จ่านเหยียนยกริมฝีปากยิ้มอย่างเย็นชา เดินไปอยู่ข้างกายหยวนผินที่คุกเข่าอยู่บนพื้นไม่กล้าลุกขึ้นมา ก่อนจะดึงนางให้ลุกขึ้น จากนั้นก็มองบรรดาสนมรอบ ๆ แล้วพูดว่า “แม้ว่าข้าไม่ได้เดินเล่นในวังหลัง แต่พวกเจ้าแต่ละคนทำอะไร ข้าล้วนรู้ดี อย่าคิดว่าทำเรื่องสกปรกลับหลังแล้วจะไม่มีผู้ใดรู้นะ หากเป็นเรื่องเล็กเรื่องน้อย ข้าไม่สนใจพวกเจ้าอย่างแน่นอน แต่โหดร้ายจนถึงขั้นทำให้คนแท้งลูก ถึงขนาดที่ใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น ข้าไม่อาจไม่ยุ่งเกี่ยวได้”ภายใต้สายตาเคร่งขรึมของนาง บรรดาสนมก้มหน้าลงโดยไม่รู้ตัว ในใจลอบรู้สึกประหลาดใจ คิดไม่ถึงว่าไทเฮาที่ไม่เคยออกมาผู้นี้จะมีมาดเช่นนี้ด้วย?จ่านเหยียนหยุดชะงักไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อว่า “พวกเจ้าคิดว่าหมอหลวงหรี่ตายอย่างไม่เป็นธรรมมากใช่หรือไม่? ข้าจะบอกพวกเจ้าว่า เขาไม่ได้ถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมเลยสักนิดเดียว เขาตายไปอย่างสบายเช่นนี้ได้ก็เป็นวาสนาของเขาแล้ว เขาทำเรื่องอะไรเอาไว้ ข้ารู้ดีทั้งหมด” นางเบนสายตากลับไปที่ใบหน้าของฮองเฮา “ฮองเฮา เจ้าว่าใช่หรือไม่?”ฮองเฮาโดนสายตาของนางจับต้องจนรู้สึกขนลุกชัน นางยืดหลังตรงแล้วเอ่ยอย่างเย็นชาว่า “หม่อมฉันไม่ทราบว่าไทเฮ
ฮองเฮาสูดหายใจเย็นเยียบ นัยน์ตาที่เกรี้ยวกราดและตื่นตระหนกจับจ้องไปที่จ่านเหยียน “ท่านกล้าหรือ?”จ่านเหยียนแย้มยิ้ม นัยน์ตาเฉียบคม “เจ้าว่าอย่างไรเล่า?”“หลงจ่านเหยียน ท่านจะต่อต้านข้าสินะ!” ฮองเฮาโกรธจัด ร้อนใจจนพูดจาไม่ยั้งคิดเพียงแต่จากคำพูดของนางก็รู้ได้ว่าคนตระกูลถงไม่เคยเห็นจ่านเหยียนอยู่ในสายตาเลยจริง ๆ นางเป็นแค่คนที่ตายแทน ไม่ตายก็เป็นวาสนาใหญ่ของนางแล้ว แต่ไม่ใช่เจ้านายอย่างเด็ดขาด“อาซาน ถ่ายทอดคำสั่งข้า นำตัวฮองเฮาเข้าตำหนักเย็น หากมีคนฝ่าฝืนบัญชาของข้า...” สายตาของนางเคร่งขรึมขึ้นมา ก่อนจะค่อย ๆ หลุดพูดออกมาหนึ่งคำ “ฆ่า!”เมื่อครู่นี้อาซานสังหารหมอหลวงหลี่ก็ทำให้ผู้คนในที่แห่งนี้สั่นสะท้านแล้ว บัดนี้คนในวังเบิกตามองอาซานลากตัวฮองเฮาออกไป ไม่มีผู้กล้าขัดขวางเลย“เซิ่งหมู่ฮองไทเฮาเสด็จ!” มีคนถ่ายทอดคำสั่งด้านนอกตำหนัก จากนั้นก็มีเสียงฝีเท้ารีบเดินเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ ที่แท้ตอนที่ฮองเฮาโดยตบหน้าเมื่อครู่นี้ก็มีคนไปแจ้งถงไทเฮาแล้ว ถงไทเฮาได้ยินว่าหลงจ่านเหยียนตบฮองเฮาก็รีบมาทันทีภายใต้ความโกรธจัด เมื่อนางเห็นอาซานลากตัวฮองเฮาที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงหน้าตำหนักก็อดเดือดดาลไม่
จ่านเหยียนกวาดตามองทุกคน “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดข้าสั่งให้คนเรียกตัวชุนหัวมาแล้ว แต่นานถึงเพียงนี้ยังไม่มาเสียที?” “กราบทูลหมู่โฮ่วฮองไทเฮา มีคนไปเรียกแล้วเพคะ!” เซียวเซียว นางกำนัลผู้ดูแลตำหนักของฮองเฮารีบออกมาตอบเมื่อเซียวเซียวพูดจบก็รีบส่งสายตาให้นางกำนัลข้างกาย นางกำนัลผู้นั้นก็เป็นคนฉลาดหลักแหลมเช่นกัน เมื่อเห็นสายตาของเซียวเซียวก็มุดออกไปอย่างเงียบเชียบจ่านเหยียนทำเป็นมองไม่เห็น เพียงแต่ยิ้มอย่างเอ้อระเหยพลางพูดกับถงไทเฮาถงไทเฮาข่มกลั้นโทสะในใจ หนึ่งปีมานี้นางใช้ชีวิตอย่างอึดอัดใจมาก วังหลังแย่งชิงตำแหน่งกัน พระสนมตั้งครรภ์แต่สุดท้ายก็แท้งบุตรกันหมดบัดนี้ใต้เข่านางมีเพียงองค์ชายที่ประสูติจากฉินเฟยตอนที่อยู่ในจวนรัชทายาท แม้แต่ฮองเฮาก็ยังไม่มีบุตรดังนั้นการที่เหลียงกุ้ยเหรินแท้งบุตรในครั้งนี้ นางจึงโกรธเกรี้ยวจริง ๆ แล้วสั่งให้ฮองเฮาตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนเพียงแต่คิดไม่ถึงว่าเมื่อครู่นี้มาคนมารายงาน บอกว่าฮองเฮาจับตัวคนร้ายได้แล้ว แต่ถูกหลงจ่านเหยียนขัดขวาง หลงจ่านเหยียนยังกล้าสั่งคนตบหน้าฮองเฮาอีกด้วย ภายใต้ความเดือดดาล และนึกถึงเรื่องที่พระสนมทั้งหลายแท้งบุตรก่อนหน้
ถงไทเฮาโกรธสุดขีด “วังหลังจะเก็บสตรีอำมหิตเช่นเจ้าได้อย่างไร? ส่งนางไปยังตำหนักเย็นก่อนแล้วค่อยจัดการทีหลัง”ผู้คนได้ยินคำกล่าวต่างก็ลอบตกใจ ขั้นตอนถัดไปหลังจากที่ส่งเข้าตำหนักเย็น เกรงว่าคงมีแต่ได้รับพระราชทานผ้าแพรขาวแล้วเหลียงกุ้ยเหรินทรุดลงกับพื้น หน้าซีดเซียวไร้ชีวิตนางกำนัลดึงเหลียงกุ้ยเหรินลงไป หลังจากลากตัวออกไปแล้วก็พบว่าจุดที่นางเพิ่งทรุดตัวนั่งลงมีคราบน้ำอยู่หนึ่งแอ่ง เกรงว่าเมื่อครู่นี้คงจะตกใจกลัวจนปัสสาวะราดแล้ว ไม่มีผู้ใดในที่แห่งนี้หัวเราะเยาะนาง เนื่องจากจุดจบของนางก็น่าสลดมากพอแล้วถงไทเฮาจัดการลงโทษเหลียงกุ้ยเหรินแล้วก็เชยตาฝ้าฟางขึ้นมามองจ่านเหยียน “น้องหญิงว่าข้าจัดการเรื่องนี้เหมาะสมแล้วหรือไม่?” จ่านเหยียนแย้มยิ้มกล่าวว่า “ถงไทเฮาทรงจัดการได้อย่างเด็ดขาด ข้ารู้สึกถือนัก”“เมื่อครู่นี้ฮองเฮาถูกคนหลอกลวงไปชั่วขณะ ถึงได้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นหยวนผินเป็นตัวการที่ทำให้เหลียงกุ้ยเหรินแท้ง บัดนี้เรื่องราวกระจ่างแล้ว ไม่สู้น้องหญิงยอมประนีประนอมยุติเรื่องราว ลงโทษเล็กน้อยตักเตือนให้มากก็พอแล้ว” ถงไทเฮาไม่ลืมขอความเมตตาให้ฮองเฮาจ่านเหยียนเอ่ยอย่างเรียบนิ่งว่า “ข
หยวนผินเดินตามจ่านเหยียนกลับไปยังตำหนักหรูหลาน“คุกเข่าลง!” จ่านเหยียนเอ่ยอย่างเย็นชา หยวนผินเป็นคนเฉลียวฉลาดเช่นกัน เมื่อได้ยินจ่านเหยียนพูดเช่นนี้ก็รีบคุกเข่าลง “รับฟังคำสั่งสอนของหมู่โฮ่วฮองไทเฮาเพคะ!”“เจ้ารู้ความผิดหรือไม่?” จ่านเหยียนเอ่ยถามอย่างเย็นชาหยวนผินก้มศีรษะ “หม่อมฉันรู้ความผิดแล้วเพคะ!”“ดี ออกไปคุกเข่าหน้าตำหนักหรูหลานหนึ่งชั่วยาม หากไม่มีคำสั่งจากข้า ห้ามลุกขึ้นมา” จ่านเหยียนสั่งการ “คุณหนูใหญ่...” จิ้นหรูอึ้งไปกำลังอยากจะห้ามปราม แต่ถูกกัวอวี้ยื่นมือออกมาดึงรั้งไว้ กัวอวี้ส่ายศีรษะบ่งบอกให้นางไม่ต้องพูดอะไร“หม่อมฉันขอบพระทัยหมู่โฮ่วฮองไทเฮาที่ช่วยชีวิตเพคะ!” หยวนผินโขกศีรษะสามครั้ง เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็มีน้ำตาคลอเบ้า ก่อนจะถอยออกไปนางคุกเข่าอยู่ในตรอกยาวหน้าประตูตำหนักหรูหราน มีนางกำนัลชะโงกหน้าลอบมองอยู่ใต้ต้นไหวหลังจากที่หยวนผินออกไปแล้ว จิ้นหรูก็อดถามไม่ได้ว่า “คุณหนูใหญ่ เหตุใดต้องลงโทษหยวนผินด้วยเพคะ? นางก็เป็นผู้ถูกกระทำเหมือนกัน” กัวอวี้แย้มยิ้ม “คุณหนูใหญ่ปกป้องหยวนผินต่างหาก วันนี้คุณหนูใหญ่ออกหน้าแทนนาง เปิดโปงแผนการของฮองเฮา ฮองเฮาจัดการคุณ
“เหลียงกุ้ยเหรินน่าจะรู้คร่าว ๆ เช่นกัน แต่นางก็ต้องลองเสี่ยงดู เพราะไม่ว่าลูกของนางจะหลุดออกมาหรือไม่ ขอเพียงพิสูจน์ว่าหยวนผิดใส่ชะมดเช็ดไว้ในถุงหอม ทำให้ทารกในครรภ์ของนางไม่มั่นคง นางก็ต้องโดนเล่นงานเหมือนกัน” จ่านเหยียนกล่าว“แล้วหมอหลวงหลี่รู้ได้อย่างไรเพคะ?” จิ้นหรูเอ่ยถาม“เหลียงกุ้ยเหรินอยากลอบติดสินบนหมอหลวงเพื่อปิดบังฮองเฮา แต่หมอหลวงหลี่รับเงินของเหลียงกุ้ยเหรินแล้วกลับหักหลังเหลียงกุ้ยเหริน คนเช่นนี้ ต่อให้ตายร้อยครั้งก็ยังไม่สาสม” จ่านเหยียนเอ่ยอย่างเย็นชา “เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เพคะ!” จิ้นหรูพูดอย่างขุ่นเคือง ก่อนจะชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นนางก็เงยหน้ามองจ่านเหยียน “คุณหนูใหญ่รู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไรเพคะ?” จ่านเหยียนแย้มยิ้ม เล่นไข่มุกราตรีในมือ “ใต้หล้านี้ ขอเพียงข้าอยากรู้ก็ไม่มีเรื่องใดที่ข้าไม่อาจรู้ได้”เมื่อได้ยินคำพูดนี้ของนาง กัวอวี้กับจิ้นหรูก็สบตายิ้มให้กัน ดีเหลือเกิน ดูเหมือนว่าคุณหนูใหญ่กำลังจะลงมือโจมตีแล้ว“อันที่จริงคุณหนูใหญ่ไม่จำเป็นต้องช่วยหยวนผินเลย ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขมาเนิ่นนานถึงเพียงนี้ เหตุใดจู่ ๆ ถึงอยากไปหาเรื่องคนตระกูลถงเพคะ?” จิ้นหรูเอ่ยถา
ภายในตำหนักเฟยเฟิ่งถงไทเฮาถงยังไม่ได้จากไป นั่งอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือในท้องพระโรง เก้าอี้ตัวนี้เป็นเก้าอี้ที่จ่านเหยียนนั่งเมื่อครู่นี้นางโกรธจนสั่นไปทั้งตัว ใบหน้าที่เดิมทีหมองคล้ำยิ่งดูอึมครึมมากขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่นางจะส่งสายตาเย็นเยียบราวกับเกาทัณฑ์ไปหาฮองเฮา “เจ้าดูสิว่าเจ้าทำเรื่องอะไรลงไปบ้าง? เหตุใดที่หาเรื่องให้นังแพศยานั่นออกมาด้วย?”ฮองเฮาถูกหลงจ่านเหยียนทำลายเรื่องดี ๆ และถูกกักบริเวณ ในใจรู้สึกคับข้องใจมากแล้ว เมื่อเห็นถงไทเฮาตำหนินางอีกก็อดตาแดงไม่ได้เช่นกัน “ท่านป้า ใครจะคาดคิดนางจะร้ายกาจถึงเพียงนี้? เมื่อก่อนเห็นนางหลบอยู่ในตำหนักหรูหลานเหมือนกับกระต่าย ยังนึกว่าไม่มีความน่ากลัวเสียอีก” ความเคียดแค้นแล่นวาบขึ้นมาในดวงตาอึมครึมของถงไทเฮา “นางแย่งตำแหน่งของข้าไม่ว่า ตอนนี้ยังกล้ากำเริบเสิบสานเหนือหัวข้าอีก นางเห็นว่าคนตระกูลถงของเรารังแกง่ายจริง ๆ หรือไร?” “ท่านป้า ท่านว่าตอนนี้ควรทำอย่างไรดีเพคะ?” ฮองเฮาเอ่ยถามอย่างคับแค้นใจ “หรือว่าหม่อมฉันต้องโดนกักบริเวณสามเดือนเต็มจริง ๆ หรือเพคะ? “เจ้าก็นะ” ถงไทเฮากวาดมองนางแวบหนึ่ง “ก็ควรคิดทบทวนให้ดี ๆ หยวนผินได้รับโปรดป
ถงไทเฮาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามกัวเจียเสี่ยงว่า “รู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใดถึงถูกลงโทษให้คุกเข่า?”กัวเจียเสี่ยงตอบว่า “บ่าวไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ แต่ได้ยินนางกำนัลที่กวาดพื้นตรงหน้าประตูบอกว่าตอนที่หยวนผินบุกเข้าไปในตำหนักหรูหลาน ได้เห็นเรื่องที่ไม่ควรเห็นเข้า หมู่โฮ่วฮองไทเฮาเลยโกรธเกรี้ยวเพราะเหตุนี้พ่ะย่ะค่ะ”“เรื่องที่ไม่ควรเห็น?” ฮองเฮาเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “ตำหนักหรูหลานนี้มีเรื่องอะไรที่ไม่อาจให้คนเห็นได้?” นางกล่าวจบก็ส่งเสียงถุยทันที นึกถึงข่าวลือในวังก่อนหน้านี้ “คิดว่านางกำลังแอบนัดพบนักดนตรีผู้นั้นแล้วถูกหยวนผินเจอเข้า” ถงไทเฮาส่งเสียงอืม “หากเป็นเช่นนี้ เจ้าก็ไม่ต้องสิ้นเปลืองความคิดไปจัดการหยวนผินแล้ว นางเห็นเรื่องเสื่อมเสียของสตรีนางนั้นเข้า สตรีนางนั้นย่อมไม่ปล่อยนางเอาไว้แน่”นางชะงักไปครู่หนึ่งแล้วมองฮองเฮาอย่างตำหนิอีกครั้ง “ไม่ใช่ข้าจะว่าเจ้า แต่เจ้าใจแคบเกินไปแล้ว หยวนผินถือว่าเป็นคนว่านอนสอนง่าย เจ้ายังพุ่งเป้าไปที่นางเช่นนี้อีก มิน่าล่ะฝ่าบาทถึงไม่เสด็จมาหาเจ้า”ฮองเฮาเอ่ยอย่างไม่ยินยอมว่า “ฝ่าบาทไม่เสด็จมาก็เพราะโดนนังจิ้งจอกหยวนผินผู้นั้นล่อลวงจิตใจ หา
จ่านเหยียนมาเรียกพระอาจารย์เป่ากวงแต่เช้าตรู่ เพื่อมอบวิญญาณสัมภเวสีที่เก็บมาเมื่อคืนให้เขา แล้วให้เขาสวดมนต์ส่งไปเกิดพระอาจารย์เป่ากวงอมยิ้มแล้วกล่าว “ท่านเซียนใจกว้างมีเมตตา อาตมาขอบคุณท่านเซียนแทนพวกเขาด้วย”จ่านเหยียนโบกมือ กระดากเล็กน้อย “รับคำว่าใจกว้างมีเมตตาไม่ได้จริง ๆ หลวงจีนน้อย เจ้าสวดมนต์ส่งพวกเขาไปเกิดด้วยแล้วกัน บุญนี้เป็นของเจ้า อย่าได้จดอยู่บนตัวข้าผู้ชรา”“อาตมามิกล้ารับความชอบ เป็นหน้าที่อยู่แล้ว” พระอาจารย์เป่ากวงเอ่ยจ่านเหยียนมองเขาแล้วนึกถึงตอนที่อยู่ในยุคปัจจุบัน เคยได้ยินผู้บำเพ็ญเพียรกล่าว ผู้บำเพ็ญเพียรหรือผู้ออกบวชมิควรถามไถ่เรื่องทางโลก บำเพ็ญเพียรอย่างเดียวก็พอ ตอนนั้นนางฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจมาก พระพุทธองค์ทรงมีเมตตา โปรดสรรพชีวิต หรือว่าแค่พูดแต่ปาก?แต่... พระอาจารย์เป่ากวงมอบการอธิบายใหม่หมดกับนาง นางพึงพอใจมาก“หลวงจีนน้อย ได้ยินว่าผู้ออกบวชไม่สนใจเรื่องทางโลก มีเพียงการบำเพ็ญภาวนาจึงจะขายความสามารถในตัวกับครอบครัวจักรพรรดิได้ เหตุใดเจ้าจึงเข้าทางโลกยุ่งเรื่องกิเลสบนโลก?” จ่านเหยียนอดถามไม่ได้พระอาจารย์เป่ากวงยิ้มน้อย ๆ “อาตมาจำได้ว่าท่านเซีย
“นอน!” จ่านเหยียนถอดรองเท้าขึ้นเตียงแล้วคลุมโปงอาเสอก็เปิดประตูกลับห้องเช่นกัน นางเดินเท้าตลอดทาง ใบหน้าจึงแดงแจ๋ หัวใจเต้นตึกตัก ๆในหัวคิดถึงเมื่อครู่ตอนที่ไปหาคุณชายหวัง ดื่มกับเขาสองจอกก็เริ่มเมาแล้ว ทั้งยังลากนางไปสุขาด้วยกันอีกมนุษย์กับงูมีความแตกต่างกันมากนะ อาเสอคิดอย่างมึนเมา ใบหน้าแดงซ่านขึ้นมานางนอนพลิกตัวกระสับกระส่ายไม่หลับ ในหัวมักคิดถึงภาพในคืนนี้ผ่านไปครึ่งชั่วยาม นางจึงเข้าห้องของจ่านเหยียนและมุดขึ้นเตียง ก่อนจะเขย่าจ่านเหยียนให้ตื่น “คุณหนูใหญ่ ข้าอยากถามท่านหนึ่งเรื่อง!”จ่านเหยียนเตะขาออกไปแล้วพูดแบบงัวเงีย “ไสหัวไป!”อาเสอกลิ้งตัวลงมาจากเตียงดังตุบ จากนั้นก็ปีนขึ้นเตียงอีกแบบไม่ตายใจ “เฮ้อ ข้าเจอเรื่องใหญ่แล้ว ท่านต้องช่วยข้านะ”“พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน!” จ่านเหยียนหงุดหงิดสุดเหวี่ยง เพิ่งจะหลับก็ทำจนนางตื่นอีก คืนนี้ไม่ต้องหลับไม่ต้องนอนกันแล้ว“ไม่นะ ข้าจะพูดตอนนี้ ไม่อย่างนั้นข้านอนไม่หลับ” อาเสอกล่าวอย่างดื้อดึง“เจ้าไปเจอพระใหญ่อะไร?” จ่านเหยียนลุกพรวดขึ้นมาตะคอกใส่นาง“ไม่ใช่พระใหญ่ เรื่องใหญ่ต่างหาก!” อาเสอแก้ไขให้ถูกต้องอย่างจริงจัง“เรื่องใหญ่?
มู่หรงฉิงเทียนถามอีก “เคยเข้าวังหรือไม่?”จ่านเหยียนส่ายหน้า “มิเคยมีโอกาสนี้พ่ะย่ะค่ะ”“เอาไว้ข้าจะพาเจ้าเข้าวังไปเข้าเฝ้าหมู่โฮ่วฮองไทเฮาสักหน่อย พวกเจ้าสองคนเหมือนกันมาก”จ่านเหยียนเริ่มฉุน “ท่านอ๋องหมายความว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ? จะบอกว่ากระหม่อมหน้าตาเหมือนอิสตรีหรือ?” นางมีลูกกระเดือกนะ เขาไม่เห็นหรือ? ตาบอด? เฮ้อ โลภในความงามไม่ได้จริง ๆ รู้แต่แรกก็ทำหน้ากากหนังมนุษย์สักแผ่นแล้วเพียงแต่หน้ากากหนังมนุษย์ถ่ายเทอากาศไม่ดี ใส่เป็นเวลานานจะไม่ดีต่อผิวมู่หรงฉิงเทียนตอบอย่างสัตย์จริง “ถูกต้อง!”จ่านเหยียนมองเขาอยู่นิ่ง ๆ เหตุใดเขายังยอมรับอีก? จะไว้หน้านางบ้างได้หรือไม่? แล้วนี่จะให้นางต่ออย่างไร?จ่านเหยียนทิ้งไหล่ทั้งสองข้าง “ช่างเถอะ ท่านคือท่านอ๋อง กระหม่อมไม่โต้เถียงกับท่านแล้ว”มู่หรงฉิงเทียนรินน้ำชาให้ตัวเองถ้วยหนึ่ง จ้องนางอยู่นาน คล้ายมีถ้อยคำจะพูดกับนาง แต่สุดท้ายกลับบอกว่า “เจ้าไปได้แล้ว”จ่านเหยียนอัดอั้นตันใจเล็กน้อย รู้สึกว่าวันนี้ถูกแกล้งนางหมุนตัวก็เดินออกไป ก่อนจะสะบัดประตูแรง ๆหลังจากที่นางออกไป ใบหน้าของมู่หรงฉิงเทียนเปลี่ยนเป็นเข้มขรึมฉับพลันผ่านไปนานจ
“ถามได้มาจากคนรับใช้น่ะ เป็นชาใหม่ของปีนี้ เห็นว่าวันนี้เพิ่งส่งมาถึงจวน เรามาลองชิมกันเถอะพ่ะย่ะค่ะ” จ่านเหยียนตอบ“อื่ม!” มู่หรงฉิงเทียนไม่ได้สะบัดหน้าใส่นางอย่างอัศจรรย์ มองการกระทำของนางอย่างอารมณ์ดี“นี่คือชาใหม่ ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำที่ร้อนเกินไป ประมาณเก้าสิบองศาก็พอ หรือก็คือไม่ได้เดือดปุด ๆ ท่านดูนะ แช่ลงไป ใบชาจะค่อย ๆ คลี่ตัวออก งดงามแค่ไหน? น้ำชาใสวาว กลิ่นหอมของชาปะทะจมูก ได้กลิ่นหรือไม่? นี่คือชาน้ำแรก ต้องเททิ้งนะ เพราะชา...”จ่านเหยียนสาธยายยาวเหยียด โอ้อวดความรู้เรื่องน้ำชาของนาง ในที่สุดก็ได้ใช้ฝีมือจากยุคปัจจุบันสักทีนางยื่นน้ำชาให้เขา “ดมกลิ่นความหอมของชาก่อน จากนั้นก็จิบคำเล็ก ๆ ให้น้ำชาอยู่ที่ลิ้น...”เขารับน้ำชามาแล้วจรดดื่มหมดในคราวเดียว “อึก” ตามด้วยปรายตามองนาง จ่านเหยียนพูดไม่ออกกับท่าทางวัวเคี้ยวดอกโบตั๋นของเขาพรรค์นี้มาก แต่ก็ว่าอะไรไม่ได้ จึงได้แต่เอ่ย “อื่ม หากท่านกระหายก็ดื่มเช่นนี้ได้เหมือนกัน”มู่หรงฉิงเทียนยื่นถ้วยให้นางแล้วกวักมือ “มานี่!”จ่านเหยียนรับถ้วยมา เติมแล้วยื่นให้เขาอีกเขากลับไม่รับ แต่จ้องนางเขม็ง เขาเอื้อมมือมาลูบคอของนางเบา ๆ
“ข้ากระหายแล้ว!” เขาเอ่ยเรียบแบบเมินความประหลาดใจบนใบหน้าของนางนางเลิกคิ้วแล้วแสยะยิ้ม “ดังนั้น?”“ไปชงน้ำชามา!” เขาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่ราวกับสั่งบ่าวไพร่คนหนึ่งอย่างไรอย่างนั้นเวรเอ๊ย! นางหลงจ่านเหยียนชาตินี้เคยปรนนิบัติใครบ้าง? เขานึกว่าตัวเองเป็นใคร?ทว่าไม่นานความกรุ่นโกรธของนางก็มลายหายไปด้วยคำพูดต่อมาของเขาเขามองดูนางอย่างสงบ “ข้าเห็นนิ้วมือของเจ้างดงามมาก คาดว่าต้องเป็นมือดีในการชงน้ำชา ข้าอยากลองชิมฝีมือของเจ้าหน่อย”ถ้อยคำนี้ถือว่าสอพลอได้ตรงจุด เมื่อก่อนส่วนที่หลงจ่านเหยียนภาคภูมิใจที่สุดก็คือมือทั้งคู่ของตัวเอง เรียวยาวขาวเนียน ปราศจากตำหนิ มือของนักเปียโนยังไม่งดงามเท่านางเลยที่สำคัญที่สุดคือ ศิลปะการชงน้ำชาของนางยอดเยี่ยมจริง ๆ ไม่ได้แสดงฝีมือนานแล้ว ครั้นวันนี้พูดถึงจึงชักคันไม้คันมือ “ท่านอ๋องอย่าพูดไป อย่างอื่นกระหม่อมทำไม่เป็น แต่เรื่องชงน้ำชากระหม่อมนี่แหละมืออาชีพ ท่านโปรดรอสักเดี๋ยว กระหม่อมจะไปเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ”จังหวะที่ประตูเปิดออก ฮุ่ยอวิ่นเดินพรวดพราดเข้ามาด้วยความร้อนรนทันที ครั้นเห็นมู่หรงฉิงเทียนนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างสงบจึงโล่งอก หัน
จ่านเหยียนเห็นดวงตาทั้งคู่ของเขาเป็นสีแดงเพลิง สีหน้าคลุ้มคลั่ง หัวใจพลันหนักอึ้ง สถานการณ์เช่นนี้มีความเป็นไปได้เพียงสองอย่าง หนึ่ง ไอหยินแว้งกัด สอง ธาตุไฟเข้าแทรกจ่านเหยียนฉุดแขนของเขาแล้วลากมาด้านหน้าตนแบบแทบจะไม่ใช้สมองคิด แต่ทันใดนั้นนางก็ได้รู้ว่าตัวเองทำผิดไปแล้ว เพราะไม่สามารถใช้แข็งปะทะแข็งกับการต่อกรกับคนที่ถูกไอหยินแว้งกัดหรือธาตุไฟเข้าแทรกได้เขากางกรงเล็บทั้งห้าแล้วตะครุบมาทางลำคออย่างรวดเร็ว จ่านเหยียนเอนตัวไปด้านหลังพร้อมฉุดเขาลงกับพื้นด้วยเขาทับอยู่บนตัวนางอย่างจัง ดวงตาทั้งคู่แดงประหนึ่งอัคคี เจือความดุร้ายและไอมารเช่นธาตุไฟเข้าแทรก มิหนำซ้ำยังมีสีสันแห่งความทรมานที่มิอาจมองข้ามไม่นานจ่านเหยียนก็วินิจฉัยว่าเขาถูกไอหยินแว้งกัด สถานการณ์เช่นนี้จะทำให้เลือดทั้งสรรพางค์กายตีกลับ เจ็บปวดทุกรูขุมขนยากจะทานทนมิน่าเขาถึงมีบาดแผลที่ศีรษะและใบหน้า คาดว่าเมื่อครู่คงทำร้ายตัวเองในตอนที่ทรมานจนทนไม่ไหวจ่านเหยียนพลันรู้สึกสงสารเล็กน้อย จังหวะที่เขาบีบคอนาง หว่างคิ้วของนางก็ปรากฏดอกบัวส่องแสงเป็นประกายดอกบัวเปล่งแสงหมายถึงความการุญและการช่วยเหลือรักษา ส่วนตัวอักขระสวัสต
อาเสอกลับมาตอนครึ่งคืน หน้าตามอมแมมราวกับมุดออกมาจากเตาไฟที่ไหนนางเขย่าตัวจ่านเหยียนให้ตื่น แล้วยื่นหยกเฝ่ยชุ่ยอมเขียวก้อนหนึ่งให้นาง “เอาไป”ครั้นจ่านเหยียนเห็นก้อนหยกก็เอ่ยด้วยความดีใจ “เจ้าเอาหยกเฝ่ยชุ่ย”“ขโมยมาจากทางคุณชายหวัง ไม่ทันระวังถูกท่านเทพเฝ้าประตูเห็นเข้า ไม่อยากให้เป็นเรื่องจึงได้แต่มุดเตาไฟมา” อาเสอกล่าวอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ“คุณชายหวัง?” จ่านเหยียนอึ้ง ดูเหมือนว่านางมีนัดดื่มสุรากับคุณชายหวังคืนนี้นี่ ลืมไปเสียสนิทเลย“คุณชายหวังยังไม่นอน อยู่ที่ลานเรือนไม่รู้ว่ารอใครสิน่า...” นางหยุดครู่หนึ่งแล้วจึงเบิกตาโพลงมองจ่านเหยียน “คงไม่ได้รอท่านอยู่กระมัง?”จ่านเหยียนหัวเราะแหะ ๆ “น่าจะใช่”อาเสอมองนางอย่างเวทนา “ท่านตายแน่แล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะให้ความสำคัญกับการนัดหมายกับท่านด้วยสิ”จ่านเหยียนจุกอก “เจ้าว่าตอนนี้เขายังรออยู่หรือไม่?”“ตอนข้ามาเขายังรออยู่นะ ไม่รู้ว่าส่งคนไปตามท่านที่จวนเราหรือไม่ เขาคงคิดไม่ถึงว่าพวกเราจะถูกรั้งตัวให้ค้างคืนอยู่ที่จวนอ๋องกระมัง?” อาเสอเอ่ยจ่านเหยียนลุกขึ้นยืนใส่รองเท้า “น่าสงสารจริง ๆ ดึกดื่นเที่ยงคืนเช่นนี้ยังรอข้าอยู่ ข้าต้องไปดื
จ่านเหยียนลืมตาขึ้น แล้วกอบใบหน้าของอาเสอพิจารณาอย่างละเอียด ก่อนจะเอ่ย “เจ้ามีอะไรน่ามอง?”อาเสอตอบอย่างขัดเขิน “ท่านไม่คิดว่าข้าน่ามองหรือ?”“มีตา มีจมูก มีปาก หากจะพูดกันจริง ๆ ก็ไม่แย่ แต่... ตอนนี้เจ้าแต่งตัวเป็นบุรุษ” จ่านเหยียนทำลายความฝันของหญิงสาวอาเสอกระซิบ “ข้าได้ยินมาว่าเซ่อเจิ้งอ๋องกับคุณชายฮุ่ยอวิ่นคือเพื่อนร่วมอุดมการณ์ พวกเขาคือเพื่อนชายที่ดีตลอดชีวิต”“เจ้าเนี่ย ดูนิยายวายมากไปแล้ว ข้ามั่นใจได้เลยนะ ฮุ่ยอวิ่นเป็นชายแท้+” จ่านเหยียนไล่นาง “เร็ว ออกไปหาหินหยกเฝ่ยชุ่ยให้ข้า”อาเสอเดินไปถึงหน้าคันฉ่องแล้วมองทีหนึ่งอย่างไม่สมัครใจ ตามด้วยแค่นเสียงเชอะ “ข้างามพริ้มเพราจะตาย อย่างน้อยต่อให้อยู่ในคราบบุรุษก็ปกปิดบุคลิกและเสน่ห์ของข้าไม่ได้”“กลิ่นคาวงูด้วย!” เสียงอู้อี้ดังมาจากในผ้าห่ม โทษอาเสอไม่ได้จริง ๆ ได้แต่โทษฤดูใบไม้ผลิที่ทำให้อาเสอเกิดอารมณ์วสันต์“ไม่พูดกับท่านแล้ว!” อาเสอแค่นเสียงแล้วกลายร่างเป็นควันกลุ่มหนึ่งจ่านเหยียนชะโงกศีรษะออกมาจากผ้าห่ม ไม่รู้เพราะเหตุใด กลับนอนไม่หลับเสียอย่างนั้น?นางลุกขึ้นมาใส่เสื้อผ้าแล้วเดินออกไปลานเรือนครั้นสาวใช้ทั้งสองเห็
“ต้องใช้เวลานานเท่าใด?” พระอาจารย์เป่ากวงถามจ่านเหยียนคำนวณพักหนึ่ง วันนี้วันที่หก แกะสลักวิญญาณมังกรต้องใช้เวลาสองวัน แล้วค่อยให้วิญญาณมังกรดูดซับพลังวิญญาณฟ้าดินและแสงแห่งสุริยันจันทรา ส่วนแสงแห่งสุริยันจันทราจำเป็นต้องดูดซับในคืนพระจันทร์เต็มดวง ดังนั้น เร็วที่สุดก็ต้องหลังวันที่สิบห้านางเอ่ย “ให้เวลาข้าสิบวัน”“จริงหรือ?!” ฮุ่ยอวิ่นไม่ค่อยจะเชื่อ “คุณชายรู้ที่อยู่ของวิญญาณมังกรอีกชิ้นหรือ?”จ่านเหยียนผงกศีรษะ “ข้ารู้”“อยู่ที่ใด?” ฮุ่ยอวิ่นถามด้วยความยินดีพระอาจารย์เป่ากวงยื่นมือมากดฮุ่ยอวิ่นเล็กน้อย “คุณชายฮุ่ยอวิ่นมิต้องถามมาก ในเมื่อคุณชายอู่รับปากแล้ว เช่นนั้นเขาจะต้องทำได้อย่างแน่นอน”ฮุ่ยอวิ่นอ้อ ๆ แล้วมองจ่านเหยียนด้วยสายตาร้อนแรงและจริงใจมู่หรงฉิงเทียนเอ่ย “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ลำบากคุณชายอู่พักอยู่ที่จวนอ๋องสักระยะ เจ้าแค่บอกที่อยู่ของวิญญาณมังกรกับฮุ่ยอวิ่นก็พอ เขาต้องเอามาให้เจ้าได้แน่”จ่านเหยียนเข้าใจความหมายของเขา ตอนนี้นางรู้สถานการณ์ของเขาแล้ว เขาไม่วางใจให้นางออกไปเขาไม่เคยเชื่อใจนาง ระแวดระวังนางอย่างหนัก“ได้!” จ่านเหยียนรับปากมู่หรงฉิงเทียนฮุ่ย