ฉู่จางหมิ่นมองจนสองแม่ลูกพ้นไปจากสายตา แต่ยังไม่ยอมพูดสิ่งใดออกมา สาวใช้ทั้งสองจึงคิดว่าเจ้านายน้อย คงสะเทือนใจกับคำพูดเยาะเย้ยของอนุชุย ก็สรรหาคำพูดมาปลอบใจ ทำเอาฉู่จางหมิ่นอดขำไม่ได้
“คิ คิ พวกพี่สองคนสบายใจเถิดเจ้าค่ะ ข้าไม่ใช่คนอ่อนแอเช่นก่อนหน้านี้อีกแล้ว ถึงจะยังเป็นเด็กอายุหกหนาว แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับข้า ย่อมทำให้เติบโตรู้ความกว่าเด็กคนอื่น ไม่มีบิดามารดาญาติพี่น้องแล้วอย่างไร อย่าลืมว่าคนที่คอยเลี้ยงดูข้าฉู่จางหมิ่นคือพวกท่าน ฉะนั้นคนที่มีพระคุณจริง ๆ คือพี่ทั้งสองคนต่างหาก” เรื่องนี้คือสิ่งที่ทำให้ฉู่จางหมิ่นซาบซึ้งใจเป็นที่สุด
“โธ่ คุณหนูของบ่าว อย่าได้กล่าวว่าหน้าที่ของพวกเราสองคน เป็นบุญคุณอันใดเลยนะเจ้าคะ ใครไม่รักก็ช่างแต่บ่าวรักคุณหนูและจะปกป้องท่านให้ดีที่สุดเจ้าค่ะ” ฮุยอินไม่คิดว่าเจ้านายน้อยของนาง จะมีความคิดเป็นผู้ใหญ่เกินวัยเช่นนี้
“พี่หนิงอวี่ พี่ฮุยอิน หากข้าถูกครอบครัวทิ้งขว้าง พวกท่านยังยินดีที่จะติดตามข้าหรือไม่เจ้าคะ” คำถามนี้ฉู่จางหมิ่นจริงจังมาก เพราะนางคิดว่าคนตระกูลฉู่ ไม่มีทางนำตัวนางกลับไปเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวอีกแน่นอน จึงคิดจะหาทางหนีทีไล่เอาไว้ล่วงหน้า
“หากเป็นเช่นที่คุณหนูพูดจริง บ่าวยินดีติดตามคุณหนูเจ้าค่ะ” หนิงอวี่ย่อมเข้าใจความรู้สึกของฉู่จางหมิ่นดี
“บ่าวก็เช่นกันเจ้าค่ะ ไม่ว่าจะเกิดอันใดขึ้นต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ บ่าวจะติดตามคุณหนูผู้เดียวเท่านั้น”
“ขอบคุณพวกพี่ทั้งสองมาก ข้าสัญญาจะทำให้พวกท่านอยู่ดีกินดีได้แน่เจ้าค่ะ” ฉู่จางหมิ่นมั่นใจว่านางต้องถูกทอดทิ้ง จากคนที่เรียกว่าครอบครัวเต็มสิบส่วน
“แต่ตอนนี้บ่าวว่าคุณหนูพักผ่อนอีกสักหน่อยเถิด เพิ่งจะฟื้นจากพิษไข้นะเจ้าคะ รอให้ร่างกายแข็งแรงมากกว่านี้ ค่อยคุยเรื่องอื่นกันเจ้าค่ะ” หนิงอวี่เป็นห่วงสุขภาพของเจ้านายน้อย ไม่อยากให้นางต้องล้มป่วยซ้ำอีก
“ใช่เจ้าค่ะ คุณหนูนอนพักไปก่อน ประเดี๋ยวบ่าวจะช่วยกันทำงานแทนเองเจ้าค่ะ” เพราะยังมีงานค้างอยู่อีกเล็กน้อย พวกนางสองคนต้องกลับไปทำให้เสร็จ
“ได้ข้าจะพักเจ้าค่ะ”
ฉู่จางหมิ่นมองความห่วงใยจากบ่าวสองคนนี้ จึงไม่คิดขัดใจพวกนางอีก พอล้มตัวลงนอนไม่นานก็ผล็อยหลับไป ด้วยร่างกายเล็ก ๆ ที่ยังอ่อนเพลียจากพิษไข้ เมื่อหนิงอวี่กับฮุยอินเห็นว่าฉู่จางหมิ่นหลับสนิท จึงได้กลับออกไปทำงานที่เหลือต่อทันที
ตั้งแต่ดวงจิตทะลุมิติมาเกิดใหม่ในยุคโบราณ ผ่านมาได้เพียงสามวันฉู่จางหมิ่นก็ทนไม่ไหว กับอาหารการกินที่ได้รับจากโรงครัว เพราะจะเรียกว่าเป็นอาหารของคนคงไม่ได้ ควรจะเรียกว่าเศษอาหารเสียมากกว่า นางจึงตัดสินใจนำตำลึงทองออกมาหนึ่งก้อน มอบให้สาวใช้ทั้งสองแอบไปซื้อข้าวรวมถึงเนื้อและผัก มาเก็บไว้ทำอาหารกินเอง
หนิงอวี่กับฮุยอินถึงกับตกใจ ที่เจ้านายน้อยมีก้อนตำลึงทอง พวกนางอยากถามเหลือเกินว่าได้มาอย่างไร แต่เป็นฉู่จางหมิ่นที่ขอร้องพวกนางไว้ว่า ถึงแม้จะสงสัยแต่อย่าเพิ่งตั้งคำถาม รอให้เป็นอิสระจากครอบครัวนี้ แล้วนางจะเล่าให้ฟังด้วยตนเอง คำตอบนี้จึงทำให้สาวใช้ทั้งสอง กลืนคำถามของตนลงท้องไปทันที
หลังจากวันนั้นทั้งสามคนก็ได้กินอิ่มท้อง ทำให้ร่างกายเริ่มแข็งแรงขึ้นมาบ้าง จนกระทั่งถึงวันที่ขุนนางจากเมืองหลวง
นำราชโองการมาประกาศยังจวนตระกูลฉู่ ในห้องโถงใหญ่บรรยากาศเต็มไปด้วยความหวัง ทุกคนแต่งกายอย่างเรียบร้อยเพื่อรอรับราชโองการ พ่อของฉู่จางหมิ่นยืนอยู่ตรงกลางห้องอย่างสงบรองเจ้ากรมขุนนางเหล่ยเดินนำทหารสองนาย ที่ถือม้วนราชโองการสีทองงดงามเข้ามา ทุกคนในห้องคุกเข่าลงอย่างพร้อมเพรียง ต่อด้วยเสียงประกาศราชโองการ
“ฉู่หมิงซ่านรับราชโองการ”
“ด้วยความสามารถในการปกครอง และพัฒนาเมืองเหอเฟยอย่างต่อเนื่องมาหลายปี จากผลงานอันโดดเด่นนี้จึงให้ฉู่หมิงซ่านเลื่อนขั้นเป็นขุนนางขั้นห้า และเดินทางเข้าเมืองหลวงโดยเร็ว เพื่อรายงานตัวในตำแหน่งผู้ช่วยเสนาบดีกรมการมหาดไทย จบราชโองการ”
“กระหม่อมฉู่หมิงซ่านรับราชโองการ ขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณพ่ะย่ะค่ะ” ฉู่หมิงซ่านยื่นมือไปรับราชโองการสีทอง ด้วยมืออันสั่นเทาจากความตื่นเต้นดีใจ
“ขอแสดงความยินดีกับใต้เท้าฉู่ด้วยนะ ไว้พบกันที่เมืองหลวงเร็ว ๆ นี้” รองเจ้ากรมขุนนางเหล่ย เป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนให้เสนาบดีเกา คัดเลือกฉู่หมิงซ่านเข้าเมืองหลวง เพื่อให้เป็นแรงสนับสนุนฝ่ายตนเอง ที่หนุนหลังองค์ชายสี่แย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท
“ลำบากใต้เท้าเหล่ยเดินทางแล้ว หากไปถึงเมืองหลวงข้าจะไปเยี่ยมคารวะที่จวนขอรับ” ฉู่หมิงซ่านรู้ดีว่าการได้รับตำแหน่งในราชสำนัก ย่อมต้องหาไม้ใหญ่เป็นเกราะกำบัง เพื่อไต่เต้าในตำแหน่งที่สูงกว่านี้
“อืม ข้าต้องขอตัวก่อนยังต้องไปอีกสองสามเมือง”
“ใต้เท้าเดินทางปลอดภัยขอรับ”
ฉู่หมิงซ่านส่งรองเจ้ากรมขุนนางเหล่ยขึ้นรถม้า เมื่อกลับเข้ามาในห้องโถงคนอื่น ๆ ยังรอแสดงความยินดี โดยพวกเขาลืมฉู่จางหมิ่นไปอย่างสิ้นเชิง
“ลูกแม่เจ้าทำให้ตระกูลฉู่ของเรารุ่งเรืองจริง ๆ”
“ท่านแม่อย่าพูดเช่นนั้นเลยขอรับ ข้าเป็นทายาทตระกูลฉู่ย่อมมีหน้าที่ สร้างชื่อเสียงให้กับตระกูลนั้นถูกต้องแล้ว”
“ยินดีกับท่านพี่ด้วยเจ้าค่ะ” หลิวฮูหยินพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ฉู่เฟินเยว่ที่ถูกอนุชุยสั่งสอนอยู่เสมอว่า นางคือคุณหนูเพียงคนเดียวของจวน และต้องทำตัวเรียบร้อยไร้เดียงสาต่อหน้าบิดาเสมอมิได้แสดงความยินดีแต่มีคำถามขึ้นมาแทน
“ท่านพ่อเจ้าคะต่อไปเยว่เอ๋อร์กับพี่ใหญ่ ก็จะกลายเป็นคุณชายกับคุณหนูในเมืองหลวง ใช่หรือไม่เจ้าคะ”
“ใช่แล้วลูก ที่นั่นมีบุตรหลานขุนนางมากมาย ในอนาคตพ่อย่อมเลือกคู่ครองที่เหมาะสมให้เจ้าได้” ฉู่หมิงซ่านหันมาตอบบุตรสาว
“ไหน ๆ วันนี้ก็มีข่าวดีของตระกูลเรา พ่อบ้านสั่งแม่ครัวทำอาหารเพิ่มสักหน่อย ยังไม่ต้องจัดงานเลี้ยง ไว้พวกเราไปถึงเมืองหลวงค่อยจัดงานเลี้ยง จะได้ผูกมิตรกับเหล่าขุนนางไปในตัว” ฮูหยินผู้เฒ่าตัดสินใจแทนบุตรชายของตน
“ดีเหมือนกันขอรับท่านแม่ เพราะพวกเรายังต้องเตรียมตัวเก็บข้าวของ ไม่อาจออกเดินทางล่าช้าได้ รบกวนฮูหยินจัดการเรื่องอาหารของวันนี้ด้วยนะ” ฉู่หมิงซ่านก็คิดเช่นเดียวกับมารดา เขาจึงไม่คัดค้านแต่อย่างใด
“เจ้าค่ะท่านพี่ เอ่อ แล้วเราจะพาจางหมิ่นไปด้วยหรือไม่เจ้าคะ” เพียงคำถามนี้ของหลิวฮูหยินดังขึ้น สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไปทันที
ฮูหยินผู้เฒ่าที่ปักใจกับคำทำนายของนักพรต ยิ่งมีสีหน้าไม่พอใจมากกว่าเดิม เพราะนางเพิ่งได้รับคำเตือนมาเมื่อวันก่อน จะให้ฉู่จางหมิ่นตามไปเมืองหลวงไม่ได้เด็ดขาด เนื่องจากดวงชะตาของนางจะขัดขวาง ความเจริญก้าวหน้าของบุตรชาย
“คงไม่ได้! ท่านนักพรตได้เตือนไว้แล้ว ข้าไม่ยอมให้คนทั้งตระกูลต้องเสี่ยงล่มสลายแน่ นางควรเข้าใจและยอมรับมัน” ฮูหยินผู้เฒ่าพูดเพียงเท่านั้นก็ให้สาวใช้พากลับเรือน
“...” ทุกคนไม่มีใครกล้าเอ่ยคัดค้านแม้แต่ครึ่งคำ
ฉู่หมิงซ่านที่เชื่อฟังมารดามาตลอด เขาไม่ลังเลที่จะตัดสินใจทำตามคำสั่งของมารดา หนังสือตัดขาดที่ระบุว่าไม่มีชื่อของฉู่จางหมิ่นอยู่ในผังตระกูลฉู่อีกต่อไป ถูกมอบให้ซูหยางนำมันไปที่เรือนท้ายจวน เพื่อให้ฉู่จางหมิ่นประทับลายนิ้วมือ ยอมรับหนังสือตัดขาดฉบับนี้ทันที
ข่าวดีของตระกูลฉู่จะไม่มาถึงหูของฉู่จางหมิ่นได้หรือ เมื่อบ่าวไพร่ในจวนต่างยินดีปรีดา พูดกันไปทั่วทุกมุมในจวนแห่งนี้ และสิ่งที่ฉู่จางหมิ่นรอคอยก็เกิดขึ้นเสียที นางนั่งรออยู่ที่หน้าเรือนกับสาวใช้ทั้งสองอย่างใจจดใจจ่อ และมันทำให้ซูหยางคาดไม่ถึงว่า เจ้าของเรือนท้ายจวนจะนั่งรออย่างสงบนิ่งเช่นนี้
ฉู่จางหมิ่นเห็นว่าซูหยางไม่ยอมพูด นางจึงเป็นคนพูดเองเสียทุกอย่างจะได้จบสิ้นกันเสียที
“อย่าเอาแต่ยืนนิ่งอยู่เช่นนั้นเลย สิ่งที่ควรทำก็ทำตามหน้าที่ให้เสร็จโดยไวเถิด” เสียงเล็ก ๆ ที่ดังกังวาน ปลุกซูหยางให้ตื่นจากภวังค์
“รบกวนคุณหนูอ่านให้ถี่ถ้วน ก่อนจะประทับลายนิ้วมือลงไปทั้งสองฉบับ อย่าลืมให้สาวใช้ของคุณหนูหาที่อยู่ใหม่ไว้ล่วงหน้าด้วย เนื่องจากนายท่านจะออกเดินทางทันที เมื่อทุกอย่างในจวนจัดการเรียบร้อยแล้ว” ซูหยางพูดพลางมองไปยังร่างของเด็กน้อยตรงหน้าซึ่งนางไม่มีท่าทีหวั่นไหวหรือเสียใจร้องไห้สักนิด
ฉู่จางหมิ่นรับหนังสือตัดขาดมาอ่านอย่างละเอียด โดยไม่แสดงความรู้สึกยินดียินร้ายกับเรื่องนี้ ก่อนจะใช้พู่กันที่ซูหยางนำมาเขียนชื่อตนเอง รวมถึงประทับลายนิ้วมือลงไปอย่างไม่ลังเล และยังฝากคำขอบคุณไปยังอดีตบิดาผู้ให้กำเนิด “ฝากขอบคุณใต้เท้าฉู่ด้วยที่ตัดชื่อของข้าออกจากผังตระกูล วันหน้าหากพวกท่านตกต่ำอย่าได้นึกถึงข้าผู้นี้ก็พอ”
ซูหยางสะอึกกับคำพูดนี้ของฉู่จางหมิ่น เพราะมันฟังดูเป็นคำปรามาสที่รุนแรงไม่น้อย หากนายท่านหรือฮูหยินผู้เฒ่าได้ยิน คงสั่งลงโทษนางอย่างหนักเป็นแน่ เมื่อรับหนังสือตัดขาดคืนมาซูหยางจึงกลับไปหาเจ้านายของตน
พอลับร่างของซูหยางไปไม่ถึงอึดใจ ฉู่จางหมิ่นก็กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ ที่ตนได้หลุดพ้นจากครอบครัวเช่นนี้เสียที
“เย้ ๆ ๆ ในที่สุดพวกเราก็หลุดพ้นจากตระกูลนี้แล้ว ต่อไปอยากทำสิ่งใดก็ไม่ต้องกลัวจะถูกขัดขวางอีก”
“บ่าวดีใจกับคุณหนูด้วยเจ้าค่ะ แต่ว่าท่านถูกตัดชื่อจากผังตระกูลเช่นนี้ นั่นหมายความว่าจะใช้แซ่ฉู่อีกไม่ได้นะเจ้าคะ” หนิงอวี่ดีใจกับเจ้านายน้อยแต่ไม่ลืมเตือนเรื่องแซ่ของนาง
“หืม เรื่องชื่อแซ่พวกพี่สองคนไม่ต้องกังวล ข้าคิดเอาไว้แล้วล่ะว่าหลังจากนี้ไปข้ามีนามว่า ‘จ้าวจางหมิ่น’ คุณหนูตระกูลจ้าวที่มีข้าเป็นผู้ก่อตั้งด้วยตนเอง” ในเมื่อไม่ให้นางใช้แซ่เดิมก็แค่เปลี่ยนแซ่ใหม่ เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่หลวงอันใดเลยสักนิด
“บ่าวทั้งสองคารวะคุณหนูจ้าวเจ้าค่ะ ว่าแต่ว่าพวกเราจะไปอยู่ที่ไหนกันล่ะเจ้าคะ” ฮุยอินถามเรื่องที่อยู่ขึ้น เมื่อรู้ว่าเจ้านายน้อยตั้งแซ่ใหม่ให้ตนเอง
“อืม พวกเรายังมีเวลาอีกสองสามวัน ตอนนี้ข้าพอจะมีเงินตำลึงอยู่บ้าง แต่อย่างไรเสียพวกเราควรหาเงินให้มากกว่าเดิมสักหน่อยถึงจะหาซื้อจวนเล็ก ๆ สักหลังในเมืองเหอเฟยได้ เอาเช่นนี้พวกพี่สองคนนำเงินไปซื้อเครื่องประดับ ที่ทำจากทองคำและเสื้อผ้าที่ตัดสำเร็จ เลือกชิ้นที่ดูงดงามกลับมาให้ข้าสักสามสี่ชิ้นนะ” จางหมิ่นคิดวิธีหาเงินเพิ่มเสียก่อน
“เจ้าค่ะ พวกบ่าวจะทำตามที่คุณหนูสั่ง ท่านอยู่ที่เรือนนี้อย่าออกไปไหนนะเจ้าคะ บ่าวไม่อยากให้คนพวกนั้นใช้คำพูด ทำร้ายคุณหนูของบ่าวอีกเจ้าค่ะ” หนิงอวี่ขอร้องแกมบังคับเจ้านายน้อยของตน
“คิ คิ ข้าจะรออยู่ที่นี่ไม่ซุกซนอย่างแน่นอน พวกท่านรีบไปรีบกลับเถิด อ้อ อย่าลืมซื้ออาหารกลับมาด้วยล่ะ”
“เจ้าค่ะคุณหนู”
ระหว่างรอสาวใช้ทั้งสองกลับมาก จ้าวจางหมิ่นมิได้รอเฉย ๆ นางกำลังคิดว่า หลังจากออกจากที่นี่ไปแล้ว จะทำอาชีพอันใดกับสาวใช้ดี จนกระทั่งนึกถึงอาหารที่นางชอบทาน และยังเคยเปิดร้านในโลกก่อนจ้าวจางหมิ่นพยักหน้าให้กับตนเองเบา ๆ หากนางทำอาหารชนิดนี้มาขาย จะต้องขายดีอย่างแน่นอน
ด้านเรือนใหญ่ต่างสั่งบ่าวไพร่เร่งมือเก็บของ เพื่อต้องการออกเดินทางให้เร็วที่สุด แต่ด้วยข้าวของที่มีมากจำต้องใช้เวลาสองสามวัน กว่าจะเก็บทั้งหมดให้แล้วเสร็จได้ส่วนจางหมิ่นที่นอนเอกเขนกรอสาวใช้ หลังจากคิดเรื่องอาชีพของตนไว้เรียบร้อยแล้ว ก็นึกถึงระบบขึ้นมาได้ว่าวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆที่จำเป็นต้องใช้สำหรับค้าขาย ย่อมมีให้นางได้เลือกซื้อจึงเรียกระบบออกมาอย่างเร็วรี่“ระบบ ข้าต้องการค้นหาสิ่งจำเป็นในการสร้างอาชีพ”[ติ๊ง ระบบออนไลน์ขั้นเทพยินดีรับใช้ ไม่ทราบว่าท่านต้องการสิ่งของประเภทใด]“ข้าอยากรู้ราคาพวกเตาและตะแกรง สำหรับอาหารจำพวกเสียบไม้ย่าง รวมถึงราคาของลูกชิ้น ไม้เสียบลูกชิ้น น้ำจิ้มแบบหวานและเผ็ด ถาดดินเผาสำหรับวางอาหาร หรือสิ่งที่จำเป็นต้องใช้อื่น ๆ เพื่อคำนวณค่าใช้จ่ายก่อนจะสร้างอาชีพ” จ้าวจางหมิ่นต้องคำนวณต้นทุนการค้าเสียก่อน นางจะได้ตั้งราคาขายที่ทุกคนสามารถซื้อกินได้[กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังเรียกรายการสินค้าที่เกี่ยวข้อง]“ขอบใจมาก”[ติ๊ง สิ่งที่ท่านต้องการปรากฏตามหน้าจอ พร้อมราคาขายท่านสามารถคำนวณเงินไว้ล่วงหน้าได้ พร้อมเมื่อใดแจ้งกับระบบได้ทุกเวลา]จางหมิ่นใช้นิ้วป้อม ๆ เลื่อนหน้
ยามเหม่าของวันต่อมา จ้าวจางหมิ่นตื่นพร้อมกับสาวใช้ทั้งสอง เพื่อเตรียมของสำหรับการค้าวันแรก รถเข็นที่มีวัตถุดิบและอุปกรณ์ครบครัน ถูกเข็นออกจากจวนมุ่งหน้าไปยังตลาดเช้า ซึ่งแผงขายของนี้ของจ้าวจางหมิ่น อยู่ข้าง ๆ กับแผงขายผักพอดีทั้งสามคนแบ่งงานกันทำเช่นเมื่อวาน เมื่อเตาถ่านเริ่มร้อนลูกชิ้นที่เตรียมไว้ ถูกนำออกมาวางลงบนเตา เพื่ออุ่นให้ร้อนอีกครั้งสำหรับขายให้ลูกค้า และกลิ่นหอมของลูกชิ้นปิ้ง ก็เรียกความสนใจของคนที่เดินผ่านไปมา จนมีบุรุษวัยกลางคนเดินเข้ามาถาม ด้วยความสนใจอาหารของจ้าวจางหมิ่น“เอ่อ แม่ค้าเจ้าทำอันใดมาขายเช่นนั้นหรือ กลิ่นมันคล้ายเนื้อแต่ทำไมมันถึงเป็นลูกกลม ๆ ไปเสียได้เล่า”“นั่นน่ะสิ แต่ข้าสองคนทนกลิ่นหอมนี้ไม่ไหว ถึงได้มาถามดูเสียก่อนว่ามันคือสิ่งใด”“ท่านอาทั้งสองช่างมีจมูกที่ดีมากเจ้าค่ะ เจ้าลูกกลม ๆ นี้ข้าเรียกมันว่าลูกชิ้น และมันทำมาจากเนื้อหมูจริง ๆ พอนำมาปิ้งกับเตาถ่านจึงมีกลิ่นหอม นอกจากนี้ยังมีน้ำจิ้มสองรสให้เลือก หากท่านอาสนใจข้าจะหั่นให้พวกท่านลองชิมดู ถ้าถูกใจในรสชาติค่อยซื้อก็ยังไม่สายเจ้าค่ะ” จ้าวจางหมิ่นตอบคำถามลูกค้าอย่างเป็นกันเองบุรุษทั้งสองรับไม้จิ้มขนา
ยามเฉินของเช้าวันที่สี่ หลังจากเก็บอุปกรณ์ทุกอย่างเสร็จ จ้าวจางหมิ่นและสาวใช้กำลังจะกลับจวนของตน ก็ได้ยินเสียงแสดงความยินดีกับอดีตเจ้าเมือง ที่ได้เลื่อนตำแหน่งเข้าทำงานในราชสำนัก ถึงจะไม่มีใครพูดชื่อตระกูลจ้าวจางหมิ่นย่อมรู้ดีว่าคือใครหนิงอวี่เห็นเจ้านายน้อยหยุดมองนิ่ง ๆ ก็ฉุกคิดได้และจะพานางกลับจวน แต่กลับได้รับคำปฏิเสธ นอกจากนี้จ้าวจางหมิ่นยังเดินเข้าไปใกล้อีกนิด เพื่อจดจำคนตระกูลฉู่นี้เอาไว้ให้ขึ้นใจ และมีคำอวยพรที่พึมพำออกมาเบา ๆหึ ขอให้พวกเจ้าตระกูลฉู่อยู่กับความสุขเหล่านี้มาก ๆ วันใดที่ถูกหลอกใช้จนหมดประโยชน์ ผู้มีอำนาจเฉดหัวทิ้งขึ้นมาจะได้รู้เสียทีว่าการถูกทอดทิ้งมันสิ้นหวังเพียงใด“คุณหนูเจ้าคะ” ฮุยอินเรียกเพียงสั้น ๆจ้าวจางหมิ่นได้ยินเสียงสาวใช้ จึงดึงสติของตนกลับมา “พี่ฮุยอินไม่ต้องคิดมากเจ้าค่ะ ข้าแค่อยากยืนส่งพวกเขาเป็นครั้งสุดท้าย และรอคอยให้เวรกรรมตามสนองคนตระกูลนี้เท่านั้น”หนิงอวี่ได้ยินคำนี้ของจ้าวจางหมิ่น ก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรง “คุณหนูพูดถูกสักวันหนึ่งสิ่งที่พวกเขาทำไว้กับท่าน ย่อมสนองกลับหลายร้อยหลายพันเท่า แต่ตอนนี้กลับจวนไปพักเถิดเจ้าค่ะ”“อืม ไปกันเถิด พวก
ภายหลังพาเหล่าทาสที่ซื้อมาถึงจวน จ้าวจางหมิ่นให้สาวใช้ทั้งสองคน ช่วยกันหุงหาอาหารสำหรับสมาชิกใหม่ ซึ่งยามนี้พวกเขายังคงอ่อนแรง แม้จะพยายามทำให้นางเห็นว่าเข้มแข็งก็ตาม นางรอจนกระทั่งพ่อบ้านกับทาสอีกสามคนกลับมา และแจกจ่ายเสื้อผ้าให้ทุกคนเรียบร้อยแล้ว จึงได้พูดคุยในสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้“เอาล่ะ ตอนนี้พวกท่านทุกคนก็มาอยู่ในจวนของข้าแล้ว ตัวข้ามีนามว่าจ้าวจางหมิ่น สาวใช้ทั้งสองมีชื่อว่าหนิงอวี่และฮุยอินอย่างที่พวกท่านเห็นว่า จวนของข้ามีขนาดกลางลำพังเด็กและสตรีสองคนไม่อาจดูแลได้ทั่วถึง นอกจากนี้ข้ายังต้องทำการค้า ถึงได้ตัดสินใจไปซื้อตัวพวกท่านมา” จ้าวจางหมิ่นหยุดพูดเมื่อเห็นว่ามีคนอยากถามบางอย่าง“เอ่อ ทำไมคุณหนูจ้าวถึงเลือกเฉพาะพวกข้า ที่มีวรยุทธ์ทั้งหมดเล่าขอรับ แม้แต่คนที่จะทำหน้าที่พ่อบ้านยังมีวรยุทธ์ไม่ธรรมดา”“ที่ข้าเลือกพวกท่านทุกคน เพราะมองเห็นถึงความซื่อสัตย์ สตรีคอยดูแลรับผิดชอบภายในเรือน พ่อบ้านความหมายย่อมบ่งบอกอยู่แล้ว ส่วนพวกท่านหลังจากรักษาตัวจนหาย มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและทำสินค้าไว้สำหรับนำไปขาย ในอนาคตอันใกล้ข้าจะมีร้านเป็นของตนเอง จากนั้นจะมีการค้าชนิดใหม่เพิ่มขึ้นอีกมากม
ก่อนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน ในคืนแรกของการได้รับอิสระห้าวเหลียงได้หารือกับคนอื่น ๆ เกี่ยวกับหน้าที่ต่าง ๆ ที่ต้องทำในแต่ละวัน พวกเขาได้ข้อสรุปที่ตรงกันก็คือ การเรียนรู้ทำสินค้าของจ้าวจางหมิ่นจะทำร่วมกัน เผื่อวันใดวันหนึ่งคนในกลุ่มไม่อยู่ พวกเขาสามารถทำแทนกันได้โดยเฉพาะเหว่ยหงกับเสียอี้สองคนนี้ เคยทำงานในสำนักคุ้มภัยมาก่อน ในอนาคตหากการค้าของเจ้านายขยายไปต่างเมือง ทั้งสองจะเป็นกำลังหลักสำหรับการส่งสินค้าทันที ดังนั้นห้าวเหลียงและทุกคนจึงลงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันเมื่อได้กินอิ่มท้องและพักผ่อนเต็มที่ ทำให้สมาชิกใหม่ของจวนตระกูลจ้าว พร้อมใจกันตื่นตั้งแต่ยามเหม่า และเป็นเวลาที่จ้าวจางหมิ่นเตรียมออกไปขายของเช่นทุกวัน ห้าวเหลียงเห็นอุปกรณ์บนรถเข็น ก็รู้สึกเห็นใจสาวใช้ของจ้าวจางหมิ่น ที่เป็นสตรีรูปร่างบอบบาง แต่กลับต้องมายกข้าวของที่มีน้ำหนักมากเช่นนี้ จึงให้เป่าเฟิงกับจงเหลียนช่วยเข็นไปที่ตลาดแทน คนที่เหลือก็คิดไม่ต่างจางห้าวเหลียงนัก“พ่อบ้าน อย่าหาว่าข้าสอดรู้สอดเห็นไม่เข้าเรื่องเลย คนในครอบครัวของคุณหนูหายไปที่ใดหมด ถึงปล่อยให้เด็กที่ควรได้วิ่งเล่น ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปทำงานหาเงินเช่นน
ลูกจ้างของจ้าวจางหมิ่นต่างตื่นตาตื่นใจ สำหรับเครื่องมือที่นางได้สอนพวกเขา แต่ละคนคิดว่านี่คือสิ่งที่อัศจรรย์มาก และขั้นตอนการทำมิได้ยุ่งยากเลยสักนิด พอทำจนถึงขั้นตอนสุดท้ายนำลูกชิ้นสะเด็ดน้ำ ก็มานั่งช่วยกันเสียบลูกชิ้นไม้ละห้าลูก ซึ่งเป็นลูกขนาดพอดีไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป แค่ให้สมกับราคาที่ตั้งเอาไว้เท่านั้นก็พอเนื่องจากครั้งทดลองทำและได้ลูกชิ้นถึงเจ็ดร้อยไม้ จ้าวจางหมิ่นจึงให้นำเตามาย่างลูกชิ้นหนึ่งร้อยไม้ เพื่อให้ทุกคนได้ชิมฝีมือของตนเอง ดังนั้นในยามอู่อาหารมื้อเที่ยงจึงเป็นลูกชิ้นปิ้ง และไม่ลืมให้เป้ยอิงแบ่งใส่จาน นำไปให้กับคนสนิทของเสิ่นหนิงเทียนที่เรือนเล็กด้วยนับตั้งแต่ได้เรียนวิธีการทำลูกชิ้น จ้าวจางหมิ่นได้มอบเงินให้ห้าวเหลียงจำนวนหนึ่ง สำหรับให้แม่ครัวหงชิงใช้ซื้อวัตถุดิบทำอาหาร และซื้อเนื้อหมูสำหรับทำลูกชิ้นไว้รอจ้าวจางหมิ่นเสมอ แต่เรื่องที่พวกห้าวเหลียงได้พูดคุยไว้ ก็เป็นหยางไห่ที่ออกไปสืบหาข้อมูล เกี่ยวกับครอบครัวของเจ้านายและเขาก็เลือกมาถูกที่เสียด้วยหน้าจวนเจ้าเมืองที่ปิดประตูเอาไว้ ยังคงมีทหารผลัดเปลี่ยนมาคอยดูแล เพื่อป้องกันมิให้มีใครฉวยโอกาส เข้าไปอยู่อาศัยจนทำให้เร
เนื่องจากวัตถุดิบมีหลายอย่าง จ้าวจางหมิ่นจึงให้ฮุยอินไปตามพ่อบ้าน และคนอื่นมาช่วยเพื่อนำไปเก็บที่ห้องเสบียง โดยแบ่งส่วนหนึ่งไว้สำหรับทำเป็นมื้อเย็น แม้จะรู้สึกแปลกใจว่าสิ่งของเหล่านี้ มาอยู่ในห้องของเจ้านายพวกตนได้อย่างไร แต่นั่นเป็นคำถามที่ต้องเก็บไว้ในใจเท่านั้นเมื่อเลือกที่จะซื่อสัตย์ภักดีกับจ้าวจางหมิ่นแล้ว ถึงจะอยากรู้ถ้าเจ้านายไม่บอกด้วยตนเอง พวกเขาไม่สมควรก้าวก่าย พ่อบ้านห้าวและเพ่ยตงที่มาช่วยยกของ จึงทำเพียงหน้าที่ของตนเท่านั้นจ้าวจางหมิ่นเดินตามทุกคนไปถึงห้องครัว เพื่ออธิบายถึงวัตถุดิบทั้งหมดว่าใช้สำหรับทำอะไร รวมถึงบอกว่าจะสอนแม่ครัวหงชิงหรือคนอื่น ๆ ที่สนใจอยากทำอาหารชนิดนี้เป็น เผื่อวันใดอยากกินจะได้ลงมือทำด้วยตนเองได้ทันที ไม่ต้องร้องขอให้แม่ครัวหงชิงทำให้“คุณหนูเจ้าคะ ของพวกนี้จะใช้ทำอาหารชนิดใดหรือเจ้าคะ บ่าวไม่เคยเห็นผักที่เป็นหัวหรือเจ้าลูกสีแดงนี่มาก่อนเลยเจ้าค่ะ” แม่ครัวหงชิงมองผักที่นางไม่รู้จัก เพราะตั้งแต่เล็กจนโตนางรู้จักอยู่ไม่กี่อย่าง“อ้อ วัตถุดิบที่ทุกคนเห็นตรงหน้าทั้งหมด คือส่วนประกอบของอาหารชนิดใหม่ ที่ข้าจะทำให้ลองชิมก่อนจะทำขายเจ้าค่ะ” จ้าวจางหมิ่นตอบ
และแล้วก็ถึงวันหยุดที่จ้าวจางหมิ่นได้พูดไว้ ซึ่งวันนี้นางจะไปยังหมู่บ้านหลิ่วซู่ของหนิงอวี่ ที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองเหอเฟยมากนัก นั่งรถม้าไปเพียงสองเค่อก็ถึงหมู่บ้านแห่งนี้แล้วครั้งนี้จ้าวจางหมิ่นให้เหล่ยหง เสียอี้และซีหยุนติดตามไปดูแล ด้านหนิงอวี่ดีใจที่จะได้กลับไปเยี่ยมครอบครัว แม้ไม่รู้ว่าพวกเขาจะยินดียามที่เห็นตนเองหรือไม่ แต่หนิงอวี่ยังมีใจซื้อข้าวสารอาหารแห้ง รวมถึงผ้าอีกหนึ่งพับไปเป็นของฝากส่วนจ้าวจางหมิ่นไม่ได้แต่งกายหรูหราอันใด นางสวมใส่ชุดสำหรับเด็กทั่วไปเพียงแค่เนื้อผ้า อาจจะดูดีกว่าเล็กน้อยเท่านั้น เพราะนางไม่คิดว่าจะต้องแต่งกายไปอวดผู้ใดก่อนจะออกเดินทางจ้าวจางหมิ่นไม่ลืมกำชับพ่อบ้านห้าว เรื่องของคนที่พักอยู่ในเรือนเล็ก “ลุงพ่อบ้านข้าฝากดูแลคุณชายเสิ่นด้วยนะเจ้าคะ หากเขาต้องการสิ่งใดเพิ่มเติมก็จัดหาให้ ไม่เกินยามเซินพวกข้าก็กลับมาแล้วล่ะ”“ขอรับ บ่าวจะดูแลคุณชายเสิ่นเป็นอย่างดีขอรับ เหล่ยหงพวกเจ้าสามคนดูแลคุณหนูให้ดีเล่า อย่าให้เกิดเรื่องไม่ดีกับคุณหนูเป็นอันขาด”“พ่อบ้านวางใจเถิด หากใครกล้าคิดทำร้ายคุณหนูล่ะก็ รับรองพวกมันไม่มีโอกาสได้ร้องขอความเมตตาแน่”“น้าเหล่ยหงไปกันเ
จ้าวจางหมิ่นพาทุกคนออกเดินทางอีกครั้ง และมาถึงเมืองหลวงตอนกลางยามเหม่า จึงได้ปลุกทุกคนให้ตื่นเพื่อเตรียมตัวผ่านประตูเมือง ซึ่งเสิ่นหนิงเทียนใช้ป้ายประจำตำแหน่ง ในการเปิดทางให้จ้าวจางหมิ่น ขับพาหนะแปลกประหลาดเข้าเมืองหลวง โดยได้สร้างความประหลาดใจให้ผู้คนที่พบเห็นอีกครั้งเมื่อรถตู้สีดำสนิทหยุดลงที่หน้าจวนเสิ่นอันโหว บ่าวที่เฝ้าหน้าประตูจวนจึงรีบวิ่งไปตามพ่อบ้านมาทันที“ไหน ๆ สิ่งแปลกประหลาดที่วิ่งได้ พวกเจ้าอย่าได้โกหกข้าเชียว”“ท่านพ่อบ้านข้าจะโกหกไปทำไมกัน ก็เจ้านั่นมันหยุดอยู่หน้าจวนจริง ๆ นะขอรับ”พ่อบ้านเสิ่นเมื่อวิ่งตามบ่าวออกมา ก็พบเสิ่นหนิงเทียนยืนอยู่กับจ้าวจางหมิ่น “คารวะคุณชาย ๆ ที่แท้เป็นท่านเองหรือนี่ บ่าวคิดว่าเจ้าพวกนี้โกหกเสียอีก เอ่อ คุณหนูผู้นี้คือ?”“นางก็คือนายหญิงจ้าวคู่หมั้นของข้าเอง และเป็นเจ้าของสีทาบ้านที่งดงามอย่างไรเล่า”“โอ้ว คารวะนายหญิงจ้าวขอรับ เชิญคุณชายกับนายหญิงจ้าวที่โถงรับแขกเถิด ป่านนี้นายท่านกับฮูหยินคงรู้เรื่องนี้ จากพวกสาวใช้ในจวนแล้วขอรับ”“อืม หมิ่นเอ๋อร์เข้าไปพักด้านในก่อนเถิด เจ้าคงเหนื่อยไม่น้อยเพราะขับเจ้ารถนี่เพียงลำพัง”“เจ้าค่ะพี่ชายเสิ่
ณ เมืองหลวงแคว้นเฉินภายหลังสินค้าจำนวนมากบนรถบรรทุก ที่สามารถมาถึงเมืองหลวงได้ในเวลาอันรวดเร็ว ก็ได้สร้างปรากฏการณ์แตกตื่นขึ้น เนื่องจากรถบรรทุกไม่สามารถเข้าประตูเมืองได้ จึงต้องจอดเรียงรายอย่างเป็นระเบียบอยู่ภายนอกกำแพงเมือง โดยหยางไห่รับหน้าที่เข้าไปรายงานต่อเสิ่นฮูหยินที่จวนเสิ่นอันโหวรู้สึกแปลกใจมากกับเรื่องนี้ เพราะไม่น่าเป็นไปได้ที่สินค้าจากเมืองชายแดน จะมาถึงเมืองหลวงได้รวดเร็วในเวลาไม่กี่วัน จึงได้ตามเสิ่นฮูหยินออกมาดูด้วยตาตนเอง ว่าที่หยางไห่บอกกับพวกเขานั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่เมื่อหยางไห่พาเสิ่นอันโหวและเสิ่นฮูหยิน ออกมาเจอกับรถบรรทุกขนาดใหญ่ ทำเอาทั้งสองคนตกตะลึงพูดอันใดไม่ออกไปชั่วขณะ แต่เป็นเสิ่นฮูหยินที่เรียกสติของตนกลับมาได้“หยางไห่เจ้าบอกว่าสินค้าที่อยู่บนรถ รถอะไรนะ?”“อ้อ นายหญิงเรียกมันว่ารถบรรทุกขอรับเสิ่นฮูหยิน” หยางไห่ตอบตามที่เขาจดจำมาจากคำพูดของจ้าวจางหมิ่น“ชะ ชะ ใช่เจ้ารถบรรทุก สินค้าที่ต้องส่งเข้าวังหลวงทั้งหมด อยู่บนหลังรถบรรทุกตรงหน้านี้ และนี่เป็นสิ่งที่หมิ่นเอ๋อร์จัดการด้วยตนเองงั้นรึ”หยางไห่ยืดอกตอบอย่างฉะฉาน “ถูกต้องแล้วขอรับเสิ่นฮูหยิน นายหญิงขอ
คำสั่งซื้อสินค้าจำนวนมากของเสิ่นฮูหยิน ถูกส่งผ่านนกพิราบสื่อสารของร้านอาหารหงอวิ้นไหล ซึ่งคำสั่งซื้อนี้มาถึงจวนตระกูลจ้าวแห่งเหอเฟย ขณะที่จ้าวจางหมิ่นกำลังสอนลูกจ้าง ฝึกทำปอเปี๊ยะทอดสำหรับเป็นอาหารเรียกน้ำย่อย ที่จะทำขายเพิ่มในร้านอาหารของนางเซิ่งปินที่ดูแลความเรียบร้อยของเรือนใหญ่ เมื่อเห็นนกพิราบบินมาเกาะยังกิ่งไม้ต้นเดิม ก็เดินไปหยิบจดหมายจากกระบอกไม้เล็ก ๆ และนำมามอบให้จ้าวจางหมิ่นยังห้องครัว“นายหญิงขอรับ มีจดหมายจากเมืองหลวงเพิ่งมาถึงที่นี่ขอรับ”จ้าวจางหมิ่นรับมาเปิดอ่านด้วยท่าทางปกติ แต่เพียงชั่วพริบตาก็เริ่มตาโตจากข้อความในจดหมาย “โอ้ว! แม่เจ้า เงินทองไหลมาเทมาหาพวกเราได้ทุกวันสิน่า”คนที่ทนไม่ไหวมากที่สุดคงหนีไม่พ้นสาวใช้ทั้งสอง และฮุยอินจึงถามเพื่อคลายความสงสัยแทนทุกคน “นายหญิงเจ้าคะ ที่ท่านพูดมาหมายความว่าเช่นไรหรือเจ้าคะ ท่านถึงดูตกใจและดีใจในเวลาเดียวกันเช่นนี้”จ้าวจางหมิ่นเงยหน้ามองทุกคนในห้องครัว ที่เฝ้ารอคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ “นี่เป็นจดหมายจากมารดาของพี่ชายเสิ่น บอกเอาไว้ว่าฮ่องเต้ทรงต้องการสีทาบ้านจำนวนหนึ่งหมื่นถังเจ้าค่ะ”“ห๋า!! หนึ่งหมื่นถัง!!”หย่างไห่ถึงกับละล่ำ
การเปิดกิจการสีทาบ้านของจ้าวจางหมิ่นครั้งนี้ มิได้มีการจัดงานหรือจุดประทัดให้เสียงดังแต่อย่างใด นางเพียงอาศัยร้านอาหารเป็นตัวอย่างสินค้า และการตอบคำถามของเหล่าลูกจ้าง เมื่อมีลูกค้าในร้านอาหารสอบถามเท่านั้นเพียงเท่านี้ก็มีลูกค้ามาต่อแถวซื้อสีทาบ้าน จนพ่อบ้านห้าวต้องให้เหล่ยหง รวมถึงลูกจ้างอีกหลายคนในจวน ออกมาช่วยกันจัดระเบียบแถวของลูกค้า เพื่อป้องกันความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ในวันแรกที่เปิดขายสีทาบ้าน จ้าวจางหมิ่นได้กำไรถึงหลักพันตำลึงทองหนิงอวี่ที่ได้ช่วยนายหญิงของตนทำบัญชี ยังอุทานออกมาอย่างไม่อยากเชื่อ “โอ้ว นายหญิงเจ้าคะบ่าวมิได้คิดเลขผิดใช่หรือไม่ เพียงแค่ท่านเปิดขายสีทาบ้านวันแรก จากการพูดปากต่อปาก ก็ได้กำไรมากมายเช่นนี้แล้วนะเจ้าคะ”ฮุยอินที่นับทั้งก้อนเงินและตั๋วเงิน เพื่อให้ตรงกับบัญชีรายรับในมือของสหาย ยังคงมีอาการตื่นเต้นดีใจไม่หาย “นั่นสิเจ้าคะนายหญิง นี่ท่านเพิ่งขายให้คนในเมืองเหอเฟยเท่านั้น ยังได้กำไรหลักพันตำลึงทองแล้ว บ่าวไม่อยากจะคิดเลยว่าเมื่อสีทาบ้านไปถึงเมืองหลวง เหล่าขุนนางหรือคนที่ฐานะร่ำรวยไม่มีทางที่จะไม่อยากได้นะเจ้าคะ คงมีคนสั่งซื้อสินค้าชนิดนี้จำ
เรื่องการลงโทษสาวใช้ของเสิ่นหนิงเทียน บ่าวไพร่ในจวนปิดปากเงียบสนิท ไม่มีใครกล้าพูดหรือนำไปเล่าต่อแต่อย่างใด เนื่องจากพวกเขายังอยากมีชีวิต ทำงานแลกเงินส่งให้ครอบครัวและก่อนจะแยกย้ายกันเพื่อพักผ่อน จ้าวจางหมิ่นจึงบอกเสิ่นหนิงเทียนว่า นางมีเรื่องอยากพูดคุยกับเขาเล็กน้อย “พี่ชายเสิ่นเจ้าคะ รบกวนท่านอยู่พูดคุยกับข้าสักประเดี๋ยวเถิดเจ้าค่ะ”เมื่อเห็นว่ายังไม่ดึกมากเสิ่นหนิงเทียนจึงนั่งลงที่เดิม “ได้สิ ว่าแต่หมิ่นเอ๋อร์มีเรื่องอันใดจะคุยกับพี่งั้นหรือ”“ไม่มีอันใดมากหรอกเจ้าค่ะ ข้าแค่มีของมอบให้ท่านเล็กน้อย เพื่อขอบคุณที่ท่านอุตส่าห์ยกปิ่นปักผมให้ ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นของมีค่ากับท่านมาก ข้าจึงอยากตอบแทนสิ่งที่คล้ายกันกลับไปให้ท่านบ้างเจ้าค่ะ” จ้าวจางหมิ่นพูดจบก็หันไปรับกล่องไม้ ที่หนิงอวี่กลับไปหยิบจากในห้องพักมาให้นางเสิ่นหนิงเทียนมองกล่องไม้ในมือบาง พร้อมกับเลิกคิ้วเข้มด้วยความอยากรู้ ว่าสิ่งที่อยู่ด้านในนั้นคืออันใดกันแน่ “เจ้านำสิ่งใดมาให้พี่เช่นนั้นหรือ ความจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นสิ่งของชิ้นใด ล้วนไม่สำคัญเท่ากับเจ้าหรอกนะหมิ่นเอ๋อร์”“ท่านรับไว้เถิดเจ้าค่ะ เพราะข้าตั้งใจมอบให้ท่านจริง ๆ”
หลังจากเห็นว่าจ้าวจางหมิ่นนอนหลับสนิท เสิ่นหนิงเทียนย้อนกลับไปที่เดิมอีกครั้ง เพื่อจัดการกับพวกหมิงเฉียว แต่เขากลับพบกับความว่างเปล่า คนตั้งมากมายกลับหายไปอย่างไร้ร่อยรอย แม้แต่เลือดสักหยดยังไม่มีให้เห็น “เป็นไปได้อย่างไรกัน? คนหลายสิบคนหายไปพร้อมกัน ใครจะมีความสามารถจัดการได้รวดเร็วเช่นนี้”เสิ่นหนิงเทียนจึงเดินกลับด้วยความงุนงง และมีข้อสงสัยมากมายอยู่ในใจของเขา ว่าเหตุการณ์ประหลาดนี้ เป็นฝีมือของคนหรือภูตผีปีศาจกันแน่ เสิ่นหนิงเทียนรู้สึกเสียดายไม่น้อย ที่คนของตนกลับนอนหลับสนิท ไม่มีทีท่าจะตื่นขึ้นมาสักนิด มิเช่นนั้นเขาคงได้รู้ว่าเป็นฝีมือของผู้ใดเมื่อยามเช้ามาถึงภายหลังจัดการเรื่องอาหารมื้อเช้า ทุกคนช่วยกันเก็บของทั้งหมดเพื่อเดินทางต่อ โดยไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงอันใดอีก ครั้งนี้ใช้เวลาเดินทางกลับเร็วกว่าเล็กน้อย แต่พวกเขามาถึงเมืองฟู่ชิงในเขตชายแดนแคว้นเฉิน ก็เข้าสู่ปลายยามเซินแล้ว เสิ่นหนิงเทียนไม่อยากให้จ้าวจางหมิ่นเดินทางยามค่ำคืน จึงได้เชิญนางพักเสียที่จวนของตน“หมิ่นเอ๋อร์ตอนนี้ใกล้จะมืดค่ำเข้าไปทุกที เจ้ากับคนอื่น ๆ พักเสียที่จวนของพี่เถิด พรุ่งนี้เช้าค่อยกลับเมืองเหอเฟยจะดีกว
หมิงเฉียวพาคนที่เถ้าแก่หนานเลี้ยงไว้ห้าสิบคน ออกเดินทางเพื่อตามจ้าวจางหมิ่นให้ทัน ขบวนเดินทางเล็ก ๆ ของหมิงเฉียวก็ขี่ม้าออกนอกเมืองไปอย่างรวดเร็ว พวกเขาจึงต้องพยายามเร่งฝีเท้าม้า เพิ่มความเร็วให้มากขึ้นจะได้ตามไม่ห่างจนเกินไปเมื่อออกจากเมืองเชาหูได้ครึ่งทาง จ้าวจางหมิ่นได้รับข้อความจากระบบอีกครั้ง [ติ๊ง มีภารกิจด่วนแลกเงินรางวัลหนึ่งแสนตำลึงทองไม่ทราบว่าท่านจะรับภารกิจนี้หรือไม่]ห๋า! ทำไมครั้งนี้เงินรางวัลถึงมากเช่นนี้เล่า นี่ระบบภารกิจด่วนของเจ้าคงไม่ได้ให้ไปฆ่าคนหรอกนะ[ท่านไม่ต้องลงมือฆ่าคนพวกนั้นเอง เพราะอีกโลกหนึ่งที่ห่างไกลจากที่นี่ ต้องการแรงงานจำนวนมาก ท่านแค่คิดหาวิธีให้คนกลุ่มนี้มีชีวิต ส่วนที่เหลือระบบจะจัดการเก็บกวาดเอง]โอ้โห! แค่ไม่ต้องถึงตายแล้วยังได้เงินถึงหนึ่งแสนตำลึง ใครไม่รับทำก็โง่เต็มทีกระมัง ตกลง! ข้ารับทำภารกิจด่วนนี้ของเจ้านะระบบ ว่าแต่จะให้ข้าลงมือกับใครและเมื่อใดรึ[อีกสองชั่วยามพวกท่านต้องหาที่พักกันแล้ว ด้านหลังพวกท่านมีคนกลุ่มหนึ่งกำลังตามมา และที่สำคัญคนพวกนั้นมิได้มีเจตนาดี ท่านหยุดพักให้คนพวกนั้นตามมาทัน แล้วค่อยลงมือยามค่ำจะดีที่สุด]นี่พวกข้าถูกคนส
หลังจากส่งหลัวเซิ่งอ๋องกลับจวนเจ้าเมืองแล้ว นายท่านหลี่ให้บุตรชายพาจ้าวจางหมิ่นไปพบที่ห้องทำงาน เพื่อบอกเรื่องที่หลัวเซิ่งอ๋องสนใจกับนาง เผื่อว่ากิจการใหม่ของจ้าวจางหมิ่นจะเปิดขายเร็วขึ้นจ้าวจางหมิ่นที่ยังมีเสิ่นหนิงเทียนตามติด ขึ้นมาพบนายท่านหลี่ที่อยู่รอนางเพียงลำพัง “ท่านลุงหลี่ให้พี่ชายหลี่ไปตามข้า มีเรื่องอันใดเกี่ยวกับร้านอาหารหรือไม่เจ้าคะ”“มาแล้วหรืออาหมิ่น ที่ลุงอยากพบเจ้ามิใช่เรื่องร้านอาหารหรอก แต่เป็นเรื่องของสีทาบ้านของเจ้าต่างหากเล่า” นายท่านหลี่บอกนางไปตามตรง“หืม สีทาบ้านของข้าทำไมหรือเจ้าคะ?”เสิ่นหนิงเทียนคาดว่าสินค้าของจ้าวจางหมิ่น คงจะมีคนสนใจจึงสอบถามผ่านนายหลี่เป็นแน่ “เรื่องที่นายท่านหลี่พูดถึงข้าขอเดาว่า สีทาบ้านที่ช่วยให้ผนังเหล่านี้งดงามได้ คงเป็นที่ถูกใจลูกค้าที่มาร่วมงานวันนี้ถูกต้องหรือไม่”“ท่านแม่ทัพเสิ่นกล่าวได้ถูกต้องแล้ว สินค้าใหม่ของอาหมิ่นมีคนอยากได้มากมายเชียวล่ะ รวมถึงท่านอ๋องที่อยากจะเจรจาซื้อสินค้านี้กับเจ้า เพราะอยากนำไปปรับปรุงตำหนักที่เมืองเจินโจว และเอาใจพระชายากับซื่อจื่อน่ะ” แม้แต่ตัวนายท่านหลี่ก็อยากได้ไปทาที่จวนเช่นกันจ้าวจางหมิ่นเพิ่
เมื่อการปรับปรุงร้านเสร็จเรียบร้อย การทาสีก็เริ่มขึ้นทันทีเพื่อให้ทันการเปิดร้าน ซึ่งการทาสีในครั้งนี้เรียกความสนใจได้มาก มีชาวบ้านพ่อค้าเร่หรือแม้แต่เหล่าเศรษฐีมายืนมองจำนวนมาก เหล่าทหารที่มากับหลัวเซิ่งอ๋องยังหยุดมอง ว่าคนงานเหล่านี้กำลังทำให้ผนังของร้านค้าทั้งด้านในและด้านนอกเปลี่ยนสีมีคนอยากรู้เกี่ยวกับเจ้าสิ่งใหม่นี้มากมาย แต่พวกเขาไม่รู้ว่าควรไปถามกับผู้ใด พวกเขารู้แค่เพียงว่าเจ้าของร้านคือตระกูลหลี่ อาจจะต้องรอจนกว่าร้านอาหารจะเปิดอีกครั้ง ถึงจะหาทางสอบถามเรื่องนี้จากลูกจ้างในร้านได้หนึ่งวันก่อนที่จะเปิดร้านอาหารอีกครั้ง จ้าวจางหมิ่นเข้ามาตรวจดูความเรียบร้อย การจัดวางโต๊ะเก้าอี้รวมถึงการตกแต่งร้าน โดยมีเสิ่นหนิงเทียนเดินตามนางทุกฝีก้าว มีเพียงเขาที่สนใจเพียงจ้าวจางหมิ่น ส่วนคนอื่น ๆ ที่ติดตามมาจากตระกูลหลี่ พวกเขาให้ความสนใจเรื่องสีทาผนัง เพราะยามนี้ร้านอาหารของพวกเขานั้นโดดเด่นมากหลี่ซู่เฟิงที่อายุไล่เลี่ยกับเสิ่นหนิงเทียน ยังเสียอาการเมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงของร้านอาหาร “ขะ ขะ ข้าไม่อยากเชื่อสายตาตนเองเลย ว่าสีทาบ้านที่คุณหนูจ้าวนำมานั้น จะช่วยให้ผนังสีเก่า ๆ กลายเป็นผนังที