"นักศึกษา...…จากสำนักพระจันทร์เสี้ยวออกจากหุบเขาบรรพกาลอย่างปลอดภัยแล้ว"เสียงประกาศดังก้องขึ้น ทุกคนที่อยู่ในหุบเขาบรรพกาลตกใจกันหมด"เจ้าโง่เอ้ยเจ้าอุส่าได้ลงไปในน้ำได้ขนาดนั้น แล้วเจ้ายังจะหักหยกกับออกมาจากเขาบรรพกาลอีก วรยุทธของเจ้าก็มีไม่ใช่หรือแล้วทำไมเจ้าไม่ไปหาไข่มุกบรรพกาลสีดำล่ะ เจ้าออกมาข้างนอกเจ้าก็ลองไปนั่งดูลูกแก้วเถอะ นักศึกษาสำนักตะวันเลือนนั้นช่วยกันอย่างดี แถมยังมีสตรีที่กล้าที่จะลงไปหาไข่มุกบรรพกาลสีฟ้าคนเดียวอีกแล้วนางก็ได้กลับขึ้นมา"อาจารย์ใหญ่ของสำนักพระจันทร์เสี้ยวกล่าวว่าลูกศิษย์ที่ทำตัวขี้ขลาด"ข้าขอโทษท่านอาจารย์ก็ข้าลงไปในน้ำข้าก็กลัว ข้าจึงหักป้ายหยกแล้วกลับมาที่นี่ ก็ท่านอาจารย์บอกเองไม่ใช่หรือเมื่อถึงคราวตาจนหรืออันตรายเกือบถึงชีวิต ให้พวกข้าหักหยกเพื่อที่จะหนีออกมาให้ได้ห้ามมีใครเป็นอะไรไม่ใช่หรือ"สตรีที่เป็นลูกศิษย์ผู้นั้นยังเถียงไม่หยุด"แล้วมันถึงขั้นอันตรายตรงไหน ทำไมเจ้าไม่คิดดูล่ะ มันเป็นโอกาสของพวกเจ้าไม่ใช่หรือที่ได้ลงไปในบึงน้ำแห่งนั้นแล้ว ข้าไม่รู้หรอกว่าบึงน้ำแห่งนั้นมีสิ่งใดแต่ที่ข้าเห็นเด็กสาวที่อยู่สำนักตะวันเลือนลงไปในหุบเขาสายลมเ
"สำนักพระจันทร์เสี้ยวได้ไข่มุกบรรพกาลสีดำเรียบร้อยแล้ว"เสียงประกาศก้องขึ้น นักศึกษาสาวที่อยู่หน้าลูกแก้วดีใจร้องเสียงดังและก็กอดกันกลม จนทำให้อาจารย์ทุกคนหันมามองพวกนางทั้งสองทางด้านในลูกแก้วเมื่อนักศึกษาทั้งหมดแปดคนได้ลงไปในบึงหนามทุกคนก็ได้หลุดออกจากพันธนาการของสิ่งที่ดึงพวกตนลงไป ทุกคนเตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดีแล้วที่จะลงมาด้านล่าง จึงลงมือต่อสู้ทันที ที่ทุกคนต่อสู้ไม่ใช่ว่าต่อสู้กับเต่าดำ เหมือนในตำราเคยกล่าวไว้ แต่พวกเขาต่อสู้กับพวกสาหร่ายมากกว่า ต่อสู้ไปสักพักใหญ่ๆก็มีพวกจระเข้ขึ้นมาเป็นกองหนุนหลัง จากต่อสู้กันสักพักใหญ่ๆ หนึ่งในกลุ่มจึงคิดได้ว่าตนต้องลงมือกับไข่มุกสีดำ จึงจะหยุดทุกอย่างได้ เป็นดั่งที่บุรุษผู้นั้นคิดจริงๆ เพราะตอนที่ต่อสู้ไป เขาก็พึ่งไปหยิบไข่มุกสีดำทุกอย่างก็สลายหายไปทันที"พวกเจ้าได้ไข่มุกสีดำแห่งบรรพกาลนี้แล้วก็รีบออกไปเถอะ ในเมื่อในที่นี้ไข่มุกแห่งบรรพกาลสีฟ้าถูกหยิบออกไปแล้ว ครั้งนี้คงเป็นโอกาสที่เหมาะแล้วที่ไข่มุกทั้งสี่จะได้ไปอยู่ตำแหน่งที่พวกมันต้องอยู่เสียที ข้าขอให้พวกเจ้าทำให้สำเร็จก็แล้วกัน"เต่าดำกล่าวด้วยเสียงที่สั่นเทาในความชราของมัน
หลังจากที่จินเป่าบอกให้ทุกคนได้ฟัง ทุกคนก็เกิดความคิดเดียวกันว่าต้องทำภารกิจนี้ให้สำเร็จจนได้"งั้นพวกเราก็รีบเดินทางเถอะ พวกเราจะได้รู้จุดที่มันอยู่ในแผนที่เพราะตอนนี้เหมือนเรายังไม่รู้จุดเลย ว่าเราอยู่ตรงจุดใดของแผนที่กันแน่"บุรุษผู้ที่ถือแผนที่กล่าวขึ้น ทุกคนจึงเร่งเดินทาง ตอนนี้ทั้งสิบได้อยู่ในป่าสีเขียวขจี ต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นเต็มไปหมดมีทั้งต้นไม้โบราณที่มองดูแล้วรูปทรงประหลาดตายยิ่งนัก"ต้นไม้เยอะขนาดนี้และมีรูปทรงโบราณเยอะแยะ ไม่ใช่ว่าเราเดินมาทางบึงหนามหรอกหรือ ถ้าเรามาทางบึงหนามเราก็ต้องย้อนกลับแล้วล่ะเพราะว่าทางบึงหนามนั้นไข่มุกบรรพกาลสีดำได้ถูกผู้นำออกไปแล้ว เราจะไปต่อให้แน่ใจหรือว่าจะกลับกันเลย"บุรุษที่ถือแผนที่ กลางแผนที่ออกและกล่าวให้ทุกคนฟัง"ข้าว่าถ้ามันเป็นป่าโบราณแถบๆบึงหนามจริงๆ แล้วพวกเราก็ไปอีกฝั่งเถอะจะได้ไปทางถ้ำเห็นจันทรา เพราะถ้าไปต่อเราอาจเสียเวลาได้"บุรุษผู้หนึ่งที่ ก้มตัวลงมองแผนที่กล่าวขึ้น"แล้วที่เราจะไปก็คือถ้ำหินจันทราใช่หรือไม่ แล้วก่อนจะถึงถ้ำหินจันทรา มีรายละเอียดหรือไม่ว่าเราต้องพบกับจุดใดก่อน เพราะต้นไม้ที่เราเห็นว่าเป็นต้นไม้โบราณ แบบนี้มันลั
"สู้เถอะ ยังไงเราก็มาถึงขั้นนี้แล้วถ้าครั้งนี้ไม่สู้ พรุ่งนี้หรือวันต่อๆไปเราก็ต้องสู้อยู่ดี เดี๋ยวข้าจะมุ่งหน้าไปยังถ้ำหินจันทราเอง"จางหยงกล่าว"งั้นครั้งนี้ข้ากับจางหยงจะมุ่งหน้าไปทางถ้ำหินจันทรา ส่วนทุกคนก็เตรียมพร้อม ข้าฝากดูแลพี่ซิงอีด้วย"จินเป่ากล่าวขึ้น เมื่อลูกแก้วมีความเคลื่อนไหวท่านอาจารย์ที่เฝ้ายามจึงเดินเข้ามาดู ในความเคลื่อนไหวเสียงดังท่านอาจารย์คนอื่นๆจึงเดินเข้ามาตาม"มีอะไรหรือท่านอาจารย์ ทำไมท่านรีบตื่นมายังลูกแก้วจัง"อาจารย์ท่านหนึ่งถามขึ้น"น่าจะมีความเคลื่อนไหวใกล้ๆถ้ำหินจันทราแล้วล่ะ ข้าเห็นนักศึกษาทั้งสิบลุกขึ้นมาคุยกัน หรือว่าพวกนั้นจะลงมือตอนกลางคืน ข้าเองก็ไม่แน่ใจ"อาจารย์ผู้ที่เดินมาดูคนแรกกล่าวขึ้น มาอยู่ใกล้ๆลูกแก้วแล้วก็เห็นเหมือนเงาดำๆ ที่อยู่รอบนอกในรัศมีใกล้ๆกับลูกศิษย์ของพวกตน"พวกลูกศิษย์เล่านั้นน่าจะรู้แล้วล่ะว่ามีอันตรายเข้ามา จึงลุกขึ้นมาวางแผนกัน แต่ดูเงานั่นสิมากมายมหาศาลเสียเหลือเกิน แล้วครั้งนี้พวกนักศึกษาจะต้านได้หรือไม่นะ"อาจารย์ผู้หนึ่งกล่าวขึ้นทางด้านถ้ำหินจันทราเมื่อทุกคนเตรียมการกันเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ตกลงทำตามแผน"ย้ำกับท
กระต่ายหยกโพล่ขึ้นมาหลังจากแสงสีเขียวจากมือจินเป่าละลายหายไป แสงสว่างได้ก่อตัวขึ้นทันทีที่กระต่ายหยกออกมา มังกรฟ้าที่แก่ชราหลับตาปีด้วยความแสบตา ทันใดนั้นเจ้ากระต่ายหยกพ่นน้ำอมฤตใส่มังกรชราทันที ครั้นที่ผิวหนังอันหยาบกร้านของมังกรชราต้องกับน้ำอมฤตก็เป่งประกายขึ้น ความเย็นถาโถมเข้ามา พละกำลังมหาศาลถาโถมเข้ามาสู่มังกรชรา"เจ้ามนุษย์เจ้าเล่นกลอันใดกับข้า"มังกรฟ้ากล่าวด้วยเสียงที่สั่นเทาด้วยความชรา ปนเสียงดีใจไม่น้อย เพราะร่างกายที่เคยหนักอื้อตอนนี้ผ่อนคลายลงไม่น้อย มันค่อยๆลืมตาและมองไปรอบๆตัวของมันเอง"สิ่งนี้ข้าขอมอบให้ท่านด้วยใจเพื่อแลกกับไข่มุกบรรพกาลสีเขียว และอีกไม่เกินเจ็ดวัน ข้าจะต้องปลดปล่อยสัตว์อสูรที่ทำหน้าที่ดูและหุบเขาบรรพกาลแห่งนี้ให้จงได้ ได้โปรดยกไข่มุกบรรพกาลสีเขียวให้พวกข้าด้วยเถอะ"จินเป่ากล่าวขึ้นอย่างไม่รีบร้อน และพยายามคิดที่จะใช้คำพูดไหนดีที่จะเกลี้ยกล่อมมังกรชราดี"ข้าหวังว่ามันจะเป็นความจริง รับไปเถอะ"จินเป่ารีบวิ่งไปยังรังฟางหญ้า ที่ไข่มุกบรรพกาลสีเขียววางอยู่ แสงสีน้ำเงินพุ่งออกมาเก้าสายก่อเกิดเป็นมังกรฟ้าตัวมหึมาเก้าตัว นางคิดไว้ไม่มีผิด ถึงแม้เจ้ามังกรฟ้าชร
หลังจากที่นักศึกษาสำนักพระจันทร์เสี้ยวกับสำนักศึกษาพายัพ มารอนักศึกษาสำนักตะวันเลือนเพียงวันเดียว นักศึกษาจากสำนักตะวันเลือนก็มาถึงกลางหุบเขาบรรพกาลแล้ว หลังจากการเร่งเดินทางมายังกลางหุบเขานั้นเหนื่อยมาก จึงทำให้ทั้งสิบคนหาที่พักผ่อนทันทีที่มาถึง พอนักศึกษาทั้งสองกลุ่มเห็นนักศึกษาสำนักตะวันเลือนหลับสนิทจึงลงมือ ค้นหาไข่มุกบรรพกาลสีฟ้าและไข่มุกบรรพกาลสีเขียว ทุกคนคิดว่าไข่มุกบรรพกาลทั้งสองต้องอยู่กับจินเป่า จึงลงมือค้นตัวจินเป่าเป็นคนแรก แต่ยังไม่ทันได้ค้นตัวจินเป่า สัญชาตญาณระวังภัยของจินเป่าก็ทำให้นางรู้สึกตัว และซัดผู้ที่เข้าใกล้ตนอย่างรวดเร็ว คนผู้นั้นกระเด็นไปไกลพอสมควร และกระอักเลือดออกมาทันที ทำให้ทุกคนที่นอนหลับตื่นกันหมด ทางด้านนักศึกษาของสำนักพระจันทร์เสี้ยวกับสำนักพายัพเตรียมตัวอยู่แล้วจึงจับนักศึกษาสตรีของกลุ่มสำนักตะวันเลือน"นี่มันเกิดสิ่งใดขึ้น พวกเจ้าทำอะไรกัน"จางซินที่ถูกจับไว้ถามขึ้น"เจ้าบอกให้หัวหน้าเจ้าส่งไข่มุกบรรพกาลสีฟ้ากับสีเขียวมาให้พวกข้าแล้วพวกข้าจะคืนนักศึกษาสตรีสามผู้นี้คืนแก่เจ้า"บุรุษผู้หนึ่งที่เป็นนักศึกษาของสำนักพระจันทร์เสี้ยวกล่าวขึ้น"อย่าบ
ผลสุดท้ายกลุ่มสำนักศึกษาพายับก็พ่ายแพ้ให้ความหน้าหนาของกลุ่มสำนักศึกษาพระจันทร์เสี้ยว ถึงอย่างไรดูแล้วหัวหน้ากลุ่มพระจันทร์เสี้ยว ตงเจียวมิ่งก็ไม่ใช่ผู้นำที่ดีสักเท่าไหร่ เพราะในการถกเถียงกันครั้งนี้นางได้แต่ยืนฟังบุรุษผู้หนึ่งของสำนักพระจันทร์เสี้ยวเป็นคนออกความคิดเห็นเท่านั้น ดูแล้วผู้นำของสำนักพระจันทร์เสี้ยวก็คงจะเป็นบุรุษ และผู้นำของสำนักศึกษาตะวันเลือนก็น่าจะเป็นบุรุษเช่นเดียวกัน เพราะไข่มุกทั้งสองถูกบุรุษผู้นั้นเก็บเอาไว้และบุคคลผู้นั้นน่าจะเป็นคนที่เก่งกาจที่สุดในกลุ่มด้วย มีแต่สตรีที่อยู่ในกลุ่มของตนเท่านั้นที่เป็นผู้ทำหน้าที่ เข้าไปในกลางหุบเขาบรรพกาลและยังเป็นหัวหน้าอีกด้วย ดังนั้นการที่ใครเข้าก่อนเข้าหลังก็ไม่สำคัญ จะสำคัญที่หัวหน้าของพวกเขา มู๋ลี่อินน่าจะเก่งกาจกว่าสตรีทั้งสองของสองสำนักเป็นแน่ "คนพวกเจ้าอยากเข้าก่อนก็เข้าไปเถอะ ยืนเถียงกันอยู่แบบนี้ก็จะหมดเวลาเสียป่าวๆ ถึงจะเข้าก่อนเข้าหลังก็ไม่สำคัญหรอกมันสำคัญที่ใครเก่งกว่าก็เท่านั้น"มู๋ลี่อินกล่าว พลางพาสหายร่วมสำนักไปพักที่ใต้ร่มไม้ใหญ่"พวกนั้นมันว่าเรา เราจะยอมไม่ได้"ตงเจี้ยวมิ่งกล่าวขึ้นอย่างเดือดดาลพ
ร่างของตงเจียวมิ่งลอยคว้างในอากาศ จนเกือบถึงทางออกนอกซากปรักหักพัง นางกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง พอมองออกไปก็เหมือนว่าทางเข้าจะพังทลายลงนางจึงรีบลุกขึ้น และเก็บไข่มุกทั้งสี่และเดินออกไปอย่างอิดโรย "ออกมาแล้ว ยังไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นก็แสดงว่าไม่สำเร็จ เอาไข่มุกมานี้ มู๋ลี่อินของพวกข้าจะได้เข้าไป"บุรุษในกลุ่มสำนักพายับกล่าวขึ้น และขว้าถุงมิติมา"เจ้าได้เข้าไปคนแรกก็ควรจะแสดงน้ำใจบอกสหาย ผู้ที่เข้าที่หลังนะว่าเจอสิ่งใดบ้าง "จางซินที่พึ่งตื่นจากการพักผ่อน และออกมมาดูสถานการกล่าวกับตงเจี้ยวมิ่ง"ถ้าคนที่เข้าไปก่อนต้องบอกคนที่เข้าที่หลัง ข้าว่าภารกิจนี้พวกเจ้าน่าจะจงใจเข้าที่หลังแล้วล่ะ จะได้รู้ว่ามีสิ่งใดข้างในเป็นแน่ ครั้งนี้พวกเจ้าก็แผนสูงนี้เอง"สหายจากสำนักพระจันทร์เสี้ยวกล่าว"จะเข้าคนแรกหรือคนสุดท้ายสำคัญที่ใดกัน สหายของพวกเจ้าไม่ได้เรื่องเองต่างหาก ไม่บอกผู้อื่นแล้วใครจะไปสนล่ะ จางซินเจ้าไม่ต้องไปถามนางหรอก ข้าว่านางน่าจะได้รับบาดเจ็บตั้งแต่เข้าไปด้านในแล้วล่ะ เพราะนางน่าจะใช้วรยุทธในการขับเคลื่อนตัวเข้าไปแล้วอาจจะสลบไปเข้าไม่ถึงเสียด้วยซ้ำ"จินเป่ากล่าวเพื่อลองเชิง"นาง นางรู้ได
เพื่อพวกเขาเข้ามาเสร็จแล้วก็ต้องพบกับความประหลาด ด้านในนี้มีแก้วแหวนเงินทองอยู่มากมาย ตรงกลางโถงกว้างมีไข่ขนาดใหญ่หนึ่งใบวางอยู่ ลวดลายของใข่ใบนั้นมีลวดลายที่งามวิจิตรยิ่งนัก และไอวิเศษที่เข้มข้นก็ไหลออกมาจากไข่ใบนี้นี้เอง แต่ช่างแปลกเมื่อพวกเขาทั้งเจ็ดเข้ามาในนี้แล้ว ไอวิเศษนั้นก็ไม่สามารถที่จะทำอันตรายใดๆกับพวกเขาทั้งเจ็ดนั้นได้ "ไข่นั้นมันเป็นไข่อะไรกัน ลวดลายแปลกตาจัง"ซิงอีถามขึ้นเขาไม่เคยเห็นมันมาก่อน"มันน่าจะเป็นไข่มังกรข้าเคยศึกษามา น่าจะเป็นไข่มังกรศักดิ์สิทธิ์เป็นแน่ รวดลายของมันช่างมากมายขนาดนี้ มันน่าจะเป็นสัตว์อสูรที่อยู่ในขั้นที่สูงๆเป็นแน่ แต่เราจะนำมันออกจากไข่ได้อย่างไรกัน หรือว่าเราจะพามันออกจากถ้ำนี้ได้อย่างไร"ต้าเหว่ยกล่าวขึ้น ซิงอีจึงพยายามลองเก็บของที่อยู่ในนี้ดู เหมือนของเหล่านี้จะไม่ยอมเข้ามาในมิติของนางเลยสักชิ้น รวมถึงไข่ที่ต้าเหว่ยบอกว่าเป็นไข่มังกรด้วย มันไม่ยอมเข้ามาเลยสักนิด "ข้าเกรงว่าสมบัติที่อยู่ในนี้พวกเราไม่สามารถที่จะครอบครองมันได้ รวมทั้งไข่มังกรที่เจ้าว่าด้วย"จางซินกล่าวขึ้น ด้านข้างนอกนั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงของพญาวานรนั้นกำลังอาละวาดอยู่ เพร
ความเคลื่อนไหวของสัตว์อสูรตัวใหญ่นั้นเงียบลงแล้ว แสดงว่ามันน่าจะสงบลงพวกเขาจึงวางแผนกันใหม่ว่าจะเข้าไปยังถิ่นที่อยู่ของมันได้อย่างไรเนื่องจากไอวิเศษที่เข้มข้นพวกเขาไม่สามารถที่จะทนกลับไอวิเศษที่อยู่รอบๆตัวของมันได้เลย "ข้าว่าหากพวกเราเข้าไปใกล้ๆมันแล้วไอวิเศษนั้นมันเข้มข้นมากพวกเราจะไม่ตายเพราะไอวิเศษนั้นหรอกหรือ มันมีสิ่งใดบ้างที่จะทำให้ไอวิเศษนั้นลดน้อยลงได้หรือว่าเราสัมผัสกับไอวิเศษนั้นได้น้อยลงล่ะ"ห่าวอู๋มู๋ลี่กล่าวขึ้น"มันไม่น่าจะลดไอวิเศษนั้นได้เนื่องจากว่าเรานั่งเสพไอวิเศษนั้นอยู่สามวันมันก็ยังไม่ลดเลยใครมีวิธีดีๆบ้างล่ะ"ไป๋อวิ้นกล่าวถามคนอื่น"เราใช้วิธีหลอกล่อดีหรือไม่ ให้คนกลุ่มนึงอยู่ฝั่งด้านในโน้น หากว่าคนกลุ่มหนึ่งหลอกล่อมันออกไปยังจุดนี้แล้ว คนกลุ่มที่อยู่ด้านในนั้นก็เคลื่อนตัวเข้าไปดูว่าข้างในมีสิ่งใด วิธีนี้พวกเราจะแบ่งกันเป็นสามคนและสี่คนดีหรือไม่"จางหยงกล่าวขึ้น"แล้วมันจะไม่รู้หรือว่ายังมีอีกกลุ่มที่อยู่ด้านในถ้ำนี้ไม่ได้หลอกล่อมันออกไปนอกถ้ำ"ต้าเหว่ยถามขึ้น"ท่านบอกเองไม่ใช่หรือว่ามันตาบอดเพียงแค่เราอยู่ด้านไหนและกบกินกายของเราแล้วเราอยู่เฉยๆอะไรการเคลื่อนไหว
ทางด้านทั้งหกและสัตว์อสูรหนึ่งตนที่ตอนนี้กำลังนั่งบำเพ็ญอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งพวกเขารับรู้ได้ถึงพลังงานภายในห่างพวกเขาออกไปหากเดินทางเข้าไปไม่เกินครึ่งก้านผู้พวกเขาต้องเจอกับบางสิ่งบางอย่างที่มีแรงกดดันมหาศาล อยู่ในนั้นพวกเขาเลือกจุดนี้เพราะว่าไอวิเศษนั้นมาถึงกลุ่มของพวกเขาทำให้พวกเขาได้ใช้ประโยชน์จากไอวิเศษของสิ่งเหล่านั้น เมื่อเวลาผ่านไปส่มวันจู่ๆก็รู้สึกว่าตัวของเขานั้นเย็นวูบน่าจะสามครั้งได้ นางยิ้มด้วยความดีใจเพราะวรยุทธของนางอยู่เฉยๆก็เพิ่มขึ้น อาจจะเป็นเพราะผู้เป็นนายของเขานั้นมีวรยุทธเพิ่มขึ้นก็ได้ ทุกคนมองหันมาที่ลี่หลินเพียงคนเดียวเพราะพวกเขาทุกคนสามารถรับรู้ถึงแรงกดดันก่อนที่วรยุทธนั้นจะเพิ่มขึ้น"ไม่ใช่ว่าเจ้าจะบรรลุวรยุทธอีก 3 ขั้นแล้วหรือ"ไป๋อวิ้นถามขึ้น"ข้านั่งฝึกวรยุทธภายในอยู่สามวัน ข้าไม่คิดว่าร่างกายของข้าจะเพิ่มวรยุทธขึ้นได้มากขนากนี้ ข้าคิดว่าผู้เป็นนายของข้าน่าจะมีวรยุทธเพิ่มขึ้นข้าถึงได้ผลประโยชน์ขนาดนี้"ลี่หลินพูดด้วยความดีใจ"ลี่หลินเจ้าเสื่อกับผู้เป็นนายของเจ้าได้แล้วหรือ พวกเขาอยู่ที่ใดกัน พวกเราจะรีบตามพวกเขาไป"ซิงอีกล่าวขึ้น ลี่หลินได้แต่ส่ายหัวมันรับ
หลังจากกลุ่มของจินเป่าไปตกอยู่สถานที่หนึ่งนั้นราวๆสามวันพวกเขาทั้งสามนั้นก็รู้สึกตัว พวกเขาเหี่ยวสถานที่หนึ่งเหมือนเป็นกองฟางและมีแอ่งตรงกลางแต่กองฟางที่พวกเขานอนนั้นมองแล้วลักษณะเป็นสีขาวไข่มุก ซึ่งพวกเขาก็ไม่รู้ว่าเป็นที่ใด ห่าวอู๋อวี่ลุกขึ้นได้จึงนั่งขับเคลื่อนวรยุทธของตัวเอง เส้นลมปานของเขานั้นเสียหายไปสามส่วน เลือดยังคลั่งอยู่ที่สมองเขาก็กระอักเลือดออกมาคำตอบ เจ้าอีกาดำสามขาจื่ออี้เฉินงั้นถึงกับปีกหักและขาที่สามของมันก็หักเลยทีเดียว ร่างกายของมันกระทบกับของแข็งประเภทใดตัวมันเองก็ยังไม่รู้ จินเป่าเมื่อลืมตาขึ้นมาก็รับรู้ได้ถึงคลื่นมหาศาลถาโถมเข้าตัวของตัวนางเอง นางรู้สึกเย็นวูบวาบสามครา นางลืมตาแล้วมองมือของตัวเองทั้งสองข้างวรยุทธของนางนั้นเพิ่มขึ้นอีกแล้วตั้งสามขั้น แต่นางสงสัยยิ่งนักวรยุทธของผู้อื่นนั้นสูงขึ้นนั้นจะเกิดทัฑคาด แต่ทำไมนางซึ่งวรยุทธสูงเลยระดับมามหาศักดิ์สิทธิ์มาเกินสามขั้นแล้ว นางยังไม่ถูกทัณฑฆาตเสียเลย นางมองไปรอบๆก็เห็นเจ้าอีกาดำสามขาที่นอนหมดแรงอยู่กับฟางสีขาวไข่มุกนั้น นางจึงหยิบยาสมุนไพรรักษาเส้นลมปราณธรรมดาออกมาให้มันกินไปพลางๆ และยื่นน้ำอมฤตให้ นางมองดูหน้าข
พญาหงส์ขาวที่กำลังต่อสู้นั้นหยุดชะงักและม้วนตัวพุ่งไปหาต้นขจีทันที ห่าวอู๋อวี่เองยังไม่ทันได้ตั้งตัวด้วยซ้ำ พญาหงส์ขาวที่ต่อสู้กันอยู่ดีๆก็พุ่งไปหาจินเป่า จินเป่าที่ตอนนี้เห็นท่าไม่ดีเขากำลังอยู่ใกล้ต้นขจีเพียงนิดเดียวหากเขาหลบก็ไม่ทันเสียแล้ว เจ้าต้นขจีก็มัวแต่พลักดันนักยุทธให้ถ่อยกลับไปแต่มันไม่ได้ใช้ตามองจินเป่า เนื่องจากว่ากลิ่นอายของนางนั้นเป็นต้นหลิวต้องแสงจันทร์ในเมื่อนางนั้นได้กลืนกินพลังของต้นหลิวต้องแสงจันทร์แล้ว นางก็ปล่อยพลังของมันออกมา จึงทำให้ต้นขจีซึ่งเป็นพืชวิเศษเหมือนกันไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเป็นมนุษย์มันจึงไม่ได้ระวังตัวจากจินเป่าเลย แต่พญาหงส์ขาวรับรู้การไปของจินเป่าดีจึงพุ่งไปหานางและพ่นไฟใสทันที นางแบมือเก็บไฟดังเดิม แต่คราวนี้เจ้าพญาหงส์ขาวนั้นพุ่งเข้ามาหานางอย่างรวดเร็ว จึงไม่ทันระวังและเก็บมันเข้าไปในมิติทันที หลังจากที่มันเข้าไปในมิติแล้วจินเป่าจึงใช้กริชที่กรีดเลือดของตัวเองนั้นแทงเข้าไปยังรากของต้นขจีทันที "วี้ดๆๆๆๆๆๆ วี้ดๆๆๆๆ วี้ดๆๆๆๆๆ"เสี่ยงต้นขจีกรีดร้องและเอนไปเอนมาตอนนี้รากของมันถอนขึ้นจากดินเสียแล้ว จินเป่าได้ทีจึงโบกมือและเก็บต้นขจีก่อนที่มันจากอาละ
ทั้งสองคุยกันอยู่สักพักก็เข้าใจกันส่าตะจัดการเช่นไร"นั่นไงทั้งสองคนอยู่ตรงนั้นกำลังคุยกันอยู่แล้วแผนของพวกเขาจะเป็นอย่างไรต่อล่ะลี่หลิน"จางซินกล่าวถาม"แผนของพวกเขาคือให้พวกเราทุกคนระวังตัวเองและแก้ไขสถานการณ์ไปตามเหตุการณ์ต่างๆ"ลี่หลินกล่าวขึ้น ทุกคนก็มองไปยังลี่หลินเพราะพวกเขาไม่แน่ใจว่านางได้สื่อสารกับผู้เป็นนายจริงหรือไม่ เนื่องจากพอถามพบนางก็ตอบทันที "งั้นพวกเราก็ต้องดูแลตัวเองและปกป้องด้วยให้ได้ เพื่อที่จะไม่เป็นตัวถ่วงของพวกสองคนนั้น"ไป๋อวิ้นกล่าวขึ้น"แต่มีบางสิ่งบางอย่างที่ข้าสงสัยยิ่งนัก ทำไมข้าที่อยู่มิติแห่งนี้มาตั้งแต่เกิด แต่ไม่เคยรับรู้ถึงเรื่องนี้เลยล่ะ เรื่องที่มีผลขจีสุกอะไรนั่น ทำไมหรือพอดูดูแล้วเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะสัตว์อสูรต่างๆก็รายล้อมเข้ามา และนักยุทธต่างๆก็เหมือนสนใจสิ่งเหล่านี้ ข้าอยากรู้เหลือเกินว่ามันเป็นสิ่งใด"ต้าเหว่ยกล่าวขึ้น"ข้าเองก็สงสัยว่าทางราชสำนักไม่ได้ส่งผู้ใดมาเข้าชิงผลขจีเลย เป็นไปได้หรือไม่ว่าทางราชสำนักนั้นไม่สนใจกับสมุนไพรชนิดนี้ เจ้าที่อยู่ในเมืองหลวงนั้นจึงไม่รู้ว่ามีของดีแบบนี้"ห่าวอู๋มู๋ลี่กล่าวขึ้น ทุกคนขอพยักหน้าพร้อมที่จ
เมื่อถึงยามเที่ยงคืนแล้วสัตว์อสูรตนนั้นก็ออกมาจากต้นขจีมันเป็นสัตว์อสูรสีขาวสว่างไสว มองไกลๆราวกลับนกกินรีสีขาวแต่พอมองดีๆก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่กินรีแต่อย่างใด"นั่นมันพญาหงส์นิสัตว์มหาอสูรที่เฝ้าอยู่ต้นขจีมันคือพญาหงส์นี่เอง"บุรุษกลุ่มที่จับตัวทั้งสองคนมากล่าวขึ้น "พวกเจ้าแกะมัดมือข้าทั้งสองได้แล้วกระมังข้าจะได้หาวิธีที่จะเอาชนะสัตว์มหาอสูรตนนั้น"ห่าวอู๋อวี่กล่าวขึ้น กลุ่มคนที่จับตัวพวกเขามาจึงปรึกษากันไม่นานเขาก็แกะเชือกวิญญาณนั้นออก "ข้าทั้งสองจำเป็นที่จะต้องโจมตีพร้อมๆกันแล้วพวกเจ้ามีใครที่ต้องการที่จะลงมือบ้าง ข้าจะได้วางแผนเผื่อพวกเจ้า"ห่าวอู๋อวี่กล่าวขึ้น ทั้งหมดที่จับตัวทั้งสองคนมานั่นนั่งเงียบทันทีไม่มีผู้ใดกล่าวสิ่งใดเพราะไม่มีใครต้องการที่จะลงมือ "ทำไมพวกท่านไม่คิดที่จะลงมือเลยหรอ ในเมื่อต้องการของแต่ถ้าไม่ลงมือพวกท่านจะมีหน้ารับของพวกนี้ได้อย่างไร"จินเป่าถามขึ้ม"เอาเป็นว่าพวกข้าไม่ลงมือต่อสู้กับสัตว์มหาสูรแต่พวกข้าจะลงมือแย่งชิงกับผู้มียุทธเหล่านั้นเอง ถ้าพวกข้าได้ผลขจีมามากพอพวกข้าจะแบ่งให้พวกเจ้า "บุรุษผู้หนึ่งกล่าวขึ้น"ข้าเองจะไปสู้กับสัตว์อสูรเหล่านั้นแต่ข้าเอง
เมื่อยามค่ำคืนเข้ามากล้ำกรายในห้องห่าวอู๋อวี่กับจินเป่านอนด้วยกันบนเตียงนอน"ข้าอยากให้มันเป็นแบบนี้ตลอดไปจังที่เราสองคนได้นอนกอดกันบนเตียงนุ่มแบบนี้ หากเราช่วยท่านพ่อตากับแม่ยายได้แล้วเราแต่งงานกันนะ"ห่าวอู๋อวี่กล่าวออกมาอย่างหยอกล่อและจิงจังในท่าที จินเป่าไม่ได้กล่าวอะไรนางได้ยินเสียงกุกกักนอกประตูนางรู้ดีว่าห่าวอู่อวี่รับรู้ได้ก่อนนางเสียอีกแต่เขาก็แกล้งพูดไปต่างๆนานา เมื่อด้านนอกได้ยินเสียงคนพูดคุยกัน เขาก็ไม่กล้าที่จะบุกเข้ามา ห่าวอู๋อวี่สังเกตเห็นถึงข้อนี้"ข้านอนแล้วนะเจ้าเองก็นอนเถอะ"ห่าวอู๋อวี่กล่าวขึ้น เพื่อจะได้เดินตามแผนของกลุ่มคนที่มาดักจับสองคนเขา สักพักใหญ่ๆเสียงเคลื่อนไหวภายในห้องก็สงบลง บุรุษผู้หนึ่งโบกมือเป็นสัญญาณให้ผู้ที่อยู่ด้านหลังค่อยๆเปิดประตูโรงเตี้ยมให้ แล้วค่อยๆบุกเข้าไปจับตัวทั้งสองได้ เมื่อถูกจับทั้งสองคนก็แกล้งทำเป็นหลับไหลไม่ได้สติ จินเป่าทำท่าทางตกใจตื่นขึ้นมา"หวกเจ้าเป็นใครกัน ทำไมถึงมาจับพวกข้าเช่นนี้ พวกข้าทั้งสองไปทำอะไรให้พวกเจ้าโกรธเคืองกัน"จินเป่าพูดขึ้น"แม่นางอย่าดิ้นรนเลย อย่าต่อรองกับการจับกุมในครั้งนี้ พวกเราวางแผนมานานแล้ว แล้วคนที่จับต
ป่ากระดังงาที่พวกเขาเดินทางเข้าไปนั้นร่มรื่นมีต้นไม้ใหญ่เล็กประปรายกันอยู่ มีโขดหินใหญ่โขดหินเล็กและมีเสียงสัตว์เล็กสัตว์น้อยมากมาย เสียงนกร้องสักพักและบินจากไปเพื่อหาอาหาร"เราจะอยู่ผจญภัยอยู่ที่ป่าอัสดงกันจนจะมีวรยุทธเพิ่มขึ้นเท่าใดดี เราต้องตั้งเป้าหมายและล่ะ"จางซินกล่าวขึ้น"ข้าไม่ได้ตั้งเป้าหมายอะไรเท่าไหร่หรอก เอาเป็นว่าจนกว่าพวกเราทั้งจะพอใจกันดีกว่า"ห่าวอู๋มูลี่กล่าวขึ้น"แล้วต้าเสว่ยล่ะท่านคิดว่ามาผจญภัยยังภายนอกแล้วท่านยังคิดว่ายังอยากติดตามพวกเราต่อหรือไม่"จินเป่าถามขึ้น"ถ้าไปกับพวกเจ้าแน่นอน ข้ารู้สึกสนุกรู้สึกตื่นเต้น รู้สึกท้าทายแล้วพวกเจ้าก็มีจิตใจที่ดีช่วยเหลือชาวบ้านถ้าคิดว่าข้าต้องติดตามพวกเจ้าไปให้ถึงที่สุด"ต้าเหว่ยกล่าวขึ้น พวกเขาเดินทางในป่ากระดังงาราวๆเจ็ดวันก็ออกจากป่ากระดังงา เดินทางด้วยความราบรื่นตอนกลางวันเดิน กลางคืนก็พักผ่อนพวกเขาไปถึงหมู่บ้านอัสดงในเวลาเที่ยงของวันที่เจ็ด เมื่อพวกเขาไปถึงก็หาโรงเตี้ยมเพื่อนั่งกินอาหารกัน และจะได้ฟังข่าวจากนักยุทฑท่านอื่นด้วย พวกเขาเลือกนั่งโต๊ะกลางสุดเพราะจะได้ฟังเสียงข้างๆได้สะดวกยิ่งขึ้น "ป่าอัสดงทุกวันนี้ทำไมข้าไม