“น่ารำคาญ!” ผมเดินตรงไปยังมือถือ ที่ดูเหมือนจะเป็นต้นตอของการเชื่อมต่อไปยังลำโพงบลูทูทที่กำลังส่งเสียงดังอยู่ อย่างแรกที่ผมควรทำคือการปิดเสียงเพลงซะ ผมจะได้เลิกตะโกนคุยกับเธอท่ามกลางเสียงดัง ๆ นี่สักที “ปิดทำไมง่า กำลังมันเยยย” ผมไม่สนใจในสิ่งที่เด็กนี่พูดแล้วจัดการเดินเลี่ยงไปตรงประตูแทน ผมอยากจะกลับห้องไปนอนอ่านวิจัยต่อแล้ว แต่ยังไม่ถึงประตูห้องก็โดนเด็กนี่ดึงชายเสื้อชุดนอนไว้แทน “เข้ามาแย้วคิดว่าหนูจะปล่อยพี่โลคาออกไปง่าย ๆ หยอ” ผมพ่นลมหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย “ทำไม...คุณจะทำอะไรผม?” ผมหมุนตัวเดินเข้าไปประกบแนบชิดกับเธอ หึ! ถึงจะเมาแต่ความรู้สึกของเธอที่มีต่อผมก็ยังคงอยู่สินะ สีหน้าอาย ๆ แบบนี้เป็นหลักฐานชั้นดีที่ยืนยันว่าเธอยังคงรักผม และยังไวต่อความรู้สึกกับผมเสมอ “คะ...คือ” ดูสายตาที่สั่นไหวของเธอสิ ยิ่งทำให้ผมอยากจะแกล้งเด็กนี่มากขึ้น ตอนแรกทำตัวเป็นพวกผู้หญิงโชกโชน แต่ไหงตอนนี้กลับเป็นเพียงแค่ผู้หญิงไร้เดียงสาแทนซะงั้น “ว่าไง?” ผมลอบยิ้มแล้วจัดการหย่อนสะโพกนั่งลงกับเก้าอี้ข้าง ๆ ไม่ลืมที่จะเกี่ยวเอวเด็กนี
ลิ้นของพี่เขา อยะ...อย่างกับเครื่องจักรขุดเจาะ ที่ละเลงมาอย่างกับว่าไม่มีวันที่แบตหรือน้ำมันจะหมดได้ง่าย ๆจนฉันรู้สึกเหมือนได้ปลดปล่อยบางอย่างออกมา ที่ทำให้ฉันรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก “ให้โอกาสตอบอีกรอบ อยากหยุดมันไหม?” ฉันมองคนตรงหน้าด้วยสายตาหยดย้อยแล้วจัดการดันตัวลุกขึ้นนั่ง ของเหลวที่อยู่ตรงส่วนนั้นก็ไหลลงมาเปื้อนกับที่นอนจนเปียกชุ่ม “แน่นอนค่ะว่า...ไม่” ฉันผลักพี่เขาให้นอนราบลงกับเตียงแล้วขึ้นไปนั่งคร่อมลงตรงหน้าท้องแกร่ง ตรงส่วนนั้นของพี่เขามันกำลังแข็ง และใหญ่มากซะจนฉันแอบตกใจกับขนาดของมันเมื่อได้มาเห็นใกล้ ๆ แต่ก็ต้องเก็บซ่อนใบหน้าหน้าตื่นกลัวนั้นเอาไว้ “จะทำ?” พี่โลคาสอดมือทั้งสองข้างของตัวเองไว้ใต้ท้ายทอยอย่างสบาย ๆ พลางมองดูฉันที่จะเป็นฝ่ายรุกอย่างสนใจ “อยากเป็นของพี่” ว่าจบฉันก็ใช่นิ้วกดแท่งร้อนที่ชี้ขึ้นให้แนบลงกับหน้าท้องของพี่เขา ฉันยกสะโพกขึ้นเล็กน้อยแล้วนั่งทับแท่งร้อนไว้แบบนั้นโดยที่ยังไม่ได้สอดใส่เข้าไป เพียงแค่ถูก็ทำให้คนข้างล่างกระตุกยิ้มพอใจได้แล้ว “หัดคิดก่อนที่จะพูดออกมาบ้าง” คนใต้ร่างพูดขึ้นเสียงกระเส่
เวลา 11.56 น. “ปวดหัวชะมัด” ฉันยันตัวลุกขึ้นนั่งในขณะที่ยังคงหลับตาด้วยความมึน และเพื่อหลบแสงแดดที่ส่องเข้ามาแยงตาด้วย แต่แล้วบางสิ่งบางอย่างก็ไหลออกมาจากส่วนนั้นของฉัน เล่นเอาฉันถึงกับขมวดคิ้วสงสัย “ทำไมรอบนี้ประจำเดือนมาไวจัง จำได้ว่าเพิ่งจะหายเมื่ออาทิตย์ก่อนเองนิ” ฉันจึงลืมตาเพื่อจะมองสำรวจดูส่วนล่าง แต่ก็ต้องชะงักซะก่อน “ทำไมฉันไม่ได้เสื้อผ้าวะ?” ฉันละความสนใจจากเรื่องเสื้อผ้า เพราะคิดว่าเมื่อคืนน่าจะเมามากจนเผลอทำอะไรบ้า ๆ ละมั้ง ฉันเลิกผ้าห่มขึ้นแต่ก็ต้องเกิดอาการช็อกอีกรอบ มันมีเลือดก็จริง แต่ดูเหมือนมันจะมีอย่างอื่นด้วย มันเป็นน้ำข้น ๆ คล้ายกับพวกนมข้นนมหวานอะไรพวกนั้น ความสงสัยฉันก็หายไปเมื่อมีเสียงคุ้นเอ่ยขึ้น “ตื่นแล้วเหรอ” ฉันหันไปมองคนข้าง ๆ ด้วยความตกใจ ฉันไม่ได้สังเกตเลยว่ามีคนนอนอยู่ข้าง ๆ ด้วย แถมยังเป็น “พี่โลคา!!!” ฉันเรียกชื่ออีกคนเสียงดังฟังชัดและมองดูสภาพของเราสองคน แค่นี้ฉันก็เข้าใจสถานการณ์แล้ว นี่อย่าบอกนะว่า “อย่ามามองผมด้วยสายตาแบบนี้ คุณอะข่มขืนผม” ฮะ! ฉันเนี่ยนะข่มขืนพี่โล
“มี” ฉันพยักหน้าเข้าใจ คงมีเรียนช่วงบ่ายหรือช่วงเย็นละมั้งถึงได้ไม่ค่อยรีบ แต่ว่าฉันจะมัวมาคุยสบายใจไม่ได้ วิชานี้ยากมาก และฉันก็ไม่อยากเข้าสาย เพราะกลัวจะโดนอาจารย์ประจานชื่อผ่านไมค์ “งั้นหนูขอตัวก่อนนะคะ สายมากแล้ว ไม่งั้นหนูโดนจารย์ฆ่าตายแน่” ฉันเปลี่ยนทิศจากลิฟต์เป็นบันไดหนีไฟแทน เพราะดูแล้วและกะเวลาคร่าว ๆ มายืนรอลิฟต์คงไม่ทันการแน่ ๆ “บอกว่าอย่าวิ่ง” ดุอีกแล้ว แต่มันใช่เวลาไหมเนี่ย! “เอ๊ะ! พี่โลคาทำอะไรคะ” ฉันถูกมือหนากระชากรั้งไว้ไม่ให้เดินไปทางหนีไฟ แล้วลากฉันไปยืนรอลิฟต์แทน “...” สิ่งที่ได้กลับมาคือความเงียบ ฉันไม่มีเวลามาเล่นสงครามประสาทตอนนี้หรอกนะ “พี่โลคาคะ”ติ๊ง! ในขณะที่ฉันเอ่ยเรียกชื่อคนข้าง ๆ ก็เป็นจังหวะเดียวกันกับลิฟต์มาพอดี พี่โลคาลากฉันเข้าไปยืนในลิฟต์แบบไม่พูดอะไรและไม่มองฉันด้วย ส่วนฉันก็ต้องจำใจทำตามพี่เขาอย่างว่าง่าย ก่อนจะก้มหน้าลงไปมองที่ข้อมือของตัวเองที่ถูกมือนุ่ม ๆ ของพี่โลคากุมอยู่ เขินจัง เหมือนแฟนกันเลยอะ มือพี่เขานุ่มมาก แถมตัวพี่เขายังได้กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ลอยมาด้วย เป็น
“เจ็บนะโว้ย ตีเข้ามาได้ มันไม่ได้มีอะไร ฉันก็แค่เผอิญเจอพี่โลคาแถวปากซอยทางเข้ามหา’ลัย แล้วทีนี้ฉันก็เลยออกไปยืนกางแขนบังคับขอติดรถพี่เขามาด้วย จนพี่เขายอมมาส่งฉันนี่แหละ” ฉันใส่สีตีไข่ไปให้มันดูเป็นเรื่องจริงที่สุด “แล้วทำไมพี่เขาถึงเข้ามาส่งถึงในคณะเลยวะ” “ก็ตอนแรกพี่เขาส่งหน้ามหา’ลัยแหละ แต่ฉันไม่ยอมลง พี่เขารำคาญก็เลยมาส่งตามที่ฉันขอร้องซะเลยไง” ภาวนาขอให้มันเชื่อแล้วกัน ดูมันมองฉันสิ สายตามันกำลังจ้องจับผิดฉันอยู่ “ไม่ได้โกหก?” ทีเรื่องนี้นะทำเป็นฉลาด ทีตอนฉันแอบกินขนมมันไปมันยังโง่ไม่รู้ตัวเลย “โกหกแล้วจะได้ไรวะ บ้า!” ฉันเผลอตัวพูดเสียงสูงออกไป แต่ดีที่มันพยักหน้าแทน เฮ้อโอเค ยัยนี่ยังคงไม่รู้ตัว ดีเหมือนกัน เฮ้อ...เวลาที่ต้องมาโกหกเพื่อนเรื่องที่อยากจะเล่าเต็มประดานี่มันน่าอึดอัดใจชะมัด “เพื่อนรักแกคงอกแตกตายแน่” ยัยพิ้งพูดขึ้นยิ้ม ๆ ‘เพื่อนรัก’ คำนี้ฉันรู้ดีว่ามันหมายถึงอะไร และฉันก็คิดเหมือนมันนั่นแหละว่ายัยนั่นคงกำลังอกแตกตายอยู่อย่างแน่นอนคอนโดลาคอส อุตส่าห์แอบหวังว่าพี่โลคาจะมารับกลับไปด้วยกัน แต่ที่ไ
“คนนิสัยไม่ดี!” หลังจากที่เดินออกมาจากคอนโดได้สักพัก ฉันก็มานั่งอยู่ตรงสวนของคอนโดพลางตบยุงไปด้วย พอมีป่ามีต้นไม้ยุงก็จะเยอะกว่าปกติ ยิ่งตรงที่ฉันกำลังนั่งอยู่มันมืดและไม่มีแสงไฟพวกยุงก็ยิ่งชอบเข้าไปใหญ่ ฉันนั่งพูดคนเดียวและด่าพี่โลคาบ้างมาเป็นระยะเวลาสักพักแล้ว ฉันไม่กล้าขึ้นไปห้องตัวเอง กลัวจะไปจ๊ะเอ๋กับพี่แบล็คเข้า ก็เลยมานั่งรอแถวนี้แทน และที่ต้องเลือกนั่งในมุมมืดก็เพราะตรงนี้สามารถมองเห็นรถพี่แบล็คได้อย่างชัดเจน ถ้าไม่ใช่ผู้เช่าผู้ซื้อก็จะไม่สามารถเข้าไปจอดที่ชั้นจอดรถของตัวคอนโดได้ เพราะงั้นพี่แบล็คเลยต้องจอดแถว ๆ ที่จอดรถที่ทางคอนโดทำไว้ให้ ฉันจำป้ายทะเบียนรถของพี่เขาได้ และลักษณะรถพี่เขาก็มองง่าย เพราะเป็นรถมอ’ไซค์บิ๊กไบค์ ขนาดคันของมันจะใหญ่กว่ารถทั่วไปมากอยู่ เป็นรถที่พี่แบล็คใช้บ่อยมากถ้าเทียบกับรถเก๋งที่เคยเอาไว้ไปส่งฉันที่บ้าน “แล้วนี่จะนอนค้างเลยหรือไงเนี่ย! ยุงนี่ก็กัดจังวะ ถ้าแกยังไม่เลิกกัดฉันนะเตรียมเจอพี่ ๆ เทศบาลได้เลย!” ฉันบ่นอย่างหัวเสีย เมื่อมานั่งรอนานหลายชั่วโมงละพี่แบล็คก็ไม่เห็นจะกลับสักที พลางพูดข่มขู่ยุงด้วย
เวลา 11.43 น. “อือ ขี้เกียจชะมัด เฮ้อ” ฉันบิดขี้เกียจไปมาขณะที่ตายังคงหลับอยู่ และร่างกายของฉันก็ยังคงนอนราบอยู่บนเตียงนุ่ม ๆ นี่ เคยเป็นกันไหม เตียงดูดจนไม่อยากลุกไปทำอะไรเลย ได้แค่คิดละนะ เพราะอย่างไรวันนี้ฉันก็ต้องไปเรียนอยู่ดี “เมื่อไหร่จะเรียนจบสักทีนะ” ฉันยันตัวลุกขึ้นจากเตียงแล้วเดินเอื่อย ๆ ไปที่ห้องน้ำ ใช้เวลาไม่นานเพื่อจัดการตัวเองให้เสร็จสรรพในห้องน้ำ ฉันก็เดินออกมาพร้อมกับชุดไพรเวตธรรมดา พูดถึงเรียนจบ อีกแค่ปีเดียวพี่โลคาก็จะจบแล้วนี่นา แถมช่วงนี้รุ่นพี่ปีสี่ก็ไม่ค่อยจะอยู่มอกันด้วย ส่วนมากพวกพี่เขาก็ไปฝึกงานกัน “หิวจัง ลืมเลยว่าไม่ได้อยู่ที่บ้านแล้ว” ฉันเดินลูบท้องตัวเองไปหยิบกระเป๋าสะพายขึ้นมา ก่อนจะหมุนตัวเดินไปยังประตูทางออกของห้องตัวเอง ทุกทีที่บ้านจะมีป้าแม่บ้านคอยทำอาหารเช้าไว้ให้ แต่วันนี้คงต้องไปหากินที่มอเอาซะแล้ว “ยังมีเวลาเหลือเฟือ” พอเช็กเวลาแล้วฉันก็พบว่ายังมีเวลาราว ๆ เกือบชั่วโมงในการไปนั่งกินข้าวที่คณะ ฉันเผื่อเวลาเอาไว้ ก็คอนโดนี้อยู่ห่างจากมหา’ลัยพอประมาณหนึ่ง ฉันก็เลยเผื่อเวลาเดินทางสามสิบนาที
ไม่งั้นขนของมันก็ไปติดที่ชุดหมด ฉันเลยบำบัดความอยากเลี้ยงของตัวเองโดยการไปกดติดตามเพจต่าง ๆ ของทางฝั่งยุโรปแทน ในไทยมีบ้าง แต่น้อยคนนักที่ฉันจะติดตาม “น่ารัก” ฉันพูดกับตัวเองพลางยกยิ้มอย่างมีความสุข ได้ฮีลตัวเองในตอนเช้าด้วยการเสพคลิปน้องหมาแมวแล้วไหนจะได้คนหล่อข้าง ๆ ไปส่งที่มหา’ลัยอีก วันนี้คงเป็นวันของฉันสินะโลคา Talk เสียงเล็กของเด็กที่นั่งอยู่ข้างผมพูดขึ้นไม่หยุด ตั้งแต่ที่ผมเห็นว่าเธอเอาแต่เปิดคลิปหมาแมวดู ผมกำลังขับรถไปมหา’ลัยทั้งที่วันนี้ตัวเองไม่มีเรียน แต่ผมกำลังจะไปส่งยัยเด็กนี่ต่างหาก ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองกำลังคิดจะทำอะไร ผมกะว่าจะเข้าไปโรงพยาบาลของแม่ เพราะแม่แจ้งมาว่าวันนี้มีประชุมผู้ถือหุ้น และนั่นจึงทำให้ผมต้องเข้าร่วมประชุมด้วย ณ เวลานั้นเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ผมเห็นเด็กนี่กำลังเดินออกมาพอดี หลังจากนั้นร่างกายผมก็ขยับไปเอง และทำในสิ่งที่ตัวเองก็ไม่สามารถให้คำตอบที่แน่ชัดได้ “เสียสายตา” ผมพูดดุเด็กที่นั่งข้างผมอยู่เมื่อผมขับเข้ามาจอดยังใต้อาคารของคณะเด็กนี่ พอหันไปมองก็เห็นว่าเด็กนี่จ้องดูมือถือใ
“พี่หิวไหมคะ เดี๋ยวเน่จะได้ไปจัดโต๊ะให้” ฉันเดินเข้าช่วยพี่โลคาถอดเสื้อนอกออก จากนั้นก็ถือเสื้อนอกไว้ในมือตัวเอง พลางถามคนตรงหน้าที่เพิ่งกลับมาจากที่ทำงานเหนื่อย ๆพี่โลคาตอนนี้ขึ้นทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการของโรงพยาบาลแทนแม่พี่เขาแล้ว พ่วงด้วยดูแลมหา’ลัยแยกอีก แต่ดีที่การดูแลมหา’ลัยไม่ได้ลำบากมากนัก เพราะการเป็นอธิการบดีไม่จำเป็นต้องเข้าไปดูแลทุกวันเหมือนกับโรงพยาบาล จึงไม่ใช่งานหนักอะไรพี่โลคาของฉันไม่ได้จบปริญาโทเท่านั้น แต่พี่โลคาใฝ่เรียนจนจบเด็กเตอร์เหมือนกับพ่อแม่ของตัวเองได้ในอายุที่ยังน้อย ส่วนฉันจบตรีได้ก็ถือว่าบุญมากแล้ว T^T“ครับ มานี่ก่อนเร็ว” ฉันเดินเข้าไปหาพี่โลคาด้วยสีหน้ายิ้ม ทุกครั้งที่พี่เขากลับมักจะอ้อนแบบนี้ตลอด ฉันรู้ดีว่าพี่เขาจะทำอะไร เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาพี่เขาก็มักจะทำแบบนี้เสมอเวลาที่กลับมาบ้านหรือว่าจะออกไปทำงานฟอด~ “หายเหนื่อยเลยครับ” ปากหวานตลอด ฉันไม่อยากจะบอกเลยว่ายิ่งอยู่กับพี่โลคานานขึ้นพี่โลคาก็มักจะทำอะไรที่ฉันไม่คาดคิดมาก่อนเสมอ ไม่ว่าจะชอบชมฉัน ชอบเซอร์ไพรส์ทุกครั้งที่เป็นวันเกิดหรือวันครบรอบ เอาเป็นว่าพี่เขาโรแมนติกมากขึ้นเรื่อย ๆ เ
“รับผิดชอบยัยหนูด้วยการหมั้นไงละครับ” หมั้นอย่างนั้นเหรอ! “หา! หมะ...หมั้นเหรอคะ!” ฉันมองแม่พี่โลคากับพี่โลคาสลับกันไปมาด้วยความตกใจ “เรียนจบเมื่อไหร่แม่สัญญาว่าจะรีบจัดงานแต่งงานให้ไวที่สุดเลย เพราะงั้นหนูเลเน่รีบเรียนให้จบไว ๆ นะลูก ส่วนเรื่องมหา’ลัยถ้าหนูอยากกลับมาเรียนที่เดิมก็ไม่เป็นปัญหา แม่จะไปคุยกับพ่อพี่เขาให้เอง” เรื่องหมั้นฉันยังตกใจไม่หาย นี่มาเรื่องเรียนจบแล้วแต่งงานอีก ให้ตายเถอะ “เอ่อ...คือว่า เรื่องนี้มันเป็นเรื่องใหญ่ หนูคงต้องขอคุยกับแม่ก่อนค่ะ” ฉันพูดออกไปด้วยความนอบน้อม เรื่องหมั้นเรื่องแต่งงานมันเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก แถมวันนี้แม่ฉันก็ไม่ได้มานั่งฟังด้วย เพราะงั้นฉันต้องไปเล่าให้แม่ฟังก่อน “เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงเลย เดี๋ยวแม่จะไปคุยกับพราวเองจ้ะ” ฉันยิ้มให้แม่พี่โลคา แต่ภายในใจก็รู้สึกกังวลกลัวว่าแม่ฉันจะไม่ยอม เอาจริงแล้วฉันดีใจมากที่จะได้หมั้นกับพี่โลคา แต่แค่กลัวว่าที่พี่เขาทำแบบนี้มันจะเป็นเพราะโดนบังคับให้ทำหรือเปล่า พี่เขาเต็มใจใช่ไหม...เวลา 13.23 น. “พี่โลคาแน่ใจแล้วเหรอคะว่าอยากจะหมั้นกับเน่จริ
ผลั๊ก! เสียงกระชากเปิดประตูของฉันดังขึ้น เรียกความสนใจให้สองแม่ลูกที่นั่งอยู่ตรงโซฟาต่างหันมามองที่ฉันเป็นทางเดียว ฉันพยายามใช้มือลูบผมที่กำลังยุ่งให้ดูเรียบร้อยขึ้นแล้วเดินไปยกมือไหว้แม่พี่โลคาด้วยท่าทางเกร็ง แม่พี่โลคาเองก็พยักหน้ารับไหว้ฉันเหมือนกัน “หนะ...หนูอธิบายได้นะคะ ท่านกำลังเข้าใจผิด” ฉันพูดด้วยเสียงตะกุกตะกัก รีบเดินไปทางแม่พี่โลคาเพื่อจะอธิบายเรื่องนี้ไปในทางที่ดี แม้ฉันจะต้องโกหกท่านก็เถอะ แต่เพื่ออนาคตพี่เขาแล้วฉันจะทำตัวน่าสงสัยแบบนี้ไม่ได้ “ไม่ต้องอธิบายอะไรทั้งนั้น เห็นเต็มสองตาขนาดนี้ยังจะแก้ตัวอะไรได้อีก” แม่พี่โลคาพูดในขณะที่สายตายังคงจ้องหน้าลูกชายตัวเองด้วยความโมโห “ท่านคะ! เป็นความผิดหนูเองค่ะ คือ...คือหนูอะ...อ่อยพี่เขาค่ะ! หนูสัญญาค่ะว่าจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก” ฉันวิ่งเข้าไปนั่งกอดขาแม่พี่โลคาพลางพูดรัวพูดมั่วไปหมด คิดอะไรได้ก็พูดเพื่อให้พี่โลคาไม่ซวย “ยัยหนู!/หนูเลเน่!” ฉันมองทั้งสองคนด้วยความงุนงง เนื่องจากทั้งสองต่างพากันเข้ามาจับฉันให้ยืนขึ้น “เลเน่ ทำไมหนูทำแบบนี้ละลูก” ฉันมึนเ
“อ๊า” ฉันนอนหอบหายใจเมื่อตัวเองได้ปลดปล่อยบางอย่างออกมา ฉันรู้สึกโล่งตัวอย่างบอกไม่ถูก แต่เพียงแค่แป๊บเดียวเท่านั้น เพราะตอนนี้ฉันกำลังจะกลับมาเกร็งอีกรอบเมื่อเห็นว่าพี่โลคาขยับตัวลงมานั่งติดกับส่วนนั้นของฉัน “พะ...พี่โลคา” ฉันพูดด้วยเสียงหอบหมายจะห้ามพี่เขา แต่ทำไมเหมือนกับว่าตรงส่วนนั้นมันขยายใหญ่มากขึ้นกว่าเดิมได้ล่ะ แถมมัยยังกระตุกขยับไปมาเล็กน้อยอีกด้วย “รู้ตัวไหมเวลาที่ยัยหนูนอนพูดด้วยสีหน้าแบบนั้นมันทำให้พี่มีอารมณ์มากขึ้นแค่ไหน” พี่โลคาชักรูดส่วนนั้นของตัวเองพลางมองหน้าฉันไปด้วย ไม่นานพี่โลคาก็ใช้แขนมาค้ำยันลงที่ข้างหูฉัน อีกมือก็จัดการจับเจ้าส่วนนั้นของพี่โลคามาถูที่น้องสาวสุดหวงของฉันไปด้วย “อือ ดะ...เดี๋ยวสิคะ” แม้ฉันจะร้องห้ามแต่ขาทั้งสองข้างของตัวเองกลับขยับออกห่างเองโดยอัตโนมัติ เพื่อให้สิ่งนั้นถูไถได้ง่ายขึ้น “ชอบเหรอครับ” พี่โลคายิ้มมุมปาก พลางก้มหน้าจ้องมองฉันที่กำลังใช้มือปิดปากตัวเองไว้เพราะไม่อยากส่งเสียงน่าเกลียดออกมา แต่ภายในใจจริง ๆ ก็กำลังก่นด่าตัวเองด้วยที่ดันไปขยับขาออกเพื่อรับสัมผัสอย่างน่าอับอาย “ส
“ปล่อย” ฉันพูดด้วยเสียงนิ่งและจริงจังเพื่อให้อีกคนรับรู้ว่าฉันไม่ได้พูดเล่น ส่วนพี่โลคานางก็เลิกยุกยิกกับฉันเลยเมื่อเห็นว่าฉันเริ่มจะไม่มีท่าทีเล่นแล้ว “ยัยหนู...” พี่โลคากอดเอวฉันจากทางด้านหลังไว้หลวม ๆ พลางเกยคางไว้บนไหล่ของฉัน จากนั้นนางก็เริ่มเรียกฉันแบบที่ชอบเรียกด้วยเสียงอ้อน “ออกไป เน่ขอร้อง” เสียงของฉันเริ่มจะสั่นเครือแล้ว ความรู้สึกของฉันมันเริ่มจะไม่เชื่อฟังตัวฉันซะแล้ว ยอมรับเลยว่าวันนี้ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีความสุขมาก แต่มันเป็นความสุขที่ฉันจะต้องเก็บเอาไว้ภายใต้จิตใจของฉัน ฉันพยายามแสดงออกให้พี่เขาเห็นมากที่สุดว่าฉันไม่ต้องการกลับไปยุ่งกับพี่เขาแล้ว “อย่าไล่พี่ ยัยหนูไม่รักพี่แล้วงั้นเหรอ” ฉันจุกกับคำพูดของพี่เขาจนตัวเองนั่งนิ่งเงียบไป ไม่รักงั้นเหรอ เหอะ! ถ้าฉันไม่รักพี่เขาฉันก็คงไม่ยอมให้ตัวเองมาทรมานแบบนี้หรอก “…” พี่โลคาจับฉันให้นั่งหมุนตัวหันไปตรงหน้าพี่เขา เราสองคนต่างมองตากันด้วยความรู้สึกที่ต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่าอีกคนคิดอย่างไรกับเรา ใบหน้าพี่เขาเริ่มเลื่อนเข้ามาใกล้ฉันมากขึ้นเรื่อย ๆ “คิดถึง” พี่
กลับไปก็ต้องรีบไปทำควิซอีก เพื่อเก็บคะแนนตรงนี้ให้เป็นคะแนนช่วยเวลาที่คะแนนสอบออกมาได้ไม่ดีอะไรแบบนี้ วิชานี้เป็นวิชาที่ยากมากพอสมควรเลยคอนโดเลเน่ พอฉันเปิดประตูเข้าไป จมูกก็ได้กลิ่นหอมออกมาจากทางห้องครัว ไม่ต้องบอกก็พอเดาได้ว่าใครเข้ามาในห้องของฉันถ้าไม่ใช่พี่โลคา ส่วนที่นางเข้ามาได้อย่างไรอันนี้ฉันคงไม่ต้องไปคิดให้ปวดหัว คงจะใช้อำนาจอีกนั่นแหละ “กลับมาแล้วเหรอครับ หิวไหม?” พี่โลคาหันกลับมามองฉันที่เดินตามกลิ่นหอมยั่วยวนนี้เข้ามาในห้องครัว ฉันแอบตกใจและแปลกใจเล็กน้อยเมื่อได้เห็นพี่โลคาในมุมที่ใส่ชุดแบบนี้ พี่เขาสวมผ้ากันเปื้อนลายกระต่ายสีชมพูของฉันอยู่นะสิ อยากขำนะแต่ต้องเก๊กหน้านิ่งเอาไว้ก่อน “ใครอนุญาตให้พี่เข้ามาทำอาหารในนี้กันคะ” ฉันยืนกอดอกพูดกับพี่เขาด้วยน้ำเสียงเข้มแบบที่พี่เขาเคยทำใส่ฉัน “พี่อนุญาตตัวเอง ไปนั่งรอก่อนจะเสร็จแล้ว” คนหน้ามึนพูดจบก็หันกลับไปทำกับข้าวต่อโดยไม่สนใจเลยว่าฉันยืนจ้องตาเขม็ง สุดท้ายฉันก็ต้องยอมแพ้ออกมานั่งเปิดโน้ตบุ๊กเพื่อทำควิซแทน “ยากจัง” ฉันนั่งทำควิซมาได้สักพักแล้วแต่ก็ยังไม่เ
“เห็นว่ามุงดูคนหล่อกันค่ะ” คนหล่องั้นเหรอ...หรือว่า!! “ขอบคุณมากค่ะ” ฉันพูดขอบคุณรุ่นน้องเสร็จก็รีบวิ่งออกไปจากตรงนี้ให้ไวที่สุด ทางเข้ามหา’ลัยไม่ได้มีแค่ทางเข้าเดียว ฉันไปเข้าอีกทางก็ได้ ส่วนคนหล่อที่รุ่นน้องพวกนั้นพูดก็คงไม่พ้น “ยัยหนู!” นั่นไงล่ะ เป็นพี่โลคาจริง ๆ ด้วย ฉันหันกลับไปมองก็พบว่ามีหลายสายตาต่างจับจ้องมาที่ฉันด้วยสายตาแบบว่า...ริษยา ส่วนพี่โลคาก็หมายจะวิ่งเข้ามาหาฉัน แต่ดันติดฝูงคนตรงนั้นจนทำให้พี่เขาไม่สามารถตามฉันมาได้ “เกือบไปแล้ว” ฉันใช้มือทั้งสองข้างก้มจับเข่าพลางหอบหายใจด้วยความเหนื่อย ประตูอีกด้านที่สามารถเข้ามหา’ลัยได้ก็คือประตูหลังที่อยู่ติดอีกถนน มันไกลจากประตูหน้าพอสมควร แค่เดินธรรมดาก็เหนื่อยแล้วกว่าจะใช้เวลามาถึง แต่นี่ฉันดันวิ่งมา แน่นอนว่าฉันเหนื่อยแทบจะล้มตัวลงไปนอนหายใจเลย “น้องเน่เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” ฉันที่กำลังก้มตัวหอบหายใจอยู่ ก็มีมือของใครบางคนมาแตะลงที่ไหล่ของฉัน ฉันจึงเอียงคอขึ้นไปมองก็พบว่าเป็นพี่บลูนั้นเอง “ไม่เป็นอะไรค่ะ” ฉันขยับตัวออกห่างจากพี่บลูจนมือที่เขาแตะไว้ในตอนแรกเลื่อนออกไป
“ปล่อยนะ!” ฉันพยายามดิ้นไปมาเพื่อให้หลุดออกจากอ้อมกอดที่คุ้นเคย ฉันไม่อยากหวนคิดถึงมันอีก “หนีพี่มาทำไม ยัยหนูไม่รักพี่แล้วงั้นเหรอ” พี่โลคากอดฉันแน่นขึ้น แถมยังใช้มือขึ้นมาลูบผมฉันเบา ๆ อีก มันยิ่งทำให้ฉัน “ฮึก” ฉันกำเสื้อของพี่โลคาแน่น และกำมันด้วยความแรงที่ฉันกำลังเจ็บปวดอยู่ภายในใจตัวเอง พร้อมกับปล่อยน้ำตาให้ไหลรินออกมาอย่างห้ามไม่ได้ พี่โลคาก็ยังคงลูบผมฉันอยู่อย่างนั้น “ขอโทษนะ” พี่โลคาเอ่ยขอโทษออกมา พี่เขาไม่ผิดเลย พี่เขาจะมาขอโทษฉันทำไมฉัน “ฮึก พะ...พี่จะมาขอโทษหนะ...หนูทำไม” ฉันพูดด้วยเสียงอู้อี้และสะอึกร้องไห้ไปด้วย “ขอโทษที่วันนั้นพี่ไม่ได้อยู่ช่วยยัยหนู ขอโทษที่ปล่อยให้คนในครอบครัวมาทำร้ายยัยหนูไงครับ พี่ขอโทษ พี่ไม่รู้เลยว่ายัยหนูของพี่จะเก็บเรื่องนั้นไว้คนเดียวตลอด คงเจ็บมากเลยใช่ไหม” พี่โลคาดันตัวฉันออกเล็กน้อย และพี่เขาก็ก้มลงมามองฉันที่กำลังร้องไห้อยู่ “มะ...ไม่ ฮึก พี่ไม่ได้ผิดเลย” ฉันส่ายหน้าไปมาพร้อมกับน้ำตาที่กำลังรินไหล พลางเงยหน้ามองพี่เขาด้วยสายตาจริงใจว่าฉันไม่โกรธหรือโทษพี่เขาเลยสักนิด
เลเน่ Talk “ขอบคุณที่มาส่งนะคะพี่บลู” ฉันก้มตัวลงไปไหว้รุ่นพี่ที่คณะของตัวเอง พี่เขาก็ยิ้มตอบกลับมาพร้อมกับพยักหน้าเป็นเชิงว่ารับคำขอบคุณจากฉัน นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วที่ฉันย้ายมาอยู่ที่นี่ พวกเพื่อน ๆ และรุ่นพี่ที่มหา’ลัยต่างใจดีกับฉันเกือบทุกคนเลย เป็นคณะที่อบอุ่นพอตัวเลย อีกอย่างฉันเข้ามาเรียนกลางคันด้วย ถ้าเป็นที่อื่นเขาคงไม่รับ แต่ฉันมีคนจัดการให้พร้อมก็เลยไม่เป็นปัญหาอะไร “ไม่เป็นไรครับ น้องเน่ก็รู้ว่าพี่เต็มใจมากแค่ไหน” ฉันทำได้เพียงแค่ยิ้มตอบกลับไป พี่บลูเป็นรู่นพี่ที่คณะของฉัน และยังเป็นนักศึกษาที่ได้ฉายาว่าเจ้าชู้ตัวพ่อ พี่เขาตามจีบฉันตั้งแต่เข้าเรียนวันแรก จนถึงวันนี้นางก็ยังคงตามจีบฉันไม่เลิก ทั้งที่ฉันบอกไปหลายรอบละนะว่าฉันมีคนที่ชอบอยู่แล้ว แต่นั่นไม่ได้ทำให้พี่เขาหยุดตามตอแยฉันได้เลย และที่วันนี้พี่เขามาส่งฉันได้ก็เพราะได้รุ่นพี่อีกคนมาช่วยเป็นกำลังเสริม ฉันก็เลยต้องเลยตามเลยไป “งั้นเน่ขอตัวก่อนนะคะ” พูดจบฉันก็ไม่รอให้อีกฝ่ายตอบเพราะเดี๋ยวมันจะยาว ฉันจึงรีบเดินไว ๆ เข้าตึกคอนโดของใครก็ไม่รู้แทน ฉันไม่ได้ให้พี่เข