ผู้ชายเหล่านั้นหยิบอีเต้อ[1]ขึ้นมาจากบนพื้น แล้วเดินออกไปจากในเรือนซ่างชิวยืนอยู่ที่เดิม ไม่รู้ว่าเจี่ยนอันอันให้เขาอยู่ต่อทำไมเมื่อครู่นี้เขาเห็นแล้วว่าแค่เจี่ยนอันอันแกว่งสร้องทองเส้นนั้นไม่กี่ครั้ง แววตาของชาวบ้านเหล่านั้นก็เปลี่ยนเป็นเลื่อนลอยหัวใจเขาพลันเขม็งเกลียว ยิ่งไม่กล้าทำตัวโอหังต่อหน้าเจี่ยนอันอันเจี่ยนอันอันชี้ไปทางประตูเรือนที่ถูกถีบจนพัง “ท่านถีบประตูบานนั้นพัง ท่านต้องรับผิดชอบซ่อมมัน”ซ่างชิวนึกว่าที่เจี่ยนอันอันให้เขาอยู่ต่อเพราะคิดจะทำร้ายตนเองคิดไม่ถึงว่าเจี่ยนอันอันแค่ต้องการให้เขาซ่อมประตูเรือนเขาลอบโล่งอก รีบไปซ่อมประตูเรือนทันทีประตูบานนั้นไม่ได้รับการซ่อมบำรุงมานานปี อยู่ในสภาพทรุดโทรมมาแต่แรกแล้วถึงจะติดตั้งเข้าไปใหม่ แต่ก็คงจะหลุดลงมาสักวันหนึ่งในอนาคตอยู่ดีซ่างชิวคิดว่าเขาจำเป็นต้องบอกเรื่องนี้ต่อเจี่ยนอันอันเขาบอกความคิดของตนเองออกมาเจี่ยนอันอันมองประตูเล็กน้อย แล้วหันไปมองประตูห้องของทั้งห้าห้องนางเอ่ยกับซ่างชิว “ท่านตามข้าออกไปข้างนอกสักครู่”ซ่างชิวไม่รู้ว่าเจี่ยนอันอันต้องการจะทำอะไร เขาไม่กล้าปฏิเสธเช่นกัน จึงได้แต่เดินตามเจี
เมื่อเจี่ยนอันอันพูดถึงตรงนี้ ฉู่อันเจ๋อก็ตกใจมากเขาอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออกอยู่เนิ่นนานเจี่ยนอันอันพูดต่อ “หากวันหน้าเจ้าเห็นข้าเสกอะไรออกมาได้ก็ไม่ต้องแปลกใจ”“เพราะข้าเก็บของไว้ในห้วงมิติเยอะมาก”เจี่ยนอันอันพูดถึงตรงนี้ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อนางต้องรอให้ฉู่อันเจ๋อค่อยๆ ทำความเข้าใจครู่หนึ่ง ซ่างชิวก็กลับมาเขาแบกประตูไม้สามบานที่เหลือแล้วเดินกลับไปตอนนี้เอง ฉู่อันเจ๋อถึงค่อยคืนสติในที่สุดเขาสูดหายใจดังเฮือกและถามออกมาว่า “พี่สะใภ้รอง ท่านมีห้วงมิติที่ทรงพลังขนาดนี้ได้อย่างไร?”“แล้วก็อีกเรื่อง เหตุใดทรัยพ์ของจวนเยียนอ๋องจึงมาอยู่ในห้วงมิติของท่านได้?”ฉู่อันเจ๋อนึกถึงเหตุการณ์ที่บรรดาทหารรักษาพระองค์บุกมายึดทรัพย์ ตอนนั้นบรรดาทหารรักษาพระองค์ต่างก็พูดว่าไม่พบของมีค่าในจวนเยียนอ๋องเวลานั้นฉู่อันเจ๋อกลัดกลุ้มมาก เหตุการณ์เกิดขึ้นกะทันหันจนพวกเขาไม่ทันได้ขนย้ายทรัพย์สินในจวนทว่าทรัพย์สินพวกนั้นกลับหายไปในอากาศเขาเพิ่งเข้าใจก็ตอนนี้ ที่แท้แล้ว ทรัพย์สินพวกนั้นก็ถูกเจี่ยนอันอันขนย้ายไปแต่นางกวาดเอาทรัพย์สมบัติในจวนเยียนอ๋องออกไปได้โดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยได้อย่างไร?
เมื่อทั้งสามคนกลับเข้ามายังลานบ้านก็เห็นว่าซ่างชิวกำลังจดจ่อกับการซ่อมประตูตอนนี้ประตูลานบ้านได้รับการติดตั้งใหม่เรียบร้อยแล้ว ดูแล้วแข็งแรงกว่าของเดิมมากฮูหยินใหญ่เห็นทั้งสามคนกลับมาก็รีบเดินออกมารับนางชี้ประตูไม้พวกนั้นแล้วถามอย่างสงสัย “ประตูพวกนี้มาจากที่ใด?”เจี่ยนอันอันไม่ได้พูด เป็นฉู่อันเจ๋อที่ชิงพูดขึ้นก่อนว่า“เมื่อครู่นี้พวกข้าไปที่บ้านของซ่างชิว ประตูพวกนี้ถูกถอดมาจากประตูบ้านของเขา”เจี่ยนอันอันฟังแล้วอดหัวเราะ “พรืด” ออกมาไม่ได้เจ้าเด็กคนนี้แต่งเรื่องเก่งไม่เบาดูแล้วการบอกเรื่องห้วงมิติกับเขาจะไม่ใช่เรื่องเลวร้ายฉู่อันเจ๋อยิ้มยิงฟันให้เจี่ยนอันอันแล้วกระซิบเสียงเบาว่า “พี่สะใภ้รอง เหตุผลของข้าไม่เลวเลยใช่หรือไม่”เจี่ยนอันอันยกนิ้วหัวแม่มือให้เจี่ยนอันอัน “ไม่เลว ไม่เลวเลย”ฮูหยินใหญ่ได้ยินว่าเป็นประตูจากบ้านซ่างชิวนางก็เริ่มเป็นกังวล “เช่นนี้ไม่ค่อยดีกระมัง พวกเจ้าถอดประตูมาแบบนี้ เช่นนั้นเขาจะอยู่บ้านอย่างไร”เจี่ยนอันอันยิ้มตาหยีให้ฉู่อันเจ๋อแล้วยักคิ้วฉู่อันเจ๋อปัดมือว่า “ท่านแม่ใหญ่ เรื่องนี้ท่านไม่ต้องสนใจ”“บ้านเขามีประตูเยอะมาก น้อยลงสักสองส
ฮูหยินรองซึ่งนิ่งเงียบมาโดยตลอดพูดข้อสงสัยของตัวเองออกมาในที่สุด“เจ้าบอกว่าตัวเองสั่งให้เจี่ยนอันอันซ่อนของพวกนี้หรือ?”“แต่ตลอดทางมานี้ พวกข้าไม่เคยจะเห็นเลยว่านางซ่อนของพวกนี้ไว้ที่ใด”“จวินสิง เจ้าอย่ามาหลอกพวกข้า บอกความจริงมาเถอะว่าผ้าห่มกับหมอนพวกนี้มาจากที่ใดกันแน่?”ฉู่สิงจวินมองเจี่ยนอันอัน หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งก็พูดว่า “พวกท่านก็รู้ว่าอันอันมีความสามารถในการหยั่งรู้อนาคต”“นางนำเรื่องที่จวนเยียนอ๋องของพวกเราจะถูกยึดทรัพย์มาบอกกับข้า”“ข้าห่วงว่าต่อไปทุกคนจะไร้อาภรณ์ให้สวมและไร้ผ้าห่มอุ่นกาย ด้วยเหตุนี้จึงไปขอถุงเฉียนคุน[1]มาจากผู้วิเศษ”“ข้านำผ้าห่มและอาภรณ์ทั้งหมดในจวนไปเก็บในถุงเฉียนคุนใบนั้น”“ก่อนที่จะถูกฮ่องเต้จับตัว ข้ากับอันอันได้พบกันและมอบถุงเฉียนคุนให้กับนาง”ฉู่จวินสิงพูดถึงตรงนี้แล้วก็มองเจี่ยนอันอันด้วยแววตาลุ่มลึกเจี่ยนอันอันรีบพยักหน้าและช่วยกลบเกลื่อนทันที “ฉู่จวินสิงพูดความจริง”เพื่อป้องกันไม่ให้ทุกคนสงสัย เจี่ยนอันอันทำการซื้อถุงผ้าไหมใบเล็กมาจากร้านค้าหนึ่งใบนางถือถุงผ้าไหมไว้ในมือแล้วแสดงให้ทุกคนเห็น “เชิญทุกท่านดู นี่ก็คือถุงเฉียนคุ
ฉู่จวินสิงเห็นเจี่ยนอันอันก้มหน้ายืนแน่นิ่งอยู่ที่ประตู ราวกับกำลังต่อสู้กันในใจเขากระแอมไอเบาๆ ทำลายความเงียบภายในห้อง“ช่วงนี้คงต้องลำบากให้เจ้านอนห้องเดียวกับข้าไปก่อน”“เพื่อรักษาชื่อเสียงของเจ้า ข้าจะรีบแต่งเจ้าเข้าเรือนโดยเร็วที่สุด”เจี่ยนอันอันฟังแล้วอดรู้สึกประหม่าขึ้นมาไม่ได้นางเงยหน้าขึ้นมองฉู่จวินสิงที่นอนอยู่บนเตียงอุ่นนางอยากปฏิเสธการแต่งงานกับฉู่จวินสิง กระนั้นกลับไม่รู้ว่าควรพูดอย่างไรดีแม้พวกนางจะรู้จักกันมาได้สักพัก แต่นางไม่ได้มีความรู้สึกเชิงนั้นกับฉู่จวินสิงแต่อย่างใดนางไม่อยากแต่งงานกับคนที่ตัวเองไม่ได้รักเร็วขนาดนั้นครั้นนึกถึงว่าสภาพร่างกายของฉู่จวินสิงยังไม่หายเป็นปกติดี เจี่ยนอันอันก็รู้สึกว่าควรรักษาเขาให้หายดีก่อนค่อยว่ากัน“ข้า ข้าจะฉีดยาให้ท่านก่อน” เจี่ยนอันอันพูดแล้วนำขวดน้ำเกลือกับยางรัดออกมานางเดินมาที่ข้างเตียง คว้ามือของฉู่จวินสิงเพื่อฉีดยาให้เขาชั่วพริบตาที่มือของทั้งสองคนแตะเข้าด้วยกัน ทั้งคู่ราวกับถูกไฟดูดก็ไม่ปาน ต้องหดมือพร้อมกันกลับโดยมิได้นัดหมายฉู่จวินสิงรู้สึกว่ามือของเจี่ยนอันอันอ่อนนุ่มและเย็นยะเยียบวินาทีที่ถูกนางส
จริงอยู่ที่นางนอนดิ้น แต่นั่นเป็นสิ่งที่นางกระทำออกไปโดยไม่รู้ตัวนางถลึงตามองฉู่จวินสิงด้วยความโมโห จากนั้นหันหน้าหนีไปอีกทาง ไม่อยากเสวนากับเขา ฉู่จวินสิงเห็นเจี่ยนอันอันโมโหขึ้นมาจริงๆ ก็ไม่ได้หยอกล้อนางอีกผ่านไปเนิ่นนาน น้ำเกลือในขวดก็ใกล้จะหมดลงเจี่ยนอันอันจ้องขวดน้ำเกลือ เริ่มคิดถึงครอบครัวในยุคปัจจุบัน เมื่อนางลืมตาตื่นก็พบว่าตัวเองมาอยู่ในแคว้นที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนไม่รู้ว่าตอนนี้ครอบครัวของนางเป็นอย่างไรกันบ้างหากพวกเขารู้ว่านางหายไป พวกเขาจะตามหานางอย่างบ้าคลั่งหรือไม่?ขณะที่เจี่ยนอันอันกำลังคิดเรื่อยเปื่อย เสียงของฉู่จวินสิงก็ลอยเข้าสู่หูของนาง“น้ำในขวดหมดแล้ว”เจี่ยนอันอันเพิ่งเห็นว่ายาในขวดน้ำเกลือหมดลงแล้วไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่ในสายให้น้ำเกลือก็ไม่มีน้ำเช่นกันนางรีบลุกไปดึงเข็มออกจากฉู่จวินสิง“ให้ยาเสร็จแล้ว ท่านพักผ่อนได้แล้วล่ะ”เจี่ยนอันอันเก็บขวดน้ำเกลือเข้าสู่ห้วงมิติแล้วกลับไปนั่งที่เดิมฉู่จวินสิงเอ่ยปากถาม “เหตุใดเจ้าไม่นอนลง?”เจี่ยนอันอันกลอกตามองบนใส่ฉู่จวินสิงก่อนจะตอบอย่างหงุดหงิด “ข้ายังไม่ง่วง ท่านนอนก่อนเลย ไม่ต้องสนใจข้า”ม
ฉู่จวินสิงมองแสงอาทิตย์นอกหน้าต่างปราดหนึ่ง พบว่าล่วงเลยยามเฉิน[1]มาแล้ว บ่าวรับใช้กำลังทำงานกันอยู่ที่ลานบ้าน เมื่อพวกเขาเห็นเจี่ยนอันอันเดินออกมาก็ทักทายนางด้วยรอยยิ้ม “เมื่อคืนนี้พระชายาเยียนอ๋องหลับสบายหรือไม่เจ้าคะ?”เจี่ยนอันอันปัดมือ “ตอนนี้ข้าไม่ใช่พระชายาเยียนอ๋อง พวกเจ้าอย่าเรียกข้าแบบนี้”“หากถูกผู้ไม่หวังดีได้ยินเข้าจะไม่ดี”บรรดาบ่าวรับใช้ต่างตระหนักได้ว่าเมื่อครู่ตัวเองใช้คำผิดพวกเขารีบเปลี่ยนสรรพนาม “ฮูหยินน้อยรอง พวกข้าผิดไปแล้ว”เจี่ยนอันอันเห็นพวกเขาเอาแต่ตอบรับด้วยความเชื่อฟังก็รีบพูดว่า“ตอนนี้พวกเราอยู่ด้วยกันแล้วก็ถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน พวกเจ้าไม่ต้องมาพิธีกับข้าขนาดนั้น”บรรดาบ่าวรับใช้เห็นเจี่ยนอันอันไม่มีมาดของการเจ้านายแม้แต่น้อยก็พยักหน้ายิ้มเจี่ยนอันอันเร่งร้อนไปห้องปลดทุกข์ ไม่ได้สนใจพวกเขาอีกห้องปลดทุกข์มีขนาดไม่ใหญ่นัก สร้างอยู่ด้านหลังเรือนหลักหลังจากที่เข้าปลดทุกข์เสร็จเรียบร้อย เจี่ยนอันอันก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าด้านหลังเรือนหลักมีสวนหลังบ้านขนาดใหญ่ที่นี่มีวัชพืชปกคลุมเต็มพื้นที่ หนูตัวผอมแห้งดุจไม้ฟืนสองสามตัวค่อยๆ คลานผ่านหน้านา
เจี่ยนอันอันชี้ไปที่เสบียงอาหารกับผักในลานบ้าน“ท่านก็เห็นแล้ว บ้านพวกข้าไม่มีที่สำหรับเก็บเสบียงอาหารและผักเหล่านี้”“ข้าหวังว่าท่านจะช่วยสร้างห้องเก็บของ”“รอสร้างเสร็จแล้ว ข้าค่อยช่วยถอนพิษในตัวท่าน”ซ่างชิวคิดว่าเงื่อนไขของเจี่ยนอันอันจะโหดร้ายทารุณ ที่แท้ก็แค่ให้สร้างห้องเก็บของเท่านั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ง่ายจนไม่รู้จะง่ายอย่างไรสำหรับเขา แม้ว่าหมู่บ้านชิงสุ่ยจะยากจนมาก แต่ที่นี่มีดินเหนียวก็ทั่วทุกที่บ้านที่นี่ล้วนแต่สร้างจากดินเหนียวสมัยที่พ่อของเขาช่วยสร้างบ้านให้ชาวบ้านในหมู่บ้านชิงสุ่ยเขาเองก็เคยช่วยลงแรงไม่น้อยขอเพียงเขาเป็นคนออกหน้า ทุกคนก็จะช่วยไว้หน้าและมาช่วยสร้างห้องเก็บของแน่นอนครั้นคิดถึงตรงนี้ ซ่างชิวก็รีบพูดว่า “แม่นางโปรดวางใจ เรื่องนี้ยกให้ข้าจัดการเอง”“แต่ไม่ทราบว่าแม่นางอยากได้ห้องเก็บของขนาดเท่าไร อยากให้สร้างเมื่อใด?”เจี่ยนอันอันต้องมองว่าสร้างได้เร็วเท่าไรก็ยิ่งดีอยู่แล้วแต่เพื่อป้องกันไม่ให้พิษในร่างซ่างชิวออกฤทธิ์ระหว่างการสร้างจนการก่อสร้างล่าช้าเจี่ยนอันอันนำโอสถถอนพิษเม็ดหนึ่งออกมาห้วงมิติและโยนให้ซ่างชิว“โอสถถอนพิษเม็ดนี้จ
เจียงหว่านเอ๋อร์กอดร่างน้อยของเสิ่นคังไว้ พร้อมร่ำไห้น้ำตานองเจี่ยนหลิงเยว่เห็นกู้มั่วหลีเชื่อฟังเจี่ยนอันอันเช่นนี้ นางยิ่งโมโหโกรธาจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเจี่ยนอันอันเป็นตัวอะไร จึงทำให้กู้มั่วหลีอยู่ใต้โอวาทได้เช่นนี้นางต้องทำให้เจี่ยนอันอันจบชีวิตลง!ขอเพียงเจี่ยนอันอันตายเสีย นางจึงจะได้ครอบครองทั้งกู้มั่วหลีและฉู่จวินสิงเพียงผู้เดียวเมื่อนึกถึงตรงนี้ เจี่ยนหลิงเยว่จึงไม่สนใจใบหน้าที่ยับเยินอีกนางเดินไปหาเจี่ยนอันอันและฉู่จวินสิงอย่างองอาจเมื่อสบสายตาเข้ากับฉู่จวินสิง ใบหน้านางจึงปรากฏแววเขินอายแดงเรื่อออกมา“พี่สาว ท่านนี้คงเป็นพี่เขยของข้ากระมัง” เจี่ยนหลิงเยว่กล่าว และไม่รอให้เจี่ยนอันอันตอบกลับ นางรีบหันไปคารวะต่อฉู่จวินสิง “คารวะพี่เขย ข้าคือเจี่ยนหลิงเยว่ เป็นคนที่ฮ่องเต้เคยประทานสมรสให้แก่ท่าน”เจี่ยนหลิงเยว่เปิดเผยฐานะที่แท้ ขณะพูดจานั้น นางยังเงยหน้าขึ้นพร้อมใช้สายตาจ้องมองฉู่จวินสิงแต่ฉู่จวินสิงกลับแสร้งมองไปทางอื่น แม้เพียงสายตาจริงจังก็ยังไม่ยอมมอบให้นางเจี่ยนหลิงเยว่กัดฟันเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงอยู่“พี่เขยมาที่นี่เพื่อตามหาข้ากระนั้นรึ? ทั้งหมดน
“คุณชายกู้ รีบปล่อยคังเอ๋อร์ของข้าเสีย”เจียงหว่านเอ๋อร์ไม่สนใจจะคิดบัญชีกับเจี่ยนอันอันอีก พลางรีบวิ่งไปเบื้องหน้ากู้มั่วหลีแต่กู้มั่วหลีก็หาได้ยอมปล่อยตัวเสิ่นคังเพราะคำพูดของนางไม่เจี่ยนอันอันเห็นทุกอย่างอยู่ในสายตา นางยังไม่รู้สึกตื้นตันเจี่ยนหลิงเยว่เห็นการกระทำของกู้มั่วหลีเช่นนี้ กลับยิ่งเสียใจเป็นทวีคูณเมื่อครู่ขณะเจียงหว่านเอ๋อร์พุ่งตัวมาทำร้ายนาง กู้มั่วหลีกลับนิ่งเฉย ไม่คิดช่วยเหลือแม้แต่น้อยแต่ไฉนพอเจี่ยนอันอันปรากฏตัว เขากลับออกหน้าช่วยเหลือทันทีเจี่ยนหลิงเยว่โกรธเคืองเสียจนหน้าอกกระเพื่อมแรง แต่กลับจนปัญญาที่จะตอบโต้กู้มั่วหลีกู้มั่วหลีกล่าวเสียงเย็นชา “เจี่ยนอันอันเป็นหญิงที่ข้าชอบพอ พวกเจ้าใครก็ห้ามแตะต้องนางแม้แต่ปลายเล็บ”ขณะเอ่ยปากนั้น แรงมือหาได้ลดน้อยลงไม่และคำพูดของเขา ก็ยิ่งเพิ่มความเกลียดชังให้แก่ฉู่จวินสิงมากขึ้นอะไรคือเป็นหญิงที่ชอบพอ เจ้ายังมียางอายบ้างหรือไม่!เจี่ยนอันอันเป็นภรรยาของฉู่จวินสิงแล้ว หาใช่สตรีที่ชายใดจะมาหมายปองง่ายๆ ได้อีกสองมือของฉู่จวินสิงกำเป็นหมัดแน่น แววตายิ่งกลายเป็นเย็นชา สีหน้าแทบจะกินเลือดกินเนื้อกู้มั่วหลีให้จ
เจียงหว่านเอ๋อร์นัยน์ตาแดงต่ำ นางไม่นำพาต่อการร่ำไห้ของเจี่ยนหลิงเยว่ พร้อมยื่นมือไปยังใบหน้าฝ่ายตรงข้ามอีกครั้งเสียงประตูถูกเตะอย่างแรง ยับยั้งการกระทำของนางไว้คนในห้องทั้งสี่คนต่างหันหน้าไปดูเห็นเพียงเจี่ยนอันอันและฉู่จวินสิงยืนอยู่หน้าประตู ท่าทางคล้ายตั้งใจมาดูเรื่องสนุกบางอย่างกู้มั่วหลีไม่คาดคิดว่า จู่ๆ เจี่ยนอันอันจะมาปรากฏตัวในเวลานี้เพราะเขาตามหานางมาหลายวัน ค้นแทบทุกซอกทุกมุมเมืองอินเป่ยก็ว่าได้ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของเจี่ยนอันอัน จนแม้แต่ฉู่จวินสิงก็ไม่พบร่องรอยเขายังนึกว่าทั้งสองคนได้หายสาบสูญไปแล้ว มิคาดว่าคืนนี้จะมาปรากฏตัวที่จวนเป่าจวิ้นอีกช่างเป็นการได้มาโดยมิต้องเปลืองแรงโดยแท้“เจี่ยนอันอัน ในที่สุดเจ้าก็ยอมโผล่จนได้” ขณะกู้มั่วหลีทักทายนั้น สีหน้าฉาบด้วยรอยยิ้มมันเป็นสิ่งที่เจี่ยนหลิงเยว่รอคอยมาตลอด ว่าจะได้เห็นรอยยิ้มจากเขาบ้างแต่กลับกลายเป็นรอยยิ้มนี้มิใช่ของนาง เขามอบให้เจี่ยนอันอันต่างหากความแค้นที่นางมีต่อเจี่ยนอันอัน จึงยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นครั้นเมื่อเห็นฉู่จวินสิงซึ่งอยู่ข้างกายเจี่ยนอันอัน ก็ยิ่งตะลึงกับรูปโฉมสง่างามนั้นราวกับเทพบุตรก็ไ
อาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้ เรื่องที่นางยืนกรานจะมาหาฉู่จวินสิง ได้ทำให้บิดาโกรธเคืองเป็นอย่างมากฉะนั้นแม้ยามนี้นางจะตายอยู่ในเมืองอินเป่ย บิดาก็คงไม่มาเหลียวแลแม้แต่น้อยจนวันนี้นางไม่ได้พบหน้าฉู่จวินสิงสักครั้ง แต่กลับมาอยู่กับกู้มั่วหลีแทนเดิมคิดว่ากู้มั่วหลีอาจจะดีต่อนางบ้าง เพราะคนผู้นี้มีใบหน้าที่หล่อเหลา หากได้อยู่กับเขาก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวนักมิคาดว่ากู้มั่วหลีกลับเห็นนางเป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง หรือไม่ก็เป็นเครื่องระบายอารมณ์เท่านั้นหากนางปรนนิบัติไม่เป็นที่ถูกใจเขา ก็จะถูกเตะลงเตียงได้ในบัดดลนางจึงรู้สึกเสียใจยิ่งที่มาเมืองอินเป่ย จนบัดนี้แม้แต่บิดาบังเกิดเกล้า ก็ยังไม่ห่วงความเป็นตายของนางเจี่ยนหลิงเยว่ยิ่งคิดก็ยิ่งเสียใจ จนอดไม่ได้ที่จะร่ำไห้ออกมา“พอที อย่ามาบีบน้ำตาให้เห็นอีก นึกว่าข้าจะห่วงใยเจ้าหรือไร”น้ำเสียงตวาดของกู้มั่วหลี แทบทำให้เสียงสะอื้นของเจี่ยนหลิงเยว่จุกอยู่ในลำคอเจี่ยนอันอันยืนอยู่ด้านนอก ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวภายในห้องแล้ว ในใจก็อดยิ้มหยันเสียมิได้“เจี่ยนหลิงเยว่ เจ้าโอหังนักมิใช่หรือ ในที่สุดก็ถูกกรรมตามสนองแล้ว”ขณะที่เจี่ยนอันอันเตรียมจะบ
มุมปากเจี่ยนอันอันกระตุกเล็กน้อย ด้วยไม่คิดว่ากู้มั่วหลียังใช้แผนชั่วกับนางอีกทั้งคู่ต่างสบสายตา ในที่สุดฉู่จวินสิงก็อุ้มเจี่ยนอันอันขึ้น พร้อมใช้วิชาตัวเบาะเหาะข้ามเถาวัลย์หนามบนพื้นไปเคราะห์ดีที่หน้าประตูห้องใหญ่ ไม่ได้ปูหนามไว้ ฉู่จวินสิงจึงค่อยๆ ร่อนลง พร้อมวางตัวเจี่ยนอันอันลงด้วยทั้งคู่เคลื่อนไหวอย่างแผ่วเบา ค่อยๆ เปิดประตูห้องพร้อมเบี่ยงกายเข้าไปภายในห้องไม่มีผู้ใดอยู่แม้แต่สักคนเจี่ยนอันอันมองสำรวจรอบข้าง แม้แต่ตามขื่อหลังคาก็ไม่เว้นเสียดายกู้มั่วหลีไม่อยู่ในห้องนี้ทั้งคู่จึงรีบถอยออกไป พร้อมปิดประตูสนิทจวนเป่าจวิ้นมีห้องหับมากมาย ทั้งคู่หาต่อไปเรื่อยๆ แต่ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของกู้มั่วหลีจนแม้แต่เจี่ยนหลิงเยว่ก็ไม่เห็นเช่นกันฉู่จวินสิงกล่าวเสียงเบา “ดูท่าพวกเขาคงไม่อยู่ที่นี่”แต่เจี่ยนอันอันกลับคิดว่า คนเจ้าเล่ห์เช่นกู้มั่วหลี อย่างไรก็ต้องมีห้องลับอยู่ในจวนเป่าจวิ้นอย่างแน่นอนนางเคยถูกจับตัวมาอยู่นี่ จึงพอคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมบ้างนางแนบไปใกล้หูฉู่จวินสิง พลางกล่าวเสียงค่อย “ยังมีสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ไม่ได้ไปดู”ที่นั่นเคยเป็นห้องที่กักขังนางมาก่อนต
ฉู่จวินสิงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “ความคิดพวกเจ้าถูกต้อง ในเมื่อมาถึงเมืองอินเป่ยแล้ว ก็ต้องหาวิธีอยู่ต่อให้จงได้”“ส่วนทางข้าก็จะหาหนทางขยายอิทธิพลให้มากขึ้น ถึงตอนนั้นเราจะบุกไปเมืองจิงโจวด้วยกัน”“และถัดจากนี้ไป พวกเจ้าก็จงวางใจอยู่นี่ให้ดี”คำพูดของฉู่จวินสิง ถือว่าพูดให้คนอื่นฟังด้วยทุกคนจึงยิ่งมีกำลังใจ พร้อมช่วยกันขนย้ายผักและเสบียงต่างๆ เข้าไปยังห้องเก็บของหลังจากทำงานเสร็จ จึงได้พูดคุยสนทนากับเจี่ยนอันอันและฉู่จวินสิงต่ออีกครู่ใหญ่ฉู่จวินสิงลุกขึ้นยืนเตรียมตัวอำลา“นายท่าน พวกท่านจะกลับแล้วหรือ คืนนี้พักที่นี่สักคืนก็ได้”“บ้านนี้มีห้องว่างหลายห้อง พวกเราพออยู่กันเบียดเสียดได้บ้าง”เฉินเช่อชิงเอ่ยปากก่อน เขาไม่อยากให้ทั้งคู่กลับไปหมู่บ้านชิงสุ่ยในยามวิกาลเช่นนี้เจี่ยนอันอันโบกมือกล่าวตอบ “เรายังมีงานอื่นต้องทำ คงจะอยู่ที่นี่ไม่ได้”“พวกเจ้าก็รีบพักผ่อนเสีย เราลากันตรงนี้”ทุกคนเดินส่งฉู่จวินสิงและเจี่ยนอันอันจนถึงหน้าประตู มองดูพวกเขาขึ้นรถม้าจากไปจึงหันหลังกลับเข้าบ้านไปพักผ่อนทีนี้ค่อยโล่งใจหน่อย มีผักสดและเสบียงอีกมากมาย พวกเขาไม่ต้องห่วงเรื่องอาหารการกิ
หลังจากกินข้าวจนอิ่มหนำ ทุกคนจึงลุกขึ้นอำลาเซิ่งฟางเจี่ยนอันอันยังพะวงกับเรื่องที่จะไปเข้าเมือง นางเองก็ไม่ชอบออกจากบ้านเพื่อไปเข้าเมืองบ่อยครั้งนักคิดว่าวันนี้จะรีบสะสางงานให้เสร็จสิ้น แล้วหลังจากนี้อีกหลายวันจะได้พักผ่อนอยู่บ้านให้สบายเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ยิ่งบานปลาย เพราะถ้ากู้มั่วหลีก่อเรื่องอันใดขึ้นอีก อาจกลายเป็นยุ่งยากจนยากจะรับมือได้เจี่ยนอันอันและฉู่จวินสิงต่างขึ้นรถม้า แล้วมุ่งไปทางตัวเมืองส่วนถังหมิงเซวียนกลับไปยังโรงเตี๊ยมเขานอนอยู่บนเตียง พลิกไปพลิกมา ทำอย่างไรก็นอนไม่หลับเสียทีเขาอยากให้เวลาผ่านไปโดยเร็ว จะได้รีบไปหมู่บ้านชิงสุ่ยแล้วพักอยู่ที่นั่นเสียเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เขาจะได้กระชับความสัมพันธ์กับเหยียนซวงให้มากขึ้น ดั่งคำว่าน้ำตาลใกล้มดแต่เมื่อนึกถึงว่าบ้านของเหยียนซวง อยู่ติดกับบ้านของเสิ่นจือเจิ้งถังหมิงเซวียนก็อดรู้สึกเครียดในใจไม่ได้อีกเขานึกถึงคำพูดของเจี่ยนอันอัน เกิดวันดีคืนร้าย เสิ่นจือเจิ้งเห็นถึงความดีของเหยียนซวง เป็นฝ่ายเอ่ยปากขอแต่งงานกับนางแล้วจะทำอย่างไร?เขากับเหยียนซวงยังมีสัญญาหมั้นหมายต่อกันอยู่ เพียงแต่การหมั้นหมายนี้ เกิดจาก
เขาก้มหน้าปรุงยาต่อไป หากสมุนไพรไม่พอก็ขอจากเจี่ยนอันอันอีกทั้งคู่ช่วยกันทำงานถึงช่วงบ่าย ในที่สุดยาถอนพิษสี่พันกว่าเม็ด ก็สำเร็จลุล่วงออกมาในขณะที่เซิ่งฟางได้ไต่สวนคดีเรียบร้อย หัวขโมยผู้นั้นได้โจรกรรมของของผู้อื่นจริงๆจึงถูกเซิ่งฟางส่งตัวไปรับโทษที่เรือนจำก่อนที่ชาวบ้านผู้เป็นเจ้าทุกข์กำลังจะอำลา เจี่ยนอันอันได้เรียกตัวเขาไว้“บ้านท่านมีสมาชิกทั้งหมดกี่คน?”ชาวบ้านผู้เป็นเจ้าทุกข์ชะงักเล็กน้อย พร้อมมองหน้าเซิ่งฟางเซิ่งฟางแสดงท่าทีให้เขาตอบตามความจริงเขาจึงได้กล่าวตอบ “บ้านข้ามีทั้งหมดเจ็ดคนขอรับ”เจี่ยนอันอันได้ยินดังนี้ จึงหยิบยาถอนพิษออกมาเจ็ดเม็ด ส่งให้คนผู้นั้น“นี่คือยาถอนพิษ ท่านกินไปหนึ่งเม็ดก่อน ที่เหลือนำไปให้คนในครอบครัวได้กิน”คนผู้นั้นมองดูยาเม็ดในมือด้วยความมึนงง ไม่เข้าใจถึงเจตนาของเจี่ยนอันอันเซิ่งฟางเห็นเข้าจึงกล่าวแทน “ในอำเภอไถหยางมีคนถูกวางยา ท่านรีบกินยาถอนพิษเร็วเข้า แม้ไม่ได้รับพิษก็ถือเป็นการป้องกันไว้ก่อน”“ส่วนที่เหลือก็นำไปให้คนในครอบครัวแบ่งกิน อย่ารอให้ถูกพิษแล้ว ค่อยวิ่งมาขอยาถอนที่นี่”ชาวบ้านผู้นั้นเมื่อได้ยินดังนี้ จึงรีบลนลานกินยา
เหล่าทหารรับคำสั่ง พร้อมรีบเดินออกจากอำเภอไปสำรวจจำนวนประชากรผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม ทุกคนจึงได้กลับมาพร้อมรายงานต่อเซิ่งฟาง “เรียนใต้เท้า พวกเราได้ไปสำรวจมา ในอำเภอไถหยางปัจจุบันมีผู้คนทั้งสิ้นสี่พันหกร้อยสามสิบเจ็ดคนขอรับ”เจี่ยนอันอันพลันขมวดคิ้ว ลำพังแค่อำเภอไถหยางก็มีตั้งสี่พันกว่าคนแล้วหากพวกเขาล้วนถูกพิษ และไม่อาจเข้าถึงยาถอนพิษได้ทันเวลาจะต่างกับการกวาดล้างทั่วเมืองในอดีตที่ตรงไหน?เพียงแต่การกวาดล้างในหนนี้ มิได้เกิดจากน้ำมือฉู่ชางเหยียน หากแต่เป็นกู้มั่วหลีผู้เดียวคนบ้าที่สมควรตายผู้นี้ นอกจากเขาแล้ว เจี่ยนอันอันแทบนึกไม่ออกว่าจะมีผู้ใด กล้าทำเรื่องเช่นนี้ได้อีกนางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งพลางกล่าว “พี่เซิ่งฟาง ข้าต้องรีบปรุงยาถอนพิษ ถึงเวลาท่านค่อยสั่งให้ทหารนำไปแจกจ่ายแก่ชาวบ้านที่อยู่ในอำเภอไถหยาง”“ผู้ได้รับพิษจะช่วยถอนพิษโดยเร็ว แม้ไม่ถูกพิษก็จะได้กินเพื่อป้องกันไว้”เซิ่งฟางรีบรับปากในบัดดลเจี่ยนอันอันรีบทำการปรุงยาทันที ฉู่จวินสิงเกรงว่านางจะเหนื่อย จึงให้คนของเซิ่งฟางยกเก้าอี้มานั่งดีที่บริเวณนี้มีเงาไม้พอให้ร่มรื่น เจี่ยนอันอันจึงไม่ถูกแดดแผดเผามากนัก