิงหว่านเกลียดสี่หมัวมัวเข้าไส้ สักวันนางจะต้องเอาคืนความอัปยศทั้งหมดที่นางเคยได้รับจากยายปีศาจเฒ่าคนนี้ให้ได้แน่ แต่กระนั้นนางก็ไม่กล้าล่วงเกินสี่หมัวมัว มิเช่นนั้นสิ่ง
เขาเป็นฝ่ายอธิบายกับเฉิงหมิงและเฉิงยางก่อนเอง “น้องหญิงสามของข้าน้อยสมรสกับเหิงอ๋อง เคราะห์ดีที่เมื่อตอนนั้นได้ท่านทั้งสองช่วยข้าเตรียมของขวัญแต่งงานให้น้องหญิงสาม นางปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง” “พี่จิ่นเหยียนน้องหญิงสามคนที่ท่านคอยพูดถึงไม่ขาดปาก น้องหญิงสามคนที่มีสติปัญญาฉลาดปราดเปรื่องเป็นที่สุดได้อภิเษกสมรสกับท่านเหิงอ๋องเองหรอกหรือ ช่างมีวาสนาต่อกันจริงๆ!” นัยน์ตาของทั้งสองคนล้วนฉายประกายเสียดายออกมา พวกเขายังนึกอยากประลองหมากกระดานกับคุณหนูสามสกุลเจียงอยู่เลย เซี่ยซางได้ยินถนัด เห็นอยู่ชัดเต็มตา ก็รู้สึกว่าเจียงจิ่นเหยียนในยามที่เอ่ยถึงน้องหญิงคนนี้ต่อหน้าคนอื่นจะต้องรู้สึกภาคภูมิใจมากเป็นแน่แท้ บัดนี้เจียงเฟิ่งหัวเป็นภรรยาของเขาแล้ว ได้สมรสภรรยาเป็นสตรีมีความรู้มากความสามารถคนหนึ่ง เขาเองก็พลอยรู้สึกภาคภูมิใจไปด้วยเช่นกัน ตอนที่ออกจากวังนางยังโกรธกรุ่น เขาคิดเอาไว้ว่ารอให้เวลาผ่านไปก่อนนางจะต้องเข้าใจเขาแน่ เซี่ยซางรู้ว่าคนสกุลเฉิงมีเด็กหนุ่มหลายท่านกำลังเตรียมตัวสอบเคอจวี่เพื่อสร้างผลงานและชื่อเสียง กอบกู้สกุลเฉิงกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ท่ามกลางคนเหล่านั้นก็มีเฉิงหมิง
ครั้นออกจากวัง เซี่ยซางก็พาเจียงจิ่นเหยียนไปที่เรือนสกุลเฉิงอย่างลับ ๆ จากหน้าประตูใหญ่ของจวนสกุลเฉิงก็สามารถมองเห็นความเงียบเหงาเสื่อมโทรมของตระกูลเฉิงได้อย่างชัดเจน เจียงจิ่นเหยียนเอ่ย “กระหม่อมเคยได้ยินถึงวีรกรรมอันเฟื่องฟูของแม่ทัพใหญ่เฉิงในปีก่อนนั้น ทั้งที่เขาเองก็เป็นแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกรสร้างผลงานไว้มากมายคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าเหตุใด แม่ทัพใหญ่เฉิงถึงได้เงียบหายไปอย่างกะทันหัน สกุลเฉิงถึงขั้นตกต่ำจนแทบไม่ต่างจากตระกูลสามัญชนคนทั่วไป” ที่แห่งนี้ยิ่งดูไม่เหมือนสกุลมารดาของฮองเฮาผู้ยิ่งใหญ่เลยด้วยซ้ำไป! ต่อให้ฮองเฮาจะมิได้รับความโปรดปราน แต่ถึงอย่างไรพระนางก็เป็นฮองเฮา และไม่สมควรมีใครกล้าหยามเกียรติดูแคลนสกุลเฉิง แต่ว่า… เซี่ยซางย่อมรู้เหตุผลดี จวนสกุลเฉิงเปลี่ยนไปเช่นนี้ล้วนมีความเกี่ยวข้องอย่างใหญ่หลวงกับเสด็จแม่ของเขา มองดูความเงียบเหงาของสกุลเฉิงแล้ว ภายในใจของเซี่ยซางพลันเกิดความรู้สึกที่ไม่เคยมีมาก่อนขึ้น หากว่าไม่มีเหตุการณ์เมื่อปีก่อนนั้น หากว่าสกุลเฉิงไม่ช่วยเสด็จแม่ พวกเขาก็คงไม่ต้องถูกเสด็จพ่อพลอยรังเกียจเดียดฉันท์ไปด้วยกัน เพราะความเข้าใจผิดเพียงครั้งเดียว ทำใ
เขาคิดว่า ระหว่างราชวงศ์กับขุนนางมักมีความเกี่ยวข้องที่ซับซ้อนร้อยแปดพันเก้า สุดท้ายก็เป็นเพราะเขายังไม่แข็งแกร่งพอ จึงได้ถูกผู้อื่นควบคุมเหตุใดเสด็จพ่อจึงมอบความโปรดปรานให้กับซูกุ้ยเฟย ก็มิใช่เพราะสกุลซูเช่นกันหรือ? เสด็จพ่อถึงกับรู้ว่าสกุลซูยักยอกสวัสดิการกองทัพ แต่ก็ไม่อาจลงโทษได้ นั่นก็เป็นเพราะสกุลซูตรากตรำทำงานหนัก ปกปักชายแดน สร้างผลงานยิ่งใหญ่เมื่อเขาขบคิดเข้าใจก็ตรงไปที่ห้องทรงอักษรทันทีรอจนเซี่ยซางจากไป เจียงเฟิ่งหัวก็เช็ดน้ำตาที่หางตา แล้วกล่าวกับเหลียนเย่ว่า “ในช่วงนี้จนกระทั่งท่านอ๋องรบชนะกลับมา ข้าจะอาศัยอยู่ในวังตลอด เจ้าไปเตรียมการสักหน่อยเถิด” นางต้องแจ้งต่ออู๋ซินเช่นกัน ให้เขาช่วยคอยประสาน สกุลเจียงจะได้รับความสำคัญจากฮ่องเต้หรือไม่ อำนาจการตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังคงเป็นของฮ่องเต้เมื่อเซี่ยซางไปถึงห้องทรงอักษร ก็คุกเข่าลงเบื้องหน้าฮ่องเต้ทันที แล้วกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “ลูกขอให้เสด็จพ่อทรงมีราชโองการโดยเร็ว ลูกตรวจสอบพบแล้วว่า ผู้ที่เป็นแกนนำในการโจมตีต้าโจวของเราครั้งนี้ คือผู้บัญชาการของเผ่าหู ฮูเหยียนซิวหลัว ลูกเดาว่าที่เขายกทัพมาในครั้งนี้ ก็เพื่อแก้แค้นเมื
เจียงเฟิ่งหัวคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ที่เซี่ยซางมายืนตรงหน้านางด้วยแววตาของเขาที่ดำทะมึนอย่างน่าสะพรึงกลัว ไม่รอให้นางกล่าวสิ่งใดแม้แต่ประโยคเดียว เขาก็ก้าวเข้าข้างหน้าแล้วมาใช้กำลังบังคับอุ้มนางออกไปทันที แม้เรื่องราวจะผ่านไปแล้วแต่ภายในใจของนางยังคงหวาดกลัวอยู่บ้าง ดูท่าคงจะทำให้เซี่ยซางโมโหเข้าแล้วจริงๆเมื่อออกจากตำหนักคุนหนิง เจียงเฟิ่งหัวแสร้งทำเป็นยังโมโหอยู่ “ท่านอ๋องจะอุ้มหม่อมฉันไปที่ใดเพคะ จู่ๆ ทรงทำเช่นนี้คิดจะทำสิ่งใดกันแน่เพคะ? พระองค์ไม่กลัวชายารองซูจะโกรธหรือเพคะ”เซี่ยซางหยุดฝีเท้าลง วางนางลงบนทางเดิน ดวงตาที่เต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธจ้องดวงหน้าของเจียงเฟิ่งหัวเขม็ง “เมื่อครู่เจ้าพูดว่าเจ้ากับข้าเป็น ‘สามีภรรยาที่อยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง ให้เกียรติกันและกันดุจอาคันตุกะ’ หมายความว่าอย่างไร?”เจียงเฟิ่งหัวกล่าวไม่ยอมถอยว่า “ก็หมายความตามอักษรเพคะ”เซี่ยซางแทบจะถูกทำให้โมโหจนหัวเราะออกมาแล้ว “เจ้ากำลังบอกว่าข้าปฏิบัติต่อเจ้าเหมือนแขกผู้มีเกียรติอย่างนั้นหรือ”เจียงเฟิ่งหัวตกตะลึงไป พูดสิ่งใดไม่ออกแม้แต่คำเดียว จากนั้นก็ได้ยินเซี่ยซางกล่าวต่อด้วยความโมโหว่า “ช่วงที่ผ่านม
เมื่อเซี่ยซางได้ยินสิ่งนี้ เขาก็แอบคิดในใจว่า ซูถิงหว่านบอกว่าเสด็จแม่แกล้งป่วย? อาการป่วยของเสด็จแม่นั้นเขาได้เห็นด้วยตาตนเอง ซูถิงหว่านช่างกล้าพูดได้ทุกอย่างจริงๆ!นางคิดว่าหากเขาคิดจะตีชาวหูให้ถอยร่นกลับไป ก็ได้แต่พึ่งสกุลซูของนางหรือไร จนถึงตอนนี้นางก็ยังไม่เห็นเสด็จแม่อยู่ในสายตาเลยเจียงเฟิ่งหัวเห็นเขาไม่กล่าววาจาจึงจากไปทันที ไม่มีผู้ใดเห็นว่าในเสี้ยววินาทีที่นางหมุนตัวไป มุมปากของนางก็โค้งเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมา ยิ่งซูถิงหว่านทำเช่นนี้ก็จะยิ่งผลักเซี่ยซางให้ไกลออกไปนางคิดว่าในแผ่นดินนี้มีเพียงสกุลซูที่ออกรบเป็นหรือไง สกุลซูตรากตรำสร้างผลงานยิ่งใหญ่ ทุกคนล้วนต้องให้ความยำเกรงพวกเขา ทว่าทุกเรื่องราวล้วนควรหยุดในจุดที่เหมาะสม ไม่ว่าสิ่งใดหากมากเกินไปจะเป็นโทษได้ มิเช่นนั้นก็จะกลายเป็นผลงานยิ่งใหญ่จนคุกคามผู้เป็นนายเหนือหัว ทำให้ผู้คนชิงชังเอาได้ที่ฮ่องเต้ไม่อนุญาตให้เซี่ยซางแต่งซูถิงหว่านเป็นภรรยาเอก จะไม่มีการพิจารณาในข้อนี้เชียวหรือ?เจียงเฟิ่งหัวย่อมไม่เชื่ออยู่แล้ว ฮ่องเต้ที่ขี้ระแวงขี้สงสัย แม้แต่ลูกชายของตัวเองก็ยังระวังป้องกัน แล้วนับประสาอะไรกับแม่ทัพที่เฝ้ารักษา
ในเวลานั้นเอง เซี่ยซางย้อนกลับมาที่เบื้องหน้าของคนทั้งสอง เขาเห็นบรรยากาศออกจะเคร่งเครียดอยู่บ้าง จึงถามว่า “มีสิ่งใดหรือ? เหตุใดจึงมาอยู่ข้างนอกกันหมด?”ซูถิงหว่านจ้องมองเซี่ยซางอย่างอ่อนแอและน่าสงสาร ต่อหน้าเจียงเฟิ่งหัว นางดึงเซี่ยซางไปยังมุมที่อยู่อีกด้าน “ท่านอ๋อง มิได้ทรงรับปากว่าจะพาหม่อมฉันกลับชายแดนหรือเพคะ? ท่านย่ากับพี่ใหญ่ยังรอพวกเรานะเพคะ”เซี่ยซางกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “แผนการมีการเปลี่ยนแปลง ยามนี้เสด็จแม่ทรงประชวรหนัก ข้างกายนางไม่อาจไม่จัดคนไว้คอยปรนนิบัติ เจ้าเป็นชายารองของจวนเหิงอ๋อง และก็เป็นสะใภ้ของเสด็จแม่ ตามหลักจึงควรรั้งอยู่ดูแลเสด็จแม่”เขาลดเสียงเบากล่าวต่อว่า “หวานหว่าน เมื่อก่อนความสัมพันธ์ของเจ้ากับเสด็จแม่ไม่ดีนัก จะได้ถือโอกาสนี้มาฟื้นฟูความสัมพันธ์ของเจ้ากับเสด็จแม่พอดี” เพราะเขากังวลว่าซูถิงหว่านจะเสียมรรยาทต่อฮองเฮาด้วยเหตุนี้ จึงได้มาอธิบายต่อนางให้ชัดเจนด้วยตนเองท่านอ๋องก็ทรงรู้ดีว่าฮองเฮาไม่โปรดหม่อมฉัน ไม่ว่าหม่อมฉันจะทำสิ่งใดก็ทรงรังเกียจหม่อมฉันทั้งนั้น เดิมหม่อมฉันก็ปรนนิบัติคนไม่เป็นอยู่แล้ว เกรงว่าจะทำได้ไม่ดีจนทำให้ฮองเฮายิ่งทรงพิโรธ กล
นึกถึงชาติก่อนที่นางถูกเซี่ยอวี้หย่า มีจุดจบที่ไร้ทั้งทรัพย์สินและอำนาจ สุดท้ายยังต้องแบกรับชื่อเสียงเสียหายว่าไม่อาจตั้งครรภ์ ในช่วงสุดท้ายของชีวิตนางก็มิได้ตายในตำแหน่งพระชายาอวี้อ๋องดังที่ปรารถนาคนอย่างหลัวจื่อฉยงไม่มีทางฆ่าตัวตาย ผู้มีตำแหน่งเป็นถึงพระชายาหากกระทำอัตวินิบาตกรรมขึ้นมาถือเป็นความผิดมหันต์ หลังตายไม่เพียงไม่อาจสงบสุข ยังจะทำให้วงศ์ตระกูลต้องพลอยเดือดร้อนไปอีก จุดนี้หลัวจื่อฉยงได้ไตร่ตรองเป็นอย่างดีนางน่าจะมาถึงจุดที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะถอยก็ถอยไม่ได้ จะก้าวต่อไปก็ไร้หนทางแล้วแต่นางมิใช่พระโพธิสัตว์ ไม่คิดจะไปยุ่งเรื่องชาวบ้านของจวนอวี้อ๋อง นอกจากนี้นางก็ไม่มีสิทธิ์จะเข้าไปยุ่งและเซี่ยซางก็ไม่อยากให้นางยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้นางคิดว่า ชาติก่อนแม้หลัวจื่อฉยงถูกหย่าอย่างน้อยก็ยังเหลือชีวิต ในชาตินี้หวังว่าชะตาชีวิตของนางอย่าได้แย่กว่าชาติที่แล้วเลยนางเพิ่งเข้าไปในตำหนักคุนหนิง ก็เห็นซูถิงหว่านเดินมาที่เบื้องหน้าของนางพร้อมกับดวงตาที่จ้องเขม็งมาที่นางอย่างดุเดือด ทว่าในไม่ช้า นางก็เก็บงำความโกรธในก้นบึ้งดวงตาแล้วเดินเข้ามาใกล้เจียงเฟิ่งหัวเมื