ซ่งซูหลานอุ้มหยางเชาไปส่งด้านใน จากนั้นจึงออกมาสนทนากับลี่ถัง
"แม่บ้านลี่"
"เจ้าคะ"
"ป่าไผ่แห่งนี้มีเจ้าของหรือไม่"
ลี่ถังกะพริบตาถี่ "เดิมทีก็ไม่มีหรอกเจ้าค่ะ ทว่าไม่นานมานี้นายท่านกว้านซื้อพื้นที่บริเวณนี้ไว้หมดแล้ว ป่าไผ่รกร้างพวกนั้นไม่ค่อยมีผู้ใดกล้าเข้าใกล้ ก็คงนับว่าอยู่ในเขตพื้นที่ของนายท่านด้วยกระมัง เอ่อ...ว่าแต่ คุณหนูลืมหรือเจ้าคะ"
ซ่งซูหลานส่งยิ้มฝืดฝืน "เปล่า ๆ ข้าถามดูเฉย ๆ เอาอย่างนี้แล้วกัน ไหน ๆ ต้นไผ่พวกนั้นก็มีมากโข ข้าตัดมาใช้งานสักต้นสองต้นคงไม่เสียหายกระมัง"
"ย่อมได้แน่นอน ว่าแต่คุณหนูจะทำอะไรหรือเจ้าคะ"
คิ้วสวยยึกยักขึ้นลงสองสามครา ลี่ถังถึงกับยกมือขึ้นทาบอก "คุณหนู ท่านเป็นสตรีไยทำท่าทางเช่นนั้นเล่าเจ้าคะ ไม่งามเอาเสียเลย"
ซ่งซูหลานขำพรืด "โถแม่บ้านลี่ หัวโบราณนัก"
"หา...ก็..."
"เอาล่ะ ๆ ต่อไปไม่ทำแล้ว ไม่ทำแล้ว พอใจหรือยัง"
ลี่ถังตอบรับเสียงค่อย "เจ้าค่ะ หากท่านทำกิริยาเมื่อครู่ แล้วอยู่ ๆ นายท่านเรียกตัวกลับ นิสัยม้าดีดกะโหลกเช่นนี้ ข้าต้องหลังลายเป็นแน่"
"แหม ที่แท้ก็กลัวหลังลาย จากที่ข้ารู้มาบิดาของข้าเกลียดข้าจะตายไป ชาตินี้ข้าคงไม่ได้กลับไปตระกูลซ่งนั่นอีกแล้วล่ะ ท่านว่าหรือไม่"
ลี่ถังหลุบตาลง เกรงว่าคงเป็นเช่นที่นางเอ่ยมาจริง ๆ ตอนนี้ที่เรือนใหญ่ในเมืองหลวง ล้วนอยู่ใต้อาณัติของฮูหยินรอง นางเป็นคนยุยงให้ซ่งหยวนหมิงส่งซ่งซูหลานมาตั้งแต่แบเบาะ นอกจากไม่เคยดูดำดูดีแล้ว ข่าวคราวก็ไม่ถามไถ่จากนางสักคำ มีเพียงนางที่ส่งเรื่องรายงานทว่าไม่ได้รับการตอบกลับใด ซ่งหยวนหมิงคงลืมไปแล้วกระมังว่าตนก็มีเรือนอยู่ยังพื้นที่รกร้างห่างไกลเช่นเดียวกัน หากซ่งซูหลานต้องจากโลกใบนี้ไปจริงก็คงนับว่าไม่เป็นปัญหาใหญ่ของตระกูลซ่ง คิดแล้วนางช่างเป็นคุณหนูที่น่าเวทนายิ่ง
"ช่างเถอะ อย่างน้อย ๆ เขาก็ยังอุตส่าห์ให้เรือนหลังนี้ได้พักอาศัย เช่นนั้นนับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เราก็มาจัดแต่งเรือนให้น่าอยู่เถิดนะ อีกอย่างน้ำไม่ต้องไปตักแล้วล่ะ ส่วนเงินข้ามีวิธีแล้ว ต่อไปไม่ต้องอยู่แบบอด ๆ อยาก ๆ"
ลี่ถังช้อนตาขึ้นมองด้วยความฉงน "ทำไมหรือเจ้าคะ หากเราไม่ไปตักน้ำที่ลำธาร แล้วจะมีน้ำกินน้ำใช้ได้อย่างไร"
"เอาน่า ไว้ข้าจะทำบางอย่างให้ดู รับรองว่าเรือนซอมซ่อหลังนี้จะต้องน่าอยู่มากขึ้นอีกหลายขุม" ซ่งซูหลานยกมือขึ้นตบบ่าอีกฝ่ายด้วยความแผ่วเบา
.
.
ยามค่ำคืนแสนเงียบสงัด เสียงกีบเท้าม้าห้อทะยานผ่านม่านรัตติกาลด้วยท่าทีเร่งร้อน บุรุษร่างสูงโปร่งกำยำกำลังควบม้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เสียงหายใจหอบเหนื่อยทั้งคนทั้งม้าดังสะท้อนก้องแข่งกันระงม เขากำลังมุ่งหน้าเข้าใกล้ริมลำธารในป่าไผ่รกร้าง เบื้องหลังมีกลุ่มชายฉกรรจ์นับสิบประกบติดไล่ล่าอยู่ไม่ห่าง บ้างขว้างหอกง้างธนูกันให้จ้าละหวั่น
เขาต้องคอยเบี่ยงกายบังคับบังเหียนเพื่อหลบคมหอกห่าธนูที่ถูกส่งออกมาไม่ว่างเว้น บนอกด้านซ้ายของเขามีลูกเกาทัณฑ์ดอกหนึ่งปักคาเอาไว้ โลหิตสีแดงฉานไหลนองแทบหมดตัว ดูเหมือนม้าศึกสีดำเลื่อมใกล้หมดแรงแล้ว หลังจากที่เขาเร่งตะบี้ตะบันควบขี่มันทั้งคืน เท้าหน้าของม้าพับลงฉับและสิ้นลม ร่างกำยำชุ่มโชกไปด้วยของเหลวสีแดงกลิ้งหลุน ๆ ตกลงมา จากนั้นกลุ่มบุรุษชุดดำก็ดาหน้าเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลัง
"รัชทายาท จะหนีไปที่ใดหรือ... ยอมจำนนเสียเถิด ท่านไม่มีทางให้หนีอีกแล้ว" เสียงทุ้มหัวเราะร่วนประสานกันสะท้อนก้อง บรรยากาศที่เย็นอยู่แล้วก็ยิ่งหนาวยะเยือกเข้าไปใหญ่
"เหอะ!...มั่นใจเหลือเกิน หากจะสังหารข้าก็ช่วยทำให้ตายด้วยเล่า ไม่เช่นนั้นหากข้ารอดไปได้เมื่อใด พวกเจ้าอย่าได้หวังจะมีศีรษะตั้งวางบนบ่า"
"บุรุษสูงศักดิ์เช่นท่านโอหังทุกคนหรือไม่ คิดว่าพวกข้ากลัวคำขู่ขวัญของคนใกล้ตายงั้นรึ"
ชายร่างกำยำกระโจนลงจากหลังม้าด้วยท่าทีกราดเกรี้ยว ใบหน้าของเขาปกปิดด้วยผ้าสีดำผืนหนา จึงเห็นเพียงดวงตาขาวดำที่สาดสะท้อนความอำมหิต เท้าขนาดใหญ่ย้ำลงบนอกแกร่ง ชายหนุ่มที่นอนบาดเจ็บหายใจพะงาบ ๆ พลันกระอักโลหิตคำโต
อั๊ก!
"ท่านไม่ทราบหรือ เพียงข้าปักกระบี่ลงบนอกของท่านหนเดียว ก็สามารถส่งท่านไปเยือนปรโลกได้แล้ว"
"เหอะ! เช่นนั้นรึ" เสียงทุ้มเปล่งวาจากะพร่องกะแพร่ง เขาลอบกำเศษธุลีไว้ในมือ พลันใช้แรงเฮือกสุดท้ายซัดเข้าหน้าอีกฝ่าย
"โอ๊ย!"
อีกฝ่ายตกใจชักเท้ากลับ ชายหนุ่มจึงตัดสินใจดันร่างอันไร้พละกำลังกลิ้งลงพื้นที่ราบอย่างไม่คิดลังเล
"บัดซบ!!"
ชายชุดดำนับสิบต่างกรูเข้ามา กลับไม่ทันการณ์เสียแล้ว
"นะ...นี่มันเหว"
"ไม่ต้องตามแล้ว บาดเจ็บเพียงนั้น อีกหน่อยก็ตาย สัตว์ป่าแถวนี้ชุกชุม เลือดท่วมตัวเพียงนั้นหากรอดไปได้ก็คงไม่ใช่คน กลับ!"
"แต่..." ชายอีกคนตั้งท่าคัดค้าน ทว่าเขาถูกผู้เป็นหัวหน้าค้อนควัก
ไม่มีผู้ใดกล้าปริปากต่อ พวกเขาก็ต่างทยอยกลับไปยังม้าของตน จากนั้นควบทะยานกลับไปทิศเดิม
บุรุษร่างสูงยังกลิ้งหลุน ๆ ท่ามกลางความอนธการจนเลือดลมตีกันอลหม่านไปหมด หรือเขาอาจไม่รอดชีวิตแล้ว บาดแผลที่ได้รับสาหัสสากรรจ์เหลือคณา สุดท้ายร่างกำยำก็มาติดที่ไผ่กอหนึ่ง ลมหายใจของเขาถี่กระชั้น...สติชายหนุ่มค่อย ๆ มืดดับลงเชื่องช้า
ตำบลเลี่ยงหลินเป็นพื้นที่ห่างไกลซ้ำยังทุรกันดาร เรื่องเกษตรกรรมการเพาะปลูกล้วนฝืดเคือง ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล แม้จะนับว่าอยู่ในเขตการปกครองของแคว้นฮุ่ยเหอซึ่งมากล้นด้วยพืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ ทว่าการช่วยเหลือเยียวยาชาวบ้านยามแร้นแค้นกลับได้รับเพียงกะพร่องกะแพร่ง เกรงว่าบรรดาขุนนางที่ดูแลเขตแดนแห่งนี้ ล้วนมีแต่พวกคดโกง อาศัยว่าตนมีอำนาจและตำแหน่งสูงส่งผนวกความรู้มากหน่อย ก็เอาเปรียบชาวบ้านตาดำ ๆ โดยคิดว่าเทพไม่รู้ผีไม่เห็น ซ่งซูหลานก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ริมลำธารกลางป่าไผ่ นางเป็นคุณหนูรองตระกูลซ่งทว่าบิดากลับไม่เหลียวแล ส่งตัวของนางมายังตำบลที่แสนอัตคัด เพียงเพราะหลงงมงายในคำทำนายไม่มีมูล แม้ซ่งซูหลานทราบดีว่าเป็นกลอุบายของฮูหยินรองกระนั้นนางก็เป็นลูกที่เกิดมาแล้วทำให้มารดาของตนต้องสิ้นใจจริง ๆ หากบิดาจะเกลียดชังบุตรสาวเช่นนางก็คงสมควรกระมัง "คุณหนูเจ้าคะ ท่านทำเหยาะแหยะเช่นนั้นแล้วเมื่อใดจะเสร็จเล่า ตะวันจะลับขอบฟ้าแล้วเร่งมือเข้าเถิด" เสียงสตรีวัยกลางคนแผดขึ้น ลี่ถังเป็นผู้ดูแลเรือนของที่นี่ ตระกูลซ่งกว้านซื้อที่ดินและเรือนหลายหลังเอาไว้ บิดาของซ่งซูหลานส่งตัวบุตรสาวมาอยู่กับนางตั้ง
ซ่งซูหลานเดินตามเด็กตัวจ้อยซึ่งจูงมือนางเอาไว้อย่างงุนงง ในที่สุดทั้งสองก็มายืนจังก้าที่หน้าเรือนหลังโอ่อ่า ทว่าดูเก่าคร่ำคร่าอยู่ทีเดียว นางลดสายตามองหยางเชาด้วยความใคร่รู้ "นี่บ้านของหนูหรือจ๊ะ" เด็กน้อยส่ายหน้า จากนั้นจึงชี้นิ้วมาที่นาง "บ้านพี่ฉาว แต่ว่าท่านแม่เป็นคนดูแลที่นี่ขอรับ" ซ่งซูหลานยอบกายนั่งยอง ฝ่ามือยกขึ้นลูบศีรษะเจ้าตัวเล็กด้วยความเอ็นดูยิ่ง ริมฝีปากผลิยิ้มอบอุ่น "นี่จะเป็นบ้านของพี่ได้ยังไง พี่เพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรกเอง" หยางเชาเอียงคอขณะเดียวกันก็ยกมือเกาแก้ม "พี่ฉาวลืมแล้วหรือ เช่นนั้นเข้าบ้านก่อนดีกว่า ท่านตัวเปียกเพียงนี้คงหนาวแย่แล้ว" ซ่งซูหลานกะพริบตาถี่ นางกวาดสายตามองเรือนร่างที่เปียกชุ่มโชกของตน พร้อมกับเสื้อผ้าสีซีดมีรอยปะชุน หนำซ้ำยังราวกับสตรีหลงยุค จะว่าไปแล้วเด็กน้อยก็แต่งกายไม่ต่างจากนางเช่นกัน ซ้ำภาษาที่เอ่ยยังดูแปลกพิกล ซ่งซูหลานใจเต้นระรัว เริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล นางคงไม่ได้เจอกับเรื่องอัศจรรย์พันลึกใดใช่หรือไม่ เดิมทีซ่งซูหลานทำการทดลองอยู่ที่ห้องแล็บในบ้านของตนเอง เหตุใดจึงมาโผล่ที่ไม่คุ้นตาเช่นนี้ได้กัน ทว่าเมื่อนางมองผ่านความอนธการซ
หยางเชายื่นโคมไฟให้นาง ซ่งซูหลานรับมาแบบงง ๆ จากนั้นจึงใช้สำรวจบรรยากาศโดยรอบ ด้านในมีโต๊ะเครื่องแป้งทำจากไม้สักเก่าซีด ส่วนเสื้อผ้าถูกแยกไว้เป็นสัดส่วน ที่มีกลิ่นหอมสดชื่นคงเพราะเหล่าถุงหอมที่วางพะเนินกองกันนี้จึงส่งผลให้การอาศัยอยู่ห้องใต้บันไดมิได้แย่เท่าใด ซ่งซูหลานกวาดสายตามองเสื้อผ้าในยุคโบราณด้วยความตื่นเต้น ถึงจะเก่าไปบ้างแต่ทว่ากลับมีบางตัวที่ยังดูสะอาดและใหม่เอี่ยมทีเดียว นางจึงตัดสินใจหยิบชุดนั้นขึ้นทาบบนกายของตน"พอดีเป๊ะเลย"หยางเชาเข้ามาด้านในพร้อมถ้วยอาหารสองสามอย่าง จากนั้นจึงวางลงบนโต๊ะข้างหัวเตียง ซ่งซูหลานผินหน้ามองตามอีกฝ่ายด้วยความสนใจ คาดไม่ถึงว่าเด็กตัวกะเปี๊ยกจะสามารถช่วยเหลือและปรนนิบัติผู้อื่นได้อย่างคล่องแคล่วเพียงนี้"พี่ฉาว ท่านจะฉวมชุดนี้หรือขอรับ เดิมทีท่านเคยบอกว่าไม่กล้าหยิบมาใช้ เพราะท่านต้องทำงานบ้านทุกวัน เกรงว่าจะเปื้อนเอาได้ เพราะเป็นอาภรณ์ตัวเดียวที่ท่านแม่ของท่านทิ้งเอาไว้ให้ดูต่างหน้า"ซ่งซูหลานส่งยิ้ม นางไม่รู้เช่นกันว่าตอนนี้ตนคือผู้ใด และอยู่ในสถานะไหนของบ้านหลังนี้ ในเมื่อไม่อาจหลีกหนีโชคชะตา เช่นนั้นก็คงต้องปล่อยเรือตามน้ำไปก่อน"ถ้างั้นวั
"ฝ่าบาทองค์รัชทายาทถูกลอบสังหารระหว่างงานล่าสัตว์ ยามนี้องครักษ์ทุกหน่วยออกค้นหาทว่ากลับไร้ร่องรอย เกรงว่า..." องครักษ์ม้าเร็วกล่าวรายงาน ฮ่องเต้แห่งแคว้นฮุ่ยเหอดีดกายขึ้นยืนจากบัลลังก์มังกร ม่านมุกสะบัดแกว่งไปตามองศาการขยับไหว บรรดาขุนนางซ้ายขวาต่างก้มหน้างุดเมื่ออารมณ์ผู้เป็นนายกราดเกรี้ยวจนแทบเผาผลาญท้องพระโรง"พวกเจ้าดูแลรัชทายาทอย่างไร! แล้วองค์ชายทั้งสองเล่า" นัยน์ตาที่ทอดมองเบื้องล่างขมึงทึง "ทูลฝ่าบาท องค์ชายสามปลอดภัย ทว่ามีเพียงองค์ชายใหญ่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เพราะว่าทั้งสองพระองค์ไล่ล่าพญาอินทรีเพลิงไปยังเส้นทางเดียวกัน เพียงแต่องค์รัชทายาทถูกไล่ต้อนและเป็นเป้าหมายของมือสังหาร จึงทำให้พระองค์พลัดหลงไปโดยลำพังพ่ะย่ะค่ะ" "บัดซบ!" ขุนนางในท้องพระโรงล้วนสะดุ้งโหยง"เจ้า!" ฮ่องเต้กู้ฮ่าวเทียนชี้ปลายนิ้วไปยังองครักษ์ม้าเร็ว"พ่ะย่ะค่ะ" "เร่งกลับไปแจ้งทางลานพิธีให้พาองค์ชายทั้งสองกลับมาโดยเร็ว ส่วนเรื่องรัชทายาท มอบหน้าที่ให้องครักษ์เย่เป็นฝ่ายจัดการ รวบรวมกำลังพลให้มากที่สุด รอดต้องเจอตัว ตายต้องพบศพ" "พ่ะย่ะค่ะ" ชายร่างกำยำในชุดเกราะเร่งสะบัดกายจากไปทันควัน เดิมทีท้องพระ
"คุณหนู นี่ท่านคิดเช่นไรจึงลุกขึ้นมาแต่งหน้าแต่งกายเยี่ยงนี้"ซ่งซูหลานช้อนตามองอีกฝ่าย ตะเกียบยกค้างกลางอากาศ นางเหลียวมองหน้าหยางเชาแวบหนึ่ง จากนั้นเอื้อมมือปาดเศษอาหารที่เกาะขอบปากหยางเชาออก เด็กน้อยคลี่ยิ้มอวดเหงือกชมพู ลี่ถังมองท่าทีราวหูทวนลมของนางก็พลอยหงุดหงิด"นะ...นี่ ท่านไม่ได้ยินที่ข้าพูดรึ""คุณแม่บ้าน จะเสียงดังทำไมคะ" ซ่งซูหลานถอนหายใจ นางวางตะเกียบในมือลงตั้งแต่ตะวันยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า ห้องที่นางใช้หลับนอนก็ถูกเคาะเรียกเสียงดังสนั่น เมื่อตกตะกอนความคิดเรื่องที่หยางเชาเล่าให้ฟัง นางจึงพอทำใจและปะติดปะต่อเรื่องราวได้บ้างแล้ว แม้ความจริงอาจยอมรับได้ยากว่าซ่งซูหลานนั้นข้ามมิติเข้ามายังอีกศตวรรษให้หลังจริง ๆ คิดเสียว่าบ้านหลังนี้ก็คือบ้านในอดีตของตนก็แล้วกัน"พูดจาไม่รู้ความสักนิด กลับดึกกลับดื่นจนกลายเป็นคนวิปลาสเชียวรึ เสื้อผ้าก็ทิ้งเกลื่อนอยู่ริมลำธาร เหอะ!" ลี่ถังค้อนควักซ่งซูหลานยิ้มเยาะ พลางยกแขนทั้งสองขึ้นกอดอก "ผู้ใดกันแน่วิปลาส เอาล่ะ ๆ เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามสินะ"ลี่ถังโมโหแทบประสาทเสีย "นะ...นี่ ๆ ไยท่านจึงปีกกล้าขาแข็งขึ้น เถียงคำไม่ตกฟาก""เหอะ...ประส
"แม่บ้านลี่เราต้องไปตักน้ำเช่นนี้ตลอดเลยหรือ" ซ่งซูหลานเอ่ยถาม เสียงหอบหายใจดังเป็นระยะ พวกนางกำลังแบกถังไม้ขนาดใหญ่เกือบเท่าตัวซึ่งตักน้ำมาเกินครึ่งเพื่อเติมให้เต็มอ่างของที่บ้านในทุก ๆ วัน หนำซ้ำระยะทางก็สุดแสนทรหด "เจ้าค่ะ...คุณหนู หากท่านไม่ไหวก็ไปพักเถิด ที่เหลือข้าทำเอง" นับตั้งแต่พวกนางได้เปิดใจคุยกันครั้งแรก นิสัยและอารมณ์ของลี่ถังก็เปลี่ยนจากหลังมือเป็นหน้ามือราวแผ่นฟ้าพลิกกลับ "เอ่อ...ไม่ดีกว่า ไหน ๆ ก็อาศัยชายคาเดียวกันอยู่ จะให้ท่านทำคนเดียวได้อย่างไร" ซ่งซูหลานส่งยิ้มละไม ความรู้สึกกระดากอายพลันโหมกระหน่ำเข้ามากระทบจิตใจของลี่ถังดุจเกลียวคลื่น นางเคี่ยวเข็ญซ่งซูหลานให้โหมงานอย่างหนักมาโดยตลอด แม้แต่ความห่วงใยก็ยังมิเคยปริปากถามไถ่อีกฝ่ายด้วยซ้ำ ดีแต่พูดจากระทบกระเทียบอีกทั้งยังให้นางกินอาหารคุณภาพต่ำ อยู่ห้องแสนอับชื้นขณะที่บ้านหลังนี้ออกจะใหญ่โต ทว่าลี่ถังจำใจต้องทำเช่นนั้นจริง ๆ หาไม่แล้วหากฮูหยินรองจับได้ขึ้นมา เงินสักอีแปะนางก็คงไม่ได้รับแน่แท้ ยามนี้ลี่ถังมิสนใจแล้ว ต่อให้ต้องกัดก้อนเกลือกินก็ตาม นางจะไม่ยินยอมกลับไปเป็นพวกไร้มโนธรรมนั่นอีกเป็นอันขาด นางเลี้ยงดู
ซ่งซูหลานอุ้มหยางเชาไปส่งด้านใน จากนั้นจึงออกมาสนทนากับลี่ถัง"แม่บ้านลี่""เจ้าคะ""ป่าไผ่แห่งนี้มีเจ้าของหรือไม่"ลี่ถังกะพริบตาถี่ "เดิมทีก็ไม่มีหรอกเจ้าค่ะ ทว่าไม่นานมานี้นายท่านกว้านซื้อพื้นที่บริเวณนี้ไว้หมดแล้ว ป่าไผ่รกร้างพวกนั้นไม่ค่อยมีผู้ใดกล้าเข้าใกล้ ก็คงนับว่าอยู่ในเขตพื้นที่ของนายท่านด้วยกระมัง เอ่อ...ว่าแต่ คุณหนูลืมหรือเจ้าคะ"ซ่งซูหลานส่งยิ้มฝืดฝืน "เปล่า ๆ ข้าถามดูเฉย ๆ เอาอย่างนี้แล้วกัน ไหน ๆ ต้นไผ่พวกนั้นก็มีมากโข ข้าตัดมาใช้งานสักต้นสองต้นคงไม่เสียหายกระมัง""ย่อมได้แน่นอน ว่าแต่คุณหนูจะทำอะไรหรือเจ้าคะ"คิ้วสวยยึกยักขึ้นลงสองสามครา ลี่ถังถึงกับยกมือขึ้นทาบอก "คุณหนู ท่านเป็นสตรีไยทำท่าทางเช่นนั้นเล่าเจ้าคะ ไม่งามเอาเสียเลย"ซ่งซูหลานขำพรืด "โถแม่บ้านลี่ หัวโบราณนัก""หา...ก็...""เอาล่ะ ๆ ต่อไปไม่ทำแล้ว ไม่ทำแล้ว พอใจหรือยัง"ลี่ถังตอบรับเสียงค่อย "เจ้าค่ะ หากท่านทำกิริยาเมื่อครู่ แล้วอยู่ ๆ นายท่านเรียกตัวกลับ นิสัยม้าดีดกะโหลกเช่นนี้ ข้าต้องหลังลายเป็นแน่""แหม ที่แท้ก็กลัวหลังลาย จากที่ข้ารู้มาบิดาของข้าเกลียดข้าจะตายไป ชาตินี้ข้าคงไม่ได้กลับไปตระกูลซ่งนั่นอ
"แม่บ้านลี่เราต้องไปตักน้ำเช่นนี้ตลอดเลยหรือ" ซ่งซูหลานเอ่ยถาม เสียงหอบหายใจดังเป็นระยะ พวกนางกำลังแบกถังไม้ขนาดใหญ่เกือบเท่าตัวซึ่งตักน้ำมาเกินครึ่งเพื่อเติมให้เต็มอ่างของที่บ้านในทุก ๆ วัน หนำซ้ำระยะทางก็สุดแสนทรหด "เจ้าค่ะ...คุณหนู หากท่านไม่ไหวก็ไปพักเถิด ที่เหลือข้าทำเอง" นับตั้งแต่พวกนางได้เปิดใจคุยกันครั้งแรก นิสัยและอารมณ์ของลี่ถังก็เปลี่ยนจากหลังมือเป็นหน้ามือราวแผ่นฟ้าพลิกกลับ "เอ่อ...ไม่ดีกว่า ไหน ๆ ก็อาศัยชายคาเดียวกันอยู่ จะให้ท่านทำคนเดียวได้อย่างไร" ซ่งซูหลานส่งยิ้มละไม ความรู้สึกกระดากอายพลันโหมกระหน่ำเข้ามากระทบจิตใจของลี่ถังดุจเกลียวคลื่น นางเคี่ยวเข็ญซ่งซูหลานให้โหมงานอย่างหนักมาโดยตลอด แม้แต่ความห่วงใยก็ยังมิเคยปริปากถามไถ่อีกฝ่ายด้วยซ้ำ ดีแต่พูดจากระทบกระเทียบอีกทั้งยังให้นางกินอาหารคุณภาพต่ำ อยู่ห้องแสนอับชื้นขณะที่บ้านหลังนี้ออกจะใหญ่โต ทว่าลี่ถังจำใจต้องทำเช่นนั้นจริง ๆ หาไม่แล้วหากฮูหยินรองจับได้ขึ้นมา เงินสักอีแปะนางก็คงไม่ได้รับแน่แท้ ยามนี้ลี่ถังมิสนใจแล้ว ต่อให้ต้องกัดก้อนเกลือกินก็ตาม นางจะไม่ยินยอมกลับไปเป็นพวกไร้มโนธรรมนั่นอีกเป็นอันขาด นางเลี้ยงดู
"คุณหนู นี่ท่านคิดเช่นไรจึงลุกขึ้นมาแต่งหน้าแต่งกายเยี่ยงนี้"ซ่งซูหลานช้อนตามองอีกฝ่าย ตะเกียบยกค้างกลางอากาศ นางเหลียวมองหน้าหยางเชาแวบหนึ่ง จากนั้นเอื้อมมือปาดเศษอาหารที่เกาะขอบปากหยางเชาออก เด็กน้อยคลี่ยิ้มอวดเหงือกชมพู ลี่ถังมองท่าทีราวหูทวนลมของนางก็พลอยหงุดหงิด"นะ...นี่ ท่านไม่ได้ยินที่ข้าพูดรึ""คุณแม่บ้าน จะเสียงดังทำไมคะ" ซ่งซูหลานถอนหายใจ นางวางตะเกียบในมือลงตั้งแต่ตะวันยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า ห้องที่นางใช้หลับนอนก็ถูกเคาะเรียกเสียงดังสนั่น เมื่อตกตะกอนความคิดเรื่องที่หยางเชาเล่าให้ฟัง นางจึงพอทำใจและปะติดปะต่อเรื่องราวได้บ้างแล้ว แม้ความจริงอาจยอมรับได้ยากว่าซ่งซูหลานนั้นข้ามมิติเข้ามายังอีกศตวรรษให้หลังจริง ๆ คิดเสียว่าบ้านหลังนี้ก็คือบ้านในอดีตของตนก็แล้วกัน"พูดจาไม่รู้ความสักนิด กลับดึกกลับดื่นจนกลายเป็นคนวิปลาสเชียวรึ เสื้อผ้าก็ทิ้งเกลื่อนอยู่ริมลำธาร เหอะ!" ลี่ถังค้อนควักซ่งซูหลานยิ้มเยาะ พลางยกแขนทั้งสองขึ้นกอดอก "ผู้ใดกันแน่วิปลาส เอาล่ะ ๆ เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามสินะ"ลี่ถังโมโหแทบประสาทเสีย "นะ...นี่ ๆ ไยท่านจึงปีกกล้าขาแข็งขึ้น เถียงคำไม่ตกฟาก""เหอะ...ประส
"ฝ่าบาทองค์รัชทายาทถูกลอบสังหารระหว่างงานล่าสัตว์ ยามนี้องครักษ์ทุกหน่วยออกค้นหาทว่ากลับไร้ร่องรอย เกรงว่า..." องครักษ์ม้าเร็วกล่าวรายงาน ฮ่องเต้แห่งแคว้นฮุ่ยเหอดีดกายขึ้นยืนจากบัลลังก์มังกร ม่านมุกสะบัดแกว่งไปตามองศาการขยับไหว บรรดาขุนนางซ้ายขวาต่างก้มหน้างุดเมื่ออารมณ์ผู้เป็นนายกราดเกรี้ยวจนแทบเผาผลาญท้องพระโรง"พวกเจ้าดูแลรัชทายาทอย่างไร! แล้วองค์ชายทั้งสองเล่า" นัยน์ตาที่ทอดมองเบื้องล่างขมึงทึง "ทูลฝ่าบาท องค์ชายสามปลอดภัย ทว่ามีเพียงองค์ชายใหญ่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เพราะว่าทั้งสองพระองค์ไล่ล่าพญาอินทรีเพลิงไปยังเส้นทางเดียวกัน เพียงแต่องค์รัชทายาทถูกไล่ต้อนและเป็นเป้าหมายของมือสังหาร จึงทำให้พระองค์พลัดหลงไปโดยลำพังพ่ะย่ะค่ะ" "บัดซบ!" ขุนนางในท้องพระโรงล้วนสะดุ้งโหยง"เจ้า!" ฮ่องเต้กู้ฮ่าวเทียนชี้ปลายนิ้วไปยังองครักษ์ม้าเร็ว"พ่ะย่ะค่ะ" "เร่งกลับไปแจ้งทางลานพิธีให้พาองค์ชายทั้งสองกลับมาโดยเร็ว ส่วนเรื่องรัชทายาท มอบหน้าที่ให้องครักษ์เย่เป็นฝ่ายจัดการ รวบรวมกำลังพลให้มากที่สุด รอดต้องเจอตัว ตายต้องพบศพ" "พ่ะย่ะค่ะ" ชายร่างกำยำในชุดเกราะเร่งสะบัดกายจากไปทันควัน เดิมทีท้องพระ
หยางเชายื่นโคมไฟให้นาง ซ่งซูหลานรับมาแบบงง ๆ จากนั้นจึงใช้สำรวจบรรยากาศโดยรอบ ด้านในมีโต๊ะเครื่องแป้งทำจากไม้สักเก่าซีด ส่วนเสื้อผ้าถูกแยกไว้เป็นสัดส่วน ที่มีกลิ่นหอมสดชื่นคงเพราะเหล่าถุงหอมที่วางพะเนินกองกันนี้จึงส่งผลให้การอาศัยอยู่ห้องใต้บันไดมิได้แย่เท่าใด ซ่งซูหลานกวาดสายตามองเสื้อผ้าในยุคโบราณด้วยความตื่นเต้น ถึงจะเก่าไปบ้างแต่ทว่ากลับมีบางตัวที่ยังดูสะอาดและใหม่เอี่ยมทีเดียว นางจึงตัดสินใจหยิบชุดนั้นขึ้นทาบบนกายของตน"พอดีเป๊ะเลย"หยางเชาเข้ามาด้านในพร้อมถ้วยอาหารสองสามอย่าง จากนั้นจึงวางลงบนโต๊ะข้างหัวเตียง ซ่งซูหลานผินหน้ามองตามอีกฝ่ายด้วยความสนใจ คาดไม่ถึงว่าเด็กตัวกะเปี๊ยกจะสามารถช่วยเหลือและปรนนิบัติผู้อื่นได้อย่างคล่องแคล่วเพียงนี้"พี่ฉาว ท่านจะฉวมชุดนี้หรือขอรับ เดิมทีท่านเคยบอกว่าไม่กล้าหยิบมาใช้ เพราะท่านต้องทำงานบ้านทุกวัน เกรงว่าจะเปื้อนเอาได้ เพราะเป็นอาภรณ์ตัวเดียวที่ท่านแม่ของท่านทิ้งเอาไว้ให้ดูต่างหน้า"ซ่งซูหลานส่งยิ้ม นางไม่รู้เช่นกันว่าตอนนี้ตนคือผู้ใด และอยู่ในสถานะไหนของบ้านหลังนี้ ในเมื่อไม่อาจหลีกหนีโชคชะตา เช่นนั้นก็คงต้องปล่อยเรือตามน้ำไปก่อน"ถ้างั้นวั
ซ่งซูหลานเดินตามเด็กตัวจ้อยซึ่งจูงมือนางเอาไว้อย่างงุนงง ในที่สุดทั้งสองก็มายืนจังก้าที่หน้าเรือนหลังโอ่อ่า ทว่าดูเก่าคร่ำคร่าอยู่ทีเดียว นางลดสายตามองหยางเชาด้วยความใคร่รู้ "นี่บ้านของหนูหรือจ๊ะ" เด็กน้อยส่ายหน้า จากนั้นจึงชี้นิ้วมาที่นาง "บ้านพี่ฉาว แต่ว่าท่านแม่เป็นคนดูแลที่นี่ขอรับ" ซ่งซูหลานยอบกายนั่งยอง ฝ่ามือยกขึ้นลูบศีรษะเจ้าตัวเล็กด้วยความเอ็นดูยิ่ง ริมฝีปากผลิยิ้มอบอุ่น "นี่จะเป็นบ้านของพี่ได้ยังไง พี่เพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรกเอง" หยางเชาเอียงคอขณะเดียวกันก็ยกมือเกาแก้ม "พี่ฉาวลืมแล้วหรือ เช่นนั้นเข้าบ้านก่อนดีกว่า ท่านตัวเปียกเพียงนี้คงหนาวแย่แล้ว" ซ่งซูหลานกะพริบตาถี่ นางกวาดสายตามองเรือนร่างที่เปียกชุ่มโชกของตน พร้อมกับเสื้อผ้าสีซีดมีรอยปะชุน หนำซ้ำยังราวกับสตรีหลงยุค จะว่าไปแล้วเด็กน้อยก็แต่งกายไม่ต่างจากนางเช่นกัน ซ้ำภาษาที่เอ่ยยังดูแปลกพิกล ซ่งซูหลานใจเต้นระรัว เริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล นางคงไม่ได้เจอกับเรื่องอัศจรรย์พันลึกใดใช่หรือไม่ เดิมทีซ่งซูหลานทำการทดลองอยู่ที่ห้องแล็บในบ้านของตนเอง เหตุใดจึงมาโผล่ที่ไม่คุ้นตาเช่นนี้ได้กัน ทว่าเมื่อนางมองผ่านความอนธการซ
ตำบลเลี่ยงหลินเป็นพื้นที่ห่างไกลซ้ำยังทุรกันดาร เรื่องเกษตรกรรมการเพาะปลูกล้วนฝืดเคือง ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล แม้จะนับว่าอยู่ในเขตการปกครองของแคว้นฮุ่ยเหอซึ่งมากล้นด้วยพืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ ทว่าการช่วยเหลือเยียวยาชาวบ้านยามแร้นแค้นกลับได้รับเพียงกะพร่องกะแพร่ง เกรงว่าบรรดาขุนนางที่ดูแลเขตแดนแห่งนี้ ล้วนมีแต่พวกคดโกง อาศัยว่าตนมีอำนาจและตำแหน่งสูงส่งผนวกความรู้มากหน่อย ก็เอาเปรียบชาวบ้านตาดำ ๆ โดยคิดว่าเทพไม่รู้ผีไม่เห็น ซ่งซูหลานก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ริมลำธารกลางป่าไผ่ นางเป็นคุณหนูรองตระกูลซ่งทว่าบิดากลับไม่เหลียวแล ส่งตัวของนางมายังตำบลที่แสนอัตคัด เพียงเพราะหลงงมงายในคำทำนายไม่มีมูล แม้ซ่งซูหลานทราบดีว่าเป็นกลอุบายของฮูหยินรองกระนั้นนางก็เป็นลูกที่เกิดมาแล้วทำให้มารดาของตนต้องสิ้นใจจริง ๆ หากบิดาจะเกลียดชังบุตรสาวเช่นนางก็คงสมควรกระมัง "คุณหนูเจ้าคะ ท่านทำเหยาะแหยะเช่นนั้นแล้วเมื่อใดจะเสร็จเล่า ตะวันจะลับขอบฟ้าแล้วเร่งมือเข้าเถิด" เสียงสตรีวัยกลางคนแผดขึ้น ลี่ถังเป็นผู้ดูแลเรือนของที่นี่ ตระกูลซ่งกว้านซื้อที่ดินและเรือนหลายหลังเอาไว้ บิดาของซ่งซูหลานส่งตัวบุตรสาวมาอยู่กับนางตั้ง