โชคดีที่เขาไม่ได้ดื่มชา มิเช่นนั้นลองดูบุตรชายเขาสิ น่าเขินอายแค่ไหน!ท่านโหวผู้เฒ่าปรับสีหน้าให้สุขุม ส่งเสียงไอสองครั้ง ดุด้วยเสียงต่ำว่า “อย่าพูดเหลวไหล!”เขาเพียงแต่ต้องการจะแก้ไขปัญหานี้ แม้ว่าเมื่อถึงเวลานั้นเขาจะต้องคุกเข่าคำนับต่ออ๋องฉีก็ตาม ตราบใดที่สามารถจัดการปัญหานี้ได้ก็จะชนะแล้วทำอะไรพอประมาณ เพื่อง่ายต่อการพบกันวันหน้าเป็นจริงที่ว่ามดสามารถต่อสู้กับมดได้ แต่หากมดต่อสู้กับนกขมิ้น นั่นมันเสียสติอย่างยิ่ง?ตอนนี้ล่วงเกินอ๋องฉี เป็นเพียงเรื่องสุดวิสัย มีผู้คนจำนวนมากคอยจับตาดูพวกเขาอยู่ ตระกูลชีแบกรับชื่อเสียงว่าสมคบคิดกับท่านอ๋องไม่ไหวทว่า ใครจะไร้เดียงสาถึงขั้นคิดจะสังหารท่านอ๋องกันล่ะ?ชีหยวนกลับแสดงสีหน้าจริงจัง ยืดตัวตรง นางยิ้มอย่างเย็นชา: “มิได้พูดเหลวไหลเจ้าค่ะ ตระกูลชีตอนนี้เป็นหนามยอกอกของอ๋องฉี จำต้องกำจัดให้เร็วที่สุด”ชีเจิ้นไม่เชื่อ เรื่องนี้เดิมทีอ๋องฉีเป็นคนผิดก่อน พวกเขาก็แค่สู้กลับอ๋องฉีไม่ใช่คนบ้าเสียหน่อย ที่จะรีบร้อนกำจัดจวนโหวขนาดนั้น?เห็นถึงทัศนคติของพวกเขา ชีหยวนก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแค่ยิ้มเล็กน้อย “ท่านปู่ ท่านพ่อ ข้าเหนื่อยเล็กน้อย
ชีอวิ๋นถิงปิดหน้าโดยไม่รู้ว่าตนทำอะไรผิดอีกหรือเป็นเพราะเรื่องที่ชิงซงไปเผาศาลบรรพบุรุษ?แต่นั่นไม่ถูกต้อง หลังจากเผาศาลบรรพบุรุษแล้ว ท่านพ่อและคนอื่น ๆ ยิ่งควรคิดว่าชีหยวนเป็นสัตว์เดรัจฉาน และไล่นางออกไปทันทีมิใช่หรือ?เช่นนั้น แล้วมันเป็นเพราะอะไรล่ะ?!หลังจากที่ชีเจิ้นออกไป ชีอวิ๋นถิงก็เอามือปิดหน้า คิดอย่างเหม่อลอยอยู่นาน และดุใส่หญิงรับใช้ที่อยู่ข้างๆ “ไป! ไปเชิญคุณหนูหานมา เร็วเข้า!”เขาอยากถามนักว่า เกิดอะไรขึ้นกันแน่!ท่าทีของสาวรับใช้ล้วนแปลกประหลาดมากยังคงเป็นแม่นมของชีอวิ๋นถิงที่ก้าวออกมา ถอนหายใจ “คุณชาย ล้มเลิกความคิดนี้เสียเถอะ ท่านจะไม่มีวันได้พบกับคุณหนูหานอีกแล้ว”ไม่ได้พบอีกแล้ว?ชีอวิ๋นถิงตกตะลึง พ่อแม่ของหานเยว่เอ๋อล้วนเสียชีวิตทั้งคู่ และครอบครัวของนางไม่ใช่คนดี ดังนั้นนางจึงถูกฝากไว้ให้ตระกูลชีดูแล นางเป็นเหมือนคนในตระกูลชี ภายภาคหน้าจะแต่งงานก็ต้องอยู่ในตระกูลชีเหตุใดจึงไม่ได้พบกันอีกต่อไป?นอกจากนี้ คำพูดนี้เหตุใดจึงฟังดูคุ้นเคยนัก?ดูเหมือนเขาจะเคยได้ยินประโยคนี้มาก่อนในเวลาอื่นเมื่อไหร่กันนะ?เขาจำได้แล้ว เป็นตอนที่นางหวังบอกกับเขาอย่างจริงจ
อ๋องฉีช่างใช้ไม่ได้เสียจริง มีสัมพันธ์ลักลอบเป็นชู้กับลูกสาวบุญธรรมของคนอื่น ทั้งยังสืบข่าวในเรือนของคนอื่นอีกด้วย นี่มันใช้ได้ที่ไหนกัน?ผู้ตรวจการโจวปิดสาส์นด้วยความฉับไว เขาเองก็ขมวดคิ้วและส่ายหัว ใช้ไม่ได้ ใช้ไม่ได้จริงๆ!ขณะที่เขากำลังคิดเช่นนี้อยู่ เลขาก็เข้ามาแจ้งเรื่องที่หานเยว่เอ๋อกำลังคุกเข่าอยู่ด้านนอกผู้ตรวจการโจวตอบรับ จำได้ทันทีว่าหานเยว่เอ๋อเป็นลูกสาวของสหายเก่าของเขาทว่า.....เขาลุกขึ้นยืน คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ออกไปด้วยตัวเองหานเยว่เอ๋อยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นกระเบื้อง ผู้คนเดินเข้าออกหน้าประตู หลายคนก็จับตามองไปที่ตัวนางผู้ตรวจการโจวลงบันไดมาหยุดอยู่ตรงหน้านาง: “ลุกขึ้นเถิด! เจ้ามาที่นี่ มีเรื่องอันใดรึ?”หานเยว่เอ๋อสะอื้นไห้และร้องออกมา: “ท่านอาโจว! เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับท่านอ๋อง! ท่านอ๋องไม่ได้ขอให้ข้าสืบหาข่าวของตระกูลชีเป็นการส่วนตัว ทุกอย่างข้าทำด้วยตัวข้าเอง! ข้ากับท่านอ๋อง…...”เมื่อนางกล่าวถึงตรงนี้ นางก็คร่ำครวญและแก้มของนางก็แดงก่ำ “ข้าและท่านอ๋องต่างก็รักใคร่กัน อันที่จริงแล้ว ข้าและท่านอ๋องต่างก็รู้ใจกันมาเป็นเวลานานแล้ว! ด้วยเหตุนี้ ระหว่างคน
เสียงกัมปนาทดังขึ้น ราวอสนีบาตสายหนึ่งฟาดลงมา ฉีอ๋องถามอย่างตกตะลึงว่า “พระราชทานสมรสอะไรกัน พระราชทานสมรสอะไร?”เขาเป็นโอรสมังกร ยิ่งเป็นบุตรชายแท้ๆ ของเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟย ยามอยู่ในวังนอกจากรัชทายาท นับว่าฐานะของเขาสูงที่สุดและได้รับความรักจากฮ่องเต้มากที่สุดด้วยนับตั้งแต่เด็ก ฮ่องเต้หย่งชางก็นำความรู้สึกผิดต่อพระชายาหลิ่วมาไว้ที่ตัวเขา ตามใจเขาอย่างมากเจ็ดขวบเขาก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นอ๋อง ที่ดินศักดินาคือมณฑลเหอหนานซึ่งเป็นดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ในที่ราบภาคกลาง แม้จะยังมิได้ย้ายไปประจำที่ที่ดินศักดินา แต่องครักษ์ที่มอบให้เขาก็เพิ่มจำนวนไปถึงห้าหมื่นแล้วและเนื่องจากเขายังไม่ได้แต่งงาน ฮ่องเต้หย่งชางจึงอนุญาตให้เขาเข้าออกวังได้ตามใจ กระทั่งตัดใจให้เขาย้ายไปอยู่ที่เขตศักดินาไม่ได้ด้วยความโปรดปรานเช่นนี้ เขาจะไม่เกิดความคิดอื่นขึ้นมาได้อย่างไร?รัชทายาท?รัชทายาทแล้วอย่างไร?!หากมิใช่เพราะตอนนั้นฮองเฮาเฝิงเจ้าเล่ห์เพทุบาย แล้วยังมีตระกูลเฝิงที่ควบคุมการป้องกันในเมืองหลวง กุมทรัพย์สินเงินทองอยู่ในมือ ฮองเฮาเฝิงจะมีโอกาสเป็นฮองเฮาได้อย่างไรรัชทายาทยิ่งไม่ต้องพูดถึง! ร่างกายอ่อนแอ
แต่งงาน?!แต่งงานบ้านบ้าบออะไร!เพียงครู่เดียว ขันทีสวีก็เข้ามาอย่างเร่งร้อนฉีอ๋องเหลือบมองเขาทีหนึ่ง มิได้กล่าวสิ่งใดแต่ขันทีสวีรู้ดีว่า นี่เป็นความหมายว่าจงอย่างพร่ำเรื่องไร้สาระ เขาจึงก้าวสองสามก้าวแล้วลดเสียงลงว่า “ท่านอ๋อง แม่นางหานแอบหนีออกไปพบผู้ตรวจการโจวของสำนักตรวจการอย่างลับๆ คุกเข่าที่หน้าประตูขอร้องให้ผู้ตรวจการโจวส่งนางกลับตระกูลชีขอรับ”เขากล่าวจบก็มองสีหน้าของฉีอ๋อง จากนั้นก็ไม่กล้ากล่าวสิ่งใดอีก ได้แต่ถอยไปยืนอยู่ด้านข้างในห้องเงียบงันเป็นเวลานาน บรรยากาศกดดันไร้สุ้มเสียงเป็นเวลานานหลังจากนั้น ฉีอ๋องก็กวาดของทั้งหมดบนโต๊ะลงพื้น ถ้วยน้ำชาและแจกันลายสีครามประดุจฟ้าหลังฝนอันล้ำค่า ล้วนหล่นลงบนพื้น บังเกิดเสียงดังสนั่นขันทีสวีมีสีหน้าหวาดหวั่น “ท่านอ๋องรักษาสุขภาพด้วยพ่ะย่ะค่ะ”ดี! ดี! ดีนัก!ดวงตาของฉีอ๋องเปล่งแสงเยียบเย็นออกมา ประดุจหมาป่าที่ถูกทำให้โมโหตัวหนึ่งหานเยว่เอ๋อช่างดีนัก! กล่าวกระไรว่าที่ไปหาผู้ตรวจการโจวก็เพื่อตน นางจะรับความผิดทั้งหมดไว้เองแต่ลูกไม้เล็กๆ เช่นนี้จะตบตาฉีอ๋องได้อย่างไร?นางจงใจทำให้เรื่องใหญ่ชัดๆในวังจึงได้ประกาศราชโองการพร
หัวใจทั้งดวงของหานเยว่เอ๋อเต้นระรัว ตลอดทั้งคืนล้วนไม่อาจข่มตาเช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อลืมตาขึ้นมา กระทั่งมาอยู่ต่อหน้ากระจกแต่งตัว นางจึงได้กล้าเชื่อว่า ตนได้กลายเป็นว่าที่พระชายาของฉีอ๋องในอนาคตแล้วราชโองการจากโอรสสวรรค์ ทรงให้คำมั่นด้วยพระองค์เองดังนั้น ทั่วทั้งเมืองหลวง ไม่สิ หลังจากที่สารถูกส่งไปยังที่ต่างๆ ผู้คนทั่วหล้าย่อมได้รู้ว่า นางจะกลายเป็นพระชายาของฉีอ๋องแล้วได้เชิดหน้าชูตาเสียที ช่างสาแก่ใจเหลือเกิน!นางสางผมของตนอย่างช้าๆ ค่อยๆ คลี่ยิ้มออกมาหน้ากระจกอย่างลำพองชีจิ่น ชีหยวนอะไรกัน?นังโง่ชีจิ่นนั่นตายไปแล้วส่วนนังชีหยวนนั่นเหอะเหอะ คิดว่าตัวเองแน่ ต่อให้นางสามารถเลียนแบบลายมือของนางปลอมจดหมายแล้วอย่างไร?นางอาศัยเพียงตนเอง ก็สามารถสร้างหนทางออกมาอีกสายได้เช่นกัน!นังบ่าวชั้นต่ำที่กลับมาจากชนบทนั่นไม่มีทางจินตนาการออกว่า ฐานะ ‘พระชายา’ นี้สูงส่งเพียงใดนับจากบัดนี้ไป ยามที่ชีหยวนพบนาง จะต้องคุกเข่าถือรองเท้าให้นางอย่างต่ำต้อยนบนอบ (คุกเขาแทบเท้านาง)เหลียนเอ๋อร์ที่อยู่ข้างกายนางก็แย้มยิ้มอย่างเบิกบานเช่นเดียวกัน ยิ่งเสี่ยงผลตอบแทนก็ยิ่งสูงจริงๆ เมื่อวานยังไม
“ข้าแอบทำอย่างลับ ๆ หรือ?” สีหน้าของชีหยวนอ่อนโยน ทว่าคำพูดที่กล่าวออกมากลับมั่นอกมั่นใจในเหตุผลของตนเป็นอย่างยิ่ง “ข้าทำอย่างเปิดเผยต่างหาก”ไป๋จื่อไม่รู้ว่ากล่าวอย่างไรดี ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงโหวกเหวกดังมาทางนอกหน้าต่างนี่เป็นห้องส่วนชั้นสองที่อยู่ติดกับถนน หากตั้งใจฟัง แม้แต่เสียงร้องขายของบนท้องถนนก็สามารถได้ยินอย่างชัดเจน ยามนี้ ด้านนอกมีเสียงตะคอกด่าทอ และเสียงร้องไห้ดังเข้ามาเมื่อนางเหลือบมองชีหยวนอย่างไม่ได้ ก็เห็นชีหยวนลุกขึ้นมาคุณหนูจะชมเรื่องครึกครื้นด้านนอกหรือนี่? ไป๋จื่อรีบผลักบานหน้าต่างออกทันที “คุณหนู ตรงนี้เจ้าค่ะ…” เพิ่งกล่าวจบประโยคเดียว นางก็กรีดร้องเสียงดังออกมาทันทีว่า “คุณหนู เป็นเหลียนเฉียวกับซุ่นจื่อเจ้าค่ะ! พวกเขาเกิดเรื่องแล้ว!”เวลานี้ รถม้าหรูหราคันหนึ่งจอดลงที่ข้างทางพอดี และซุ่นจื่อกับเหลียนเฉียวต่างคุกเข่าอยู่บนพื้น ยามนี้ดูทุลักทุเลเป็นอย่างมากในอ้อมแขนของซุ่นจื่อยังกอดเด็กน้อยที่อายุราวสองสามขวบไว้ผู้หนึ่งไม่รู้ว่าคนบนรถม้ากล่าวสิ่งใด คนขับรถม้าก็ใช้แส้ฟาดลงบนหลังของซุ่นจื่ออย่างแรง จนผิวหนังของซุ่นจื่อปริแตกออกทันทีเหลียนเฉียวคุกเข่า
หานเยว่เอ๋อที่นั่งวางท่าอยู่ในรถตลอดก็ได้สติกลับมาเช่นกัน เมื่อเลิกม่านขึ้นแล้วเห็นเหลียนเอ๋อร์นอนแน่นิ่งอย่างไร้สุ้มเสียงไร้ลมหายใจอยู่ตรงนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างไม่อาจควบคุมทันทีเหลียนเอ๋อร์เป็นสาวใช้ผู้ติดตามของนางที่เกิดในบ้าน เป็นคนที่นางเชื่อใจที่สุด!ในอนาคต เมื่อนางเป็นพระชายา ข้างกายไม่อาจขาดผู้ที่จงรักภักดี สั่งให้ไปที่ใดก็ไปนั่นเช่นนี้ แต่บัดนี้ กลับถูกชีหยวนทำร้ายจนตายเสียแล้ว!นังดาวหายนะนี่ ไม่ว่าเรื่องใดพบเจอกับนางก็ต้องกลายเป็นเรื่องร้ายจริงๆนางมองไปยังชีหยวนอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ในใจคิดว่านังบ้านนอกคอกนาคนนี้ ตอนอยู่ในจวนก็ไม่ได้รับความชื่นชอบจากนางหวัง ต้องยังไม่รู้เรื่องที่ตนได้รับพระราชทานสมรสให้แต่งกับฉีอ๋องเป็นแน่ จึงอดยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยันไม่ได้นางกล่าวอย่างเย็นชาว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าผู้ที่เจ้าฆ่าเป็นผู้ใด?!”ยามนี้ ในห้องส่วนตัวห้องหนึ่งบนชั้นสามของหอไท่ไป๋ หน้าต่างถูกผลักออกแล้วปาเป่าเดาะลิ้นครั้งหนึ่ง จากนั้นหันศีรษะกลับมากล่าวกับเซียวอวิ๋นถิงว่า “ท่านอ๋อง ท่านอ๋อง! เป็นคุณหนูใหญ่ตระกูลชีพ่ะย่ะค่ะ!”เรื่องที่ฉีอ๋องได้รับพระราชทานสมรสนั้น เซีย
ท่านโหวผู้เฒ่าชีบีบแขนของชีเจิ้นแน่น หัวใจของเขาเหมือนจะหยุดเต้นชีหยวนถวายบังคมด้วยความคล่องแคล่ว เอ่ยอย่างไม่ถ่อมตนและไม่อวดดี “หม่อมฉัน ชีหยวนแห่งจวนหย่งผิงโหว”......ชีเจิ้นรีบกอดต้นไม้ข้าง ๆ ไว้ ไม่เช่นนั้นเขาคงเป็นลมไปแล้วองค์หญิงเป่าหรงแค่นหัวเราะเย็นชาในใจนางกำลังคิดอยู่เลยว่าจะให้นางแพศยาชีหยวนตายอย่างไรดี ไม่คิดเลยว่าโอกาสจะถูกส่งมาให้ถึงที่ดี ดีมากนางจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าหมอเทวดาเซวียถูกจวนตระกูลหลิ่วกักตัวไว้ตั้งแต่เริ่มมีชื่อเสียง?ชีหยวนคงเรียนวิชาแพทย์จากหมอเทวดาเซวียในความฝันกระมังนางสะอื้นเบา ๆ พลางลูบเส้นผมของเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยแล้วฉวยโอกาสนี้กระซิบอย่างรวดเร็ว “เสด็จแม่ อย่าฟื้นขึ้นมาเด็ดขาด ต้องไม่ฟื้น ต่อให้ฟื้นก็ต้องร้องว่าปวดหัว ต้องบอกว่าปวดมาก เข้าใจไหมเพคะ?”เสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยบีบข้อมือขององค์หญิงเป่าหรงเบา ๆเซียวอวิ๋นถิงรู้สึกว่าหัวใจของเขาแทบจะกระเด็นออกจากอกเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีเหตุการณ์ใดที่ทำให้เขาหวาดกลัวได้ถึงเพียงนี้เขามองชีหยวนค่อย ๆ ก้าวไปข้างหน้า ก่อนจะหลับตาลงชีหยวนนั่งยอง ๆ ลง เห็นว่าองค์หญิงเป่าหรงคุกเข่าอยู่ข้าง ๆ จึ
ราชบุตรเขยลู่เองก็อดไม่ได้ที่จะดึงแขนเสื้อองค์หญิงใหญ่ “คราวนี้จะจัดการอย่างไร?”หากพระชายาหลิ่วเล่นงานแค่เสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยก็คงไม่เป็นปัญหา แต่ปัญหาคือนางด่าฮ่องเต้หย่งชางไปด้วย!ดูจากท่าทางแล้วก่อนหน้านี้ที่อยู่ในวัง พระชายาหลิ่วยังคงมีความหวังกับฮ่องเต้หย่งชางอยู่บ้างจึงยังให้เกียรติพระองค์ไม่เช่นนั้น เหตุการณ์เช่นนี้คงเกิดขึ้นในวัง ไม่จำเป็นต้องรอให้ไล่ตามกันออกมาแล้วค่อยตบหน้ากันที่นี่องค์หญิงใหญ่ก็เริ่มตื่นตระหนกขึ้นมาเช่นกันฮ่องเต้ก็คือฮ่องเต้ ต่อให้ใต้หล้ากว้างเพียงใด ฮ่องเต้ก็ยิ่งใหญ่ที่สุด หากพระองค์กริ้วขึ้นมาจริง ๆ อย่าว่าแต่น้องสาวแท้ ๆ เช่นนางเลย ต่อให้ไทเฮาเสด็จมาก็คงช่วยอะไรไม่ได้นางรีบวิ่งเข้าไปหาฮ่องเต้หย่งชาง ลืมไปเลยว่าก่อนหน้านี้ทำสงครามเย็นกับฮ่องเต้หย่งชางอยู่ นางกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะอธิบาย “เสด็จพี่ ท่าน ท่านโปรดเห็นแก่พระชายาที่ต้องทุกข์ทรมานมาตลอดหลายปี...”องค์หญิงเป่าหรงพลันร้องไห้ขึ้นมา “เสด็จแม่! เสด็จแม่!”ในใจของนางเต็มไปด้วยโทสะพระชายาหลิ่วนางแพศยานี่ ถึงกับกล้าด่านางไปด้วย กล้าเรียกนางว่าลูกนางแพศยา!ตั้งแต่เด็กจนโต ด้วยพรสวรรค์อันโดดเด่น
ชีหยวนยืนมองอยู่ข้าง ๆ อย่างไร้ความรู้สึกท่านโหวผู้เฒ่าชีกับชีเจิ้นแอบอยู่หลังต้นไทร สั่นเทิ้มไปทั้งร่างขอให้สวรรค์คุ้มครอง ขอให้สวรรค์คุ้มครอง ฮ่องเต้กับพระชายาทะเลาะกัน พระชายากับเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยถึงกับลงไม้ลงมือกัน พวกเขาไม่ได้ตั้งใจมาดูเรื่องสนุกเลยสักนิด!พวกเขาไม่อยากเห็นเลยจริง ๆ!!ขณะนั้น เซียวอวิ๋นถิงสะกิดเรียกชีหยวน แล้วลดเสียงเอ่ยถามนาง “รู้สึกอย่างไร?”รู้สึกอย่างไร?ชีหยวนถึงกับครุ่นคิดอย่างจริงจังจากนั้นนางจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “การเสียสละตนเองและอุทิศทุกสิ่งเพื่อความรักเป็นเรื่องโง่เสมอ คำสัญญาของบุรุษจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อยังมีรักเท่านั้น”พอหมดรักแล้ว ก็ไม่มีค่าอะไรอีกต่อไปเซียวอวิ๋นถิงถึงกับตะลึงงันเขาไม่เข้าใจ เหตุใดหญิงสาวที่อายุเพียงสิบกว่าปีที่แทบจะไม่มีประสบการณ์ได้ใกล้ชิดกับบุรุษมาก่อน เมื่อต้องเผชิญกับความเป็นความตาย การพลัดพราก และความแค้นที่ซับซ้อนเช่นนี้ กลับสามารถมองทะลุปรุโปร่ง และกล่าวคำพูดเช่นนี้ออกมาได้เขาอดไม่ได้ที่จะแย้งขึ้นมา “แต่ แต่ว่าคนที่รักกัน ยอมทุ่มเททุกอย่างเพื่อกันและกัน มันไม่ใช่เรื่องที่ควรทำหรอกหรือ?”ชีหยวนหันไปมองเ
ฮ่องเต้หย่งชางรู้สึกหนักอึ้งในใจ ก่อนหน้านี้ที่ตำหนิเซียวอวิ๋นถิงไปสองสามประโยค ก็เพียงเพื่อหาข้ออ้างให้สามารถพูดกับพระชายาหลิ่วได้เขาพูดเบา ๆ ว่า “หว่านหยิน วันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่า เรามารับเจ้ากลับไปอยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว”พระชายาหลิ่วเหลือบมองเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยที่ดูบอบบางอ่อนแออย่างเย้ยหยัน แต่ครั้งนี้ไม่ได้แสดงความเกรงใจอีกต่อไปมีบางเรื่องที่ไม่อาจปล่อยผ่านได้ และไม่อาจใช้คำพูดคลุมเครือเพื่อให้จบไปนางเอ่ยถามอย่างเสียดสี “ครอบครัวพร้อมหน้าหรือ ให้ข้ากลับวังไปอยู่พร้อมหน้ากับสนมรักของท่านที่เป็นศัตรูฆ่ามารดาข้าอย่างนั้นหรือ?”คำพูดนี้กล่าวหนักเกินไปเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยถูกองค์หญิงเป่าหรงบีบมือเบา ๆ นางก็เข้าใจทันทีว่าลูกสาวต้องการให้ทำอะไร จึงรีบก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าพระชายาหลิ่วพื้นดินบนภูเขาแข็งกระด้างและขรุขระนางคุกเข่าลงเช่นนี้ คนรอบข้างถึงกับเผลอสูดลมหายใจเข้าด้วยความเจ็บแทนแต่เสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยไม่ได้แสดงอาการลังเลเลยแม้แต่น้อย นางเงยหน้ามองพระชายาหลิ่ว น้ำเสียงขมขื่นและเต็มไปด้วยความคับข้องใจ “พี่หญิง! ข้ารู้ว่าท่านเกลียดข้า ท่านเกลียดข้า
ฮ่องเต้หย่งชางเข้าใจทุกอย่างกระจ่างแล้ว ทรงโบกพระหัตถ์ให้ไล่เฉิงหลงออกไปจากนั้นจึงสูดลมหายใจเข้าลึกเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยไม่ได้ข่มตาหลับตลอดทั้งคืนบาดแผลบนหน้าผากของนางถูกพันด้วยผ้าพันแผลอย่างดี แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าครั้งนี้กระแทกอย่างแรงจริง ๆเมื่อเห็นองค์หญิงเป่าหรงถูกนางกำนัลประคองเข้ามา นางก็ราวกับเห็นที่พึ่งและทางรอด รีบปรี่เข้าไปกุมมือลูกสาวแน่น “เป่าหรง! เจ้าว่า เจ้าว่าควรทำอย่างไรดี?”เสียงของนางสั่นเครือจนแทบร้องไห้เพียงแค่คิดถึงบิดาที่ตายอย่างน่าเวทนา และมารดาที่โกรธแค้นจนสิ้นลมครอบครัวที่เคยสมบูรณ์พลันพังพินาศ สามีภรรยาพรากจาก บ้านแตกสาแหรกขาด ใจของนางเจ็บราวกับถูกมีดกรีดยิ่งไปกว่านั้น ขาของบุตรชายก็พิการนางกำมือองค์หญิงเป่าหรง บุตรสาวคนนี้เป็นหวังเดียวที่เหลืออยู่ของนางเมื่อนางเพิ่งเข้าวังยังมิได้เป็นที่โปรดปรานถึงเพียงนี้ ทุกอย่างล้วนเป็นเพราะการกำเนิดของเป่าหรง เป่าหรงนำพาความโปรดปรานอันยาวนานหลายสิบปีมาให้แก่นางองค์หญิงเป่าหรงค่อย ๆ กอบกุมมือของมารดากลับ ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ และกล่าวด้วยความมั่นใจ “วางใจเถิดเพคะ มีลูกอยู
ฮ่องเต้หย่งชางยืนอยู่ที่เดิมโดยไม่ได้ขยับ พระพักตร์เย็นชาองค์รัชทายาทคลำไปคลำมาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ รีบกระชากผ้าปิดตาออก แล้วสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือพระพักตร์ที่โกรธจัดของฮ่องเต้หย่งชางเขาตกใจจนวิญญาณแทบหลุดลอยออกไป ร่างอ้วนใหญ่ทรุดลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้นเสียงดังโครมจนราวว่าพื้นรอบ ๆ สั่นสะเทือนขันทีเซี่ยรีบเบือนหน้าหนีทันทีคนอื่น ๆ ก็ไม่กล้ามองเช่นกันคนทั้งสองนี้ คนหนึ่งคือฮ่องเต้ อีกคนคือองค์รัชทายาทฮ่องเต้ทรงตำหนิรัชทายาทเป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้วแต่ในอนาคต หากรัชทายาทนึกถึงเหตุการณ์นี้ เขาย่อมไม่กล้าไปเอาเรื่องฮ่องเต้ ก็คงต้องมาผูกใจเจ็บกับพวกเขาที่ได้เห็นความอับอายของเขาในวันนี้ อยู่ห่างออกไปหน่อยจะดีกว่ารัชทายาทได้สติ รีบคลานเข้าไปข้างหน้าฮ่องเต้หย่งชาง คุกเข่าลงแล้วปล่อยโฮออกมาร้องไห้พลางกล่าวยอมรับผิด“เสด็จพ่อ เป็นความผิดของลูกเอง ลูกจะไม่กล้าทำเช่นนี้อีกแล้ว”“ลูกจะไล่พวกตัวกาลกิณีพวกนี้ออกไปให้หมด ไล่ไปให้หมดเลยพ่ะย่ะค่ะ!”ความรู้สึกของฮ่องเต้หย่งชางพลันซับซ้อนขึ้นมาชั่วขณะก่อนเสด็จมา เขาเชื่อจริง ๆ ว่ารัชทายาทอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แ
ท่านโหวผู้เฒ่าชีตบมือหัวเราะลั่นดี!ดี! ดี!เขาชมอยู่สามคำติดต่อกันส่วนพระชายาหลิ่ว ราชบุตรเขยลู่ และองค์หญิงใหญ่ ทั้งสามคนมองไปที่ชีหยวน ต่างพากันตะลึงโดยเฉพาะราชบุตรเขยลู่ เขาเคยเห็นฝีมือการฆ่าคนของชีหยวนมาก่อน หากสามารถสังหารได้ในดาบเดียว นางจะไม่มีวันฟันซ้ำเป็นครั้งที่สองความแข็งแกร่งและความศรัทธาของเด็กสาวผู้นี้ เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิตเขาตามความคิดและการกระทำของคนหนุ่มสาวรุ่นนี้ไม่ทันเสียแล้วเซียวอวิ๋นถิงยืนกอดอกยิ้มมองชีหยวนแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่ทันสังเกต ว่ารอยยิ้มนั้นเจิดจ้าราวดวงดารา สาดส่องไปทั่วทุกหนแห่งเขาไม่เคยพบสตรีเช่นนี้มาก่อนทะนงในศักดิ์ศรี เคารพตนเอง แข็งแกร่งและพึ่งพาตัวเองนางไม่ต้องรอให้ใครมาช่วยเหลือ เพราะตัวนางคือผู้ช่วยเหลือตนเองกลีบเหมยที่ร่วงโรยปลิวขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะโปรยปรายลงบนศีรษะและอาภรณ์ของทุกคน ชั่วขณะนั้น เซียวอวิ๋นถิงรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาเล็กน้อย คล้ายกับว่าเคยเห็นภาพเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนในความฝันยามสนธยาแต่ความคิดนี้ก็เพียงแค่แวบเข้ามาแล้วก็จางหายไปชีเจิ้นถอนหายใจอย่างจนปัญญาแล้วเอ่ยว่า “แล้วเรื่องตรงหน้านี้จะ
ชีเจิ้นรู้สึกว่าช่วงนี้ดวงของตนคงตกต่ำอย่างถึงที่สุดไม่สิ แต่เดิมดวงของเขาก็คงไม่ดีอยู่แล้วมิฉะนั้น เหตุใดในช่วงเวลาอันสั้นนี้ เขาถึงได้พบกับสตรีที่น่าสะพรึงกลัวถึงสองคน และแต่ละคนก็น่ากลัวไม่แพ้กัน!ชีหยวนก็ไม่ต้องพูดถึง เขาเห็นกับตาตัวเองว่านางบิดคอคนเหมือนบิดผ้า วิธีฆ่าของนางก็แปลกประหลาด วิธีที่ใช้บ่อยที่สุดคือปาดคอหรือแทงเข้าหัวใจ คนที่ถูกฆ่าล้วนไม่มีโอกาสได้เอ่ยคำพูดสุดท้ายส่วนองค์หญิงเป่าหรง ฟังดูก็ไม่ใช่คนที่จะยุ่งด้วยได้ง่าย ๆตั้งแต่ยังเด็ก นางก็อ้างว่าตัวเองถูกสาป ทำให้พระภิกษุ นักพรต และชาวบ้านล้มตายไปไม่รู้เท่าไรสองคนนี้คิดจะแข่งกันว่าใครฆ่าคนได้มากกว่ากันหรือ?ถ้าหากต้องแข่งกันจริง ๆ แม้ว่าชีหยวนจะเป็นลูกสาวแท้ ๆ ของเขา และตัวเขาเองก็อยู่ข้างชีหยวน แต่เขาต้องบอกไว้ก่อน หากต้องเดิมพันแพ้ชนะ เขาก็ยังต้องลงเดิมพันให้กับองค์หญิงเป่าหรงอยู่ดีชีวิตคนเราไม่เคยยุติธรรม สิ่งที่เจ้าต้องใช้ความพยายามมหาศาลเพื่อให้ได้มา บางคนกลับสามารถยกนิ้วกวักมือเรียกแล้วแย่งไปได้ง่าย ๆ เพียงเพราะเกิดมาต่างชนชั้น นี่แหละคือชะตากรรมที่ถูกกำหนดมาแล้วสีหน้าของเขาดูแปลกประหลาดไปชั่วขณะ ไ
ทว่าในขณะเดียวกันก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ สวรรค์ยุติธรรมเสมอ ในโลกปัจจุบันนางคือคุณหนูใหญ่ที่ใครต่างก็จับตามอง ทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ ก็ยังเป็นองค์หญิงที่ได้รับความโปรดปรานที่สุดในต้าโจว เห็นไหมล่ะคนชั้นสูงอยู่ที่ไหนก็เป็นคนชั้นสูงอยู่วันยังค่ำ บิดาของนางเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ส่วนมารดาของนางก็เป็นอาจารย์ชั้นพิเศษ นางเคยชินกับการมีแค่พี่เลี้ยงและเงินทองอยู่เป็นเพื่อนมาตั้งแต่ยังเล็กแล้ว จึงเรียนรู้ที่จะพูดแบบคนเมื่ออยู่ต่อหน้าคน และพูดแบบผีเมื่ออยู่ต่อหน้าผีมาตั้งแต่ยังเด็ก ไม่มีใครจะปิดบังความรู้สึกของตนเองได้เก่งไปมากกว่านางแล้ว ในโลกยุคปัจจุบันนางยังสามารถกลั่นแกล้งพวกปรสิตชั้นต่ำที่ไร้ประโยชน์พวกนั้นให้ตายไปทีละคนได้เลย แล้วนับประสาอะไรกับโลกยุคโบราณ? นางเป็นถึงองค์หญิงเชียวนะ นางฆ่าคนก็ไม่อะไรต่างจากฆ่ามดปลวกให้ตาย และตอนนี้ก็ถึงคราวของชีหยวนเจ้ามดปลวกตัวนี้แล้ว นางเดาะลิ้น ในดวงตาเต็มไปด้วยความรังเกียจ ดูสิ ทั้งที่ได้กลับชาติมาเกิดใหม่เหมือนกัน อ๋องฉีกลับไม่เอาไหนถึงเพียงนี้ ทว่ากลับกันคนอย่างชีหยวนยังสามารถก่อเมฆลมปลุกปั่นสถานการณ์ได้เลย แต่ว่า ถึงจะเป็นเช