สำหรับฉู่ชางเหยียนแล้ว การหนีไปของเซิ่งฟางไม่ได้มีภัยคุกคามต่อเขามากนักเป้าหมายของเขาคือสร้างผลงานครั้งยิ่งใหญ่ กลับไปแล้วจะได้โค่นล้มราชวงศ์ของฮ่องเต้องค์ก่อน แล้วขึ้นเป็นฮ่องเต้แทนใบหน้าของเหยียนเซ่ามีแผลเป็นรอยยาวนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาหลังจากฟังเรื่องราวของเหยียนเซ่าจบ ทุกคนต่างรู้สึกชื่นชมในความกล้าหาญของเขาในเมื่อเหยียนเซ่าเป็นพวกเดียวกัน เช่นนั้นก็ต้องจัดหาที่พักให้เขาเช่นกันไม่ต้องรอให้ฮูหยินใหญ่พูดอะไร บ่าวรับใช้หลายคนก็เสนอว่าจะให้เหยียนเซ่ามานอนด้วยกันเหยียนเซ่าหันไปมองฉู่จวินสิง ครั้นเห็นว่าอีกฝ่ายพยักหน้าอนุญาต เขาจึงค่อยตอบตกลงด้วยความสบายใจตอนนี้ที่พักเป็นอันจัดสรรเรียบร้อย ทุกคนเพียงแค่ต้องรอให้กลิ่นอับภายในห้องจางลงก็เข้าไปพักผ่อนได้แล้วระหว่างที่ทุกคนกำลังนั่งคุยกันอยู่ที่ลานบ้าน จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นไม่นานก็มีคนกลุ่มหนึ่งปรากฏตัวที่หน้าลานบ้านพวกเขาถีบประตูบ้านโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงประตูบ้านหลุดร่วงลงพื้นทุกคนในครอบครัวของฉู่จวินสิงต่างก็หันไปมองมองเห็นเพียงว่าบุรุษที่จำเซิ่งฟางได้ก่อนหน้านี้เดินสืบเท้ายาวๆ เข้ามาด้านหลังมีบุรุษอีกเจ
เซิ่งฟางถือดาบเดินสาวเท้ายาวๆ เข้าไปหาคนพวกนั้นด้วยความโมโหท่าทีของเขาทำให้กลุ่มคนที่กำลังทุบกำแพงต้องหวาดกลัวพวกเขากำเสียมในมือไว้แน่น ทำท่าจะเข้าปะทะกับเซิ่งฟางเดิมทีเซิ่งฟางคิดว่าตัวเองเคยมีตำแหน่งเป็นถึงเจ้าเมือง ไม่สมควรเป็นศัตรูกับชาวบ้านเหล่านี้แต่นี่พวกเขาคิดจะทุบทำลายก็ทุบเลย นี่มันรังแกกันเกินไปแล้วไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังปรักปรำตนอีกว่าเป็นโจรขายเมืองเซิ่งเฟิงโมโหเกินกว่าที่จะทนไหวจริงๆ เตรียมจะแทงดาบเล่มคมในมือออกไปจังหวะนี้เอง เจี่ยนอันอันเร่งฝีเท้าเดินเข้ามาห้ามนางดึงตัวเซิ่งฟางเอาไว้ ไม่ให้เขาทำเรื่องที่ต้องเสียใจภายหลังเซิ่งฟางหยุดการกระทำของตัวเองและหันไปมองเจี่ยนอันอันเจี่ยนอันอันส่ายหน้าให้เขาพร้อมกับกระซิบว่า “ข้าจัดการเอง ท่านอย่าได้ทำอะไรที่จะทำให้พวกเขานำไปต่อว่าได้”เซิ่งฟางนึกไม่ถึงว่าเจี่ยนอันอันจะรอบคอบขนาดนี้เขาลดกระบี่ในมือลงแล้วถอยออกไปยืนด้านข้างเจี่ยนอันอันพูดกับหญิงผิวซีดตัวผอมนางนั้น “ท่านป้าท่านนี้ พวกข้าจ่ายเงินซื้อบ้านหลังนี้มา แต่แล้วตอนนี้กลับถูกพวกท่านทุบทำลายกำแพง ต้องชดใช้เงินนะเจ้าคะ”ทั้งที่อายุเพียงยี่สิบแต่กลับถู
“พวกเจ้ามาถึงหมู่บ้านชิงสุ่ยก็ฆ่าคน พวกข้าจะแจ้งทางการ”“ใช่ ต้องแจ้งทางการ ให้ทางการมาจับพวกเขาไปตัดหัวให้หมด”“ท่านปู่เฉินปล่อยให้คนพวกนี้เข้ามาที่หมู่บ้านของเราได้อย่างไร ครานี้มีคนตายแล้ว อย่าคิดว่าเขาจะรอดตัว”เจี่ยนอันอันแคะหูด้วยความรำคาญใจก่อนจะตวาดลั่น“หุบปากกันให้หมด หากยังกล้าพูดอีกแม้แต่คำเดียว ข้าจะให้พวกเจ้ามีจุดจบแบบเดียวกับเขา!”ถ้อยคำของเจี่ยนอันอันทำให้ชาวบ้านพวกนั้นเงียบปากกันทันทีพวกเขาจ้องมองเจี่ยนอันอันด้วยสายตาเคียดแค้นแต่ไม่กล้าเข้ามาใกล้เจี่ยนอันอันเดินไปที่หญิงสาวนางนั้นแล้วใช้เท้าเตะนางพูดกับหญิงสาว “หลีกไป อย่ามานั่งเกะกะขวางทาง หากถอนพิษไม่ทัน เจ้านั่นแหละที่ต้องชดใช้ชีวิตให้เขา”หญิงสาวโกรธจนตัวสั่น นางกัดฟันกรอดแต่กลับไม่กล้าส่งเสียงใดๆนางรู้ทั้งรู้ว่าเข็มเงินนี้เป็นฝีมือของเจี่ยนอันอัน กระนั้นกลับทำได้เพียงถอยไปด้านข้างโดยไม่กล้าพูดอะไรทั้งนั้นหลังจากที่ดึงเข็มเงินออก เจี่ยนอันอันก็นำโอสถถอนพิษเม็ดหนึ่งจากช่องมิติออกมายัดใส่ปากซ่างชิวโอสถเม็ดละลายในปากอย่างรวดเร็วไม่นาน ซ่างชิวก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นเขาร้องโอยแล้วกุมศีรษะพลางลุกขึ้นนั่ง
เขาถลึงตาใส่เจี่ยนอันอัน “เจ้าทำอะไรกับนาง?”เจี่ยนอันอันยักไหล่ตอบอย่างไร้เดียงสา “ข้าไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น ก็แค่หักข้อมือนาง”ชาวบ้านต่างตื่นตกใจเมื่อได้ยินดังนี้เด็กสาวผู้นี้ดูแล้วอายุไม่มาก เหตุใดจึงใจคออำมหิตปานนี้นับว่าวันนี้พวกเขาเจอของยากเข้าแล้วเวลานี้มีคนไปแจ้งท่านปู่เฉินเรียบร้อยแล้วไม่นาน ท่านปู่เฉินก็เดินเข้ามาด้วยความเร่งร้อนเขามองกำแพงบ้านที่พังเสียหายไปด้านหนึ่ง มองคนสองคนที่กำลังนั่งบนพื้นท่านปู่เฉินเข้าใจทันทีและร้องตะโกนว่า “พวกเจ้ากำลังทำอะไร เหตุใดต้องสร้างปัญหาให้บ้านคนอื่นด้วย?”ซ่างชิวเห็นว่าท่านปู่เฉินมาถึงแล้วก็รีบลุกขึ้นยืนเขาอดกลั้นต่ออาการปวดแปลบในทรวงอกพร้อมกับพูดกับท่านปู่เฉิน “ท่านปู่ พวกเขาไม่เพียงคิดจะอยู่หมู่บ้านชิงสุ่ยของเราเปล่าๆ แต่ยังใช้ยาพิษกับข้า เกือบทำให้ข้าตายไปแล้ว นอกจากนี้ นังเด็กคนนี้ยังหักข้อมือของอวี้เฟิ่งด้วย”อวี้เฟิ่งวิ่งร้องไห้คร่ำครวญมาหาท่านปู่เฉิน“ท่านปู่ ท่านต้องทวงความยุติธรรมให้ข้านะเจ้าคะ!”ท่านปู่เฉินมองอวี้เฟิ่งที่เอาแต่กุมข้อมือ พบว่าข้อมือของนางบวมแดงเขาไม่รู้ว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไรกันแน่ แต่เมื่อค
ซ่างชิวก้าวออกมาพูดเป็นคนแรก “อวี้เฟิ่ง เจ้าพูดอะไรของเจ้า”“ก่อนหน้านี้เจ้าพูดเองว่าคนเหล่านี้มีที่มาที่ไปไม่ชัดเจน”“เจ้ายังบอกว่าพวกเขาขโมยแม่ไก่แก่ที่บ้านเจ้าเลี้ยงไว้มาหลายปีไปอีกต่างหาก พวกข้าถึงได้มาทวงคำอธิบายจากพวกเขา”“แต่พอมาถึงที่นี่ เจ้ากลับให้พวกข้าทุบบ้านคนอื่นเสียอย่างนั้น”ชายอีกคนก็ก้าวออกมาเหมือนกัน เขาชี้หน้าด่าทออวี้เฟิ่ง“หน็อยแน่ อวี้เฟิ่ง เจ้าช่างกลับดำเป็นขาวเก่งจริงๆ”“บ้านหลังนี้เดิมทีเป็นบ้านท่านย่าหลี่ เจ้ายังพูดว่าเจ้าสนิทกับท่านย่าหลี่ที่สุดแล้ว”“ตอนนี้พวกเขาไม่อยู่แล้ว เจ้าพูดว่าถึงทุบบ้านหลังนี้ทิ้งก็ไม่มีทางเป็นเรื่อง”“อะไรกัน ตอนนี้เกิดเรื่องขึ้นแล้ว เจ้าก็ปัดความรับผิดชอบเสียหมด แล้วโยนมาให้พวกข้ารับผิดแทนอย่างนั้นรึ?”ผู้ชายคนอื่นๆ ก็เริ่มด่าทออวี้เฟิ่งเช่นกัน“ใช่แล้ว ต่อให้แจ้งความ ถ้าจะจับก็ต้องจับอวี้เฟิ่ง จะมาจับพวกเราไม่ได้”“ข้าเสียใจจริงๆ ทำไมถึงหลงเชื่อคำพูดของผู้หญิงคนนี้มาทุบผนังบ้านคนอื่นได้นะ”“ข้าบอกตั้งนานแล้วว่าอย่าไปเชื่อคำนาง นางทำร้ายพวกเราจริงๆ แล้วเนี่ย”อวี้เฟิ่งมองดูพวกเขาแต่ละคนผลัดกันด่าทอนางอย่างดุเดือดจนถึ
ท่านปู่เฉินกล่าวพลางเหลือบมองเงินแท่งในมือตัวเองเขาส่งเงินไปตรงหน้าเจี่ยนอันอันแล้วกล่าวอีกครั้ง “เงินนี้ข้าคืนให้เจ้า ถือเสียว่าชดใช้เงินให้เจ้าแทนอวี้เฟิ่งก็แล้วกัน”เจี่ยนอันอันไม่คิดจะปล่อยอวี้เฟิ่งไปเช่นนี้นางกล่าวอย่างเย็นชา “ท่านปู่เฉิน เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับท่าน ท่านอย่าเข้ามายุ่งจะดีกว่า”“เงินของท่าน ข้าก็จะไม่รับไว้ บอกแล้วว่านี่เป็นเงินที่ซื้อบ้านของท่าน”“ท่านเก็บไว้ให้ดี อย่าปล่อยให้ท่านป้าผู้นี้ขโมยไปได้เชียวนะเจ้าคะ”ท่านปู่เฉินเห็นเจี่ยนอันอันไม่ยอมรับเงิน เขาจึงกวาดสายตามองไปทางฉู่จวินสิงและคนในครอบครัวฮูหยินใหญ่เดินเข้ามาดึงตัวเจี่ยนอันอันมากระซิบว่า “ข้าว่าเลิกแล้วกันเท่านี้ดีกว่า”“อย่างไรเสียวันหน้าพวกเราก็ยังต้องอาศัยอยู่ที่นี่ ถ้าพวกเราผูกความแค้นกับคนที่นี่ก็คงไม่ดี”เจี่ยนอันอันมองฮูหยินใหญ่ แล้วหันไปมองท่านปู่เฉินสุดท้าย สายตานางก็ไปตกที่ร่างอวี้เฟิ่ง“ในเมื่อฮูหยินใหญ่ของพวกข้าช่วยพูดแทนท่าน วันนี้ข้าก็จะปล่อยเจ้าไป”“ถ้าต่อไปเจ้ามาทำเรื่องที่เป็นผลร้ายต่อคนในครอบครัวข้าอีก ข้าจะทำให้เจ้าอยู่ไม่สู้ตาย!”อวี้เฟิ่งจ้องเจี่ยนอันอันอย่างอึ้งๆ เนิ
ซ่างชิวอึดอัดจนหน้าซีดขาวไปหมด เขากุมอกแล้วคุกเข่าลงตรงหน้าเจี่ยนอันอันเสียงดัง ‘ตึง!’“ครู่ก่อนข้าผิดเอง ข้าไม่ควรหลงเชื่อเสียงลือ แม่นางโปรดให้อภัยด้วย ละเว้นข้าสักครั้งเถอะ”หลังซ่างชิวพูดจบก็เริ่มหอบหายใจอย่างรุนแรงเซิ่งฟางเห็นซ่างชิวหายใจไม่สะดวกจนเหมือนจะขาดใจเสียให้ได้เขารีบกล่าวกับเจี่ยนอันอันว่า “ให้ยาแก้พิษเขาไปก่อนเถอะ ข้ายังมีเรื่องอยากถามเขา”เจี่ยนอันอันนึกขึ้นได้ว่าซ่างชิวเอาแต่พูดว่าเซิ่งฟางเป็นโจรร้ายที่ขายเมืองอินเป่ยนางก็อยากรู้เหมือนกันว่าตกลงแล้วเป็นเรื่องอะไรกันแน่เจี่ยนอันอันหยิบยาแก้พิษออกมาจากห้วงมิติ โยนไปให้ซ่างชิวซ่างชิวรีบกินยาแก้พิษลงไปทันทีโดยไม่หยุดคิดด้วยซ้ำผ่านไปไม่นาน ลมหายใจของเขาก็ราบรื่นขึ้นมากเซิ่งฟางเห็นซ่างชิวอาการดีขึ้นมากแล้ว เขายกกระบี่ในมือขึ้นไปพาดเหนือลำคอของซ่างชิวเซิ่งฟางถามเสียงเข้ม “เจ้าเอาแต่พูดว่าข้าเป็นโจรร้ายที่ขายเมืองอินเป่ย เจ้ามีหลักฐานหรือไม่?”ซ่างชิวเงยหน้ามองเซิ่งฟาง ดวงตาเผยความดุร้ายชิงชัง“หึ เรื่องนี้แพร่สะพัดทั่วเมืองอินเป่ยตั้งนานแล้ว”“พวกเชื้อพระวงศ์ที่ฆ่าล้างเมืองยังติดประกาศไว้ด้วย”“บนนั้นเ
หลังได้ยินคำพูดของฉู่จวินสิง ซ่างชิวก็เริ่มนึกสงสัยขึ้นมาในใจเขายังคงไม่กล้าเชื่อคำพูดของฉู่จวินสิงอยู่ดีต่อให้บนประกาศแผ่นนั้นไม่มีรอยประทับตราลัญจกรหยกก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเซิ่งฟางไม่ได้ขายเมืองอินเป่ยอยู่ดีเดิมนั้นเมืองอินเป่ยของพวกเขาเป็นเมืองอิสระแห่งหนึ่ง ไม่ได้อยู่ใต้การปกครองของฮ่องเต้แคว้นไหนผู้คนในเมืองสามารถเข้าออกได้อย่างอิสระตอนนี้ประเสริฐนัก ที่นี่กลับกลายเป็นเขตปกครองของฮ่องเต้แคว้นไท่ยวนไปเสียแล้วขณะที่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันไม่เพียงแต่ไม่ปกครองเมืองอินเป่ยให้ดี แต่ยังส่งกองทัพมาประจำการที่นี่อีกต่างหากประตูเมืองปิดไว้ตลอดเวลา ไม่ปล่อยให้ชาวเมืองอินเป่ยคนไหนออกไปจากที่นี่คิดถึงตรงนี้ ซ่างชิวก็แค้นใจจนแทบจะขบฟันแตกเขามองไปทางเซิ่งฟาง เอ่ยเสียงโกรธเกรี้ยว “ต่อให้ประกาศแผ่นนี้เป็นของปลอมแล้วอย่างไร เมืองอินเป่ยย่อยยับไปแล้ว”“แต่เจ้าที่เป็นเจ้าเมือง ไยจึงยังมีชีวิตอยู่”“เจ้ากลับมาทำไม ทำไมถึงไม่ตายไปเสียข้างนอกนั่น!”เซิ่งฟางก้มหน้าเงียบงันไม่เอ่ยวาจา เขาคิดไม่ถึงว่าชื่อเสียงของตนเองในเมืองอินเป่ยจะเปลี่ยนเป็นเลวร้ายได้ถึงเพียงนี้เมื่อครู่นี้ซ่างชิวบ
เจียงหว่านเอ๋อร์นัยน์ตาแดงต่ำ นางไม่นำพาต่อการร่ำไห้ของเจี่ยนหลิงเยว่ พร้อมยื่นมือไปยังใบหน้าฝ่ายตรงข้ามอีกครั้งเสียงประตูถูกเตะอย่างแรง ยับยั้งการกระทำของนางไว้คนในห้องทั้งสี่คนต่างหันหน้าไปดูเห็นเพียงเจี่ยนอันอันและฉู่จวินสิงยืนอยู่หน้าประตู ท่าทางคล้ายตั้งใจมาดูเรื่องสนุกบางอย่างกู้มั่วหลีไม่คาดคิดว่า จู่ๆ เจี่ยนอันอันจะมาปรากฏตัวในเวลานี้เพราะเขาตามหานางมาหลายวัน ค้นแทบทุกซอกทุกมุมเมืองอินเป่ยก็ว่าได้ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของเจี่ยนอันอัน จนแม้แต่ฉู่จวินสิงก็ไม่พบร่องรอยเขายังนึกว่าทั้งสองคนได้หายสาบสูญไปแล้ว มิคาดว่าคืนนี้จะมาปรากฏตัวที่จวนเป่าจวิ้นอีกช่างเป็นการได้มาโดยมิต้องเปลืองแรงโดยแท้“เจี่ยนอันอัน ในที่สุดเจ้าก็ยอมโผล่จนได้” ขณะกู้มั่วหลีทักทายนั้น สีหน้าฉาบด้วยรอยยิ้มมันเป็นสิ่งที่เจี่ยนหลิงเยว่รอคอยมาตลอด ว่าจะได้เห็นรอยยิ้มจากเขาบ้างแต่กลับกลายเป็นรอยยิ้มนี้มิใช่ของนาง เขามอบให้เจี่ยนอันอันต่างหากความแค้นที่นางมีต่อเจี่ยนอันอัน จึงยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นครั้นเมื่อเห็นฉู่จวินสิงซึ่งอยู่ข้างกายเจี่ยนอันอัน ก็ยิ่งตะลึงกับรูปโฉมสง่างามนั้นราวกับเทพบุตรก็ไ
อาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้ เรื่องที่นางยืนกรานจะมาหาฉู่จวินสิง ได้ทำให้บิดาโกรธเคืองเป็นอย่างมากฉะนั้นแม้ยามนี้นางจะตายอยู่ในเมืองอินเป่ย บิดาก็คงไม่มาเหลียวแลแม้แต่น้อยจนวันนี้นางไม่ได้พบหน้าฉู่จวินสิงสักครั้ง แต่กลับมาอยู่กับกู้มั่วหลีแทนเดิมคิดว่ากู้มั่วหลีอาจจะดีต่อนางบ้าง เพราะคนผู้นี้มีใบหน้าที่หล่อเหลา หากได้อยู่กับเขาก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวนักมิคาดว่ากู้มั่วหลีกลับเห็นนางเป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง หรือไม่ก็เป็นเครื่องระบายอารมณ์เท่านั้นหากนางปรนนิบัติไม่เป็นที่ถูกใจเขา ก็จะถูกเตะลงเตียงได้ในบัดดลนางจึงรู้สึกเสียใจยิ่งที่มาเมืองอินเป่ย จนบัดนี้แม้แต่บิดาบังเกิดเกล้า ก็ยังไม่ห่วงความเป็นตายของนางเจี่ยนหลิงเยว่ยิ่งคิดก็ยิ่งเสียใจ จนอดไม่ได้ที่จะร่ำไห้ออกมา“พอที อย่ามาบีบน้ำตาให้เห็นอีก นึกว่าข้าจะห่วงใยเจ้าหรือไร”น้ำเสียงตวาดของกู้มั่วหลี แทบทำให้เสียงสะอื้นของเจี่ยนหลิงเยว่จุกอยู่ในลำคอเจี่ยนอันอันยืนอยู่ด้านนอก ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวภายในห้องแล้ว ในใจก็อดยิ้มหยันเสียมิได้“เจี่ยนหลิงเยว่ เจ้าโอหังนักมิใช่หรือ ในที่สุดก็ถูกกรรมตามสนองแล้ว”ขณะที่เจี่ยนอันอันเตรียมจะบ
มุมปากเจี่ยนอันอันกระตุกเล็กน้อย ด้วยไม่คิดว่ากู้มั่วหลียังใช้แผนชั่วกับนางอีกทั้งคู่ต่างสบสายตา ในที่สุดฉู่จวินสิงก็อุ้มเจี่ยนอันอันขึ้น พร้อมใช้วิชาตัวเบาะเหาะข้ามเถาวัลย์หนามบนพื้นไปเคราะห์ดีที่หน้าประตูห้องใหญ่ ไม่ได้ปูหนามไว้ ฉู่จวินสิงจึงค่อยๆ ร่อนลง พร้อมวางตัวเจี่ยนอันอันลงด้วยทั้งคู่เคลื่อนไหวอย่างแผ่วเบา ค่อยๆ เปิดประตูห้องพร้อมเบี่ยงกายเข้าไปภายในห้องไม่มีผู้ใดอยู่แม้แต่สักคนเจี่ยนอันอันมองสำรวจรอบข้าง แม้แต่ตามขื่อหลังคาก็ไม่เว้นเสียดายกู้มั่วหลีไม่อยู่ในห้องนี้ทั้งคู่จึงรีบถอยออกไป พร้อมปิดประตูสนิทจวนเป่าจวิ้นมีห้องหับมากมาย ทั้งคู่หาต่อไปเรื่อยๆ แต่ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของกู้มั่วหลีจนแม้แต่เจี่ยนหลิงเยว่ก็ไม่เห็นเช่นกันฉู่จวินสิงกล่าวเสียงเบา “ดูท่าพวกเขาคงไม่อยู่ที่นี่”แต่เจี่ยนอันอันกลับคิดว่า คนเจ้าเล่ห์เช่นกู้มั่วหลี อย่างไรก็ต้องมีห้องลับอยู่ในจวนเป่าจวิ้นอย่างแน่นอนนางเคยถูกจับตัวมาอยู่นี่ จึงพอคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมบ้างนางแนบไปใกล้หูฉู่จวินสิง พลางกล่าวเสียงค่อย “ยังมีสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ไม่ได้ไปดู”ที่นั่นเคยเป็นห้องที่กักขังนางมาก่อนต
ฉู่จวินสิงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “ความคิดพวกเจ้าถูกต้อง ในเมื่อมาถึงเมืองอินเป่ยแล้ว ก็ต้องหาวิธีอยู่ต่อให้จงได้”“ส่วนทางข้าก็จะหาหนทางขยายอิทธิพลให้มากขึ้น ถึงตอนนั้นเราจะบุกไปเมืองจิงโจวด้วยกัน”“และถัดจากนี้ไป พวกเจ้าก็จงวางใจอยู่นี่ให้ดี”คำพูดของฉู่จวินสิง ถือว่าพูดให้คนอื่นฟังด้วยทุกคนจึงยิ่งมีกำลังใจ พร้อมช่วยกันขนย้ายผักและเสบียงต่างๆ เข้าไปยังห้องเก็บของหลังจากทำงานเสร็จ จึงได้พูดคุยสนทนากับเจี่ยนอันอันและฉู่จวินสิงต่ออีกครู่ใหญ่ฉู่จวินสิงลุกขึ้นยืนเตรียมตัวอำลา“นายท่าน พวกท่านจะกลับแล้วหรือ คืนนี้พักที่นี่สักคืนก็ได้”“บ้านนี้มีห้องว่างหลายห้อง พวกเราพออยู่กันเบียดเสียดได้บ้าง”เฉินเช่อชิงเอ่ยปากก่อน เขาไม่อยากให้ทั้งคู่กลับไปหมู่บ้านชิงสุ่ยในยามวิกาลเช่นนี้เจี่ยนอันอันโบกมือกล่าวตอบ “เรายังมีงานอื่นต้องทำ คงจะอยู่ที่นี่ไม่ได้”“พวกเจ้าก็รีบพักผ่อนเสีย เราลากันตรงนี้”ทุกคนเดินส่งฉู่จวินสิงและเจี่ยนอันอันจนถึงหน้าประตู มองดูพวกเขาขึ้นรถม้าจากไปจึงหันหลังกลับเข้าบ้านไปพักผ่อนทีนี้ค่อยโล่งใจหน่อย มีผักสดและเสบียงอีกมากมาย พวกเขาไม่ต้องห่วงเรื่องอาหารการกิ
หลังจากกินข้าวจนอิ่มหนำ ทุกคนจึงลุกขึ้นอำลาเซิ่งฟางเจี่ยนอันอันยังพะวงกับเรื่องที่จะไปเข้าเมือง นางเองก็ไม่ชอบออกจากบ้านเพื่อไปเข้าเมืองบ่อยครั้งนักคิดว่าวันนี้จะรีบสะสางงานให้เสร็จสิ้น แล้วหลังจากนี้อีกหลายวันจะได้พักผ่อนอยู่บ้านให้สบายเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ยิ่งบานปลาย เพราะถ้ากู้มั่วหลีก่อเรื่องอันใดขึ้นอีก อาจกลายเป็นยุ่งยากจนยากจะรับมือได้เจี่ยนอันอันและฉู่จวินสิงต่างขึ้นรถม้า แล้วมุ่งไปทางตัวเมืองส่วนถังหมิงเซวียนกลับไปยังโรงเตี๊ยมเขานอนอยู่บนเตียง พลิกไปพลิกมา ทำอย่างไรก็นอนไม่หลับเสียทีเขาอยากให้เวลาผ่านไปโดยเร็ว จะได้รีบไปหมู่บ้านชิงสุ่ยแล้วพักอยู่ที่นั่นเสียเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เขาจะได้กระชับความสัมพันธ์กับเหยียนซวงให้มากขึ้น ดั่งคำว่าน้ำตาลใกล้มดแต่เมื่อนึกถึงว่าบ้านของเหยียนซวง อยู่ติดกับบ้านของเสิ่นจือเจิ้งถังหมิงเซวียนก็อดรู้สึกเครียดในใจไม่ได้อีกเขานึกถึงคำพูดของเจี่ยนอันอัน เกิดวันดีคืนร้าย เสิ่นจือเจิ้งเห็นถึงความดีของเหยียนซวง เป็นฝ่ายเอ่ยปากขอแต่งงานกับนางแล้วจะทำอย่างไร?เขากับเหยียนซวงยังมีสัญญาหมั้นหมายต่อกันอยู่ เพียงแต่การหมั้นหมายนี้ เกิดจาก
เขาก้มหน้าปรุงยาต่อไป หากสมุนไพรไม่พอก็ขอจากเจี่ยนอันอันอีกทั้งคู่ช่วยกันทำงานถึงช่วงบ่าย ในที่สุดยาถอนพิษสี่พันกว่าเม็ด ก็สำเร็จลุล่วงออกมาในขณะที่เซิ่งฟางได้ไต่สวนคดีเรียบร้อย หัวขโมยผู้นั้นได้โจรกรรมของของผู้อื่นจริงๆจึงถูกเซิ่งฟางส่งตัวไปรับโทษที่เรือนจำก่อนที่ชาวบ้านผู้เป็นเจ้าทุกข์กำลังจะอำลา เจี่ยนอันอันได้เรียกตัวเขาไว้“บ้านท่านมีสมาชิกทั้งหมดกี่คน?”ชาวบ้านผู้เป็นเจ้าทุกข์ชะงักเล็กน้อย พร้อมมองหน้าเซิ่งฟางเซิ่งฟางแสดงท่าทีให้เขาตอบตามความจริงเขาจึงได้กล่าวตอบ “บ้านข้ามีทั้งหมดเจ็ดคนขอรับ”เจี่ยนอันอันได้ยินดังนี้ จึงหยิบยาถอนพิษออกมาเจ็ดเม็ด ส่งให้คนผู้นั้น“นี่คือยาถอนพิษ ท่านกินไปหนึ่งเม็ดก่อน ที่เหลือนำไปให้คนในครอบครัวได้กิน”คนผู้นั้นมองดูยาเม็ดในมือด้วยความมึนงง ไม่เข้าใจถึงเจตนาของเจี่ยนอันอันเซิ่งฟางเห็นเข้าจึงกล่าวแทน “ในอำเภอไถหยางมีคนถูกวางยา ท่านรีบกินยาถอนพิษเร็วเข้า แม้ไม่ได้รับพิษก็ถือเป็นการป้องกันไว้ก่อน”“ส่วนที่เหลือก็นำไปให้คนในครอบครัวแบ่งกิน อย่ารอให้ถูกพิษแล้ว ค่อยวิ่งมาขอยาถอนที่นี่”ชาวบ้านผู้นั้นเมื่อได้ยินดังนี้ จึงรีบลนลานกินยา
เหล่าทหารรับคำสั่ง พร้อมรีบเดินออกจากอำเภอไปสำรวจจำนวนประชากรผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม ทุกคนจึงได้กลับมาพร้อมรายงานต่อเซิ่งฟาง “เรียนใต้เท้า พวกเราได้ไปสำรวจมา ในอำเภอไถหยางปัจจุบันมีผู้คนทั้งสิ้นสี่พันหกร้อยสามสิบเจ็ดคนขอรับ”เจี่ยนอันอันพลันขมวดคิ้ว ลำพังแค่อำเภอไถหยางก็มีตั้งสี่พันกว่าคนแล้วหากพวกเขาล้วนถูกพิษ และไม่อาจเข้าถึงยาถอนพิษได้ทันเวลาจะต่างกับการกวาดล้างทั่วเมืองในอดีตที่ตรงไหน?เพียงแต่การกวาดล้างในหนนี้ มิได้เกิดจากน้ำมือฉู่ชางเหยียน หากแต่เป็นกู้มั่วหลีผู้เดียวคนบ้าที่สมควรตายผู้นี้ นอกจากเขาแล้ว เจี่ยนอันอันแทบนึกไม่ออกว่าจะมีผู้ใด กล้าทำเรื่องเช่นนี้ได้อีกนางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งพลางกล่าว “พี่เซิ่งฟาง ข้าต้องรีบปรุงยาถอนพิษ ถึงเวลาท่านค่อยสั่งให้ทหารนำไปแจกจ่ายแก่ชาวบ้านที่อยู่ในอำเภอไถหยาง”“ผู้ได้รับพิษจะช่วยถอนพิษโดยเร็ว แม้ไม่ถูกพิษก็จะได้กินเพื่อป้องกันไว้”เซิ่งฟางรีบรับปากในบัดดลเจี่ยนอันอันรีบทำการปรุงยาทันที ฉู่จวินสิงเกรงว่านางจะเหนื่อย จึงให้คนของเซิ่งฟางยกเก้าอี้มานั่งดีที่บริเวณนี้มีเงาไม้พอให้ร่มรื่น เจี่ยนอันอันจึงไม่ถูกแดดแผดเผามากนัก
เซิ่งฟางกล่าวถึงตรงนี้ สายตาก็มองมาที่ใบหน้าของเจี่ยนอันอันคล้ายกันเหลือเกิน หน้าตาและรูปร่างของผู้หญิงคนนั้นล้วนคล้ายเจี่ยนอันอันอย่างยิ่งทว่าลักษณะของผู้หญิงคนนั้นมีกลิ่นอายยโสโอหังเพิ่มเข้ามาหลายส่วน“ข้าเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นหน้าตาค่อนข้างคล้ายเจ้า นอกจากนี้ระหว่างที่ข้าถาม นางยังบอกว่านางแซ่เจี่ยน”“ข้าเห็นว่าอาภรณ์ของแม่นางเจี่ยนผู้นั้นคล้ายเจ้ามาก นางคงไม่ใช่น้องสาวของเจ้าหรอกนะ”เจี่ยนอันอันแค่นหัวเราะอย่างไม่ยี่หระ “นางเป็นน้องสาวของข้าจริงๆ แต่เป็นน้องสาวที่เกิดจากอนุภรรยา”คิดไม่ถึงว่าเจี่ยนหลิงเยว่จะมาปรากฏตัวในอำเภอไถหยางเมื่อเป็นเช่นนี้ กู้มั่วหลีจะต้องเคยปรากฏตัวในอำเภอไถหยางอย่างแน่นอนแต่ไม่รู้ว่าเขามาทำอันใดที่นี่?ขณะที่คนทั้งสามกำลังสนทนากันอยู่ เจ้าหน้าที่ทางการก็พลันวิ่งเข้ามาหา“ใต้เท้า แย่แล้วขอรับ ตอนนี้เกิดเหตุวางยาพิษหมู่ในอำเภอไถหยางของพวกเรา”“พวกชาวบ้านกำลังร้องทุกข์อยู่หน้าที่ว่าการอำเภอ ท่านคิดว่าควรทำอย่างไรดีขอรับ?”“เจ้าว่าอะไรนะ!” เซิ่งฟางทะลึ่งตัวยืนขึ้นมาเกิดเหตุวางยาพิษหมู่ขึ้นในอำเภอไถหยาง นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเซิ่งฟางไม่มีเวลา
พวกเขาล้วนแต่เป็นบุรุษ จะเอาแต่เกาะผู้หญิงกินไปตลอดได้อย่างไรแต่เจี่ยนอันอันกลับไม่คิดเช่นนี้ อย่างไรเสียพี่ใหญ่ก็ไม่เคยปลูกผักและธัญพืชมาก่อนนางกลัวว่าพี่ใหญ่จะปลูกของพวกนี้ได้ไม่ดีแต่เรือนหลังนี้กลับค่อนข้างกว้างขวาง มิสู้ให้พวกเขาเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ไว้ในเรือน วันหน้ายังมีเนื้อไว้กินเจี่ยนอันอันคิดถึงตรงนี้ก็เอ่ยยิ้มๆ “พี่ใหญ่ ตอนบ่ายข้าจะเข้าเมือง ถึงตอนนั้นข้าจะซื้อลูกไก่ลูกเป็ดกลับมา”“ท่านกับเซียงเสวี่ยรวมถึงเสิ่นจืออวี้ก็เลี้ยงสัตว์ปีกพวกนี้ไว้ที่บ้านก็แล้วกัน”ลูกไก่ลูกเป็ดพวกนั้นเลี้ยงง่ายมาก แค่ให้อาหารพวกมันเล็กน้อยก็พอแล้วลูกไก่หลายตัวที่นางเลี้ยงอยู่ในตอนนี้ก็เป็นการเลี้ยงแบบเปิดตอนนี้ล้วนโตหมดแล้ว อีกไม่นานก็สามารถออกไข่ได้แล้วเมื่อเซียงเสวี่ยได้ยินว่าจะเลี้ยงลูกไก่ลูกเป็ดก็ปรบมือด้วยความตื่นเต้น“ฮูหยินน้อยรอง ความคิดของท่านดียิ่งนักเจ้าค่ะ ข้าชอบเลี้ยงดูสัตว์ตัวน้อยพวกนี้ที่สุดแล้ว ทั้งยังได้กินไข่ไก่กับไข่เป็ดอีกด้วย”เสิ่นจือเจิ้งเห็นเซียงเสวี่ยมีสีหน้าตื่นเต้น แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงตอบรับอย่างรวดเร็วเขาไม่ค่อยเข้าใจการเลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ดสักเท