Share

สวมร่างคืนวิญญาณ (1)

เยว่อวิ๋นมั่นใจว่าตัวเองนั้นตายไปแล้ว…

แน่นอนว่าคนที่ถูกตัดคอขาดในดาบเดียวเช่นนาง คงไม่คิดหรอกว่าตัวเองจะยังมีชีวิตอยู่ดี

ความรู้สึกยามศีรษะหลุดกระเด็นแยกจากร่าง เวลาชั่วขณะนั้นยากนักที่จะอธิบาย แถมยังไม่น่าหวนนึกถึงเท่าใด เพียงแต่นางไม่คาดคิดเลยว่าความรู้สึกหลังความตายกลับย่ำแย่ยิ่งกว่า

ก่อนตายไม่ปวดหัว เหตุใดหลังตายแล้วจึงปวดนัก ก่อนตายยังไม่ทรมาน ไฉนนางตายแล้วจึงรู้สึกไม่สบายไปทั่วทั้งร่าง

ในอดีตเยว่อวิ๋นถือเป็นผู้รอบรู้คนหนึ่ง เคยพูดคุยถกความรู้กับฉงอวิ๋นตั้งมากมาย นางจดจำได้ว่ามีประโยคหนึ่งในเกร็ดพงศาวดารเรื่องเล่า เขียนบอกไว้ว่าความตายคือการหลุดพ้น ถือเป็นจุดสิ้นสุดของทุกสิ่ง มนุษย์เราเมื่อตายไปแล้วก็กลับคืนสู่เถ้าธุลีไม่เหลืออะไรมิใช่หรือ

แล้วทำไมสภาพนางตอนนี้ถึงสภาพย่ำแย่ยิ่งกว่ายามมีชีวิตอยู่อีกเล่า!

“แม่เฒ่าเยว่ อันที่จริงแล้วเจ้าทำแบบนี้มันก็ไม่ถูกต้องนะ เยส่เจินเจินเป็นลูกสาวเจ้า แล้วยายหนูอวิ๋นไม่ใช่หลานสาวเจ้าหรือไง เดิมทีการแต่งงานนี้ก็เป็นของนางหนูเจินเจิน ทำไมต้องบีบบังคับให้หลานสาวเป็นคนมารับผิดชอบแทนด้วยละ”

เสียงหญิงสูงวัยนางหนึ่งพูดขึ้น ในน้ำเสียงเนิบช้าแฝงด้วยอารมณ์สงสารจนเยว่อวิ๋นที่กำลังนอนหลับตาอยู่สัมผัสได้ หญิงสาวไล่เรียงความคิดอยู่สักพักใหญ่ ทว่ากลับนึกไม่ออกแม้แต่น้อยว่าคนที่กำลังพูดอยู่นั้นเป็นใคร

“ยายจาง ท่านพูดอย่างนี้มันก็ไม่ถูกนะ การแต่งงานถือเป็นเรื่องของครอบครัว ท่านแม่ข้าเป็นผู้อาวุโสจัดการงานแต่งงานให้หลานสาวมีอะไรผิดกัน” เยว่เจินเจินที่กำลังยืนชมเหตุการณ์วุ่นวายตรงหน้าอย่างอารมณ์ดี นึกไม่ถึงว่าจะถูกพาดพิงมาถึงตนเอง ตีให้ตายหม้อดำ [1] ใบนี้อย่างไรนางก็ไม่ยอมแบกรับไว้เป็นแน่

“คนเป็นอายังไม่ทันได้หมั้นหมายออกเรือน ก็รีบร้อนจัดแจงงานแต่งให้หลานสาวที่อายุน้อยกว่าเสียแล้ว ข้าเองอายุปูนนี้ก็เพิ่งจะเคยเจอ” แม่เฒ่าจางพูดพลางแสยะยิ้ม “อีกอย่าง มันคงไม่ผิดหรอก ถ้าหากการแต่งงานครั้งนี้แต่เดิมไม่ใช่ของเจ้า”

“ท่าน!” เยว่เจินเจินเถียงไม่ออก นางถลึงตาจ้องอีกฝ่ายอย่างขุ่นเคือง "อย่ามาพูดมั่วๆ นะ"

“นี่เป็นเรื่องภายในของครอบครัวข้า ไม่ใช่เรื่องที่คนนอกจะมาวิจารณ์ได้ อีกอย่างตอนที่ตาเฒ่าจัดการให้มีการหมั้นหมายนี้ ก็ไม่ได้เอ่ยเจาะจงเอาไว้ว่าเป็นใครสักหน่อย แล้วทำไมจะเป็นนางเด็กอวิ๋นนี่ไม่ได้กัน” แม่เฒ่าเยว่เห็นลูกสาวถูกไล่ต้อนก็ตวาดเสียงลั่น

เดิมแม่เฒ่าจางยังอยากช่วยพูดให้เด็กสาวที่นอนหน้าซีดอยู่อีกเสียหน่อย แต่ลูกสะใภ้ที่มาด้วยกันจับมือห้ามไว้เสียก่อน นางมองอีกฝ่ายส่งสายตาพลางส่ายศีรษะแล้วจึงถอนหายใจไม่กล่าวอะไรอีก

แม่เฒ่าเยว่เห็นแม่เฒ่าจางเงียบไม่เอ่ยวาจาต่อ ก็เผยสีหน้าผยองออกมาอย่างได้ใจ นางยืนมือเท้าสะเอวถลึงตาข่มขวัญผู้คนจนไม่มีใครกล้าสบตา

“ท่านแม่ ท่านคิดว่ามีอะไรแปลกๆ ไหมเจ้าคะ ปกตินางเด็กอวิ๋นนี่ก็ไม่ใช่คนมีความคิดอะไร แล้วทำไมวันนี้ถึงได้ลุกขึ้นมาเอะอะโวยวายสร้างเรื่องใหญ่โตกัน ข้าว่า… เรื่องนี้เราคงต้องถามน้องสะใภ้รองแล้วกระมั้ง” จางชุ่ยสะใภ้คนโตกล่าวพลางปรายตามองไปยังสตรีร่างผอมบางที่ยืนด้านข้างตนเองอย่างมีเลศนัย

แม่เฒ่าเยว่ได้ยินดังนั้น สายตาที่มองถลึงใส่แม่เฒ่าจางจึงถูกเบนไปยังร่างผอมแห้งของหญิงวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างจางชุ่ยทันที ก่อนที่นางจะเปิดปากก่นด่าอีกฝ่ายด้วยท่าทีดุร้าย

“ตระกูลเยว่เราเลี้ยงตัวขาดทุนอย่างพวกเจ้าสองคนแม่ลูกมาตั้งนานไม่เคยปริปาก มาวันนี้เจินเอ๋อร์มีภาระที่ต้องกระทำ สัญญาหมั้นหมายที่บิดาเจ้าเคยตกลงไว้จึงต้องให้ลูกสาวเจ้ารับผิดชอบแทน แล้วดูสิ่งที่นางทำลงไปสิ ช่างเป็นหมาป่าตาขาว [2] จริงๆ หรือว่าเป็นเพราะเจ้าไม่พอใจที่ข้าจัดการแบบนี้ เลยแอบสั่งให้นางทำเช่นนี้ใช่ไหม”

หลิวอิงสะใภ้รองมีสถานะความเป็นอยู่ต่ำสุดในบ้าน นางไม่มีปากเสียงทั้งยังหวาดกลัวแม่สามีตัวเองที่สุด รีบร้อนปฏิเสธแทบจะร่ำไห้ว่าไม่ใช่อย่างนั้น “ท่านแม่ ข้าไม่เคยคิดอย่างนั้นเลยนะเจ้าคะ เป็นนางที่ทำของนางเองไม่เกี่ยวอะไรกับข้าเลย”

เพื่อนบ้านหลายคนที่มาชมดูความสนุกต่างแสดงสีหน้าเหยียดหยาม เสือที่ว่าร้ายยังไม่คิดกินลูกตัวเอง ทว่าสะใภ้รองเยว่ผู้นี้ถึงกับผลักบุตรสาวที่ยังสลบไสลไม่ได้สติออกมารับหน้าแม่สามี นับว่ามีจิตใจเลวร้ายยิ่งกว่าเดรัจฉานชั้นต่ำเสียอีก

เยว่อวิ๋นนอนหลับตานิ่งไม่ไหวติง นางฟังเสียงพูดคุยที่ไม่คุ้นเคยรอบตัวแล้วรู้สึกยิ่งปวดศีรษะ ทำไมนางถึงมีความรู้สึกว่าคนที่พวกนั้นกำลังพูดถึงอยู่ก็คือนางกันเล่า

เสียงตวาดด่าทอของแม่เฒ่าเยว่ยังคงดังต่อเนื่อง ผสานกับเสียงร่ำไห้ของหลิวอี้และคำพูดซุบซิบของชาวบ้าน ความจอแจนี้รบกวนความคิดของเยว่อวิ๋นจนไม่สามารถไปต่อได้ หญิงสาวผ่อนลมหายใจพรูหนึ่ง ก่อนจะกลั้นลมหายใจลืมตาขึ้นช้าๆ

เงาภาพพร่าเลือนค่อยๆ ปรากฏสู่สายตา เบื้องหน้าคือกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ที่มีใบหน้าไม่คุ้นเคย เยว่อวิ๋นเหม่อมองผนังห้องที่กระดำกระด่าง ตลอดจนเตียงนอนที่ปูด้วยผ้าเก่าๆ มอซอจนดูสีเดิมไม่ออก แล้วถามตัวเองซ้ำๆ

ที่นี่คือที่ไหน?

“ฟื้นแล้วรึ นางตัวดี ตัวอัปมงคล หมาป่าตาขาวเลี้ยงไม่เชื่อง” แม่เฒ่าเยว่ร้องก่นด่าทันทีเมื่อเห็นคนบนเตียงขยับตัวลุก นางถลาเข้าประชิดเยว่อวิ๋นพลางพ่นวาจาดุร้ายใส่หน้าไม่หยุด “ทำไม! หรือพวกเราสกุลเยว่เลี้ยงตัวชั่วร้ายอย่างเจ้ามาจนโต ไม่มีสิทธิ์จัดการงานแต่งงานให้เจ้าหรืออย่างไร”

แม่เฒ่าเยว่ขยับปากด่าทอ มือก็ไม่ได้อยู่เฉย นางทั้งทุบตีทั้งหยิกเยว่อวิ๋นไม่หยุด โดยเฉพาะบริเวณผิวเนื้อที่อยู่ใต้ร่มผ้า

เยว่อวิ๋นเพิ่งลืมตาขึ้น อาการปวดวิงเวียนศีรษะก็พุ่งจู่โจม ร่างกายสั่นเทาไร้เรี่ยวแรงจะขยับ นางจึงไม่อาจต้านทานหรือขัดขืนการกระทำของหญิงชราตรงหน้าได้

นางได้แต่นอนตัวอ่อนปวกเปียกให้อีกฝ่ายเล่นงาน โดยไม่หลุดเสียงร้องสักแอะ ทว่าในแววตาดำขลับคู่นั้นทอประกายเย็นเยียบ

ยายเฒ่าสารเลวนี่รอให้นางดีขึ้นก่อนเถอะ!

ถ้าไม่เพราะร่างกายย่ำแย่จนขยับไม่ไหว นางมีหรือจะยอมถูกรังแกอยู่ฝ่ายเดียวแบบนี้ ในอดีตฉายาแม่ทัพใหญ่ของนางเองก็หาได้มาเพราะโชคช่วย เพียงแต่แม่ครัวเก่งกาจมิอาจปรุงอาหารหากขาดวัตถุดิบ [3] เช่นเดียวกับนางที่แม้มีใจคิดสู้แต่ถ้าร่างกายไม่เอื้ออำนวยก็ไร้ประโยชน์

“นางตัวดี สำนึกผิดหรือยัง” แม่เฒ่าเยว่อาละวาดทุบตีคนบนเตียงจนเหนื่อยหอบถึงสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างไม่ปกติ นางสบสายตาราบเรียบดุจผิวน้ำไร้ระลอกคลื่นของเด็กสาวตรงหน้าแล้วพลันเกิดความรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

ปกติแค่ตนส่งเสียงดังหน่อย นางเด็กน่าชังนี่ก็จะก้มหน้าตัวสั่นงกแล้ว ทำไมวันนี้ทั้งถูกหยิกถูกตียังนิ่งเฉยได้อีกเล่า

ไหนจะแววตาเย็นชาไร้ความรู้สึกนั่นอีก…

“อย่าทำมาเป็นมองข้าด้วยสายตาแบบนั้นนะ นางเด็กน่ารังเกียจ ข้าขอพูดเอาไว้ตรงนี้เลย ไม่ว่าวันนี้จะเป็นหรือตายเจ้าก็ต้องแต่งไปบ้านสกุลเซี่ย” แม่เฒ่าเยว่พยายามข่มอารมณ์หวาดกลัวของตน พลางแสร้งโมโหตวาดด่าทอกลบเกลื่อน “หากเจ้ากล้า…”

[1] หมายถึงรับความผิด

[2] หมายถึงคนเนรคุณ

[3] หมายถึง ต่อให้เชี่ยวชาญหรือชำนาญการแค่ไหน ถ้าไม่มีอุปกรณ์หรือเครื่องมือสิ่งของที่จำเป็น ก็ไม่อาจแสดงฝีมือออกมาได้

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Related chapters

  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   สวมร่างคืนวิญญาณ (2)

    “อย่าทำมาเป็นมองข้าด้วยสายตาแบบนั้นนะ นางเด็กน่ารังเกียจ ข้าขอพูดเอาไว้ตรงนี้เลย ไม่ว่าวันนี้จะเป็นหรือตายเจ้าก็ต้องแต่งไปบ้านสกุลเซี่ย” แม่เฒ่าเยว่พยายามข่มอารมณ์หวาดกลัวของตน พลางแสร้งโมโหตวาดด่าทอกลบเกลื่อน “หากเจ้ากล้า…”“เข้าใจแล้ว ข้าจะแต่ง”เยว่อวิ๋นตอบขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบแห้งนางนอนฟังเรื่องราวอยู่นาน จึงพอจับใจความได้ว่า ที่แท้ยายเฒ่าน่าตายนี่ตั้งใจจับเจ้าของร่างที่วิญญาณนางเข้ามาอยู่แต่งงานแทนลูกสาวสุดที่รัก แต่เจ้าตัวไม่ยินยอมจึงก่อการประท้วงด้วยการพุ่งศีรษะชนเสาบ้านอันที่จริงเรื่องนี้ไม่สามารถโทษเจ้าของร่างเดิมที่ทำแบบนี้ได้ เดิมการหมั้นหมายเกิดขึ้นเพราะผู้เฒ่าเยว่เคยช่วยชีวิตผู้เฒ่าเซี่ย ซึ่งยามนั้นบุตรชายคนโตกับคนรองบ้านเซี่ยต่างก็แต่งงานแล้ว มีเพียงบุตรชายคนที่สามเซี่ยเฟิงที่ยังโสดดังนั้นการหมั้นหมายครั้งนี้ จึงเป็นที่รู้กันว่าเป็นของบุตรชายคนที่สามของบ้านเซี่ยกับบุตรสาวคนเดียวของผู้เฒ่าเยว่ เยว่เจินเจินบุตรชายคนเล็กของบ้านเซี่ยเป็นว่าที่บัณฑิตซิ่วไฉ [1] แน่นอนว่าแม่เฒ่าเยว่กับเยว่เจินเจินย่อมไม่คิดปฏิเสธการหมั้นหมายที่แสนยอดเยี่ยมนี้ พวกนางยินดีรอให้อีกฝ่ายสอบเสร็

    Last Updated : 2025-04-01
  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   แต่งเข้าบ้านสกุลเซี่ย (1)

    ทางที่ดีให้เขาบาดเจ็บหรือพิการจนต้องนอนเตียงไปทั้งชีวิตเลยก็ได้ สามีคนเดียวนางเลี้ยงไหวอยู่แล้ว แม้จะมีซาลาเปาน้อยแถมมาด้วยก็ไม่เป็นไรนางไม่ถือสา แต่ขออย่าได้ลุกขึ้นมายุ่มย่ามวุ่นวายกับนางเชียวล่ะเพราะถ้าไม่อย่างนั้นนางคงไม่ลังเลที่จะส่งเขาลงไปพบกับเหยียนหลัวหวางก่อนเวลาเป็นแน่!เยว่อวิ๋นนอนนิ่งใช้ความคิดเมินเฉยต่อความวุ่นวายรอบตัวอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะได้ยินเสียงคนร้องตะโกนขึ้นว่าขบวนรับตัวเจ้าสาวมาถึงแล้วหลังจากนั้นร่างกายก็ถูกคนจับพยุงให้ลุกขึ้นนั่ง พอหันไปมองก็เป็นหลิวซื่อมารดาราคาถูกของร่างเดิมนั่นเอง นางหลับตาพลางสูดลมหายใจเข้าลึก อาการปวดทั้งหลายพอบรรเทาลงบ้างแล้ว ทว่าอาการวิงเวียนศีรษะยังคงหนักอยู่เสียงท้องร้องดังโครกคราก ความรู้สึกหิวจนแสบท้องเช่นนี้ไม่ดีเอาซะเลย แต่น่าเสียดายบ้านสกุลเยว่มีแต่สัตว์ร้ายที่ล้วนหวังขย้ำกัดกินเลือดและเนื้อนาง จึงไม่มีใครให้ความสนใจว่านางจะได้กินอะไรบ้างหรือเปล่าคนจากบ้านเซี่ยมารับตัวเจ้าสาวอย่างเรียบง่าย พวกเขามาถึงก็ไม่พูดมากวาจา ตรงเข้าไปจับเจ้าสาวขึ้นเกวียนลา เสร็จแล้วก็หันเกวียนออกรีบเร่งฝีเท้าเดินทางในทันทีแน่นอนว่าที่คนพวกนี้ทำแบบนี้ย่อมม

    Last Updated : 2025-04-01
  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   แต่งเข้าบ้านสกุลเซี่ย (2)

    เยว่อวิ๋นฟังแล้วอดนึกขันไม่ได้ คงต้องบอกว่าคนจำพวกเดียวกันมักจะมองกันออกจริงๆ สินะ ขนาดอีกฝ่ายไม่อยู่ในขบวนรับตัวเจ้าสาวแท้ๆ กลับบรรยายการกระทำของแม่เฒ่าเยว่ได้ชัดเจนชนิดตาเห็นเลยทีเดียว ดูท่าแล้วหญิงชราผู้นี้คงเป็นแม่สามีราคาถูกของนางกระมั้ง“ท่านแม่ พวกข้าไม่ได้เสียเปรียบให้นางเลยขอรับ” เซี่ยจินกล่าวตอบมารดา ก่อนจะกระซิบเล่าเรื่องการพุ่งชนเสาของเจ้าสาวน้องชายให้นางฟังอย่างละเอียดอันที่จริงขบวนรับตัวเจ้าสาวของเขาไปถึงหมู่บ้านไป๋นานแล้ว เพียงแต่มีคนบอกเซี่ยจินว่าเจ้าสาวไม่ยินยอมแต่งงานจึงพุ่งศีรษะชนเสาเพื่อฆ่าตัวตาย พอได้ยินดังนั้นเขาจึงหยุดรั้งขบวนรอที่หน้าทางเข้าหมู่บ้าน ก่อนจะส่งคนไปดูว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรที่เซี่ยจินทำเช่นนี้ไม่ใช่เพราะมีใจเป็นห่วงหน้าตาคนสกุลเซี่ย เพียงแต่เขาเกรงว่าหากตนไปถึงไว แล้วเยว่อวิ๋นผู้นี้จะถูกยายของนางส่งตัวออกมาในสภาพปางตาย ถึงตอนนั้นพวกเขาคงได้รับเอาตัวภาระเข้ามาเพิ่มอีกเป็นแน่ไปถึงช้าสักหน่อย หากว่าที่เจ้าสาวเกิดตายไปก่อน ก็มีข้ออ้างเปลี่ยนตัวคนแล้ว ระหว่างหลานสาวที่เกลียดชังกับลูกสาวแสนรัก สินเดิมที่ติดตัวมาย่อมแตกต่างกันมากโข คิดถึงตรงนี้แล้วเซี

    Last Updated : 2025-04-01
  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   ไม่ใช่ซาลาเปาแต่เป็นไชเท้าน้อย (1)

    ยามฟ้าสางรุ่งอรุณมาเยือน แสงอาทิตย์สีทองเริ่มจับขอบฟ้า หมู่สกุณาเริงร่าร้องขับขาน เยว่อวิ๋นถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงพูดคุยเล็กๆ“ท่านพี่ ข้าหิวแล้ว” เสียงที่พอฟังออกว่าเป็นเด็กหญิงดังขึ้น จากนั้นก็มีเสียงตอบกลับจากเด็กชาย “ชู่ เบาๆ นางตื่นแล้ว”เยว่อวิ๋นลืมตาเหม่อมองหลังคาอยู่พักหนึ่ง นางนอนฟังเจ้าของเสียงคุยกัน ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นขึ้นนั่งช้าๆดวงตากลมหรี่มองไปทางที่มาของเสียง เห็นเพียงบานประตูที่ถูกแง้มเปิดไว้เท่านั้น หญิงสาวพลันเลิกคิ้วเล็กน้อยทว่าไม่เอ่ยวาจาเห็นว่าเจ้าของเสียงไม่กล้าปรากฏกาย เยว่อวิ๋นจึงรั้งสายตากลับมายังร่างบุรุษข้างกายพลางย่นจมูกเล็กน้อย กลิ่นเนื้อเน่าที่ลอยปะปนมากับกลิ่นอับชื้น บอกให้รู้ว่าสภาพบาดแผลของคนผู้นี้ย่ำแย่มากแค่ไหนฉับพลันเสียงโครกครากก็ดังจากส่วนกลางลำตัว เยว่อวิ๋นละความสนใจจากสามีหมาดๆ ของตน นางข่มอาการวิงเวียนที่ไม่รู้ว่าเพราะเป็นเพราะแผลที่ศีรษะหรือความหิวลงท้อง พลางลุกก้าวเดินออกจากห้องอย่างไรเสียก็มีเวลาอยู่ด้วยกันอีกนาน หาอะไรกินลงท้องก่อน แล้วค่อยมาดูหน้าสามีที่เพิ่งแต่งกันก็ยังไม่สาย ที่สำคัญนางต้องการดูท่าทีของอีกฝ่ายด้วยอนาคตนางจะช่วยเหลื

    Last Updated : 2025-04-02
  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   ไม่ใช่ซาลาเปาแต่เป็นไชเท้าน้อย (2)

    “ต้องซาวน้ำล้างเศษดินทิ้งก่อนหุงเจ้าค่ะ” เสียงเล็กๆ ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ในกระแสเสียงปะปนด้วยอารมณ์หวาดหวั่นของผู้เป็นเจ้าของเยว่อวิ๋นเลิกคิ้วเล็กน้อย ในใจบางอ้อขึ้นมาทันที ที่แท้เพราะนางยังไม่ได้ล้างข้าวก่อนนี่เอง สีของน้ำจึงมิต่างจากน้ำโคลนเช่นนี้ หญิงสาวหันไปยิ้มให้เจ้าตัวน้อยที่แอบอยู่ด้านหลังพี่ชาย พลางยกหม้อออกไปล้างเมล็ดข้าวตามคำบอก โดยไม่มีท่าทีเหนียมอายต่อการกระทำผิดพลาดของตนเลยแม้แต่น้อยเสี่ยวอวี้หลบอยู่ด้านหลังพี่ชายฝาแฝด คำพูดที่หลุดออกไปเมื่อครู่ทำให้นางเกิดอาการตื่นตระหนก คิดถึงยามอาหญิงเล็กที่ชอบหยิกตีตนยามไม่พอใจ เด็กหญิงก็ยิ่งหวาดกลัวว่ามารดาคนใหม่อาจไม่ชอบคำพูดที่ตนเองกล่าวออกมาทว่ารอยยิ้มบางของเยว่อวิ๋นเมื่อครู่ ทำให้เด็กหญิงงงงันไปพักหนึ่ง ดวงตาคู่เล็กเบิกกว้างในแววตาผุดประกายวาดหวังบางอย่าง “พี่ชาย ท่านแม่คนใหม่… นางดูใจดีมากเลยเจ้าค่ะ”ผู้เป็นพี่ฟังน้องสาวพูดพร้อมกับดึงชายเสื้อตนแล้วพูดไม่ออก น้องโง่เอ๋ย ผู้อื่นแค่ส่งยิ้มให้เล็กน้อย นางก็มอบป้ายคนดีให้อีกฝ่ายเสียแล้ว ช่าง…ต้าเป่าแม้จะมีอายุแค่ห้าขวบ ทว่าฉลาดเฉลียวมีความคิดเกินเด็กวัยเดียวกัน ก่อนที่พ่อเฒ่าเซี

    Last Updated : 2025-04-02
  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   ไม่ใช่ซาลาเปาแต่เป็นไชเท้าน้อย (3)

    “เด็กน้อย เจ้าดูไฟเป็นหรือไม่” หญิงสาวถามเบาๆเสี่ยวอวี้ประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะพยักใบหน้ารัวๆ ประดุจไก่จิกข้าวสาร“เป็นเจ้าค่ะ ตั้งแต่เสี่ยวอวี้สี่ขวบก็มีหน้าที่คอยจุดไฟให้ท่านป้าใหญ่อยู่แล้ว” เด็กหญิงบอกน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว ขณะทรุดลงนั่งยองๆ หน้าเตาไฟเยว่อวิ๋นหรี่นัยน์ตามองร่างเล็กตรงหน้าอย่างพินิจ ก่อนจะถอนลมหายใจแผ่วเบา เด็กบ้านยากจนจะโตไวกว่าเด็กปกติจริงๆ“พวกเจ้าชื่ออะไร อายุเท่าไรกันแล้ว” จากความชำนาญที่เห็น แสดงว่าเด็กคนนี้น่าจะทำหน้าที่นี้มานานแล้วจริงๆ“ข้าชื่อเซี่ยเสี่ยวอวี้ ส่วนพี่ชายชื่อเซี่ยต้าเป่า อายุห้าปีใกล้จะหกแล้วเจ้าค่ะ” เสี่ยวอวี้เงยหน้าขึ้นตอบ เพียงแต่ตัวนางเองก็ไม่รู้ว่าจะครบหกขวบเดือนไหน เพราะที่ผ่านมาคนในบ้านเซี่ยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสองพี่น้องฝาแฝดคู่นี้นัก มีเพียงปีก่อนๆ ที่บิดายังไม่ป่วย มักจะไปหาไข่นกมาต้มให้พวกเขากินเป็นพิเศษเท่านั้นคิดถึงรสชาติของไข่นกที่ท่านพ่อเคยแอบให้กินลับหลังท่านย่า รอยยิ้มสดใสก็ปรากฎบนใบหน้าเล็ก ก่อนจะสลดลงในชั่วครู่ น่าเสียดายที่หลังๆ มาท่านพ่อล้มป่วยหนัก อย่าว่าแต่ไข่นกแสนอร่อยที่เคยกินเลย หลายเดือนมานี้ แม้แต่ข้าวต้มข้นๆ สักถ้

    Last Updated : 2025-04-02
  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   แยกบ้าน (ก็แยกสิ) (1)

    ในความคิดของเยว่อวิ๋น เด็กน้อยอายุไม่กี่ขวบเหล่านี้ หากถูกเลี้ยงดูดีๆ มีใครบ้างที่ไม่ขาวอวบนุ่มนิ่มดังเช่นซาลาเปาทว่าน่าเสียดายนัก ลูกเลี้ยงของนางทั้งสองคนกลับเป็นได้แค่หัวไชเท้าน้อยเปื้อนโคลน พวกเขาไม่เพียงมีร่างกายที่ผ่ายผอมแคระแกร็น ทั้งยังเต็มไปด้วยริ้วรอยบาดแผลฟกช้ำตามเนื้อตัวชนิดไม่มีที่ว่าง เยว่อวิ๋นที่ปกติเป็นคนอารมณ์ดีเห็นแล้วยังนึกสบถสาปแช่งคนสกุลเซี่ยด้วยความรังเกียจไปหลายต่อหลายรอบโดยเฉพาะเซี่ยซื่อแม่สามีราคาถูกของนางหากเป็นคนอื่น แม้จะรังแกสองพี่น้องก็ยังพอจะมองข้ามไปได้บ้าง เพียงแต่ตัวแม่เฒ่าเซี่ยนั้นเป็นมารดาของเซี่ยฉงอวิ๋น เด็กสองคนนี้ก็คือสายเลือดแท้ๆ ของนาง เหตุใดจึงปล่อยปละละเลยทิ้งขว้างได้ถึงเพียงนี้เล่าคิดแล้วเยว่อวิ๋นก็ได้แต่ถอนลมหายใจให้กับชะตาชีวิตของเด็กน้อย เอาเถอะ นางตอนนี้มีศักดิ์ฐานะเป็นมารดาของอีกฝ่ายแล้ว ต่อไปภายหน้าก็ค่อยๆ ดูแลกันไปก็แล้วกันในอดีตเยว่อวิ๋นใช้ชีวิตอยู่ในกองทัพ แม้จะไม่สันทัดในเรื่องการทำอาหาร แต่ด้านการใช้ชีวิตประจำวันนั้นไม่ถือว่าแย่ หญิงสาวพลิกเสื้อคลุมอังไฟไปมาไม่นานก็เสร็จเรียบร้อย ยามส่งเสื้อคืนให้แก่เจ้าของ ข้าวต้มในหม้อก็เริ่

    Last Updated : 2025-04-02
  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   แยกบ้าน (ก็แยกสิ) (2)

    เยว่อวิ๋นนั้นไม่รู้ตัวเลยว่าเจ้าหัวไชเท้าน้อยที่นางกำลังคิดเลี้ยงดูนั้น กำลังวางแผนที่จะเลี้ยงดูนางในอนาคตเช่นกันเนื่องจากฟ้าด้านนอกยังสว่างไม่มากนัก ภายในห้องมีเพียงเแสงสว่างสลัวๆ เมื่อรวมกับกลิ่นอับชื้นอากาศจึงไม่น่าพิสมัยนัก เยว่อวิ๋นพลันขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะถือชามข้าวต้มเดินเข้าในห้องคนบนเตียงยังคงนอนอยู่ในท่าเดิม ลมหายใจแผ่วเบายากจะสังเกตก็ยังไม่แปรเปลี่ยน ทว่าเยว่อวิ๋นกลับรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้กำลังหลับอย่างท่าทางที่แสดงออก“ข้านำข้าวต้มมาให้” นางกล่าวพลางกวาดสายตาไปรอบห้อง “ยาของเจ้าเล่า ไม่มีงั้นหรือ”บนโต๊ะด้านนอกไม่มียาวางไว้ นางมองหาดูภายในห้องก็ไม่เห็น อาการของอีกฝ่ายย่ำแย่ขนาดนี้ อย่าบอกนะว่ามารดาใจดำของเขาไม่คิดเตรียมไว้ให้คำถามถูกตอบกลับมาด้วยความเงียบ บุรุษบนเตียงไม่แม้แต่จะขยับลืมตาด้วยซ้ำ เยว่อวิ๋นเลิกคิ้วน้อยๆ ไม่กล่าวอะไรต่อ คนผู้นี้คล้ายมีกลิ่นอายต่อต้านผู้อื่นแผ่ออกมาให้สัมผัสได้แต่เดิมนางก็ไม่มีนิสัยชอบเอาหน้าร้อนๆ ของตนไปนาบก้นเย็นๆ ของผู้อื่น [1] อยู่แล้ว เมื่อเห็นอีกฝ่ายแสดงท่าที่ไม่ยี่หระ ความคิดแวบแรกที่ผุดมาคือ หรือว่านางจะปล่อยให้คนผู้นี้ตายไปเช่นนี้

    Last Updated : 2025-04-03

Latest chapter

  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   ลูกพลับนิ่มในอดีตได้กลายเป็นก้อนหินไปเสียแล้ว (2)

    ถึงจะคิดว่าอีกฝ่ายจะดูแปลกๆ แต่ในใจหมอจางก็มีความรู้สึกดีให้เยว่อวิ๋นมากว่าพวกแม่เฒ่าเซี่ยมากนัก เขากวาดสายตามองเซี่ยฉงอวิ๋นที่อยู่บนเตียง แล้วพยักหน้าพึงพอใจ แม้เสื้อผ้าจะดูเก่าซีดใบหน้ามีหนวดเครารุงรัง ทว่าเนื้อตัวสะอาดสะอ้านไม่มีกลิ่นเหม็น สภาพดูดีกว่าครั้งก่อนที่ได้เห็นนับว่าไม่เลวเลย“ตกลง ไม่ต้องห่วง หากเจ้ามีใจจะรักษาเขาจริง ข้าจะจ่ายยาให้ไปก่อน ขาดเหลือมีคืนแล้วค่อยว่ากัน” หมอจางมีใจชื่นชมเซี่ยฉงอวิ๋นมานานแล้วชายหนุ่มผู้นี้เป็นคนนิสัยดี ขยันขันแข็ง ก่อนเกิดเรื่อง เขาคนเดียวหาเลี้ยงคนทั้งบ้าน น่าเสียดายที่ญาติของอีกฝ่ายแต่ละคนเป็นเพียงหมาป่าตาขาวที่ไร้คุณธรรมเดิมทีบาดแผลของเซี่ยฉงอวิ๋น หากรีบพาไปหาหมอเก่งๆ ในเมือง ไม่แน่อาจมีหนทางรักษา เรื่องนี้หมอจางเคยเอ่ยกับแม่เฒ่าเซี่ยไปก่อนหน้านี้แล้ว น่าเสียดายที่อีกฝ่ายเป็นคนเห็นแก่ตัวแม่เฒ่าเซี่ยไม่อยากต้องควักเงิน จึงใส่ร้ายว่าหมอจางมีจิตใจละโมบต้องการขูดรีดจนอีกฝ่ายโมโหจากไป จากนั้นนางก็ทิ้งให้บุตรชายนอนรอความตายโดยไม่แยแส หากไม่เพราะหมอจางแอบมอบสมุนไพรให้กับต้าเป่าก่อนจากไป เซี่ยฉงอวิ๋นในตอนนี้คงมีหญ้าสูงเหนือหลุมศพไปนานแล้วช่วงเ

  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   ลูกพลับนิ่มในอดีตได้กลายเป็นก้อนหินไปเสียแล้ว (1)

    เยว่อวิ๋นไม่ล่วงรู้ถึงความสงสัยของเซี่ยฉงอวิ๋นเลยแม้แต่น้อยและแน่นอนว่าถึงรู้นางก็ไม่ใส่ใจอยู่ดี ชีวิตก่อนนางเป็นแม่ทัพนำทหารออกรบ พอจบศึกก็เป็นหมอรักษาผู้ใต้บังคับบัญชา ได้เห็นร่างกายบุรุษมานับไม่ถ้วน สูงต่ำดำขาวแบบใดก็ล้วนมีทั้งสิ้นผู้เป็นหมอต้องมีใจเมตตา รักษาคนไม่แบ่งแยกชายหญิง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเซี่ยฉงอวิ๋นที่ยามนี้ป่วยหนักขนาดนี้ด้วยแล้ว เยว่อวิ๋นไม่มีทางมองเขาในแง่ชู้สาวเป็นแน่และผลของการถูกมองข้ามก็คือ…“เจ้าไม่พอใจอะไรงั้นหรือ” เยว่อวิ๋นขมวดคิ้วมองหลังมือที่ถูกปัดจนขึ้นรอยแดงของตนอย่างไม่เข้าใจ นางดูแลเขาดีถึงเพียงนี้ คนตรงหน้ายังกล้าลงมือกับนางอีก ช่างไม่สำนึกบุญคุณซะบ้างเลยเซี่ยฉงอวิ๋นใบหน้าและลำคอขึ้นสีแดงก่ำ แม้เขาไม่มองเห็นทว่ารู้สึกได้ถึงความตัดพ้อในน้ำเสียงอีกฝ่าย ชายหนุ่มไม่ตอบทว่ากลับเบือนหน้าหนีเข้าผนัง พลางนึกโมโหตัวเองที่ดันเผลอลดการป้องกัน สบช่องทำให้อีกฝ่ายทำอะไรแบบนั้นเสียได้เห็นเขาแสดงท่าทางประหนึ่งคนไม่ได้รับความเป็นธรรม เยว่อวิ๋นพลันเกิดความคิดอยากร้องเพ้ยขึ้นมาทันที “มารดามันสิเหล่าเหนียง [1] ต่างหากไหมที่ควรจะต้องเป็นคนโกรธ!”หญิงสาวพึมพำ ด้วยนิสัยถูกต

  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   แยกบ้านที่หมายถึงแยกครอบครัว (2)

    เยว่อวิ๋นมองตามหลังแม่สามีที่เดินจากไปจนลับตา จึงไม่พลาดสีหน้าท่าทางทั้งหมดของอีกฝ่าย ทว่านางไม่คิดแยแสแต่อย่างใด คนอย่างแม่เฒ่าเซี่ยยิ่งอ่อนข้อให้ก็มีแต่จะยิ่งได้ใจเท่านั้นร่างบางหันหลังเดินกลับมุ่งหน้าไปยังห้องนอนที่สามพ่อลูกอยู่ หากรอพวกเขาจนปรึกษากันเสร็จ เงินนี่คงถูกเรียกร้องขอคืนเป็นแน่ เพราะฉะนั้นที่ควรทำก็ควรรีบ“ท่านแม่” พอเห็นนางเปิดประตูเดินเข้ามา ใบหน้าเล็กๆ ของเสี่ยวอวี้ก็เผยรอยยิ้มหวานออกมาทันทีเนื่องจากเยว่อวิ๋นให้นางกินอาหาร แล้วยังช่วยเหลือนางกับพี่ชายไม่ให้ถูกผู้เป็นย่าทุบตี ในใจเด็กหญิงจึงเชื่อมั่นและรู้สึกดีกับมารดาคนใหม่เป็นอย่างมาก“ท่านแม่ ท่านย่าไม่ได้ตีท่านใช่ไหมเจ้าคะ” เสี่ยวอวี้รีบถามอย่างเป็นห่วง เด็กหญิงรู้ดีว่าท่านย่าของตนเป็นคนใจร้าย ท่านแม่ขัดใจนางเช่นนี้มีหรือนางจะไม่ทำอะไรเด็กน้อยวิ่งมาหยุดเบื้ิองหน้าเยว่อวิ๋น พลางเอียงศีรษะมองสำรวจร่างกายเยว่อวิ๋นด้วยดวงตากลมโตแวววาวเหมือนลูกแมว“ข้าไม่เป็นอะไร” เยว่อวิ๋นชะงักเล็กน้อยกับคำเรียกขานอันสนิทสนม นางเป็นคนความรู้สึกไว จึงรับรู้ได้ว่าความห่วงใยที่เจ้าตัวเล็กแสดงออกมานั้นเป็นของจริงแท้แน่นอน นี่เป็นสิ่งที

  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   แยกบ้านที่หมายถึงแยกครอบครัว (1)

    นี่ใช่นางเด็กบ้านเยว่ที่ตนเคยเจอจริงน่ะหรือแม่เฒ่าเซี่ยเบิกตากว้างมองคนตรงหน้า อีกฝ่ายไม่เหมือนเดิมเลยแม้แต่น้อย คำพูดที่ฉาดฉานแสดงออกถึงความมั่นใจ การกระทำท่าทางทุกอย่างล้วนสง่างาม แฝงด้วยไปกลิ่นอายข่มขวัญกดดันผู้คน แม้แต่ฮูหยินนายอำเภอที่นางเคยได้เห็นไกลๆ ก็ยังไม่อาจเทียบได้“เจ้าต้องการอะไร” แม่เฒ่าเซี่ยถาม ตอนนี้นางรู้สึกเสียใจเหลือเกินที่ตัวเองยอมรับการเปลี่ยนตัวเจ้าสาว เด็กนี่เลวร้ายยิ่งกว่าย่าของมันเสียอีก“ข้าต้องการแยกบ้านเจ้าค่ะ”“แต่ข้าขอเตือนเจ้า อย่าได้คิดว่าจะ… อะไรนะ!” แม่เฒ่าเซี่ยเกือบจะคิดว่าตนเองหูฝาดไปแล้ว นางตกใจจนดวงตาเบิกกว้าง ประกายความยินดีแทบจะล้นปรี่ออกมาจากเบ้าตาที่นางกัดฟันยอมรับเงื่อนไขของยายแก่เยว่ก็เพื่อการนี้ไม่ใช่หรือ!“สกุลเซี่ยของเราไม่เคยมีเรื่องแบบนี้มาก่อน แต่เอาเถอะในเมื่อเจ้าต้องการ ข้าก็ไม่ขัดขวาง นับจากวันนี้พวกเจ้าก็อยู่ที่นี่ ส่วนเสบียงอาหารข้าได้จัดแจงไว้ให้แล้ว นี่เงินห้าตำลึงมอบให้เจ้าไว้เป็นค่าใช้จ่าย เมื่อแยกบ้านแล้วก็เก็บไว้ให้ดีๆ”แม้แม่เฒ่าเซี่ยจะคิดแยกครอบครัวลูกชายคนรองออกไป แต่ในใจนางก็ยังคิดยึดจับพวกเขาไว้ไม่ปล่อย วันนี้ที่มาตั

  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   แยกบ้าน (ก็แยกสิ) (3)

    รอยยิ้มกลบเกลื่อนของเยว่อวิ๋นไม่นับว่าแนบเนียน แต่ตัวเซี่ยฉงอวิ๋นเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน ทั้งคู่จึงไม่ทันมองออกถึงความในใจที่ต่างคนก็ต่างซ่อนเก็บไว้“นี่มันอะไรกัน ทำไมข้าวสารกับไข่ถึงได้เหลือแค่นี้!”เสียงร้องตะโกนดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ เยว่อวิ๋นราวกับได้ย้อนไปวันแรกที่นางฟื้นมาในร่างนี้แล้วมียายแก่แซ่เยว่นั่งก่นด่าอยู่ข้างหูอย่างไรอย่างนั้นหญิงสาวเหลือบมองไปทางด้านนอกประตู ก่อนจะค่อยๆ ประคองร่างบนเตียงให้เอนลงนอน “เจ้านอนพักไปก่อน รอข้าจัดการธุระแล้วจะมาเช็ดตัวให้”นางกล่าวด้วยท่าทีเฉยเมย ทว่าเซี่ยฉงอวิ๋นกลับรู้สึกหน้าร้อนผ่าว ต่อให้นางเป็นภรรยาที่แต่งเข้ามา เขาก็รู้สึกไม่คุ้นชินอยู่ดี แต่ยังไม่ทันเอ่ยปฏิเสธผู้พูดก็ก้าวเท้าหายลับออกจากห้องไปแล้วเยว่อวิ๋นได้ยินเสียงเมื่อครู่ ก็พอนึกได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องครัว นางแค่ดูจากร่างกายของเด็กๆ กับเซี่ยฉงอวิ๋น ก็พอคาดเดาได้แล้วว่าในยามปกติพวกเขาคงไม่ได้กินอิ่มท้องกันนัก โดยเฉพาะเด็กน้อยเสี่ยวอวี้นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ในยุคสมัยที่นางจากมา ผู้คนก็มักให้ความสำคัญกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิงเช่นกัน ตัวยายเฒ่าเซี่ยเองก็ดูไม่ใช่ผู้อาวุโสที่

  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   แยกบ้าน (ก็แยกสิ) (2)

    เยว่อวิ๋นนั้นไม่รู้ตัวเลยว่าเจ้าหัวไชเท้าน้อยที่นางกำลังคิดเลี้ยงดูนั้น กำลังวางแผนที่จะเลี้ยงดูนางในอนาคตเช่นกันเนื่องจากฟ้าด้านนอกยังสว่างไม่มากนัก ภายในห้องมีเพียงเแสงสว่างสลัวๆ เมื่อรวมกับกลิ่นอับชื้นอากาศจึงไม่น่าพิสมัยนัก เยว่อวิ๋นพลันขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะถือชามข้าวต้มเดินเข้าในห้องคนบนเตียงยังคงนอนอยู่ในท่าเดิม ลมหายใจแผ่วเบายากจะสังเกตก็ยังไม่แปรเปลี่ยน ทว่าเยว่อวิ๋นกลับรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้กำลังหลับอย่างท่าทางที่แสดงออก“ข้านำข้าวต้มมาให้” นางกล่าวพลางกวาดสายตาไปรอบห้อง “ยาของเจ้าเล่า ไม่มีงั้นหรือ”บนโต๊ะด้านนอกไม่มียาวางไว้ นางมองหาดูภายในห้องก็ไม่เห็น อาการของอีกฝ่ายย่ำแย่ขนาดนี้ อย่าบอกนะว่ามารดาใจดำของเขาไม่คิดเตรียมไว้ให้คำถามถูกตอบกลับมาด้วยความเงียบ บุรุษบนเตียงไม่แม้แต่จะขยับลืมตาด้วยซ้ำ เยว่อวิ๋นเลิกคิ้วน้อยๆ ไม่กล่าวอะไรต่อ คนผู้นี้คล้ายมีกลิ่นอายต่อต้านผู้อื่นแผ่ออกมาให้สัมผัสได้แต่เดิมนางก็ไม่มีนิสัยชอบเอาหน้าร้อนๆ ของตนไปนาบก้นเย็นๆ ของผู้อื่น [1] อยู่แล้ว เมื่อเห็นอีกฝ่ายแสดงท่าที่ไม่ยี่หระ ความคิดแวบแรกที่ผุดมาคือ หรือว่านางจะปล่อยให้คนผู้นี้ตายไปเช่นนี้

  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   แยกบ้าน (ก็แยกสิ) (1)

    ในความคิดของเยว่อวิ๋น เด็กน้อยอายุไม่กี่ขวบเหล่านี้ หากถูกเลี้ยงดูดีๆ มีใครบ้างที่ไม่ขาวอวบนุ่มนิ่มดังเช่นซาลาเปาทว่าน่าเสียดายนัก ลูกเลี้ยงของนางทั้งสองคนกลับเป็นได้แค่หัวไชเท้าน้อยเปื้อนโคลน พวกเขาไม่เพียงมีร่างกายที่ผ่ายผอมแคระแกร็น ทั้งยังเต็มไปด้วยริ้วรอยบาดแผลฟกช้ำตามเนื้อตัวชนิดไม่มีที่ว่าง เยว่อวิ๋นที่ปกติเป็นคนอารมณ์ดีเห็นแล้วยังนึกสบถสาปแช่งคนสกุลเซี่ยด้วยความรังเกียจไปหลายต่อหลายรอบโดยเฉพาะเซี่ยซื่อแม่สามีราคาถูกของนางหากเป็นคนอื่น แม้จะรังแกสองพี่น้องก็ยังพอจะมองข้ามไปได้บ้าง เพียงแต่ตัวแม่เฒ่าเซี่ยนั้นเป็นมารดาของเซี่ยฉงอวิ๋น เด็กสองคนนี้ก็คือสายเลือดแท้ๆ ของนาง เหตุใดจึงปล่อยปละละเลยทิ้งขว้างได้ถึงเพียงนี้เล่าคิดแล้วเยว่อวิ๋นก็ได้แต่ถอนลมหายใจให้กับชะตาชีวิตของเด็กน้อย เอาเถอะ นางตอนนี้มีศักดิ์ฐานะเป็นมารดาของอีกฝ่ายแล้ว ต่อไปภายหน้าก็ค่อยๆ ดูแลกันไปก็แล้วกันในอดีตเยว่อวิ๋นใช้ชีวิตอยู่ในกองทัพ แม้จะไม่สันทัดในเรื่องการทำอาหาร แต่ด้านการใช้ชีวิตประจำวันนั้นไม่ถือว่าแย่ หญิงสาวพลิกเสื้อคลุมอังไฟไปมาไม่นานก็เสร็จเรียบร้อย ยามส่งเสื้อคืนให้แก่เจ้าของ ข้าวต้มในหม้อก็เริ่

  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   ไม่ใช่ซาลาเปาแต่เป็นไชเท้าน้อย (3)

    “เด็กน้อย เจ้าดูไฟเป็นหรือไม่” หญิงสาวถามเบาๆเสี่ยวอวี้ประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะพยักใบหน้ารัวๆ ประดุจไก่จิกข้าวสาร“เป็นเจ้าค่ะ ตั้งแต่เสี่ยวอวี้สี่ขวบก็มีหน้าที่คอยจุดไฟให้ท่านป้าใหญ่อยู่แล้ว” เด็กหญิงบอกน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว ขณะทรุดลงนั่งยองๆ หน้าเตาไฟเยว่อวิ๋นหรี่นัยน์ตามองร่างเล็กตรงหน้าอย่างพินิจ ก่อนจะถอนลมหายใจแผ่วเบา เด็กบ้านยากจนจะโตไวกว่าเด็กปกติจริงๆ“พวกเจ้าชื่ออะไร อายุเท่าไรกันแล้ว” จากความชำนาญที่เห็น แสดงว่าเด็กคนนี้น่าจะทำหน้าที่นี้มานานแล้วจริงๆ“ข้าชื่อเซี่ยเสี่ยวอวี้ ส่วนพี่ชายชื่อเซี่ยต้าเป่า อายุห้าปีใกล้จะหกแล้วเจ้าค่ะ” เสี่ยวอวี้เงยหน้าขึ้นตอบ เพียงแต่ตัวนางเองก็ไม่รู้ว่าจะครบหกขวบเดือนไหน เพราะที่ผ่านมาคนในบ้านเซี่ยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสองพี่น้องฝาแฝดคู่นี้นัก มีเพียงปีก่อนๆ ที่บิดายังไม่ป่วย มักจะไปหาไข่นกมาต้มให้พวกเขากินเป็นพิเศษเท่านั้นคิดถึงรสชาติของไข่นกที่ท่านพ่อเคยแอบให้กินลับหลังท่านย่า รอยยิ้มสดใสก็ปรากฎบนใบหน้าเล็ก ก่อนจะสลดลงในชั่วครู่ น่าเสียดายที่หลังๆ มาท่านพ่อล้มป่วยหนัก อย่าว่าแต่ไข่นกแสนอร่อยที่เคยกินเลย หลายเดือนมานี้ แม้แต่ข้าวต้มข้นๆ สักถ้

  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   ไม่ใช่ซาลาเปาแต่เป็นไชเท้าน้อย (2)

    “ต้องซาวน้ำล้างเศษดินทิ้งก่อนหุงเจ้าค่ะ” เสียงเล็กๆ ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ในกระแสเสียงปะปนด้วยอารมณ์หวาดหวั่นของผู้เป็นเจ้าของเยว่อวิ๋นเลิกคิ้วเล็กน้อย ในใจบางอ้อขึ้นมาทันที ที่แท้เพราะนางยังไม่ได้ล้างข้าวก่อนนี่เอง สีของน้ำจึงมิต่างจากน้ำโคลนเช่นนี้ หญิงสาวหันไปยิ้มให้เจ้าตัวน้อยที่แอบอยู่ด้านหลังพี่ชาย พลางยกหม้อออกไปล้างเมล็ดข้าวตามคำบอก โดยไม่มีท่าทีเหนียมอายต่อการกระทำผิดพลาดของตนเลยแม้แต่น้อยเสี่ยวอวี้หลบอยู่ด้านหลังพี่ชายฝาแฝด คำพูดที่หลุดออกไปเมื่อครู่ทำให้นางเกิดอาการตื่นตระหนก คิดถึงยามอาหญิงเล็กที่ชอบหยิกตีตนยามไม่พอใจ เด็กหญิงก็ยิ่งหวาดกลัวว่ามารดาคนใหม่อาจไม่ชอบคำพูดที่ตนเองกล่าวออกมาทว่ารอยยิ้มบางของเยว่อวิ๋นเมื่อครู่ ทำให้เด็กหญิงงงงันไปพักหนึ่ง ดวงตาคู่เล็กเบิกกว้างในแววตาผุดประกายวาดหวังบางอย่าง “พี่ชาย ท่านแม่คนใหม่… นางดูใจดีมากเลยเจ้าค่ะ”ผู้เป็นพี่ฟังน้องสาวพูดพร้อมกับดึงชายเสื้อตนแล้วพูดไม่ออก น้องโง่เอ๋ย ผู้อื่นแค่ส่งยิ้มให้เล็กน้อย นางก็มอบป้ายคนดีให้อีกฝ่ายเสียแล้ว ช่าง…ต้าเป่าแม้จะมีอายุแค่ห้าขวบ ทว่าฉลาดเฉลียวมีความคิดเกินเด็กวัยเดียวกัน ก่อนที่พ่อเฒ่าเซี

Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status