เยว่อวิ๋นนั้นไม่รู้ตัวเลยว่าเจ้าหัวไชเท้าน้อยที่นางกำลังคิดเลี้ยงดูนั้น กำลังวางแผนที่จะเลี้ยงดูนางในอนาคตเช่นกัน
เนื่องจากฟ้าด้านนอกยังสว่างไม่มากนัก ภายในห้องมีเพียงเแสงสว่างสลัวๆ เมื่อรวมกับกลิ่นอับชื้นอากาศจึงไม่น่าพิสมัยนัก เยว่อวิ๋นพลันขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะถือชามข้าวต้มเดินเข้าในห้อง
คนบนเตียงยังคงนอนอยู่ในท่าเดิม ลมหายใจแผ่วเบายากจะสังเกตก็ยังไม่แปรเปลี่ยน ทว่าเยว่อวิ๋นกลับรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้กำลังหลับอย่างท่าทางที่แสดงออก
“ข้านำข้าวต้มมาให้” นางกล่าวพลางกวาดสายตาไปรอบห้อง “ยาของเจ้าเล่า ไม่มีงั้นหรือ”
บนโต๊ะด้านนอกไม่มียาวางไว้ นางมองหาดูภายในห้องก็ไม่เห็น อาการของอีกฝ่ายย่ำแย่ขนาดนี้ อย่าบอกนะว่ามารดาใจดำของเขาไม่คิดเตรียมไว้ให้
คำถามถูกตอบกลับมาด้วยความเงียบ บุรุษบนเตียงไม่แม้แต่จะขยับลืมตาด้วยซ้ำ เยว่อวิ๋นเลิกคิ้วน้อยๆ ไม่กล่าวอะไรต่อ คนผู้นี้คล้ายมีกลิ่นอายต่อต้านผู้อื่นแผ่ออกมาให้สัมผัสได้
แต่เดิมนางก็ไม่มีนิสัยชอบเอาหน้าร้อนๆ ของตนไปนาบก้นเย็นๆ ของผู้อื่น [1] อยู่แล้ว เมื่อเห็นอีกฝ่ายแสดงท่าที่ไม่ยี่หระ ความคิดแวบแรกที่ผุดมาคือ หรือว่านางจะปล่อยให้คนผู้นี้ตายไปเช่นนี้เลยดีนะ…
นางแต่งเข้ามาแล้ว ถ้าอีกฝ่ายจากไปนางก็จะกลายเป็นภรรยาม่ายของเซี่ยฉงอวิ๋น บ้านเดิมที่น่ารังเกียจย่อมไม่อาจเข้ามายุ่มย่าม ส่วนทางบ้านเซี่ยเองก็ไม่มีใครอยากแบกรับภาระเลี้ยงดูหญิงม่ายกับบุตรเป็นแน่ สิ่งที่แม่สามีราคาถูกของนางจะทำคงเป็นการเตะส่งแยกบ้านไล่พวกนางสามแม่ลูกออกมา
ชีวิตแบบนั้น มันช่าง…น่าสนใจเสียจริง
ความคิดนี้เปรียบดังกระแสน้ำไหล ลอยผ่านมาแล้วก็ลอยผ่านไป เพราะเจ้าไชเท้าน้อยคู่นั้นไร้มารดาผู้ให้กำเนิด หากต้องมาเสียบิดาอีกคนก็คงจะน่าสงสารแย่
แม้การเป็นภรรยาม่ายสามีตายโดยทิ้งลูกเล็กไว้ให้จะน่าเย้ายวนใจเพียงใด แต่เยว่อวิ๋นก็ตระหนักได้ว่าการมีชีวิตอยู่ของเซี่ยฉงอวิ๋นก็ยังสามารถสร้างประโยชน์ให้นางได้มากกว่าการตายของเขาอยู่สักเล็กน้อย
คิดได้ดังนั้น เยว่อวิ๋นจึงไม่มัวมาคิดเล็กคิดน้อยกับอีกฝ่าย ก็แค่คนป่วยคนหนึ่งมิใช่หรือ ให้มันรู้ไปสิ ว่านางที่อดีตเป็นถึงผู้สืบทอดวิชาแพทย์ของเขาโอสถมีหรือจะจัดการเขาไม่ได้
เซี่ยฉงอวิ๋นยังคงนอนหลับตานิ่ง หูลอบฟังเสียงคนข้างกาย ผ่านไปครู่หนึ่งก็ยังไม่ได้ยินเสียงใดๆ คาดว่าคงจากไปแล้ว
ดูเหมือนว่าเจ้าสาวหมาดๆ ของเขา จะไม่มีความอดทนเลยสักนิด แค่แสร้งไม่ตอบนางก็ผละจากไปไม่รั้งรอ ไม่รู้ว่าในใจสั่งสมความไม่พอใจเอาไว้มากแค่ไหน
ก็จริง ต้องแต่งให้บุรุษป่วยหนักซ้ำร่างกายยังพิการ สตรีปกติที่ไหนจะยินดีกัน
ไม่สิ…ยังมีคนผู้หนึ่ง ที่ไม่ว่าอะไรก็มิอาจสั่นครอนความตั้งใจของนาง ทว่าน่าเสียดายที่เขาจะไม่มีวันได้พบหน้านางอีกแล้ว
เยว่อวิ๋นเลิกคิ้วเล็กน้อย แม้ใบหน้าผู้ที่อยู่ตรงหน้านางจะถูกปกคลุมไปด้วยหนวดเครารุงรังจนยากจะมองเห็นได้ ทว่ากลิ่นอายบรรยากาศหดหู่ที่แผ่ออกมานั้นเห็นได้ชัด
เพียงแต่ไม่ว่าคนบนเตียงจะมีท่าทีอย่างไร ล้วนไม่กระทบต่อความรู้สึกนึกคิดของเยว่อวิ๋น นางไม่แม้แต่จะขมวดคิ้วยามโน้มตัวลงไปพยุงจัดท่าทางให้อีกฝ่ายนั่ง
นางนำหมอนมารองด้านหลังให้เขา หลังจากขยับดูจนแน่ใจว่ามั่นคง จึงหันไปหยิบชามข้าวกับไข่ที่ไม่ร้อนมากแล้วขึ้นมาป้อนเขา
เซี่ยฉงอวิ๋นแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นว่านางยังไม่จากไป ก่อนจะรู้สึกถึงปลายช้อนที่ยื่นมาจ่อริมฝีปากตัวเอง เขาอ้าปากรับช้าๆ ไม่ดึงดัน ด้วยรู้สึกได้ว่าตอนนี้ต่อให้ตนแสดงท่าทางเมินเฉยอย่างไร คนตรงหน้าก็ไม่สนใจเป็นแน่ ดีไม่ดีนางอาจจับเขาเงยหน้าบีบจมูกเทชามข้าวต้มกรอกเข้าปากแบบรวดเดียวด้วยซ้ำ
อย่าถามเลยว่าเขารู้ได้อย่างไร ก็ความรู้สึกมันบอกเช่นนั้น…
สองสามีภรรยา คนหนึ่งป้อน คนหนึ่งกิน ไม่นานข้าวต้มในชามก็ถูกตักกินจนหมด เยว่อวิ๋นก้มลงมองชามเปล่าในมือตัวเองแล้วเอ่ยถามน้ำเสียงเรียบเฉย
“ยังต้องการอีกหรือไม่” เมื่อครู่ตอนจัดท่าทางให้เขา นางได้จับชีพจรไปด้วย ถึงรู้ว่ากระเพาะของอีกฝ่ายไม่ค่อยดีนัก
เซี่ยฉงอวิ๋นส่ายหน้า เขาลืมตามองฝ่าความมืดมิดไปยังทิศทางที่มาของเสียง ตอยกลับด้วยน้ำเสียงพึมพำ
“ไม่แล้ว ขอน้ำ”
เสียงทุ้มต่ำแหบพร่านั้นให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก เยว่อวิ๋นเหม่อลอยไปชั่วขณะ ก่อนจะขมวดคิ้วแน่นเมื่อสังเกตได้ถึงบางอย่าง
“เจ้า… ตาของเจ้า…”
ดวงตาคู่เรียวที่ซ่อนอยู่ใต้ไรผมนั้นสามารถมองเห็นได้เลือนราง แต่เมื่อเพ่งอย่างละเอียดก็จะมองออกถึงความไม่ปกติ
“ใช่แล้ว เป็นอย่างที่เจ้าคิด เหตุการณ์บนเขาคราวนั้นไม่เพียงแต่จะทำให้ข้าไม่สามารถเดินได้ ดวงตาสองข้างก็ยังมองไม่เห็นอีกด้วย”
หลังจากดื่มน้ำ สุ้มเสียงที่แหบพร่าของเซี่ยฉงอวิ๋นก็กลับคืนมาหลายส่วน น้ำเสียงทุ้มเนิบช้ารวมกับท่าทางสบายๆ ของเจ้าตัว สื่อให้รู้สึกถึงความเอื่อยเฉื่อยดุจเมฆาที่เคลื่อนคล้อยกลางสายลมอบอุ่น ราวกับว่าคำที่กล่าวออกมาเมื่อครู่นั้นไม่ใช่เรื่องของคนพูดแต่อย่างใด
หากเป็นสตรีทั่วไปได้ยินแบบนี้ ในใจย่อมไม่ยินยอม ต้องแสดงความโกรธเคืองขุ่นข้อง หรือกระทั่งร่ำไห้ตีโพยตีพายออกมาให้เห็น ทว่าที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นมิใช่เยว่อวิ๋น
สิ่งแรกที่นางคิดถึงหลังจากได้ยินเขาบอก ก็คือ เซี่ยฉงอวิ๋นผู้นี้เป็นสามีที่ฟ้าประทานมาให้นางชัดๆ
ก่อนหน้าก็เคยคาดการณ์ไว้แล้วว่าคนผู้นี้จะกลายเป็นคนพิการ ในใจเยว่อวิ๋นที่ต้องการเพียงสามีในนามจึงยอมรับได้การแต่งงานนี้ แม้การดูแลผู้ป่วยที่ต้องนอนบนเตียงจะลำบากไปบ้าง แต่นางก็มีความมั่นใจอยู่หลายส่วน
มายามนี้เมื่อได้ยินว่าเขาตาบอด เยว่อวิ๋นก็รู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นต้องปล่อยให้อีกฝ่ายพิการนอนไปตลอดชีวิต เพราะเทียบกันแล้วคนตาบอดที่ทำกิจวัตรประจำวันได้เอง ย่อมดูแลได้ง่ายกว่าคนป่วยที่นอนขยับตัวไม่ได้มากนัก อนาคตขอเพียงเขาสงบเสงี่ยมอยู่ในที่ของตัวเอง นางก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องไปวุ่นวายด้วย
ใช้เวลาไม่นาน เยว่อวิ๋นก็ครุ่นคิดจนแตกฉานถึงผลได้ผลเสียของเรื่องราว ยิ่งคิดนางก็ยิ่งอารมณ์ดี เบิกบานเสียจนวาจาที่กล่าวปลอบใจสามีในนามยังอ่อนลง ทั้งเจือความจริงใจถึงสองส่วน
“ไม่เป็นไรนะ เหตุการณ์ไม่คาดคิดเหล่านั้นผ่านพ้นไปแล้ว ต่อไปก็นับได้ว่าเป็นดั่งฟ้าหลังฝน มนุษย์เราขอเพียงแค่มีชีวิตอยู่ไม่ว่าอะไรล้วนเป็นไปได้ ไม่ต้องห่วง ข้าจะหาหมอมารักษาเจ้าให้หายเป็นปกติเอง” แน่นอนว่าหมอที่ว่านั่นย่อมไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นตัวนางเองนี่แหละ
เซี่ยฉงอวิ๋นฟังแล้วอึ้งไปเล็กน้อย เดิมทีที่เขาจงใจเปิดเผยเรื่องอาการป่วยก็เพื่อบีบให้เยว่อวิ๋นเป็นฝ่ายยอมถอยออกไป คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายไม่เพียงแต่จะรับได้ไม่เอะอะโวยวาย มิหนำซ้ำยังเอ่ยวาจาปลอบใจตนอีก
ดูจากการกระทำของนางก็มั่นใจได้แล้วว่านิสัยแตกต่างจากสตรีในบ้านเซี่ยที่เขาพบมา คิดดูแล้วเขาช่างใจแคบ เอาน้ำใจวิญญูชนไปวัดใจคนถ่อย [2] เสียได้
“ขอบคุณ” ความซาบซึ้งปะปนสำนึกผิดแล่นผ่านความคิดเซี่ยฉงอวิ๋น ในประโยคที่กล่าวออกมาจึงลดทอนกลิ่นอายความเหินห่างที่ผลักไสผู้คนให้ออกไปหลายส่วน
เยว่อวิ๋นฟังคำขอบคุณอันเปี่ยมไปด้วยความจริงใจ พลันนึกกระดากอายอยู่ในใจ หากอีกฝ่ายรู้ว่าเดิมทีนางมีความคิดที่จะปล่อยบิดาตายแล้วแย่งชิงบุตร คำพูดขอบคุณนี้จะยังถูกกล่าวออกมาอีกไหมนะ
“เอ่อ… อา… อ๋อ! ไม่เป็นไร เรื่องแค่นี้เอง”
ไม่ได้! อย่างไรก็ให้รู้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด!
“ฮ่าๆ ไม่เป็นไรเลยจริงๆ นะ
รอยยิ้มกลบเกลื่อนของเยว่อวิ๋นไม่นับว่าแนบเนียน แต่ตัวเซี่ยฉงอวิ๋นเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน ทั้งคู่จึงไม่ทันมองออกถึงความในใจที่ต่างคนก็ต่างซ่อนเก็บไว้“นี่มันอะไรกัน ทำไมข้าวสารกับไข่ถึงได้เหลือแค่นี้!”เสียงร้องตะโกนดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ เยว่อวิ๋นราวกับได้ย้อนไปวันแรกที่นางฟื้นมาในร่างนี้แล้วมียายแก่แซ่เยว่นั่งก่นด่าอยู่ข้างหูอย่างไรอย่างนั้นหญิงสาวเหลือบมองไปทางด้านนอกประตู ก่อนจะค่อยๆ ประคองร่างบนเตียงให้เอนลงนอน “เจ้านอนพักไปก่อน รอข้าจัดการธุระแล้วจะมาเช็ดตัวให้”นางกล่าวด้วยท่าทีเฉยเมย ทว่าเซี่ยฉงอวิ๋นกลับรู้สึกหน้าร้อนผ่าว ต่อให้นางเป็นภรรยาที่แต่งเข้ามา เขาก็รู้สึกไม่คุ้นชินอยู่ดี แต่ยังไม่ทันเอ่ยปฏิเสธผู้พูดก็ก้าวเท้าหายลับออกจากห้องไปแล้วเยว่อวิ๋นได้ยินเสียงเมื่อครู่ ก็พอนึกได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องครัว นางแค่ดูจากร่างกายของเด็กๆ กับเซี่ยฉงอวิ๋น ก็พอคาดเดาได้แล้วว่าในยามปกติพวกเขาคงไม่ได้กินอิ่มท้องกันนัก โดยเฉพาะเด็กน้อยเสี่ยวอวี้นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ในยุคสมัยที่นางจากมา ผู้คนก็มักให้ความสำคัญกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิงเช่นกัน ตัวยายเฒ่าเซี่ยเองก็ดูไม่ใช่ผู้อาวุโสที่
นี่ใช่นางเด็กบ้านเยว่ที่ตนเคยเจอจริงน่ะหรือแม่เฒ่าเซี่ยเบิกตากว้างมองคนตรงหน้า อีกฝ่ายไม่เหมือนเดิมเลยแม้แต่น้อย คำพูดที่ฉาดฉานแสดงออกถึงความมั่นใจ การกระทำท่าทางทุกอย่างล้วนสง่างาม แฝงด้วยไปกลิ่นอายข่มขวัญกดดันผู้คน แม้แต่ฮูหยินนายอำเภอที่นางเคยได้เห็นไกลๆ ก็ยังไม่อาจเทียบได้“เจ้าต้องการอะไร” แม่เฒ่าเซี่ยถาม ตอนนี้นางรู้สึกเสียใจเหลือเกินที่ตัวเองยอมรับการเปลี่ยนตัวเจ้าสาว เด็กนี่เลวร้ายยิ่งกว่าย่าของมันเสียอีก“ข้าต้องการแยกบ้านเจ้าค่ะ”“แต่ข้าขอเตือนเจ้า อย่าได้คิดว่าจะ… อะไรนะ!” แม่เฒ่าเซี่ยเกือบจะคิดว่าตนเองหูฝาดไปแล้ว นางตกใจจนดวงตาเบิกกว้าง ประกายความยินดีแทบจะล้นปรี่ออกมาจากเบ้าตาที่นางกัดฟันยอมรับเงื่อนไขของยายแก่เยว่ก็เพื่อการนี้ไม่ใช่หรือ!“สกุลเซี่ยของเราไม่เคยมีเรื่องแบบนี้มาก่อน แต่เอาเถอะในเมื่อเจ้าต้องการ ข้าก็ไม่ขัดขวาง นับจากวันนี้พวกเจ้าก็อยู่ที่นี่ ส่วนเสบียงอาหารข้าได้จัดแจงไว้ให้แล้ว นี่เงินห้าตำลึงมอบให้เจ้าไว้เป็นค่าใช้จ่าย เมื่อแยกบ้านแล้วก็เก็บไว้ให้ดีๆ”แม้แม่เฒ่าเซี่ยจะคิดแยกครอบครัวลูกชายคนรองออกไป แต่ในใจนางก็ยังคิดยึดจับพวกเขาไว้ไม่ปล่อย วันนี้ที่มาตั
เยว่อวิ๋นมองตามหลังแม่สามีที่เดินจากไปจนลับตา จึงไม่พลาดสีหน้าท่าทางทั้งหมดของอีกฝ่าย ทว่านางไม่คิดแยแสแต่อย่างใด คนอย่างแม่เฒ่าเซี่ยยิ่งอ่อนข้อให้ก็มีแต่จะยิ่งได้ใจเท่านั้นร่างบางหันหลังเดินกลับมุ่งหน้าไปยังห้องนอนที่สามพ่อลูกอยู่ หากรอพวกเขาจนปรึกษากันเสร็จ เงินนี่คงถูกเรียกร้องขอคืนเป็นแน่ เพราะฉะนั้นที่ควรทำก็ควรรีบ“ท่านแม่” พอเห็นนางเปิดประตูเดินเข้ามา ใบหน้าเล็กๆ ของเสี่ยวอวี้ก็เผยรอยยิ้มหวานออกมาทันทีเนื่องจากเยว่อวิ๋นให้นางกินอาหาร แล้วยังช่วยเหลือนางกับพี่ชายไม่ให้ถูกผู้เป็นย่าทุบตี ในใจเด็กหญิงจึงเชื่อมั่นและรู้สึกดีกับมารดาคนใหม่เป็นอย่างมาก“ท่านแม่ ท่านย่าไม่ได้ตีท่านใช่ไหมเจ้าคะ” เสี่ยวอวี้รีบถามอย่างเป็นห่วง เด็กหญิงรู้ดีว่าท่านย่าของตนเป็นคนใจร้าย ท่านแม่ขัดใจนางเช่นนี้มีหรือนางจะไม่ทำอะไรเด็กน้อยวิ่งมาหยุดเบื้ิองหน้าเยว่อวิ๋น พลางเอียงศีรษะมองสำรวจร่างกายเยว่อวิ๋นด้วยดวงตากลมโตแวววาวเหมือนลูกแมว“ข้าไม่เป็นอะไร” เยว่อวิ๋นชะงักเล็กน้อยกับคำเรียกขานอันสนิทสนม นางเป็นคนความรู้สึกไว จึงรับรู้ได้ว่าความห่วงใยที่เจ้าตัวเล็กแสดงออกมานั้นเป็นของจริงแท้แน่นอน นี่เป็นสิ่งที
เยว่อวิ๋นไม่ล่วงรู้ถึงความสงสัยของเซี่ยฉงอวิ๋นเลยแม้แต่น้อยและแน่นอนว่าถึงรู้นางก็ไม่ใส่ใจอยู่ดี ชีวิตก่อนนางเป็นแม่ทัพนำทหารออกรบ พอจบศึกก็เป็นหมอรักษาผู้ใต้บังคับบัญชา ได้เห็นร่างกายบุรุษมานับไม่ถ้วน สูงต่ำดำขาวแบบใดก็ล้วนมีทั้งสิ้นผู้เป็นหมอต้องมีใจเมตตา รักษาคนไม่แบ่งแยกชายหญิง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเซี่ยฉงอวิ๋นที่ยามนี้ป่วยหนักขนาดนี้ด้วยแล้ว เยว่อวิ๋นไม่มีทางมองเขาในแง่ชู้สาวเป็นแน่และผลของการถูกมองข้ามก็คือ…“เจ้าไม่พอใจอะไรงั้นหรือ” เยว่อวิ๋นขมวดคิ้วมองหลังมือที่ถูกปัดจนขึ้นรอยแดงของตนอย่างไม่เข้าใจ นางดูแลเขาดีถึงเพียงนี้ คนตรงหน้ายังกล้าลงมือกับนางอีก ช่างไม่สำนึกบุญคุณซะบ้างเลยเซี่ยฉงอวิ๋นใบหน้าและลำคอขึ้นสีแดงก่ำ แม้เขาไม่มองเห็นทว่ารู้สึกได้ถึงความตัดพ้อในน้ำเสียงอีกฝ่าย ชายหนุ่มไม่ตอบทว่ากลับเบือนหน้าหนีเข้าผนัง พลางนึกโมโหตัวเองที่ดันเผลอลดการป้องกัน สบช่องทำให้อีกฝ่ายทำอะไรแบบนั้นเสียได้เห็นเขาแสดงท่าทางประหนึ่งคนไม่ได้รับความเป็นธรรม เยว่อวิ๋นพลันเกิดความคิดอยากร้องเพ้ยขึ้นมาทันที “มารดามันสิเหล่าเหนียง [1] ต่างหากไหมที่ควรจะต้องเป็นคนโกรธ!”หญิงสาวพึมพำ ด้วยนิสัยถูกต
ถึงจะคิดว่าอีกฝ่ายจะดูแปลกๆ แต่ในใจหมอจางก็มีความรู้สึกดีให้เยว่อวิ๋นมากว่าพวกแม่เฒ่าเซี่ยมากนัก เขากวาดสายตามองเซี่ยฉงอวิ๋นที่อยู่บนเตียง แล้วพยักหน้าพึงพอใจ แม้เสื้อผ้าจะดูเก่าซีดใบหน้ามีหนวดเครารุงรัง ทว่าเนื้อตัวสะอาดสะอ้านไม่มีกลิ่นเหม็น สภาพดูดีกว่าครั้งก่อนที่ได้เห็นนับว่าไม่เลวเลย“ตกลง ไม่ต้องห่วง หากเจ้ามีใจจะรักษาเขาจริง ข้าจะจ่ายยาให้ไปก่อน ขาดเหลือมีคืนแล้วค่อยว่ากัน” หมอจางมีใจชื่นชมเซี่ยฉงอวิ๋นมานานแล้วชายหนุ่มผู้นี้เป็นคนนิสัยดี ขยันขันแข็ง ก่อนเกิดเรื่อง เขาคนเดียวหาเลี้ยงคนทั้งบ้าน น่าเสียดายที่ญาติของอีกฝ่ายแต่ละคนเป็นเพียงหมาป่าตาขาวที่ไร้คุณธรรมเดิมทีบาดแผลของเซี่ยฉงอวิ๋น หากรีบพาไปหาหมอเก่งๆ ในเมือง ไม่แน่อาจมีหนทางรักษา เรื่องนี้หมอจางเคยเอ่ยกับแม่เฒ่าเซี่ยไปก่อนหน้านี้แล้ว น่าเสียดายที่อีกฝ่ายเป็นคนเห็นแก่ตัวแม่เฒ่าเซี่ยไม่อยากต้องควักเงิน จึงใส่ร้ายว่าหมอจางมีจิตใจละโมบต้องการขูดรีดจนอีกฝ่ายโมโหจากไป จากนั้นนางก็ทิ้งให้บุตรชายนอนรอความตายโดยไม่แยแส หากไม่เพราะหมอจางแอบมอบสมุนไพรให้กับต้าเป่าก่อนจากไป เซี่ยฉงอวิ๋นในตอนนี้คงมีหญ้าสูงเหนือหลุมศพไปนานแล้วช่วงเ
เยว่อวิ๋นรู้ดีว่าตัวเองกำลังจะตาย…นางไม่นึกเสียใจทว่าเพียงแต่คิดเสียดาย…นางถูกบิดาที่เคารพหลอกใช้เป็นหมาก มารดาที่รักทอดทิ้งอย่างไม่สนใจไยดี กระทั่งน้องชายที่ให้ความเอ็นดูกลับหมางเมินไม่แยแสต่อความเป็นความตายของนางหลายปีนับจากเติบใหญ่ เยว่อวิ๋นก็จับดาบมุ่งเข้าสู่สนามรบ นางดำรงตำแหน่งแม่ทัพหญิงเพื่อปกป้องแผ่นดินจนถูกเรียกขานอย่างยกย่องว่าวีรสตรี ทว่าเพียงพริบตาเดียวนางกลับกลายเป็นสตรีบาปของแคว้น ไม่ว่าผู้ใดได้ยินชื่อล้วนเป็นต้องถ่มน้ำลายใส่หญิงสาวปิดตาลงปลดปล่อยตัวเองไปกับความว่างเปล่าอันมืดมิด ในใจดุจคนขาดจิตวิญญาณ สูญสิ้นเรี่ยวแรงไร้ความมุ่งมั่นไม่ปรารถนาจะมีชีวิตอยู่นางเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน…“ฉงอวิ๋นมีเพียงความปรารถนาหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ต้องการ หวังว่าท่านแม่ทัพจะช่วยสงเคราะห์ให้เป็นจริง”ชั่วขณะนั้นเสียงทุ้มต่ำรื่นหูของบุรุษพลันดังขึ้นในความคิด น้ำเสียงนั้นเสนาะกังวานใสปานเสียงหยกกระทบกัน ก่อนที่ใบหน้าหล่อเหลาของเจ้าตัวผุดขึ้นมาในสมอง“ความปรารถนาของท่านกุนซือนั้นข้าเข้าใจ ทว่าน่าเสียดายที่ข้าเยว่อวิ๋นกลับมิใช่สตรีทั่วไป ถ้าหากท่าน…รอได้ วันหน้าสงครามสิ้นสุดใต้หล้าสุขสงบ ส่งม
เยว่อวิ๋นมั่นใจว่าตัวเองนั้นตายไปแล้ว…แน่นอนว่าคนที่ถูกตัดคอขาดในดาบเดียวเช่นนาง คงไม่คิดหรอกว่าตัวเองจะยังมีชีวิตอยู่ดีความรู้สึกยามศีรษะหลุดกระเด็นแยกจากร่าง เวลาชั่วขณะนั้นยากนักที่จะอธิบาย แถมยังไม่น่าหวนนึกถึงเท่าใด เพียงแต่นางไม่คาดคิดเลยว่าความรู้สึกหลังความตายกลับย่ำแย่ยิ่งกว่าก่อนตายไม่ปวดหัว เหตุใดหลังตายแล้วจึงปวดนัก ก่อนตายยังไม่ทรมาน ไฉนนางตายแล้วจึงรู้สึกไม่สบายไปทั่วทั้งร่างในอดีตเยว่อวิ๋นถือเป็นผู้รอบรู้คนหนึ่ง เคยพูดคุยถกความรู้กับฉงอวิ๋นตั้งมากมาย นางจดจำได้ว่ามีประโยคหนึ่งในเกร็ดพงศาวดารเรื่องเล่า เขียนบอกไว้ว่าความตายคือการหลุดพ้น ถือเป็นจุดสิ้นสุดของทุกสิ่ง มนุษย์เราเมื่อตายไปแล้วก็กลับคืนสู่เถ้าธุลีไม่เหลืออะไรมิใช่หรือแล้วทำไมสภาพนางตอนนี้ถึงสภาพย่ำแย่ยิ่งกว่ายามมีชีวิตอยู่อีกเล่า!“แม่เฒ่าเยว่ อันที่จริงแล้วเจ้าทำแบบนี้มันก็ไม่ถูกต้องนะ เยส่เจินเจินเป็นลูกสาวเจ้า แล้วยายหนูอวิ๋นไม่ใช่หลานสาวเจ้าหรือไง เดิมทีการแต่งงานนี้ก็เป็นของนางหนูเจินเจิน ทำไมต้องบีบบังคับให้หลานสาวเป็นคนมารับผิดชอบแทนด้วยละ”เสียงหญิงสูงวัยนางหนึ่งพูดขึ้น ในน้ำเสียงเนิบช้าแฝงด้วยอารม
“อย่าทำมาเป็นมองข้าด้วยสายตาแบบนั้นนะ นางเด็กน่ารังเกียจ ข้าขอพูดเอาไว้ตรงนี้เลย ไม่ว่าวันนี้จะเป็นหรือตายเจ้าก็ต้องแต่งไปบ้านสกุลเซี่ย” แม่เฒ่าเยว่พยายามข่มอารมณ์หวาดกลัวของตน พลางแสร้งโมโหตวาดด่าทอกลบเกลื่อน “หากเจ้ากล้า…”“เข้าใจแล้ว ข้าจะแต่ง”เยว่อวิ๋นตอบขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบแห้งนางนอนฟังเรื่องราวอยู่นาน จึงพอจับใจความได้ว่า ที่แท้ยายเฒ่าน่าตายนี่ตั้งใจจับเจ้าของร่างที่วิญญาณนางเข้ามาอยู่แต่งงานแทนลูกสาวสุดที่รัก แต่เจ้าตัวไม่ยินยอมจึงก่อการประท้วงด้วยการพุ่งศีรษะชนเสาบ้านอันที่จริงเรื่องนี้ไม่สามารถโทษเจ้าของร่างเดิมที่ทำแบบนี้ได้ เดิมการหมั้นหมายเกิดขึ้นเพราะผู้เฒ่าเยว่เคยช่วยชีวิตผู้เฒ่าเซี่ย ซึ่งยามนั้นบุตรชายคนโตกับคนรองบ้านเซี่ยต่างก็แต่งงานแล้ว มีเพียงบุตรชายคนที่สามเซี่ยเฟิงที่ยังโสดดังนั้นการหมั้นหมายครั้งนี้ จึงเป็นที่รู้กันว่าเป็นของบุตรชายคนที่สามของบ้านเซี่ยกับบุตรสาวคนเดียวของผู้เฒ่าเยว่ เยว่เจินเจินบุตรชายคนเล็กของบ้านเซี่ยเป็นว่าที่บัณฑิตซิ่วไฉ [1] แน่นอนว่าแม่เฒ่าเยว่กับเยว่เจินเจินย่อมไม่คิดปฏิเสธการหมั้นหมายที่แสนยอดเยี่ยมนี้ พวกนางยินดีรอให้อีกฝ่ายสอบเสร็
ถึงจะคิดว่าอีกฝ่ายจะดูแปลกๆ แต่ในใจหมอจางก็มีความรู้สึกดีให้เยว่อวิ๋นมากว่าพวกแม่เฒ่าเซี่ยมากนัก เขากวาดสายตามองเซี่ยฉงอวิ๋นที่อยู่บนเตียง แล้วพยักหน้าพึงพอใจ แม้เสื้อผ้าจะดูเก่าซีดใบหน้ามีหนวดเครารุงรัง ทว่าเนื้อตัวสะอาดสะอ้านไม่มีกลิ่นเหม็น สภาพดูดีกว่าครั้งก่อนที่ได้เห็นนับว่าไม่เลวเลย“ตกลง ไม่ต้องห่วง หากเจ้ามีใจจะรักษาเขาจริง ข้าจะจ่ายยาให้ไปก่อน ขาดเหลือมีคืนแล้วค่อยว่ากัน” หมอจางมีใจชื่นชมเซี่ยฉงอวิ๋นมานานแล้วชายหนุ่มผู้นี้เป็นคนนิสัยดี ขยันขันแข็ง ก่อนเกิดเรื่อง เขาคนเดียวหาเลี้ยงคนทั้งบ้าน น่าเสียดายที่ญาติของอีกฝ่ายแต่ละคนเป็นเพียงหมาป่าตาขาวที่ไร้คุณธรรมเดิมทีบาดแผลของเซี่ยฉงอวิ๋น หากรีบพาไปหาหมอเก่งๆ ในเมือง ไม่แน่อาจมีหนทางรักษา เรื่องนี้หมอจางเคยเอ่ยกับแม่เฒ่าเซี่ยไปก่อนหน้านี้แล้ว น่าเสียดายที่อีกฝ่ายเป็นคนเห็นแก่ตัวแม่เฒ่าเซี่ยไม่อยากต้องควักเงิน จึงใส่ร้ายว่าหมอจางมีจิตใจละโมบต้องการขูดรีดจนอีกฝ่ายโมโหจากไป จากนั้นนางก็ทิ้งให้บุตรชายนอนรอความตายโดยไม่แยแส หากไม่เพราะหมอจางแอบมอบสมุนไพรให้กับต้าเป่าก่อนจากไป เซี่ยฉงอวิ๋นในตอนนี้คงมีหญ้าสูงเหนือหลุมศพไปนานแล้วช่วงเ
เยว่อวิ๋นไม่ล่วงรู้ถึงความสงสัยของเซี่ยฉงอวิ๋นเลยแม้แต่น้อยและแน่นอนว่าถึงรู้นางก็ไม่ใส่ใจอยู่ดี ชีวิตก่อนนางเป็นแม่ทัพนำทหารออกรบ พอจบศึกก็เป็นหมอรักษาผู้ใต้บังคับบัญชา ได้เห็นร่างกายบุรุษมานับไม่ถ้วน สูงต่ำดำขาวแบบใดก็ล้วนมีทั้งสิ้นผู้เป็นหมอต้องมีใจเมตตา รักษาคนไม่แบ่งแยกชายหญิง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเซี่ยฉงอวิ๋นที่ยามนี้ป่วยหนักขนาดนี้ด้วยแล้ว เยว่อวิ๋นไม่มีทางมองเขาในแง่ชู้สาวเป็นแน่และผลของการถูกมองข้ามก็คือ…“เจ้าไม่พอใจอะไรงั้นหรือ” เยว่อวิ๋นขมวดคิ้วมองหลังมือที่ถูกปัดจนขึ้นรอยแดงของตนอย่างไม่เข้าใจ นางดูแลเขาดีถึงเพียงนี้ คนตรงหน้ายังกล้าลงมือกับนางอีก ช่างไม่สำนึกบุญคุณซะบ้างเลยเซี่ยฉงอวิ๋นใบหน้าและลำคอขึ้นสีแดงก่ำ แม้เขาไม่มองเห็นทว่ารู้สึกได้ถึงความตัดพ้อในน้ำเสียงอีกฝ่าย ชายหนุ่มไม่ตอบทว่ากลับเบือนหน้าหนีเข้าผนัง พลางนึกโมโหตัวเองที่ดันเผลอลดการป้องกัน สบช่องทำให้อีกฝ่ายทำอะไรแบบนั้นเสียได้เห็นเขาแสดงท่าทางประหนึ่งคนไม่ได้รับความเป็นธรรม เยว่อวิ๋นพลันเกิดความคิดอยากร้องเพ้ยขึ้นมาทันที “มารดามันสิเหล่าเหนียง [1] ต่างหากไหมที่ควรจะต้องเป็นคนโกรธ!”หญิงสาวพึมพำ ด้วยนิสัยถูกต
เยว่อวิ๋นมองตามหลังแม่สามีที่เดินจากไปจนลับตา จึงไม่พลาดสีหน้าท่าทางทั้งหมดของอีกฝ่าย ทว่านางไม่คิดแยแสแต่อย่างใด คนอย่างแม่เฒ่าเซี่ยยิ่งอ่อนข้อให้ก็มีแต่จะยิ่งได้ใจเท่านั้นร่างบางหันหลังเดินกลับมุ่งหน้าไปยังห้องนอนที่สามพ่อลูกอยู่ หากรอพวกเขาจนปรึกษากันเสร็จ เงินนี่คงถูกเรียกร้องขอคืนเป็นแน่ เพราะฉะนั้นที่ควรทำก็ควรรีบ“ท่านแม่” พอเห็นนางเปิดประตูเดินเข้ามา ใบหน้าเล็กๆ ของเสี่ยวอวี้ก็เผยรอยยิ้มหวานออกมาทันทีเนื่องจากเยว่อวิ๋นให้นางกินอาหาร แล้วยังช่วยเหลือนางกับพี่ชายไม่ให้ถูกผู้เป็นย่าทุบตี ในใจเด็กหญิงจึงเชื่อมั่นและรู้สึกดีกับมารดาคนใหม่เป็นอย่างมาก“ท่านแม่ ท่านย่าไม่ได้ตีท่านใช่ไหมเจ้าคะ” เสี่ยวอวี้รีบถามอย่างเป็นห่วง เด็กหญิงรู้ดีว่าท่านย่าของตนเป็นคนใจร้าย ท่านแม่ขัดใจนางเช่นนี้มีหรือนางจะไม่ทำอะไรเด็กน้อยวิ่งมาหยุดเบื้ิองหน้าเยว่อวิ๋น พลางเอียงศีรษะมองสำรวจร่างกายเยว่อวิ๋นด้วยดวงตากลมโตแวววาวเหมือนลูกแมว“ข้าไม่เป็นอะไร” เยว่อวิ๋นชะงักเล็กน้อยกับคำเรียกขานอันสนิทสนม นางเป็นคนความรู้สึกไว จึงรับรู้ได้ว่าความห่วงใยที่เจ้าตัวเล็กแสดงออกมานั้นเป็นของจริงแท้แน่นอน นี่เป็นสิ่งที
นี่ใช่นางเด็กบ้านเยว่ที่ตนเคยเจอจริงน่ะหรือแม่เฒ่าเซี่ยเบิกตากว้างมองคนตรงหน้า อีกฝ่ายไม่เหมือนเดิมเลยแม้แต่น้อย คำพูดที่ฉาดฉานแสดงออกถึงความมั่นใจ การกระทำท่าทางทุกอย่างล้วนสง่างาม แฝงด้วยไปกลิ่นอายข่มขวัญกดดันผู้คน แม้แต่ฮูหยินนายอำเภอที่นางเคยได้เห็นไกลๆ ก็ยังไม่อาจเทียบได้“เจ้าต้องการอะไร” แม่เฒ่าเซี่ยถาม ตอนนี้นางรู้สึกเสียใจเหลือเกินที่ตัวเองยอมรับการเปลี่ยนตัวเจ้าสาว เด็กนี่เลวร้ายยิ่งกว่าย่าของมันเสียอีก“ข้าต้องการแยกบ้านเจ้าค่ะ”“แต่ข้าขอเตือนเจ้า อย่าได้คิดว่าจะ… อะไรนะ!” แม่เฒ่าเซี่ยเกือบจะคิดว่าตนเองหูฝาดไปแล้ว นางตกใจจนดวงตาเบิกกว้าง ประกายความยินดีแทบจะล้นปรี่ออกมาจากเบ้าตาที่นางกัดฟันยอมรับเงื่อนไขของยายแก่เยว่ก็เพื่อการนี้ไม่ใช่หรือ!“สกุลเซี่ยของเราไม่เคยมีเรื่องแบบนี้มาก่อน แต่เอาเถอะในเมื่อเจ้าต้องการ ข้าก็ไม่ขัดขวาง นับจากวันนี้พวกเจ้าก็อยู่ที่นี่ ส่วนเสบียงอาหารข้าได้จัดแจงไว้ให้แล้ว นี่เงินห้าตำลึงมอบให้เจ้าไว้เป็นค่าใช้จ่าย เมื่อแยกบ้านแล้วก็เก็บไว้ให้ดีๆ”แม้แม่เฒ่าเซี่ยจะคิดแยกครอบครัวลูกชายคนรองออกไป แต่ในใจนางก็ยังคิดยึดจับพวกเขาไว้ไม่ปล่อย วันนี้ที่มาตั
รอยยิ้มกลบเกลื่อนของเยว่อวิ๋นไม่นับว่าแนบเนียน แต่ตัวเซี่ยฉงอวิ๋นเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน ทั้งคู่จึงไม่ทันมองออกถึงความในใจที่ต่างคนก็ต่างซ่อนเก็บไว้“นี่มันอะไรกัน ทำไมข้าวสารกับไข่ถึงได้เหลือแค่นี้!”เสียงร้องตะโกนดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ เยว่อวิ๋นราวกับได้ย้อนไปวันแรกที่นางฟื้นมาในร่างนี้แล้วมียายแก่แซ่เยว่นั่งก่นด่าอยู่ข้างหูอย่างไรอย่างนั้นหญิงสาวเหลือบมองไปทางด้านนอกประตู ก่อนจะค่อยๆ ประคองร่างบนเตียงให้เอนลงนอน “เจ้านอนพักไปก่อน รอข้าจัดการธุระแล้วจะมาเช็ดตัวให้”นางกล่าวด้วยท่าทีเฉยเมย ทว่าเซี่ยฉงอวิ๋นกลับรู้สึกหน้าร้อนผ่าว ต่อให้นางเป็นภรรยาที่แต่งเข้ามา เขาก็รู้สึกไม่คุ้นชินอยู่ดี แต่ยังไม่ทันเอ่ยปฏิเสธผู้พูดก็ก้าวเท้าหายลับออกจากห้องไปแล้วเยว่อวิ๋นได้ยินเสียงเมื่อครู่ ก็พอนึกได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องครัว นางแค่ดูจากร่างกายของเด็กๆ กับเซี่ยฉงอวิ๋น ก็พอคาดเดาได้แล้วว่าในยามปกติพวกเขาคงไม่ได้กินอิ่มท้องกันนัก โดยเฉพาะเด็กน้อยเสี่ยวอวี้นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ในยุคสมัยที่นางจากมา ผู้คนก็มักให้ความสำคัญกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิงเช่นกัน ตัวยายเฒ่าเซี่ยเองก็ดูไม่ใช่ผู้อาวุโสที่
เยว่อวิ๋นนั้นไม่รู้ตัวเลยว่าเจ้าหัวไชเท้าน้อยที่นางกำลังคิดเลี้ยงดูนั้น กำลังวางแผนที่จะเลี้ยงดูนางในอนาคตเช่นกันเนื่องจากฟ้าด้านนอกยังสว่างไม่มากนัก ภายในห้องมีเพียงเแสงสว่างสลัวๆ เมื่อรวมกับกลิ่นอับชื้นอากาศจึงไม่น่าพิสมัยนัก เยว่อวิ๋นพลันขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะถือชามข้าวต้มเดินเข้าในห้องคนบนเตียงยังคงนอนอยู่ในท่าเดิม ลมหายใจแผ่วเบายากจะสังเกตก็ยังไม่แปรเปลี่ยน ทว่าเยว่อวิ๋นกลับรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้กำลังหลับอย่างท่าทางที่แสดงออก“ข้านำข้าวต้มมาให้” นางกล่าวพลางกวาดสายตาไปรอบห้อง “ยาของเจ้าเล่า ไม่มีงั้นหรือ”บนโต๊ะด้านนอกไม่มียาวางไว้ นางมองหาดูภายในห้องก็ไม่เห็น อาการของอีกฝ่ายย่ำแย่ขนาดนี้ อย่าบอกนะว่ามารดาใจดำของเขาไม่คิดเตรียมไว้ให้คำถามถูกตอบกลับมาด้วยความเงียบ บุรุษบนเตียงไม่แม้แต่จะขยับลืมตาด้วยซ้ำ เยว่อวิ๋นเลิกคิ้วน้อยๆ ไม่กล่าวอะไรต่อ คนผู้นี้คล้ายมีกลิ่นอายต่อต้านผู้อื่นแผ่ออกมาให้สัมผัสได้แต่เดิมนางก็ไม่มีนิสัยชอบเอาหน้าร้อนๆ ของตนไปนาบก้นเย็นๆ ของผู้อื่น [1] อยู่แล้ว เมื่อเห็นอีกฝ่ายแสดงท่าที่ไม่ยี่หระ ความคิดแวบแรกที่ผุดมาคือ หรือว่านางจะปล่อยให้คนผู้นี้ตายไปเช่นนี้
ในความคิดของเยว่อวิ๋น เด็กน้อยอายุไม่กี่ขวบเหล่านี้ หากถูกเลี้ยงดูดีๆ มีใครบ้างที่ไม่ขาวอวบนุ่มนิ่มดังเช่นซาลาเปาทว่าน่าเสียดายนัก ลูกเลี้ยงของนางทั้งสองคนกลับเป็นได้แค่หัวไชเท้าน้อยเปื้อนโคลน พวกเขาไม่เพียงมีร่างกายที่ผ่ายผอมแคระแกร็น ทั้งยังเต็มไปด้วยริ้วรอยบาดแผลฟกช้ำตามเนื้อตัวชนิดไม่มีที่ว่าง เยว่อวิ๋นที่ปกติเป็นคนอารมณ์ดีเห็นแล้วยังนึกสบถสาปแช่งคนสกุลเซี่ยด้วยความรังเกียจไปหลายต่อหลายรอบโดยเฉพาะเซี่ยซื่อแม่สามีราคาถูกของนางหากเป็นคนอื่น แม้จะรังแกสองพี่น้องก็ยังพอจะมองข้ามไปได้บ้าง เพียงแต่ตัวแม่เฒ่าเซี่ยนั้นเป็นมารดาของเซี่ยฉงอวิ๋น เด็กสองคนนี้ก็คือสายเลือดแท้ๆ ของนาง เหตุใดจึงปล่อยปละละเลยทิ้งขว้างได้ถึงเพียงนี้เล่าคิดแล้วเยว่อวิ๋นก็ได้แต่ถอนลมหายใจให้กับชะตาชีวิตของเด็กน้อย เอาเถอะ นางตอนนี้มีศักดิ์ฐานะเป็นมารดาของอีกฝ่ายแล้ว ต่อไปภายหน้าก็ค่อยๆ ดูแลกันไปก็แล้วกันในอดีตเยว่อวิ๋นใช้ชีวิตอยู่ในกองทัพ แม้จะไม่สันทัดในเรื่องการทำอาหาร แต่ด้านการใช้ชีวิตประจำวันนั้นไม่ถือว่าแย่ หญิงสาวพลิกเสื้อคลุมอังไฟไปมาไม่นานก็เสร็จเรียบร้อย ยามส่งเสื้อคืนให้แก่เจ้าของ ข้าวต้มในหม้อก็เริ่
“เด็กน้อย เจ้าดูไฟเป็นหรือไม่” หญิงสาวถามเบาๆเสี่ยวอวี้ประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะพยักใบหน้ารัวๆ ประดุจไก่จิกข้าวสาร“เป็นเจ้าค่ะ ตั้งแต่เสี่ยวอวี้สี่ขวบก็มีหน้าที่คอยจุดไฟให้ท่านป้าใหญ่อยู่แล้ว” เด็กหญิงบอกน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว ขณะทรุดลงนั่งยองๆ หน้าเตาไฟเยว่อวิ๋นหรี่นัยน์ตามองร่างเล็กตรงหน้าอย่างพินิจ ก่อนจะถอนลมหายใจแผ่วเบา เด็กบ้านยากจนจะโตไวกว่าเด็กปกติจริงๆ“พวกเจ้าชื่ออะไร อายุเท่าไรกันแล้ว” จากความชำนาญที่เห็น แสดงว่าเด็กคนนี้น่าจะทำหน้าที่นี้มานานแล้วจริงๆ“ข้าชื่อเซี่ยเสี่ยวอวี้ ส่วนพี่ชายชื่อเซี่ยต้าเป่า อายุห้าปีใกล้จะหกแล้วเจ้าค่ะ” เสี่ยวอวี้เงยหน้าขึ้นตอบ เพียงแต่ตัวนางเองก็ไม่รู้ว่าจะครบหกขวบเดือนไหน เพราะที่ผ่านมาคนในบ้านเซี่ยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสองพี่น้องฝาแฝดคู่นี้นัก มีเพียงปีก่อนๆ ที่บิดายังไม่ป่วย มักจะไปหาไข่นกมาต้มให้พวกเขากินเป็นพิเศษเท่านั้นคิดถึงรสชาติของไข่นกที่ท่านพ่อเคยแอบให้กินลับหลังท่านย่า รอยยิ้มสดใสก็ปรากฎบนใบหน้าเล็ก ก่อนจะสลดลงในชั่วครู่ น่าเสียดายที่หลังๆ มาท่านพ่อล้มป่วยหนัก อย่าว่าแต่ไข่นกแสนอร่อยที่เคยกินเลย หลายเดือนมานี้ แม้แต่ข้าวต้มข้นๆ สักถ้
“ต้องซาวน้ำล้างเศษดินทิ้งก่อนหุงเจ้าค่ะ” เสียงเล็กๆ ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ในกระแสเสียงปะปนด้วยอารมณ์หวาดหวั่นของผู้เป็นเจ้าของเยว่อวิ๋นเลิกคิ้วเล็กน้อย ในใจบางอ้อขึ้นมาทันที ที่แท้เพราะนางยังไม่ได้ล้างข้าวก่อนนี่เอง สีของน้ำจึงมิต่างจากน้ำโคลนเช่นนี้ หญิงสาวหันไปยิ้มให้เจ้าตัวน้อยที่แอบอยู่ด้านหลังพี่ชาย พลางยกหม้อออกไปล้างเมล็ดข้าวตามคำบอก โดยไม่มีท่าทีเหนียมอายต่อการกระทำผิดพลาดของตนเลยแม้แต่น้อยเสี่ยวอวี้หลบอยู่ด้านหลังพี่ชายฝาแฝด คำพูดที่หลุดออกไปเมื่อครู่ทำให้นางเกิดอาการตื่นตระหนก คิดถึงยามอาหญิงเล็กที่ชอบหยิกตีตนยามไม่พอใจ เด็กหญิงก็ยิ่งหวาดกลัวว่ามารดาคนใหม่อาจไม่ชอบคำพูดที่ตนเองกล่าวออกมาทว่ารอยยิ้มบางของเยว่อวิ๋นเมื่อครู่ ทำให้เด็กหญิงงงงันไปพักหนึ่ง ดวงตาคู่เล็กเบิกกว้างในแววตาผุดประกายวาดหวังบางอย่าง “พี่ชาย ท่านแม่คนใหม่… นางดูใจดีมากเลยเจ้าค่ะ”ผู้เป็นพี่ฟังน้องสาวพูดพร้อมกับดึงชายเสื้อตนแล้วพูดไม่ออก น้องโง่เอ๋ย ผู้อื่นแค่ส่งยิ้มให้เล็กน้อย นางก็มอบป้ายคนดีให้อีกฝ่ายเสียแล้ว ช่าง…ต้าเป่าแม้จะมีอายุแค่ห้าขวบ ทว่าฉลาดเฉลียวมีความคิดเกินเด็กวัยเดียวกัน ก่อนที่พ่อเฒ่าเซี