บทที่ 10
“นายท่านเป็นอะไรมากหรือไม่ รู้สึกเจ็บตรงไหนหรือไม่ ข้าให้ท่านหมอมาตรวจแล้วแต่เพราะไม่มีบาดแผลก็ต้องฟังอาการจากปากของนายท่านด้วย”
พ่อบ้านเอ่ยถามอย่างร้อนรนหลังจากดึงตัวของเจ้านายตนให้กลับมานอนที่เตียงและอธิบายว่าฮูหยินกลับไปจวนตระกูลเดิมของตนไปแล้วให้นายท่านรักษาตัวก่อน แม้หยางพ่านชุนจะยังงุนงงกับคำว่ากลับไปตระกูลหลี่แล้ว แต่สุดท้ายก็ยอมกลับไปนั่งที่เตียงของตน เพราะหัวที่กระทบกระเทือนก็ทำให้รู้สึกงุนงงไม่น้อย
พ่อบ้านจัดการทุกอย่างไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ในจวนแห่งนี้คงไม่มีใครเป็นกังวลใจเกี่ยวกับการบาดเจ็บของท่านเจ้าเมืองได้มากเท่ากับชายชราผู้นี้อีกแล้ว เขาดูแลนายท่านของเขามาตั้งแต่อีกฝ่ายยังเป็นคุณชายน้อย จนตอนนี้เติบใหญ่เป็นขุนนางที่ซื่อสัตย์ ก็หวังจะให้นายท่านของเขาอยู่ไปอีกนาน ๆ ดูแลชาวเมืองอย่างดีเช่นนี้ตลอดไป
“ข้าเจ็บหัวนิดหน่อย ว่าแต่มันเกิดอะไรขึ้น แล้วที่ต้องเดินทางไปตระกูลหลัก”
พ่อบ้านรีบวิ่งเข้ามาประคองคนที่ดื้อด้านจะลุกเดินจากเตียง
“นายท่านไม่ต้องเป็นห่วงข้าส่งข่าวให้กับนายท่านใหญ่และฮูหยินแล้ว ว่านายท่านประสบเหตุอันตรายระหว่างการเดินทางไป จึงทำให้งานพิธีในปีนี้คงไปเข้าร่วมไม่ได้แล้ว” หยางพ่านชุนพยักหน้าเข้าใจ บาดเจ็บขนาดนี้ย่อมไม่อาจไปร่วมงานได้
“พวกเขาคงนึกว่าข้าอยากจะหลบหน้าจนต้องแกล้งเจ็บตัว” ที่หยางพ่านชุนเอ่ยออกมาเช่นนี้เพราะปกติเขาก็ไม่ค่อยอยากไปสักเท่าไรอยู่แล้ว ตั้งแต่แยกออกมาก็พยายามหลบเลี่ยงมิใช่ไม่อยากไหว้บรรพบุรุษ แต่ไม่อยากเจอกับครอบครัวพร้อมหน้ามากกว่า
เรื่องบางเรื่องได้พูดได้ฟังก็ทำให้บรรยากาศไม่ดี นั่นคือสิ่งที่เกิดประจำเวลาคนในตระกูลของเขามารวมตัว ใครประสบความสำเร็จมากกว่า ใครอยู่ในเมืองใหญ่กว่า ทั้ง ๆ ที่ควรจะพูดคุยถึงสารทุกข์สุกดิบ แต่กลับเอ่ยถึงแต่เรื่องไร้สาระพรรณนั้น
ขนาดเขาเป็นถึงเจ้าเมืองแล้วก็ยังมีคำพูดไม่ดีมาให้ อาจจะเพราะเป็นตระกูลรองลงมา จึงไม่ได้สลักสำคัญอะไร ถ้าเทียบกับตระกูลใหญ่ที่อยู่เมืองใหญ่โต เป็นขุนนางขั้นสูงก็คงจะเทียบกันไม่ได้ หยางพ่านชุนทำในสิ่งตรงข้ามของบุตรชายทุกคน เลือกหนีออกห่างเมืองหลวงและคนในตระกูลให้มากที่สุด การเลือกมาเป็นเจ้าเมืองเฉิงเป็นตำแหน่งทางการที่แม้แต่มารดาเขา ต่อให้ไม่พอใจก็ไม่กล้าออกปากห้ามปราม ยิ่งแต่งกับอ้ายเฉิน หญิงสาวบ้านบิดาเป็นเพียงเจ้าของโรงเตี๊ยม ยิ่งทำให้มารดาของเขาไม่พอใจเข้าไปอีก แม้แต่งานแต่งระหว่างเขากับอ้ายเฉินก็ไม่มีผู้ใดเดินทางมาร่วมงานสักคน และปีนี้เป็นครั้งแรกที่เขาจะพานางไปพบกับทุกคน
“อาจจะเป็นได้ขอรับ เพราะนายท่านใหญ่กับฮูหยินก็คงอยากรู้อาการของนายท่านกับเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ข้าหมายถึงเรื่องที่ไม่ใช่การลอบทำร้ายครั้งนี้แต่เป็นเรื่องของอดีตฮูหยิน”
หยางพ่านชุนถอนหายใจ “พูดถึงฮูหยิน เรื่องอ้ายเฉินหมายความว่าอย่างไรที่บอกว่านางกลับตระกูลหลี่ นางไม่ได้ร่วมเดินทางไปกับข้างั้นหรือ” ที่ตื่นขึ้นมาพบว่าตนเองบาดเจ็บ สิ่งแรกที่เขานึกออกคือเกรงว่าอ้ายเฉินจะบาดเจ็บไปด้วย แต่พอบอกว่านางกลับตระกูลเดิมจึงวางใจ บวกกับอาการปวดหัวคราแรกที่ได้ฟังจึงยังไม่ได้คิดถี่ถ้วน
พ่อบ้านทำหน้าแปลกใจจนหัวคิ้วขมวด “นายท่านเรื่องนั้นก็อย่างที่บอก นายท่านกับอดีตฮูหยินหย่ากันแล้วนี่ขอรับ นางจะกลับตระกูลตนก็ไม่แปลก แล้วตอนนี้นางก็กลับไปอยู่กับบิดา มารดาและพี่ชายของนางแล้ว”
หยางพ่านชุนนิ่งเงียบจนพ่อบ้านรู้สึกไม่วางใจในท่าทางแปลก ๆ นั่น “นายท่านถ้าไม่เป็นอะไรแล้วก็ให้ท่านหมอดูอาการอีกสักหน่อยเถอะ”
หยางพ่านชุนพยักหน้าตอบรับเงียบกริบ
“ท่านเจ้าเมืองพอจะเล่าเหตุการณ์ให้ข้าฟังได้หรือไม่ขอรับ” หมอยาถามอาการเจ้าเมืองหนุ่ม
หยางพ่านชุนนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้น “มีคนบุกเข้ามา มีการต่อสู้กันหลังจากนั้น ข้าก็หลบธนูจนตกจากหลังม้าลงมากระแทกพื้นน่ะ”
พ่อบ้านได้ฟังก็เป็นเดือดเป็นร้อนมาก “พวกโจรป่าเหล่านั้น ข้าน้อยส่งคนออกไปจัดการแล้ว”
หยางพ่านชุนที่ยังคงมึน ๆ พยักหน้าอีกครั้ง เขาบอกเล่าเรื่องราวเพียงบางช่วงที่นึกออก “ลำบากพวกเจ้าแล้ว”
ส่วนท่านหมอก็ตรวจและสอบถามเกี่ยวกับความทรงจำ ดูเหมือนทุกอย่าง ปกติแต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนแปลกใจคือท่านเจ้าเมืองที่มักจะเย็นชากับภรรยาของตน กลับเรียกหา ถามหา ครั้งแล้วครั้งเล่า เรียกว่าตั้งแต่ฟื้นมาก็เรียกหาแต่อดีตฮูหยิน
“ท่านเจ้าเมืองคงต้องพักสักระยะ อาการที่เป็นเหมือนว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับทางร่างกายเสียทีเดียว แต่กลับเป็นที่ความทรงจำที่ยังสับสนอยู่มากกว่า”
“อือ ท่านหมอจะให้ทำอะไรก็บอกมาก็แล้วกัน ข้าเองก็อยากพักแล้วพวกเจ้าก็ออกไปเถอะ” หยางพ่านชุนมองไปรอบ ๆ ห้อง เขากำลังสับสนจริง ๆ และพยายามรวบรวมความทรงจำที่มี แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว
ทางด้านท่านหมอกับพ่อบ้านก็ไม่หยุดพูดคุยกันเลยตั้งแต่ออกมาจากเรือนพักผ่อนของท่านเจ้าเมือง
“ข้าอยากให้ท่านเจ้าเมืองได้พักชั่วครู่ เรื่องงานเป็นไปได้หรือไม่ที่จะพักสักอาทิตย์หรือเดือน”
พ่อบ้านทำหน้าหนักใจ “เรื่องนั้นคงยากท่านหมอ แล้วเรื่องอดีตฮูหยินที่ท่านเจ้าเมืองยังคงคิดว่านางเป็นคนรัก”
ท่านหมอถอนหายใจ “หากพักเรื่องงานไม่ได้จริง ๆ ก็คงต้องกระตุ้นความทรงจำ”
ขณะที่จวนเจ้าเมืองเกิดเรื่องราวมากมาย แต่หลี่อ้ายเฉินกลับใช้ชีวิตอย่างสงบสุขกับพ่อและพี่ชาย นางไม่อยากรับรู้อะไรอีก นั่นก็เพราะยิ่งคิดถึงเรื่องครั้งนี้ก็ยิ่งทำให้นางนึกถึงเรื่องลูก ฉะนั้นไม่สนใจไปเลยจึงจะเป็นการดีสำหรับตัวเองที่สุด แม้จะแอบกังวลอยู่บ้างว่าอีกฝ่ายจะเป็นอะไรไหมก็ตาม อย่างไรก็คนที่เคยใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน
พอคิดอย่างนี้แล้วก็ทำให้คิดในมุมกลับกันไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะเคยนึกถึงนางบ้างไหม ในวันที่นางต้องอยู่จวนเพียงลำพัง เผชิญเรื่องราวต่าง ๆ คนเดียว
“เฉินเอ๋อร์พี่ออกไปรับอาหารจากโรงเตี๊ยมเห็นว่าข้าง ๆ มีคนเข้ามาอยู่แล้ว พี่เลยบอกให้คนเอาขนมที่โรงเตี๊ยมมาเพิ่ม บ่าย ๆ เจ้าไปกับพี่หน่อยสิ ไปทักทายตามประสาเพื่อนบ้าน” หลี่อ้ายเฉินพยักหน้ารับคำพี่ชาย
ใครก็รู้ตระกูลหลี่มีเงินทองมากมาย จะกินอาหารชั้นดีก็สามารถกินได้ทุกมื้อเพราะโรงเตี๊ยมก็เป็นของตัวเอง แต่ก็คงจะมีเพียงอดีตสามีของนางเท่านั้นที่หูตามืดบอด
ในป่าไม่ไกลจากเมืองเฉิงมากนัก มีคนกลุ่มหนึ่งล้อมวงผลัดกันรักษาอาการบาดเจ็บ พวกเขาเป็นโจรป่าแท้ ๆ แม้ชาวบ้านที่เดินทางมาในขบวนเจ้าเมืองจะมีจำนวนมากกว่าที่คาดเอาไว้ แต่พวกเขากลับแพ้หนีตายแทบเอาชีวิตไม่รอด คนที่จ้างพวกเขาไม่เห็นบอกเลยว่าจะมีคนที่มีวรยุทธ์ร่วมเดินทางมาด้วย
“ข้าบอกให้ยกเลิกแผนการเพราะเป้าหมายไม่ได้เดินทางมาด้วย” เสียงปริศนาดังมาจากหลังต้นไม้
กลุ่มโจรพากันกลอกตาขึ้นฟ้า “คนที่ท่านอยากเอาชีวิตไม่มาแล้วอย่างไร เป้าหมายของพวกข้าอย่างไรก็คือหยางพ่านชุน” หัวหน้าโจรเอ่ยเสียงเหี้ยม
“เอาเถอะ แก้ไขสิ่งใดไม่ได้แล้ว ข้าได้ยินว่าพวกเจ้าล้มตายบาดเจ็บกันแทบจะสิ้นชื่อโจร ข้าเลยนำยารักษาแผลสดมาให้” ชายปริศนายื่นขวดยาหลายขวดให้
พวกโจรรีบยื่นมือไปรับด้วยความยินดี อย่างไรก็คนคุ้นเคยกันจึงไม่ได้คิดระแวงว่าในขวดยานั่นมีสิ่งอื่นที่ทำให้ถึงตายผสมอยู่
บทที่ 11แม้ตระกูลหลี่มีฐานะแต่คนในเรือนกลับไม่ได้มากมายเหมือนจวนขุนนางชั้นสูง หรือคหบดีในเมืองหลวง เพราะร้านหรือโรงเตี๊ยมที่ตระกูลหลี่เป็นเจ้าของก็อยู่ใกล้แค่เพียงเอื้อม จะกินจะอยู่อย่างไรก็แค่ให้คนไปบอกที่ร้านก็จะเตรียมให้ทันที ไม่ต้องวุ่นวายนำมาทำที่จวนนั่นจึงทำให้คนในตระกูลหลี่ได้กินอาหารชั้นดีอยู่เสมอ ๆ และเพราะอย่างนั้นในจวนจึงเงียบสงบไม่ได้วุ่นวายมากนัก ซึ่งเป็นสิ่งที่มารดาของอ้ายเฉินชอบ และนางเองก็ชอบเช่นเดียวกันครอบครัวเล็ก ๆ กินอาหารด้วยกันแทบจะทุกมื้อ ใส่ใจกันและกัน ครอบครัวของนางเป็นเช่นนั้น แต่กลับแต่งไปเจอกับชายที่มีแต่ความเย็นชาให้ มองนางเป็นเพียงแค่ภรรยาในนาม ไม่ใส่ใจความรู้สึกกันเท่าที่ควร ทั้ง ๆ ที่ตอนเริ่มต้นก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นหญิงสาวเลิกนึกถึงเรื่องของหยางพ่านชุนในระหว่างเดินไปเตรียมของกำนัลให้กับคนที่มาอาศัยจวนข้าง ๆ
บทที่ 12ทางฝั่งตระกูลหลี่ก็กลับมากินอาหารที่จวนของตัวเอง พี่ชายยังคงบ่นไม่หยุดเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น “มันตั้งใจชัด ๆ ทำให้เราไม่รู้ว่ามันเป็นใคร ตอนที่แต่งกับเจ้าไม่เห็นเจ้าเล่ห์แบบนี้” หลี่เม่าพูดไปพรางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันไปพลาง จนอ้ายเฉินได้ฟังคำของพี่ชายที่ต่อว่าอดีตสามีก็ไม่รู้จะพูดเช่นไร ไม่พอบิดาและมารดาของนางยังนิ่งเงียบราวกับคิดอะไรอยู่อย่างนั้น“เจ้าตามออกมาทีหลัง พ่อบ้านของทางนั้นบอกว่าอะไร เพราะอะไรเขาถึงได้ทำแบบนี้” คำถามของบิดาทำให้หลี่เม่าที่ดูเหมือนจะไม่ได้ตั้งใจฟังเรื่องราวที่อีกฝ่ายแก้ตัวเท่าไรเอ่ยเล่าทุกอย่างเท่าที่รับรู้“มีคนมาดูแลรักษาการทำหน้าที่เจ้าเมืองแทนหยางพ่านชุน เขาก็เลยออกมาหาที่อยู่ใหม่” หลี่อ้ายเฉินได้ยินเสียง เหอะ จากบิดาของนา
บทที่ 13การปรากฏตัวของชิงเอ๋อร์ทำให้หยางพ่านชุนรู้ว่าบิดาและมารดาของเขารับรู้เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นทางนี้แล้ว ทั้งเรื่องที่บาดเจ็บและเรื่องที่เขาไม่อยากให้รู้อย่างเรื่องที่เขาหย่ากับหลี่อ้ายเฉินแล้วตอนที่เขายังไม่แต่งงานท่านแม่ก็สรรหาสตรีคนนั้นคนนี้มาให้เสมอ ๆ เขารู้ว่าที่บ้านใหญ่ต้องการให้เขาแต่งกับบุตรีของขุนนางสักคนเพื่อที่จะช่วยสนับสนุนกันเวลาที่เข้าประชุมเช้ากับฮ่องเต้ หรือเสนอฎีกาต่าง ๆ แต่เขาไม่ได้ชอบแม่นางพวกนั้นนี่ที่ปกติไม่อยากกลับไปที่บ้านใหญ่ก็เป็นเพราะเกรงพ่อแม่ของเขารวมถึงคนอื่นชอบแสดงท่าทางที่ไม่เหมาะสมกับภรรยาของตน ไม่นึกว่าครั้งนี้จะส่งแม่นางชิงเอ๋อร์มา มิรู้ว่าตระกูลของนางยอมปล่อยนางมาได้อย่างไร เป็นหญิงสาวยังไม่ได้ออกเรือนแต่มาอยู่จวนของบุรุษ“ท่านพี่ข้าทำขนมมาให้ลองชิมดูไหมเจ้าคะ”
บทที่ 14“ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับข้าเลยนี่เชียงเชียง เจ้าไม่ต้องตามข่าวคราวเรื่องนี้แล้ว หรือว่าเจ้าว่างไปข้าจะให้ท่านพี่หางานให้เจ้าเพิ่มดีหรือไม่” เชียงเชียงส่ายหน้าหวือ “ข้าก็แค่อยากให้คุณหนูรับรู้ความเป็นจริง กะ..ก็เท่านั้น” รอยยิ้มเศร้าปรากฏขึ้นอีกครั้งบนใบหน้างดงามของหลี่อ้ายเฉิน และมันก็ทำให้เชียงเชียงที่มองอยู่ไม่เข้าใจนักความเป็นจริงหรือ หญิงสาวยิ้มเยาะตนเอง ช่างเป็นคำที่สะท้อนความรู้สึกได้ดีจริง ๆ ก่อนที่จะแต่งนั้นคงเป็นความฝัน แต่งมาสักพักคงเป็นความจริงสินะ มันถึงขมจนกลืนไม่ลงแต่ก็จำได้ทุกอย่างไม่มีลืม ทั้งคำพูดที่หวานราวกับน้ำผึ้ง หรือแม้กระทั่งความเย็นชาราวกับชีวิตช่วงนั้นมีแต่ฤดูหนาวที่มีแต่หิมะก็ยังตราตรึงอยู่ในทุกห้วงความทรงจำทั้งวาจาที่เอ่ยบอกว่าไม่เป็นอะไร
บทที่ 15“ท่านพี่พ่านชุนไปที่ไหนกันล่ะ” แม่นางชิงเอ๋อร์ที่ทำตัวราวกับจวนนี้เป็นของตนเองจนคนเป็นเจ้าของจวนจริง ๆ อย่างหยางพ่านชุนต้องพยายามหนีไปอยู่ที่นั่นที่นี่ นางเดินตามหาชายหนุ่มมานานนับชั่วยามแล้วนางได้รับคำสั่งจากมารดาของอีกฝ่ายให้มาจับตาดูและทำอย่างไรก็ได้ให้เป็นฮูหยินของหยางพ่านชุนแม้ตระกูลใหญ่จะชอบค่อนขอดหยางพ่านชุนที่เป็นคนมาจากตระกูลรองอยู่เสมอ แต่อย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นเจ้าเมือง เป็นขุนนางที่มีปากมีเสียงและอำนาจ เก็บเอาไว้เป็นพวกของตนย่อมไม่เสียหาย ทั้งยังทำให้เวลายื่นข้อเสนอกับคนกลุ่มอื่น ๆ ตระกูลของพวกเขาทั้งหมดก็จะแข็งแกร่งและดูยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีกมันเป็นเรื่องของอำนาจล้วน ๆ แต่หยางพ่านชุนกลับไปรับสาวชาวบ้านมาเป็นภรรยา โชคดีที่แล้วหลี่อ้ายเฉินรู้สึกนึกตนได้ว่าไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง จึงได้ออกไปจากฐานะฮูหยินเจ้าเมืองไม่เช่นน
บทที่ 16“อ้ายเฉิน” เสียงของชายหนุ่มที่คุ้นเคยทำให้หญิงสาวที่กำลังทำอาหารสำหรับวันนี้ให้ครอบครัวต้องสะดุ้ง “ท่านเจ้าเมือง” นางเอ่ยเรียกชายหนุ่มที่เดินเข้ามาในจวนของตนด้วยสายตาไม่เข้าใจและตกใจ เหตุใดชายหนุ่มถึงอยู่ที่นี่ และยังแววตาที่เต็มไปด้วยความรักและความห่วงหานั่นอีก นางมั่นใจว่าไม่ได้คิดไปเองแน่ ๆนี่เป็นครั้งแรกหลังจากที่นางหย่าออกมาและได้ประชันหน้ากับอดีตสามีตามลำพัง เพราะครั้งก่อนก็เจอกันเพียงครู่ ร่างบางหันซ้ายหันขวา แต่ก็เป็นนางเองที่เพิ่งบอกให้เชียงเชียงและสาวใช้ออกไปเอาวัตถุดิบบางอย่างที่ร้านของตระกูลหลี่ “ทำไมถึงกลัวข้าขนาดนั้นเล่าฮูหยิน” ดวงตาสวยวาวโลดแสดงชัดถึงความไม่พอใจ “ข้ามิใช่ฮูหยินของท่านเจ้าเมืองอีกแล้ว” หลังจากคำของตนอ้ายเฉินก็สังเกตเห็นถึงท่าทางและสีหน้าของอดีตสามีที่หมองลง มันช่างเป็นเรื่องไม่ชินตาที่อีกฝ่ายแสดงอารมณ์มากกว่าแต่ก่อน คราวก่อนที่พบกันแม้จะสำนึกผิดแต่ยังไม่มีแววตาเช่นนี้“ท่านกลับไปที่จวนของตนเองเถอะเจ้าค่ะ ทำเช่นนี้จะไม่เหมาะเท่าไร” นางเอ่ยเตือนก่อนจะขยับถอยมาให้ห่างจากอีกฝ่าย “แต่ว่าเจ้าเป็นภรรยาของข้านี่มีอะไรไม่เหมาะไม่ควร” ท่าทางราวกับไม่
บทที่ 17“นายท่านไปไหนมาขอรับ”เขากลับมาทางเดิมที่คราวก่อนกลับมา แสร้งทำเป็นนอนกลางวันเพราะเหนื่อยล้าจากอาการป่วยทั้ง ๆ ที่ร่างกายของเขาเกือบจะเป็นปกติดีแล้วด้วยซ้ำแต่พอกระโดดข้ามหน้าต่างมาก็เจอเข้ากับพ่อบ้านที่เอ่ยถามเขาด้วยความสงสัย “แค่อย่าบอกใครก็พอ ข้าไปทำธุระมา”พ่อบ้านจึงพยักหน้าตอบรับก่อนจะปล่อยให้เจ้านายพักผ่อน เมื่อคล้อยหลังพ่อบ้าน มีเงามืดหนึ่งสายพุ่งเข้ามาทางหน้าต่าง“เป็นคนที่เจ้าคิดจริง ๆ “ เจ้าของเงาดำทรุดลงนั่งข้างเตียงก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบขวดเล็ก ๆ ที่บรรจุสุราชั้นดีออกมาจิบหยางพ่านชุนไม่แม้จะลืมตามองเขาเพียงพยักหน้าเพื่อให้คนที่นั่งอยู่บนเตียงนอนของเขารู้ว่าเขารับรู้แล้ว“แล้วเจ้าจะทำเช่นไรต่อไป” เจ้าของเงาดำยังคงถามต่อเมื่อเห็นคนวางแผนทุกอย่างนิ่งเฉย แต่ก็ชินเสียแล้วสหายเขาเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่จำความได้กระมั้ง“ทำอย่างที่ทำมาตลอด แสร้งไม่รู้ แล้วคนพวกนั้นล่ะ” หยางพ่านชุนหมายถึงโจรป่าที่ลอบทำร้ายเขา “พ่อบ้านเจ้าสั่งให้คนสังหารปิดปากเกือบทั้งหมด แต่หัวหน้าพวกมันหนีไปได้”“ข้าเคยหวังว่าจะไม่ใช่ชางเกิง” ร่างหนาที่นอนหลับตาบนเตียงเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยความเจ็บปว
บทที่ 18อ้ายเฉินไม่ได้เล่าเรื่องที่เจอกับหยางพ่านชุนในวันนี้ให้กับคนอื่นฟัง ไม่ได้บอกแม้สักคนเดียว นั่นจึงทำให้ประตูหลังยังคงเปิดทิ้งเอาไว้ตั้งแต่เช้ายันเย็นมิได้ปิดเหมือนตอนกลางคืน ที่นางไม่บอกก็เพราะหากเชียงเชียงรู้ไม่นานพี่ชายก็ต้องรู้แล้วก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตเปล่า ๆ“เฉินเอ๋อร์พรุ่งนี้สหายพี่จากตระกูลหลินจะเดินทางมา เจ้าจำได้หรือไม่ที่เมื่อก่อนพี่เคยไปเรียนที่เมืองหลวง” อ้ายเฉินยิ้ม นางจะจำไม่ได้ได้อย่างไร สหายคนนี้ของพี่ชายเป็นบุตรชายคหบดีในเมืองหลวง พี่ชายชื่นชมเขามากว่าเก่ง หากได้เขาเป็นเขยก็จะทำให้กิจการของตระกูลหลี่ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีกแต่หลังจากนางเข้าพิธีมงคลไปกับหยางพ่านชุนพี่ชายก็ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องนี้อีก ยามนี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะนางหย่ากลับมาอยู่ตระกูลหรืออย่างไรถึงได้ยกคุณชายตระกูลหลินขึ้นมาพูดถึงอีกแล้ว“อย่าบังคับใจน้อง” มารดาที่มักจะไม่ค่อยพูดจาอะไรนักเอ่ยขึ้น และเพราะเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกแค่พี่ชายอ้าปากทุกคนก็รู้ถึงความนัยของการกระทำ “โธ่ท่านแม่ข้าก็แค่หวังดีกับเฉินเอ๋อร์ หากนางเป็นสะใภ้ตระกูลหลินจะต้องดีแน่ ๆ” คนเป็นแม่ถอนหายใจ“น้องเจ้าเพิ่งผ่านเรื่อง
บทที่ 41หลังจากการสอบสิ้นสุด จอหงวนใหม่ก็ถูกย้ายมาเป็นเจ้าเมือง แน่นอนว่าคนคนนั้น คือคนที่ทั้งเมืองแห่งนี้รู้จักดี เพราะคือบุตรชายของอดีตเจ้าเมือง ในยุคบิดาทำดีมาเช่นไร ยุคบุตรชายก็ทำดีไม่ต่างกัน เพียงแต่เพราะเป็นชายหนุ่มที่หน้าตาหล่อเหลาและยังโสดแถมอายุก็ยังน้อยกว่ายามที่บิดาของตนมาเป็นเจ้าเมืองเสียอีก จึงยิ่งทำให้บรรดาคุณหนูทั้งหลายต่างหมายปองเจ้าเมืองหนุ่มผู้นี้ไม่ต่างจากสมัยบิดาและยิ่งทุกคนรู้ว่าชายหนุ่มยังไม่ปักใจรักใคร่ใครเป็นพิเศษแล้ว ก็ต่างหวังว่าตนเองอาจจะมีสิทธิ์ แต่ดูเหมือนเชื้อจะไม่ทิ้งแถว ลูกไม้ย่อมไม่ตกไกลต้น เจ้าเมืองหนุ่มเอาแต่ทำงานจนบรรดาแม่นางทั้งหลายต่างเมินหน้าหนี“นิสัยเสียนี้ลูกดันไปเหมือนท่านได้อย่างไรกัน” เสียงตำหนิไม่จริงจังจากมารดา เสี่ยวชิงเพียงแค่ส่งยิ้มรับหยางพ่านชุนไม่ได้มองว่านี่ไม่ดี “เขายังเด็กกว่าข้า ทั้งยังไม่มีคนรัก อาจจะเหมือนข้าวัยเยาว์ที่เอาแต่อ่านตำราเพื่อสอบมากกว่า ที่สำคัญเพราะอาชิงใช้ความรักของพวกเราเลี้ยงมา เจ้าเห็นหรือไม่ ถึงเขาจะไม่กลับมาจวนทุกวันเพราะนอนที่จวนเจ้าเมือง แต่ก็กลับมาทุกอาทิตย์ หากเขามีคนรักข้าก็เชื่อว่าเขาจะทำได้ดี อีกทั้
บทที่ 40“แม่ไม่อยากให้เจ้าไปเมืองหลวงเลย” วันเวลาผ่านไปยามนี้เสี่ยวชิงเป็นหนุ่มแล้ว แต่เพราะความสนิทสนมในครอบครัวจึงทำให้อ้ายเฉินตัดใจให้ลูกจากไปไกลตาได้ยาก “เจ้าก็ให้ลูกไปเถอะ เขาจะไปสอบเพื่อจะกลับมาเป็นเจ้าเมืองแทนข้าไม่ดีหรือ” เรื่องนั้นย่อมเป็นเรื่องดีแต่การต้องจากบุตรชายเกือบสามปีและถ้าสอบได้อาจจะนานกว่านั้นทำให้น้ำตาของอ้ายเฉินไหล“เจ้าไปเถอะเสี่ยวชิง ยื้อกันไว้เช่นนี้วันนี้ก็คงไม่ได้ไป” อาการของภรรยาในวันนี้ทำให้หยางพ่านชุนอดคิดไปถึงเรื่องราวในอดีตไม่ได้ ถึงจะแทบตัดพ่อตัดลูกไปแล้วแต่อย่างไรก็ยังคงแอบคิดถึงตอนเขาไปที่ใดก็ตามมีเพียงท่านพ่อบ้านที่ตอนนี้ชราเต็มทีแล้วพอนึกได้ว่าอีกฝ่ายจะจากไปในเวลาอันใกล้นี้ก็ส่งจดหมายไปขอบคุณ แม้ชางเกิงจะหลงผิดไปบ้าง แต่ชางเกิงก็เป็นคนที่ดูแลเขามาตลอด หยางพ่านชุนส่งคนไปรับชายชรากลับมาอยู่ที่จวนเจ้าเมืองกับเขาอีกครั้ง ตอนนี้ชางเกิงคงชรามากแล้วคงไม่สามารถทำอะไรภรรยาของเขาได้อีก อีกทั้งอำนาจในจวนเจ้าเมืองตอนนี้ล้วนเป็นของภรรยาเขา“ภรรยารัก ลูกไปเพื่อความเจริญนะ เหมือนที่ท่านพ่อที่ท่านพี่ของเจ้าต้องเดินทางไกลไปหาสินค้าแปลก ๆ มาขาย” อ้ายเฉินพยักหน้
บทที่ 39หลี่อ้ายเฉินกลับมาดูแลสามีของนางที่จวน เรื่องที่เกิดขึ้นมันทำให้นางเกือบลืมเรื่องก่อนหน้านี้ที่คุยกับบิดา“ข้ากังวลแทบแย่คิดว่าท่านจะเป็นอะไรไปแล้ว” หยางพ่านชุนดึงคนรักเข้ามากอด “ข้าจะไม่ทำอะไรไม่ระวังตัวเช่นนี้อีก ครั้งนี้เพราะเด็กคนนั้นเขาเหมือนเสี่ยวชิงมากจริง ๆ ข้าที่กำลังกังวลหลาย ๆ เรื่องอยู่จึงเผลอกระโดดตามเด็กไป และที่จริงตอนแรกมันก็ไม่อันตราย แต่หลังจากข้าส่งเด็กขึ้นมาฝายก็พังทำให้น้ำไหลแรง จนดึงขึ้นฝั่งไม่ได้” หลี่อ้ายเฉินมองสามีด้วยสายตาไม่พอใจ“เมื่อก่อนก็ทำตัวเสี่ยงตายเช่นนี้ใช่หรือไม่” แม้จะอยากตอบว่าไม่แต่เขาก็ทำเช่นนั้นจริง ๆ “ท่านพี่ต้องนึกว่าที่จวนมีข้ากับลูกรออยู่สิเจ้าคะ จะได้ระมัดระวังตัวเองมากกว่่านี้” หยางพ่านชุนเห็นภรรยาเป็นห่วงก็รู้สึกผิดเหมือนกัน “ต่อไปข้าจะระวังตัวตลอดเจ้าไม่ต้องกังวลใจไป ที่จริงเรื่องนี้ข้าไม่ต้องไปดูเองก็ได้ แต่ไหน ๆ ก็ผ่านไปเลยแวะดูไม่นึกว่าจะมีปัญหา”“ของหลาย ๆ อย่างทำเอาไว้แล้วก็ต้องหาคนเฝ้า หาคนบูรณะ ไม่เช่นนั้นก็พังไปตามเวลา” แม้จะรู้ข้อที่ภรรยาบอกเป็นอย่างดี แต่พอมีเรื่องยุ่งหลาย ๆ อย่างจึงลืมที่จะส่งคนไปดูแลเป็นพิเศษ “ท่านพ
บทที่ 38“สามีของลูกเขาเป็นอะไรหรือเปล่าช่วงนี้เขาดูแปลก ๆ ไปนะ” บิดาของอ้ายเฉินถามบุตรสาว เพราะเป็นคนที่ทำการค้าจึงมองคนต่างจากคนอื่น และสัมผัสได้ไวกว่า“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน เหมือนว่าเขายังคงติดอยู่กับความผิดครั้งก่อน” อ้ายเฉินพูดออกไปคล้ายจะเป็นการคาดเดาแต่จริง ๆ นางรู้ว่านี่แหละคือต้นตอของปัญหาในจิตใจของสามีของนางแม้ว่าหยางพ่านชุนจะทำทุกอย่างได้ดีแล้ว แต่ก็ยังมีความรู้สึกส่วนหนึ่งที่อีกฝ่ายยังทิ้งไปไม่ได้“คุยกันบ้างหรือยังลูก เกี่ยวกับเรื่องครั้งก่อน” มารดาเอ่ยถามด้วยเสียงอ่อนโยนอ้ายเฉินพยักหน้า “แน่นอนเจ้าค่ะ หลายครั้งแล้ว แต่เขาก็ยังคงรู้สึกผิดอยู่ดี” คนเป็นพ่อได้ฟังก็ไม่รู้จะทำอย่างไร อีกอย่างเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรื่องที่หนักอกหนักใจทั้งบุตรสาวและลูกเขยนั่นคืออะไร “ลองเปิดใจคุยรายละเอียดกันดูอีกครั้ง แม้ว่าจะทำให้เจ็บแต่นั่นก็สามารถช่วยทำให้แผลที่มีสมานได้” มารดาเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แม้นางจะพูดน้อย นิ่งสงบในทุกเรื่อง แต่ยามใดที่ติดใจและสงสัย นางก็จะเรียกสามีมาคุยจนกว่าจะเข้าใจกัน ไม่เคยปล่อยผ่านให้เรื่องราวข้ามคืนเลยสักครั้ง จึงรักษาชีวิตคู่ที่สงบสุขมาได้จนถึ
บทที่ 37หลังจากอ้ายเฉินคลอดลูกคนแรกจวนทั้งสองก็ถูกทุบกำแพงเพื่อเปิดหากันตอนนี้หยางพ่านชุนถือว่าบิดาของภรรยากับพี่ชายภรรยาเป็นคนในครอบครัวมากกว่า ตระกูลใหญ่ของเขาซะอีก หลังจากเรื่องวุ่นวายต่าง ๆ ผ่านไป เขาก็ไม่ได้กลับไปร่วมพิธีไหว้บรรพบุรุษที่เมืองหลวงอีกเลย แม้จะรู้สึกผิดแต่หากต้องเสี่ยงชีวิตลูกเมียเขายอมที่จะเป็นคนอกตัญญูวันเวลาหมุนผ่านไปจนเสี่ยวชิงโตจนวิ่งได้ เป็นบุตรชายของพวกเขามาเกิดใหม่อย่างแน่นอนเพราะใบหน้าที่คงยังเหมือนเดิมทุกประการ แต่นิสัยกลับไม่เหมือนเดิมแม้แต่น้อย คงเป็นเพราะการเลี้ยงดูและลุงกับท่านตาที่ตามใจจนบางทีหยางพ่านชุนก็กลัวบุตรชายคนโตจะเสียคนและตอนนี้พวกเขาไม่ได้มีบุตรชายเพียงแค่คนเดียวแต่ยังมีบุตรสาวอย่างอี้อี้ด้วย เสี่ยวชิงเป็นพี่ชายที่ดีคอยดูแลน้องสาว ไม่ได้เหงาโดดเดี่ยวเหมือนชาติก่อน ความสัมพันธ์ของครอบครัวตอนนี้ไม่ได้เหมือนกับชาติก่อน ทุกคนต่างมีรอยยิ้มให้กัน และอยู่กันอย่างมีความสุข อะไรที่ไม่ดีก็ถูกตัดไปจากชีวิต พ่อบ้านที่เคยช่วยเหลือหยางพ่านชุนมาตั้งแต่เด็กก็ถูกส่งกลับไปอยู่ที่เมืองหลวง เขาจ้างคนใหม่ให้คอยดูแลคุณหนูและคุณชายน้อยต่อไปเด็กทั้งสองไม่เคยได
บทที่ 36การปราบโจรได้ทำให้การค้าในเมืองคึกคักขึ้นเพราะไม่ต้องกลัวว่าจะถูกปล้นระหว่างเดินทางข้ามเมือง ทุกอย่างค่อย ๆ เป็นไปในทางที่ดีขึ้น เรื่องนี้ทำให้ทั้งตระกูลหลี่ และเจ้าเมืองอย่างหยางพ่านชุนเจริญก้าวหน้าขึ้นไปอีก ต่างจากตระกูลใหญ่ของเจ้าเมืองหนุ่มที่หลังจากชิงเอ๋อร์กลับไปที่ตระกูลตน บิดาของเขาและบิดาของหญิงสาวก็ไม่ติดต่อกันอีกเนื่องจากเรื่องที่เกิดขึ้นกับบุตรสาวทางตระกูลใหญ่ที่มักจะชอบใช้วิธีรวมหมู่รวมก๊ก พอพันธมิตรหลักไม่อยู่ซะแล้ว คนอื่น ๆ ก็เริ่มหนีหน้า จากที่เคยกร่างได้ก็ต้องหลบอยู่แต่ในมุมของตนเอง เพราะถึงทุกคนจะรู้ว่ามีบุตรชายเป็นเจ้าเมืองและเป็นถึงขุนนางขั้นสามแต่ใคร ๆ ก็รู้ว่าทั้งสองไม่ถูกกัน นั่นไม่ใช่เพราะใครแต่เพราะความปากมากของบิดาของหยางพ่านชุนเอง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเอ่ยกับสหายสนิทว่าเขาไม่ได้คาดหวังกับบุตรชายคนนี้ อีกทั้งเขายังไม่ใช่คนโปรดและตอนที่หยางพ่านชุนได้ดี ก็ไม่เห็นขุนนางเฒ่าผู้นี้จะเอาเรื่องของบุตรชายมาโอ้อวดซึ่งแปลกจึงทำให้ทุกคนคิดว่าเรื่องที่บาดหมางกันนั้นคงจะเป็นจริง แน่ ๆถึงแม้ว่ายามนี้หยางพ่านชุนจะกลับมาทำงานเป็นเจ้าเมืองเหมือนเดิมแล้ว แต่เขาก็ยังคงมาพ
บทที่ 35“ท่านพ่อตาข้าโง่เขลาได้โปรดให้คำแนะนำข้าด้วย” คนมีอายุส่ายหัวก่อนจะหันไปสบตาคู่ชีวิตของตน“หากข้าบอกแล้วจะมีประโยชน์อะไร อะไรที่เคยทำผิดเจ้าก็เอาสิ่งนั้นเป็นบทเรียน อะไรที่ดีอยู่แล้วก็เก็บเอาไว้ ความสัมพันธ์มันก็เป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจดูแลไม่ต่างจากงานหรอกนะท่านเจ้าเมือง ข้าพูดจนเหนื่อยแล้ว หากมีอะไรก็ค่อยคุยกันวันหลังเถอะ ป่ะฮูหยินเราสองคนไปพักผ่อนกันเถอะ” หยางพ่านชุนพยักหน้ารับปล่อยให้พ่อตาโอบพยุงหลี่ฮูหยินกลับเรือนพักผ่อน แต่ก็ไม่วายร้องถาม “ข้าขอคุยกับอ้ายเฉินได้หรือไม่”“นั่นมันแล้วแต่นาง หลี่เม่าไปกินข้าวกันเถอะ” แม้จะบอกว่าแล้วแต่บุตรสาว แต่การเรียกไปแต่บุตรชายก็เหมือนจะเปิดโอกาสให้แล้ว“อ้ายเฉินทำเช่นไรดีเรื่องคงไม่ง่ายแล้ว” แม้เหมือนพ่อตาจะเปิดโอกาส แต่หยางพ่านชุนก็ไม่รู้ว่าต้องเริ่มเช่นไรหญิงสาวยิ้มอย่างพอใจ “ข้าว่าท่านพ่อก็มีเหตุผลนะเจ้าคะ บางทีพวกเราอาจจะต้องใช้เวลากันอีกสักพัก”“แต่อีกไม่นานพระราชโองการก็จะมาถึง ข้าอยากให้เจ้าได้ตำแหน่งฮูหยินบันทึกเอาไว้ด้วย ที่จริงข้าส่งชื่อเจ้าไปแล้วด้วย”หลี่อ้ายเฉินได้ฟังก็ขมวดคิ้ว “นิสัยชอบตัดสินใจเองของท่านนี่เมื่อไรจะหายเจ
บทที่ 34“ท่านพี่ให้เขาเข้ามาเถอะเจ้าค่ะ” อ้ายเฉินที่มาตั้งแต่เมื่อไรแล้วก็ไม่รู้เอ่ย “แต่ว่า” หลี่เม่ายังคงไม่ไว้ใจอดีตน้องเขยคนนี้เท่าไรนัก“ข้าเข้าใจที่ท่านจะไม่ไว้ใจข้า แต่วันนี้ข้าจะมาอธิบายเรื่องราวและขอโทษในสิ่งที่ข้าทำผิด” หลี่เม่าพ่นลมหายใจแรง “เหอะขุนนางอย่างท่านเนี่ยนะ จะมาขอโทษชาวบ้านเช่นนี้” หยางพ่านชุนคุกเข่าลงไปตรงหน้าพี่ชายภรรยา“ข้าไม่ได้ขอโทษชาวบ้านธรรมดาทั่วไป แต่ข้าขอโทษภรรยา ข้าทำผิดต่อนาง ที่ข้าเอาแต่ทำงานจนละเลยนาง ทั้งยังขอโทษคนตระกูลหลี่ที่ทำให้ได้รับชื่อเสียงเสียหายจากการหย่าด้วย แต่ข้าและอ้ายเฉินไม่เคยหย่าขาดกัน หากท่านพี่จะให้ข้าแต่งนางอีกครั้งข้าก็ไม่ขัด เรื่องที่ผ่านมาเป็นเพียงการเข้าใจผิดเท่านั้น” แม้หยางพ่านชุนจะเอ่ยเช่นนั้น แต่การที่แม่นางชิงเอ๋อร์ผู้นั้นมาอยู่ในจวนเดียวกันกับชายหนุ่มนานนับเดือนก็เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดคำครหาได้หลี่อ้ายเฉินเห็นท่าไม่ดีจึงเรียกพี่ชายพร้อมทั้งหยางพ่านชุนเข้าไปคุยด้านใน “ท่านพี่ลองฟังเขาก่อนเถอะ บางทีอาจจะเป็นข้าที่หุนหันไปเอง” หลี่เม่ามองหน้าน้องสาวอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าไม่ฟังคำพี่อีกแล้วหากเขาทำให้เจ้าเสียใจอีกเล่า
บทที่ 33แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดส่องผ่านเมฆหม่น มอบแสงสว่างอันอบอุ่นให้กับสถานที่ที่เงียบงัน แต่สำหรับเขา มันไม่มีความหมายอะไรเลย ความเศร้าโศกในใจเขาหนักหนาจนไม่สามารถรู้สึกถึงความอบอุ่นใดๆ ได้เขาคุกเข่าลงหน้าหลุมศพ วางมือสั่นเทาลงบนดินที่เย็นเยียบ ความทรงจำกับคนรักหลั่งไหลเข้ามาในใจ ทั้งเสียงหัวเราะและคำพูดหวานหูที่เคยพูดกัน ความเจ็บปวดในใจเขาเพิ่มขึ้นทุกวินาที เหมือนมีดบาดลึกเข้าไปในหัวใจอย่างไม่หยุดยั้งน้ำตาไหลอาบแก้มอย่างเงียบงัน เขาปล่อยให้น้ำตาไหลลงไปบนดินและดอกไม้เหมือนกับความรู้สึกที่ไม่สามารถบรรยายได้ เขากระซิบคำพูดที่ไม่สามารถกล่าวได้เมื่อตอนนางยังมีชีวิตอยู่ "ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกินอ้ายเฉิน ทุกวันที่ผ่านไป มันเหมือนกับเวลาหยุดเดิน ข้าไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไรที่ไม่มีเจ้า"ลมเย็นพัดผ่าน สายลมที่เย็นเฉียบเหมือนกับความเหงาและความเดียวดายที่เขารู้สึก เขาทรุดตัวลงอย่างช้า ๆ โอบกอดป้ายชื่อของคนรักด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอาลัย“นายท่านอย่าทำแบบนี้เลยขอรับ” น้ำตาที่เคยไหลออกมาตลอดการจากไปของภรรยาและบุตร ไหลออกมาอีกครั้ง “ข้าไม่อยากอยู่แล้วมันเจ็บเหลือเกิน” หยางพ่านชุนเอ