องค์ชายหนิงถูกซินจิ้งปลุกขึ้นมาจากความฝัน เมื่อรู้ว่าเซี่ยโฮ่วตานรั่วพาคนไปเฆี่ยนตีศพและทำลายหลุมศพของหลี่ว์กังในชั่วขณะหนึ่งองค์ชายหนิงคิดว่าตนฝันอยู่ยังมิตื่น!กระทั่งตื่นเต็มตาแล้วเขาก็สะบัดข้อมือตบซินจิ้งอย่างแรง พลางตะโกนใส่อย่างร้อนใจ“นางไปทำเรื่องเช่นนี้ เหตุใดเจ้าถึงมิห้ามไว้?”“สารเลว เจ้ารู้หรือไม่ว่านี่หมายความเยี่ยงไร?”ซินจิ้งถูกตบทรุดลงไปกับพื้น นางอยากร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตาเหตุใดนางจะมิรู้ความร้ายแรงของเรื่องนี้แต่เซี่ยโฮ่วตานรั่วทำเรื่องเช่นนี้กลัวว่านางจะห้าม จึงแอบวางยาลงในน้ำชาของนางกระทั่งซินจิ้งตื่นขึ้นมาแล้วตามไป เซี่ยโฮ่วตานรั่วก็ถูกแม่ทัพเฉินพาตัวไปที่ศาลาว่าการมณฑลแล้ว“องค์ชาย บ่าวผิดไปแล้วเพคะ!”ซินจิ้งคุกเข่าลง นางมิสนใจที่จะเช็ดเลือดที่ไหลออกมาตรงมุมปากของตน พลางเอ่ยออกไป “องค์หญิงถูกพาตัวไปที่ศาลาว่าการมณฑลแล้วเพคะ องค์ชายได้โปรดคิดหาวิธีไปพาตัวองค์หญิงกลับมาทีเถิดเพคะ!”“พากลับมา?”องค์ชายหนิงโกรธขึ้นมาเลย “เจ้าเห็นว่านี่คือศาลาว่าการของฉีตะวันออกของเราเองหรือไร?”“ทหารที่ข้าพามาที่ฉินตะวันตกมีเท่าใดกัน? เจ้าจะให้ข้าพาคนเหล่านี้ไปชิงตัวเซี
ณ วังหลวงในยามเช้าตรู่ ขันทีฉางปัดแส้พลางเอ่ยออกมา “มีเรื่องก็กราบทูล ไม่มีเรื่องก็ถอยกลับไป!”คำพูดของขันทีฉางเพิ่งจะสิ้นสุด หลี่ว์เซียงก็กอดสาส์นที่จะกราบทูลออกมาแล้วคุกเข่าลง จากนั้นก็เอ่ยเสียงสะอื้น “ฝ่าบาท กระหม่อมต้องการร้องเรียนพ่ะย่ะค่ะ!”จักรพรรดิอู่อันตะลึงแล้วมองไปทางขันทีฉางขันทีฉางเองก็ดูตะลึงเช่นกัน สิ่งนี้ทำให้จักรพรรดิอู่อันมิพอใจมาก เขาจ้องมองขันทีฉางแล้วหันไปทางหลี่ว์เซียง “เจ้ามีเรื่องอันใดก็พูดมาเลย!”ขันทีฉางผู้นี้สู้ขันทีเซี่ยมิได้เลยจริง ๆ อย่างน้อยในยามนี้ขันทีเซี่ยก็เตือนตนได้ว่าหลี่ว์เซียงจะทำสิ่งใดหลี่ว์เซียงมิได้ลุกขึ้น เขาคุกเข่าพลางยกสาส์นกราบทูลสูงขึ้น “กระหม่อมมิได้มีเรื่องกราบทูล แต่กระหม่อมจะร้องเรียนพ่ะย่ะค่ะ! โปรดฝ่าบาทดูสาส์นกราบทูลก่อนแล้วค่อยดำเนินการตัดสินเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”จักรพรรดิอู่อันโบกมือ แล้วขันทีฉางก็วิ่งเหยาะ ๆ ไปรับสาส์นกราบทูลของหลี่ว์เซียงเหล่าขุนนางต่าง ๆ ด้านล่าง มีมิกี่คนที่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน นอกจากนั้นยังมิรู้เรื่องเมื่อเห็นหลี่ว์เซียงร้องเรียน ขุนนางที่มิรู้เรื่องก็ตกใจ หลี่ว์เซียงคงมิได้จะจัดการใครใช่หรือไม
เรื่องนี้ขุนนางบางส่วนยังมิรู้ เมื่อได้ยินดังนี้จึงมองไปทางหลี่ว์เซียงอย่างแปลกใจที่แท้หลี่ว์เซียงออกหน้าให้หลี่ว์กังอย่างร้อนใจเช่นนี้ก็เพราะเป็นการแก้แค้นส่วนตัวนี่เอง!หลี่ว์เซียงกับจ้าวฮุยมิลงรอยกันมาครึ่งชีวิตแล้ว สูสีกันมาตลอด ก่อนหน้านี้เขาก็กังวลอยู่ว่าจ้าวฮุยจะทำให้ตนเสียเรื่องคิดมิถึงว่าจ้าวฮุยจะมิได้ออกหน้า แต่คนออกหน้าเป็นองค์ชายคังลูกเขยของเขาแทนหรือว่าจ้าวฮุยคอยสั่งการองค์ชายคังอยู่เบื้องหลังให้จัดการตน?คำพูดขององค์ชายคังอยากจะให้ตนเสื่อมเสีย มีจังหวะจะโค่น ทำให้องค์จักรพรรดิคิดว่าตงเป็นคนที่แยกแยะเรื่องส่วนตัวกับส่วนรวมมิออกหรือไม่?หลี่ว์เซียงคิดไปก็เอ่ยถามอย่างเย็นชาไป “กระหม่อมมิเข้าใจสิ่งที่องค์ชายตรัส หลี่ว์กังเป็นหลานชายของกระหม่อม กระหม่อมมิเคยปฏิเสธพ่ะย่ะค่ะ!”“การที่หลี่ว์กังถูกทำลายหลุมศพและเฆี่ยนตีศพก็เป็นเรื่องจริงเช่นกัน! กระหม่อมร้องขอความยุติธรรมจากองค์จักรพรรดิ มีทั้งเหตุผลและหลักฐาน เหตุใดจึงเป็นการแก้แค้นส่วนตัวเล่าพ่ะย่ะค่ะ?”องค์ชายคังเอ่ยเรียบ ๆ “หลี่ว์เซียง อย่าได้รีบร้อนโต้เถียงเลย… ให้ข้าถามเจ้าคำถามหนึ่งก่อนก็จะกระจ่างแล้ว!”“หลี่ว์เ
ในครานี้จักรพรรดิอู่อันมิได้แสดงจุดยืนของเขาง่าย ๆ เขาตรึกตรองพลางกวาดสายตาไปทั่วทั้งท้องพระโรงฝ่ายสนับสนุนการทำศึกก็คือเซียวหลินเทียนและหลี่ว์เซียงฝ่ายสนับสนุนการเจรจาสงบศึกก็คือใต้เท้าหลี่และองค์ชายคังถ้อยคำของทั้งสองฝ่ายล้วนมีเหตุผลหากลงโทษเซี่ยโฮ่วตานรั่ว หากองค์ชายหนิงหันไปเข้ากับองค์ชายอิง สองแคว้นร่วมมือกัน ย่อมเป็นภัยคุกคามมิน้อยต่อแคว้นฉินตะวันตกทว่าหากมิลงโทษเซี่ยโฮ่วตานรั่ว เขาเองก็รู้สึกอัดอั้นตันใจ สตรีผู้นี้กล้ากระทำการอุกอาจเช่นนี้ อาศัยสิ่งใดเป็นที่พึ่ง“อัครเสนาบดีจ้าว เจ้าคิดเช่นไร?”จักรพรรดิอู่อันเห็นว่าจ้าวฮุยนิ่งเงียบจึงเอ่ยถามเมื่อครู่จ้าวฮุยเพิ่งตรึกตรองอยู่ว่า เหตุใดองค์ชายคังจึงเสนอความคิดนี้ ทั้งที่โดยปกติแล้วเขาเฉลียวฉลาด แต่คิดใคร่ครวญอยู่นานก็ยังมิอาจหยั่งถึงความคิดขององค์ชายคังก่อนเข้าเฝ้า องค์ชายคังก็มิได้หารือกับตน จ้าวฮุยจึงมิรู้ว่าจะช่วยเหลือเขาอย่างไรเมื่อได้ยินจักรพรรดิอู่อันเอ่ยถาม จ้าวฮุยจึงจำต้องกราบทูลว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่าถ้อยคำของเหล่าเสนาบดีล้วนมีเหตุผล กระหม่อมไร้ความคิดเห็นขัดแย้ง...”“การกระทำของเซี่ยโฮ่วตานรั่วครั้
จ้าวฮุยโกรธเคืองในใจอย่างมาก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตระกูลจ้าวได้ทุ่มเททั้งกำลังคนและกำลังทรัพย์อย่างมหาศาลเพื่อช่วยให้องค์ชายคังได้ขึ้นสู่ตำแหน่งรัชทายาทองค์ชายคังยังมิได้ขึ้นสู่ตำแหน่งรัชทายาท แต่กลับคิดว่าตนปีกกล้าแข็งแล้วจึงกล้าตัดสินใจเองโดยมิปรึกษาตนจ้าวฮุยคาดการณ์ความคิดในใจขององค์ชายคังได้อย่างแม่นยำ เขามิได้คิดที่จะได้รับการสนับสนุนจากองค์ชายหนิงเพื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรัชทายาทหรอกหรือ?จ้าวฮุยคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด ก่อนเข้าเฝ้า องค์ชายคังลอบพบกับองค์ชายหนิงองค์ชายหนิงเปิดเผยจุดประสงค์โดยตรง “องค์ชายคัง เจ้ามิได้เก่งกล้าทางด้านวรรณกรรมเท่าเซียวหลินเทียน มิได้เก่งกล้าทางด้านการศึกเท่าเซียวหลินเทียน การจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรัชทายาทนั้นยากยิ่ง”“ทว่าหากผูกสัมพันธไมตรีกับแคว้นฉีตะวันออกของเรา ข้าสามารถช่วยให้เจ้าก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนี้ได้ เราจะร่วมมือกันกำจัดเซียวหลินเทียน”องค์ชายคังตกใจกับถ้อยคำที่ตรงไปตรงมาขององค์ชายหนิง ก่อนที่เขาจะกล่าวสิ่งใด องค์ชายหนิงก็หย่อนเหยื่อล่ออีก“เจ้าก็ทราบดีว่าเมืองโม่เหอเป็นเมืองแห่งสมบัติ หากกำจัดเซียวหลินเทียนได้เมืองโม่เหอก็จะตกเป็นของเจ้า เมื
องค์ชายคังมิได้รู้ว่าการกระทำของตนได้ทำให้จ้าวฮุยโกรธแล้ว องค์ชายคังยังแสร้งทำเป็นพูดเพื่อความชอบธรรมต่อหน้าจักรพรรดิอู่และเซียวหลินเทียน“เสด็จพ่อ การที่เซี่ยโฮ่วตานรั่วดื้อรั้นเช่นนี้ ลูกเองก็มิพอใจเช่นเดียวกัน แต่เพื่อผลประโยชน์ของฉินตะวันตก ลูกก็จะอดทนอภิเษกกับเซี่ยโฮ่วตานรั่วโดยยกย่องให้เป็นชายาเอกพ่ะย่ะค่ะ!”“หากนางกลับตัวกลับใจก็นับว่าดีไป ทว่าหากนางยังกล้ากระทำทำผิดอีก ลูกจะลงโทษอย่างรุนแรง มิปล่อยโอกาสให้นางทำชั่วอีกพ่ะย่ะค่ะ!”“ฮ่าฮ่า องค์ชายคังยังคงคำนึงถึงแคว้นบ้านเมืองและเสด็จพ่ออยู่เสมอ”คราวนี้ แม้แต่องค์ชายเย่ที่เฝ้าดูอยู่ตลอดก็ทนฟังมิไหวแล้วผู้ใดในที่นี้ที่มิใช่คนโง่ก็คงจะมองออกว่า องค์ชายคังต้องได้รับผลประโยชน์จากองค์ชายหนิง จึงพยายามช่วยเซี่ยโฮ่วตานรั่วให้พ้นผิดอย่างสุดฤทธิ์องค์ชายเย่รู้สึกดูถูก คิดว่าเพื่อผลประโยชน์แล้ว องค์ชายคังก็มิสนใจแม้แต่หลักการพื้นฐานของความเป็นมนุษย์เว่ยเฉิงก็เข้าใจจุดประสงค์ขององค์ชายคังที่มุ่งเป้าไปยังหลี่ว์เซียง เขาจะยอมให้องค์ชายคังได้รับความช่วยเหลือจากองค์ชายหนิงโดยง่ายได้อย่างไร จึงก้าวขึ้นมาแล้วกล่าวว่า“ฝ่าบาท เมื่อครู่กร
ฝ่ายคณะขององค์ชายคังต่างเห็นดีเห็นงามในผลประโยชน์ที่องค์ชายคังจะได้รับจากการอภิเษกสมรสกับเซี่ยโฮ่วตานรั่ว ต่างก็ออกมาสนับสนุนองค์ชายคังส่วนฝ่ายคณะขององค์ชายเว่ย ต่างก็คิดถึงวันที่องค์ชายเว่ยและฮองเฮาเว่ยจะได้กลับมาผงาดอีกครั้ง จึงยึดถือตามเว่ยเฉิงเป็นหลักทั้งสองฝ่ายต่างก็โต้เถียงกันในราชสำนักเพื่อสนับสนุนนายของตนแต่เซียวหลินเทียนกลับมีแววตาเคร่งขรึมเมื่อวานตอนเที่ยง เขายังได้ล่องเรือไปกับมู่หรงเหยียนซงและมู่หรงชิ่งด้วยกัน ทว่าทั้งสองคนนี้มิได้บอกเขาแม้แต่คำเดียวว่าจะให้มู่หรงชิ่งสมรสกับน้องชายของพระชายาเว่ยแล้วอยู่ ๆ ข่าวลือเรื่องมู่หรงชิ่งและเฮ่อหรงมีไมตรีอันดีต่อกันแพร่สะพัดออกมาได้อย่างไร?หรือสองพี่น้องตระกูลมู่หรงตั้งใจปิดบังเรื่องนี้จากเขาและหลิงอวี๋แต่เป็นไปมิได้!หากมู่หรงเหยียนซงมีความสัมพันธ์กับตระกูลเว่ยจริง ๆ เหตุใดเมื่อวานนี้จึงต้องช่วยหลิงอวี๋จากคมดาบของมือสังหารจู่ ๆ เซียวหลินเทียนก็นึกขึ้นได้ว่า ก่อนที่มือสังหารจะมาถึง มู่หรงเหยียนซงดูเหมือนกำลังจะบอกเรื่องเกี่ยวกับตระกูลของพระชายาเว่ยเขาพูดถึงการสิ้นพระชนม์ของจักรพรรดิสูงสุด!หากมู่หรงเหยียนซงตั้งใจจ
จ้าวฮุยคิดไปมา คาดเดาได้ว่าหลี่ว์เซียงอาจลงมือกระทำการไว้ล่วงหน้า จึงยิ้มมุมปากในฐานะขุนนาง เขาชื่นชมในความฉลาดเฉลียวของหลี่ว์เซียง!ในฐานะบุคคล เขาก็มิได้โกรธเคือง คิดว่าควรจะสอนบทเรียนแก่องค์ชายคังเสียบ้าง เพื่อให้เขามิกล้าทำการเคลื่อนไหวใด ๆ ลับหลังตนอีก!จ้าวฮุยเหลือบมององค์ชายคังอย่างเย็นชา ตระกูลจ้าวได้ให้ความช่วยเหลือมากมายแก่เขา ทว่าหากเขามิเชื่อฟัง เขาสามารถสนับสนุนองค์ชายคังได้ ก็สามารถช่วยเหลือองค์ชายองค์อื่นได้เช่นกัน!จ้าวฮุยมิได้รอให้องค์ชายคังเข้ามาอธิบาย สะบัดแขนเสื้อแล้วเดินจากไปหลี่ว์เซียงลุกขึ้น ปัดฝุ่นออกจากชุดขุนนางของตน ก้าวเดินออกจากท้องพระโรงอย่างสง่าผ่าเผยเมื่อตระกูลของเขาได้เกี่ยวพันกับเซียวหลินเทียนแล้วเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดเหตุการณ์ในวันนี้ก็เป็นการส่งสัญญาณไปยังบรรดาขุนนางทั้งหลายว่า หลี่ว์เซียงยังมิแก่เฒ่าจนเลอะเลือนอัครเสนาบดีจ้าวสนับสนุนองค์ชายคัง พวกพ้องของเขาก็ต้องตัดสินใจเลือกเช่นกัน!เซียวหลินเทียนมิได้ไปดูการลงโทษเฆี่ยนตีเซี่ยโฮ่วตานรั่ว เขารีบกลับไปยังตำหนักอ๋องอี้ทันที ระหว่างทางก็ให้คนไปเชิญมู่หรงเหยียนซงมาเลี้ยงฉลองในนามของหลิงอว
“เมื่อครู่เจ้าบอกว่าเย่ซวินเป็นหนี้พนันก้อนโต เป็นเรื่องจริงหรือ?”เย่ซื่อเจียงเอ่ยถามออกไปเย่หรงยกยิ้มมุมปากอย่างเยาะเย้ย แล้วเอ่ยออกมาอย่างเย็นชา “บ่อนการพนันมากมายในเมืองหลวงแดนเทพล้วนเปิดโดยสำนักซิงหลัวทั้งนั้น ท่านมิเคยไป จึงมิรู้ว่าบ่อนการพนันมีวิธีการพนันอะไรบ้างกระมัง!”“การทอยลูกเต๋าเป็นเพียงวิธีการเล่นธรรมดา ส่วนการแข่งม้า การเล่นไพ่และอื่น ๆ เป็นวิธีเล่นที่เสียเงินมากที่สุด เมื่ออยู่ข้างในหากท่านใช้เงินมาก ผู้คนในนั้นก็จะเห็นว่าท่านเป็นนายใหญ่ ยิ่งวิธีเล่นระดับสูงก็จะยิ่งเสียเงินมาก!“การสูญเสียเงินหลายแสนในนั้นภายในคืนเดียวมิถือว่าเป็นเงินหรอก! ท่านเข้าไปในนั้นแล้วลองไปถามดู แทบจะไม่มีใครที่มิรู้จักเย่ซวิน! เมื่อรวมเงินที่เขาเป็นหนี้อยู่ครั้งที่แล้ว อย่างน้อยเขาก็ทำกำไรให้สำนักซิงหลัวไปสิบกว่าล้านแล้ว!”หัวใจของเย่ซื่อเจียงจมดิ่งลง แม้ว่าเงินเหล่านั้นจะมิได้มากสำหรับตระกูลเย่ แต่ก็ยังเป็นจำนวนเงินที่มากอยู่ดี เย่ซวินยังหาเงินมิเป็น ก็กล้าใช้เงินราวกับน้ำเช่นนี้แล้วหรือ?“ท่านคิดว่าเป็นครั้งแรกที่เย่ซวินใช้เครื่องยาสมุนไพรปลอมมาหลอกลวงพวกท่านหรือ?”เย่หรงยิ้มเยาะแล้ว
เมื่อองค์หญิงหานเยวี่ยที่ปฏิบัติกับตนราวกับแม่มิช่วยเหลือ หยางหงหนิงก็คิดวิธีที่จะบังคับให้เย่หรงแต่งงานกับตนมิออกแล้วนางพูดออกไปเสียใหญ่โตแล้วด้วย หากถึงเวลาแล้วเย่หรงมิยอมแต่งงานกับตน เช่นนั้นนางจะยังมีหน้าไปเจอผู้คนอีกหรือ?ความคิดนี้ของเย่ซวินเรียกได้ว่าตรงใจนางเลยทีเดียวหยางหงหนิงครุ่นคิดแล้วก็เข้าใจ หากเย่หรงมิเชื่อว่าตนรักเขามากถึงเพียงนั้น เช่นนั้นนางก็จะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่า นางต่างหากที่เป็นคนที่รักเขามากที่สุด!หากเรื่องนี้ดำเนินไปด้วยดี นางก็มิเชื่อหรอกว่าเย่หรงจะยังคงมิสนใจตนอีก“เย่ซวิน ข้าให้สองล้านกับท่านได้ ขอเพียงท่านช่วยให้ข้าบรรลุเป้าหมาย เงินเหล่านั้นท่านก็มิต้องคืนหรอก!”หยางหงหนิงเอ่ยออกมาอย่างหนักแน่น “เรื่องนี้ข้าขอฝากให้ท่านจัดการ ท่านต้องช่วยข้าคิดแผนการที่สมบูรณ์แบบ และต้องแน่ใจว่าเย่หรงจะมิตกอยู่ในอันตราย!”“วางใจเถิด ข้าจะช่วยให้เจ้าสำเร็จดังปรารถนาแน่นอน!”เมื่อเย่ซวินได้ยินว่าตนมิต้องคืนเงิน หัวใจก็พองโตด้วยความดีใจ นี่มันหาเงินได้ง่ายเกินไปแล้ว!“เจ้ารอข้าสักสองสามวัน ตอนนี้เย่หรงได้รับบาดเจ็บ มิสะดวกที่จะไปสระเก้ามังกร รอข้าจัดการเรียบร้อยแล้
คำพูดของหยางหงหนิงคือสิ่งที่เย่ซวินกำลังคิดอยู่พอดี แต่เขาจะยอมรับได้อย่างไรเย่ซวินเอ่ยขึ้นมาอย่างมิพอใจทันที “เจ้าพูดไร้สาระอะไร? ข้าจะทำเรื่องเช่นนั้นได้อย่างไร! ข้าหวังดีกับเจ้าหรอกนะ!”หยางหงหนิงยิ้มออกมาอย่างดูถูก “ท่านคิดว่าข้าเป็นคนโง่หรือ? เรื่องที่ท่านใส่ร้ายเย่หรงเมื่อครู่นั้นข้าได้ยินทั้งหมดแล้ว เย่หรงเปิดโปงคำโกหกของท่าน ท่านจะปล่อยเขาไปง่าย ๆ ได้อย่างไร!”เย่ซวินโกหกจนเคยชิน จึงเอ่ยออกมาโดยที่สีหน้ามิเปลี่ยนไป “ข้าไม่มีทางปล่อยเขาไปแน่ แต่ข้าก็ไม่มีทางสังหารพี่น้องของข้าเช่นกัน!”“ข้าจะบอกความจริงกับเจ้าแล้วกัน ที่ข้าช่วยเจ้าเช่นนี้ ประการแรกก็เพราะข้ามิอยากให้สิงอวี๋แต่งงานเข้าตระกูลเย่ ก่อนหน้านี้ท่านผู้เฒ่าตระกูลข้าเคยบอกกับท่านพ่อของข้าไว้ว่า เขาอยากให้เย่หรงแต่งงานกับสิงอวี๋!”“เจ้าคงเห็นอิทธิพลที่สิงอวี๋มีต่อเย่หรงแล้วกระมัง หากให้สิงอวี๋แต่งงานเข้าตระกูลเย่ พวกเราก็คงจะมิได้มีชีวิตที่ดี!”“ที่ข้าช่วยเจ้ายังมีอีกเหตุผลหนึ่งด้วย… หงหนิง เมื่อครู่เจ้าได้ยินเย่หรงบอกว่าข้าเป็นหนี้จำนวนหนึ่งหรือไม่? เจ้าให้ข้ายืมสักสองล้านได้หรือไม่ รอเจ้าแต่งงานเข้าตระกูลเย่แล้ว
ขณะที่เย่ซวินกำลังคิดจะไป เขาก็เห็นหยางหงหนิงยืนอยู่ที่เดิมอย่างสิ้นหวัง และพลันใจเต้นขึ้นมาเย่ซวินถึงวัยที่จะแต่งงานแล้ว แต่ฮูหยินเย่หาคู่แต่งงานมาให้หลายครั้ง เขาก็ล้วนมิพอใจเมื่อก่อนเขาก็เคยชอบหยางหงหนิงเช่นกัน แต่อย่างไรสายตาของหยางหงหนิงก็มีปัญหา เพราะนางชอบแค่เย่หรงเท่านั้นนี่ก็เป็นเหตุผลหลักที่เย่ซวินมิชอบเย่หรงเช่นกันตอนนี้เมื่อเห็นว่าหยางหงหนิงยังคงหลงใหลเย่หรงอยู่ เย่ซวินก็ทั้งโกรธทั้งเกลียด เย่หรงมีอะไรดีนัก ถึงได้คู่ควรให้หยางหงหนิงรักอย่างมั่นคงอยู่เช่นนี้!หากคนที่นางชอบคือตน ตนจะมิทำให้นางเสียใจอย่างแน่นอน!“จูเอ๋อร์ เจ้ากลับไปก่อนเถิด ข้าจะคุยกับหงหนิงสักหน่อย!”เย่ซวินส่งเย่จูไปแล้วเดินกะเผลกไปหาหยางหงหนิง“หงหนิง เจ้าจะลำบากไปเพื่ออะไรกัน สายตาของเย่หรงมิได้มีเจ้าแม้แต่น้อย ต่อให้เจ้าทำมากแค่ไหน เขาก็ไม่มีทางชอบเจ้า!”เย่ซวินเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเห็นอกเห็นใจหยางหงหนิงจ้องมองเขาด้วยความโกรธ จากนั้นก็หันหลังเดินไปคนที่รังแกเย่หรงผู้นี้ หยางหงหนิงมิสนใจจะพูดกับเขาหรอก“ข้าได้ยินมาว่า เจ้าสาบานไว้ว่าจะให้เย่หรงแต่งงานกับเจ้าภายในหนึ่งเดือน เจ้าทำได้หรือ?
เย่จูเห็นว่าบรรดาพี่น้องทุกคนล้วนคุกเข่าลงหมดแล้ว นางก็คุกเข่าลงอย่างมิเต็มใจเช่นกันเย่ซงเฉิงมองเด็กรุ่นใหม่เหล่านี้ แล้วเอ่ยออกมาด้วยเสียงทุ้มลึก “ครอบครัวคืออะไร? คือรากฐานที่พวกเจ้าพึ่งพาในการดำรงชีวิต หากไม่มีรากฐาน พวกเจ้าจะนับว่าเป็นอะไร?”“อย่าได้คิดไปว่าในยามนี้มิต้องกังวลเรื่องกินดื่ม แล้วจะสามารถใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเช่นนี้ไปได้ตลอดชีวิต!"“เย่หมิง เจ้าเป็นพี่ชายคนโต ช่วยท่านพ่อของเจ้าจัดการเรื่องต่าง ๆ หรือว่าเจ้ามิรู้เลยว่ายามนี้ตระกูลเย่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์อย่างไร?”“หอโอสถไป๋เป่าแห่งเดียวก็สามารถปรามตระกูลเย่ได้จนไม่มีที่ยืนในเมืองหลวงแดนเทพแล้ว มิต้องพูดถึงตระกูลอื่น!”“อีกมินานเมืองหลวงแดนเทพจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น ในเวลานี้พวกเจ้ามิคิดที่จะร่วมแรงร่วมใจกันเป็นครอบครัวเพื่อผ่านอุปสรรค แต่กลับคิดที่จะรังแกพี่น้องของตน เช่นนั้นเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น พวกเจ้าจะทำเยี่ยงไร?”“หรือว่าจะมองพี่น้องของตนต่างคนต่างหนีตายกันไป และจากนี้ไปตระกูลเย่ก็จะหายไปจากเมืองหลวงแดนเทพเช่นนั้นหรือ?”เย่หมิงถูกพูดใส่ก็รู้สึกอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี เย่ซงเฉิงพูดมิผิด การปราบปรามที่หอโอสถไป๋เป
“รีบวางท่านผู้เฒ่าให้นอนราบเร็วเข้า ข้าจะตรวจให้เขา!”หลิงอวี๋วิ่งเข้าไปและออกคำสั่งทันทีเย่จูโกรธที่หลิงอวี๋ยุยงให้เย่หรงออกจากตระกูลจนทำให้ท่านปู่โกรธจนมิสบาย นางจึงผลักหลิงอวี๋ออกไป“ไปให้พ้น เจ้านับว่าเป็นอะไรกัน อย่าคิดว่ารู้จักเครื่องยาสมุนไพรเล็กน้อยก็จะเป็นหมอได้แล้วเชียว!”เย่ซงเฉิงรีบก้าวไปจับท่านผู้เฒ่าเย่นอนราบ จากนั้นเขาก็ตรวจชีพจรให้ท่านผู้เฒ่าเย่ แล้วพบว่าหาชีพจรมิเจอแล้วเย่ซงเฉิงสีหน้ามืดมนลงทันที แล้วรีบไปแตะที่หน้าอกของท่านผู้เฒ่าเย่ แต่ก็มิรู้สึกถึงการเต้นของหัวใจเช่นกันเมื่อได้ยินว่าเวลานี้เย่จูยังคงขับไล่หลิงอวี๋อยู่ เย่ซงเฉิงก็ตะคอกออกมาอย่างโกรธเคือง “นี่มันเวลาอะไรแล้ว ยังจะโวยวายหาปะไร? อยากให้ท่านปู่ของเจ้าตายหรือไร?”“เสี่ยวชี เจ้ามาดูที ท่านผู้อาวุโสของเจ้าหัวใจมิเต้นแล้ว!”“หากใครยังกล้าวุ่นวายอีก ข้าจะให้ผู้นั้นออกไปจากตระกูลเย่เสีย!”สีหน้าของเย่ซงเฉิงเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อหลิงอวี๋ได้ยินเช่นนั้นหัวใจของนางรู้สึกบีบแน่น นางจึงรีบเข้าไปคุกเข่าลงบนพื้นแล้วจับชีพจรของท่านผู้เฒ่าเป็นดังที่เย่ซงเฉิงบอก หาชีพจรของท่านผู้เฒ่ามิเจอแล้วแม้ว่าเย่จูและฮู
เรื่องราวมาถึงตอนนี้ ความจริงก็เปิดเผยออกมาแล้วหลิงอวี๋มองเย่ซื่อเจียงด้วยสายตาเย็นชา แล้วเอ่ยอย่างเยาะเย้ย “ตระกูลเย่ช่างมีความยุติธรรมเสียจริง คนหนึ่งแค่เห็นว่าบนกริชมีเลือดอยู่ ก็คิดไปแล้วว่าเย่หรงจะสังหารพี่ชายอย่างแน่นอน จึงหักซี่โครงที่หน้าอกของเขาเสีย!”“อีกคนหนึ่งเห็นว่าเย่หรงตอบโต้ ก็มิถามถูกผิดแล้วฟาดฝ่ามือใส่เขาแล้ว!”“หากเย่หรงน้องชายของข้ามิได้ดวงแข็ง ก็คงต้องไปเรียกร้องความยุติธรรมกับพญายมแล้วใช่หรือไม่?”“เอาเถิด พวกเรามิสามารถต่อกรกับตระกูลเย่ได้ เช่นนั้นพวกเราไปกันเถิด! ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ตระกูลเย่ของพวกท่านก็ถือเสียว่าไม่มีลูกชายชื่อเย่หรงก็แล้วกัน!”หลิงอวี๋เอื้อมมือไปประคองเย่หรงลุกขึ้น “ไป พี่หญิงจะพาเจ้าไปเอง!”แต่เย่หรงกลับดันหลิงอวี๋ออก แล้วเอ่ยขึ้นมา “รอข้าประเดี๋ยว!”เขาเดินโซเซไปตรงหน้าเย่ซื่อฝานแล้วคุกเข่าลง“ท่านอาสาม แม้ว่าข้าจะไปจากตระกูลเย่แล้ว ท่านก็ยังคงเป็นท่านอาของข้า เป็นท่านอาของข้าไปตลอดชีวิต!”“เย่หรงขอขอบคุณท่านอาสามที่ดูแลข้ามาหลายปี!”เย่หรงคำนับให้เย่ซื่อฝานสามครั้งเย่ซื่อฝานน้ำตารื้นขึ้นมา แม้ว่าเย่หรงจะเป็นหลานชายของตน แต่ใ
ความคับข้องใจของเย่หรงมีมากจนนับมิถ้วน แต่เขาก็มิได้ใส่ใจและเพิกเฉยต่อสายตาแปลก ๆ ของทุกคนมานานแล้วจากนั้นเขาจึงเอ่ยออกมาเรียบ ๆ “ข้าอธิบายไปเช่นนี้แล้ว แต่เย่ซวินก็ยังมิยอมลดละ บอกให้ข้าออกไปจากตระกูลเย่ เขาอยากจะตบข้า แต่ข้าหลบ เขาบอกว่าเขาและเย่หมิงจะตีและตำหนิข้า ข้าแค่เพียงยอมรับไปแต่โดยดีเท่านั้น!”“ข้าถูกยั่วจนโกรธขึ้นมาจริง ๆ จึงกดเขาลงกับพื้น!”“แต่ข้ากล้าใช้ชื่อเสียงของท่านแม่มาสาบานว่า ข้ามิได้ใช้กริชกับเขา!”หยางหงหนิงได้ยินเช่นนี้แล้วก็ชะงักไป นางคิดมิถึงว่าเย่หรงจะเรียนรู้ที่จะหาเลี้ยงตนเองตั้งแต่อายุยังน้อยเช่นนั้นหลายปีมานี้เขาต้องได้รับความคับข้องใจเท่าไรกันนะ!หยางหงหนิงขยับเข้าไปหาเย่หรงอย่างลังเลใจ แล้วเอ่ยออกมาด้วยความสงสาร “พี่หรง เหตุใดท่านมิบอกข้า หากข้ารู้ ข้าจะไม่มีทางให้พวกเขาทำเช่นนี้กับท่านเป็นอันขาด!”เย่จูเห็นว่าท่านแม่ของตนถูกคำพูดของเย่หรงทำให้ได้ชื่อว่าทำร้ายลูกนอกสมรส เมื่อนางได้ยินเย่หรงพูดเช่นนั้นก็ตะโกนขึ้นมา“ไร้สาระ เจ้ามิได้ใช้กริช แล้วพี่สามของข้าจะบาดเจ็บได้อย่างไร?”หลิงอวี๋เอ่ยขึ้นมาทันที “ท่านอาจารย์ ขอท่านนำกริชออกมาทีเจ้าค่ะ!”
เมื่อถูกหลิงอวี๋เตือน เย่หรงก็เล่าเรื่องที่ตนกลับมาถึงบ้านแล้วพบเย่หมิงและเย่ซวินที่หน้าประตูให้ฟัง“ท่านก็ทำเหมือนเลี้ยงสุนัขสักตัว ขอเพียงเขามิก่อปัญหาให้กับตระกูลเย่ ก็เลี้ยงเขาไปก็พอ!”เมื่อเย่หรงพูดถึงการดูถูกของเย่ซวินที่ทำต่อตน ใบหน้าของท่านผู้เฒ่าเย่ก็มืดมนลง เขามองไปทางเย่หมิง แล้วเอ่ยถามเสียงแข็ง“เย่ซวินได้พูดประโยคนี้หรือไม่?”เย่หมิงอยากจะส่ายหัวโดยมิรู้ตัว แต่เย่หรงก็หัวเราะเยาะแล้วเอ่ยออกมา “เจ้าปฏิเสธได้ ถึงอย่างไรข้าก็แบกรับคำด่าทอมากมายมานานแล้ว เพิ่มมาอีกสักเรื่องก็มิสนใจหรอก!”“ส่วนท่าน ผู้นำตระกูลเย่ในอนาคต หากท่านไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะพูดความจริง ก็ใช้ชีวิตอยู่กับคำโกหกไปตลอดชีวิตเสียเถิด!”ถึงอย่างไรเย่หมิงก็มิได้ไร้ยางอายถึงเพียงนั้น ภายใต้สายตากดดันของเย่หรงและท่านผู้เฒ่าเย่ ในที่สุดเขาก็พยักหน้าอย่างหนักแน่นเย่หรงจึงเอ่ยออกมาด้วยเสียงทุ้ม “ตอนนั้นข้าทนรับน้ำเสียงดูถูกของเย่ซวินมิได้ จึงโต้แย้งไปว่าตระกูลเย่มิได้เลี้ยงดูข้า หลังจากที่ข้าอายุเจ็ดขวบก็มิเคยใช้เงินของตระกูลเย่สักแดงเดียว!”ทันทีที่พูดคำนี้ออกมา ฮูหยินเย่ก็หัวเราะเยาะแล้วเอ่ยออกไป “เย่หร