“หน้าด้าน” ฉันหันไปมองยังเสียงที่มาใหม่ คาดว่าคนนั้นคงได้ยินประโยคที่ฉันพูดเข้าล่ะมั้งถึงได้เอ่ยขึ้นมาแบบนี้ “ก็ดีกว่าพวกตีสองหน้าเป็นกิ้งก่าเปลี่ยนสี” ฉันเอ่ยด่ากลับอย่างมั่นใจใส่ยัยด้าอดีตเพื่อนรักของฉัน แต่พวกมันกลับขำใส่ฉันแทน “จิ้งจกเปลี่ยนสี อีห่า! จะพูดด่าเขาก็พูดผิดอีก” ยัยพิ้งกระซิบข้างหูฉันเบา ๆ “มันก็ใช้ได้เหมือนกันแหละน่า” และฉันยังคงเถียง...จนยัยพิ้งส่งสายตามาประมาณว่าเรื่องของแกเลยแล้วกัน“ด้า!” อยู่ดี ๆ เพื่อนยัยด้าก็กระตุกเรียกยัยด้าแล้วชี้มาทางข้างหลังฉัน สีหน้าของยัยด้าในตอนแรกที่แข็งกร้าวก็เปลี่ยนเป็นทำหน้าเศร้าน่าส่งสารแทน “พี่คาคะ” ยัยด้าเอ่ยชื่อคนที่ทำให้สีหน้าของเธอเปลี่ยน เหอะ คนที่ผ่านมาแถวนี้คือพี่โลคาเองสินะ ถึงว่าจะไปมีใครนอกจากพี่เขากันล่ะที่ทำให้ยัยด้ามันเปลี่ยนสีไปตามสภาพแวดล้อมได้ นอกจากเพื่อเอาใจพี่โลคาและทำให้พี่โลคาเข้าใจฉันผิด เพื่อกีดกันฉันออกไป ถ้าถามว่าเห็นผลไหม ก็ต้องบอกเลยว่าเห็นผลสุด ๆ เพราะพี่โลคาเกลียดฉันเข้าไส้แล้ว “ไปเหอะแก” ยัยพิ้งคงเห็นว่าฉันทำสีหน้าไม่สู
ก๊อก ก๊อก “ขออนุญาตนะคะอาจารย์” ฉันเคาะประตูเพื่อเป็นมารยาทก่อนจะตะโกนขอเปิดประตูเข้าไป พอเปิดเข้าไปก็เห็นเป็นอาจารย์กำลังนั่งใส่แว่นดูเอกสารบางอย่างอยู่ อาจารย์คนนี้อายุยังน้อยถ้าเทียบกับท่านอื่น แต่ก็อายุมากกว่าฉันหลายปี อาจารย์คนนี้ไม่อยากจะบอกว่ามีเหล่านักศึกษาเป็นแฟนคลับด้วยนะ อาจจะเพราะหล่อและลุคของอาจารย์ดูเป็นแดดดี้มาก ๆ ละมั้ง เลยทำให้ได้ใจนักศึกษาคณะฉันไป“นั่งสิ” อาจารย์ผายมือไปที่เก้าอี้ที่ตั้งวางอยู่ตรงข้ามกับโต๊ะของอาจารย์และห่างกันเพียงไม่กี่เซน ฉันเดินไปนั่งตามที่อาจารย์บอก และมองอาจารย์ด้วยความงงว่าเรียกมาทำไม “อาจารย์มีอะไรกับหนูหรือเปล่าคะ หนูส่งงานไม่ครบเหรอคะอาจารย์” “งานเธอก็ส่งครบหมดนะ ไม่มีปัญหาอะไร” อาจารย์พูดไปก็เปิดเอกสารคะแนนของนักศึกษาไปด้วย อ่าวแล้วแบบนี้จารย์จะเรียกฉันมาเพื่อไรเนี่ย “งั้นอาจารย์เรียกหนูมามีอะไรหรือเปล่าคะ?” ฉันก็ถามออกไปตามตรง อาจารย์เลยวางเอกสารตรงหน้าแล้วใช้มือหยิบแว่นที่ใส่อยู่ออก พร้อมกับนั่งจ้องมองหน้าฉัน เพียงไม่กี่วินาทีอาจารย์ก็พูดออกมาว่าเรียกฉันมาทำไม “เสนอร
ปัง! ฉันเงยหน้าขึ้นมาอีกรอบก็ต้องรู้สึกตกใจปนดีใจ ที่เห็นพี่โลคาอยู่ในท่ายกขาถีบประตู จนมันถูกเปิดกระแทกกับผนังข้าง พี่เขามองมาที่ฉันเป็นคนแรก จากนั้นใบหน้าพี่โลคาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นน่ากลัวขึ้น พี่เขาหันกลับไปมองยังอาจารย์ที่กำลังตื่นตกใจ นอกจากจะเข้ามาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วไม่พอ แต่ยังเป็นถึงลูกของอธิการบดีอีก พี่โลคาไม่พูดอะไรสักคำ แต่กลับจ้องอาจารย์ด้วยสายตาที่น่ากลัว เป็นสายตาเดียวกันกับตอนที่อยู่ต่างประเทศในวันนั้น พี่โลคาเดินเข้าไปหาอาจารย์ใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ “มันไม่ใช่อย่างที่คุณโลคาคิดนะครับ อีเด็กนี่มันมาให้ท่าผมเอง” “มึงพูดว่าไงนะ?” พี่โลคาพูดด้วยเสียงเข้มเย็นชา เอ่ยกับคนตรงหน้าด้วยถ้อยคำที่หยาบคายสุด ๆ เมื่อฉันได้ยินคำหยาบคายออกมาจากปากพี่โลคาถึงกลับนั่งนิ่งไปเลย พี่เขาดูเหมือนกับเป็นคนละคนกับพี่โลคาที่ฉันเคยรู้จัก “ดะ...เด็กนี่มันให้ท่าผมเอง!” อาจารย์พูดเสียงดังฟังชัดขึ้นอีกรอบ ก็ยิ่งทำให้พี่โลคากำหมัดแน่นมากขึ้นกว่าเดิม“ไม่จริง! ฉันไม่ได้ให้ท่าแกเลยสักนิด!” ว่าจบฉันก็ได้แต่พยุงตัวขึ้นเกาะขอบโต๊ะ เพื่อจ
“คือว่าหนูเจ็บข้อเท้าเดินไม่ได้ค่ะ” ฉันพูดออกไปเสียงอ้อน ๆ อย่างลืมตัว นานแล้วที่ไม่ได้คุยกับพี่เขาเลยตั้งแต่วันนั้น บางคนอาจจะมองว่าผ่านมาไม่กี่วันมันนานตรงไหน แต่ถ้าเทียบกับความรู้สึกฉันที่มีให้พี่โลคาแล้ว ต่อให้ไม่ได้คุยกันเลยแค่ชั่วโมงเดียวก็นับว่ามันก็นานแล้ว“…” พี่เขามองมาที่ข้อเท้าของฉันอย่างพิจารณาว่าฉันนั้นพูดโกหกไหม แต่พอได้เห็นข้อเท้าของฉันแล้วสีหน้าพี่เขาก็เปลี่ยนไป มันเหมือนกับว่าพี่เขากำลังเป็นห่วงฉันอยู่“หนูเดินไม่ได้ค่ะมันเจ็บ” แน่นอนว่าฉันสมทบความน่าสงสารของตัวเองเข้าไปเพิ่มอีก เผื่อพี่เขาจะเห็นใจแล้วไม่เดินหนีไปโดยทิ้งฉันไว้กับอาจารย์บ้านี่“ขึ้นมาสิ” พี่เขาเดินมาหยุดตรงหน้าฉันแล้วหมุนตัวหันหลัง ก่อนจะนั่งยอง ๆ ลงมา แค่นี้ฉันก็ยิ้มหน้าบานแล้ว“ขอบคุณนะคะ” ฉันโน้มตัวไปกอดคอพี่เขาไว้ แล้วจัดการแนบลำตัวลงกับแผ่นหลังกว้างอย่างไม่อับอายว่าหน้าอกหน้าใจของตัวเองกำลังแนบกับแผ่นหลังพี่เขา จะว่าฉันอ่อยก็ได้นะ อิอิ ก็พี่เขาให้ฉันขี่หลังนี่นา หน้าอกฉันจะไปโดนหน่อยก็ไม่แปลกแต่แค่ฉันเน้นกดลงไปมากกว่าปกติก็แค่นั้นเอง -,.-“…” พอเห็นว่าพี่โลคาไม่ว่าอะไรฉันก็เลยจัดการซบหน้าลงกับไห
พี่เขาค่อย ๆ จัดการถอดถุงเท้าข้อสั้นที่ฉันใส่ไว้อยู่ออกเบา ๆ เพื่อไม่ให้ฉันรู้สึกเจ็บ ฉันนั่งมองดูข้อเท้าตัวเองที่มีสีเขียวอมม่วงอย่างชัดเจน เนื่องจากตัวฉันเองเป็นคนที่ขาวพอสมควร เวลามีรอยอะไรก็จะเห็นง่ายมาก พี่เขาหยิบตะกร้าที่บรรจุยาทาหลากหลายชนิดมาวางไว้ข้าง ๆ โดยที่ฉันเองก็ได้แต่นั่งงงว่าพี่เขาไปเอามาตอนไหน สงสัยคงจะเป็นตอนที่พี่เขาออกไปเขียนชื่อผู้เข้าใช้บริการละมั้ง เอ๋...แต่ไหงพี่เขาถึงไม่ถามถึงชื่อจริงของฉันเลยล่ะ “เจ็บไหม?” ฉันสะดุ้งตัวตกใจเล็กน้อยเมื่อคนตรงหน้าเอ่ยถามขึ้น สงสัยเพราะก่อนหน้านี้ฉันเอาแต่นั่งมองหน้าพี่เขาเพลินไปมั้ง พี่เขาถึงได้ส่งสายตาตำหนิมาพร้อมกับตั้งคำถามส่งมาด้วย “ไม่เจ็บเลยค่ะ มือพี่โลคาเบามาก” แล้วพี่เขาก็ก้มหน้าลงไปทายาชนิดอื่น ๆ ต่อ ฉันมองพี่เขาพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับตัวเอง ถ้าเราคบกันพี่เขาจะต้องเป็นผู้ชายที่ดูแลฉันดีมากแน่ ๆ แต่ก็นะ คงได้แค่ฝัน “หนูไม่ได้ตบยัยด้า... พี่โลคาจะเชื่อหนูไหมคะ หลังจากเกิดเรื่องวันนั้นพี่โลคาคงเกลียดหนูมากเลยสินะ” เพราะอะไรไม่รู้ฉันถึงได้ตั้งคำถามนี้ออกไปกับคนตรงห
พี่เขานี่ก็จริง ๆ เลย ฉันร้องออกจะดังไม่ได้ยินเลยหรือไง ไม่งั้นนะได้มาเห็นธาตุแท้ของยัยด้าสองหน้านี่แน่ ๆ“เจ็บชะมัด” ฉันนวดเหนือบริเวณที่เกิดรอยช้ำเบา ๆ เพื่อคลายความเจ็บปวดจากการได้รับก่อนหน้านี้ มันช้ำไปกว่าเดิมอีกดูสิ แบบนี้ฉันจะกลับบ้านอย่างไรล่ะบ้านเลเน่สามวันผ่านไป... ฉันได้สิทธิพิเศษจากท่านอธิการที่ให้หยุดได้แบบไม่โดนหักหน่วยกิตถึงสามวันเพื่อพักรักษาตัว และที่ไม่หักหน่วยกิตก็เพราะอยากจะชดเชยเรื่องอาจารย์คนนั้นให้กับฉันหลังจากที่เกิดเรื่องนั้น วันต่อมาก็กลายเป็นข่าวดังขึ้น ซึ่งในข่าวไม่ได้เปิดเผยว่าเป็นมหา’ลัยไหน และก็ไม่ได้เปิดเผยถึงใบหน้าผู้เสียหายอย่างฉันด้วย ฉันคิดว่ามันโอเคมาก ๆ เลย ส่วนแม่ฉันตกใจมาก เนื่องจากทางมหา’ลัยได้โทรมาเล่าเหตุการณ์บวกกับขอโทษอย่างเป็นทางการ นั่นจึงทำให้แม่รู้ว่าฉันคือเหยื่อคนนั้น แม่ฉันเกือบจะไปพังมหา’ลัยเลยนะแต่ฉันห้ามไว้ก่อน และให้เป็นหน้าที่ของคุณตำตรวจแทน ถ้าขืนให้แม่ฉันไปอาละวาดนะมีหวังคนทั้งมหา’ลัยได้รู้แน่ว่าเหยื่อรายนั้นคือฉัน ได้อายไปถึงโคตรแน่ ๆ อาจารย์คนนี้ไม่ได้กระทำเพียงแค่กับฉัน แต่ยังไปทำกับคนอ
คอนโดลาคอส “ยัยเน่แกจะต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ” ฉันพูดกับตัวเอง พลางยืนเงยหน้ามองคอนโดสุดหรูกลางใจเมืองที่อยู่ติดกับแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตต่าง ๆ แถวละแวกนี้ แน่นอนว่าถ้าคอนโดไหนอยู่ใกล้แหล่งที่เที่ยว แถมยังโด่งดังและยอดฮิต พนันได้เลยว่าคอนโดนั้นคงจะราคาเช่า-ขายสูงน่าดู และที่ฉันต้องมายืนด่าตัวเองแบบนี้ก็เพราะ… คอนโดนี้เป็นสถานที่พักของพี่โลคานะสิ ฉันได้ข่าวมานานแล้วว่าพี่เขาออกมาอยู่คนเดียวใช้ชีวิตคนเดียวนานพอสมควร และที่ฉันขนข้าวของมามากมายแบบนี้นั้นก็เพราะฉันกะว่าจะมาอยู่กับพี่เขาถ้าถามว่าอะไรถึงทำให้ฉันคิดแบบนี้และทำตัวแบบนี้ อาจจะเป็นเพราะฉันไม่อยากยอมแพ้แล้วให้ยัยด้าได้พี่โลคาไปง่าย ๆ หรอกนะ ทำไมฉันต้องไปยอมนางด้วยจริงไหมล่ะ ใครจะมองว่าฉันดูแย่ไล่ตามผู้ชายหรืออะไรก็ตามฉันไม่สนใจฉันสนใจแค่คนที่ฉันรักและอยากจะแต่งงานด้วยในอนาคต ก็คือพี่โลคาคนเดียว ฉันจะรู้สึกผิดจริง ๆ ก็แค่คนเดียวคือแม่ของฉัน ฉันก็รู้สึกแย่นะที่โกหกแม่เพื่อมาอยู่กับผู้ชาย แต่ฉันเชื่อว่าในอนาคตพี่โลคาจะต้องเป็นเขยที่เพอร์เฟกต์สุด ๆ อย่างแน่นอน“แล้วฉันจะเข้าไปอยู่กับพี่เขายังไงละ” อันท
สงสัยฉันคงต้องไปแอบถามพี่พนักงานซะแล้วว่าใช้ของแบรนด์ไหนถึงได้ดีเหลือเกิน จนฉันอยากจะสั่งไปใช้ที่ห้องตัวเองบ้างเลยอะ ฉันเดินซื้อของในห้างแห่งนี้ได้สักพักใหญ่ ๆ แล้ว เดินนานจนห้างประกาศว่าจะปิดในอีกสิบห้านาทีนี่แหละ ฉันถึงได้รู้ตัวว่าตัวเองควรกลับคอนโดได้ตั้งนานแล้วไหม ไม่ใช่มากลับตอนห้างจะปิดแบบนี้ แต่ทำไงได้ผู้หญิงกับโซนเครื่องสำอาง เป็นอะไรที่ฉันใช้เวลากับโซนนี้มากที่สุดแล้ว “เล่นเอาแบกของซะเหนื่อยเลย” ฉันใช้หลังมือปาดพวกปอยผมที่ตกลงมาปกหน้าให้ทัดหูเอาไว้ด้วยความรำคาญ วันนี้ทั้งวันฉันหยิบจับนู่นนี่มาเยอะมากแล้วยังไม่มีเวลาได้ล้างมือเลย หลังจากที่เพิ่งเข้าห้องมาก็ฉันเอาแต่จัดของต่าง ๆ อยู่ การที่มือฉันไปผจญกับสิ่งสกปรกมา ฉันไม่มีทางให้มือมาโดนหน้าแน่ ไม่งั้นนะเหรอ สิว...ก็ได้ถามหาพอดี ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ ถ้าเกิดสิวถามหาขึ้นมาละแม่คุณเอ๊ย กว่าจะรักษาหายนะบอกเลยหมดตัว! “แอลกอฮอล์ในรอบหลายปี” ฉันนั่งยิ้มกับขวดไวน์ที่ไปยืนเลือกและซื้อมาอย่างไม่รู้อะไร เห็นขวดไหนสีสวยน่ารักก็ซื้อมาเลย ฉันกะว่าจะมานั่งฉลองคนเดียวในห้อง ฉลองให้กับความโชคดีที่ไ
“พี่หิวไหมคะ เดี๋ยวเน่จะได้ไปจัดโต๊ะให้” ฉันเดินเข้าช่วยพี่โลคาถอดเสื้อนอกออก จากนั้นก็ถือเสื้อนอกไว้ในมือตัวเอง พลางถามคนตรงหน้าที่เพิ่งกลับมาจากที่ทำงานเหนื่อย ๆพี่โลคาตอนนี้ขึ้นทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการของโรงพยาบาลแทนแม่พี่เขาแล้ว พ่วงด้วยดูแลมหา’ลัยแยกอีก แต่ดีที่การดูแลมหา’ลัยไม่ได้ลำบากมากนัก เพราะการเป็นอธิการบดีไม่จำเป็นต้องเข้าไปดูแลทุกวันเหมือนกับโรงพยาบาล จึงไม่ใช่งานหนักอะไรพี่โลคาของฉันไม่ได้จบปริญาโทเท่านั้น แต่พี่โลคาใฝ่เรียนจนจบเด็กเตอร์เหมือนกับพ่อแม่ของตัวเองได้ในอายุที่ยังน้อย ส่วนฉันจบตรีได้ก็ถือว่าบุญมากแล้ว T^T“ครับ มานี่ก่อนเร็ว” ฉันเดินเข้าไปหาพี่โลคาด้วยสีหน้ายิ้ม ทุกครั้งที่พี่เขากลับมักจะอ้อนแบบนี้ตลอด ฉันรู้ดีว่าพี่เขาจะทำอะไร เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาพี่เขาก็มักจะทำแบบนี้เสมอเวลาที่กลับมาบ้านหรือว่าจะออกไปทำงานฟอด~ “หายเหนื่อยเลยครับ” ปากหวานตลอด ฉันไม่อยากจะบอกเลยว่ายิ่งอยู่กับพี่โลคานานขึ้นพี่โลคาก็มักจะทำอะไรที่ฉันไม่คาดคิดมาก่อนเสมอ ไม่ว่าจะชอบชมฉัน ชอบเซอร์ไพรส์ทุกครั้งที่เป็นวันเกิดหรือวันครบรอบ เอาเป็นว่าพี่เขาโรแมนติกมากขึ้นเรื่อย ๆ เ
“รับผิดชอบยัยหนูด้วยการหมั้นไงละครับ” หมั้นอย่างนั้นเหรอ! “หา! หมะ...หมั้นเหรอคะ!” ฉันมองแม่พี่โลคากับพี่โลคาสลับกันไปมาด้วยความตกใจ “เรียนจบเมื่อไหร่แม่สัญญาว่าจะรีบจัดงานแต่งงานให้ไวที่สุดเลย เพราะงั้นหนูเลเน่รีบเรียนให้จบไว ๆ นะลูก ส่วนเรื่องมหา’ลัยถ้าหนูอยากกลับมาเรียนที่เดิมก็ไม่เป็นปัญหา แม่จะไปคุยกับพ่อพี่เขาให้เอง” เรื่องหมั้นฉันยังตกใจไม่หาย นี่มาเรื่องเรียนจบแล้วแต่งงานอีก ให้ตายเถอะ “เอ่อ...คือว่า เรื่องนี้มันเป็นเรื่องใหญ่ หนูคงต้องขอคุยกับแม่ก่อนค่ะ” ฉันพูดออกไปด้วยความนอบน้อม เรื่องหมั้นเรื่องแต่งงานมันเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก แถมวันนี้แม่ฉันก็ไม่ได้มานั่งฟังด้วย เพราะงั้นฉันต้องไปเล่าให้แม่ฟังก่อน “เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงเลย เดี๋ยวแม่จะไปคุยกับพราวเองจ้ะ” ฉันยิ้มให้แม่พี่โลคา แต่ภายในใจก็รู้สึกกังวลกลัวว่าแม่ฉันจะไม่ยอม เอาจริงแล้วฉันดีใจมากที่จะได้หมั้นกับพี่โลคา แต่แค่กลัวว่าที่พี่เขาทำแบบนี้มันจะเป็นเพราะโดนบังคับให้ทำหรือเปล่า พี่เขาเต็มใจใช่ไหม...เวลา 13.23 น. “พี่โลคาแน่ใจแล้วเหรอคะว่าอยากจะหมั้นกับเน่จริ
ผลั๊ก! เสียงกระชากเปิดประตูของฉันดังขึ้น เรียกความสนใจให้สองแม่ลูกที่นั่งอยู่ตรงโซฟาต่างหันมามองที่ฉันเป็นทางเดียว ฉันพยายามใช้มือลูบผมที่กำลังยุ่งให้ดูเรียบร้อยขึ้นแล้วเดินไปยกมือไหว้แม่พี่โลคาด้วยท่าทางเกร็ง แม่พี่โลคาเองก็พยักหน้ารับไหว้ฉันเหมือนกัน “หนะ...หนูอธิบายได้นะคะ ท่านกำลังเข้าใจผิด” ฉันพูดด้วยเสียงตะกุกตะกัก รีบเดินไปทางแม่พี่โลคาเพื่อจะอธิบายเรื่องนี้ไปในทางที่ดี แม้ฉันจะต้องโกหกท่านก็เถอะ แต่เพื่ออนาคตพี่เขาแล้วฉันจะทำตัวน่าสงสัยแบบนี้ไม่ได้ “ไม่ต้องอธิบายอะไรทั้งนั้น เห็นเต็มสองตาขนาดนี้ยังจะแก้ตัวอะไรได้อีก” แม่พี่โลคาพูดในขณะที่สายตายังคงจ้องหน้าลูกชายตัวเองด้วยความโมโห “ท่านคะ! เป็นความผิดหนูเองค่ะ คือ...คือหนูอะ...อ่อยพี่เขาค่ะ! หนูสัญญาค่ะว่าจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก” ฉันวิ่งเข้าไปนั่งกอดขาแม่พี่โลคาพลางพูดรัวพูดมั่วไปหมด คิดอะไรได้ก็พูดเพื่อให้พี่โลคาไม่ซวย “ยัยหนู!/หนูเลเน่!” ฉันมองทั้งสองคนด้วยความงุนงง เนื่องจากทั้งสองต่างพากันเข้ามาจับฉันให้ยืนขึ้น “เลเน่ ทำไมหนูทำแบบนี้ละลูก” ฉันมึนเ
“อ๊า” ฉันนอนหอบหายใจเมื่อตัวเองได้ปลดปล่อยบางอย่างออกมา ฉันรู้สึกโล่งตัวอย่างบอกไม่ถูก แต่เพียงแค่แป๊บเดียวเท่านั้น เพราะตอนนี้ฉันกำลังจะกลับมาเกร็งอีกรอบเมื่อเห็นว่าพี่โลคาขยับตัวลงมานั่งติดกับส่วนนั้นของฉัน “พะ...พี่โลคา” ฉันพูดด้วยเสียงหอบหมายจะห้ามพี่เขา แต่ทำไมเหมือนกับว่าตรงส่วนนั้นมันขยายใหญ่มากขึ้นกว่าเดิมได้ล่ะ แถมมัยยังกระตุกขยับไปมาเล็กน้อยอีกด้วย “รู้ตัวไหมเวลาที่ยัยหนูนอนพูดด้วยสีหน้าแบบนั้นมันทำให้พี่มีอารมณ์มากขึ้นแค่ไหน” พี่โลคาชักรูดส่วนนั้นของตัวเองพลางมองหน้าฉันไปด้วย ไม่นานพี่โลคาก็ใช้แขนมาค้ำยันลงที่ข้างหูฉัน อีกมือก็จัดการจับเจ้าส่วนนั้นของพี่โลคามาถูที่น้องสาวสุดหวงของฉันไปด้วย “อือ ดะ...เดี๋ยวสิคะ” แม้ฉันจะร้องห้ามแต่ขาทั้งสองข้างของตัวเองกลับขยับออกห่างเองโดยอัตโนมัติ เพื่อให้สิ่งนั้นถูไถได้ง่ายขึ้น “ชอบเหรอครับ” พี่โลคายิ้มมุมปาก พลางก้มหน้าจ้องมองฉันที่กำลังใช้มือปิดปากตัวเองไว้เพราะไม่อยากส่งเสียงน่าเกลียดออกมา แต่ภายในใจจริง ๆ ก็กำลังก่นด่าตัวเองด้วยที่ดันไปขยับขาออกเพื่อรับสัมผัสอย่างน่าอับอาย “ส
“ปล่อย” ฉันพูดด้วยเสียงนิ่งและจริงจังเพื่อให้อีกคนรับรู้ว่าฉันไม่ได้พูดเล่น ส่วนพี่โลคานางก็เลิกยุกยิกกับฉันเลยเมื่อเห็นว่าฉันเริ่มจะไม่มีท่าทีเล่นแล้ว “ยัยหนู...” พี่โลคากอดเอวฉันจากทางด้านหลังไว้หลวม ๆ พลางเกยคางไว้บนไหล่ของฉัน จากนั้นนางก็เริ่มเรียกฉันแบบที่ชอบเรียกด้วยเสียงอ้อน “ออกไป เน่ขอร้อง” เสียงของฉันเริ่มจะสั่นเครือแล้ว ความรู้สึกของฉันมันเริ่มจะไม่เชื่อฟังตัวฉันซะแล้ว ยอมรับเลยว่าวันนี้ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีความสุขมาก แต่มันเป็นความสุขที่ฉันจะต้องเก็บเอาไว้ภายใต้จิตใจของฉัน ฉันพยายามแสดงออกให้พี่เขาเห็นมากที่สุดว่าฉันไม่ต้องการกลับไปยุ่งกับพี่เขาแล้ว “อย่าไล่พี่ ยัยหนูไม่รักพี่แล้วงั้นเหรอ” ฉันจุกกับคำพูดของพี่เขาจนตัวเองนั่งนิ่งเงียบไป ไม่รักงั้นเหรอ เหอะ! ถ้าฉันไม่รักพี่เขาฉันก็คงไม่ยอมให้ตัวเองมาทรมานแบบนี้หรอก “…” พี่โลคาจับฉันให้นั่งหมุนตัวหันไปตรงหน้าพี่เขา เราสองคนต่างมองตากันด้วยความรู้สึกที่ต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่าอีกคนคิดอย่างไรกับเรา ใบหน้าพี่เขาเริ่มเลื่อนเข้ามาใกล้ฉันมากขึ้นเรื่อย ๆ “คิดถึง” พี่
กลับไปก็ต้องรีบไปทำควิซอีก เพื่อเก็บคะแนนตรงนี้ให้เป็นคะแนนช่วยเวลาที่คะแนนสอบออกมาได้ไม่ดีอะไรแบบนี้ วิชานี้เป็นวิชาที่ยากมากพอสมควรเลยคอนโดเลเน่ พอฉันเปิดประตูเข้าไป จมูกก็ได้กลิ่นหอมออกมาจากทางห้องครัว ไม่ต้องบอกก็พอเดาได้ว่าใครเข้ามาในห้องของฉันถ้าไม่ใช่พี่โลคา ส่วนที่นางเข้ามาได้อย่างไรอันนี้ฉันคงไม่ต้องไปคิดให้ปวดหัว คงจะใช้อำนาจอีกนั่นแหละ “กลับมาแล้วเหรอครับ หิวไหม?” พี่โลคาหันกลับมามองฉันที่เดินตามกลิ่นหอมยั่วยวนนี้เข้ามาในห้องครัว ฉันแอบตกใจและแปลกใจเล็กน้อยเมื่อได้เห็นพี่โลคาในมุมที่ใส่ชุดแบบนี้ พี่เขาสวมผ้ากันเปื้อนลายกระต่ายสีชมพูของฉันอยู่นะสิ อยากขำนะแต่ต้องเก๊กหน้านิ่งเอาไว้ก่อน “ใครอนุญาตให้พี่เข้ามาทำอาหารในนี้กันคะ” ฉันยืนกอดอกพูดกับพี่เขาด้วยน้ำเสียงเข้มแบบที่พี่เขาเคยทำใส่ฉัน “พี่อนุญาตตัวเอง ไปนั่งรอก่อนจะเสร็จแล้ว” คนหน้ามึนพูดจบก็หันกลับไปทำกับข้าวต่อโดยไม่สนใจเลยว่าฉันยืนจ้องตาเขม็ง สุดท้ายฉันก็ต้องยอมแพ้ออกมานั่งเปิดโน้ตบุ๊กเพื่อทำควิซแทน “ยากจัง” ฉันนั่งทำควิซมาได้สักพักแล้วแต่ก็ยังไม่เ
“เห็นว่ามุงดูคนหล่อกันค่ะ” คนหล่องั้นเหรอ...หรือว่า!! “ขอบคุณมากค่ะ” ฉันพูดขอบคุณรุ่นน้องเสร็จก็รีบวิ่งออกไปจากตรงนี้ให้ไวที่สุด ทางเข้ามหา’ลัยไม่ได้มีแค่ทางเข้าเดียว ฉันไปเข้าอีกทางก็ได้ ส่วนคนหล่อที่รุ่นน้องพวกนั้นพูดก็คงไม่พ้น “ยัยหนู!” นั่นไงล่ะ เป็นพี่โลคาจริง ๆ ด้วย ฉันหันกลับไปมองก็พบว่ามีหลายสายตาต่างจับจ้องมาที่ฉันด้วยสายตาแบบว่า...ริษยา ส่วนพี่โลคาก็หมายจะวิ่งเข้ามาหาฉัน แต่ดันติดฝูงคนตรงนั้นจนทำให้พี่เขาไม่สามารถตามฉันมาได้ “เกือบไปแล้ว” ฉันใช้มือทั้งสองข้างก้มจับเข่าพลางหอบหายใจด้วยความเหนื่อย ประตูอีกด้านที่สามารถเข้ามหา’ลัยได้ก็คือประตูหลังที่อยู่ติดอีกถนน มันไกลจากประตูหน้าพอสมควร แค่เดินธรรมดาก็เหนื่อยแล้วกว่าจะใช้เวลามาถึง แต่นี่ฉันดันวิ่งมา แน่นอนว่าฉันเหนื่อยแทบจะล้มตัวลงไปนอนหายใจเลย “น้องเน่เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” ฉันที่กำลังก้มตัวหอบหายใจอยู่ ก็มีมือของใครบางคนมาแตะลงที่ไหล่ของฉัน ฉันจึงเอียงคอขึ้นไปมองก็พบว่าเป็นพี่บลูนั้นเอง “ไม่เป็นอะไรค่ะ” ฉันขยับตัวออกห่างจากพี่บลูจนมือที่เขาแตะไว้ในตอนแรกเลื่อนออกไป
“ปล่อยนะ!” ฉันพยายามดิ้นไปมาเพื่อให้หลุดออกจากอ้อมกอดที่คุ้นเคย ฉันไม่อยากหวนคิดถึงมันอีก “หนีพี่มาทำไม ยัยหนูไม่รักพี่แล้วงั้นเหรอ” พี่โลคากอดฉันแน่นขึ้น แถมยังใช้มือขึ้นมาลูบผมฉันเบา ๆ อีก มันยิ่งทำให้ฉัน “ฮึก” ฉันกำเสื้อของพี่โลคาแน่น และกำมันด้วยความแรงที่ฉันกำลังเจ็บปวดอยู่ภายในใจตัวเอง พร้อมกับปล่อยน้ำตาให้ไหลรินออกมาอย่างห้ามไม่ได้ พี่โลคาก็ยังคงลูบผมฉันอยู่อย่างนั้น “ขอโทษนะ” พี่โลคาเอ่ยขอโทษออกมา พี่เขาไม่ผิดเลย พี่เขาจะมาขอโทษฉันทำไมฉัน “ฮึก พะ...พี่จะมาขอโทษหนะ...หนูทำไม” ฉันพูดด้วยเสียงอู้อี้และสะอึกร้องไห้ไปด้วย “ขอโทษที่วันนั้นพี่ไม่ได้อยู่ช่วยยัยหนู ขอโทษที่ปล่อยให้คนในครอบครัวมาทำร้ายยัยหนูไงครับ พี่ขอโทษ พี่ไม่รู้เลยว่ายัยหนูของพี่จะเก็บเรื่องนั้นไว้คนเดียวตลอด คงเจ็บมากเลยใช่ไหม” พี่โลคาดันตัวฉันออกเล็กน้อย และพี่เขาก็ก้มลงมามองฉันที่กำลังร้องไห้อยู่ “มะ...ไม่ ฮึก พี่ไม่ได้ผิดเลย” ฉันส่ายหน้าไปมาพร้อมกับน้ำตาที่กำลังรินไหล พลางเงยหน้ามองพี่เขาด้วยสายตาจริงใจว่าฉันไม่โกรธหรือโทษพี่เขาเลยสักนิด
เลเน่ Talk “ขอบคุณที่มาส่งนะคะพี่บลู” ฉันก้มตัวลงไปไหว้รุ่นพี่ที่คณะของตัวเอง พี่เขาก็ยิ้มตอบกลับมาพร้อมกับพยักหน้าเป็นเชิงว่ารับคำขอบคุณจากฉัน นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วที่ฉันย้ายมาอยู่ที่นี่ พวกเพื่อน ๆ และรุ่นพี่ที่มหา’ลัยต่างใจดีกับฉันเกือบทุกคนเลย เป็นคณะที่อบอุ่นพอตัวเลย อีกอย่างฉันเข้ามาเรียนกลางคันด้วย ถ้าเป็นที่อื่นเขาคงไม่รับ แต่ฉันมีคนจัดการให้พร้อมก็เลยไม่เป็นปัญหาอะไร “ไม่เป็นไรครับ น้องเน่ก็รู้ว่าพี่เต็มใจมากแค่ไหน” ฉันทำได้เพียงแค่ยิ้มตอบกลับไป พี่บลูเป็นรู่นพี่ที่คณะของฉัน และยังเป็นนักศึกษาที่ได้ฉายาว่าเจ้าชู้ตัวพ่อ พี่เขาตามจีบฉันตั้งแต่เข้าเรียนวันแรก จนถึงวันนี้นางก็ยังคงตามจีบฉันไม่เลิก ทั้งที่ฉันบอกไปหลายรอบละนะว่าฉันมีคนที่ชอบอยู่แล้ว แต่นั่นไม่ได้ทำให้พี่เขาหยุดตามตอแยฉันได้เลย และที่วันนี้พี่เขามาส่งฉันได้ก็เพราะได้รุ่นพี่อีกคนมาช่วยเป็นกำลังเสริม ฉันก็เลยต้องเลยตามเลยไป “งั้นเน่ขอตัวก่อนนะคะ” พูดจบฉันก็ไม่รอให้อีกฝ่ายตอบเพราะเดี๋ยวมันจะยาว ฉันจึงรีบเดินไว ๆ เข้าตึกคอนโดของใครก็ไม่รู้แทน ฉันไม่ได้ให้พี่เข