เขารีบลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ย “ท่านนักพรตโปรดรอสักครู่ ข้าจะไปทูลก่อน”ฟางจี้จื่อตอบ “ได้” เขาลุกขึ้นยืน จากนั้นยื่นยันต์สีเหลืองแผ่นหนึ่งให้หลงฉางเทียน “ท่านแม่ทัพนำสิ่งนี้ไปด้วย ต่อให้นางรู้วัตถุประสงค์ของท่านก็หนีไปไม่รอด”“ได้!” หลงฉางเทียนมือสั่นระริก เขาตื่นเต้นมาก ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาถูกขุนนางบุ๋นบู๊ในราชสำนักตำหนิว่าขายบุตรสาวเพื่อความรุ่งเรือง แต่ถ้าสามารถพิสูจน์ได้ว่าจ่านเหยียนคือปีศาจ เช่นนั้นเขาก็คือขุนนางผู้มีคุณูปการที่สังหารญาติเพื่อผดุงความเป็นธรรมเย่เต๋อโหรวเห็นหลงฉางเทียนเดินไปแล้ว จึงเอ่ยกับฟางจี้จื่อ “ท่านนักพรต ท่านแม่ชื่นชมชื่อเสียงของท่านมานาน ไม่ทราบว่าท่านจะให้เกียรติพบกับนางสักหน่อยหรือไม่?”“ฮูหยินเกรงใจแล้ว รบกวนนำทางด้วย” ฟางจี้จื่อได้ยินมานานว่าฮูหยินผู้เฒ่าหลงอยู่ในศีลในธรรม จึงอยากพบนานแล้ว“ท่านนักพรต เชิญ!” เย่เต๋อโหรวค้อมตัวกล่าวเย่เต๋อโหรวสั่งให้คนไปรายงาน เมื่อฮูหยินผู้เฒ่ารู้ว่าฟางจี้จื่อมาก็ตื่นเต้นมาก รีบสั่งให้คนช่วยแต่งตัวแต่งผมแล้วออกมาต้อนรับนางยืนอยู่หน้าห้อง มองผู้มีนรลักษณ์แห่งเซียนเดินเข้ามาจากประตูหน้า จึงยิ้มบาง “ท่านนักพรต พวกเรา
“ก็จริง สกุลหลงข้าภักดีทุกยุคทุกสมัย จะถูกปีศาจใช้งานได้อย่างไร? ท่านนักพรต เรื่องนี้ต้องรบกวนท่านแล้ว หากพิสูจน์ได้ว่าหลานสาวคนนั้นของข้าถูกปีศาจเข้าสิงจริง ๆ...” ฮูหยินผู้เฒ่าหยุดครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อเจือน้ำเสียงสะอื้น “ท่านนักพรตก็โปรดมอบศพที่สมบูรณ์ให้นางด้วย เฮ้อ...” เห็นฮูหยินผู้เฒ่าปวดใจเช่นนี้ นักพรตก็อดปลอบใจไม่ได้ “วางใจเถอะ ข้าต้องพยายามอย่างสุดความสามารถแน่”เมื่อนั้นคนของหลงฉางเทียนก็มาเชิญฟางจี้จื่อ “ท่านนักพรต ไทเฮาเชิญขอรับ”ฟางจี้จื่อลุกขึ้นยืนและหันไปบอกกับนักพรตน้อยเสวี้ยนจื่อด้านข้างด้วยสีหน้าจริงจังว่า “เจ้าตามข้ามา”“ขอรับ ท่านอาจารย์!” เสวี้ยนจื่อขานรับด้วนสีหน้าไร้คลื่นอารมณ์คนรับใช้พาฟางจี้จื่อและเสวี้ยนจื่อเดินออกไปข้างนอก ครั้นเดินไปสองสามก้าว ฟางจี้จื่อก็หันกลับมา เมื่อนั้นก็ได้เห็นจิตสังหารที่แวบเข้ามาในดวงตาของฮูหยินผู้เฒ่าพอดิบพอดี เขาชะงักเล็กน้อย ครั้นมองอีกทีนางกลับมามีดวงหน้าอ่อนโยนเปี่ยมด้วยเมตตาดังเดิมแล้วเขาสับสนอยู่บ้าง แต่ไม่นานก็ปล่อย ๆ กับปีศาจยังจะเมตตาอันใดอีก?เขาเอ่ย “รอให้ข้าปราบปีศาจได้แล้ว จะมาสนทนากับฮูหยินผู้เฒ่าอีกที”“ไ
ฟางจี้จื่อเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า เขายิ่งเดินเข้าไปข้างใน ไอปีศาจก็ยิ่งแรง ถึงขนาดว่ากลิ่นอายยั่วยวนอัดแน่นอยู่เต็มห้องเขายิ้มมุมปากอย่างเย็นชา ดูท่าปีศาจจิ้งจอกตัวนี้จะสิงร่างไทเฮาอย่างที่คิดจริง ๆเขาเดินเข้าไป ครั้นเงยหน้ามองจ่านเหยียนก็ชะงักชั่วขณะหนึ่ง ดูเหมือนว่าไอปีศาจจะไม่ได้แผ่ออกมาจากตัวของนาง แต่... กลิ่นอายยั่วยวนนั้นมาจากตัวนางจริง ๆดูท่าเขาจะประเมินพลังของปีศาจตนนี้ต่ำไปแล้ว คิดไม่ถึงว่านางจะบำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นที่สามารถปกปิดแก่นวิญญาณของตัวเองได้ทุกเมื่อแต่ไม่ว่าจะปกปิดอย่างไร กลิ่นอายยั่วยวนของจิ้งจอกก็ยังอยู่“ข้าผู้เป็นนักพรตฟางจี้จื่อถวายพระพรไทเฮา!” ฟางจี้จื่อประสานมือคำนับจ่านเหยียนเอ่ย “ท่านนักพรตมิต้องมากพิธี เชิญนั่ง!”“ขอบพระทัยไทเฮา!” ฟางจี้จื่อก็ไม่เกรงใจ นั่งลงบนเก้าอี้ไท่ซือด้านล่างของห้องโถงกระบี่เหรียญทองแดงในอกของเขาส่งเสียงสั่นดังวู้ ๆ เหมือนเสียงลม เขาจึงเอามือกดทับเอาไว้ และเข้าใจว่าปีศาจตรงหน้าไม่ธรรมดา“ท่านนักพรต!” หลงฉางเทียนนั่งอยู่ด้านข้างเอื้อมมือมาดึงแขนเสื้อของฟางจี้จื่อทีหนึ่งเสวี้ยนจื่อเอ่ยเรียบ “ท่านแม่ทัพอย่าได้ใจร้อน”
จ่านเหยียนเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “เคราะห์ดีที่ท่านนักพรตยังรู้จักพูดว่า ‘ปกติ’ มิใช่ ‘ทั้งหมด’ ไม่ว่าเรื่องใดมักมีข้อยกเว้นเสมอ ข้าขอเตือนท่านนักพรตสักคำ จะเป็นมนุษย์ก็ดี กำจัดปีศาจก็ช่าง ก็ต้องมองให้ทะลุปรุโปร่ง อย่าได้ลำเอียงดื้อรั้น มิเช่นนั้นจะต้องเสียใจที่มิอาจแก้ไข”“ขอบพระทัยไทเฮาที่ทรงชี้แนะ เพียงแต่กระหม่อมรู้ดีว่าตัวเองกำลังทำอันใดอยู่ ชาตินี้กระหม่อมกำจัดปีศาจนับไม่ถ้วน ปีศาจที่ตายด้วยน้ำมือของกระหม่อม มิมีตนใดถูกปรักปรำ”เขาลุกขึ้นยืนแล้วประสานมือ “ดูท่ากระหม่อมจะทำให้ไทเฮากริ้วแล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนี้ สนทนาต่อไปก็มิอาจไปในทิศทางเดียวกันได้ กระหม่อมทูลลา!”“เชิญ!” จ่านเหยียนโบกมือพร้อมเอ่ยอย่างเกลียดชังประมาณหนึ่งฟางจี้จื่อจ้องนางนิ่ง ๆ จากนั้นก็เอ่ยขึ้นว่า “ทูลลา!”เสวี้ยนจื่อตามเขาเดินออกไปด้วยใบหน้าปราศจากริ้วคลื่นอารมณ์ทีแรกจิ้นหรูยังเลื่อมใสฟางจี้จื่ออยู่มาก แต่บัดนี้เห็นเขาไม่เคารพจ่านเหยียน จึงอดขุ่นเคืองขึ้นมาไม่ได้ “เหตุใดเขาจึงเป็นคนเช่นนี้?”จ่านเหยียนเอ่ยเรียบ “นึกว่าตัวเองแน่”“เขาเข้าใจอะไรคุณหนูใหญ่ผิดไปหรือไม่เพคะ? หรือว่าคนสกุลหลงพูดอะไร? บ่าวได้ยิน
เสี่ยวฮวาเดินมาตลอดทางก็วางแผนตลอดทาง นางควรไปเสียเดี๋ยวนี้ แต่ก็กลัวอีกว่า ทันทีที่ไป นักพรตจะตามออกไปด้วย เหตุเพราะปีศาจจิ้งจอกอาละวาด ดังนั้นในเมืองหลวงต้องมีผู้สูงส่งมากแน่ หากออกไปตอนนี้คงไม่รอดเวลานี้นักพรตนั่นคิดว่าหลงจ่านเหยียนคือปีศาจจิ้งจอก แค่นางไม่โผล่ไปอยู่ตรงหน้าเขาก็น่าจะไม่เป็นอะไรแล้ว เอาไว้เขาลงมือจัดการหลงจ่านเหยียนเมื่อไร นางค่อยหนี เช่นนี้จะมีโอกาสชนะมากหน่อยเพียงแต่เช่นนี้จะทำให้หลงจ่านเหยียนพลอยเดือดร้อนไปด้วย เมื่อนั้นจิตใจของเสี่ยวฮวาจึงเกิดความขัดแย้งขึ้นมา แม้บอกว่าสุดท้ายนักพรตนั่นจะรู้ว่าหลงจ่านเหยียนมิใช่ปีศาจจิ้งจอกอยู่ดี แต่เขาเก่งกาจออกอย่างนั้น จะรู้ได้อย่างว่าจะไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ร้ายแรง?หลงจ่านเหยียนเพิ่งจะสิบเจ็ดเองนะ!คิด ๆ แล้วก็มาถึงหน้าห้องของหลงจ่านเหยียนนางลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเคาะประตู“เข้ามา!” น้ำเสียงเฉยชาของหลงจ่านเหยียนดังออกมาจากในห้องนางผลักประตูเข้าไป หน้าต่างในห้องปิดหมด หลงจ่านเหยียนนั่งอยู่บนเตียงคนเดียว กำลังมองนางอยู่“ปิดประตู!” หลงจ่านเหยียนสั่งเรียบ ๆนางหันไปปิดประตู จากนั้นจึงเดินมาถึงข้างตัวของหลงจ่านเหยียน “ค
เสี่ยวฮวาอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ก่อนจะตอบ “บ่าวบำเพ็ญเพียรมาหลายปี ไม่เคยลงจากเขาเลย ก็ไม่รู้ว่าควรไปที่ใด จึงได้แต่ตามขบวนการค้า พวกเขามาเมืองหลวง บ่าวจึงปรากฏตัวอยู่ที่เมืองหลวงเพคะ”“เคยฆ่าคนหรือไม่?” จ่านเหยียนถามด้วยสายตาเร่าร้อนเสี่ยวฮวารีบโบกมือ “ไม่ ไม่เคยเพคะ อย่าว่าแต่คนเลย แม้แต่มดบ่าวก็ยังไม่กล้าเหยียบ แล้วจะฆ่าคนได้อย่างไร? อีกอย่าง ทันทีที่ผู้บำเพ็ญเพียรผิดศีลปาณาติบาต ก็ยากจะสำเร็จเป็นเซียนแล้ว”“เจ้าอยากเป็นเซียนหรือ?” จ่านเหยียนถามเสี่ยวฮวาคิดครู่หนึ่ง “ที่บำเพ็ญเพียรก็เพื่อเป็นเซียน มิเช่นนั้นจะลำบากลำบนเช่นนี้เพื่ออันใดกัน? ท่านแม่ของบ่าวบอกว่า มีแต่เป็นเซียนจึงไม่มีสงคราม ถูกรังแก ถูกลบหลู่และทรมานเพคะ”“แล้วแม่ของเจ้าเล่า?” จ่านเหยียนถามเสี่ยวฮวาสีหน้าเศร้าสลด “ท่านแม่ของบ่าวตายแล้ว ถูกปีศาจหมีดำฆ่าตาย เขาดูดมุกวิญญาณที่ท่านแม่บ่าวบำเพ็ญมาเจ็ดร้อยกว่าปีไป สำเร็จเป็นเซียนแล้วเพคะ”“อ้อ?” จ่านเหยียนเลิกคิ้ว “มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ?”“เขาได้เข้าอยู่ในลำดับเซียนแล้ว แม้บ่าวอยากตามหาเขาเพื่อแก้แค้น แต่ก็ตามหาไม่ได้แล้วเพคะ” เสี่ยวฮวาเอ่ย ในแววตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
หลงฉางเทียนเอ่ย “แต่... ไม่แน่ว่าเซ่อเจิ้งอ๋องจะยอมให้ยืมพลังมังกรน่ะสิ”ฟางจี้จื่อหัวเราะ “เรื่องบนโลกนี้ล้วนมีการแลกเปลี่ยนในราคาเดียวกัน ข้ารู้ดีว่าเขาต้องการอะไร”“อ้อ?” หลงฉางเทียนมองฟางจี้จื่อด้วยความฉงนฟางจี้จื่อเอ่ย “ท่านแม่ทัพมิต้องบอกประโยชน์ใช้สอยของวิญญาณมังกรกับมู่หรงฉิงเทียนหรอก และเรื่องที่ปีศาจจิ้งจอกอยู่ในจวนตระกูลหลงก็มิต้องบอกเขาเช่นกัน”หลงฉางเทียนอยากจะให้เป็นเช่นนี้อยู่แล้ว หากมู่หรงฉิงเทียนรู้ว่าที่ต้องการวิญญาณมังกรก็เพื่อกำจัดหลงจ่านเหยียน เขาต้องไม่ให้ยืมแน่อีกอย่าง หากกล่าวจากใจ เขาก็ไม่เชื่อว่าหลงจ่านเหยียนเป็นปีศาจจิ้งจอกเหมือนกัน หรืออาจกล่าวเขาไม่เชื่อว่าจะมีปีศาจจิ้งจอกอยู่จริงก็ได้ แม้ฟางจี้จื่อจะเป็นผู้สูงส่งแห่งมรรคา แต่เขายังคงมีท่าทีสงสัยกับเรื่องลี้ลับเช่นนี้อยู่ดีดังนั้น ต่อให้ฟางจี้จื่อเสนอตัวจัดการหลงจ่านเหยียน เขาก็ยังต้องเตรียมตัวเหมือนกันฟางจี้จื่อให้เสวี้ยนจื่ออยู่ที่จวนตระกูลหลง ก่อนจะไปจวนเซ่อเจิ้งอ๋องเพียงลำพังครั้นเซ่อเจิ้งอ๋องได้ยินว่าฟางจี้จื่อขอเข้าพบก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ฟางจี้จื่อมีชื่อเสียงระบือไกล เป็นไปไม่ได้ที่เขาจ
เซ่อเจิ้งอ๋องโบกมือแล้วยกยิ้มมุมปากเป็นมุมโค้งที่สวยงาม “ท่านนักพรตอย่าได้เข้าใจผิด ข้าไม่ใช่ไม่เชื่อว่ามีปีศาจ เพียงแต่ข้าอยากถามท่านนักพรต ท่านแน่ใจแล้วหรือว่าครอบครัวหญิงม่ายแซ่เซวถูกปีศาจสังหาร?”ฟางจี้จื่อตอบ “กระหม่อมเชื่อว่าเป็นฝีมือของปีศาจจิ้งจอก ปีศาจจิ้งจอกตนนี้อยู่ที่ภูเขาหลัวถัวคร่าชีวิตผู้คนมากมาย วิธีการอำมหิตเหี้ยมโหด ตอนที่กระหม่อมไปถึงภูเขาหลัวถัว ปีศาจจิ้งจอกก็หลบหนีไร้ร่องรอยแล้ว ทั้งภูเขามีแต่กลิ่นอายปีศาจจิ้งจอก กระหม่อมตามกลิ่นมาตลอดทางกลับพบว่ามาเมืองหลวงแล้ว”“วิญญาณมังกรคือมรดกของแคว้นต้าโจว จะให้คนอื่นยืมง่าย ๆ ไม่ได้ ท่านนักพรตน่าจะรู้” เซ่อเจิ้งอ๋องพูดเรียบ ๆฟางจี้จื่อยิ้มบาง ก่อนจะเบี่ยงประเด็น “กระหม่อมได้ยินว่าท่านอ๋องตามหาเทพโอสถมาตลอด เทพโอสถมีไมตรีกับกระหม่อมอยู่บ้าง หากมีจุดใดที่ท่านอ๋องต้องการใช้กระหม่อม กระหม่อมก็ยินดีจะให้ความช่วยเหลือพ่ะย่ะค่ะ”ฮุ่ยอวิ่นชะงักงัน ตามด้วยถามอย่างร้อนรน “ท่านนักพรตรู้จักเทพโอสถจริงหรือ? เขาอยู่ที่ไหน? จะแนะนำให้พบได้หรือไม่?”ฟางจี้จื่อหัวเราะ “มนุษย์เราเดิมก็คือเจ้าช่วยข้า ข้าช่วยเจ้า กระหม่อมยินดีช่วยเหลือท่
จ่านเหยียนมาเรียกพระอาจารย์เป่ากวงแต่เช้าตรู่ เพื่อมอบวิญญาณสัมภเวสีที่เก็บมาเมื่อคืนให้เขา แล้วให้เขาสวดมนต์ส่งไปเกิดพระอาจารย์เป่ากวงอมยิ้มแล้วกล่าว “ท่านเซียนใจกว้างมีเมตตา อาตมาขอบคุณท่านเซียนแทนพวกเขาด้วย”จ่านเหยียนโบกมือ กระดากเล็กน้อย “รับคำว่าใจกว้างมีเมตตาไม่ได้จริง ๆ หลวงจีนน้อย เจ้าสวดมนต์ส่งพวกเขาไปเกิดด้วยแล้วกัน บุญนี้เป็นของเจ้า อย่าได้จดอยู่บนตัวข้าผู้ชรา”“อาตมามิกล้ารับความชอบ เป็นหน้าที่อยู่แล้ว” พระอาจารย์เป่ากวงเอ่ยจ่านเหยียนมองเขาแล้วนึกถึงตอนที่อยู่ในยุคปัจจุบัน เคยได้ยินผู้บำเพ็ญเพียรกล่าว ผู้บำเพ็ญเพียรหรือผู้ออกบวชมิควรถามไถ่เรื่องทางโลก บำเพ็ญเพียรอย่างเดียวก็พอ ตอนนั้นนางฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจมาก พระพุทธองค์ทรงมีเมตตา โปรดสรรพชีวิต หรือว่าแค่พูดแต่ปาก?แต่... พระอาจารย์เป่ากวงมอบการอธิบายใหม่หมดกับนาง นางพึงพอใจมาก“หลวงจีนน้อย ได้ยินว่าผู้ออกบวชไม่สนใจเรื่องทางโลก มีเพียงการบำเพ็ญภาวนาจึงจะขายความสามารถในตัวกับครอบครัวจักรพรรดิได้ เหตุใดเจ้าจึงเข้าทางโลกยุ่งเรื่องกิเลสบนโลก?” จ่านเหยียนอดถามไม่ได้พระอาจารย์เป่ากวงยิ้มน้อย ๆ “อาตมาจำได้ว่าท่านเซีย
“นอน!” จ่านเหยียนถอดรองเท้าขึ้นเตียงแล้วคลุมโปงอาเสอก็เปิดประตูกลับห้องเช่นกัน นางเดินเท้าตลอดทาง ใบหน้าจึงแดงแจ๋ หัวใจเต้นตึกตัก ๆในหัวคิดถึงเมื่อครู่ตอนที่ไปหาคุณชายหวัง ดื่มกับเขาสองจอกก็เริ่มเมาแล้ว ทั้งยังลากนางไปสุขาด้วยกันอีกมนุษย์กับงูมีความแตกต่างกันมากนะ อาเสอคิดอย่างมึนเมา ใบหน้าแดงซ่านขึ้นมานางนอนพลิกตัวกระสับกระส่ายไม่หลับ ในหัวมักคิดถึงภาพในคืนนี้ผ่านไปครึ่งชั่วยาม นางจึงเข้าห้องของจ่านเหยียนและมุดขึ้นเตียง ก่อนจะเขย่าจ่านเหยียนให้ตื่น “คุณหนูใหญ่ ข้าอยากถามท่านหนึ่งเรื่อง!”จ่านเหยียนเตะขาออกไปแล้วพูดแบบงัวเงีย “ไสหัวไป!”อาเสอกลิ้งตัวลงมาจากเตียงดังตุบ จากนั้นก็ปีนขึ้นเตียงอีกแบบไม่ตายใจ “เฮ้อ ข้าเจอเรื่องใหญ่แล้ว ท่านต้องช่วยข้านะ”“พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน!” จ่านเหยียนหงุดหงิดสุดเหวี่ยง เพิ่งจะหลับก็ทำจนนางตื่นอีก คืนนี้ไม่ต้องหลับไม่ต้องนอนกันแล้ว“ไม่นะ ข้าจะพูดตอนนี้ ไม่อย่างนั้นข้านอนไม่หลับ” อาเสอกล่าวอย่างดื้อดึง“เจ้าไปเจอพระใหญ่อะไร?” จ่านเหยียนลุกพรวดขึ้นมาตะคอกใส่นาง“ไม่ใช่พระใหญ่ เรื่องใหญ่ต่างหาก!” อาเสอแก้ไขให้ถูกต้องอย่างจริงจัง“เรื่องใหญ่?
มู่หรงฉิงเทียนถามอีก “เคยเข้าวังหรือไม่?”จ่านเหยียนส่ายหน้า “มิเคยมีโอกาสนี้พ่ะย่ะค่ะ”“เอาไว้ข้าจะพาเจ้าเข้าวังไปเข้าเฝ้าหมู่โฮ่วฮองไทเฮาสักหน่อย พวกเจ้าสองคนเหมือนกันมาก”จ่านเหยียนเริ่มฉุน “ท่านอ๋องหมายความว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ? จะบอกว่ากระหม่อมหน้าตาเหมือนอิสตรีหรือ?” นางมีลูกกระเดือกนะ เขาไม่เห็นหรือ? ตาบอด? เฮ้อ โลภในความงามไม่ได้จริง ๆ รู้แต่แรกก็ทำหน้ากากหนังมนุษย์สักแผ่นแล้วเพียงแต่หน้ากากหนังมนุษย์ถ่ายเทอากาศไม่ดี ใส่เป็นเวลานานจะไม่ดีต่อผิวมู่หรงฉิงเทียนตอบอย่างสัตย์จริง “ถูกต้อง!”จ่านเหยียนมองเขาอยู่นิ่ง ๆ เหตุใดเขายังยอมรับอีก? จะไว้หน้านางบ้างได้หรือไม่? แล้วนี่จะให้นางต่ออย่างไร?จ่านเหยียนทิ้งไหล่ทั้งสองข้าง “ช่างเถอะ ท่านคือท่านอ๋อง กระหม่อมไม่โต้เถียงกับท่านแล้ว”มู่หรงฉิงเทียนรินน้ำชาให้ตัวเองถ้วยหนึ่ง จ้องนางอยู่นาน คล้ายมีถ้อยคำจะพูดกับนาง แต่สุดท้ายกลับบอกว่า “เจ้าไปได้แล้ว”จ่านเหยียนอัดอั้นตันใจเล็กน้อย รู้สึกว่าวันนี้ถูกแกล้งนางหมุนตัวก็เดินออกไป ก่อนจะสะบัดประตูแรง ๆหลังจากที่นางออกไป ใบหน้าของมู่หรงฉิงเทียนเปลี่ยนเป็นเข้มขรึมฉับพลันผ่านไปนานจ
“ถามได้มาจากคนรับใช้น่ะ เป็นชาใหม่ของปีนี้ เห็นว่าวันนี้เพิ่งส่งมาถึงจวน เรามาลองชิมกันเถอะพ่ะย่ะค่ะ” จ่านเหยียนตอบ“อื่ม!” มู่หรงฉิงเทียนไม่ได้สะบัดหน้าใส่นางอย่างอัศจรรย์ มองการกระทำของนางอย่างอารมณ์ดี“นี่คือชาใหม่ ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำที่ร้อนเกินไป ประมาณเก้าสิบองศาก็พอ หรือก็คือไม่ได้เดือดปุด ๆ ท่านดูนะ แช่ลงไป ใบชาจะค่อย ๆ คลี่ตัวออก งดงามแค่ไหน? น้ำชาใสวาว กลิ่นหอมของชาปะทะจมูก ได้กลิ่นหรือไม่? นี่คือชาน้ำแรก ต้องเททิ้งนะ เพราะชา...”จ่านเหยียนสาธยายยาวเหยียด โอ้อวดความรู้เรื่องน้ำชาของนาง ในที่สุดก็ได้ใช้ฝีมือจากยุคปัจจุบันสักทีนางยื่นน้ำชาให้เขา “ดมกลิ่นความหอมของชาก่อน จากนั้นก็จิบคำเล็ก ๆ ให้น้ำชาอยู่ที่ลิ้น...”เขารับน้ำชามาแล้วจรดดื่มหมดในคราวเดียว “อึก” ตามด้วยปรายตามองนาง จ่านเหยียนพูดไม่ออกกับท่าทางวัวเคี้ยวดอกโบตั๋นของเขาพรรค์นี้มาก แต่ก็ว่าอะไรไม่ได้ จึงได้แต่เอ่ย “อื่ม หากท่านกระหายก็ดื่มเช่นนี้ได้เหมือนกัน”มู่หรงฉิงเทียนยื่นถ้วยให้นางแล้วกวักมือ “มานี่!”จ่านเหยียนรับถ้วยมา เติมแล้วยื่นให้เขาอีกเขากลับไม่รับ แต่จ้องนางเขม็ง เขาเอื้อมมือมาลูบคอของนางเบา ๆ
“ข้ากระหายแล้ว!” เขาเอ่ยเรียบแบบเมินความประหลาดใจบนใบหน้าของนางนางเลิกคิ้วแล้วแสยะยิ้ม “ดังนั้น?”“ไปชงน้ำชามา!” เขาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่ราวกับสั่งบ่าวไพร่คนหนึ่งอย่างไรอย่างนั้นเวรเอ๊ย! นางหลงจ่านเหยียนชาตินี้เคยปรนนิบัติใครบ้าง? เขานึกว่าตัวเองเป็นใคร?ทว่าไม่นานความกรุ่นโกรธของนางก็มลายหายไปด้วยคำพูดต่อมาของเขาเขามองดูนางอย่างสงบ “ข้าเห็นนิ้วมือของเจ้างดงามมาก คาดว่าต้องเป็นมือดีในการชงน้ำชา ข้าอยากลองชิมฝีมือของเจ้าหน่อย”ถ้อยคำนี้ถือว่าสอพลอได้ตรงจุด เมื่อก่อนส่วนที่หลงจ่านเหยียนภาคภูมิใจที่สุดก็คือมือทั้งคู่ของตัวเอง เรียวยาวขาวเนียน ปราศจากตำหนิ มือของนักเปียโนยังไม่งดงามเท่านางเลยที่สำคัญที่สุดคือ ศิลปะการชงน้ำชาของนางยอดเยี่ยมจริง ๆ ไม่ได้แสดงฝีมือนานแล้ว ครั้นวันนี้พูดถึงจึงชักคันไม้คันมือ “ท่านอ๋องอย่าพูดไป อย่างอื่นกระหม่อมทำไม่เป็น แต่เรื่องชงน้ำชากระหม่อมนี่แหละมืออาชีพ ท่านโปรดรอสักเดี๋ยว กระหม่อมจะไปเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ”จังหวะที่ประตูเปิดออก ฮุ่ยอวิ่นเดินพรวดพราดเข้ามาด้วยความร้อนรนทันที ครั้นเห็นมู่หรงฉิงเทียนนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างสงบจึงโล่งอก หัน
จ่านเหยียนเห็นดวงตาทั้งคู่ของเขาเป็นสีแดงเพลิง สีหน้าคลุ้มคลั่ง หัวใจพลันหนักอึ้ง สถานการณ์เช่นนี้มีความเป็นไปได้เพียงสองอย่าง หนึ่ง ไอหยินแว้งกัด สอง ธาตุไฟเข้าแทรกจ่านเหยียนฉุดแขนของเขาแล้วลากมาด้านหน้าตนแบบแทบจะไม่ใช้สมองคิด แต่ทันใดนั้นนางก็ได้รู้ว่าตัวเองทำผิดไปแล้ว เพราะไม่สามารถใช้แข็งปะทะแข็งกับการต่อกรกับคนที่ถูกไอหยินแว้งกัดหรือธาตุไฟเข้าแทรกได้เขากางกรงเล็บทั้งห้าแล้วตะครุบมาทางลำคออย่างรวดเร็ว จ่านเหยียนเอนตัวไปด้านหลังพร้อมฉุดเขาลงกับพื้นด้วยเขาทับอยู่บนตัวนางอย่างจัง ดวงตาทั้งคู่แดงประหนึ่งอัคคี เจือความดุร้ายและไอมารเช่นธาตุไฟเข้าแทรก มิหนำซ้ำยังมีสีสันแห่งความทรมานที่มิอาจมองข้ามไม่นานจ่านเหยียนก็วินิจฉัยว่าเขาถูกไอหยินแว้งกัด สถานการณ์เช่นนี้จะทำให้เลือดทั้งสรรพางค์กายตีกลับ เจ็บปวดทุกรูขุมขนยากจะทานทนมิน่าเขาถึงมีบาดแผลที่ศีรษะและใบหน้า คาดว่าเมื่อครู่คงทำร้ายตัวเองในตอนที่ทรมานจนทนไม่ไหวจ่านเหยียนพลันรู้สึกสงสารเล็กน้อย จังหวะที่เขาบีบคอนาง หว่างคิ้วของนางก็ปรากฏดอกบัวส่องแสงเป็นประกายดอกบัวเปล่งแสงหมายถึงความการุญและการช่วยเหลือรักษา ส่วนตัวอักขระสวัสต
อาเสอกลับมาตอนครึ่งคืน หน้าตามอมแมมราวกับมุดออกมาจากเตาไฟที่ไหนนางเขย่าตัวจ่านเหยียนให้ตื่น แล้วยื่นหยกเฝ่ยชุ่ยอมเขียวก้อนหนึ่งให้นาง “เอาไป”ครั้นจ่านเหยียนเห็นก้อนหยกก็เอ่ยด้วยความดีใจ “เจ้าเอาหยกเฝ่ยชุ่ย”“ขโมยมาจากทางคุณชายหวัง ไม่ทันระวังถูกท่านเทพเฝ้าประตูเห็นเข้า ไม่อยากให้เป็นเรื่องจึงได้แต่มุดเตาไฟมา” อาเสอกล่าวอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ“คุณชายหวัง?” จ่านเหยียนอึ้ง ดูเหมือนว่านางมีนัดดื่มสุรากับคุณชายหวังคืนนี้นี่ ลืมไปเสียสนิทเลย“คุณชายหวังยังไม่นอน อยู่ที่ลานเรือนไม่รู้ว่ารอใครสิน่า...” นางหยุดครู่หนึ่งแล้วจึงเบิกตาโพลงมองจ่านเหยียน “คงไม่ได้รอท่านอยู่กระมัง?”จ่านเหยียนหัวเราะแหะ ๆ “น่าจะใช่”อาเสอมองนางอย่างเวทนา “ท่านตายแน่แล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะให้ความสำคัญกับการนัดหมายกับท่านด้วยสิ”จ่านเหยียนจุกอก “เจ้าว่าตอนนี้เขายังรออยู่หรือไม่?”“ตอนข้ามาเขายังรออยู่นะ ไม่รู้ว่าส่งคนไปตามท่านที่จวนเราหรือไม่ เขาคงคิดไม่ถึงว่าพวกเราจะถูกรั้งตัวให้ค้างคืนอยู่ที่จวนอ๋องกระมัง?” อาเสอเอ่ยจ่านเหยียนลุกขึ้นยืนใส่รองเท้า “น่าสงสารจริง ๆ ดึกดื่นเที่ยงคืนเช่นนี้ยังรอข้าอยู่ ข้าต้องไปดื
จ่านเหยียนลืมตาขึ้น แล้วกอบใบหน้าของอาเสอพิจารณาอย่างละเอียด ก่อนจะเอ่ย “เจ้ามีอะไรน่ามอง?”อาเสอตอบอย่างขัดเขิน “ท่านไม่คิดว่าข้าน่ามองหรือ?”“มีตา มีจมูก มีปาก หากจะพูดกันจริง ๆ ก็ไม่แย่ แต่... ตอนนี้เจ้าแต่งตัวเป็นบุรุษ” จ่านเหยียนทำลายความฝันของหญิงสาวอาเสอกระซิบ “ข้าได้ยินมาว่าเซ่อเจิ้งอ๋องกับคุณชายฮุ่ยอวิ่นคือเพื่อนร่วมอุดมการณ์ พวกเขาคือเพื่อนชายที่ดีตลอดชีวิต”“เจ้าเนี่ย ดูนิยายวายมากไปแล้ว ข้ามั่นใจได้เลยนะ ฮุ่ยอวิ่นเป็นชายแท้+” จ่านเหยียนไล่นาง “เร็ว ออกไปหาหินหยกเฝ่ยชุ่ยให้ข้า”อาเสอเดินไปถึงหน้าคันฉ่องแล้วมองทีหนึ่งอย่างไม่สมัครใจ ตามด้วยแค่นเสียงเชอะ “ข้างามพริ้มเพราจะตาย อย่างน้อยต่อให้อยู่ในคราบบุรุษก็ปกปิดบุคลิกและเสน่ห์ของข้าไม่ได้”“กลิ่นคาวงูด้วย!” เสียงอู้อี้ดังมาจากในผ้าห่ม โทษอาเสอไม่ได้จริง ๆ ได้แต่โทษฤดูใบไม้ผลิที่ทำให้อาเสอเกิดอารมณ์วสันต์“ไม่พูดกับท่านแล้ว!” อาเสอแค่นเสียงแล้วกลายร่างเป็นควันกลุ่มหนึ่งจ่านเหยียนชะโงกศีรษะออกมาจากผ้าห่ม ไม่รู้เพราะเหตุใด กลับนอนไม่หลับเสียอย่างนั้น?นางลุกขึ้นมาใส่เสื้อผ้าแล้วเดินออกไปลานเรือนครั้นสาวใช้ทั้งสองเห็
“ต้องใช้เวลานานเท่าใด?” พระอาจารย์เป่ากวงถามจ่านเหยียนคำนวณพักหนึ่ง วันนี้วันที่หก แกะสลักวิญญาณมังกรต้องใช้เวลาสองวัน แล้วค่อยให้วิญญาณมังกรดูดซับพลังวิญญาณฟ้าดินและแสงแห่งสุริยันจันทรา ส่วนแสงแห่งสุริยันจันทราจำเป็นต้องดูดซับในคืนพระจันทร์เต็มดวง ดังนั้น เร็วที่สุดก็ต้องหลังวันที่สิบห้านางเอ่ย “ให้เวลาข้าสิบวัน”“จริงหรือ?!” ฮุ่ยอวิ่นไม่ค่อยจะเชื่อ “คุณชายรู้ที่อยู่ของวิญญาณมังกรอีกชิ้นหรือ?”จ่านเหยียนผงกศีรษะ “ข้ารู้”“อยู่ที่ใด?” ฮุ่ยอวิ่นถามด้วยความยินดีพระอาจารย์เป่ากวงยื่นมือมากดฮุ่ยอวิ่นเล็กน้อย “คุณชายฮุ่ยอวิ่นมิต้องถามมาก ในเมื่อคุณชายอู่รับปากแล้ว เช่นนั้นเขาจะต้องทำได้อย่างแน่นอน”ฮุ่ยอวิ่นอ้อ ๆ แล้วมองจ่านเหยียนด้วยสายตาร้อนแรงและจริงใจมู่หรงฉิงเทียนเอ่ย “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ลำบากคุณชายอู่พักอยู่ที่จวนอ๋องสักระยะ เจ้าแค่บอกที่อยู่ของวิญญาณมังกรกับฮุ่ยอวิ่นก็พอ เขาต้องเอามาให้เจ้าได้แน่”จ่านเหยียนเข้าใจความหมายของเขา ตอนนี้นางรู้สถานการณ์ของเขาแล้ว เขาไม่วางใจให้นางออกไปเขาไม่เคยเชื่อใจนาง ระแวดระวังนางอย่างหนัก“ได้!” จ่านเหยียนรับปากมู่หรงฉิงเทียนฮุ่ย