หลิงอวี๋ได้ยินคำพูดของมู่หรงชิ่งก็ตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง นางมองมู่หรงชิ่งอย่างสงสัยนี่มันหมายความว่าอะไร?มู่หรงชิ่งรู้จักแม่ของตนจริง ๆ หรือ?มันจะเป็นไปได้เยี่ยงไรกัน?แต่แล้วหลิงอวี๋ก็นึกถึงจี้หยกจากราชวงศ์มู่หรงชิ้นนั้นที่อยู่ในของที่ระลึกของหลานฮุ่ยจวน หรือว่ามู่หรงชิ่งก็รู้ถึงการมีอยู่ของจี้หยกนี้ด้วยเช่นกัน?“ได้สิ!”หลิงอวี๋พยักหน้า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เวลานี้ยังมิสะดวกที่จะพูด จึงทำได้เพียงหาเวลาอื่นการแข่งขันเป็นไปอย่างคึกคัก กลุ่มของแต่ละแคว้นล้วนต้องการชัยชนะ ทำได้ดีกันทีเดียวกลุ่มของเซียวหลินเทียนเป็นกลุ่มสุดท้ายเวลาที่สามกลุ่มแรกข้ามแม่น้ำนั้นถูกควบคุมอยู่ภายในเวลาธูปดอกเดียว และทุกกลุ่มต่างมีคนที่ตกน้ำเมื่อคำนวณเช่นนี้แล้ว ช่องว่างของแต่ละกลุ่มมิได้ใหญ่มาก เซียวหลินเทียนแอบคำนวณอยู่ในใจว่าคะแนนรวมของฉีตะวันออกนั้นมากกว่าของเยวี่ยใต้เพียงห้าแต้ม ปัจจุบันเป็นอันดับหนึ่งการข้ามแม่น้ำนั้นขอเพียงร่วมมือกันเป็นอย่างดี ไม่มีอะไรผิดพลาด ภายในเวลานั้นก็จะมิเสียคะแนนมากเกินไปขอเพียงคนของตนระวังมิให้ตกน้ำ ห้าแต้มนี้สามารถแซงหน้าฉีตะวันออกและเป็นที่หนึ่งในรายก
น้ำที่ไหลเชี่ยวพุ่งมาซัดเข้าที่ตัวของกลุ่มเซียวหลินเทียนอย่างท่วมท้น ทำเอาพวกเขาโซเซไป“ระวัง!”“ยึดไว้!”คนจำนวนมากบนฝั่งกรีดร้องออกมาแล้วก็เหงื่อออกอย่างเป็นห่วงพวกของเซียวหลินเทียนกระแสน้ำเช่นนี้หากยืนมิอยู่ ในชั่วพริบตาสามารถซัดพาสมาชิกกลุ่มของเซียวหลินเทียนตกลงไปในน้ำได้เลยแต่กลุ่มของเซียวหลินเทียนกลับดูแลกันและกัน แม้ว่าจะโดนกระแสน้ำเชี่ยวซัดสาดแต่ก็ไม่มีใครตกลงไปในน้ำจักรพรรดิอู่อันเห็นสมาชิกกลุ่มของเซียวหลินเทียนจับมือกันต้านทานคลื่นไว้ก็รู้สึกโล่งใจเล็กน้อย“องค์ชายสี่มีความสามารถจริง ๆ เมื่อเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงกะทันหันก็ยังสามารถสงบได้เช่นนี้…”คำชมของจักรพรรดิอู่อันทำให้องค์ชายเว่ยกับองค์ชายคังรู้สึกมิเห็นด้วยนักรอยยิ้มแปลก ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากขององค์ชายคัง ยังเร็วเกินไปที่จะพูดเช่นนี้กระมัง!องค์ชายเว่ยยิ้มเยาะในใจอย่างดูถูก เสด็จพ่อชื่นชมเขามาก ประเดี๋ยวมาดูกันว่าเขาจะเสียหน้าอย่างไรเป็นดังที่คาด ยังมิทันที่จักรพรรดิอู่อันจะพูดจบ ก็เห็นกลุ่มของเซียวหลินเทียนที่ด้านล่างนั้น จู่ ๆ สมาชิกหลายคนในกลุ่มที่ยืนอยู่บนกระดานไม้ก็ก้าวพลาดตกลงไปในน้ำในมุมมองของคนบ
เซียวหลินเทียนมองกล้ามเนื้อของมู่เหลิงแล้วยิ้มอย่างมีความหมาย “หัวหน้ามู่ อยากจะประลองก็มีโอกาสมากมาย ข้าจะให้โอกาสนั้นแก่เจ้าอย่างแน่นอน!”องค์ชายอิงมองคนสองคนเอ่ยคุยกันด้วยรอยยิ้ม แม้ว่าเขาจะเกิดมาพร้อมกับพละกำลังที่ดุร้าย แต่ก็มิใช่คนไร้สมองเขารู้แล้วว่าเหตุใดองค์ชายหนิงถึงเอาโม่เหอเดิมพันมากับจักรพรรดิอู่อัน!แม้ว่าเซียวหลินเทียนจะชนะแล้วได้รับโม่เหอไป เขาก็มิกลัว สถานที่ผีเช่นโม่เหอได้คร่าชีวิตคนของตนไปมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เขามิเชื่อว่าเซียวหลินเทียนสามารถอยู่รอดในโม่เหอได้สำหรับเหมืองถ่านหินเหล่านั้น องค์ชายอิงก็มิได้อิจฉาตาร้อนเช่นกัน หากเซียวหลินเทียนสามารพาคนไปขุดได้ก็ต้องขนส่งออกมาเขายังหวังว่าจะมีคนช่วยตนไปขุด เช่นนี้เขาจะได้ขวางทางแล้วแย่งชิงมันได้ราษฎรของเว่ยเหนือมิได้มากเท่าฉินตะวันตก แรงงานจึงขาดแคลน แทนที่จะทำเอง เขาชอบที่จะได้อะไรมาโดยมิต้องออกแรงมากกว่า!องค์ชายหนิงอยู่ในเพิงพักผ่อนข้าง ๆ เขามิได้ซ้ำเติมในสถานการณ์ยากลำบากของเซียวหลินเทียน เพียงแค่มองเซียวหลินเทียนอย่างครุ่นคิดเท่านั้นคนนอกดูเอาสนุก ส่วนคนในมองที่หนทางองค์ชายหนิงเองก็เป็นผู้นำทัพ
“กระดานไม้เป็นอะไรไป? เหตุใดมิตรวจสอบก่อนการแข่งขัน?”เซียวหลินเทียนกับสมาชิกกลุ่มเปลี่ยนอาภรณ์แล้วก็มาซักถามอันเจ๋อด้วยใบหน้าเคร่งขรึมอันเจ๋อรับผิดชอบเรื่องกองหนุน เขาเองก็รู้สึกละอายใจเช่นกันที่เป็นเพราะกระดานไม้แผ่นเดียวที่ทำส่งผลกับการเป็นที่หนึ่งของพวกเขา เรื่องนี้พูดไปแล้วก็เป็นเรื่องน่าละอายจริง ๆ!“ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ มันเป็นความผิดของกระหม่อมเอง! กระหม่อมจัดการมิดี พบปัญหาของกระดานไม้มิทันเวลา!”อันเจ๋อต้องการตบตนเองสองสามครั้ง มันเป็นเพราะกระดานไม้พังเสียหาย ถึงทำให้พวกเขาพ่ายแพ้ในการแข่งขันนี้ เขาไม่มีหน้าจะโต้แย้งเลย“นี่เป็นความผิดของเจ้า เจ้ามิสามารถเลี่ยงความรับผิดชอบไปได้!”“อีกอย่าง น้ำที่ต้นน้ำไหลมาอย่างอธิบายมิได้ นี่เป็นความประมาทเลินเล่อของตัวข้าเอง ข้าจะทบทวนตัวเอง!”ความผิดที่น่าจะเป็นของตนเองเซียวหลินเทียนก็มิสามารถเลี่ยงได้ จึงเอ่ยเสียงเย็นชา“วันนี้มันเป็นความผิดของตัวข้ากับอันเจ๋อที่ทำให้ทุกคนพ่ายแพ้ ข้ากับอันเจ๋อจะจดการโบยไม้ทหารไว้สิบไม้! หลังจากจบการแข่งขันแล้วเรามาว่ากัน!”“เรื่องที่ประมาทกันในวันนี้ทุกคนต้องถือเป็นบทเรียน ในการแข่งขันอีกหลายว
มีความกล้าหาญ มีไหวพริบ มีความสามารถ และงดงาม พระชายาอ๋องอี้ผู้นี้เป็นสตรีเพียงผู้เดียวที่ที่องค์ชายหนิงเจอตั้งแต่มาถึงฉินตะวันตก!เรื่องที่เซี่ยโฮ่วตานรั่วเฆี่ยนตีคนจนตายเมื่อวานนี้ องค์ชายหนิงรู้สึกว่ามันมีลับลมคมใน ทันทีที่เขาได้ข่าวก็เข้าวังไปปกป้องเซี่ยโฮ่วตานรั่วก่อนเลยหลังจากกลับจากวังไปถึงที่พัก องค์ชายหนิงก็เรียกซินจิ้งแล้วให้นางเล่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบให้ตนเองฟังโดยละเอียดหลังจากฟังแล้ว องค์ชายหนิงก็พอจะเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น!เขามิโกรธหลิงอวี๋ที่วางแผนกับเซี่ยโฮ่วตานรั่วเขาแค่รู้สึกว่าน่าสนใจ เห็น ๆ อยู่ว่าพระชายาอ๋องอี้เป็นคนฉลาดเช่นนี้ แต่เหตุใดเมื่อก่อนนางกลับเคยมีชื่อเสียงว่าเป็นคนโง่เขลาได้เล่า?คนที่ผู้แข็งแกร่งเคารพคือผู้แข็งแกร่ง!องค์ชายหนิงรู้สึกว่าตนเป็นคนฉลาดมาก ใต้หล้านี้มีคนน้อยนักที่เทียบกับตนได้สิ่งที่เขาขาดคือโอกาส หากเขาเกิดในฉินตะวันตก เขาคงจะใช้ประโยชน์จากสภาพอากาศและสถานที่ตั้งที่เอื้ออำนวยของฉินตะวันตกยึดครองทั้งสี่แคว้นไปแล้วแต่เพราะเขาเกิดในฉีตะวันออก ความทะเยอทะยานทั้งหมดของเขาจึงถูกจำกัดด้วยสภาพอากาศและสถานที่ที่เหมาะสม เขา
ในการแข่งขันวันที่สี่ เพราะสามวันแรกเซียวหลินเทียนชนะไปสี่รายการ จึงเพิ่มขวัญกำลังใจได้มาก คนที่มาดูความคึกคักก็เพิ่มมากขึ้นแล้ว ทุกคนต่างตั้งตารอกลุ่มของเซียวหลินเทียนคว้าอันดับหนึ่งในสองรายการของวันนี้แม้ว่าจะมิสามารถเป็นที่หนึ่งได้ทั้งสองรายการ ทว่าหากได้มาหนึ่งในนั้น ก็จะแซงหน้ากลุ่มขององค์ชายหนิงอย่างมั่นคงแล้วแต่การแข่งขันแรกคือการขุดอุโมงค์ ทุกคนในกลุ่มขององค์ชายอิงล้วนแข็งแกร่งมาก แต่กลุ่มของเซียวหลินเทียนกับองค์ชายหนิงมิสามารถเอาชนะความแข็งแกร่งทางกายภาพของพวกเขาได้เลย เซียวหลินเทียนกับองค์ชายหนิงจึงยังคงเป็นคะแนนสี่ต่อสามอยู่การแข่งขันที่สองคือการปีนป่าย นี่คือการแข่งขันความเร็วของแต่ละกลุ่มในการประกอบและสร้างบันไดหากเซียวหลินเทียนชนะการแข่งขันนี้ก็จะเป็นห้าต่อสาม เว้นเสียแต่ว่าองค์ชายหนิงจะคว้าอันดับหนึ่งได้ทั้งสองรายการแข่งขันในวันที่ห้า มิเช่นนั้นก็จะแพ้เซียวหลินเทียนขาดลอยดังนั้น การแข่งขันปีนป่ายจึงเป็นรายการที่สำคัญมากก่อนหน้านี้หลิงอวี๋เคยบอกเซียวหลินเทียนกับท่านจินต้าถึงสิ่งที่ตนรู้เกี่ยวกับบันไดแล้ว หลังจากที่ทั้งสามคนทำงานร่วมกับช่างฝีมือแล้วก็ปรับเปลี่ย
ยังมิทันที่องค์ชายเว่ยจะได้โต้แย้งหลี่ว์เซียง องค์ชายคังก็ยิ้มพลางเอ่ย “พี่ใหญ่ น้องสี่เป็นตัวแทนฉินตะวันตกออกไปสู้ พวกเราก็ควรรอดูชัยชนะของเขาสิ!”“เขาสามารถคิดบันไดที่ล้ำหน้าออกมาได้ นี่คือความภาคภูมิใจของเสด็จพ่อ และเป็นความโชคดีของฉินตะวันตกของเราด้วย!”จ้าวฮุยพยักหน้า ในที่สุดองค์ชายคังก็เปิดกว้างแล้วตอนนี้จักรพรรดิอู่อันคิดถึงแค่การชนะแล้วได้สองเมืองมาเท่านั้น เขามีความคาดหวังกับเซียวหลินเทียนเป็นอย่างมากเขาจะฟังคำพูดที่มิเป็นผลดีต่อเซียวหลินเทียนไปได้เยี่ยงไร!มีสุภาษิตพื้นบ้านกล่าวไว้ว่า ยิ่งปีนขึ้นไปสูง เมื่อตกลงมาก็จะยิ่งน่าสงสารในทำนองเดียวกัน ต่อหน้าจักรพรรดิอู่อัน ยิ่งยกเซียวหลินเทียนขึ้นสูงเท่าไหร่ เมื่อถึงเวลาที่เซียวหลินเทียนพ่ายแพ้ ช่องว่างในใจของจักรพรรดิอู่อันก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นแล้วก็จะยิ่งโกรธเซียวหลินเทียนมากขึ้นแน่นอนว่าจักรพรรดิอู่อันชื่นชมในคำพูดขององค์ชายคัง เขาเหลือบมององค์ชายเว่ยอย่างมิพอใจ พลางตำหนิ“น้องสองของเจ้าพูดถูก ตอนนี้องค์ชายสี่เป็นตัวแทนฉินตะวันตกไปแข่งขัน เขาสามารถคิดค้นบันไดที่สู้อีกสามแคว้นได้ พวกเราก็ควรจะมีความสุขไปกับเขา!”“เหตุใดเล
“นั่นสิ การแข่งขันในสามวันแรกก็ดูดีอยู่หรอก มาวันนี้มีพิรุธเสียแล้ว! ท่านอ๋องอี้ ท่านนำทัพมิได้จริง ๆ! ยอมรับความพ่ายแพ้ไปเถิด!”มีคนเอ่ยขึ้นมาอย่างดูถูก “ดูกลุ่มขององค์ชายอิงสิ พวกเขาล้วนเป็นชายร่างกำยำทั้งนัน กลุ่มของท่านอ๋องอี้ ทหารเหล่านี้ล้วนดูป่วยไข้ เทียบมิได้เลยจริง ๆ!”องค์ชายหนิงเห็นว่ากลุ่มของมู่หรงเหยียนซงตามพวกเขามาทันแล้ว จึงทำท่าทางให้ทหารที่เข็นเกวียนเร่งความเร็วขึ้น“อ๋องอี้ ข้าขอไปก่อนแล้ว!”ตอนที่องค์ชายหนิงแซงหน้ารถของเซียวหลินเทียนไป สายตาก็จ้องมองโครงแปลก ๆ นั้นอีกครั้ง เขารู้สึกว่าของวิเศษที่เซียวหลินเทียนคิดว่าจะได้ชัยชนะคือโครงนี้เขาคิดมิออกถึงประโยชน์ของโครงนี้เลย จึงทำได้แค่แอบคาดเดาเท่านั้นเมื่อเห็นว่ามีเพียงระยะห่างห้าร้อยเมตรแล้ว เซียวหลินเทียนจึงสัญญาณมือ เมื่อเผยอวี้เห็นก็ฉายยิ้ม ตอนนี้ถึงคราวที่พวกเขาต้องแสดงบ้างแล้วสินะพวกทหารก้าวไปข้างหน้าทันที แล้วติดตั้งยางหุ้มไว้บนล้อแต่ละล้อด้วยความรวดเร็วคนที่มาดูความคึกคักอยู่ข้างนอกเห็นว่าเกวียนบรรทุกบันไดของท่านอ๋องอี้หยุดลง และทหารเหล่านั้นกำลังซ่อมล้ออยู่ คนที่ตั้งตารอให้เซียวหลินเทียนพ่ายแพ้ก็ก่
เย่หรงยืนดูอยู่ข้าง ๆ ในใจก็รู้สึกสับสนฮูหยินของตระกูลเฉิงจิตใจดีงามถึงเพียงนี้ แต่กลับถูกอนุภรรยาวางยาส่วนมารดาของตนเป็นอนุภรรยา ตนกลับถูกฮูหยินใหญ่วางยา เรื่องนี้หากจะกล่าวไปก็เป็นเพราะความริษยาและความโลภของตนที่ชักนำให้ก้าวผิดไปทีละก้าวมิใช่หรือ?“ท่านพ่อ ข้ามันเดรัจฉาน ข้าเพียงหลงผิดไปชั่วครู่ ข้ายินดีชดใช้ชีวิตให้ท่านแม่!”เฉิงหมิงกล่าวอย่างแน่วแน่“เฉิงหมิง เจ้าคิดว่าการทำเช่นนี้คือความกตัญญูหรือ?”หลิงอวี๋ส่ายหน้า “เจ้าคิดว่า หากเจ้ารับผิดแทนมารดาของเจ้าแล้ว นางจะยังได้อยู่อย่างสุขกายสบายใจไปตลอดชีวิตหรือ?”“ที่ท่านแม่ทัพเฉิงทำเช่นนี้ก็เพราะมิต้องการปรักปรำคนดี! หากเจ้าต้องการไถ่โทษให้มารดาของเจ้าจริง ต่อไปก็จงดูแลปรนนิบัติฮูหยินเฉิงให้ดี ดูแลน้องชายและน้องสาวให้ดี!”“พิษของฮูหยินเฉิง ข้าสามารถช่วยถอนพิษให้นางได้ แต่ถึงแม้จะถอนพิษแล้ว ร่างกายของนางก็มิอาจกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม! เจ้าเร่งรีบอยากตาย เป็นเพราะต้องการหลีกหนีความรับผิดชอบของตนหรือไร?”หลิงอวี๋เอ่ยอย่างจริงใจ “ตายไปอาจจะจบสิ้นทุกสิ่ง แต่การมีชีวิตอยู่จึงจะสามารถชดเชยความผิดที่มารดาของเจ้าก่อไว้ได้ หากเจ้าต้
“ไปตรวจค้น!”แม่ทัพเฉิงออกคำสั่ง ผู้คุ้มกันหลายคนที่ตามมาก็วิ่งไปค้นห้องของเฟิ่งอี๋เหนียงเฟิ่งอี๋เหนียงร้องเรียกอย่างน่าเวทนา “ท่านพี่ รีบให้ยาถอนพิษแก่เฉิงหมิงเถิด! เป็นความผิดของข้าเอง เฉิงหมิงหาได้รู้เรื่องอันใดไม่ ข้าเอาชีวิตเป็นประกันก็ย่อมได้ เรื่องนี้มิเกี่ยวข้องกับเขา!”“เฉิงซวี่ถูกพิษก็เป็นฝีมือเจ้าด้วยใช่หรือไม่?”แม่ทัพเฉิงถามเสียงดัง“เป็นข้าเอง! ข้ายอมรับทั้งหมด!”เฟิ่งอี๋เหนียงร้องไห้ “ข้าโลภมาก คิดจะแสวงหาอนาคตที่ดีให้สองพี่น้อง ข้า... ข้าจึงได้กระทำเรื่องเช่นนี้ลงไป!”“ท่านแม่ ท่านวางยาพิษท่านแม่ใหญ่และพี่ใหญ่จริง ๆ หรือ?”เฉิงหมิงถามอย่างมิอยากเชื่อเฟิ่งอี๋เหนียงเผชิญหน้ากับสายตาตำหนิของบุตรชายก็พูดมิออก ได้แต่ยกมือปิดหน้าร้องไห้เฉิงหมิงมองท่านแม่ทัพทีมองเฟิ่งอี๋เหนียงที ก่อนจะคุกเข่าลงอย่างเจ็บปวด“ท่านพ่อ เป็นข้าเองที่วางยา ท่านแม่เพียงแต่อยากรับผิดแทนข้า ข้าสมควรตาย หากท่านจะปลิดชีพก็ปลิดชีพข้าเถิด!”เฉิงหมิงก้มหน้าลง สีหน้าสิ้นหวังอย่างยิ่ง“เป็นข้าต่างหาก ท่านพี่ ท่านอย่าฟังเฉิงหมิงพูดเหลวไหล ข้าเป็นคนทำ ขอร้องท่านรีบให้ยาถอนพิษแก่เฉิงหมิงเถิด!”เ
แม่ทัพเฉิงเห็นท่าทางตื่นตระหนกของเฟิ่งอี๋เหนียงก็ลุกขึ้นเดินออกไป หลิงอวี๋ก็ตามออกไปเช่นกันแผนการได้ดำเนินไปตามขั้นตอนแล้ว ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับการแสดงของเฟิ่งอี๋เหนียง“ท่านพ่อ นี่มันเรื่องอันใดกัน?”เฉิงเหล่ยและเย่หรงรออยู่ด้านนอก เมื่อเห็นเฟิ่งอี๋เหนียงวิ่งออกไปหน้าตาตื่นตระหนกก็ถามด้วยความสงสัย“ไปดูประเดี๋ยวก็รู้เอง!”แม่ทัพเฉิงตอบด้วยสีหน้าเย็นชา แล้วเดินตามไปเมื่อกลุ่มคนเดินมาถึงห้องของเฉิงหมิงบุตรชายคนรอง ยังมิทันเข้าประตูไปก็ได้ยินเสียงร้องเรียกอย่างร้อนรนของเฟิ่งอี๋เหนียง “เฉิงหมิง เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง อย่าทำให้แม่ตกใจสิ!”“อ้วก!”สิ่งที่ตอบกลับเฟิ่งอี๋เหนียงคือเสียงอาเจียนแม่ทัพเฉิงเดินเข้าไปด้วยใบหน้าเคร่งขรึม เห็นเฉิงหมิงอาเจียนออกมาเป็นเลือดเต็มอก สีหน้าเริ่มซีดเขียว“ท่านพี่ เหตุใดท่านจึงทำกับเฉิงหมิงเช่นนี้?”เฟิ่งอี๋เหนียงเห็นแม่ทัพเฉิงเข้ามา ก็ร้องเรียกอย่างร้อนรน “ข้ากล้าสาบานต่อฟ้าดิน เฉิงหมิงมิเคยคิดร้ายต่อฮูหยิน เหตุใดท่านจึงให้เขากินยาพิษ?”แม่ทัพเฉิงกล่าวอย่างเย็นชา “ข้ามิปรักปรำผู้บริสุทธิ์อยู่แล้ว!”“วันนั้นหลังกลับจากสำนักศึกษาชิงหลง ข้าบอกว่าฮ
"คุณหนูสิง เจ้าว่ามาเถอะ!"แม่ทัพเฉิงสงบสติอารมณ์ลง เฟิ่งอี๋เหนียงนั้นน่าชังก็จริง แต่ภายใต้การอบรมสั่งสอนของนาง บุตรชายที่เกิดจากอนุภรรยาทั้งสองก็ได้รับการอบรมเลี้ยงดูมาอย่างดี มีนิสัยซื่อตรง เคารพนบนอบต่อตน ทั้งยังรักใคร่ปรองดองกับเฉิงซวี่และเฉิงเหล่ยเสมือนคนในครอบครัวเดียวกันหากตนใจร้อนสังหารเฟิ่งอี๋เหนียงโดยไม่มีหลักฐาน บุตรชายทั้งสองก็จะตีตัวออกห่างจากตนตัวเขาอายุมากแล้วคงมิอาจมีบุตรเพิ่มได้อีก"ท่านต้องทำเช่นนี้..."หลิงอวี๋เข้าไปกระซิบแผนการที่ข้างหูแม่ทัพเฉิง แม่ทัพฟังไปก็พลางพยักหน้าไปเมื่อหลิงอวี๋พูดจบ แม่ทัพเฉิงก็เดินออกไป เรียกผู้คุ้มกันมาคนหนึ่ง มอบขวดที่หลิงอวี๋ให้แล้วให้อีกฝ่ายนำออกไปเฟิ่งอี๋เหนียงหอบรายการอาหารหลายเล่มเข้ามา เห็นผู้คุ้มกันถือขวดหน้าตาประหลาดนั้นเดินออกไปก็มองตามด้วยความสงสัย"คุณหนูสิง รายการอาหารที่เจ้าต้องการมาแล้ว!"เฟิ่งอี๋เหนียงนำรายการอาหารเข้ามาให้หลิงอวี๋ หลิงอวี๋เปิดดูเพียงผ่าน ๆเฟิ่งอี๋เหนียงมองท่านแม่ทัพ เห็นว่าท่านแม่ทัพนั่งอยู่ด้านข้างด้วยสีหน้ามิสู้ดีนัก"ท่านพี่ มีกระไรผิดแปลกไปหรือ?"เฟิ่งอี๋เหนียงถามอย่างหยั่งเชิงด้วยใจ
แม่ทัพเฉิงฟังแล้วก็เผลอยกหมอนขึ้นแนบจมูกโดยมิรู้ตัว เมื่อได้ดม หมอนก็เป็นอย่างที่หลิงอวี๋พูดจริง ๆ ไม่มีกลิ่นใด ๆ ทั้งยังสะอาดหมดจด ไม่มีรอยคราบเหงื่อแม้แต่น้อย"หากหมอนใบนี้มิใช่หมอนที่ฮูหยินเฉิงเคยนอน ก็ต้องมีคนเปลี่ยนหมอนไปแล้ว!"หลิงอวี๋ยิ้มอย่างเย็นชา "หมอนอาจเปลี่ยนได้ แต่ฟูกรองนอนเปลี่ยนมิได้!"ว่าแล้วหลิงอวี๋ก็ปีนขึ้นเตียงพลิกผ้าปูที่นอนด้านบนขึ้น เผยให้เห็นฟูกรองนอนที่อยู่ด้านล่างหลิงอวี๋ชักกริชออกจากเอวตัดฟูกรองนอนออกมาหนึ่งชิ้นนางลงจากเตียง ยื่นให้แม่ทัพเฉิง ท่านแม่ทัพเห็นว่าฟูกรองนอนซึ่งเดิมเป็นสีขาว บัดนี้กลายเป็นสีเหลือง ทั้งยังมีคราบเหงื่อติดอยู่บ้าง"ท่านแม่ทัพเฉิง เชิญทางนี้!"หลิงอวี๋เดินไปที่ข้างหน้าต่างแล้วหยิบขวดแก้วหลายใบออกมาจากพื้นที่มิติ หนึ่งในนั้นมีน้ำยาอยู่หลิงอวี๋นำฟูกที่ตัดออกมาแช่ลงในน้ำยา แม่ทัพเฉิงก็เห็นว่าน้ำยาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง"นี่หมายความว่าอย่างไร?"แม่ทัพเฉิงถามด้วยความประหลาดใจ"น้ำยานี้ข้าปรุงขึ้นเอง สามารถแสดงให้เห็นพิษที่อยู่ในเครื่องนอนได้ ฮูหยินเฉิงถูกพิษจากตะกั่ว ตะกั่วจะทำให้ระบบประสาททำงานผิดปกติ และเกิดความเสียหายต่ออว
ส่วนทางด้านอนุภรรยาอีกคนนั้น รูปโฉมมิอาจเทียบอนุภรรยาผู้นี้ได้ เพียงเรียกได้ว่างามพอประมาณอาภรณ์ที่นางสวมใส่ก็มิหรูหราเท่าอนุภรรยาคนนี้ รูปร่างค่อนข้างผอมบาง ผิวพรรณออกคล้ำเล็กน้อย ดูขาดชีวิตชีวาไปบ้าง"พี่หญิงสิง นี่คือเฟิ่งอี๋เหนียง จางอี๋เหนียง!"เฉิงเหล่ยแนะนำให้หลิงอวี๋รู้จักหลิงอวี๋เหลือบมองแวบเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าเฟิ่งอี๋เหนียงคืออี๋เหนียงที่แต่งกายหรูหราผู้นั้น ในใจก็พอจะเข้าใจสถานการณ์แล้ว"พี่หญิงสิง? เสี่ยวเหล่ย นี่คือคุณหนูสิงแห่งสำนักศึกษาชิงหลง ศิษย์ของปรมาจารย์เย่ใช่หรือไม่?"ดวงตาของเฟิ่งอี๋เหนียงพลันฉายแววระแวดระวัง แม้จะหายวับไปในชั่วพริบตา แต่หลิงอวี๋ก็ยังสังเกตเห็นได้อย่างว่องไว"เจ้าค่ะ พี่หญิงสิงบอกว่ามีวิธีรักษาท่านแม่แล้ว จึงได้มาที่นี่!"เฉิงเหล่ยเอ่ยอย่างยินดี"อ้อ คุณหนูสิงทราบหรือว่าฮูหยินของพวกเราถูกพิษชนิดใด?"เฟิ่งอี๋เหนียงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "เมื่อวันก่อนท่านแม่ทัพกลับมาบอกว่าฮูหยินถูกพิษ พวกเราแทบมิอยากเชื่อ คิดว่าเจ้าวินิจฉัยผิดไป!""ฮูหยินเป็นคนจิตใจดีงามถึงเพียงนี้ ใครจะใจร้ายวางยาพิษฮูหยินได้ลงคอ!""สองวันมานี้ท่านแม่ทัพวุ่นอยู่กั
หลังจากพักผ่อนไปหนึ่งคืน เย่หรงก็ฟื้นตัวได้ครึ่งหนึ่งแล้ว เมื่อหลิงอวี๋มาเขาอาบน้ำแต่งตัวรอหลิงอวี๋ไว้แล้ว“ข้านำอาหารเช้ามาให้เจ้า กินเสร็จแล้วเราจะออกเดินทางกัน!”เมื่อหลิงอวี๋เห็นว่าใบหน้าของเย่หรงมีสีเลือดขึ้นมาแล้วก็รู้สึกสบายใจขึ้นและเมื่อเห็นว่ารอบ ๆ ตัวเย่หรงไม่มีคนรับใช้ นางจึงเอ่ยถามออกไป “ก่อนหน้านี้มีคนรับใช้อยู่กับเจ้ามิใช่หรือ? หายไปไหนเสียแล้วเล่า?”“ท่านหมายถึงเยวี่ยซานหรือ? เขามิใช่คนรับใช้ของข้า เขาเป็นสหายของข้า เขาอยู่ข้างนอกช่วยข้าจัดการการค้าอยู่!”เย่หรงยิ้มออกมา เขาเองก็เปิดร้านโอสถอยู่ข้างนอกสองแห่งเช่นกัน ที่คิดจะไปจากเมืองหลวงแดนเทพคราวนี้ก็ให้เยวี่ยซานช่วยขายยาให้โดยปกติแล้วเยวี่ยซานจะรับผิดชอบแค่การช่วยเขาจัดการกิจการเท่านั้น จึงมิค่อยมาที่ตระกูลเย่ ดังนั้นแม้แต่เย่ซวินและคนอื่น ๆ ก็มิรู้เช่นกันว่าเขามีร้านค้าอยู่ข้างนอกเย่หรงอยู่ในตระกูลเย่ก็เสียเปรียบไปแล้ว ดังนั้นเขาจึงมิต้องการคนรับใช้ที่ตระกูลเย่มอบให้ และต้องการที่จะดูแลตนเองหลังจากกินอาหารเช้าที่หลิงอวี๋นำมาให้แล้วเย่หรงก็ออกไปกับหลิงอวี๋หลิงอวี๋คิดว่าเย่หรงได้รับบาดเจ็บ จึงให้หานเหมยเช
เย่ซื่อเจียงมีความรักต่อเลี่ยวหงเสีย ตอนเด็กเย่หรงยังไร้เดียงสามิเข้าใจเรื่องเหล่านี้ แต่ในช่วงเทศกาลหรือวันสำคัญ เขามักจะเห็นเย่ซื่อเจียงเข้าไปในห้องของเลี่ยวหงเสียแล้วอยู่ด้วยกันทั้งคืนแต่ตราบใดที่เย่ซื่อเจียงทำเช่นนี้ ในวันถัดไปเย่หรงก็จะถูกฮูหยินเย่ลงโทษด้วยวิธีต่าง ๆ หากมิบอกว่าเขาทำอะไรบางอย่างผิดแล้วจับเขาขังไว้ในห้องให้หิวโซ ก็จะหาข้อผิดพลาดของเขาแล้วตีเขาต่อมามีอยู่วันหนึ่งมิรู้ว่าเย่ซื่อเจียงไปถูกยั่วยุอะไรมา จึงไปทำลายห้องของเลี่ยวหงเสียจนพังยับเยิน หลังจากนั้นห้องนั้นก็ถูกลงกลอนไว้ แล้วเย่ซื่อเจียงก็มิเคยไปที่ห้องนั้นอีกเลยแต่ฮูหยินเย่ก็ยังมิปล่อยเย่หรงไป เมื่อเย่หรงอายุได้เจ็ดขวบ เย่ซื่อเจียงและเย่ซื่อฝานก็ออกไปซื้อเครื่องยาสมุนไพรกันข้างนอก ฮูหยินเย่ก็สั่งให้คนรับใช้วางยาพิษเย่หรงฮูหยินเย่กังวลว่าท่านผู้เฒ่าเย่จะพบเบาะแส พิษที่วางใส่เย่หรงจึงเป็นพิษที่คล้ายกับโรคฝีดาษ เพราะต้องการจะให้ร่างกายของเย่หรงพังทลายลงอย่างช้า ๆ และในที่สุดก็จะกลายเป็นไม่มีทางรักษาได้เย่หรงนอนอยู่อย่างโดดเดี่ยว พวกคนรับใช้ล้วนกลัวว่าจะติดเชื้อจึงไม่มีใครเข้าใกล้เขา เย่หรงคิดว่าตนเป็นโร
“เมื่อครู่เจ้าบอกว่าเย่ซวินเป็นหนี้พนันก้อนโต เป็นเรื่องจริงหรือ?”เย่ซื่อเจียงเอ่ยถามออกไปเย่หรงยกยิ้มมุมปากอย่างเยาะเย้ย แล้วเอ่ยออกมาอย่างเย็นชา “บ่อนการพนันมากมายในเมืองหลวงแดนเทพล้วนเปิดโดยสำนักซิงหลัวทั้งนั้น ท่านมิเคยไป จึงมิรู้ว่าบ่อนการพนันมีวิธีการพนันอะไรบ้างกระมัง!”“การทอยลูกเต๋าเป็นเพียงวิธีการเล่นธรรมดา ส่วนการแข่งม้า การเล่นไพ่และอื่น ๆ เป็นวิธีเล่นที่เสียเงินมากที่สุด เมื่ออยู่ข้างในหากท่านใช้เงินมาก ผู้คนในนั้นก็จะเห็นว่าท่านเป็นนายใหญ่ ยิ่งวิธีเล่นระดับสูงก็จะยิ่งเสียเงินมาก!“การสูญเสียเงินหลายแสนในนั้นภายในคืนเดียวมิถือว่าเป็นเงินหรอก! ท่านเข้าไปในนั้นแล้วลองไปถามดู แทบจะไม่มีใครที่มิรู้จักเย่ซวิน! เมื่อรวมเงินที่เขาเป็นหนี้อยู่ครั้งที่แล้ว อย่างน้อยเขาก็ทำกำไรให้สำนักซิงหลัวไปสิบกว่าล้านแล้ว!”หัวใจของเย่ซื่อเจียงจมดิ่งลง แม้ว่าเงินเหล่านั้นจะมิได้มากสำหรับตระกูลเย่ แต่ก็ยังเป็นจำนวนเงินที่มากอยู่ดี เย่ซวินยังหาเงินมิเป็น ก็กล้าใช้เงินราวกับน้ำเช่นนี้แล้วหรือ?“ท่านคิดว่าเป็นครั้งแรกที่เย่ซวินใช้เครื่องยาสมุนไพรปลอมมาหลอกลวงพวกท่านหรือ?”เย่หรงยิ้มเยาะแล้ว