ณ เรือนหลังเล็กที่ตั้งอยู่ท้ายจวนเจ้าเมืองเหอเฟย ไม่มีใครสนใจว่าเด็กน้อยวัยหกหนาวย่างเจ็ดหนาว ที่ล้มป่วยซ้ำซ้อนจากการตกน้ำ และต้องลมเย็นของวสันต์ฤดูได้หมดลมหายใจ แม้แต่สาวใช้ทั้งสองที่สงสารเจ้านายตัวน้อย ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้านายตัวจริงได้ตายจากไป และบัดนี้มีดวงจิตของหญิงสาวจากโลกอนาคต ได้เข้ามาอยู่ในร่างนี้แล้ว
ร่างเล็ก ๆ ที่ผ่ายผอมเล็กน้อย เริ่มขยับเปลือกตาไปมาอยู่ครู่หนึ่ง จนดวงตางดงามประหนึ่งดอกท้อค่อย ๆ ลืมตา เมื่อรู้สึกว่าตนเองไม่มีแรงที่จะขยับตัวเอาเสียเลย
ที่นี่ที่ไหน? ทำไมฉันถึงไม่อยู่ในนรกหรือสวรรค์ล่ะ ฉันถูกไอ้สารเลวนั่นใช้มีดแทงจนตายเชียวนะ!
จางหมิ่นได้แต่กรอกตาไปมามองไปทั่วห้อง ที่มีเพียงเตียงไม้เก่า ๆ และโต๊ะสีซีดกลางห้อง
เกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ โอ๊ย!! ปวดหัวทำไมถึงปวดแบบนี้
จางหมิ่นนึกทบทวนเรื่องราวของตนเอง หลังจากมีภาพเรื่องราวของเด็กหญิงตัวน้อย จากอาการปวดหัวจนแทบระเบิดนั่น ครอบครัวนี้เป็นอะไรกันไปหมด รังเกียจได้แม้แต่ลูกแท้ ๆ ของตนเอง มีเพียงสาวใช้สองคนคอยเลี้ยงดูตั้งแต่แรกคลอดจนถึงปัจจุบัน แต่เรื่องราวของร่างนี้ยังไม่น่าตกใจเท่า หน้าจอโปร่งแสงที่ปรากฏอยู่ตอนนี้
[ติ๊ง! ขอต้อนรับเข้าสู่ระบบออนไลน์ขั้นเทพ]
[มีคนใจดีมอบระบบออนไลน์ขั้นเทพนี้ให้กับท่าน ระบบนี้สามารถเปลี่ยนสินค้าทุกอย่างให้เป็นเงินได้ หรือจะเลือกซื้อสินค้าจากโลกอนาคตก็ได้อีกเช่นกัน]
[กรุณากดยืนยันเพื่อลงทะเบียน ก่อนเริ่มทำการซื้อขายกับระบบ]
ฉู่จางหมิ่นที่ยังมึนกับอาการปวดหัว นั่งจ้องหน้าจอสีใสตรงหน้าอย่างงุนงง พอคิดดูอีกทีนี่มันเหมือนในซี่รี่ย์แนวทะลุมิติ และมีตัวช่วยสุดโกงแถมมาให้ นางจึงใช้นิ้วน้อย ๆ จิ้มลงไปเพื่อยืนยันตัวตน
[ติ๊ง ท่านได้ทำการยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้ว หากต้องการซื้อขายสินค้ากับระบบ สามารถเรียกได้ตลอดเวลา]
ฉู่จางหมิ่นหันซ้ายหันขวามองไปทั่วห้อง จึงสะดุดเข้ากับกระจกทองเหลือง จึงใช้เรี่ยวแรงอันน้อยนิดเดินไปหยิบที่โต๊ะ และยื่นไปตรงหน้าจอของระบบทันที
[ท่านต้องการขายกระจกทองเหลืองโบราณ เป็นวัตถุที่มีความต้องการสูงในตลาด ระบบกำลังประเมินราคาสินค้าของท่าน โปรดรอสักครู่]
ฉู่จางหมิ่นนั่งมองหน้าจอที่กำลังหมุนไปมา และเริ่มลุ้นกับการขายสินค้า ว่าจะได้ราคากี่ตำลึงเพื่อใช้ซื้ออาหารบำรุงตนเอง กับสาวใช้อีกสองคนที่คอยดูแลไม่ห่าง
[ติ้ง กระจกทองเหลืองโบราณประเมินราคาได้ หนึ่งร้อยตำลึงทองท่านต้องการขายทันทีหรือไม่]
ขายสิ! จะเก็บไว้ทำไมในเมื่อขายได้เงิน ต่อไปจะได้กินอิ่มท้องเสียที ไหนจะสาวใช้ผู้ซื่อสัตย์ทั้งสองคนของนางอีก หรือจะหาหนทางทำการค้าเพื่อหาเงินก็มิใช่เรื่องยาก เมื่อมีตัวช่วยสุดแสนวิเศษนี้อยู่กับตัว
[สินค้าของคุณมีนักสะสมของโบราณรับซื้อเรียบร้อยแล้ว เงินจากการขายสินค้าจะส่งไปยังช่องเก็บของด้านขวามือ ขอบคุณที่ใช้บริการระบบออนไลน์ขั้นเทพ ติ๊ง]
หมับ! “หนึ่งร้อยตำลึงทองก็ไม่น้อยเลยนะเนี่ย แต่คำอธิบายกับสาวใช้ของเด็กคนนี้น่ะสิ หนักใจไม่ใช่เล่น”
“หนิงอวี่เร็วเข้า ไม่รู้ตอนนี้คุณหนูจะฟื้นหรือยัง มีไข้สูงมาหลายวันข้ารู้สึกหวั่นใจพิกล” ฮุยอินเอ่ยเร่งสหายให้เพิ่มความเร็วของฝีเท้า
“หากวันนี้ไข้ยังไม่ยอมลด ข้าจะบากหน้าไปขอความช่วยเหลือจากฮูหยินเอง ถึงจะถูกโบยขอแค่มีท่านหมอมารักษาคุณหนู จะเจ็บหนักข้าก็ยอมนะฮุยอิน” หนิงอวี่ที่มาจากครอบครัวยากจน ขายตัวมาเป็นสาวใช้ที่จวนแห่งนี้ ไม่คิดว่าคุณหนูฐานะสูงส่ง จะพบเจอความอดสูยิ่งกว่าชาวบ้านเช่นนางเสียอีก
ฉู่จางหมิ่นได้ยินเสียงสาวใช้ทั้งสอง ก็รีบกลับไปที่เตียงและซ่อนถุงเงินไว้ ก่อนจะแสร้งนอนหลับเป็นคนป่วยอีกครั้ง
สาวใช้ทั้งสองยกอ่างน้ำมาเช็ดตัวให้ฉู่จางหมิ่น และมีถ้วยโจ๊กที่มีเม็ดข้าวอยู่น้อยนิด กับผัดผักไม่กี่ชิ้นสำหรับมื้อนี้ หนิงอวี่เช็ดตัวฉู่จางหมิ่นอย่างระมัดระวัง แต่นางกลับรู้สึกว่าความร้อนจากพิษไข้ แทบจะไม่มีหลงเหลืออยู่เช่นก่อนหน้านี้
ฉู่จางหมิ่นที่ทนนอนต่อไม่ไหว จึงทำทีว่าตนเริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาเมื่อมีผ้าชุบน้ำมาถูกร่างของนาง ทำเอาหนิงอวี่เรียกเจ้านายตัวน้อยด้วยความดีใจฮุยอินก็รีบเข้ามาดูอาการด้วยอีกคน
“อืม”
“คุณหนู! คุณหนูของบ่าวฟื้นแล้ว ในที่สุดท่านก็ยอมฟื้นขึ้นมาเสียที ฮุยอิน ๆ คุณหนูได้สติจากพิษไข้แล้ว”
“คุณหนูเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ยังปวดศีรษะอยู่หรือไม่” ฮุยอินดีใจไม่ต่างจากหนิงอวี่ ที่กำลังแตะตัวเพื่อตรวจดูความร้อนจากพิษไข้
“ไม่ปวดแล้วเจ้าค่ะแต่ยังรู้สึกเพลียอยู่เล็กน้อย พวกพี่สองคนเล่าได้พักผ่อนกันบ้างหรือไม่ มัวแต่ดูแลข้าเช่นนี้คงจะเหน็ดเหนื่อยไม่น้อยเลยนะเจ้าคะ ขอบคุณพวกท่านสองคนมาจริง ๆ ที่คอยดูแลข้าเสมอ” ฉู่จางหมิ่นมองใบหน้าของสาวใช้ ดูอิดโรยจากการคอยดูแลตนเอง
“ฮึก บ่าวไม่เหนื่อยเลยเจ้าค่ะ ขอเพียงคุณหนูหายป่วยไข้ก็พอ” หนิงอวี่ทั้งดีใจทั้งโล่งใจจนร้องไห้ออกมา นางกลัวมากกว่าคุณหนูน้อยที่เลี้ยงมากับมือ จะต้องมาตายตั้งแต่อายุยังน้อยเช่นนี้
“ตอนที่ข้าล้มป่วยคงมีเพียงพวกพี่สองคน คอยดูแลอยู่ข้าง ๆ สินะเจ้าคะ คนในครอบครัวไม่มีใครมาสนใจตัวเสนียดเช่นข้า”
“คุณหนูอย่าพูดเช่นนั้นสิเจ้าคะ ท่านไม่ใช่ตัวเสนียดอันใดสักนิด ใครไม่สนใจก็ช่าง แต่คุณหนูยังมีข้ากับฮุยอิน ที่จะอยู่เคียงข้างคอยดูแลคุณหนูเช่นนี้ตลอดไปนะเจ้าคะ” หนิงอวี่รีบเอ่ยห้ามมิให้ฉู่จางหมิ่นกล่าวว่าตนเองเป็นตัวเสนียด จนคนในครอบครัวรังเกียจ
“ใช่เจ้าค่ะคุณหนูใครจะคิดอย่างไรก็ช่างเถิด แต่สำหรับพวกบ่าวสองคนคุณหนูคือดาวนำโชคมากกว่าเจ้าค่ะ” ฮุยอินเห็นด้วยกับคำพูดนี้
“อย่าพูดถึงเรื่องไม่สบายใจดีกว่าเจ้าค่ะ บ่าวว่าคุณหนูทานโจ๊กเสียหน่อย จะได้แข็งแรงไว ๆ นะเจ้าคะ” หนิงอวี่รีบเปลี่ยนเรื่องพูดคุย
“ขอบคุณพวกพี่สองคนมากจริง ๆ ที่ไม่ทอดทิ้งข้าไว้เพียงลำพัง วันหน้าหากข้าได้ดีมีฐานะร่ำรวย ย่อมตอบแทนพวกท่านอย่างดีเจ้าค่ะ” ฉู่จางหมิ่นซึ้งใจแทนเจ้าของร่าง ที่มีสาวใช้ผู้ซื่อสัตย์สองคนนี้อยู่เคียงข้าง
ฉู่จางหมิ่นรับถ้วยโจ๊กมาทานเอง และยังนึกถึงเรื่องที่สาเหตุที่ทำให้ดวงจิตของตน ทะลุมิติย้อนมายังโลกคู่ขนาน ที่ไม่คิดว่าจะมีอยู่จริงก็น้ำตาคลอเล็กน้อย ความเจ็บปวดเสียใจยังคงมีอยู่ รวมกับความโดดเดี่ยวของเด็กน้อยเจ้าของร่างที่จากไป คนในครอบครัวคงมีชีวิตที่ดีขึ้นจากเงินประกันของนาง ส่วนผู้ชายสารเลวเช่นนั้น นางขอตัดวาสนาต่อกันทุกชาติไป
ขณะที่ฉู่จางหมิ่นตักโจ๊กกลืนลงท้องได้ไม่กี่คำ เสียงพูดจาดูถูกก็ดังขึ้นด้านหน้าประตูเรือน นางจึงหันไปถามหนิงอวี่กับฮุยอินด้วยสายตา ว่าเสียงที่ได้ยินนั้นเป็นใคร
“อี๋! ท่านแม่เจ้าคะทำไมพวกเราต้องมาที่นี่ด้วย มีแต่เศษฝุ่นเต็มไปหมดชายกระโปรงข้าสกปรกแล้วเจ้าค่ะ” ฉู่เฟินเยว่เดินมากับมารดาผู้เป็นอนุ ที่พาตนเองมาดูว่าฉู่จางหมิ่นใกล้จะตายหรือยัง
“เยว่เอ๋อร์แค่ชายกระโปรงเลอะเพียงเล็กน้อย เจ้าอดทนเสียหน่อยประเดี๋ยวกลับเรือนถอดชุดนี้ให้ซินอี๋เอาไปทิ้งก็ยังได้” ชุยเยี่ยนฟางก้มลงมองบุตรสาว ที่ยามนี้เป็นที่รักของครอบครัว มากกว่าบุตรสาวสายตรงของฮูหยินเอกอย่างฉู่จางหมิ่น
“เจ้าค่ะท่านแม่”
หนิงอวี่เห็นสายตาของเจ้านายน้อย ที่มีคำถามแม้จะสงสัยว่าทำไมถึงจำไม่ได้ แต่ยังคงตอบคำถามให้ฉู่จางหมิ่น
“..?..”
“เป็นอนุชุยกับคุณหนูรองฉู่เฟินเยว่เจ้าค่ะ พวกนางคงมาซ้ำเติมหรือไม่ก็มาดูว่าคุณหนูเป็นอย่างไรกระมัง”
“อ่อ บุตรสาวคนโปรดของคนทั้งจวน ที่ช่วยหนุนดวงชะตาให้ท่านพ่อ ได้ดิบได้ดีก้าวหน้าในตำแหน่งขุนนางน่ะหรือ”
“คุณหนูอย่าคิดมากเลยเจ้าค่ะ ถึงอย่างไรท่านก็เป็นคุณหนูใหญ่ของตระกูลฉู่” ฮุยอินพยายามปลอบใจฉู่จางหมิ่น
“หึ พวกพี่สองคนไม่ต้องห่วง ในเมื่อข้ารอดพ้นจากแม่น้ำเหลืองมาได้ ถึงจะมีอายุเพียงหกหนาว แต่ข้าจะไม่ยอมให้ใครมาหยามเกียรติได้แน่เจ้าค่ะ” ฉู่จางหมิ่นจากโลกอนาคต ที่ฟันฝ่าเรื่องราวต่าง ๆ มามากมาย จะกลัวกับเรื่องบ้านเล็กของบุรุษได้อย่างไร
ถ้วยโจ๊กอุ่น ๆ ยังคงอยู่ในมือน้อย ๆ แต่ผู้ถือกลับหยุดกินมันเสียอย่างนั้น และใช้สายตาจ้องมองไปที่ประตู ว่าแขกที่มาเยือนจะปรากฏเมื่อใด เพียงชั่วลมหายใจทั้งนายและบ่าว ก็ก้าวเข้ามาด้านในห้องพร้อมสายตาดูแคลนอย่างชัดเจน
อนุชุยยืนมองคุณหนูใหญ่ของจวน และแอบยิ้มเยาะออกมาเล็กน้อย “อา จางหมิ่น ข้าไม่ได้พบเจ้ามาพักใหญ่ ข้าก็ได้ยินข่าวมาว่าเจ้าล้มป่วยงั้นหรือเป็นอย่างไรบ้างเล่า?”
ฉู่เฟินเยว่หัวเราะเบา ๆ มองจางหมิ่นด้วยแววตาดูแคลน “ท่านแม่จะถามไปทำไมเจ้าคะโชคดีแค่ไหนที่นางยังไม่ตาย ไม่เช่นนั้นงานศพของนาง จะทำให้ท่านพ่อโชคร้ายได้นะเจ้าคะ”
ฉู่จางหมิ่นยิ้มบาง ๆ มองพวกนางด้วยแววตาที่สงบนิ่ง แต่ซ่อนความความไม่พอใจเอาไว้ “ขอบคุณอนุชุยที่เป็นห่วง บังเอิญข้ายังไม่ถึงเวลาตายกระมัง ขอโทษด้วยที่ทำให้พวกเจ้าต้องผิดหวัง"
อนุชุยยิ้มเหยียดกับคำพูดของฉู่จางหมิ่น “เชอะ แล้วอย่างไรเจ้าอยู่หรือตาย ทุกคนในจวนก็มิได้สนใจชีวิตนี้ของเจ้า เมื่อลองเทียบกับเยว่เอ๋อร์ของข้าแล้วเจ้าไม่มีทางเทียบได้ แม้แต่มารดาแท้ ๆ ของเจ้ายังไม่คิดมาเยี่ยม ลองตรองดูเถิดว่าเจ้าควรทำตัวเช่นไร”
ฉู่เฟินเยว่กอดอกเชิดหน้าอย่างถือดี “ท่านแม่อย่าพูดกับนางให้เสียเวลาดีกว่าเจ้าค่ะ ข้าอยากเลือกเสื้อผ้าชุดใหม่แล้ว”
“ได้สิจ๊ะลูกแม่ หึ จางหมิ่นเจ้าอยู่ที่เรือนนี้เงียบ ๆ ทำตัวให้ดีอย่าได้เสนอหน้าไปวุ่นวายที่เรือนใหญ่ เพราะอีกเจ็ดวันจะมีขุนนางจากเมืองหลวงนำราชโองการมาที่นี่ ถ้าไม่อยากถูกบิดาของเจ้าทำโทษจงอยู่อย่างเจียมตัวต่อไป พวกเจ้าสองคนก็เช่นกัน ควบคุมดูแลนางให้ดีอย่าปล่อยออกไปนอกเรือนเด็ดขาด หากการรับราชโองการเกิดมีปัญหา นายท่านจะขายพวกเจ้าสองคนออกไปเสีย” อนุชุยหันไปสั่งหนิงอวี่กับฮุยอิน ด้วยน้ำเสียงที่วางอำนาจกับบ่าวไพร่
“บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะ”
ฉู่จางหมิ่นยังคงจ้องมองสองแม่ลูก ด้วยแววตาที่แข็งกร้าวและไม่พอใจอย่างมาก
“อนุชุยไม่ต้องกังวลไป เชิญพวกท่านเสพสุขกันตามสบายเถิด ทางที่ดีอย่าได้มาเหยียบที่เรือนสกปรกของข้าอีกประเดี๋ยวเกิดโชคร้ายขึ้นมา จะกล่าวโทษว่าข้าเป็นคนทำไม่ได้หรอกนะ ถ้าหมดธุระแล้วก็เชิญ”
“หึ ก็ดี! ข้าจะรอดูน้ำหน้าคนอย่างเจ้า ว่าจะอยู่ในจวนนี้ได้นานแค่ไหนไปกันเถิดเยว่เอ๋อร์” อนุชุยไม่คิดว่าฉู่จางหมิ่น ที่ไม่เคยมองสบตา หรือแม้แต่ตอบโต้ตนเอง ยามนี้กลับเป็นคนละคนไปเสียได้
ฉู่จางหมิ่นยิ้มมุมปาก “รอดูต่อไป บางทีความจริงที่ท่านเห็นกับสิ่งที่ข้าสร้างอาจต่างกัน ข้าจะให้พวกท่านได้เห็นว่าชีวิตข้าไม่ได้จบลงที่นี่”
“แล้วข้าจะคอยดู ฮึ”
ชุยเยี่ยนฟางที่ตั้งใจมาตอกย้ำความต่ำต้อย ที่ฉู่จางหมิ่นไม่อาจได้รับเช่นบุตรสาวของนางได้ แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างที่คิด เมื่อเด็กหญิงอ่อนแออย่างฉู่จางหมิ่น จะกล้าพูดจาโต้ตอบนางกลับมา ซึ่งแตกต่างจากเดิมยิ่งนักถึงอย่างไรชุยเยี่ยนฟางมิได้สนใจนาน ขอเพียงบุตรสาวของนางได้รับทุกสิ่ง ที่ควรจะเป็นของฉู่จางหมิ่นทั้งหมดก็เพียงพอแล้ว
ฉู่จางหมิ่นมองจนสองแม่ลูกพ้นไปจากสายตา แต่ยังไม่ยอมพูดสิ่งใดออกมา สาวใช้ทั้งสองจึงคิดว่าเจ้านายน้อย คงสะเทือนใจกับคำพูดเยาะเย้ยของอนุชุย ก็สรรหาคำพูดมาปลอบใจ ทำเอาฉู่จางหมิ่นอดขำไม่ได้“คิ คิ พวกพี่สองคนสบายใจเถิดเจ้าค่ะ ข้าไม่ใช่คนอ่อนแอเช่นก่อนหน้านี้อีกแล้ว ถึงจะยังเป็นเด็กอายุหกหนาว แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับข้า ย่อมทำให้เติบโตรู้ความกว่าเด็กคนอื่น ไม่มีบิดามารดาญาติพี่น้องแล้วอย่างไร อย่าลืมว่าคนที่คอยเลี้ยงดูข้าฉู่จางหมิ่นคือพวกท่าน ฉะนั้นคนที่มีพระคุณจริง ๆ คือพี่ทั้งสองคนต่างหาก” เรื่องนี้คือสิ่งที่ทำให้ฉู่จางหมิ่นซาบซึ้งใจเป็นที่สุด“โธ่ คุณหนูของบ่าว อย่าได้กล่าวว่าหน้าที่ของพวกเราสองคน เป็นบุญคุณอันใดเลยนะเจ้าคะ ใครไม่รักก็ช่างแต่บ่าวรักคุณหนูและจะปกป้องท่านให้ดีที่สุดเจ้าค่ะ” ฮุยอินไม่คิดว่าเจ้านายน้อยของนาง จะมีความคิดเป็นผู้ใหญ่เกินวัยเช่นนี้“พี่หนิงอวี่ พี่ฮุยอิน หากข้าถูกครอบครัวทิ้งขว้าง พวกท่านยังยินดีที่จะติดตามข้าหรือไม่เจ้าคะ” คำถามนี้ฉู่จางหมิ่นจริงจังมาก เพราะนางคิดว่าคนตระกูลฉู่ ไม่มีทางนำตัวนางกลับไปเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวอีกแน่นอน จึงคิดจะหาทางหนีทีไล
ด้านเรือนใหญ่ต่างสั่งบ่าวไพร่เร่งมือเก็บของ เพื่อต้องการออกเดินทางให้เร็วที่สุด แต่ด้วยข้าวของที่มีมากจำต้องใช้เวลาสองสามวัน กว่าจะเก็บทั้งหมดให้แล้วเสร็จได้ส่วนจางหมิ่นที่นอนเอกเขนกรอสาวใช้ หลังจากคิดเรื่องอาชีพของตนไว้เรียบร้อยแล้ว ก็นึกถึงระบบขึ้นมาได้ว่าวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆที่จำเป็นต้องใช้สำหรับค้าขาย ย่อมมีให้นางได้เลือกซื้อจึงเรียกระบบออกมาอย่างเร็วรี่“ระบบ ข้าต้องการค้นหาสิ่งจำเป็นในการสร้างอาชีพ”[ติ๊ง ระบบออนไลน์ขั้นเทพยินดีรับใช้ ไม่ทราบว่าท่านต้องการสิ่งของประเภทใด]“ข้าอยากรู้ราคาพวกเตาและตะแกรง สำหรับอาหารจำพวกเสียบไม้ย่าง รวมถึงราคาของลูกชิ้น ไม้เสียบลูกชิ้น น้ำจิ้มแบบหวานและเผ็ด ถาดดินเผาสำหรับวางอาหาร หรือสิ่งที่จำเป็นต้องใช้อื่น ๆ เพื่อคำนวณค่าใช้จ่ายก่อนจะสร้างอาชีพ” จ้าวจางหมิ่นต้องคำนวณต้นทุนการค้าเสียก่อน นางจะได้ตั้งราคาขายที่ทุกคนสามารถซื้อกินได้[กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังเรียกรายการสินค้าที่เกี่ยวข้อง]“ขอบใจมาก”[ติ๊ง สิ่งที่ท่านต้องการปรากฏตามหน้าจอ พร้อมราคาขายท่านสามารถคำนวณเงินไว้ล่วงหน้าได้ พร้อมเมื่อใดแจ้งกับระบบได้ทุกเวลา]จางหมิ่นใช้นิ้วป้อม ๆ เลื่อนหน้
ยามเหม่าของวันต่อมา จ้าวจางหมิ่นตื่นพร้อมกับสาวใช้ทั้งสอง เพื่อเตรียมของสำหรับการค้าวันแรก รถเข็นที่มีวัตถุดิบและอุปกรณ์ครบครัน ถูกเข็นออกจากจวนมุ่งหน้าไปยังตลาดเช้า ซึ่งแผงขายของนี้ของจ้าวจางหมิ่น อยู่ข้าง ๆ กับแผงขายผักพอดีทั้งสามคนแบ่งงานกันทำเช่นเมื่อวาน เมื่อเตาถ่านเริ่มร้อนลูกชิ้นที่เตรียมไว้ ถูกนำออกมาวางลงบนเตา เพื่ออุ่นให้ร้อนอีกครั้งสำหรับขายให้ลูกค้า และกลิ่นหอมของลูกชิ้นปิ้ง ก็เรียกความสนใจของคนที่เดินผ่านไปมา จนมีบุรุษวัยกลางคนเดินเข้ามาถาม ด้วยความสนใจอาหารของจ้าวจางหมิ่น“เอ่อ แม่ค้าเจ้าทำอันใดมาขายเช่นนั้นหรือ กลิ่นมันคล้ายเนื้อแต่ทำไมมันถึงเป็นลูกกลม ๆ ไปเสียได้เล่า”“นั่นน่ะสิ แต่ข้าสองคนทนกลิ่นหอมนี้ไม่ไหว ถึงได้มาถามดูเสียก่อนว่ามันคือสิ่งใด”“ท่านอาทั้งสองช่างมีจมูกที่ดีมากเจ้าค่ะ เจ้าลูกกลม ๆ นี้ข้าเรียกมันว่าลูกชิ้น และมันทำมาจากเนื้อหมูจริง ๆ พอนำมาปิ้งกับเตาถ่านจึงมีกลิ่นหอม นอกจากนี้ยังมีน้ำจิ้มสองรสให้เลือก หากท่านอาสนใจข้าจะหั่นให้พวกท่านลองชิมดู ถ้าถูกใจในรสชาติค่อยซื้อก็ยังไม่สายเจ้าค่ะ” จ้าวจางหมิ่นตอบคำถามลูกค้าอย่างเป็นกันเองบุรุษทั้งสองรับไม้จิ้มขนา
ยามเฉินของเช้าวันที่สี่ หลังจากเก็บอุปกรณ์ทุกอย่างเสร็จ จ้าวจางหมิ่นและสาวใช้กำลังจะกลับจวนของตน ก็ได้ยินเสียงแสดงความยินดีกับอดีตเจ้าเมือง ที่ได้เลื่อนตำแหน่งเข้าทำงานในราชสำนัก ถึงจะไม่มีใครพูดชื่อตระกูลจ้าวจางหมิ่นย่อมรู้ดีว่าคือใครหนิงอวี่เห็นเจ้านายน้อยหยุดมองนิ่ง ๆ ก็ฉุกคิดได้และจะพานางกลับจวน แต่กลับได้รับคำปฏิเสธ นอกจากนี้จ้าวจางหมิ่นยังเดินเข้าไปใกล้อีกนิด เพื่อจดจำคนตระกูลฉู่นี้เอาไว้ให้ขึ้นใจ และมีคำอวยพรที่พึมพำออกมาเบา ๆหึ ขอให้พวกเจ้าตระกูลฉู่อยู่กับความสุขเหล่านี้มาก ๆ วันใดที่ถูกหลอกใช้จนหมดประโยชน์ ผู้มีอำนาจเฉดหัวทิ้งขึ้นมาจะได้รู้เสียทีว่าการถูกทอดทิ้งมันสิ้นหวังเพียงใด“คุณหนูเจ้าคะ” ฮุยอินเรียกเพียงสั้น ๆจ้าวจางหมิ่นได้ยินเสียงสาวใช้ จึงดึงสติของตนกลับมา “พี่ฮุยอินไม่ต้องคิดมากเจ้าค่ะ ข้าแค่อยากยืนส่งพวกเขาเป็นครั้งสุดท้าย และรอคอยให้เวรกรรมตามสนองคนตระกูลนี้เท่านั้น”หนิงอวี่ได้ยินคำนี้ของจ้าวจางหมิ่น ก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรง “คุณหนูพูดถูกสักวันหนึ่งสิ่งที่พวกเขาทำไว้กับท่าน ย่อมสนองกลับหลายร้อยหลายพันเท่า แต่ตอนนี้กลับจวนไปพักเถิดเจ้าค่ะ”“อืม ไปกันเถิด พวก
ภายหลังพาเหล่าทาสที่ซื้อมาถึงจวน จ้าวจางหมิ่นให้สาวใช้ทั้งสองคน ช่วยกันหุงหาอาหารสำหรับสมาชิกใหม่ ซึ่งยามนี้พวกเขายังคงอ่อนแรง แม้จะพยายามทำให้นางเห็นว่าเข้มแข็งก็ตาม นางรอจนกระทั่งพ่อบ้านกับทาสอีกสามคนกลับมา และแจกจ่ายเสื้อผ้าให้ทุกคนเรียบร้อยแล้ว จึงได้พูดคุยในสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้“เอาล่ะ ตอนนี้พวกท่านทุกคนก็มาอยู่ในจวนของข้าแล้ว ตัวข้ามีนามว่าจ้าวจางหมิ่น สาวใช้ทั้งสองมีชื่อว่าหนิงอวี่และฮุยอินอย่างที่พวกท่านเห็นว่า จวนของข้ามีขนาดกลางลำพังเด็กและสตรีสองคนไม่อาจดูแลได้ทั่วถึง นอกจากนี้ข้ายังต้องทำการค้า ถึงได้ตัดสินใจไปซื้อตัวพวกท่านมา” จ้าวจางหมิ่นหยุดพูดเมื่อเห็นว่ามีคนอยากถามบางอย่าง“เอ่อ ทำไมคุณหนูจ้าวถึงเลือกเฉพาะพวกข้า ที่มีวรยุทธ์ทั้งหมดเล่าขอรับ แม้แต่คนที่จะทำหน้าที่พ่อบ้านยังมีวรยุทธ์ไม่ธรรมดา”“ที่ข้าเลือกพวกท่านทุกคน เพราะมองเห็นถึงความซื่อสัตย์ สตรีคอยดูแลรับผิดชอบภายในเรือน พ่อบ้านความหมายย่อมบ่งบอกอยู่แล้ว ส่วนพวกท่านหลังจากรักษาตัวจนหาย มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและทำสินค้าไว้สำหรับนำไปขาย ในอนาคตอันใกล้ข้าจะมีร้านเป็นของตนเอง จากนั้นจะมีการค้าชนิดใหม่เพิ่มขึ้นอีกมากม
ก่อนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน ในคืนแรกของการได้รับอิสระห้าวเหลียงได้หารือกับคนอื่น ๆ เกี่ยวกับหน้าที่ต่าง ๆ ที่ต้องทำในแต่ละวัน พวกเขาได้ข้อสรุปที่ตรงกันก็คือ การเรียนรู้ทำสินค้าของจ้าวจางหมิ่นจะทำร่วมกัน เผื่อวันใดวันหนึ่งคนในกลุ่มไม่อยู่ พวกเขาสามารถทำแทนกันได้โดยเฉพาะเหว่ยหงกับเสียอี้สองคนนี้ เคยทำงานในสำนักคุ้มภัยมาก่อน ในอนาคตหากการค้าของเจ้านายขยายไปต่างเมือง ทั้งสองจะเป็นกำลังหลักสำหรับการส่งสินค้าทันที ดังนั้นห้าวเหลียงและทุกคนจึงลงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันเมื่อได้กินอิ่มท้องและพักผ่อนเต็มที่ ทำให้สมาชิกใหม่ของจวนตระกูลจ้าว พร้อมใจกันตื่นตั้งแต่ยามเหม่า และเป็นเวลาที่จ้าวจางหมิ่นเตรียมออกไปขายของเช่นทุกวัน ห้าวเหลียงเห็นอุปกรณ์บนรถเข็น ก็รู้สึกเห็นใจสาวใช้ของจ้าวจางหมิ่น ที่เป็นสตรีรูปร่างบอบบาง แต่กลับต้องมายกข้าวของที่มีน้ำหนักมากเช่นนี้ จึงให้เป่าเฟิงกับจงเหลียนช่วยเข็นไปที่ตลาดแทน คนที่เหลือก็คิดไม่ต่างจางห้าวเหลียงนัก“พ่อบ้าน อย่าหาว่าข้าสอดรู้สอดเห็นไม่เข้าเรื่องเลย คนในครอบครัวของคุณหนูหายไปที่ใดหมด ถึงปล่อยให้เด็กที่ควรได้วิ่งเล่น ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปทำงานหาเงินเช่นน
ลูกจ้างของจ้าวจางหมิ่นต่างตื่นตาตื่นใจ สำหรับเครื่องมือที่นางได้สอนพวกเขา แต่ละคนคิดว่านี่คือสิ่งที่อัศจรรย์มาก และขั้นตอนการทำมิได้ยุ่งยากเลยสักนิด พอทำจนถึงขั้นตอนสุดท้ายนำลูกชิ้นสะเด็ดน้ำ ก็มานั่งช่วยกันเสียบลูกชิ้นไม้ละห้าลูก ซึ่งเป็นลูกขนาดพอดีไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป แค่ให้สมกับราคาที่ตั้งเอาไว้เท่านั้นก็พอเนื่องจากครั้งทดลองทำและได้ลูกชิ้นถึงเจ็ดร้อยไม้ จ้าวจางหมิ่นจึงให้นำเตามาย่างลูกชิ้นหนึ่งร้อยไม้ เพื่อให้ทุกคนได้ชิมฝีมือของตนเอง ดังนั้นในยามอู่อาหารมื้อเที่ยงจึงเป็นลูกชิ้นปิ้ง และไม่ลืมให้เป้ยอิงแบ่งใส่จาน นำไปให้กับคนสนิทของเสิ่นหนิงเทียนที่เรือนเล็กด้วยนับตั้งแต่ได้เรียนวิธีการทำลูกชิ้น จ้าวจางหมิ่นได้มอบเงินให้ห้าวเหลียงจำนวนหนึ่ง สำหรับให้แม่ครัวหงชิงใช้ซื้อวัตถุดิบทำอาหาร และซื้อเนื้อหมูสำหรับทำลูกชิ้นไว้รอจ้าวจางหมิ่นเสมอ แต่เรื่องที่พวกห้าวเหลียงได้พูดคุยไว้ ก็เป็นหยางไห่ที่ออกไปสืบหาข้อมูล เกี่ยวกับครอบครัวของเจ้านายและเขาก็เลือกมาถูกที่เสียด้วยหน้าจวนเจ้าเมืองที่ปิดประตูเอาไว้ ยังคงมีทหารผลัดเปลี่ยนมาคอยดูแล เพื่อป้องกันมิให้มีใครฉวยโอกาส เข้าไปอยู่อาศัยจนทำให้เร
เนื่องจากวัตถุดิบมีหลายอย่าง จ้าวจางหมิ่นจึงให้ฮุยอินไปตามพ่อบ้าน และคนอื่นมาช่วยเพื่อนำไปเก็บที่ห้องเสบียง โดยแบ่งส่วนหนึ่งไว้สำหรับทำเป็นมื้อเย็น แม้จะรู้สึกแปลกใจว่าสิ่งของเหล่านี้ มาอยู่ในห้องของเจ้านายพวกตนได้อย่างไร แต่นั่นเป็นคำถามที่ต้องเก็บไว้ในใจเท่านั้นเมื่อเลือกที่จะซื่อสัตย์ภักดีกับจ้าวจางหมิ่นแล้ว ถึงจะอยากรู้ถ้าเจ้านายไม่บอกด้วยตนเอง พวกเขาไม่สมควรก้าวก่าย พ่อบ้านห้าวและเพ่ยตงที่มาช่วยยกของ จึงทำเพียงหน้าที่ของตนเท่านั้นจ้าวจางหมิ่นเดินตามทุกคนไปถึงห้องครัว เพื่ออธิบายถึงวัตถุดิบทั้งหมดว่าใช้สำหรับทำอะไร รวมถึงบอกว่าจะสอนแม่ครัวหงชิงหรือคนอื่น ๆ ที่สนใจอยากทำอาหารชนิดนี้เป็น เผื่อวันใดอยากกินจะได้ลงมือทำด้วยตนเองได้ทันที ไม่ต้องร้องขอให้แม่ครัวหงชิงทำให้“คุณหนูเจ้าคะ ของพวกนี้จะใช้ทำอาหารชนิดใดหรือเจ้าคะ บ่าวไม่เคยเห็นผักที่เป็นหัวหรือเจ้าลูกสีแดงนี่มาก่อนเลยเจ้าค่ะ” แม่ครัวหงชิงมองผักที่นางไม่รู้จัก เพราะตั้งแต่เล็กจนโตนางรู้จักอยู่ไม่กี่อย่าง“อ้อ วัตถุดิบที่ทุกคนเห็นตรงหน้าทั้งหมด คือส่วนประกอบของอาหารชนิดใหม่ ที่ข้าจะทำให้ลองชิมก่อนจะทำขายเจ้าค่ะ” จ้าวจางหมิ่นตอบ
จ้าวจางหมิ่นพาทุกคนออกเดินทางอีกครั้ง และมาถึงเมืองหลวงตอนกลางยามเหม่า จึงได้ปลุกทุกคนให้ตื่นเพื่อเตรียมตัวผ่านประตูเมือง ซึ่งเสิ่นหนิงเทียนใช้ป้ายประจำตำแหน่ง ในการเปิดทางให้จ้าวจางหมิ่น ขับพาหนะแปลกประหลาดเข้าเมืองหลวง โดยได้สร้างความประหลาดใจให้ผู้คนที่พบเห็นอีกครั้งเมื่อรถตู้สีดำสนิทหยุดลงที่หน้าจวนเสิ่นอันโหว บ่าวที่เฝ้าหน้าประตูจวนจึงรีบวิ่งไปตามพ่อบ้านมาทันที“ไหน ๆ สิ่งแปลกประหลาดที่วิ่งได้ พวกเจ้าอย่าได้โกหกข้าเชียว”“ท่านพ่อบ้านข้าจะโกหกไปทำไมกัน ก็เจ้านั่นมันหยุดอยู่หน้าจวนจริง ๆ นะขอรับ”พ่อบ้านเสิ่นเมื่อวิ่งตามบ่าวออกมา ก็พบเสิ่นหนิงเทียนยืนอยู่กับจ้าวจางหมิ่น “คารวะคุณชาย ๆ ที่แท้เป็นท่านเองหรือนี่ บ่าวคิดว่าเจ้าพวกนี้โกหกเสียอีก เอ่อ คุณหนูผู้นี้คือ?”“นางก็คือนายหญิงจ้าวคู่หมั้นของข้าเอง และเป็นเจ้าของสีทาบ้านที่งดงามอย่างไรเล่า”“โอ้ว คารวะนายหญิงจ้าวขอรับ เชิญคุณชายกับนายหญิงจ้าวที่โถงรับแขกเถิด ป่านนี้นายท่านกับฮูหยินคงรู้เรื่องนี้ จากพวกสาวใช้ในจวนแล้วขอรับ”“อืม หมิ่นเอ๋อร์เข้าไปพักด้านในก่อนเถิด เจ้าคงเหนื่อยไม่น้อยเพราะขับเจ้ารถนี่เพียงลำพัง”“เจ้าค่ะพี่ชายเสิ่
ณ เมืองหลวงแคว้นเฉินภายหลังสินค้าจำนวนมากบนรถบรรทุก ที่สามารถมาถึงเมืองหลวงได้ในเวลาอันรวดเร็ว ก็ได้สร้างปรากฏการณ์แตกตื่นขึ้น เนื่องจากรถบรรทุกไม่สามารถเข้าประตูเมืองได้ จึงต้องจอดเรียงรายอย่างเป็นระเบียบอยู่ภายนอกกำแพงเมือง โดยหยางไห่รับหน้าที่เข้าไปรายงานต่อเสิ่นฮูหยินที่จวนเสิ่นอันโหวรู้สึกแปลกใจมากกับเรื่องนี้ เพราะไม่น่าเป็นไปได้ที่สินค้าจากเมืองชายแดน จะมาถึงเมืองหลวงได้รวดเร็วในเวลาไม่กี่วัน จึงได้ตามเสิ่นฮูหยินออกมาดูด้วยตาตนเอง ว่าที่หยางไห่บอกกับพวกเขานั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่เมื่อหยางไห่พาเสิ่นอันโหวและเสิ่นฮูหยิน ออกมาเจอกับรถบรรทุกขนาดใหญ่ ทำเอาทั้งสองคนตกตะลึงพูดอันใดไม่ออกไปชั่วขณะ แต่เป็นเสิ่นฮูหยินที่เรียกสติของตนกลับมาได้“หยางไห่เจ้าบอกว่าสินค้าที่อยู่บนรถ รถอะไรนะ?”“อ้อ นายหญิงเรียกมันว่ารถบรรทุกขอรับเสิ่นฮูหยิน” หยางไห่ตอบตามที่เขาจดจำมาจากคำพูดของจ้าวจางหมิ่น“ชะ ชะ ใช่เจ้ารถบรรทุก สินค้าที่ต้องส่งเข้าวังหลวงทั้งหมด อยู่บนหลังรถบรรทุกตรงหน้านี้ และนี่เป็นสิ่งที่หมิ่นเอ๋อร์จัดการด้วยตนเองงั้นรึ”หยางไห่ยืดอกตอบอย่างฉะฉาน “ถูกต้องแล้วขอรับเสิ่นฮูหยิน นายหญิงขอ
คำสั่งซื้อสินค้าจำนวนมากของเสิ่นฮูหยิน ถูกส่งผ่านนกพิราบสื่อสารของร้านอาหารหงอวิ้นไหล ซึ่งคำสั่งซื้อนี้มาถึงจวนตระกูลจ้าวแห่งเหอเฟย ขณะที่จ้าวจางหมิ่นกำลังสอนลูกจ้าง ฝึกทำปอเปี๊ยะทอดสำหรับเป็นอาหารเรียกน้ำย่อย ที่จะทำขายเพิ่มในร้านอาหารของนางเซิ่งปินที่ดูแลความเรียบร้อยของเรือนใหญ่ เมื่อเห็นนกพิราบบินมาเกาะยังกิ่งไม้ต้นเดิม ก็เดินไปหยิบจดหมายจากกระบอกไม้เล็ก ๆ และนำมามอบให้จ้าวจางหมิ่นยังห้องครัว“นายหญิงขอรับ มีจดหมายจากเมืองหลวงเพิ่งมาถึงที่นี่ขอรับ”จ้าวจางหมิ่นรับมาเปิดอ่านด้วยท่าทางปกติ แต่เพียงชั่วพริบตาก็เริ่มตาโตจากข้อความในจดหมาย “โอ้ว! แม่เจ้า เงินทองไหลมาเทมาหาพวกเราได้ทุกวันสิน่า”คนที่ทนไม่ไหวมากที่สุดคงหนีไม่พ้นสาวใช้ทั้งสอง และฮุยอินจึงถามเพื่อคลายความสงสัยแทนทุกคน “นายหญิงเจ้าคะ ที่ท่านพูดมาหมายความว่าเช่นไรหรือเจ้าคะ ท่านถึงดูตกใจและดีใจในเวลาเดียวกันเช่นนี้”จ้าวจางหมิ่นเงยหน้ามองทุกคนในห้องครัว ที่เฝ้ารอคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ “นี่เป็นจดหมายจากมารดาของพี่ชายเสิ่น บอกเอาไว้ว่าฮ่องเต้ทรงต้องการสีทาบ้านจำนวนหนึ่งหมื่นถังเจ้าค่ะ”“ห๋า!! หนึ่งหมื่นถัง!!”หย่างไห่ถึงกับละล่ำ
การเปิดกิจการสีทาบ้านของจ้าวจางหมิ่นครั้งนี้ มิได้มีการจัดงานหรือจุดประทัดให้เสียงดังแต่อย่างใด นางเพียงอาศัยร้านอาหารเป็นตัวอย่างสินค้า และการตอบคำถามของเหล่าลูกจ้าง เมื่อมีลูกค้าในร้านอาหารสอบถามเท่านั้นเพียงเท่านี้ก็มีลูกค้ามาต่อแถวซื้อสีทาบ้าน จนพ่อบ้านห้าวต้องให้เหล่ยหง รวมถึงลูกจ้างอีกหลายคนในจวน ออกมาช่วยกันจัดระเบียบแถวของลูกค้า เพื่อป้องกันความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ในวันแรกที่เปิดขายสีทาบ้าน จ้าวจางหมิ่นได้กำไรถึงหลักพันตำลึงทองหนิงอวี่ที่ได้ช่วยนายหญิงของตนทำบัญชี ยังอุทานออกมาอย่างไม่อยากเชื่อ “โอ้ว นายหญิงเจ้าคะบ่าวมิได้คิดเลขผิดใช่หรือไม่ เพียงแค่ท่านเปิดขายสีทาบ้านวันแรก จากการพูดปากต่อปาก ก็ได้กำไรมากมายเช่นนี้แล้วนะเจ้าคะ”ฮุยอินที่นับทั้งก้อนเงินและตั๋วเงิน เพื่อให้ตรงกับบัญชีรายรับในมือของสหาย ยังคงมีอาการตื่นเต้นดีใจไม่หาย “นั่นสิเจ้าคะนายหญิง นี่ท่านเพิ่งขายให้คนในเมืองเหอเฟยเท่านั้น ยังได้กำไรหลักพันตำลึงทองแล้ว บ่าวไม่อยากจะคิดเลยว่าเมื่อสีทาบ้านไปถึงเมืองหลวง เหล่าขุนนางหรือคนที่ฐานะร่ำรวยไม่มีทางที่จะไม่อยากได้นะเจ้าคะ คงมีคนสั่งซื้อสินค้าชนิดนี้จำ
เรื่องการลงโทษสาวใช้ของเสิ่นหนิงเทียน บ่าวไพร่ในจวนปิดปากเงียบสนิท ไม่มีใครกล้าพูดหรือนำไปเล่าต่อแต่อย่างใด เนื่องจากพวกเขายังอยากมีชีวิต ทำงานแลกเงินส่งให้ครอบครัวและก่อนจะแยกย้ายกันเพื่อพักผ่อน จ้าวจางหมิ่นจึงบอกเสิ่นหนิงเทียนว่า นางมีเรื่องอยากพูดคุยกับเขาเล็กน้อย “พี่ชายเสิ่นเจ้าคะ รบกวนท่านอยู่พูดคุยกับข้าสักประเดี๋ยวเถิดเจ้าค่ะ”เมื่อเห็นว่ายังไม่ดึกมากเสิ่นหนิงเทียนจึงนั่งลงที่เดิม “ได้สิ ว่าแต่หมิ่นเอ๋อร์มีเรื่องอันใดจะคุยกับพี่งั้นหรือ”“ไม่มีอันใดมากหรอกเจ้าค่ะ ข้าแค่มีของมอบให้ท่านเล็กน้อย เพื่อขอบคุณที่ท่านอุตส่าห์ยกปิ่นปักผมให้ ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นของมีค่ากับท่านมาก ข้าจึงอยากตอบแทนสิ่งที่คล้ายกันกลับไปให้ท่านบ้างเจ้าค่ะ” จ้าวจางหมิ่นพูดจบก็หันไปรับกล่องไม้ ที่หนิงอวี่กลับไปหยิบจากในห้องพักมาให้นางเสิ่นหนิงเทียนมองกล่องไม้ในมือบาง พร้อมกับเลิกคิ้วเข้มด้วยความอยากรู้ ว่าสิ่งที่อยู่ด้านในนั้นคืออันใดกันแน่ “เจ้านำสิ่งใดมาให้พี่เช่นนั้นหรือ ความจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นสิ่งของชิ้นใด ล้วนไม่สำคัญเท่ากับเจ้าหรอกนะหมิ่นเอ๋อร์”“ท่านรับไว้เถิดเจ้าค่ะ เพราะข้าตั้งใจมอบให้ท่านจริง ๆ”
หลังจากเห็นว่าจ้าวจางหมิ่นนอนหลับสนิท เสิ่นหนิงเทียนย้อนกลับไปที่เดิมอีกครั้ง เพื่อจัดการกับพวกหมิงเฉียว แต่เขากลับพบกับความว่างเปล่า คนตั้งมากมายกลับหายไปอย่างไร้ร่อยรอย แม้แต่เลือดสักหยดยังไม่มีให้เห็น “เป็นไปได้อย่างไรกัน? คนหลายสิบคนหายไปพร้อมกัน ใครจะมีความสามารถจัดการได้รวดเร็วเช่นนี้”เสิ่นหนิงเทียนจึงเดินกลับด้วยความงุนงง และมีข้อสงสัยมากมายอยู่ในใจของเขา ว่าเหตุการณ์ประหลาดนี้ เป็นฝีมือของคนหรือภูตผีปีศาจกันแน่ เสิ่นหนิงเทียนรู้สึกเสียดายไม่น้อย ที่คนของตนกลับนอนหลับสนิท ไม่มีทีท่าจะตื่นขึ้นมาสักนิด มิเช่นนั้นเขาคงได้รู้ว่าเป็นฝีมือของผู้ใดเมื่อยามเช้ามาถึงภายหลังจัดการเรื่องอาหารมื้อเช้า ทุกคนช่วยกันเก็บของทั้งหมดเพื่อเดินทางต่อ โดยไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงอันใดอีก ครั้งนี้ใช้เวลาเดินทางกลับเร็วกว่าเล็กน้อย แต่พวกเขามาถึงเมืองฟู่ชิงในเขตชายแดนแคว้นเฉิน ก็เข้าสู่ปลายยามเซินแล้ว เสิ่นหนิงเทียนไม่อยากให้จ้าวจางหมิ่นเดินทางยามค่ำคืน จึงได้เชิญนางพักเสียที่จวนของตน“หมิ่นเอ๋อร์ตอนนี้ใกล้จะมืดค่ำเข้าไปทุกที เจ้ากับคนอื่น ๆ พักเสียที่จวนของพี่เถิด พรุ่งนี้เช้าค่อยกลับเมืองเหอเฟยจะดีกว
หมิงเฉียวพาคนที่เถ้าแก่หนานเลี้ยงไว้ห้าสิบคน ออกเดินทางเพื่อตามจ้าวจางหมิ่นให้ทัน ขบวนเดินทางเล็ก ๆ ของหมิงเฉียวก็ขี่ม้าออกนอกเมืองไปอย่างรวดเร็ว พวกเขาจึงต้องพยายามเร่งฝีเท้าม้า เพิ่มความเร็วให้มากขึ้นจะได้ตามไม่ห่างจนเกินไปเมื่อออกจากเมืองเชาหูได้ครึ่งทาง จ้าวจางหมิ่นได้รับข้อความจากระบบอีกครั้ง [ติ๊ง มีภารกิจด่วนแลกเงินรางวัลหนึ่งแสนตำลึงทองไม่ทราบว่าท่านจะรับภารกิจนี้หรือไม่]ห๋า! ทำไมครั้งนี้เงินรางวัลถึงมากเช่นนี้เล่า นี่ระบบภารกิจด่วนของเจ้าคงไม่ได้ให้ไปฆ่าคนหรอกนะ[ท่านไม่ต้องลงมือฆ่าคนพวกนั้นเอง เพราะอีกโลกหนึ่งที่ห่างไกลจากที่นี่ ต้องการแรงงานจำนวนมาก ท่านแค่คิดหาวิธีให้คนกลุ่มนี้มีชีวิต ส่วนที่เหลือระบบจะจัดการเก็บกวาดเอง]โอ้โห! แค่ไม่ต้องถึงตายแล้วยังได้เงินถึงหนึ่งแสนตำลึง ใครไม่รับทำก็โง่เต็มทีกระมัง ตกลง! ข้ารับทำภารกิจด่วนนี้ของเจ้านะระบบ ว่าแต่จะให้ข้าลงมือกับใครและเมื่อใดรึ[อีกสองชั่วยามพวกท่านต้องหาที่พักกันแล้ว ด้านหลังพวกท่านมีคนกลุ่มหนึ่งกำลังตามมา และที่สำคัญคนพวกนั้นมิได้มีเจตนาดี ท่านหยุดพักให้คนพวกนั้นตามมาทัน แล้วค่อยลงมือยามค่ำจะดีที่สุด]นี่พวกข้าถูกคนส
หลังจากส่งหลัวเซิ่งอ๋องกลับจวนเจ้าเมืองแล้ว นายท่านหลี่ให้บุตรชายพาจ้าวจางหมิ่นไปพบที่ห้องทำงาน เพื่อบอกเรื่องที่หลัวเซิ่งอ๋องสนใจกับนาง เผื่อว่ากิจการใหม่ของจ้าวจางหมิ่นจะเปิดขายเร็วขึ้นจ้าวจางหมิ่นที่ยังมีเสิ่นหนิงเทียนตามติด ขึ้นมาพบนายท่านหลี่ที่อยู่รอนางเพียงลำพัง “ท่านลุงหลี่ให้พี่ชายหลี่ไปตามข้า มีเรื่องอันใดเกี่ยวกับร้านอาหารหรือไม่เจ้าคะ”“มาแล้วหรืออาหมิ่น ที่ลุงอยากพบเจ้ามิใช่เรื่องร้านอาหารหรอก แต่เป็นเรื่องของสีทาบ้านของเจ้าต่างหากเล่า” นายท่านหลี่บอกนางไปตามตรง“หืม สีทาบ้านของข้าทำไมหรือเจ้าคะ?”เสิ่นหนิงเทียนคาดว่าสินค้าของจ้าวจางหมิ่น คงจะมีคนสนใจจึงสอบถามผ่านนายหลี่เป็นแน่ “เรื่องที่นายท่านหลี่พูดถึงข้าขอเดาว่า สีทาบ้านที่ช่วยให้ผนังเหล่านี้งดงามได้ คงเป็นที่ถูกใจลูกค้าที่มาร่วมงานวันนี้ถูกต้องหรือไม่”“ท่านแม่ทัพเสิ่นกล่าวได้ถูกต้องแล้ว สินค้าใหม่ของอาหมิ่นมีคนอยากได้มากมายเชียวล่ะ รวมถึงท่านอ๋องที่อยากจะเจรจาซื้อสินค้านี้กับเจ้า เพราะอยากนำไปปรับปรุงตำหนักที่เมืองเจินโจว และเอาใจพระชายากับซื่อจื่อน่ะ” แม้แต่ตัวนายท่านหลี่ก็อยากได้ไปทาที่จวนเช่นกันจ้าวจางหมิ่นเพิ่
เมื่อการปรับปรุงร้านเสร็จเรียบร้อย การทาสีก็เริ่มขึ้นทันทีเพื่อให้ทันการเปิดร้าน ซึ่งการทาสีในครั้งนี้เรียกความสนใจได้มาก มีชาวบ้านพ่อค้าเร่หรือแม้แต่เหล่าเศรษฐีมายืนมองจำนวนมาก เหล่าทหารที่มากับหลัวเซิ่งอ๋องยังหยุดมอง ว่าคนงานเหล่านี้กำลังทำให้ผนังของร้านค้าทั้งด้านในและด้านนอกเปลี่ยนสีมีคนอยากรู้เกี่ยวกับเจ้าสิ่งใหม่นี้มากมาย แต่พวกเขาไม่รู้ว่าควรไปถามกับผู้ใด พวกเขารู้แค่เพียงว่าเจ้าของร้านคือตระกูลหลี่ อาจจะต้องรอจนกว่าร้านอาหารจะเปิดอีกครั้ง ถึงจะหาทางสอบถามเรื่องนี้จากลูกจ้างในร้านได้หนึ่งวันก่อนที่จะเปิดร้านอาหารอีกครั้ง จ้าวจางหมิ่นเข้ามาตรวจดูความเรียบร้อย การจัดวางโต๊ะเก้าอี้รวมถึงการตกแต่งร้าน โดยมีเสิ่นหนิงเทียนเดินตามนางทุกฝีก้าว มีเพียงเขาที่สนใจเพียงจ้าวจางหมิ่น ส่วนคนอื่น ๆ ที่ติดตามมาจากตระกูลหลี่ พวกเขาให้ความสนใจเรื่องสีทาผนัง เพราะยามนี้ร้านอาหารของพวกเขานั้นโดดเด่นมากหลี่ซู่เฟิงที่อายุไล่เลี่ยกับเสิ่นหนิงเทียน ยังเสียอาการเมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงของร้านอาหาร “ขะ ขะ ข้าไม่อยากเชื่อสายตาตนเองเลย ว่าสีทาบ้านที่คุณหนูจ้าวนำมานั้น จะช่วยให้ผนังสีเก่า ๆ กลายเป็นผนังที