ทั้งที่ตอนก้าวเดินก่อนหน้านี้แทบจะทนไม่ไหวแล้วแท้ๆ ทว่าตอนนี้ กลับนิ่งไปเสียแล้วตอนนี้เอง ซางถิงก็ตั้งตัวกลับมาได้แล้วว่าตนเองพูดอะไรออกไปหน้าของเขาแดงหนักกว่าเดิม หางตาก็เลยแดงขึ้นไปอีก เขารีบโบกมือพูดว่า "ข้า ความหมายของข้าคือ...ข้าเองก็จะทำเหมือนเจี่ยงเทียนซิงกับเฮยหลิงแบบนั้น! ที่คอยเป็นกำลังให้เจ้า!""อา อย่างนี้นี่เอง" จั๋วซือหรานหัวเราะ "ก็ไม่ใช่ไม่ได้นี่นา..."จั๋วซือหรานพูดพลางแหงนตาขึ้นเล็กน้อย และเห็นฉุนจวินที่ประตูจั๋วซือหรานสายตาชะงักไป เสียงหยุดลงทันทีแน่นอนว่ามองเห็นร่างสูงใหญ่ที่คลุมไว้ตั้งแต่หัวจรดเท้าข้างๆ ฉุนจวินด้วยเช่นกันอ๊ะโอ้ จั๋วซือหรานคิดในใจ แย่แล้วร่างสูงใหญ่ที่คลุมไว้ด้วยเสื้อคลุมหนาตั้งแต่หัวจรดเท้าร่างนั้น เหมือนจะมีปฏิกิริยาขึ้นมา หมุนตัวเดินออกไปด้านนอกฉุนจวินรีบร้อนตะโกน "เอ๊ะ ท่านรอข้าด้วย!"ฉุนจวินไล่ตามมาจั๋วซือหรานเองก็ก็กระโดดเหยงๆ ไล่ตามออกไปวิชาของเขาก็รวดเร็วอยู่ วิชาที่ปราดเปรียวของจั๋วซือหราน ตอนที่ไล่ตามมา เขาก็มุดเข้าไปในรถม้านอกประตูแล้วจั๋วซือหรานรีบตามเข้าไปตอนที่หย่อนก้นเข้าไปในรถม้า เพราะรีบขยับตัวเกินไป ก้นเลยเ
"ที่ข้าคิดน่ะหรือ?" จั๋วซือหรานทวนซ้ำคำพูดก่อนหน้าของเขามาอีกรอบจากนั้นจึงยิ้มจนตาพญาหงส์โค้งหวาน เปล่งประกายเสน่ห์ที่ดึงดูดถึงจิตใจนางเอ่ยต่อว่า "ถ้าให้ข้าพูด ท่านต้องหึงแล้วแน่ๆ เลย""เจ้ายังดูอารมณ์ดีอีกนะ" เฟิงเหยียนเอ่ยขึ้นอย่างจนใจจั๋วซือหรานไม่ได้ปฏิเสธ นางหัวเราะตอบว่า "ข้าไม่ดีใจได้หรือ? ท่านอ๋องหึงหวงเลยนะ นี่ก็เป็นสิ่งยืนยันว่าสนใจข้าไง"จั๋วซือหรานนึงเพิ่งลุกขึ้นนั่งตัวตรง เปิดเสื้อคลุมของเขาออก พิจารณาสถานการณ์กับตัวเขายื่นมือไปกุมข้อมือเขาแน่น จับชีพจรให้เขา"หลังจากท่านกลับไป พวกเขายังทำร้ายท่านอีกไหม?" จั๋วซือหรานถามแม้ดูจากสภาพและชีพจรของเฟิงเหยียนแล้ว ยังไม่มีปัญหาอะไรมาก แต่ก็ยังไม่ค่อยวางใจ จึงถามขึ้นตรงๆเฟิงเหยียนตอบ "ขอแค่ข้ากลับไป ยังจะมีใครกล้าทำอะไรข้า ข้าไม่ทำอะไรพวกเขาก็ดีแค่ไหนแล้ว"เฟิงเหยียนตอบพลางยื่นมือไปจัดทรงผมที่แก้มของเธอ ทัดไปที่หลังใบหูเขาก้มหน้าลงมองจั๋วซือหรานจั๋วซือหรานไม่ต้องเงยหน้าสบตาเขา ก็สัมผัสได้ถึงสายตาที่ลึกซึ้งของเขาเหมือนเป็นความอ่อนโยน และเหมือนจะเป็นความรู้สึกลึกซึ้งกว่าความอ่อนโยน"ไม่ทำอะไรท่านก็ดีแล้ว" จั๋วซ
"มาสิ เพราะคิดถึงเจ้ามาก" เฟิงเหยียนเอ่ยเสียงขรึมคำพูดของผู้ชาย ไม่มีน้ำเสียงอะไรที่ดูเกินจริงเป็นพิเศษ เสียงทุ้มนุ่มที่ค่อยๆ พูดออกมา คำพูดสั้นๆ ง่ายๆ นี้ กลับมีความหมายที่ลึกซึ้งและน่าสนใจ ทำเอาใจของนางหนักอึ้งขึ้นมาทันทีอัดแน่นไปหมด"ข้าจะคิดหาวิธีต่อ ดูว่าสถานการณ์ของท่านจะจัดการอย่างไร ข้ามีวิธีการอยู่เสมอนั่นล่ะ จะต้องหาวิธีได้แน่" จั๋วซือหรานเอ่ยขึ้นเฟิงเหยียนขานรับอืม เสียงฟังแล้วดูอ่อนนุ่ม เขาเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจกับอาการบาดเจ็บของตัวเองสักเท่าไรไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ไม่ต้องสน ตอนนี้ได้นั่งด้วยกันกับนาง ให้นางได้พิงไหล่ตนเอง แค่นี้ก็ดีมากแล้วจั๋วซือหรานพิงบนไหล่เขาไม่ค่อยสบายนัก จึงขดตัวเข้าไปในอ้อมกอดเขาหลังจากเปลี่ยนไปอยู่ในท่าที่สบายหน่อย ถึงได้เริ่มคุยกับเขาเรื่องธุรกิจโรงเตี๊ยมในวันนี้นางเอาแผนของตนเองเล่าออกมารอบหนึ่งหลังจากเฟิงเหยียนได้ยิน ก็ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ถามขึ้นว่า "ทำไมอยากจะทำโรงเตี๊ยมโรงน้ำชาขึ้นมาล่ะ?""ก็ไม่มีอะไร แค่รู้สึกว่า คงต้องค่อยๆ ทำเครือข่ายข่าวสารของตนเองให้ดีหน่อย" จั๋วซือหรานตอบ "ทำโรงเตี๊ยมเป็นทิศทางที่ไม่เลว ปิดบังหูตาได้ด้วย"
ระหว่างทางกลับ ในใจเฟิงเหยียนถูกอัดแน่นจนเต็มประดาอดพูดไม่ได้เลย ถ้าหากหญิงสาวคนนั้นคิดจะเล่นกับหัวใจเขาล่ะก็ ถือว่าเป็นนักเล่นกับหัวใจชั้นหนึ่งเลยทีเดียวเชียวแค่พูดไม่กี่คำ ก็หยิบหัวใจของเขาลงมาบีบๆ นวดๆ จนทำให้มันเชื่อฟังอย่างสิ้นเชิงฉุนจวินนั่งอยู่ขับรถอยู่ด้านหน้า ก็อดบ่นขึ้นามาไม่ได้ "นายท่าน ตอนนี้ก็มีเรื่องลำบากอยู่มากแล้ว ท่านก็อดทนหน่อยเถอะ เช่นนี้ไม่ใช่แค่ดีกับท่านนะ แต่ยังดีกับแม่นางจิ่วด้วย""รู้แล้ว" เฟิงเหยียนตอบกลับเรียบๆ "หลังจากนี้จะรวัง วันนี้ก็ใจด่วนใจเร็วไปหน่อย""ข้าน้อยกังวลว่าตระกูลเฟิงพวกนั้น กลังเตรียมการจะทำร้ายท่าน แล้วก็แม่นางจิ่ว..." ฉุนจวินถอนใจขึ้นเบาๆ "ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังซ่อนเอาไว้ลึกมาก บางครั้งกระทั่งไม่รู้ว่าพวกเขาพวกเขาคิดอะไรอยู่ด้วยซ้ำ ดังนั้นควรระวังเอาไว้ก่อน..."ตอนนี้เอง เสียงของฉุนจวินก็ชะงักไปลูกศรคมกริบดอกหนึ่ง ทะลุคอของฉุนจวินออกไป!เลือดสดสาดกระจายบนรถม้า!เฟิงเหยียนเดิมทีที่ยังได้ยินฉุนจวินพูดอยู่ พอได้ยินเสียงของเขาชะงักไป จากนั้นยังมีเสียง...ของแหลมทะลุเนื้อคนตามเข้ามา ฟังแล้วทำเอาฟันจำต้องขบกันแน่นเลยทีเดียว"ฉุนจวิน!
เพราะเขาได้ยินเสียงเสียงฝีเท้ารอบๆ เข้ามาใกล้ และมีเสียงกระซิบกระซาบบางส่วนเนื้อหาในคำพูด ทำให้ฉุนจวินรู้สึกใจสะพรึงขึ้นมา!"เร็ว! เขาลงมือช่วยองครักษ์เงาของเขาแล้ว บนตัวเขาไม่มีพลังวิญญาณรักษาของจั๋วซือหราน คงทนได้ไม่นานแล้ว!""ถือโอกาสนี้! พาตัวเขาไปซะ!"ฉุนจวินจึงเพิ่งรู้สึกตัว ว่านี่เป็นแผนร้าย นี่เป็นแผนร้ายที่ตระกูลเฟิงเพ่งเล็งมาที่นายท่านยิ่งไปกว่านั้นดูแล้ว พวกเขาน่าจะวางแผนมานานแล้วด้วยเบ้าตาของฉุนจวินร้อนวูบ น้ำตาไหลอาบลงมาอย่างคุมไม่อยู่เพราะว่า เขาเห็นว่าแผลบนตัวของนายท่าน เริ่มขยายออกความรุนแรงนั่น บาดแผลไหม้เกรียมที่น่ากลัว เริ่มแผ่ลามไปทั่วตัวเขา แม้จะใส่เสื้อคลุมกับสวมหมวกปีกกว้างอยู่ แต่ก็ยังชัดเจนมาก ยังคงดูรุนแรง ตามหลักการก็ไม่ควรรุนแรงถึงระดับนี้ น่ากลัวเหลือเกิน ตระกูลเฟิงคงจะทำอะไรเข้าไปอีกเหมือนกับตอนที่นายท่านบาดเจ็บตอนที่ทดสอบเมื่อครั้งนั้นเลยฉุนจวินได้ยินเสียงของนายท่าน คอหอยเขาน่าจะมีแผลไหม้เกรียมอยู่ ดังนั้นเสียงฟังแล้วจึงแหบแห้งเขาบอกเสียงต่ำกับฉุนจวินว่า "ไปหา...หรานหราน นางจะ ช่วยเจ้า จากนั้น...อยู่กับนาง ปกป้องนาง ไม่ต้องกลับไปอีก ถ้า
แต่ว่าร่างกายของฉุนจวินกลับไม่ได้ร่วงลงไปบนพื้นน้ำแข็ง และไม่มีความเจ็บปวดแบบที่คิดเอาไว้เดิมทีเขายังคิดว่า เพราะแผลที่คอของตนเองปวดมาเกินไป จนทำให้ร่างกายมองข้ามความเจ็บปวดอื่นไปจนหมดแต่เพียงไม่นานก็ตั้งสติขึ้นได้ ว่ามันไม่ใช่เขาไม่ได้ร่วงลงมาบนพื้น!เขาถูกสายไร้รูปร่างบางอย่างรับเอาไว้!"ให้ตายเถอะ!" เสียงร้องอุทานเสียงหนึ่งดังขึ้นฉุนจวินจำได้ นี่เป็นเสียงของฝูซูคนรับใช้ข้างกายแม่นางจิ่ว"คอของเเขาถูกธนูแทงจนทะลุแล้ว ไม่รู้จริงๆ ว่ายืนหยัดมาถึงที่นี่ได้อย่างไร..." อีกเสียงหนึ่งดังขึ้นมา ฟังน้ำเสียงแล้วดูตกตะลึงกับเคร่งขรึมฉุนจวินฟังออกอีก นี่เป็นเสียงของชายที่แทบจะทำให้นายท่านหึงอกแตกตายก่อนหน้านี้ ลูกหลานของตระกูลซางและต่อมา ฉุนจวินก็ได้ยินเสียงที่ทำให้คนสงบใจลง"ฝูซู ไปเอาสุราแรงๆ เช็ดที่เตียงนั้นในห้องข้ารอบหนึ่ง" จั๋วซือหรานกำชับขึ้นมา"รับทราบ!" ฝูซูปกติเป็นคนที่ชอบพูดจาหยอกล้อ แต่เวลาจริงจัง ก็ยังถือว่าพึ่งพาได้อยู่ รีบวิ่งไปจัดการแล้วจั๋วซือหรานเอ่ยต่อ "ซางถิง เจ้าไปหาข่าวมาหน่อย บนถนนที่จากบ้านพวกเราไปยังบ้านตระกูลเฟิง เมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้น ทำไมฉุนจวินถึ
วินาทีต่อมาเขาจึงรู้สึกถึงความเจ็บปวดของคมแหลมส่งเข้ามาจากคอ ม่านตาเขาหดลง ดวงตาเบิกกว้างขึ้นแต่เพียงไม่นาน เขาก็รู้สึกได้ว่าที่ขยายออกมาจากความเจ็บปวดของคมแหลมนั่นไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่เป็นความชาความรู้สึกด้านชานั้น แจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ เหมือนจะไม่เจ็บแล้วเขาตะลึงไปหน่อยๆ เหมือนไม่ค่อยเข้าใจกับเรื่องนี้นักจั๋วซือหรานวางเข็มฉีดยาลงไปข้างๆ หยิบมีดผ่าตัดเล่มหนึ่งออกมา ขยายบาดแผลที่ถูกธนูแทงทะลุบนคอฉุนจวินให้กว้างขึ้นพอทั้งสองด้านกว้างขึ้นหน่อยแล้ว จากนั้นจึงโรยยาห้ามเลือดลงไปบนแผลอย่างหนา แล้วจึงเริ่มดึงลูกศรออกลูกศรถูกดึงออกทีละนิดตอนที่ลูกธนูครึ่งดอกด้านซ้ายถูกดึงอกมา จั๋วซือหรานเดิมทีคิดว่าเลือดจะพุ่งออกมา จึงเตรียมพร้อมการรักษาเขาไว้แล้วแต่กลับไม่เป็นอย่างที่คิด หลังจากที่ตนเองดึงลูกธนูออกมาแผลบนคอของฉุนจวิน เลือดกลับหยุด แผลผสานเข้ามาด้วยความเร็วที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าพอเห็นฉากนี้ ตาของจั๋วซือหรานก็ถลึงตาโตขึ้นนางเป็นคนที่มือนิ่งมาตลอด แต่ตอนนี้กลับสั่นระริกขึ้นมานางสงบมือของตนเองลง จากนั้นจึงดึงลูกศรออกจากคออีกด้านจองฉุนจวินและเป็นไปตามคาด เป็นเหมือนกับอีกด้านไ
ซางถิงตอบ "ไม่มีใครมีข้อมูลเลย แค่พูดกันว่าเหมือนมีรถม้าหลายคนจอดอยู่ตรงนั้น ต่อมาก็มีคนกลุ่มหนึ่งเข้ามา ขับรถม้าพวกนั้นออกไปแล้ว""เฟิงเหยียนล่ะ" จั๋วซือหรานถามขึ้นซางถิงส่ายหัว "ไม่ได้ยินว่ากลับไปที่บ้านเลย""แล้วคนที่ขับรถพวกนั้นออกไปคือใครกัน? มีเบาะแสบ้างมั๊ย" จั๋วซือหรานถาม"ไม่มีเลย" ซางถิงคิดๆ เอ่ยต่อมาว่า "พอข้าคิดๆ ก็เลยไปหาข่าวที่ประตูเมืองมา รู้แค่ว่า มีรถม้าของตระกูลเฟิงออกไปแล้ว""ได้ ข้ารู้แล้ว ขอบคุณเจ้ามาก" จั๋วซือหรานพอฟังถึงจุดนี้ ก็ร้องเชอะหัวเราะขึ้นเสียงเย็นชานางสะบัดชายเสื้อ หมุนตัวเข้าไปในห้องฉุนจวินกำลังเขียนหนังสือ บนหน้าผากมีเหงื่อผุดซึมจั๋วซือหรานเดินเข้าไปพลางถามขึ้นว่า "คนที่จับนายท่านเจ้าไป คือคนของตระกูลเฟิงใช่ไหม?"ฉุนจวินพอได้ยินคำนี้ ก็สั่นสะท้านไปทั้งตัว จากนั้นก็พยักหน้าตอบเบาๆเขาก้มหน้า สีหน้ารู้สึกผิดมาก เขารีบเขียนกระดาษอย่างรวดเร็ว ยื่นส่งไปให้จั๋วซือหรานจั๋วซือหรานกวาดมองผาดหนึ่ง ก็เห็นเนื้อหาที่เขียนว่า "คุณหนูจิ่ว ผิดที่ข้าเอง เพราะข้าบาดเจ็บ นายท่านเพื่อช่วยชีวิตข้า จึงเอาพลังวิญญาณที่ท่านให้ไปทั้งหมดส่งมาให้ข้า จากนั้นเขาก็
นางหมายถึง...กองหนุนที่ย้ายมาจากสำนักเมฆาวารีของผู้เฒ่าเหอสินะ!?แต่ใครก็ตามที่มีความคิดเช่นนี้ เขาคงจะรู้สึกว่าอีกฝ่ายหยิ่งผยองโอหังถึงที่สุดหญิงสาวตรงหน้าคนนี้ ตอนที่เผยความหมายนี้ออกมากลับไม่ทำให้เขารู้สึกถึงความหยิ่งผยองโอหังแม้แต่น้อยเพราะ เรื่องราวเหมือนจะเป็นเช่นนี้จั๋วซือหรานเหมือนจะงึมงำกับตนเองขึ้นว่า "พอเข้าใจวิชาหุ่นเชิดกับหุ่นเชิดมนุษย์แล้ว มันน่าสนใจจริงๆ ทางที่ดีขอให้พวกเขาเอาเจ้าพวกนี้มาเล่นด้วย จะได้ไม่เสียเวลาที่ให้ข้ารอนานขนาดนี้...เจิ้นเจียงเหลือบมองทุกคนที่มีบาดแผลพอคิดๆ ก็ถามจั๋วซือหรานขึ้น "แม่นาง แล้วจะเรียกพวกเขาว่าอย่างไรกัน? เหมือนว่าจะบาดเจ็บกันหนักมาก ข้าพาพวกเขาไปพักผ่อนดีไหม?"หัวหน้าคนคุ้มกันมองออก ว่าคนรับใช้คนนี้ของนายท่าน เหมือนจะไม่ได้กังวลอะไรเลยกับสถานการณ์ที่นายท่านกำลังจะเผชิญแม้ไม่รู้ว่าผ่านเรื่องอะไรมา ถึงทำให้บ่าวมีความเชื่อมั่นที่เด็ดขาดขนาดนี้แต่ไม่ว่าจะผ่านอะไรมาอันที่จริงคนคุ้มกันอย่างพวกเขา ก็เพิ่งจะผ่านการถูกตระกูลเหอปฏิบัติอย่างโหดร้ายมานี่เองและยังเห็นเจิ้นเจียงมีความเชื่อมั่นที่เด็ดขาดขนาดนี้ต่อนายท่านแม้พวกเขา
จั๋วซือหรานหลังจากพูดจบ ผู้เฒ่าเหอในที่สุดก็ทนกับความโกรธไม่ไหวตาเหลือกสลบเหมือดไปอีกครั้งจั๋วซือหรานจึงพาคนออกมาจากจวน ตอนที่ไปยังโรงเตี๊ยม หัวหน้าคนคุ้มกันยังมีความระแวดระวังอยู่"แม่นาง นี่คือโรงเตี๊ยมของตระกูลเหอ"จั๋วซือหรานเหลือบมองเขา พยักหน้าตอบ "ข้ารู้""ท่านไม่กังวล..." ขณะที่หัวหน้าคนคุ้มกันเอ่ยขึ้น ก็ตระหนักขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ว่าเจ้านายใหม่ของตนเอง เหมือนเดิมทีจะเป็นคนที่ไม่ค่อยกังวลกับอะไรนัก""ถ้าหากกังวลล่ะก็ เกรงว่าตอนที่พวกเขาอยู่ในป่าทวนแสงก่อนหน้านี้ คงไม่ถูกนางเล่นงานเสียจนเป็นแบบนั้นหัวหน้าคนคุ้มกันบอกพูดพลางยิ้มจางๆ บอกกับตนเองว่า "ก็ถูก..."จั๋วซือหรานเพิ่งเดินเข้าประตูโรงเตี๊ยม เจิ้นเจียงก็เข้ามาต้อนรับแล้ว "คุณหนู! ท่านกลับมาแล้ว!"จั๋วซือหรานขานรับอืม เหลือบมองเขา "มีเรื่องอะไรยุ่งยากหรือเปล่า?"เจิ้นเจียงส่ายหัวตอบกลับ "ไม่มีเลยขอรับ ก็แค่ตอนที่เริ่มมีคนคิดจะมาหาเรื่อง แต่ยังไม่ทันได้แตะข้า ก็ถูกฟาดจนล้มไป หลังจากนั้น...ไม่มีหลังจากนั้นแล้วขอรับ"เจิ้นเจียงรู้ว่านายท่านคงทำอะไรไว้บนตัวตนเอง แต่ว่าจนถึงตอนที่เห็นคนที่คิดจะเข้ามาหาเรื่อง กระทั่งย
ราวกับว่าความรู้สึกที่คลุมเครือในใจนั้น ในที่สุดก็โผล่ขึ้นมาอีกครั้งนางไม่มีประสบการณ์ผ่านเรื่องนี้จริงๆ แต่ในเส้นโชคชะตาของเจ้าของร่างเดิม เสน่ห์หนอนพิษกู่ในร่างเจ้าของเดิมถูกควบคุมโดยฉินตวนหยาง ทำให้ร่างกายไม่เป็นตัวของตัวเอง แล้วมองเห็นตนเองถูกควบคุมอยู่ตลอดเวลาทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้นแตกต่างอะไรกับหุ่นเชิดความมืดกัน วิญญาณถูกขังให้รับการควบคุมอยู่ในเปลือกร่าง ไม่อาจสงบสุขได้อีก ไม่อาจหลุดพ้นได้...เกลียดชังขนาดที่แม้จะเกิดใหม่อีกครั้ง ก็ยังไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกแล้วผู้เฒ่าเหอพอได้ยินคำนี้ ก็ไม่ได้ส่งเสียงอะไร ยังคงเช็ดแผลเลือดซิบบนหน้าตนเอง เช็ดจนบวมขึ้นมาแล้วจั๋วซือหรานไม่หันไปมองผู้เฒ่าเหออีก นำทางคนที่รับเข้ามาใหม่เตรียมจะออกไปพวกเขาแม้จะยังไม่ได้ฟื้นฟูกลับมาอย่างสมบูรณ์ แต่อย่างน้อยก็เดินกันได้แล้วยิ่งไปกว่านั้นในใจพวกเขาก็เข้าใจดี ต่อให้ตนเองเดินไม่ได้ จะต้องคลาน! ก็ต้องตามแม่นางออกไปพอเห็นจั๋วซือหรานออกไป ในใจผู้เฒ่าเหอก็เกิดความรู้สึกโล่งใจออกมาแต่ความรู้สึกที่มากว่า ยังคงเป็ฯความโกรธเคือง ชิงชังจนเข้ากระดูกดำแม้จะไม่กล้าพูดอะไรที่รุนแรงออกมา แต่กลับยังใช้สาย
จั๋วซือหรานฟังถึงจุดนี้ อันที่จริงก็ไม่มีอะไรให้ฟังต่อเท่าไรแล้ว อย่างอื่นก็เหมือนจะเดาออกมาได้อยู่สาเหตุที่ใช้คนเป็นมาหลอมสกัด โดยเฉพาะต้องไปลอบโจมตีคนที่ทักษะยุทธ์ยอดเยี่ยมมาหลอมเป็นหุ่นเชิดความมืดแน่นอนว่าเป็นเพราะทักษะยุทธ์กับความคิดด้านต่อสู้ของอีกฝ่าย และสิ่งเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในร่างกายของอีกฝ่าย แต่อยู่ในจิตใต้สำนึกของอีกฝ่าย...พูดให้ง่ายหน่อย คืออยู่ในจิตวิญญาณของอีกฝ่ายนั่นเองพอร่างตายวิญญาณก็ดับสลายแล้วตะปูวิญญาณนี่...จั๋วซือหรานมองตะปูยาวในมือเล่มนี้ ฟังจากชื่อก็เดาประโยชน์ของมันได้ไม่ยากโหดร้ายมาก ตอกดวงวิญญาณของอีกฝ่ายไว้ในร่างกาย ประสิทธิภาพของอักขระคำสาปเปล่านี้ ก็ควรจะเป็นเช่นนี้กระมังผู้เฒ่าเหอพอเห็นจั๋วซือหรานไม่ถามต่อ ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก ถอนใจยาวออกมาและตอนนี้เอง หลังจากได้รับการรักษาของจั๋วซือหราน หัวหน้าคนคุ้มกันที่ฟื้นฟูพลังปราณมาแล้วบางส่วนก็พูดกับจั๋วซือหรานอย่างนอบน้อม "แม่นาง ปรมาจารย์วิชาเหยี่ยนที่หลอมสกัดหุ่นเชิดความมืดเป็นคนแรก ก็คือบรรพจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักเมฆาวารี แต่เจ้าสำนักเมฆาวารีในตอนนี้ เป็นรุ่นหลังของบรรพจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักคนนั้น"
ถ้าหากใช้ศพของคนล่ะ?แต่ถึงอย่างไรมันก็เป็นสิ่งต้องห้าม ดังนั้นตอนที่หุ่นเชิดร่างแรกถูกหลอมออกมา ปรมาจารย์วิชาเหยี่ยนคนนั้นกระทั่ง ปรมาจารย์วิชาเหยี่ยนคนนั้นก็พบกับการลงโทษที่รุนแรงยิ่งไปกว่านั้นหุ่นเชิดมนุษย์ก็ถูกตราว่าเป็นสิ่งต้องห้าม แต่ว่า ทักษะนี้ก็ปรากฏออกมาแล้วทักษะอะไรก็ตามพอปรากฏออกมาแล้ว ต่อให้จะถูกตีตราเป็นสิ่งต้องห้ามก็ตาม แต่ก็ยังมีคนที่แอบนำมาใช้งานกันอยู่ส่วนหุ่นเชิดความมืดตัวแรกนั้น...จั๋วซือหรานฟังถึงตรงนี้ก็เลิกคิ้วขึ้น "ดังนั้นเอาคนเป็นมาใช้ถึงจะกลายเป็นหุ่นเชิดความมืดสินะ"นางมองผู้เฒ่าเหอ "ข้าเป็นหมอ วิชาแพทย์เองก็ไม่เลวนัก บาดแผลที่เกิดขึ้นก่อนตายกับบาดแผลที่เกิดขึ้นหลายตายไปแล้ว ข้าเข้าใจเป็นอย่างดี"เจตนาที่จั๋วซือหรานพูดคำนี้ออกมานั้นง่ายมาก ก็คือจะพูดกับผู้เฒ่าเหอให้ชัดเจนถึงความหมายหนึ่ง...อย่าโกหกข้าผู้เฒ่าเหอเหลือบมองนางผาดหนึ่ง ตอนนี้จึงเอ่ยขึ้นเสียงเล็ก "ใช่แล้ว แค่นำคนเป็นมาทำ ก็จะเรียกว่าหุ่นเชิดความมืด แม้หุ่นเชิดความมืดจะถูกสั่งห้ามมาตลอด แต่ระหว่างปรมาจารย์วิชาเหยี่ยนด้วยกันก็มีการหารือกันมาตลอด หุ่นเชิดมนุษย์ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องควา
พอได้ยินคำพูดของจั๋วซือหราน ดวงตาผู้เฒ่าเหอถลึงตาโตกว่าเดิมไม่มีอะไรที่ที่จะยอดเยี่ยมไปกว่าคนที่เก่งรอบด้าน คำพูดส่งๆ ที่ว่า 'อันที่จริงข้าก็แค่เล่นๆ เท่านั้น ไม่เคยเรียนรู้จริงจังมาก่อนเลย' ยิ่งทำให้คนรู้สึกว่าถูกดูถูกมากขึ้นไปอีกแต่ผู้เฒ่าเหอถึงจะโกรธก็ไม่กล้าพูด ดูเหมือนกลั้นหายใจค้างอยู่ที่อก เข้าก็ไม่ได้ออกก็ไม่ได้ผ่านไปพักหนึ่งถึงหายใจได้คล่องหน่อยเหมือนเพิ่งจะได้ความสามารถในการพูดกลับมา"สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดของวิชาหุ่นเชิดก็คือหุ่นเชิดความมืด และสิ่งที่สำคัญที่สุดของหุ่นเชิดความมืดก็คือตะปูวิญญาณ" ผู้เฒ่าเหอเอ่ยขึ้นหลังจากที่จั๋วซือหรานได้ยิน ก็เลิกคิ้วขึ้น ทำท่าเหมือนจะสนใจขึ้นมา "เล่าให้ละเเอียดหน่อย"ผู้เฒ่าเหอได้ยินคำนี้ของจั๋วซือหราน ในใจก็เกิดความคิดขึ้นเพียงแต่ความคิดเหล่านี้พอโผล่ขึ้นมาในใจ ก็ถูกจั๋วซือหรานทำลายลงทันที"ถึงอย่างไรเจ้าก็คิดจะดึงข้าไว้ที่นี่อยู่แล้ว เจ้าจะได้ให้กองหนุนจากสำนักเมฆาวารีเข้ามาสั่งสอนข้า ช่วยระบายให้กับเจ้าไม่ใช่หรือ" จั๋วซือหรานเอ่ยขึ้น"ข้าเองก็ให้ความร่วมมือกับเจ้าได้ รอกองหนุนของเจ้าที่นี่เสียเลย" จั๋วซือหรานยกมุมปากเป็นร
ตอนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม รู้สึกถึงแต่ความกดดันบีบคั้น ทว่ายืนอยู่ฝั่งตนเองก็ไม่เหมือนเดิม รู้สึกปลอดภัยอย่างสิ้นเชิงโดยเฉพาะ...ทำไมถึงเริ่มนับขึ้นมาล่ะ?ยิ่งไปกว่านั้น ในมือจั๋วซือหรานตอนนี้ ยังปรากฏตะปูยาวสีดำที่เต็มไปด้วยอักขระคำสาปแปลกประหลาดที่ดูแล้วลึกลับอย่างมากเล่มหนึ่ง!จากนั้นจึงเริ่มนับ "หนึ่ง""สอง"แล้วความเร็วการนับก็ไม่ได้ช้าเลย รู้สึกเหมือนไม่คิดจะให้คนได้ลังเลด้วยซ้ำจะยอมแพ้ หรือจะตาย ไม่มีตัวเลือกที่สามจะเจรจาหรือไม่เจรจา ไม่มีให้เห็นทั้งสิ้นผู้เฒ่าเหอ ตอนที่สายตาจับภาพตะปูยาวในมือจั๋วซือหรานได้ก็เปลี่ยนไปแล้ว ความหวาดกลัวตกตะลึงมหาศาลระเบิดขึ้นมาในดวงตากระทั่งตอนที่จั๋วซือหรานนับถึงสอง เขาก็รีบเอ่ยขึ้นว่า "ให้เจ้า! ให้เจ้าก็พอสินะ!"เสียงของผู้เฒ่าเหอแม้จะไม่ได้ต่ำขรึม แต่ก็ยังหนักแน่นแต่ตอนที่รีบตะโกนคำนี้ออกมา เสียงก็สั่นเครือราวกับกรีดร้องแหลมเหมือนกลัวว่าถ้าช้าไปสักนิดเดียว นางจะเอาตะปูประหลาดเล่มนั้นมาเล่นงานเขาดูแล้วพอเทียบกับการกลัวจั๋วซือหราน สู้บอกว่าเขากลัวตะปูในมือนางนั่นมากกว่าจั๋วซือหรานเลิกคิ้ว ตะปูยาวที่อยู่ระหว่างนิ้ว หมุนควงเหมื
ผู้เฒ่าเหอก่อนหน้านี้เดิมทีถูกทำให้ตกใจจนสลบไปเท่านั้น ร่างกายไม่ได้บุบสลายแต่อย่างใดดังนั้นจึงได้สติกลับมาอย่างรวดเร็ว เพียงแต่ว่า หลังจากได้สติแล้วในใจยังไม่มีแผนรับมือ จึงทำได้แค่แกล้งนอนสลบไปบนพื้นต่อครุ่นคิดว่าควรจะรับมืออย่างไร แต่หญิงสาวคนนี้จะหลอกล่อก็หลอกไม่ได้ ทิฐิสูงไม่มีอ่อนข้อให้เลยจริงๆชั่วขณะหนึ่งก็ยากจะหาแผนการรับมือออกมาได้จึงทำได้แค่แกล้งสลบดึงเวลาออกไปก่อนดังนั้นผู้เฒ่าเหอจึงแกล้งนอนสลบอยู่บนพื้น ไม่ยอมลุกขึ้นมาเขายังคิดว่าจะไม่ถูกพบเสียอีก ฟังคำพูดเหล่านั้นของจั๋วซือหราน ฟังฟู่จาวหนิงชักชวนยุยงเหล่าคนคุ้มกันของเขาผู้เฒ่าเหอรู้สึกชิงชังในใจ!ตอนนี้เขาเองก็มีปฏิกิริยาขึ้นมาแล้ว ว่าคนคุ้มกันเหล่านี้ไม่ได้ทรยศหักหลังเขาแต่หญิงสาวคนนี้จงใจไว้ชีวิตพวกเขา ปล่อยพวกเขากลับมา...ใครจะรู้ว่านางคำนวณไว้แล้วหรือเปล่าว่าเขาจะไม่มีท่าทีที่ดีกับคนคุ้มกันเหล่านี้ ใครจะรู้ว่านางรอให้สถานการณ์แบบนี้ปรากฏขึ้นหรือเปล่า?!ผู้เฒ่าเหอในใจชิงชังนางอย่างมากแล้วยังแอบคิดในใจ ถึงอย่างไรหนังสือสารกรมธรรม์เจ้าพวกนี้ก็ยังอยู่ในมือเขาขอแค่หนังสือสารกรมธรรม์ยังอยู่ในมือเขา จั
จั๋วซือหรานไม่ตอบ แค่เลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่ยอมรับหรือปฏิเสธหัวหน้าคนคุ้มกันออกแรงเม้มปาก ในดวงตาแดงก่ำขึ้นจั๋วซือหรานเอ่ยเสียงเรียบ "เดิมทีข้าคิดว่าเจ้าน่าจะเห็นแล้วว่าเจ้านายเจ้าเป็นพวกที่ไม่เห็นความสำคัญของชีวิตคน จะมองออกถึงดวงชะตาแล้ว ทั้งที่ผ่านความเป็นความตายมาแล้วก็น่าจะหวงแหนชีวิตขึ้นมาบ้างจึงจะถูก นี่เจ้ากลับเข้ามารนหาที่ตาย"หัวหน้าคนคุ้มกันริมฝีปากสั่นระริก "แม่นาง..."จั๋วซือหรานเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ "เอาล่ะ เลือกมา"พอได้ยินคำพูดของจั๋วซือหราน หัวหน้าคนคุ้มกันก็ตกตะลึง "อะ อะไรหรือ?""อยากจะรอดหรืออยากจะตาย" จั๋วซือหรานพลิกข้อมือ อาวุธเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นกลางฝ่ามือ "ถ้าจะส่งเจ้าไปสบายมันง่ายดายมาก ไม่ใช่เรื่องลำบากเลย อย่าว่าแต่เจ้า พวกลูกน้องเหล่านี้ของเจ้า ข้าสังหารทั้งหมดได้แค่ในไม่กี่อึดใจ"พอได้ยินคำนี้ของจั๋วซือหราน หัวหน้าคนคุ้มกันที่ในดวงตาสงบนิ่งไปแล้วแท้ๆ แต่กลับเหมือนมีประกายของดวงดาวเปล่งปลั่งขึ้นมา"ยังมี...ชีวิตต่อได้หรือ?" ในน้ำเสียงของหัวหน้าคนคุ้มกันมีความหวังขึ้นมาแล้วจั๋วซือหรานเหลือบมองเขาผาดหนึ่ง "ได้ แต่มีสิ่งที่ต้องจ่าย""จ่ายด้วย...อะไรหรือ?"