บทที่ 5
เจ้าของร้านที่คิดจะเข้ามาต้อนรับนางจึงเลือกที่จะไปต้อนรับหยางพ่านชุนแทน แต่สิ่งที่ทำให้ความรู้สึกเจ็บช้ำที่คิดว่าจางหายไปแล้วของหลี่อ้ายเฉินย้อนกลับมาก็คือท่าทางที่เย็นชาของหยางพ่านชุนอดีตสามีของนาง
“ไปกันเถอะเชียงเชียง” หลี่อ้ายเฉินเรียกคนของตนก่อนจะเดินออกมาที่นอกร้าน โดยไม่ได้เห็นสายตาของคนที่มองตามมาเลยแม้แต่น้อย
“เชียงเชียงข้าเปลี่ยนใจแล้วกลับกันดีกว่า” ทั้ง ๆ ที่คิดว่าเป็นคนเดินออกมาจากความสัมพันธ์ที่ทำให้ต่างฝ่ายต่างก็เจ็บช้ำแล้วจะดีซะอีก สุดท้ายแล้วก็คงมีแค่นางสินะที่เจ็บปวดเพราะการกระทำของชายคนนี้
“แต่ว่าคุณหนู” ยังไม่ทันที่เชียงเชียงจะพูดอ้ายเฉินก็เอ่ยขัด
“ข้ารู้สึกไม่ดี”
สายตาเย็นชาเมื่อครู่ที่ได้สบกันเพียงชั่วอึดใจทำเอาร่างทั้งร่างของหลี่อ้ายเฉินไม่เป็นของตัวเองเลย นางรู้สึกราวกับหายใจไม่ออก ที่เขาบอกว่าเลือกสามีผิดคิดจนตัวตายคงเป็นเรื่องจริง ขนาดนางตายไปแล้วจนได้ย้อนกลับมา ความรู้สึกเจ็บปวดยังคงติดตามมาเลย เสียดายก็เพียงแค่รู้เมื่อสายไปหากนางไม่เลือกเขาตั้งแต่แรก เสี่ยวชิงก็คงไม่ต้องเกิดมาและตายไปอย่างทรมาน
"อ้ายเฉิน" เขาเรียกชื่อนางด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความรู้สึกไม่คุ้นเคย หยางพ่านชุนก้าวเท้ายาวเดินตรงเข้ามาหานางด้วยความสงสัย
"ทำไมเจ้าถึงมาที่นี่"
หลี่อ้ายเฉินรู้สึกตื่นเต้นและกลัวในเวลาเดียวกัน นางพยายามทำใจให้เย็นและตอบกลับด้วยเสียงที่มั่นคง
"ข้ามาทำธุระ”
"ข้าขอโทษ ข้าไม่รู้ว่าที่ผ่านมาทำให้เจ้าทุกข์ใจถึงเพียงนี้"
เพราะอย่างไรโดยเนื้อแท้แล้วเขาก็เป็นคนดี เพียงแต่ด้วยเหตุผลแวดล้อมหลายประการ ทำให้ชายหนุ่มเผลอทอดทิ้งให้ภรรยาต้องเปลี่ยวเหงา ทั้งที่ชีวิตก่อนหน้านี้เป็นเวลากว่าสิบปี เขาไม่เคยเหลียวแลนางกับลูกเลย
มันน่าเศร้าที่เขายอมออกมาตาม และสนใจนาง เมื่อตอนที่สูญเสียไปแล้ว
แต่หลี่อ้ายเฉินไม่สนใจคำขอโทษนั้น จากนี้ผ่านไปนับสิบปีเขาก็ยังคงเมินเฉยต่อนางเช่นเดิม แล้วด้วยเหตุใดจะต้องทนต่อไปเล่า
หลี่อ้ายเฉินเข้าใจที่อีกฝ่ายจัดการเมืองแห่งนี้เป็นอย่างดี แต่นางก็ไม่เคยเข้าใจเลยว่านางและลูกอยู่ตรงไหนของเขาสำหรับหยางพ่านชุน นางตัดสินใจหมุนตัวหันหลังแล้วเดินจากไป ทิ้งให้หยางพ่านชุนยืนอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายของตลาด พร้อมกับความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายได้
พ่างชุนมองใบหน้าอดีตภรรยา ใจของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความเจ็บปวดและความไม่เข้าใจ เขาไม่เข้าใจว่าตนนั้นทำผิดพลาดตรงไหน
"อ้ายเฉิน" เขาเอ่ยเรียกชื่อของนางด้วยเสียงที่อ่อนโยน แต่ก็เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
หลี่อ้ายเฉินหันมามองเขา ใบหน้าและดวงตาของนางมีเพียงความเจ็บปวดและความไม่มั่นคง ยิ่งมองชายหนุ่มที่ควรทำให้นางมีครอบครัวที่มั่นคงและอบอุ่น แต่กลับทำลายความเชื่อมั่นนั้นลงไปแล้วครั้งหนึ่ง แม้ในตอนนี้เขาจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับนางในชีวิตก่อนหน้าก็ตาม
"ท่านตามมาที่นี่ทำไม ในจดหมายข้าว่าก็บอกชัดเจนแล้วว่าไม่ต้องการเห็นหน้าท่านอีกแล้ว เราหย่าร้างกันแล้ว มาให้เป็นเรื่องตลกในวงน้ำชาของบ้านอื่นเขาหรือไร"
หยางพ่านชุนก้าวเข้ามาใกล้ นัยน์ตาของเขาแสดงถึงความจริงใจและความสำนึกผิด จนหลี่อ้ายเฉินอดที่หวั่นไหวไม่ได้
"ข้าขอโทษจริง ๆ อ้ายเฉิน ข้ารู้ว่าข้าทำผิดไป ข้าแค่อยากให้เจ้าให้โอกาสข้าอีกครั้ง เราเพิ่งแต่งงานกันเพียงหนึ่งปีเท่านั้น อีกทั้งข้าเกรงว่าในท้องของเจ้าอาจมีบุตรชายของข้าอยู่แล้ว ให้โอกาสเราสองได้เป็นครอบครัวที่อบอุ่นกันอีกครั้งได้หรือไม่"
หลี่อ้ายเฉินมองเขาด้วยความรู้สึกที่ขัดแย้ง ใจของนางยังคงเจ็บปวดจากการที่เขาเคยละเลยนางและลูก ตอนนี้ยังมาพูดถึงลูกอีก
ใช่แล้ว!
หญิงสาวมั่นใจอย่างยิ่งว่าตอนนี้ตนเองน่าจะอุ้มท้องบุตรชายอีกครั้ง เหมือนในชาติที่แล้ว นางก็อุ้มท้องบุตรชายในช่วงเวลาประมาณนี้พอดี
แล้วแต่ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นกันล่ะ ในอีกไม่กี่วันนี้ หยางพ่านชุนจะต้องกลับเมืองหลวงเพื่อไปหาครอบครัวของเขา หยางพ่านชุนเป็นหนึ่งในตระกูลสาขาของตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง
แต่เขาจะไปไม่ถึงเนื่องจากโดนดักปล้นกลางทาง และในตอนนั้นนางก็เป็นคนช่วยผลักชายหนุ่มออกจากทางของลูกธนู จนตนเองบาดเจ็บแทน และได้รู้ว่าที่แท้นางกำลังตั้งครรภ์อยู่ เพราะเหตุการณ์ครั้งนั้นนางเกือบแท้งบุตร
ริมฝีปากบางแม้มแน่น ต่อให้ครั้งนั้นนางไม่ได้แท้งบุตรในครรภ์ แต่สุดท้ายบุตรชายของนางก็ตายอยู่ดี
เมื่อตอนนี้ชายที่ไม่เคยไยดีบุตรชายของนางเลยตั้งแต่เขาเกิดมา กลับมาพูดเรื่องลูกต่อหน้า มีหรือนางจะใจเย็นอยู่ได้
"โอกาส ท่านคิดว่าท่านยังมีสิทธิ์ที่จะขอโอกาสอีกหรือท่านทำร้ายข้าและลูกของเรา"
หยางพ่านชุนหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก เขาไม่เข้าใจสิ่งที่หลี่อ้ายเฉินพูดสักคำ แต่จนถึงตอนนี้ไม่สามารถเปลี่ยนใจได้แล้ว ชายหนุ่มไม่รู้จะบอกครอบครัวของเขาที่เมืองหลวงอย่างไรว่าตอนนี้ได้หย่ากับภรรยาแล้ว หากคนตระกูลหยางรู้พวกเขาจะต้องส่งหญิงสาวในเมืองหลวงให้มาแต่งกับเขาแน่
เพราะเหตุผลที่เขาเลือกย้ายมาเป็นเจ้าเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ ก็เพราะไม่ชื่นชอบหญิงสาวในเมืองหลวงนั่นเอง
"วันนี้ข้ามาเพื่อสนทนากับเจ้าดี ๆ"
หลี่อ้ายเฉินหันหน้าหนีบ่งบอกว่าไม่อยากที่จะสนทนาต่อแล้ว แต่ก็ทำอย่างใจนึกไม่ได้
"แม้เราจะเพิ่งแต่งานกัน แต่เวลาเพียงแค่ปีเดียวท่านก็หมางเมินข้าเสียแล้วเห็นแก่ที่ท่านเป็นเจ้าเมือง ข้ายังไว้หน้าท่านขนาดนี้ ท่านก็ควรวางตัวให้สมกับตำแหน่งเจ้าเมืองเสียหน่อยเถอะ“
ความเงียบงันตกลงมาอีกครั้ง หยางพ่านชุนยืนขึ้นและพยักหน้า อย่างน้อย ๆ บริเวณนี้มีผู้คนมากมาย เอาเรื่องในบ้านมาพูดคงไม่ดี
“ข้าจะทำทุกอย่างเพื่อให้เจ้าเห็นว่าข้ารักเจ้าและลูกของเราจริง และจะสร้างครอบครัวของเราขึ้นมาอีกครั้ง ขอเพียงเจ้าให้โอกาส"
เมื่อคิดดูแล้วที่เขาตัดสินใจแต่งงานกับหลี่อ้ายเฉินก็เพราะรักนาง แต่ไม่รู้เพราะงานยุ่ง หรือจริง ๆ แล้วกลัวการทำทุกอย่างให้ดีขึ้น จึงได้ละเลยนางไป ตลอดการแต่งงานที่ผ่านมาหนึ่งปี เขาแทบไม่ได้ใส่ใจนางจริง ๆ ดังว่า
ยังมีอีกเรื่อง แม้จะหย่าขาดกันแล้วก็ควรเอ่ยเตือนเขาสักนิด
"หยางพ่านชุน" หลี่อ้ายเฉินเรียกเขาเสียงนุ่ม แต่เต็มไปด้วยความหนักแน่น
หยางพ่านชุนเขามองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย "มีอะไรหรือ อ้ายเฉิน"
หลี่อ้ายเฉินเดินมาใกล้ ๆ เขา นางรู้สึกถึงความกังวลที่ก่อตัวขึ้นในใจ "ข้ามีความรู้สึกไม่ดีเกี่ยวกับการเดินทางของท่านในครั้งนี้ ข้ากลัวว่าจะมีโจรป่าโจมตี ขอร้องท่านอย่าไปเลยได้ไหม"
แม้หยางพ่านชุนพยักหน้ารับฟังคำเตือนของนาง แต่ในใจกลับไม่ได้เชื่อสักเท่าไร เขายังคงยึดมั่นในความคิดของตัวเองและเชื่อว่าตนสามารถจัดการทุกอย่างได้
"อ้ายเฉิน ข้าเข้าใจความกังวลของเจ้า แต่ข้าเชื่อว่าสามารถดูแลตัวเองได้ และข้าไม่คิดว่าจะมีโจรป่ามาโจมตีข้า นอกจากนี้นี่เป็นการพบปะครอบครัวครั้งใหญ่ที่ทุกคนจะต้องเข้าร่วม หากไม่ไปจะต้องถูกหัวหน้าตระกุลตำหนิ ข้าต้องไปให้ได้ ในตอนแรกข้าคิดจะพาเจ้าไปด้วย แต่เรื่องที่เจ้าเขียนหนังสือหย่าเกิดเรื่องขึ้นเสียก่อน ยามนี้เมื่อเจ้าไม่ไปด้วยแล้วก็ยิ่งต้องไป เพื่อไม่ให้ท่านพ่อท่านแม่ว่ากล่าวตำหนิเจ้าที่เป็นภรรยาของข้าได้ ส่วนเรื่องเจ้า ข้าจะบอกพ่อแม่ว่าเจ้าตั้งครรภ์จึงเดินทางมาไม่ได้ก็แล้วกัน"
นางเอียงคอมองหยางพ่านชุนที่เอ่ยเรื่องที่นางไม่ได้เดินทางไปด้วยครั้งนี้ เหตุใดไม่บอกว่าหย่าขาดจากนางเสียก็สิ้นเรื่อง ไยต้องหาเหตุผลมามากมายไปแก้ตัวกับบิดามารดาของเขาที่แม้แต่งานแต่งของนางกับเขาก็ไม่เคยเดินทางมาร่วม
แต่ช่างเถอะ
หลี่อ้ายเฉินรู้สึกผิดหวังที่เขาไม่เชื่อคำเตือนของนาง นางพยายามอีกครั้ง "ข้าไม่ได้พูดเล่น ข้ามีความรู้สึกไม่ดีจริง ๆ ขอท่านเชื่อข้าสักครั้งได้ไหม"
หยางพ่านชุนถอนหายใจและยิ้มตอบกลับไปเบา ๆ
"ข้ารู้ว่าเจ้าห่วงข้า แต่ข้าเชื่อว่าข้าจะปลอดภัย ข้าจะกลับมาเร็ว ๆ ดูสิ แล้วข้าจะยอมเสียภรรยาที่รักและห่วงใยเช่นนี้ไปได้อย่างไร ห่วงข้าปานนี้ก็กลับมาอยู่กับข้าเสียเลยสิ"
เหอะ
คำพูดของเขาทำให้หลี่อ้ายเฉินรู้สึกเจ็บปวด แม้จะมีการหยอกเล่นในตอนท้าย แต่มันหมายความว่าชายหนุ่มไม่ได้เชื่อในคำพูดของนางเลย และมันเป็นเช่นนี้เสมอ ทุกครั้งเขามักจะทำตามที่ตนอยากทำโดยไม่สนใจว่านางจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม
มันทำให้รู้สึกถึงความไม่ยุติธรรมที่อีกฝ่ายไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของตน และคิดดูว่ามันเป็นอยู่เช่นนี้ไปอีกนับสิบปี ราวกับนางไม่ได้มีตัวตน คำพูดไม่ได้มีค่าอะไรต่อสามีเลย ทั้งที่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาคู่ชีวิตด้วยซ้ำไป
"ทำไมท่านถึงไม่เชื่อข้า ข้าก็แค่ต้องการให้ท่านปลอดภัยเท่านั้น ไม่หวังสิ่งอื่นใดเลย แล้วอย่าเอาความห่วงใยของข้ามาล้อเล่น ตอนนี้ข้ากำลังจริงจังอยู่นะ"
“อย่าห่วงไปเลย ข้าจะกลับมาอย่างปลอดภัย จะไปไม่นาน ไม่ทำให้เจ้าต้องกังวลไปอีกหลายวัน”
หลี่อ้ายเฉินหมุนตัวกลับเดินไปข้างหน้า โดยไม่หันกลับมา นางถือว่าได้ทำเต็มที่แล้ว แม้เขาจะทำนางทุกข์มากมาย แต่นางก็ยังเป็นห่วงเขา ความรักนี่มันโหดร้ายเหลือเกิน เมื่อได้รักแล้ว แม้จะถูกทำร้ายซ้ำ ๆ ก็ยังรัก นางไม่สามารถทำให้หยางพ่านชุนเชื่อในคำเตือนของนางได้
เมื่อเตือนไปแล้วไม่ฟังก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรจริง ๆ
บทที่ 6“ท่านเจ้าเมือง” หยางพ่านชุนสะดุ้งน้อย ๆ จนแทบไม่ทันสังเกต เขาหันมองไปรอบ ๆ เรื่องของอ้ายเฉินทำให้เขาติดอยู่ในภวังค์ความคิด กว่าจะรู้ตัวหญิงสาวก็เดินจากไปแล้วอีกไม่นานเขาจะต้องไปรวมตัวในพิธีไหว้บรรพบุรุษกับตระกูลใหญ่ การหย่าร้างกับภรรยาคงจะกลายเป็นคำถามที่ทำให้เขาหนักใจเป็นที่สุด“ชางเกิงจัดการซื้อของตามที่ข้าบอกเจ้าแล้วเอากลับไปที่เรือน” หยางพ่านชุนไม่อยากอยู่ตรงนี้อีกต่อไป แม้จะดูเหมือนเขาไม่เสียใจ แต่...ช่างเถอะในเมื่อนางเลือกแล้ว ที่ต้องจัดการคือเรื่องที่ถูกภรรยาทิ้งหนังสือหย่าเอาไว้มากกว่าแค่เรื่องหย่าก็วุ่นวายแล้วหากท่านแม่ของเขากลับมาเจ้ากี้เจ้าการหาคนนั้นคนนี้มาให้เขาอีกคงเป็นเรื่องใหญ่แน่ ๆ และแม้จะไม่อยากพบเจอกันต่อหน้าธารกำนัลให้เสียหน้า แต่ตรงหน้าของเขาห่างไปไม่เกินสิบก้าวก็คืออดีตฮูหยินที่กำลังจะขึ้นรถม้าระหว่างการสวนทางกันของอดีคคู่สามีภรรยาชาวบ้านหลายคนที่มาพักผ่อน บางคนมองดูพวกเขาด้วยความเห็นใจ แต่บางคนกลับมีแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์"เจ้าคิดว่าเจ้าเมืองมีอะไรแปลกหรือไม่ ท่านเจ้าเมืองก็เป็นคนดีอยู่หรอกนะ แต่ถึงขนาดภรรยาเขียนจดหมายหย่าแล้วหน
บทที่ 7“อ้ายเฉิน” น้องสาวที่เดินอย่างรวดเร็วเข้าไปในเรือนโดยไม่ได้หยุดฟังคำเรียกทำให้คนเป็นพี่ชายกังวล เชียงเชียงที่เดินไม่ทันเจ้านายของตนจึงตกเป็นเหยื่อให้กับหลี่เม่าพี่ชายของหญิงสาว “เจ้า! เชียงเชียงน้องข้าเป็นอะไรกัน” ชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงกดดัน เพราะรู้ว่าอ้ายเฉินนางมีเรื่องให้กังวลเยอะและก็ไม่ค่อยบอกออกมาจึงต้องบังคับคนใกล้ตัวนางเช่นนี้ บางทีมันอาจจะทำให้รู้เรื่องราวที่ควรรู้ได้บ้าง “คือว่า...คุณหนูไปเจอเข้ากับท่านเจ้าเมืองเจ้าคะ” หลี่เม่ากำมือแน่น “แล้วมันทำอะไรน้องข้าหรือไม่” ชายหนุ่มถามด้วยอารมณ์ แต่คำตอบที่ไม่มีอะไรกลับทำให้เขาโกรธยิ่งกว่า “คือท่านเจ้าเมืองไม่มองคุณหนูด้วยซ้ำ” น
บทที่ 8“หลายวันมานี่คุณหนูจับที่แขนบ่อย ๆ เจ็บหรือปวดหรือเจ้าคะข้าจะได้หายามานวดให้” หลี่อ้ายเฉินส่ายหน้า ที่นางจับเพราะความทรงจำในชาติก่อนย้อนกลับมาในทุกคืน ช่วงเวลาใกล้ ๆ นี่ หรือบางทีอาจจะเกิดไปแล้ว นางจำวันเวลาที่แน่นอนไม่ได้ แต่คงจะก่อนวันที่จะไหว้บรรพชนไปไม่กี่วันการเดินทางของนางที่ต้องเดินทางไปกับสามีเจ้าเมืองอย่างหยางพ่านชุนกลับไปยังตระกูลเดิมที่อยู่เมืองหลวง เป็นที่รับรู้กันโดยทั่ว ทำให้คนร้ายรู้ว่าควรจะดักจัดการชายหนุ่มที่ไหนหลี่อ้ายเฉินจำได้แม่นยำเพราะมันคือความทรงจำในชีวิตก่อนของนาง หลังจากออกมาจากจวนเจ้าเมืองได้ไม่นานนักไม่ถึงวันด้วยซ้ำ ระหว่างที่คนงานกำลังจะสร้างกระโจมเพื่อพักในตอนกลางคืนก็ถูกโจรดักซุ่มโจมตีจากคนที่แต่งตัวเหมือนกับโจรป่าคนเหล่านั้นต้องการที่จะกำจัดเจ้
บทที่ 9เจ้าเมืองหนุ่มคงไม่รู้ว่าการกระทำเช่นนั้นยิ่งทำให้ตกเป็นเป้ากับคนที่ไม่หวังดีได้โดยง่ายป่าริมทางระหว่างการเดินทางไปยังเมืองหลวงของหยางพ่านชุน ในยามนี้เต็มไปด้วยความเงียบสงบ มีเพียงเสียงนกและเสียงลมที่พัดผ่านต้นไม้เท่านั้นที่คอยทำลายความเงียบนี้หยางพ่านชุนและลูกน้องขี่ม้าผ่านป่าอย่างระมัดระวัง โดยมีคาราวานตามหลัง เพราะได้โอกาสติดตามเจ้าเมืองไปยังเมืองหลวงด้วยเลย ใครจะไม่อยากไป เพราะคิดว่าอย่างไรคนของทางการก็ต้องดูแลให้พวกเขาปลอดภัยได้แน่นอนอีกทั้งในใจของหยางพ่านชุนยังคงเต็มไปด้วยความมั่นใจในความสามารถของตนเอง ขณะที่คิดเช่นนั้น ทันใดนั้นเอง กลุ่มโจรป่าก็ปรากฏตัวจากหลังต้นไม้ใหญ่ พวกเขาถือดาบและธนูเข้ามาโจมตี หยางพ่านชุนตกใจและพยายามต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด"โจรป่า! พวกเราต้องสู้!"
บทที่ 10“นายท่านเป็นอะไรมากหรือไม่ รู้สึกเจ็บตรงไหนหรือไม่ ข้าให้ท่านหมอมาตรวจแล้วแต่เพราะไม่มีบาดแผลก็ต้องฟังอาการจากปากของนายท่านด้วย” พ่อบ้านเอ่ยถามอย่างร้อนรนหลังจากดึงตัวของเจ้านายตนให้กลับมานอนที่เตียงและอธิบายว่าฮูหยินกลับไปจวนตระกูลเดิมของตนไปแล้วให้นายท่านรักษาตัวก่อน แม้หยางพ่านชุนจะยังงุนงงกับคำว่ากลับไปตระกูลหลี่แล้ว แต่สุดท้ายก็ยอมกลับไปนั่งที่เตียงของตน เพราะหัวที่กระทบกระเทือนก็ทำให้รู้สึกงุนงงไม่น้อยพ่อบ้านจัดการทุกอย่างไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ในจวนแห่งนี้คงไม่มีใครเป็นกังวลใจเกี่ยวกับการบาดเจ็บของท่านเจ้าเมืองได้มากเท่ากับชายชราผู้นี้อีกแล้ว เขาดูแลนายท่านของเขามาตั้งแต่อีกฝ่ายยังเป็นคุณชายน้อย จนตอนนี้เติบใหญ่เป็นขุนนางที่ซื่อสัตย์ ก็หวังจะให้นายท่านของเขาอยู่ไปอีกนาน ๆ ดูแลชาวเมืองอย่างดีเช่นนี้ตลอดไป“ข้าเจ
บทที่ 11แม้ตระกูลหลี่มีฐานะแต่คนในเรือนกลับไม่ได้มากมายเหมือนจวนขุนนางชั้นสูง หรือคหบดีในเมืองหลวง เพราะร้านหรือโรงเตี๊ยมที่ตระกูลหลี่เป็นเจ้าของก็อยู่ใกล้แค่เพียงเอื้อม จะกินจะอยู่อย่างไรก็แค่ให้คนไปบอกที่ร้านก็จะเตรียมให้ทันที ไม่ต้องวุ่นวายนำมาทำที่จวนนั่นจึงทำให้คนในตระกูลหลี่ได้กินอาหารชั้นดีอยู่เสมอ ๆ และเพราะอย่างนั้นในจวนจึงเงียบสงบไม่ได้วุ่นวายมากนัก ซึ่งเป็นสิ่งที่มารดาของอ้ายเฉินชอบ และนางเองก็ชอบเช่นเดียวกันครอบครัวเล็ก ๆ กินอาหารด้วยกันแทบจะทุกมื้อ ใส่ใจกันและกัน ครอบครัวของนางเป็นเช่นนั้น แต่กลับแต่งไปเจอกับชายที่มีแต่ความเย็นชาให้ มองนางเป็นเพียงแค่ภรรยาในนาม ไม่ใส่ใจความรู้สึกกันเท่าที่ควร ทั้ง ๆ ที่ตอนเริ่มต้นก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นหญิงสาวเลิกนึกถึงเรื่องของหยางพ่านชุนในระหว่างเดินไปเตรียมของกำนัลให้กับคนที่มาอาศัยจวนข้าง ๆ
บทที่ 12ทางฝั่งตระกูลหลี่ก็กลับมากินอาหารที่จวนของตัวเอง พี่ชายยังคงบ่นไม่หยุดเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น “มันตั้งใจชัด ๆ ทำให้เราไม่รู้ว่ามันเป็นใคร ตอนที่แต่งกับเจ้าไม่เห็นเจ้าเล่ห์แบบนี้” หลี่เม่าพูดไปพรางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันไปพลาง จนอ้ายเฉินได้ฟังคำของพี่ชายที่ต่อว่าอดีตสามีก็ไม่รู้จะพูดเช่นไร ไม่พอบิดาและมารดาของนางยังนิ่งเงียบราวกับคิดอะไรอยู่อย่างนั้น“เจ้าตามออกมาทีหลัง พ่อบ้านของทางนั้นบอกว่าอะไร เพราะอะไรเขาถึงได้ทำแบบนี้” คำถามของบิดาทำให้หลี่เม่าที่ดูเหมือนจะไม่ได้ตั้งใจฟังเรื่องราวที่อีกฝ่ายแก้ตัวเท่าไรเอ่ยเล่าทุกอย่างเท่าที่รับรู้“มีคนมาดูแลรักษาการทำหน้าที่เจ้าเมืองแทนหยางพ่านชุน เขาก็เลยออกมาหาที่อยู่ใหม่” หลี่อ้ายเฉินได้ยินเสียง เหอะ จากบิดาของนา
บทที่ 13การปรากฏตัวของชิงเอ๋อร์ทำให้หยางพ่านชุนรู้ว่าบิดาและมารดาของเขารับรู้เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นทางนี้แล้ว ทั้งเรื่องที่บาดเจ็บและเรื่องที่เขาไม่อยากให้รู้อย่างเรื่องที่เขาหย่ากับหลี่อ้ายเฉินแล้วตอนที่เขายังไม่แต่งงานท่านแม่ก็สรรหาสตรีคนนั้นคนนี้มาให้เสมอ ๆ เขารู้ว่าที่บ้านใหญ่ต้องการให้เขาแต่งกับบุตรีของขุนนางสักคนเพื่อที่จะช่วยสนับสนุนกันเวลาที่เข้าประชุมเช้ากับฮ่องเต้ หรือเสนอฎีกาต่าง ๆ แต่เขาไม่ได้ชอบแม่นางพวกนั้นนี่ที่ปกติไม่อยากกลับไปที่บ้านใหญ่ก็เป็นเพราะเกรงพ่อแม่ของเขารวมถึงคนอื่นชอบแสดงท่าทางที่ไม่เหมาะสมกับภรรยาของตน ไม่นึกว่าครั้งนี้จะส่งแม่นางชิงเอ๋อร์มา มิรู้ว่าตระกูลของนางยอมปล่อยนางมาได้อย่างไร เป็นหญิงสาวยังไม่ได้ออกเรือนแต่มาอยู่จวนของบุรุษ“ท่านพี่ข้าทำขนมมาให้ลองชิมดูไหมเจ้าคะ”
บทที่ 41หลังจากการสอบสิ้นสุด จอหงวนใหม่ก็ถูกย้ายมาเป็นเจ้าเมือง แน่นอนว่าคนคนนั้น คือคนที่ทั้งเมืองแห่งนี้รู้จักดี เพราะคือบุตรชายของอดีตเจ้าเมือง ในยุคบิดาทำดีมาเช่นไร ยุคบุตรชายก็ทำดีไม่ต่างกัน เพียงแต่เพราะเป็นชายหนุ่มที่หน้าตาหล่อเหลาและยังโสดแถมอายุก็ยังน้อยกว่ายามที่บิดาของตนมาเป็นเจ้าเมืองเสียอีก จึงยิ่งทำให้บรรดาคุณหนูทั้งหลายต่างหมายปองเจ้าเมืองหนุ่มผู้นี้ไม่ต่างจากสมัยบิดาและยิ่งทุกคนรู้ว่าชายหนุ่มยังไม่ปักใจรักใคร่ใครเป็นพิเศษแล้ว ก็ต่างหวังว่าตนเองอาจจะมีสิทธิ์ แต่ดูเหมือนเชื้อจะไม่ทิ้งแถว ลูกไม้ย่อมไม่ตกไกลต้น เจ้าเมืองหนุ่มเอาแต่ทำงานจนบรรดาแม่นางทั้งหลายต่างเมินหน้าหนี“นิสัยเสียนี้ลูกดันไปเหมือนท่านได้อย่างไรกัน” เสียงตำหนิไม่จริงจังจากมารดา เสี่ยวชิงเพียงแค่ส่งยิ้มรับหยางพ่านชุนไม่ได้มองว่านี่ไม่ดี “เขายังเด็กกว่าข้า ทั้งยังไม่มีคนรัก อาจจะเหมือนข้าวัยเยาว์ที่เอาแต่อ่านตำราเพื่อสอบมากกว่า ที่สำคัญเพราะอาชิงใช้ความรักของพวกเราเลี้ยงมา เจ้าเห็นหรือไม่ ถึงเขาจะไม่กลับมาจวนทุกวันเพราะนอนที่จวนเจ้าเมือง แต่ก็กลับมาทุกอาทิตย์ หากเขามีคนรักข้าก็เชื่อว่าเขาจะทำได้ดี อีกทั้
บทที่ 40“แม่ไม่อยากให้เจ้าไปเมืองหลวงเลย” วันเวลาผ่านไปยามนี้เสี่ยวชิงเป็นหนุ่มแล้ว แต่เพราะความสนิทสนมในครอบครัวจึงทำให้อ้ายเฉินตัดใจให้ลูกจากไปไกลตาได้ยาก “เจ้าก็ให้ลูกไปเถอะ เขาจะไปสอบเพื่อจะกลับมาเป็นเจ้าเมืองแทนข้าไม่ดีหรือ” เรื่องนั้นย่อมเป็นเรื่องดีแต่การต้องจากบุตรชายเกือบสามปีและถ้าสอบได้อาจจะนานกว่านั้นทำให้น้ำตาของอ้ายเฉินไหล“เจ้าไปเถอะเสี่ยวชิง ยื้อกันไว้เช่นนี้วันนี้ก็คงไม่ได้ไป” อาการของภรรยาในวันนี้ทำให้หยางพ่านชุนอดคิดไปถึงเรื่องราวในอดีตไม่ได้ ถึงจะแทบตัดพ่อตัดลูกไปแล้วแต่อย่างไรก็ยังคงแอบคิดถึงตอนเขาไปที่ใดก็ตามมีเพียงท่านพ่อบ้านที่ตอนนี้ชราเต็มทีแล้วพอนึกได้ว่าอีกฝ่ายจะจากไปในเวลาอันใกล้นี้ก็ส่งจดหมายไปขอบคุณ แม้ชางเกิงจะหลงผิดไปบ้าง แต่ชางเกิงก็เป็นคนที่ดูแลเขามาตลอด หยางพ่านชุนส่งคนไปรับชายชรากลับมาอยู่ที่จวนเจ้าเมืองกับเขาอีกครั้ง ตอนนี้ชางเกิงคงชรามากแล้วคงไม่สามารถทำอะไรภรรยาของเขาได้อีก อีกทั้งอำนาจในจวนเจ้าเมืองตอนนี้ล้วนเป็นของภรรยาเขา“ภรรยารัก ลูกไปเพื่อความเจริญนะ เหมือนที่ท่านพ่อที่ท่านพี่ของเจ้าต้องเดินทางไกลไปหาสินค้าแปลก ๆ มาขาย” อ้ายเฉินพยักหน้
บทที่ 39หลี่อ้ายเฉินกลับมาดูแลสามีของนางที่จวน เรื่องที่เกิดขึ้นมันทำให้นางเกือบลืมเรื่องก่อนหน้านี้ที่คุยกับบิดา“ข้ากังวลแทบแย่คิดว่าท่านจะเป็นอะไรไปแล้ว” หยางพ่านชุนดึงคนรักเข้ามากอด “ข้าจะไม่ทำอะไรไม่ระวังตัวเช่นนี้อีก ครั้งนี้เพราะเด็กคนนั้นเขาเหมือนเสี่ยวชิงมากจริง ๆ ข้าที่กำลังกังวลหลาย ๆ เรื่องอยู่จึงเผลอกระโดดตามเด็กไป และที่จริงตอนแรกมันก็ไม่อันตราย แต่หลังจากข้าส่งเด็กขึ้นมาฝายก็พังทำให้น้ำไหลแรง จนดึงขึ้นฝั่งไม่ได้” หลี่อ้ายเฉินมองสามีด้วยสายตาไม่พอใจ“เมื่อก่อนก็ทำตัวเสี่ยงตายเช่นนี้ใช่หรือไม่” แม้จะอยากตอบว่าไม่แต่เขาก็ทำเช่นนั้นจริง ๆ “ท่านพี่ต้องนึกว่าที่จวนมีข้ากับลูกรออยู่สิเจ้าคะ จะได้ระมัดระวังตัวเองมากกว่่านี้” หยางพ่านชุนเห็นภรรยาเป็นห่วงก็รู้สึกผิดเหมือนกัน “ต่อไปข้าจะระวังตัวตลอดเจ้าไม่ต้องกังวลใจไป ที่จริงเรื่องนี้ข้าไม่ต้องไปดูเองก็ได้ แต่ไหน ๆ ก็ผ่านไปเลยแวะดูไม่นึกว่าจะมีปัญหา”“ของหลาย ๆ อย่างทำเอาไว้แล้วก็ต้องหาคนเฝ้า หาคนบูรณะ ไม่เช่นนั้นก็พังไปตามเวลา” แม้จะรู้ข้อที่ภรรยาบอกเป็นอย่างดี แต่พอมีเรื่องยุ่งหลาย ๆ อย่างจึงลืมที่จะส่งคนไปดูแลเป็นพิเศษ “ท่านพ
บทที่ 38“สามีของลูกเขาเป็นอะไรหรือเปล่าช่วงนี้เขาดูแปลก ๆ ไปนะ” บิดาของอ้ายเฉินถามบุตรสาว เพราะเป็นคนที่ทำการค้าจึงมองคนต่างจากคนอื่น และสัมผัสได้ไวกว่า“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน เหมือนว่าเขายังคงติดอยู่กับความผิดครั้งก่อน” อ้ายเฉินพูดออกไปคล้ายจะเป็นการคาดเดาแต่จริง ๆ นางรู้ว่านี่แหละคือต้นตอของปัญหาในจิตใจของสามีของนางแม้ว่าหยางพ่านชุนจะทำทุกอย่างได้ดีแล้ว แต่ก็ยังมีความรู้สึกส่วนหนึ่งที่อีกฝ่ายยังทิ้งไปไม่ได้“คุยกันบ้างหรือยังลูก เกี่ยวกับเรื่องครั้งก่อน” มารดาเอ่ยถามด้วยเสียงอ่อนโยนอ้ายเฉินพยักหน้า “แน่นอนเจ้าค่ะ หลายครั้งแล้ว แต่เขาก็ยังคงรู้สึกผิดอยู่ดี” คนเป็นพ่อได้ฟังก็ไม่รู้จะทำอย่างไร อีกอย่างเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรื่องที่หนักอกหนักใจทั้งบุตรสาวและลูกเขยนั่นคืออะไร “ลองเปิดใจคุยรายละเอียดกันดูอีกครั้ง แม้ว่าจะทำให้เจ็บแต่นั่นก็สามารถช่วยทำให้แผลที่มีสมานได้” มารดาเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แม้นางจะพูดน้อย นิ่งสงบในทุกเรื่อง แต่ยามใดที่ติดใจและสงสัย นางก็จะเรียกสามีมาคุยจนกว่าจะเข้าใจกัน ไม่เคยปล่อยผ่านให้เรื่องราวข้ามคืนเลยสักครั้ง จึงรักษาชีวิตคู่ที่สงบสุขมาได้จนถึ
บทที่ 37หลังจากอ้ายเฉินคลอดลูกคนแรกจวนทั้งสองก็ถูกทุบกำแพงเพื่อเปิดหากันตอนนี้หยางพ่านชุนถือว่าบิดาของภรรยากับพี่ชายภรรยาเป็นคนในครอบครัวมากกว่า ตระกูลใหญ่ของเขาซะอีก หลังจากเรื่องวุ่นวายต่าง ๆ ผ่านไป เขาก็ไม่ได้กลับไปร่วมพิธีไหว้บรรพบุรุษที่เมืองหลวงอีกเลย แม้จะรู้สึกผิดแต่หากต้องเสี่ยงชีวิตลูกเมียเขายอมที่จะเป็นคนอกตัญญูวันเวลาหมุนผ่านไปจนเสี่ยวชิงโตจนวิ่งได้ เป็นบุตรชายของพวกเขามาเกิดใหม่อย่างแน่นอนเพราะใบหน้าที่คงยังเหมือนเดิมทุกประการ แต่นิสัยกลับไม่เหมือนเดิมแม้แต่น้อย คงเป็นเพราะการเลี้ยงดูและลุงกับท่านตาที่ตามใจจนบางทีหยางพ่านชุนก็กลัวบุตรชายคนโตจะเสียคนและตอนนี้พวกเขาไม่ได้มีบุตรชายเพียงแค่คนเดียวแต่ยังมีบุตรสาวอย่างอี้อี้ด้วย เสี่ยวชิงเป็นพี่ชายที่ดีคอยดูแลน้องสาว ไม่ได้เหงาโดดเดี่ยวเหมือนชาติก่อน ความสัมพันธ์ของครอบครัวตอนนี้ไม่ได้เหมือนกับชาติก่อน ทุกคนต่างมีรอยยิ้มให้กัน และอยู่กันอย่างมีความสุข อะไรที่ไม่ดีก็ถูกตัดไปจากชีวิต พ่อบ้านที่เคยช่วยเหลือหยางพ่านชุนมาตั้งแต่เด็กก็ถูกส่งกลับไปอยู่ที่เมืองหลวง เขาจ้างคนใหม่ให้คอยดูแลคุณหนูและคุณชายน้อยต่อไปเด็กทั้งสองไม่เคยได
บทที่ 36การปราบโจรได้ทำให้การค้าในเมืองคึกคักขึ้นเพราะไม่ต้องกลัวว่าจะถูกปล้นระหว่างเดินทางข้ามเมือง ทุกอย่างค่อย ๆ เป็นไปในทางที่ดีขึ้น เรื่องนี้ทำให้ทั้งตระกูลหลี่ และเจ้าเมืองอย่างหยางพ่านชุนเจริญก้าวหน้าขึ้นไปอีก ต่างจากตระกูลใหญ่ของเจ้าเมืองหนุ่มที่หลังจากชิงเอ๋อร์กลับไปที่ตระกูลตน บิดาของเขาและบิดาของหญิงสาวก็ไม่ติดต่อกันอีกเนื่องจากเรื่องที่เกิดขึ้นกับบุตรสาวทางตระกูลใหญ่ที่มักจะชอบใช้วิธีรวมหมู่รวมก๊ก พอพันธมิตรหลักไม่อยู่ซะแล้ว คนอื่น ๆ ก็เริ่มหนีหน้า จากที่เคยกร่างได้ก็ต้องหลบอยู่แต่ในมุมของตนเอง เพราะถึงทุกคนจะรู้ว่ามีบุตรชายเป็นเจ้าเมืองและเป็นถึงขุนนางขั้นสามแต่ใคร ๆ ก็รู้ว่าทั้งสองไม่ถูกกัน นั่นไม่ใช่เพราะใครแต่เพราะความปากมากของบิดาของหยางพ่านชุนเอง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเอ่ยกับสหายสนิทว่าเขาไม่ได้คาดหวังกับบุตรชายคนนี้ อีกทั้งเขายังไม่ใช่คนโปรดและตอนที่หยางพ่านชุนได้ดี ก็ไม่เห็นขุนนางเฒ่าผู้นี้จะเอาเรื่องของบุตรชายมาโอ้อวดซึ่งแปลกจึงทำให้ทุกคนคิดว่าเรื่องที่บาดหมางกันนั้นคงจะเป็นจริง แน่ ๆถึงแม้ว่ายามนี้หยางพ่านชุนจะกลับมาทำงานเป็นเจ้าเมืองเหมือนเดิมแล้ว แต่เขาก็ยังคงมาพ
บทที่ 35“ท่านพ่อตาข้าโง่เขลาได้โปรดให้คำแนะนำข้าด้วย” คนมีอายุส่ายหัวก่อนจะหันไปสบตาคู่ชีวิตของตน“หากข้าบอกแล้วจะมีประโยชน์อะไร อะไรที่เคยทำผิดเจ้าก็เอาสิ่งนั้นเป็นบทเรียน อะไรที่ดีอยู่แล้วก็เก็บเอาไว้ ความสัมพันธ์มันก็เป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจดูแลไม่ต่างจากงานหรอกนะท่านเจ้าเมือง ข้าพูดจนเหนื่อยแล้ว หากมีอะไรก็ค่อยคุยกันวันหลังเถอะ ป่ะฮูหยินเราสองคนไปพักผ่อนกันเถอะ” หยางพ่านชุนพยักหน้ารับปล่อยให้พ่อตาโอบพยุงหลี่ฮูหยินกลับเรือนพักผ่อน แต่ก็ไม่วายร้องถาม “ข้าขอคุยกับอ้ายเฉินได้หรือไม่”“นั่นมันแล้วแต่นาง หลี่เม่าไปกินข้าวกันเถอะ” แม้จะบอกว่าแล้วแต่บุตรสาว แต่การเรียกไปแต่บุตรชายก็เหมือนจะเปิดโอกาสให้แล้ว“อ้ายเฉินทำเช่นไรดีเรื่องคงไม่ง่ายแล้ว” แม้เหมือนพ่อตาจะเปิดโอกาส แต่หยางพ่านชุนก็ไม่รู้ว่าต้องเริ่มเช่นไรหญิงสาวยิ้มอย่างพอใจ “ข้าว่าท่านพ่อก็มีเหตุผลนะเจ้าคะ บางทีพวกเราอาจจะต้องใช้เวลากันอีกสักพัก”“แต่อีกไม่นานพระราชโองการก็จะมาถึง ข้าอยากให้เจ้าได้ตำแหน่งฮูหยินบันทึกเอาไว้ด้วย ที่จริงข้าส่งชื่อเจ้าไปแล้วด้วย”หลี่อ้ายเฉินได้ฟังก็ขมวดคิ้ว “นิสัยชอบตัดสินใจเองของท่านนี่เมื่อไรจะหายเจ
บทที่ 34“ท่านพี่ให้เขาเข้ามาเถอะเจ้าค่ะ” อ้ายเฉินที่มาตั้งแต่เมื่อไรแล้วก็ไม่รู้เอ่ย “แต่ว่า” หลี่เม่ายังคงไม่ไว้ใจอดีตน้องเขยคนนี้เท่าไรนัก“ข้าเข้าใจที่ท่านจะไม่ไว้ใจข้า แต่วันนี้ข้าจะมาอธิบายเรื่องราวและขอโทษในสิ่งที่ข้าทำผิด” หลี่เม่าพ่นลมหายใจแรง “เหอะขุนนางอย่างท่านเนี่ยนะ จะมาขอโทษชาวบ้านเช่นนี้” หยางพ่านชุนคุกเข่าลงไปตรงหน้าพี่ชายภรรยา“ข้าไม่ได้ขอโทษชาวบ้านธรรมดาทั่วไป แต่ข้าขอโทษภรรยา ข้าทำผิดต่อนาง ที่ข้าเอาแต่ทำงานจนละเลยนาง ทั้งยังขอโทษคนตระกูลหลี่ที่ทำให้ได้รับชื่อเสียงเสียหายจากการหย่าด้วย แต่ข้าและอ้ายเฉินไม่เคยหย่าขาดกัน หากท่านพี่จะให้ข้าแต่งนางอีกครั้งข้าก็ไม่ขัด เรื่องที่ผ่านมาเป็นเพียงการเข้าใจผิดเท่านั้น” แม้หยางพ่านชุนจะเอ่ยเช่นนั้น แต่การที่แม่นางชิงเอ๋อร์ผู้นั้นมาอยู่ในจวนเดียวกันกับชายหนุ่มนานนับเดือนก็เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดคำครหาได้หลี่อ้ายเฉินเห็นท่าไม่ดีจึงเรียกพี่ชายพร้อมทั้งหยางพ่านชุนเข้าไปคุยด้านใน “ท่านพี่ลองฟังเขาก่อนเถอะ บางทีอาจจะเป็นข้าที่หุนหันไปเอง” หลี่เม่ามองหน้าน้องสาวอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าไม่ฟังคำพี่อีกแล้วหากเขาทำให้เจ้าเสียใจอีกเล่า
บทที่ 33แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดส่องผ่านเมฆหม่น มอบแสงสว่างอันอบอุ่นให้กับสถานที่ที่เงียบงัน แต่สำหรับเขา มันไม่มีความหมายอะไรเลย ความเศร้าโศกในใจเขาหนักหนาจนไม่สามารถรู้สึกถึงความอบอุ่นใดๆ ได้เขาคุกเข่าลงหน้าหลุมศพ วางมือสั่นเทาลงบนดินที่เย็นเยียบ ความทรงจำกับคนรักหลั่งไหลเข้ามาในใจ ทั้งเสียงหัวเราะและคำพูดหวานหูที่เคยพูดกัน ความเจ็บปวดในใจเขาเพิ่มขึ้นทุกวินาที เหมือนมีดบาดลึกเข้าไปในหัวใจอย่างไม่หยุดยั้งน้ำตาไหลอาบแก้มอย่างเงียบงัน เขาปล่อยให้น้ำตาไหลลงไปบนดินและดอกไม้เหมือนกับความรู้สึกที่ไม่สามารถบรรยายได้ เขากระซิบคำพูดที่ไม่สามารถกล่าวได้เมื่อตอนนางยังมีชีวิตอยู่ "ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกินอ้ายเฉิน ทุกวันที่ผ่านไป มันเหมือนกับเวลาหยุดเดิน ข้าไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไรที่ไม่มีเจ้า"ลมเย็นพัดผ่าน สายลมที่เย็นเฉียบเหมือนกับความเหงาและความเดียวดายที่เขารู้สึก เขาทรุดตัวลงอย่างช้า ๆ โอบกอดป้ายชื่อของคนรักด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอาลัย“นายท่านอย่าทำแบบนี้เลยขอรับ” น้ำตาที่เคยไหลออกมาตลอดการจากไปของภรรยาและบุตร ไหลออกมาอีกครั้ง “ข้าไม่อยากอยู่แล้วมันเจ็บเหลือเกิน” หยางพ่านชุนเอ