แน่นอนว่าโม๋เอ๋อร์ไม่ต้องการเพิ่มอนุชายาเข้ามาให้สามี เพราะที่มีอยู่ก็หลายคนแล้ว นางต้องป้องกันอาณาเขตให้ตนเองตามหน้าที่พึงกระทำ จึงกล่าวด้วยภาษาดอกไม้ที่ได้ฝึกฝนอย่างดี เพื่อปฏิเสธอีกฝ่ายอย่างนุ่มนวลว่า
“น้องสาวท่านนี้ อุตส่าห์เดินมาเป็นลมถึงที่นี่ เจ็บมากหรือไม่? ถ้ารู้ว่าเป็นคนอ่อนแอ ไยไม่รักษาตัวเองให้ดี หากรัชทายาทกับข้าไม่อยู่ตรงนี้ เจ้าคงลำบากแย่แล้ว”
พระชายาในรัชทายาทผู้สวมอาภรณ์หรูหราสีแดงเพลิง ประดับปิ่นหงส์สยายปีกมีม่านทองระย้า แต่งหน้าจัดจ้าน กิริยาข่มขวัญผู้คน นางเอ่ยวาจานุ่มนวล แต่แอบเชือดเฉือนได้แสบสัน ความหมายซ่อนนัยประโยคนั้นคือ
เจ้าจะแส่หาเรื่องไปไย? ไฉนไม่อยู่แต่ในห้องหับ ออกมาเพ่นพ่านหมายรบกวนสามีผู้อื่นทำไมไม่ทราบ!
หมิงเยว่ชิงได้ยินเช่นนั้นย่อมเข้าใจเพราะเกิดและเติบโตในวัง ก็ให้รู้สึกขัดเคืองฉับพลัน จึงโต้แย้งว่า
“พระชายาย่อมเห็นแจ้ง ว่าคุณหนูท่านนี้เป็นลมล้มลงกะทันหัน ใครกันจะเลือกสถานที่ได้ ท่านมิใช่จิตใจคับแคบจนเกินไป” ยามเอ่ยยังยึดแขนหมิงเฉิงเอาไว้แน่น แล้วออดอ้อนว่า
“พี่สาม ท่านช่วยนางเถิด เห็นหรือไม่? ว่านางบอบบางเหลือเกิน น่าเห็นใจนัก พระชายาของท่านไยร้ายกาจยิ่ง ไม่น่ารักเอาเสียเลย แล้งน้ำใจ แย่ที่สุด” นางด่าปิดท้ายได้อย่างสวยงาม หมายยุแยงให้พี่ชายรังเกียจอีกฝ่าย
โม๋เอ๋อร์เชิดหน้า ถึงแม้ว่ากับบุรุษจักโง่งมไปบ้าง เพราะมิเคยได้พบพาน หากแต่เป็นสตรีด้วยกัน นางนับว่าไม่ด้อย ทั้งยังรู้สึกชินชากับฉากเยี่ยงนี้ ที่เห็นในจวนโหวบ่อยๆ จึงปรายหางตามองต่ำคล้ายเหยียดสตรีตรงพื้นหญ้า เปรยเสียงเรียบอย่างรู้เท่าทันว่า
“อันว่าสตรีดีงาม ยามเจ็บยังงดงาม ทว่าจักงามกว่านี้ หากมิใช่ต่อหน้าธารกำนัล หรือจงใจต่อสามีผู้อื่น น้องสาวท่านนี้เห็นพ้องตรงกันหรือไม่?"
นางตวัดสายตาฉับละจากสตรีตรงพื้นหญ้าไปมององค์หญิง แล้วกล่าวต่อว่า "คบสหายควรดูให้ดี ที่ไม่ดีอย่าไปคบมัน หากดีย่อมมีชัยกว่าครึ่ง จะได้นำพาแต่สิ่งดีๆ ไม่ถูกเหยียดหยัน อย่าทำตัวโง่เง่าให้เขาหลอกง่าย ให้ใครดูถูก จงจำใส่ใจ”
ด่ามาด่ากลับ เป็นองค์หญิงแล้วอย่างไร ทำตัวเป็นสหาย แต่พากันฉิบหายเยี่ยงนี้มิได้นะ
โม๋เอ๋อร์ให้รู้สึกเห็นใจ กล่าวจบก็แสยะยิ้มหยาดเยิ้มชวนขนลุกมาทางสตรีบนพื้นหญ้า ความหมายทางสายตาคือ นังโง่!
กู่โหยว่หลันพลันรู้สึกตัวชาวาบ ประหนึ่งถูกตีแสกหน้า ถูกด่าว่าโง่เขลาให้เขาลากจูงประหนึ่งวัวม้า จึงหยุดหลั่งน้ำตาทันที
หมิงเฉิงให้นึกรำคาญ จึงดึงแขนออกจากฝ่ามือน้องสาวแล้วโบกมือเรียกนางกำนัลที่เดินอยู่ไกลๆ ให้เข้ามา
หมิงเยว่ชิงมีหรือจะกล้าขัด จึงทำได้แค่มองนางกำนัลสองคนที่กำลังเดินอย่างพินอบพิเทาเข้ามาตามคำสั่งนั้น
รัชทายาทหนุ่มปรายตาคมมองสตรีบนพื้นหญ้าแวบหนึ่ง สีหน้าเฉยชาไม่แปรเปลี่ยน พลางเอ่ยเสียงเย็นเยียบว่า
“ลากนางออกไป”
“...!?”
ความหมายของหมิงเฉิงก็คือ ให้ช่วยเหลือคุณหนูนางนี้ แล้วพาไปหาหมอเสียที
ทว่าด้วยนิสัยหยิ่งยโส ไม่ชอบพูดพร่ำเอ่ยคำยาวเหยียดจึงสั่งแค่นี้ ให้ลากออกไป...
ทุกคนที่ได้ยินไม่มีใครเข้าใจความนัยนั้น จึงเบิกตากว้างอย่างตกใจ โดยเฉพาะกู่โหยว่หลัน
หญิงสาวให้นึกอับอายยิ่งนัก ผู้กล้าย่อมต้องช่วยสาวงามมิใช่หรือไร? นางเป็นโฉมสะคราญและล้มลงตรงหน้า ควรต้องช่วยประคองอย่างถนอมแผ่ความอุ่นซ่านโอบล้อมใช่ไหม?
คุณหนูสกุลกู่ไม่เข้าใจอย่างยิ่ง ว่าคนงามยามล้มไยไม่มีชายกล้าเข้าช่วย ทั้งยังถูกด่าซึ่งหน้าอย่างโหดร้ายเยี่ยงนี้
ถูกไล่เหมือนหมูเหมือนหมา!
นี่มิใช่การรุมรังแกกันเกินไปหรือไร?
อึดใจพลันร้องไห้โฮ ลุกขึ้นทันที วิ่งหนีทันใด ผิดหวังที่สุด อับอายอย่างมาก
หมิงเยว่ชิงรีบวิ่งตามญาติผู้น้องไปเช่นกัน ในใจให้นึกกระดากอายขึ้นมาไม่น้อย ที่ถูกด่าอย่างรู้ทัน และกู่โหยว่หลันก็ลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีเยี่ยงนั้น ช่างไม่แนบเนียนเอาเสียเลย
นางกำนัลสองคนที่ถูกเรียกให้เข้ามารับใช้ ทำได้เพียงมองตามสตรีทั้งสองอย่างงงงัน ก่อนจะได้รับสัญญาณโบกมือไล่จากองค์รัชทายาท จึงก้มหน้าล่าถอยออกไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อปราศจากผู้อื่นรบกวน โม๋เอ๋อร์จึงกลับมาหมกมุ่นต่อ ดวงตากลมโตฉ่ำวาวราวหยดน้ำกระจ่างใสแฝงความร้อนแรงแห่งวสันต์ เมื่อจับจ้องไปที่เอวสอบของสามี เพื่อมองหาอาวุธร้ายแรงอีกทีอย่างใคร่รู้หนักหนา
เรียวคิ้วคมกระตุกวูบ ใบหูเริ่มแดงเรื่อ ใบหน้าหล่อเหลาแข็งกระด้างทันใด หมิงเฉิงพลันหมุนกายสูงสง่าเดินหนีอย่างเร็ว พลางคิดหาทางต่อกรกับพระชายาผู้น่าสงสัยในลำดับต่อไป
ห่างออกมาจากหมิงเฉิงและโม๋เอ๋อร์ ใต้ต้นไม้หนึ่งที่เบื้องล่างมีหินอ่อนทรงเหลี่ยมคล้ายตั่งสำหรับนั่งได้สองคนหยูเสวี่ยถือโอกาสพาร่างระหงอ่อนแรงมานั่งลงเพื่อรั้งรอโม๋เอ๋อร์ที่ถูกองค์รัชทายาทพาตัวไปร่มไม้ตรงนี้ช่วยให้นางหายเหนื่อยได้ไม่น้อย ใบหน้างามที่มีหยาดเหงื่อเกาะพราวได้รับการซับออกไปอย่างนุ่มนวลด้วยผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดสอ้าน พวงแก้มเนียนที่ซับสีเลือดจนแดงเปล่งปลั่งเริ่มกลับมาเป็นอมชมพูระเรื่อดวงเนตรงามคอยมองตามพระชายาไม่วางตา แผ่นหลังของนางตั้งตรง ฝ่ามือน้อยๆ วางเอาไว้ที่หน้าตักอย่างสำรวม ชายกระโปรงขยับเบาๆ พลิ้วไปตามสายลมหญิงสาวนั่งนิ่งท่าทางสุภาพเกินกิริยาสาวใช้อย่างลืมตัว ซึ่งอันที่จริงนางไม่ควรนั่ง แต่ด้วยความเหนื่อยจึงไม่ทันได้คิดอะไรหากกล่าวกันตามจริงแล้ว มองเพียงผิวเผิน ก็แค่สาวใช้แอบนั่งเพื่อหลบงานหนัก โทษก็แค่ถูกเจ้านายตำหนิ หรือสั่งให้ไปกวาดลานสามวัน ไม่นับว่าเป็นอะไรห่างออกไปไม่ไกล หมิงจินยืนมองหยูเสวี่ยอย่างอ้อยอิ่ง ดวงตาคมลอบสังเกตทุกปฏิกิริยาของนางอย่างเผลอไผลเขาเห็นนางคล้ายคุณหนูในห้องหอ กำลังนั่งรอคนสนิทไปวิ่งเล่นเพื่อเก็บดอกไม้มาฝากเสียมากกว่าหาใช่สาวใช้ผู้อู
ห่างออกมาจากคู่ชายหญิงประหนึ่งคู่ยวนยางที่ศาลาแปดเหลี่ยมริมบึง ...เรือนร่างระเหิดระหงในอาภรณ์สีชิง[1]หรูหรา ประดับประดาปิ่นทองระย้างดงาม กำลังนั่งชมทิวทัศน์อันร่มรื่นอยู่เงียบๆ นางคือพระสนมชิงเฟย เจ้าของวงหน้าสะคราญโฉมพิลาศล้ำ กิริยาดุจนางฟ้านางสวรรค์ แต่ภายในกลับซ่อนเขี้ยวเล็บอันแหลมคมเคลือบพิษร้ายเอาไว้ได้แนบเนียนเสมอมาสายตาคู่งามจับจ้องไปทางองค์รัชทายาทผู้หล่อเหลาและพระชายาผู้งดงาม นางมองอย่างไม่วางตา แฝงความเคียดแค้นชิงชังเต็มเปี่ยม ในใจครุ่นคิดเพียงว่าต้องการฆ่าฝ่ายชาย โค่นล้มตระกูลฝ่ายหญิงให้สิ้นชื่อ ด้วยเหตุผลบางประการ ที่นางเก็บเอาไว้มิได้บอกใครชิงเฟยผู้นี้มีนามว่า ชิงจิ้ง เป็นสตรีที่แอบหลงใหลในตัวหมิงเฉิงเมื่อแรกเห็นหลายครั้งหลายคราที่มีงานเลี้ยงในวังหลวง นางมีโอกาสติดตามบิดาที่เป็นขุนนางใหญ่มาร่วมตามสิทธิ์ ได้เจอหมิงเฉิงก็อยากจะแนบชิด สรรหาวิธีสารพัดอย่างใจกล้าบ้างทำทีบังเอิญเจอหน้า บ้างทำท่าอ่อนแอออดอ้อน กระทั่งงัดมารยายั่วยวนเข้าใส่ แม้แต่ยื่นไมตรีแบบตรงๆ อย่างเปิดเผยไร้ยางอายในที่ลับตา นางก็เคยทำมาแล้วแต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงแค่ความเฉยชา ห่างเหิน ไว้ท่าวางเ
ตำหนักฉีหยางกงอันเป็นที่ประทับของเจียงฮองเฮาหมิงเฉิงพาพระชายาของตนเดินเข้ามาอย่างสง่าผ่าเผย เบื้องหลังมีองครักษ์คนสนิทที่ได้รับสิทธิ์ให้เข้ามาได้เพียงหนึ่งคน ส่วนบ่าวไพร่คนอื่นๆ ที่ไม่สำคัญ ต้องถูกรั้งให้รอได้เพียงแค่ด้านนอกตำหนักเท่านั้นตามกฎของพระราชวังต้าหมิง หากเป็นอาณาเขตของเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง และยิ่งเป็นตำหนักส่วนพระองค์ของมารดาแห่งแผ่นดิน ทุกคนต้องอยู่ลานกว้าง ต้องยืนก้มหน้าอย่างสงบ ตากแดดแผดเผา ตากลมเหน็บหนาวห้ามเดินเพ่นพ่านและห้ามนั่งเด็ดขาด!โม๋เอ๋อร์เห็นหยูเสวี่ยถูกกันเอาไว้เช่นนั้นก็ให้นึกขัดเคืองยิ่งนัก ดวงหน้างามพลันบึ้งตึง ดวงตากลมโตถูกฉาบทับด้วยความเย็นเยียบทันที กิริยาน่ารักสดใสพลันอึมครึมทันใดหญิงสาวจึงเอ่ยเสียงเครียดไปทางหมิงเฉิง “คนสนิทของท่านเข้ามาได้ แล้วเหตุใดคนของข้าจึงเข้ามามิได้”สรรพนามที่ใช้เรียกสามีของภรรยาเปลี่ยนไปจนสิ้น เหลือเพียงความห่างเหิน เย็นชา น้ำเสียงเจือโทสะที่เผยออกมาเช่นนั้น ทำเอาหมิงเฉิงกับหมิงจินต้องลอบพิจารณาพร้อมกัน เห็นใบหน้างามแสดงออกว่าไม่พอใจเป็นอย่างมาก นี่คือเรื่องร้ายแรงยิ่ง ก็ให้นึกแปลกใจโม๋เอ๋อร์แค่นเสียงคำหนึ่ง กล่าวด้วยสีหน
เวลาต่อมา ...พิธีการคำนับองค์ฮองเฮาตามจารีตประเพณีดำเนินไปอย่างถูกต้องทุกสิ่งกิริยาของโม๋เอ๋อร์ล้วนหมดจดงดงาม สูงส่งแต่นุ่มนวล ปราศจากการถือตัวเย่อหยิ่งใดๆ จริตมารยาทไร้ที่ติ กอปรกับดวงตากลมโตกระจ่างใส รอยยิ้มจริงใจ การพูดคุยเป็นธรรมชาติไร้การเสแสร้งแกล้งทำ ยังผลให้เจียงฮองเฮานึกเอ็นดูไม่น้อยแต่กระนั้น ด้วยประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาล้วนบอกนางได้ว่าพระชายาตรงหน้าเพียงกระทำไปตามหน้าที่ ไม่ว่าใครจักเป็นสามีหรือแม่สามี สตรีนางน้อยผู้นี้ย่อมทำได้ดีไม่ยากเย็นยิ่งได้พินิจดวงตาเจิดจรัสคู่นั้น ยิ่งได้ประจักษ์ถึงความรักความหลงใหลที่ควรมีต่อองค์รัชทายาท ล้วนไม่ปรากฏในดวงเนตรงามแต่อย่างใดเจียงฮองเฮาจ้องนิ่งที่พระชายาเอกของโอรสอย่างลึกล้ำ สีพระพักตร์นิ่งสงบไม่เปิดเผยความนัยใดๆเจียงเฟิ่งผู้นี้เดิมทีเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่โต ต้นตระกูลเรืองอำนาจนับร้อยปี ค้ำชูราชสำนักทุกสมัยมาช้านานนางคือตัวเลือกว่าจักต้องเป็นพระมารดาแห่งแผ่นดินตั้งแต่ถือกำเนิดลืมตาไม่ว่าใครในรัชสมัยนี้ได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้ นางย่อมเป็นฮองเฮาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงถึงแม้นางจะครอบครองตำแหน่งสูงส่ง อำนาจมากล้น ผู้คนห้อมล้อมเอาใจมาตั้งแต่เ
หลังจากร่วมเสวนากับบุตรชายและลูกสะใภ้พอควร เจียงฮองเฮาจึงรับสั่งมอบของกำนัลมากมายแก่พระชายาโหวตามธรรมเนียมปฏิบัติ ทั้งยังทรงอนุญาตให้เข้าไปยังตำหนักชั้นในเพื่อเลือกเฟ้นสิ่งล้ำค่าด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นภาพวาดขนาดใหญ่ เสื้อผ้าแพรพรรณมากมาย รวมถึงเครื่องประดับงดงามหายากทั้งหลายโม๋เอ๋อร์คลี่ยิ้มสว่างจ้า ดวงตาวาวใสดุจวารี นางยินดีรับมอบทุกสิ่งไม่คิดปฏิเสธ รีบลุกออกจากเก้าอี้ทันที ไร้ซึ่งเยื่อใยต่อชายข้างกายทันใด ทุกสิ่งล้วนน่าสนใจยิ่งกว่าสามีหนักหนาหมิงเฉิงเห็นเช่นนั้น เรียวคิ้วพลันขมวด ใบหน้าเริ่มบึ้งตึง นึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมา เพราะนางผู้สร้างความว่างเปล่าด้านข้างให้เขา กำลังสนใจทุกสิ่งยกเว้นเขาภายในห้องชั้นใน ...ชั่วจังหวะที่โม๋เอ๋อร์กำลังพาหยูเสวี่ยเดินชมสมบัติมากมายอย่างแช่มชื่น ดวงตากลมโตพลันเหลือบไปเห็นสวนพฤกษาทางฝั่งหนึ่งของตำหนักหญิงสาวนึกชอบมาก จึงเดินมาขออนุญาตเจียงฮองเฮาด้วยตนเอง หลังจากได้รับรอยยิ้มใจดีเป็นเชิงยินยอม โม๋เอ๋อร์ก็จับจูงมือหยูเสวี่ยให้เดินไปทางนั้นทันที สตรีทั้งสองจึงเดินเล่นในสวนหลังตำหนักที่รอบด้านมีภูเขาจำลอง น้ำตกขนาดเล็ก ที่ให้ความรู้สึกคล้ายป่าใหญ่ถูกทำใ
ตะวันเปลี่ยนทิศ แสงแดดอ่อนจาง บ่งบอกเวลาล่วงเข้ายามเย็นหมิงเฉิงจึงเอ่ยชักนำโม๋เอ๋อร์ให้ทูลลาเจียงฮองเฮา โดยที่ตัวเขากับองครักษ์คนสนิทเดินล่วงหน้าไปก่อน ไม่คิดรั้งรอพระชายา เพราะว่าไม่ต้องการนั่งรถม้าคันเดียวกันให้ใจสั่นเหมือนช่วงก่อนหน้า รัชทายาทหนุ่มทำตัวเหินห่างพระชายาในอีกครา เย็นชามากว่าเดิมหลายส่วน บนใบหน้าหล่อเหลาเคร่งขรึมแขวนความเคร่งเครียดชัดเจน คล้ายกำลังสับสนในบางสิ่งผสานการสะกดกลั้นทุกห้วงความคิดและความต้องการในส่วนลึกของหัวใจอย่างยากลำบากหมิงจินที่เดินเยื้องแผ่นหลังหมิงเฉิงถึงกับต้องหรี่ตามอง เมื่อรับรู้ได้ถึงอารมณ์ขุ่นมัวที่เข้มข้นมากกว่าทุกวันอันที่จริง ตัวตนของหมิงเฉิงก็มักจะเย็นชาต่อทุกสรรพสิ่งอยู่แล้ว หากแต่ครานี้ เสมือนว่าเขามิได้เย็นชาตามวิสัย หากแต่กำลังกดข่มอารมณ์พลุ่งพล่านของตนเองด้วยการนำความเย็นชามาใส่ หมายปิดบังอำพรางความต้องการที่แท้จริงเสียมากกว่า ซึ่งหมิงจินไม่แน่ใจว่าพี่ชายเป็นอะไรเมื่อแผ่นหลังกว้างใหญ่ในอาภรณ์สีดำทะมึนของบุรุษสองคนเดินย่ำเท้าหายไปอย่างรวดเร็ว กระทั่งองครักษ์ติดตามคนอื่นๆ ยังแทบเดินตามไม่ทันโม๋เอ๋อร์ก็ได้นั่งรถม้าส่วนพระองค์เพียงคนเด
หมิงเหอนั้น ถึงแม้ว่าจะมีชายาแล้วหลายคน แต่ด้วยนิสัยเจ้าชู้เจ้าสำราญเป็นทุนเดิม จึงคิดจะเข้าไปเกี้ยวพาสตรีในครรลองสายตาในทันที ทว่ากลับถูกเว่ยหลุนที่พึงใจเช่นกันพลันเอ่ยปากห้ามเอาไว้อย่างมีชั้นเชิงว่า“ทูลองค์ชาย กระหม่อมคิดว่า เทศกาลล่าสัตว์ที่ใกล้จะถึงนี้ หากองค์ชายได้รับหน้าที่จัดสรร ไม่แน่ว่าอาจจะมีผลงานโดดเด่นต้องพระทัยฝ่าบาทนะพะย่ะค่ะ และมิใช่ว่าองค์ชายใหญ่ก็กำลังคิดการณ์เช่นเดียวกัน องค์ชายไม่ทรงคิดว่าควรเข้าเฝ้าทันทีเพื่อตัดหน้าหรือพะย่ะค่ะ”เมื่อหมิงเหอได้ยินเช่นนั้นพลันอึ้งไป เขาขมวดคิ้วกล่าวเสียงเข้ม สายตาคมยังคงจับจ้องไปที่โม๋เอ๋อร์ แต่ปากกลับบ่นพึมพำว่า “หึ! มิใช่ว่าเจ้าก็พึงใจนางเช่นกันหรอกหรือ เว่ยหลุน! อย่าแม้แต่จะคิดแย่งสตรีที่ข้าหมายตาเชียว”นับว่าเป็นการคุยเรื่องการเมืองได้เคร่งเครียดยิ่งเว่ยหลุนรีบทำสีหน้าขึงขังเคร่งขรึมยามเอ่ย“กระหม่อมมีคู่หมั้นแล้ว ไหนเลยจักกล้าทำตัวออกนอกลู่นอกทางเล่าพ่ะย่ะค่ะ”หมิงเหอหันมามองอย่างเหยียดหยัน ไม่เชื่อคำอีกฝ่ายแม้แต่น้อยจังหวะนั้น พลันมีทหารผู้หนึ่งเดินขึงขังเข้ามา แล้วแจ้งว่า“ทูลองค์ชายรอง องค์ชายใหญ่กำลังเดินทางไปเข้าเฝ้าฝ่า
ถึงแม้จะเป็นการปฏิเสธไร้ซึ่งเยื่อใย ทว่ายามนี้เว่ยหลุนคล้ายกับวิญญาณหลุดลอยจากร่างไปแล้ว เมื่อได้เห็นรอยยิ้มและสำเนียงคำเอ่ยที่ไพเราะเสนาะโสตยิ่งลืมตัวเผลอไผล เขาทำได้เพียงมองเหม่อสตรีตรงหน้า พูดจาไม่ออกสักคำ ทว่าฝ่ามือกลับว่องไว กลายร่างเป็นโจรเด็ดบุปผา เขาก้าวขึ้นหน้า เกือบประชิดคนงาม แล้วเอื้อมมือไปจับชายเสื้อสีแดงของอีกฝ่ายเอาไว้อย่างแม่นยำ รุกล้ำกันอย่างเหิมเกริม ไม่มีเก็บข่มอันใดทว่าชั่วอึดใจ ...พลันรับรู้ได้ถึงพลังเย็นปริศนาสายหนึ่ง ซึ่งทำให้ลำตัวของเขาชาวาบ ก่อนจะค่อยๆ ปวดหนึบจนมืออ่อน ชายอาภรณ์ของสตรีที่จับเอาไว้พลันหลุดออกไปเมื่อใดมิอาจทราบ ลำตัวหนาใหญ่พลันแข็งกระด้างชะงักเกร็ง ประหนึ่งถูกแช่แข็งและตรึงด้วยโซ่เหล็กที่มองไม่เห็นเว่ยหลุนยืนนิ่งแข็งค้างอยู่เช่นนั้น ทำอันใดมิได้มากไปกว่ากลายร่างเป็นรูปปั้นในบัดดลเดิมทีเว่ยหลุนผู้นี้เป็นแม่ทัพหนุ่มผู้กร้าวแกร่ง ไม่เคยหวั่นต่อสมรภูมิรบใดหากแต่น่าเสียดายที่บังเอิญได้มาพบสตรีเช่นโม๋เอ๋อร์แม้หัวใจมักแพ้พ่ายให้แก่สตรีงดงามอยู่บ่อยๆ แต่ก็ไม่เคยละหลวมถึงเพียงนี้ แต่ยามนี้คล้ายกับว่าเขาเป็นเอามาก จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลยทีเดี
สายลมพัดพลิ้วเข้ามาทางริมหน้าต่าง ความมืดสลัวรางยามราตรีกาล มีเพียงแสงเทียนอ่อนจาง ส่องกระทบใบหน้าบุรุษ เผยให้เห็นสีหน้าเย็นชา ท่วงท่าเคร่งขรึม ทว่าสายตากลับมีประกายความหวังวาบผ่าน มันสะท้อนความแวววาวราวกับเจอเรื่องตื่นเต้นบางประการหมิงเฉิงให้รู้สึกยินดี มิได้มีความตื่นตกใจอันใด ปากออกคำสั่งอีกครั้งว่า “เจ้ารีบวางแผนเดินหมากเลย”หมิงจินยกยิ้มมุมปาก “พี่สามอาจไม่รู้ ข้ามีคู่คิดดีเยี่ยม และวางหมากเอาไว้แล้ว ขอเพียงท่านช่วยอีกแรง”หมิงเฉิงพยักหน้าน้อยๆ อย่างพึงพอใจแล้วเอ่ยอีกครา “เช่นนั้น ฤดูล่าสัตว์ปีนี้ เสด็จแม่มิได้ไปด้วย เจ้าก็อยู่เสียที่นี่ ดูแลเสด็จแม่ก็พอ แล้วตามสืบเรื่องของนางต่อ รอข้ากลับมา” หมิงจินได้ยินเช่นนั้นจึงรีบเอ่ยว่า “ย่อมดี พี่สามโปรดวางใจ ระหว่างที่ท่านเดินทางไกล ตัวข้าจะเร่งจัดการให้ทางนี้” สองพี่น้องมักเป็นเหมือนเช่นทุกครั้ง พวกเขามักรู้ใจกันเหนือสิ่งใด ประโยคเพียงสั้นๆ ง่ายๆ ล้วนกระจ่างแจ้งแค่มองตาอันที่จริง ว่าที่จักรพรรดิหนุ่มในคราบองครักษ์คนสนิทลอบพินิจทุกคนจนเห็นแจ้งแล้ว เพียงแต่ว่ายังคงไม่แน่ใจในอะไรหลายๆ อย่าง ทว่าบัดนี้ ความมั่นใจพลันเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากใครบางคนเจออาหารหลากหลาย สีสันสวยงามบนโต๊ะในห้องอาหาร แล้วกินอย่างแช่มชื่นรื่นรมย์จนลืมตัวเขาที่เป็นสามีหมิงเฉิงก็ได้แต่พ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิดขึ้นมาอีกครา หากแต่กลับทำอันใดมิได้ นอกจากปล่อยเลยตามเลย ยอมให้ชายาอยู่กับเสด็จแม่ไปก่อนชายหนุ่มสะบัดชายผ้าสีดำเนื้อดีเสียงดังพึ่บ เกิดกระแสลมเย็นจัดสายหนึ่ง ที่แสดงถึงอารมณ์ร้อนรุ่มเดือดดาล แล้วเดินจากมาอย่างไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก ไม่นาน...ก็กลับมาถึงตำหนักบูรพา แล้วเรียกหาองครักษ์คนสนิททันทีหลังจากหมิงจินเดินเข้ามายังห้องชั้นสองด้านในซึ่งปราศจากผู้ใดและห่างไกลพื้นดิน หมิงเฉิงที่ยืนรออยู่แล้วตรงริมหน้าต่างบานเดิม เพียงปรายหางตาคู่คมมองนิ่ง แล้วเอ่ยเนิบช้า“ข้าอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับชายาโหวทั้งหมดตั้งแต่นางเกิดและเติบโตมา”ไม่มีอ้อมค้อม ไม่มีผ่อนปรน และใจร้อนยิ่งยามหมิงเฉิงต้องการสิ่งใด หากมิใช่เข่นฆ่าล่าสังหารศัตรูหรือล้างผลาญเมืองใด ก็มักจะเอ่ยปากตามตรงกับหมิงจินเช่นนี้การสืบข่าวและวิเคราะห์เจาะลึกอย่างฉลาดปราดเปรื่องย่อมเป็นหมิงจินเท่านั้นที่เขาไว้ใจ โดยเฉพาะเรื่องนี้เรื่องที่ลึกลับซับซ้อนซ่อนเล่ห์แสนกลอันอาจจะถึงขั้นทำให้ใครบ
กลางโถงห้องหนังสือสุรเสียงเรียบเรื่อยเปรยขึ้นว่า “ปีนี้อากาศหนาวเย็นยิ่งนัก เปิ่นกงมิใคร่ชมชอบน้ำแข็งค้างในป่าใหญ่ เกรงจะป่วยไข้คล้ายอุปสรรคต่อประเพณี มิสู้ให้ฝ่าบาททรงพระราชทานอนุญาตให้สนมคนโปรดติดตาม”ประโยคบอกปัดการร่วมขบวนล่าสัตว์แห่งราชอาณาจักรครานี้ ขันทีผู้นำพระราชสาสน์ทำได้เพียงก้มหน้านอบน้อมรับคำเจียงฮองเฮาตรัสอีกเล็กน้อยว่า “กำหนดการทั้งหลาย เปิ่นกงรับรู้แล้ว ฝากกราบทูลฝ่าบาท อย่าทรงงานหนักมากนัก ถนอมพระวรกายด้วย”อันที่จริง เจียงเฟิ่งมักจะร่วมประเพณีกับหมิงเฮ่าไถโซ่วทุกครั้งไม่เคยขาด เพราะพระสวามีต้องการเช่นนั้น ทว่าครั้งนี้ยังมีเรื่องให้ทำ จึงจำต้องรั้งอยู่ที่วัง เผื่อว่าหมิงจินมีแผนการหนุนหลังอันใดเพื่อหมิงเฉิง พระนางจักได้คอยช่วยเหลืออีกแรงหลังจากขันทียอบกายทูลลา สวี่กูกูก็เดินนำหน้าไปส่งอีกฝ่ายที่หน้าห้องหนังสือตามมารยาท จากนั้นยืนคุยกันตามประสาเล็กน้อย ยื่นถุงเงินให้เพื่อแสดงสินน้ำใจ เหลือเจียงฮองเฮาประทับนั่งอยู่ที่โต๊ะกลางโถง สายพระเนตรพลันเหลือบมองไปที่มุมห้อง เห็นผ้าม่านทิ้งตัวปิดลงมา ได้ยินเสียงดังกุกกักอยู่ด้านใน คล้ายคนทะเลาะกันมารดาแห่งแผ่นดินลุกขึ้นทันใด น
โม๋เอ๋อร์ยิ่งแตกตื่น ดวงตายิ่งเบิกกว้าง สีดำขลับวูบไหวเป็นสีเขียวมรกตเปล่งประกายวูบวาบ ก่อนจะกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็วแน่นอนว่าหมิงเฉิงมองทัน และนี่คือเป้าหมายในการบังคับจูบนางชายหนุ่มให้รู้สึกพึงพอใจ เสริมความมั่นใจอันดื้อรั้นก่อนหน้าได้ดียิ่งฝ่ามือหนาข้างหนึ่งยิ่งรัดรึงที่เอวนาง ฝ่ามืออีกข้างค่อยๆ เลื่อนจากแผ่นหลังบอบบางขึ้นมาที่ท้ายทอย แล้วจับประคองศีรษะน้อยๆ ให้ตรึงแน่นผินตามใบหน้าเขายามเรียวปากหยอกเย้าและเรียวลิ้นแทรกซึมล่วงล้ำชิมรสหวานฉ่ำ ดวงตาคู่คมยังจับจ้องที่ดวงเนตรคู่งามหมิงเฉิงเห็นสีเขียวตัดสีดำขลับไม่หยุด มุมปากพลันแย้มยิ้มแม้กำลังจุมพิตร้อนเร่าเขย่าหัวใจโม๋เอ๋อร์ในยามนี้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุใดสามีของนาง จู่ๆ ก็ดึงรั้งนางมามุมตู้ แล้วดูดกลืนริมฝีปากกันเช่นนี้ทั้งความอุ่นร้อนจากวงแขน ฝ่ามือร้อนผ่าวที่ท้ายทอย และความรู้สึกนุ่มร้อนที่ริมฝีปาก ล้วนสร้างความรู้สึกแปลกประหลาดอย่างรุนแรง หญิงสาวทำได้เพียงนิ่งงัน หายใจไม่ทันเพราะถูกช่วงชิงที่มุมอับข้างชั้นหนังสือ ร่างหนาตรึงร่างบางแนบแน่น กลีบปากร้อนชื้นขมเม้มกลีบปากอ่อนนุ่มอยู่อย่างนั้นครู่ใหญ่ ละเลียดชิมนางอย่างย่า
นอกหน้าต่าง รอบด้านเงียบสงบ สายลมอ่อนโชยพัดพลิ้วเข้ามา พากลิ่นไอน้ำผสานดอกบัวเข้าหา ให้สดชื่นรื่นรม ช่างเหมาะสมแก่การสร้างอารมณ์วาดภาพยิ่งทว่าหมิงเฉิงหาได้มีอารมณ์สุนทรีพร้อมร่างภาพวาดลวดลายอันใดใส่กระดาษไม่ ด้วยในใจยังคำนึงถึงนางกำนัลผู้นั้น ที่บังอาจมีนัยน์ตาสีเขียวเหมือนใครบางคน!สายตาคมปลาบลอบพินิจชายาที่ยืนฝนหมึกอยู่ด้านข้าง ดวงหน้าสะคราญโฉมมีดวงตากลมโตอันน่าสงสัย เพื่อความสบายใจเขาควรจักพิสูจน์นางให้มากเข้าไว้หมิงเฉิงพลันหรี่ตา นึกถึงเรื่องราวบางประการดวงตาสีเขียววูบไหวที่เห็นเพียงแวบหนึ่งแต่มากกว่าถึงสามครั้ง ทั้งกลิ่นอายเย็นฉ่ำที่สัมผัสได้ยามโอบกอด ให้รู้สึกดีอย่างประหลาด และยังคุ้นเคยอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ ทั้งๆ ที่นางเป็นถึงคุณหนูในห้องหอ ไม่เคยย่างกรายออกนอกจวนไปที่ใด ไม่มีทางที่นางจะเคยปรากฏกายในป่าใหญ่หากแต่ไม่รู้เพราะเหตุใด เขาถึงอยากเชื่อให้สนิทใจแน่งน้อยในวันวาน บางทีอาจจะเป็นนาง...หมิงเฉิงยิ่งคิดยิ่งรุ่มร้อน ความรู้สึกไม่ยินยอมกำลังเกิดขึ้นอย่างดื้อรั้นเขาจักให้หมิงจินไปสืบเรื่องนี้ให้รู้แจ้ง ว่าสกุลโหวเล่นกลซ่อนเล่ห์อันใดหรือไม่ ทว่ายามนี้ขอเรียกความมั่นใจส
พระชายาน่ารักน่าชังถึงเพียงนี้ แล้วอีกฝ่ายจักเย็นชาไปเพื่ออันใดเจียงเฟิ่งให้รู้สึกหงุดหงิดยิ่ง!ลืมไปแล้วจริงๆ ว่าธิดาสกุลโหวคือสมบัติล้ำค่า จักต้องถนอมเอาไว้จนกว่าบุตรชายคนใดคนหนึ่งได้ขึ้นครองราชย์อันว่าสตรีงามพิลาศปานล่มเมืองล่มแคว้น เป็นนางมารยั่วยวน กระทั่งผู้จับจ้องคล้ายถูกดึงดูดตกบ่วงเสน่หาอันเหลือร้าย จักเป็นใครไปมิได้ นอกจากสตรีนามว่า โม๋เอ๋อร์กระทั่งเจียงฮองเฮายังหลงใหลเข้าให้แล้วแบบเต็มขั้นโม๋เอ๋อร์นั้น ใครเห็นก็ต้องตกหลุมรัก แม้แต่สตรีด้วยกัน!สุรเสียงเย็นเยียบจึงตรัสไปทางสวี่กูกูที่ยืนอยู่ไม่ห่าง“ให้คนไปเชิญองค์รัชทายาทเข้ามาในห้องหนังสือ”“เพคะ”เสียงตอบรับนอบน้อมเกิดขึ้นจากนางกำนัลคนสนิท เพียงครู่ขันทีผู้น้อยหน้าห้องก็ถูกสั่งให้ไปแจ้งแก่หมิงเฉิงชั่วอึดใจเท่านั้น ร่างสูงสง่าก็มาปรากฏอยู่ภายในห้องหนังสือชายหนุ่มเหลือบดวงตาคมปลาบมองพระชายาแวบหนึ่ง แล้วไม่สนใจอีก เย็นชาที่สุดโม๋เอ๋อร์ที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะของเจียงฮองเฮาพลันเลิกคิ้วฉงน กะพริบตางุนงง เมื่อเห็นสามีเครียดขรึมสีหน้าเย็นเยียบปานนั้นเจียงฮองเฮากรีดเรียวนิ้วม้วนกระดาษคำกลอนหวานล้ำของโม๋เอ๋อร์อย่างทะนุถนอม แล้วว
ใกล้ยามเที่ยงวัน นภากว้างไร้หมู่เมฆลอยเคลื่อน ตะวันฉายจึงแผดแสงแรงกล้าหมิงเฉิงจึงเปรยกับเจียงฮองเฮาว่าควรกลับตำหนักส่วนพระองค์ เพื่อพักผ่อนถนอมพระวรกาย เขาจะได้พาใครบางคนกลับวังบูรพาเสียทีทว่าผู้ถูกห่วงใยเกรงว่าจะเหน็ดเหนื่อยเกินไปเพียงต้องการอยู่กับลูกชายอีกสักหน่อยและยามนี้ ก็ให้รู้สึกอยากมีลูกสาวสักคนเจียงเฟิ่งกำลังชื่นชอบการสนทนากับโม๋เอ๋อร์ยิ่งนัก ดวงตากลมโตพิสุทธิ์สดใส กอปรกับกิริยาน่ารักไร้เดียงสา แม้แต่สตรีด้วยกันที่ได้ชื่อว่าเย็นชาเหลือเกิน ยังหัวใจละลาย คล้ายกับได้สายน้ำเย็นฉ่ำของอีกฝ่ายรินรดจนชุ่มชื่นโพรงอก“วันนี้ อยู่ร่วมโต๊ะอาหารกลางวันเป็นเพื่อนแม่ก่อนเถิด” สุรเสียงนุ่มนวลตรัสอย่างเป็นกันเองกับคนงามด้านซ้ายที่ประคองมือกันไปตามทางเดินกลางอุทยาน“ย่อมเป็นเช่นนั้นเพคะ” โม๋เอ๋อร์มีหรือจะปฏิเสธอาหารเลิศรส นางรีบตอบรับเสียงใส “หากเสด็จแม่มิได้ชักชวน เกรงว่าหม่อมฉันจะเป็นฝ่ายเสียมารยาทเอ่ยปากขอร้องเสียแล้ว”เจ้าแห่งวังหลังถึงกับแย้มสรวล “เจ้านี่นะ!”รอยยิ้มสว่างจ้ายังคงประดับใบหน้าเรียวเล็กจนผู้จ้องมองรู้สึกแสบตาไปหมด ดวงตาคู่คมของหมิงเฉิงเข้มลึกสุดจะหยั่ง ทั้งยังรู้สึกไม
ภายในศาลาริมบึงขนาดใหญ่ การสนทนาระหว่างสตรีดำเนินอีกเพียงครู่ชิงเฟยจึงกล่าวลาแล้วล่าถอยออกไป พร้อมธิดาตัวน้อยและนางกำนัลคนสนิทร่างสูงของหมิงเฉิงยังคงถูกตรึงนิ่งขึงอยู่กับที่ ไร้ซึ่งผู้ใดสังเกตเห็น มีเพียงตัวเขาเท่านั้นที่รู้เขาเห็นนางกำนัลคนสนิทที่มากับชิงเฟยมีนัยน์ตาสีเขียว และมิใช่เพียงชั่ววูบเดียว ทว่าหลายชั่วลมหายใจเลยก็ว่าได้สตรีนางนี้มีใบหน้าเรียวยาว ผิวขาวราวหิมะ ถึงแม้จะอยู่ในชุดสีครามอ่อนจางของตำแหน่งนางกำนัล หากแต่กลับสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบกดข่มผู้คน นางพยายามหลุบตาหลบเลี่ยง หากแต่เขาก็ยังมองได้ทันท่วงที และเห็นชัดเจนดินแดนทั้งสามภพภูมินั้น มีสวรรค์และนรกแยกกันมิอาจบรรจบ เหล่าทวยเทพและปีศาจต่างก็แยกกันอยู่มิอาจค้นพบมีเพียงภพมนุษย์เท่านั้น ที่เหล่าภูตผีและปีศาจร้ายต่างเผ่าพันธุ์ อาศัยอยู่แบบแทรกซึมทั่วไปหมดมนุษย์หรือสรรพสัตว์ ที่ต้องการละทางโลกเพื่อเป็นเซียน บำเพ็ญเพียรบารมีจนถึงขั้นได้เป็นเซียนก็ยังอาศัยอยู่ในภพนี้มนุษย์หรือสรรพสัตว์ที่มีจิตใจใฝ่อกุศล บำเพ็ญเพียรเพื่อมีพลังที่ชั่วร้ายจนกลายเป็นมาร แม้กระทั่งเทพหรือเซียน ถ้ามีจิตใจชั่วร้ายก็กลายเป็นมาร พวกนี้ก็อยู่
ยามทิวาตะวันเคลื่อนแสงแดดกล้า ขบวนเสด็จของเจียงฮองเฮาจึงเลือกที่จะเดินไปนั่งจิบชาในศาลากลางสวนบุปผชาติ รอบด้านล้วนงดงาม เบื้องหน้าคือบึงบัวหลากสีที่โต๊ะกลมกลางศาลา โม๋เอ๋อร์ดูแลรินน้ำชาให้แม่สามีอย่างนอบน้อม เจียงเฟิ่งรับการปรนนิบัติจากลูกสะใภ้อย่างยินดี สตรีทั้งสองแย้มยิ้มให้กันอย่างชื่นมื่นเปี่ยมไมตรีในขณะที่หมิงเฉิงยืนเอามือไพล่หลังอยู่นิ่งๆ ที่ริมศาลาด้านบึงบัว ทำตัวเป็นบุตรชายที่ดีและสามีผู้ใจเย็นรอคอยภรรยากินขนมจิบชาอย่างอดทนที่ด้านนอกศาลา ถัดจากกลุ่มนางกำนัลและขันทีที่ยืนเรียงรายอย่างสงบเพื่อรอรับใช้ มีเสียงอ้อแอ้ของเด็กน้อยดังขึ้น เสียงนั้นเรียกสายตาของคนในศาลาได้ทันทีเมื่อทุกคนในศาลาหันไปมองทางต้นเสียง จึงได้เห็นเป็นสตรีงดงามนางหนึ่งในอาภรณ์สีชิงพลิ้วไหวประดับปิ่นหรูหรา แต่งหน้าสีหวาน ใบหน้าโฉมสะคราญแขวนรอยยิ้มละมุนตา ท่าทางเรียบร้อยอ่อนหวานนอบน้อมถ่อมตนเป็นอย่างมากนางเดินนวยนาดแช่มช้ามาทางศาลา พร้อมนางกำนัลคนสนิทที่อุ้มเด็กน้อยน่ารักไม่ห่างกายนางคือพระสนมชิงเฟย นามชิงจิ้งชิงเฟยผู้นี้ เดิมทีเป็นคุณหนูผู้โดดเด่นที่สุดแห่งสกุลชิง และมักจะเข้าร่วมงานวังหลวงทุกครั้งไม่เคยข