ระหว่างกินข้าวมู๋จินเป่าก็ให้ลี่หลินเข้าไปในมิติ เพราะจิ้งจอกเก้าหางเด่นเกินไปทำให้หลายคนสนใจนัก หลี่หลินเข้าไปในมิติล่องหนก็ตกใจยิ่งนัก มีบ่อน้ำอมฤต ป่าสมุนไพร ถ้ำอีกด้วย พอหลี่หลินเข้าไปเจ้าอสูรสองตัวก็ออกมาพูดคุยกัน จึงทำให้อสูรงูเห่าทั้งสองตนมองมู๋จินเป่าใหม่ และช่วยกันจัดของให้มู๋จินเป่าในการกินอาหารกับพี่ชายในครั้งนี้ ห่าวอู๋อวี่มีความสุขที่สุดในระหว่างเจ็ดปีที่ผ่านมานี้"ท่านพี่พวกเรารอจินเป่ากับพี่ซิงอีหาประสบการณ์ ในสำนักตะวันเลือนสักปี แล้วเราออกไปหาประสบการณ์นอกมิตินี้กันเถอะ ข้ากับจินเป่าเราคุยกันแล้วเรามีเป้าหมายที่เหมือนกัน ยุทธภพนี้ไม่ว่าจะมิติใดๆข้าคิดว่าผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดคือผู้ที่มีอำนาจที่สุด ถ้าเรามั่วแต่อยู่ที่นี้เราจะเก่งกันได้อย่างไร ข้าว่าข้าจะให้จื่ออี้เฉินไปคอยปกป้องเจ้าในสำนักตะวันเลือนดีหรือไม่"ห่าวอู๋อวี่กล่าวกับคุณชายใหญ่และมู๋จินเป่า ทำให้คุณชายใหญ่มองมู๋จินเป่า และประเมินนาง หญิงสาวที่หน้าตางามจับจิตแต่มีวรยุทธแค่ขั้นศิลาแปดดาวแต่มีสัตว์อสูรอยู่ตั้งขั้นนภา สายตาของน้องชายสีของตนมีปัญหาหรือไม่"ท่านไม่ต้องทำมากถึงเพียงนั้น ข้ามีลี่หลินอยู่และไห
เมื่อกลับจวนตระกูลห่าวอู๋แล้ว มู๋จินเป่ากับซิงอีก็พักที่เรือนรับรองของเรือนคุณชายสี่ พอเข้าห้องได้ ซิงอีก็ขัดผิวให้มู๋จินเป่าพลางพูดคุยกัน"พี่ซิงอีตอนนี้ข้ารู้ว่ามีมิติที่ไม่ใช่ที่เราอยู่เพิ่มขึ้นอีกสองมิติแล้ว แต่ข้าก็ไม่รู้ภูมิหลังของเราว่าอยู่มิติใดกันแน่ ตอนนี้เราต้องหาประสบการณ์ที่นี้และออกไปตามหาภูมิหลังกัน"มู๋จินเป่ากล่าวกับพี่ซิงอี"แล้วที่เจ้าบอกว่ามีอะไรที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของเจ้าเล่า แล้วเรื่องเจ้ากับท่านห่าวอู๋อวี่อีก มันแปลกๆนะ พวกเจ้าสองคนเหมือนมีใจให้กัน ใจตรงกันแทบทุกเรื่องเลย"ซิงอีถามด้วยความสงสัย"ก็บอกแล้วไงเดียวข้าเล่าให้ฟังขัดตัวเสร็จก่อนแล้วกันนะ และพี่ล่ะทำไมมาอยู่ที่นี่ได้ หลังจากที่ข้าแทงต้นหลิวต้องแสงจันทร์ข้าก็สลบไปเลย ตื่นขึ้นมาก็ไม่ทันได้คุยสิ่งใดกับท่านห่าวอู๋อวี่เลยด้วยซ้ำก็ถูกตามไล่ล่าจนข้าถูกงูยักษ์จับไปที่ถ้ำอสรพิษนี้แหละ"มู๋จินเป่ากล่าวกับซิงอี ซิงอีจึงเล่าให้ฟังว่าตนเป็นอย่างไรบ้างและตอนนี้ก็เหลือผลหลิวต้องแสงจันทร์เพียงสองผลเพราะแบ่งรักษา เจ้าอีกาดำ "หลังจากนี้เจ้าก็ต้องรีบฝึกฝน ใช้ผลหลิวต้องแสงจันท์ในการฝึกฝนเถอะจะได้มีวรยุทธ์พุ่งขึ้นเหม
หลังจากกินข้าวกันเสร็จห่าวอู๋เจียง ก็ชวนทุกคนให้อยู่ต่อเพราะต้องการจะมอบตำราให้มู๋จินเป่าเพราะว่านางมีวรยุทธน้อยที่สุดเพื่อจะได้ฝึกวรยุทธ ให้อยู่ในระดับที่เข้าศึกษาได้ และให้ห่าวอู๋หรงตามสหายที่นามว่าหลี่ชุนชุนมา"ถ้าเจ้าสองคนไม่ให้ข้าพูดคุยกับสำนักให้ก็ไม่เป็นไร แต่ข้าว่าเจ้าคนนั้นวรยุทธยังไม่ถึงขั้นในการรับคัดเลือกด้วยซ้ำ เจ้าหาตำราจากข้าได้เพื่อที่จะเร่งฝึกวรยุทธให้เข้าสำนักได้"ห่าวอู๋เจียงส่งคนไปขนตำรามา พลางคุย กับมู๋จินเป่า "พวกข้าทั้งสองไม่ปฏิเสธตำราของท่านเจ้าค่ะ พวกข้าขอดูก่อนว่าอันใดที่พวกข้าสนใจ แต่กฎของการเข้าไปศึกษาในสำนักตะวันเลือนได้กำหนดว่าต้องมีวรยุทขั้นจิตตราขึ้นไปจริง ๆ หรือ ท่านห่าวอู๋อวี่ไม่เคยบอกข้านิ ข้าคิดว่าผู้ที่มีพลังวรยุทธ จะได้เข้าทดสอบทุกคน เพื่อจะคัดเลือกว่าผ่านหรือไม่ ไม่ใช่หรอกหรือ"มู๋จินเป่ากล่าวพลางมองหน้าห่าวอู๋เจียง เดิมทีตนคิดจะเพิ่มวรยุทธแต่ดูแบบนี้แล้วไม่จำเป็นแล้วล่ะ รอดูการทดสอบเถอะว่าจะผ่านหรือไม่"มันก็ใช่ที่ว่าสำนักเขาไม่ได้กำหนดตายตัว แต่ถ้าเจ้ามีวรยุทธน้อยในการทดสอบไม่ผ่านก็เสียเวลาอยู่ดี เอาแบบนี้เดียวข้าจะไปพูดคุยให้เจ้าทั้งสองคน
"เป็นพวกคุณหนูใหญ่เอง เราหนีกันเถอะ"ซิงอีที่เห็นมู๋จินเป่าแล้วจึงเอ่ยขึ้นก่อนจะกระอักเลือดออกมา"พี่ซิงอีเราเล่นกับพวกนางสักหน่อยเถอะ เอาถุงมิติมาก่อนแล้วเราไปร่วมเล่นกัน สัตว์อสูรทั้งหลายพวกเจ้าเล่นสนุกได้ในรูปแบบของมนุษย์นะ พวกเจ้าเหนื่อยกับการหาอัญมณีสีแดงมานานแล้ว เล่นกับพวกเขาหน่อยเถอะ"มู๋จินเป่ากล่าว พลางมองผู้ทดสอบทั้งหลายต่อสู้กับจรเข้ตาไฟอยู่ ตอนนี้จรเข้ตาไฟสบักสบอมมาก มู๋จินเป่าเลยโบกมือเก็บมันเข้าไปในมิติของนางเอง พร้อมกับถุงมิติสองใบของซิงอี และหยิบขวดน้ำอมฤตออกมาให้สัตว์อสูรของนางกับซิงอีได้ดื่ม พอทุกคนได้ดื่มก็หายเหนื่อย"อ๊ามาแล้วหรือน้องสาว ไม่เจอกันนานเจ้ามีวรยุทธ์กับเขาด้วยหรือ แต่ก่อนเจ้ามีวรยุทธเหนือข้ามากนะแต่ตอนนี้ เจ้าสู้ข้าไม่ได้หรอก เจ้ามีเพื่อนกับเขาด้วยหรือ 5555+ ทิ้งให้พี่เลี้ยงสู้ผู้เดียวเกือบตายแต่ตัวเองก็ไปมีเพื่อนใหม่ วรยุทธของเพื่อนเจ้ามากจนข้ามองไม่ออกแล้วอย่างไรเล่า พวกข้ามีคนมากกว่าเจ้านิ5555+ ทุกคนจับพวกนี้แล้วยึดป้ายหยกมาทำลายเดียวนี้ เรื่องสัตว์อสูรตนนั้นเดียวออกจากที่นี่ไปก่อนค่อยว่ากันใหม่"มู๋จินเหอเอ่ยขึ้น ทุกคนจึงกรูเข้าไปเพื่อแย่งป้ายหย
หลังจากออกจากป่าอาคมแล้ว ทั้งสองก็ได้มาอยู่ดินแดนต้องห้าม พอทั้งสองเกาะกลุ่มกันแล้วก็มาปรากฏตัวอยู่ในที่เดียวกัน "ครั้งนี้มีผู้เข้าทดสอบที่ผ่านด่านจากป่าอาคมสองร้อยห้าสิบสามคน ในดินแดนต้องห้ามมีป้ายเข้าสำนักเพียงหนึ่งร้อยห้าสิบป้าย ผู้ใดหาป้ายเข้าสำนักได้และรักษาได้เป็นเวลาสามวันถือว่าผ่านด่าน ป้ายชั้นดีมีสีม่วงมีห้าป้าย ป้ายชั้นกลางมีสีเขียวมีสี่สิบห้าป้าย ป้ายชั้นต่ำมีสีแดงหนึ่งร้อยป้าย เริ่มทำภาระกิจหาป้ายได้ในบัดนี้"เสียงประกาศดังขึ้น "ป้ายเข้าสำนักเป็นแบบไหนน่ะ แล้วที่พี่ซิงอี บอกว่าข้าจะต้องได้ที่หนึ่งในสิบข้าต้องได้ป้ายสีม่วงหรือไม่ก็ป้ายสีเขียว ถ้าเราหาป้ายสีเขียวหรือสีม่าวได้เราต้องหาสองอัน เราจะได้ลำดับพอพอกัน เพื่อในการเรียนเราจะได้เรียนในระดับเดียวกัน เราเริ่มกันเถอะเดียวจะไม่ทันเขา"มู๋จินเป่ากล่าวกับซิงอี"ไม่มีใครบอกอะไรเราเลยจริงๆ เราก็ลืมถามเสียด้วยว่ามันคือสิ่งใด แล้วจะหาได้อย่างไรกัน"ซิงอีกกล่าว และทั้งสองก็เดินไปเรื่อยๆ "เราให้สัตว์อสูรออกมาเป็นเพื่อนดีกว่าไหมเพราะเราไม่พบใครเลยสักคน"ซิงอีกล่าวอีก"ก็ดีเหมือนกันเนาะจะได้ให้สัตว์อสูรไปสอบถามกับสัตว์อสูรด้วย"ม
หลังจากทั้งสองนอนก็ถอดจิตไปยังมิติล่องหนของมู๋จินเป่า "อะไรกันนิเจ้าได้ป้ายสีม่วงอีกแล้วหรือ เราก็ไม่ต้องหาอีกแล้วสินะ แล้วนี้อะไรล่ะ"ซิงอีถามขึ้นอย่างดีใจ"เราไม่ต้องการหาอีกแล้วก็จริงแต่เราจะต้องรักษาป้ายไว้ให้ได้ตลอดการทดสอบนี้ ทางทีดีเราต้องหาป้ายสีแดงมาบังหน้าก่อนไม่อย่างนั้นคนอาจรู้ได้ว่าเรามีมันแล้ว และนี้ก็คือต้นไม้ที่เจ้ากระต่ายหยกขุดมาไง"มู๋จินเป่ากล่าวพลางเดินไปที่ต้นหยางเหมยที่ตอนนี้ตื่นแล้วและมีชีวิตชีวาขึ้นมากเพราะ อยู่ในที่ที่มีไอวิเศษที่อบอุ่นและใกล้แหล่งน้ำอมฤต"ข้าจะให้เจ้าออกไปได้ข้าไม่ต้องการกักขังเจ้าหรอก ข้าต้องการแค่ป้ายสีม่วงเข้าสำนักตะวันเลือนก็เท่านั้น ถ้าเจ้าตกลงมอบป้ายให้ข้า ข้าจะเอาเจ้าไปส่งทันที"มู๋จินเป่ากล่าว พลางมองต้นหยางเหมยที่สั่นลำต้นไปมา พลางกล่าวออกมา ในน้ำเสียงที่เป็นเสียงเด็กน้อยที่แสบอยู่พอตัว"ข้าให้ป้ายเจ้าก็ได้ไม่เห็นจะยากเลยสักนิด แต่ข้าไม่ออกไปหรอก ข้าจะอยู่ในนี้ ไม่ไป! ไม่ไป! ไม่ไป! ข้าจะอยู่ ข้าให้เจ้าเลย แต่ข้าต้องได้อยู่ที่นี่ ให้ไอ้กระต่ายมันขุดรูตรงนี้ให้ข้าด้วยข้าจะอยู่ใกล้ๆบ่อน้ำอมฤต ถ้าเจ้าต้องการพืชวิเศษไว้ใช้งาน ข้าไม่ใช้ปร
ร่างทั้งสี่ก็โผล่บริเวณแหล่งน้ำชั้นสาม เป็นแหล่งน้ำทีอุดมสมบรูณ์ มีพื้นดินอยู่ไม่มากนัก มองแล้วคล้ายๆทะเล ไม่มีต้นไม้สักต้น มีเพียงโขดหิน ถึงว่าทำไม่ ชั้นนี้มีการต่อสู่แย่งป้ายกันง่ายดายเหลือเกิน เพราะไม่มี ที่ใดให้หลบหนีด้วยซ้ำ ซิงอีลากสังขารของมู๋จินเป่าเดินไปหาที่นั่งพัก นางรู้ดีว่ามู๋จินเป่าไว้ใจตนจึงส่งกระแสจิตเข้าไปในมิติ ปล่อยให้ตนดูแลร่างของนางภายในมิติ ทุกคนมุงดูจิ้งจอกเก้าหาง และเจ้าก้อนหิมะสีขาวที่มีแขนมีขาวิ่งได้ มันกำลังพองตัวและพ่นหิมะออกมาเป็นจำนวนมากจนห่อหุ้มร่างของจิ้งจอกเก้าหางสักพักใหญ่ๆร่างจิ้งจอกเก้าหางก็เปลี่ยนเป็นร่างมนุษย์และลุกขึ้นนั่งสมาธิ"เพียงสามวันสัตว์อสูรตนนี้ก็จะมีสัญาญชีพที่ปกติ"เสียงเจ้าก้อนหิมะกล่าวและมันก็พุ่งตัวลงน้ำแล้วเงียบไปทันที มู๋จินเป่าจึงส่งกระแสจิตออกจากมิติไป นางพบร่างของนางนอนอยู่บนโขดหินโดยซิงอีกำลังย่างปลาที่สือยวี่จับมาให้ หลังจากที่เห็นมู๋จินเป่าตื่นแล้วซิงอีก็เรียกมากินปลา"เป็นยังไงบ้างลี่หลินมีอาการน่าเป็นห่วงหรือไม่"ซิงอีถามด้วยความเป็นห่วง พลางมองมู๋จินเป่าเดินเข้ามาหาและนั่งลงข้างๆนาง"เหลือเพียงอีกชั้นเดียวแล้วเราก็ไปครบ
หลังจากที่ทุกคนปรากฏตัวขึ้นใต้แท่นพิธีคัดนักศึกษาเข้าสำนัก มีอาจารย์ที่คัดเลือกอยู่เพียงสิบกว่าท่านแค่นั้น ส่วนผู้เข้าศึกษาบางคนก็ไม่ได้เข้าทดสอบเพราะรู้จักคนใหญ่คนโตในสำนัก หลีชุนชุนเป็นคนหนึ่งที่ได้เข้าศึกษา ทั้งที่ไม่ได้เข้าทดสอบ นางมองมายังมู๋จินเป่าพร้อมกับทำท่าทีเย้ยหยันอย่างเต็มที่ นางคิดว่ามู๋จินเป่าจะไม่ติดหนึ่งในสิบด้วยซ้ำเพราะนางไม่ได้ป้ายเข้าสำนักสีม่วง ทางด้านมู๋จินเป่าออกมาจากดินแดนต้องห้ามก็เดินตามหาซิงอีเพื่อจะได้ให้ป้ายเข้าสำนักสีม่วงและอัญมณีสีแดงกับป้ายหยกที่มีรายชื่อของซิงอีติดอยู่ก็เจอเข้ากับกลุ่มของบุรุษที่เคยช่วยนางเอาไว้ "กลุ่มพวกท่านได้ป้ายสีเขียวครบทุกคนแล้วหรือ"มู๋จินเป่าถามขึ้นอย่างแผ่วเบา"ขาดอีกสองป้ายเหมือนเดิมนั้นแหละช้้นเวหาไม่พบของดีๆกันเลย ดีนะที่เอาชีวิตรอดได้ พวกเจ้าเอาป้ายเขียวหรือไม่ เดียวพวกข้าสี่คนใช้ป้ายสีแดงได้ เดียวเข้าไปแล้วค่อยหาทางไปอยู่ร่วมกัน"บุรุษผู้นั้นกล่าวพลางมองมู๋จินเป่าด้วยใจจริง สักพัก จางหยงกับจางซินและซิงอีก็เดินมาหานาง พอดี"นี้ป้ายเข้าสำนักสีเขียวสองป้ายของพวกเจ้า รับไปเถอะแล้วก็เอาป้ายเข้าสำนักสีแดงออกมาให้ข้าด้วย"จางซ
เพื่อพวกเขาเข้ามาเสร็จแล้วก็ต้องพบกับความประหลาด ด้านในนี้มีแก้วแหวนเงินทองอยู่มากมาย ตรงกลางโถงกว้างมีไข่ขนาดใหญ่หนึ่งใบวางอยู่ ลวดลายของใข่ใบนั้นมีลวดลายที่งามวิจิตรยิ่งนัก และไอวิเศษที่เข้มข้นก็ไหลออกมาจากไข่ใบนี้นี้เอง แต่ช่างแปลกเมื่อพวกเขาทั้งเจ็ดเข้ามาในนี้แล้ว ไอวิเศษนั้นก็ไม่สามารถที่จะทำอันตรายใดๆกับพวกเขาทั้งเจ็ดนั้นได้ "ไข่นั้นมันเป็นไข่อะไรกัน ลวดลายแปลกตาจัง"ซิงอีถามขึ้นเขาไม่เคยเห็นมันมาก่อน"มันน่าจะเป็นไข่มังกรข้าเคยศึกษามา น่าจะเป็นไข่มังกรศักดิ์สิทธิ์เป็นแน่ รวดลายของมันช่างมากมายขนาดนี้ มันน่าจะเป็นสัตว์อสูรที่อยู่ในขั้นที่สูงๆเป็นแน่ แต่เราจะนำมันออกจากไข่ได้อย่างไรกัน หรือว่าเราจะพามันออกจากถ้ำนี้ได้อย่างไร"ต้าเหว่ยกล่าวขึ้น ซิงอีจึงพยายามลองเก็บของที่อยู่ในนี้ดู เหมือนของเหล่านี้จะไม่ยอมเข้ามาในมิติของนางเลยสักชิ้น รวมถึงไข่ที่ต้าเหว่ยบอกว่าเป็นไข่มังกรด้วย มันไม่ยอมเข้ามาเลยสักนิด "ข้าเกรงว่าสมบัติที่อยู่ในนี้พวกเราไม่สามารถที่จะครอบครองมันได้ รวมทั้งไข่มังกรที่เจ้าว่าด้วย"จางซินกล่าวขึ้น ด้านข้างนอกนั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงของพญาวานรนั้นกำลังอาละวาดอยู่ เพร
ความเคลื่อนไหวของสัตว์อสูรตัวใหญ่นั้นเงียบลงแล้ว แสดงว่ามันน่าจะสงบลงพวกเขาจึงวางแผนกันใหม่ว่าจะเข้าไปยังถิ่นที่อยู่ของมันได้อย่างไรเนื่องจากไอวิเศษที่เข้มข้นพวกเขาไม่สามารถที่จะทนกลับไอวิเศษที่อยู่รอบๆตัวของมันได้เลย "ข้าว่าหากพวกเราเข้าไปใกล้ๆมันแล้วไอวิเศษนั้นมันเข้มข้นมากพวกเราจะไม่ตายเพราะไอวิเศษนั้นหรอกหรือ มันมีสิ่งใดบ้างที่จะทำให้ไอวิเศษนั้นลดน้อยลงได้หรือว่าเราสัมผัสกับไอวิเศษนั้นได้น้อยลงล่ะ"ห่าวอู๋มู๋ลี่กล่าวขึ้น"มันไม่น่าจะลดไอวิเศษนั้นได้เนื่องจากว่าเรานั่งเสพไอวิเศษนั้นอยู่สามวันมันก็ยังไม่ลดเลยใครมีวิธีดีๆบ้างล่ะ"ไป๋อวิ้นกล่าวถามคนอื่น"เราใช้วิธีหลอกล่อดีหรือไม่ ให้คนกลุ่มนึงอยู่ฝั่งด้านในโน้น หากว่าคนกลุ่มหนึ่งหลอกล่อมันออกไปยังจุดนี้แล้ว คนกลุ่มที่อยู่ด้านในนั้นก็เคลื่อนตัวเข้าไปดูว่าข้างในมีสิ่งใด วิธีนี้พวกเราจะแบ่งกันเป็นสามคนและสี่คนดีหรือไม่"จางหยงกล่าวขึ้น"แล้วมันจะไม่รู้หรือว่ายังมีอีกกลุ่มที่อยู่ด้านในถ้ำนี้ไม่ได้หลอกล่อมันออกไปนอกถ้ำ"ต้าเหว่ยถามขึ้น"ท่านบอกเองไม่ใช่หรือว่ามันตาบอดเพียงแค่เราอยู่ด้านไหนและกบกินกายของเราแล้วเราอยู่เฉยๆอะไรการเคลื่อนไหว
ทางด้านทั้งหกและสัตว์อสูรหนึ่งตนที่ตอนนี้กำลังนั่งบำเพ็ญอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งพวกเขารับรู้ได้ถึงพลังงานภายในห่างพวกเขาออกไปหากเดินทางเข้าไปไม่เกินครึ่งก้านผู้พวกเขาต้องเจอกับบางสิ่งบางอย่างที่มีแรงกดดันมหาศาล อยู่ในนั้นพวกเขาเลือกจุดนี้เพราะว่าไอวิเศษนั้นมาถึงกลุ่มของพวกเขาทำให้พวกเขาได้ใช้ประโยชน์จากไอวิเศษของสิ่งเหล่านั้น เมื่อเวลาผ่านไปส่มวันจู่ๆก็รู้สึกว่าตัวของเขานั้นเย็นวูบน่าจะสามครั้งได้ นางยิ้มด้วยความดีใจเพราะวรยุทธของนางอยู่เฉยๆก็เพิ่มขึ้น อาจจะเป็นเพราะผู้เป็นนายของเขานั้นมีวรยุทธเพิ่มขึ้นก็ได้ ทุกคนมองหันมาที่ลี่หลินเพียงคนเดียวเพราะพวกเขาทุกคนสามารถรับรู้ถึงแรงกดดันก่อนที่วรยุทธนั้นจะเพิ่มขึ้น"ไม่ใช่ว่าเจ้าจะบรรลุวรยุทธอีก 3 ขั้นแล้วหรือ"ไป๋อวิ้นถามขึ้น"ข้านั่งฝึกวรยุทธภายในอยู่สามวัน ข้าไม่คิดว่าร่างกายของข้าจะเพิ่มวรยุทธขึ้นได้มากขนากนี้ ข้าคิดว่าผู้เป็นนายของข้าน่าจะมีวรยุทธเพิ่มขึ้นข้าถึงได้ผลประโยชน์ขนาดนี้"ลี่หลินพูดด้วยความดีใจ"ลี่หลินเจ้าเสื่อกับผู้เป็นนายของเจ้าได้แล้วหรือ พวกเขาอยู่ที่ใดกัน พวกเราจะรีบตามพวกเขาไป"ซิงอีกล่าวขึ้น ลี่หลินได้แต่ส่ายหัวมันรับ
หลังจากกลุ่มของจินเป่าไปตกอยู่สถานที่หนึ่งนั้นราวๆสามวันพวกเขาทั้งสามนั้นก็รู้สึกตัว พวกเขาเหี่ยวสถานที่หนึ่งเหมือนเป็นกองฟางและมีแอ่งตรงกลางแต่กองฟางที่พวกเขานอนนั้นมองแล้วลักษณะเป็นสีขาวไข่มุก ซึ่งพวกเขาก็ไม่รู้ว่าเป็นที่ใด ห่าวอู๋อวี่ลุกขึ้นได้จึงนั่งขับเคลื่อนวรยุทธของตัวเอง เส้นลมปานของเขานั้นเสียหายไปสามส่วน เลือดยังคลั่งอยู่ที่สมองเขาก็กระอักเลือดออกมาคำตอบ เจ้าอีกาดำสามขาจื่ออี้เฉินงั้นถึงกับปีกหักและขาที่สามของมันก็หักเลยทีเดียว ร่างกายของมันกระทบกับของแข็งประเภทใดตัวมันเองก็ยังไม่รู้ จินเป่าเมื่อลืมตาขึ้นมาก็รับรู้ได้ถึงคลื่นมหาศาลถาโถมเข้าตัวของตัวนางเอง นางรู้สึกเย็นวูบวาบสามครา นางลืมตาแล้วมองมือของตัวเองทั้งสองข้างวรยุทธของนางนั้นเพิ่มขึ้นอีกแล้วตั้งสามขั้น แต่นางสงสัยยิ่งนักวรยุทธของผู้อื่นนั้นสูงขึ้นนั้นจะเกิดทัฑคาด แต่ทำไมนางซึ่งวรยุทธสูงเลยระดับมามหาศักดิ์สิทธิ์มาเกินสามขั้นแล้ว นางยังไม่ถูกทัณฑฆาตเสียเลย นางมองไปรอบๆก็เห็นเจ้าอีกาดำสามขาที่นอนหมดแรงอยู่กับฟางสีขาวไข่มุกนั้น นางจึงหยิบยาสมุนไพรรักษาเส้นลมปราณธรรมดาออกมาให้มันกินไปพลางๆ และยื่นน้ำอมฤตให้ นางมองดูหน้าข
พญาหงส์ขาวที่กำลังต่อสู้นั้นหยุดชะงักและม้วนตัวพุ่งไปหาต้นขจีทันที ห่าวอู๋อวี่เองยังไม่ทันได้ตั้งตัวด้วยซ้ำ พญาหงส์ขาวที่ต่อสู้กันอยู่ดีๆก็พุ่งไปหาจินเป่า จินเป่าที่ตอนนี้เห็นท่าไม่ดีเขากำลังอยู่ใกล้ต้นขจีเพียงนิดเดียวหากเขาหลบก็ไม่ทันเสียแล้ว เจ้าต้นขจีก็มัวแต่พลักดันนักยุทธให้ถ่อยกลับไปแต่มันไม่ได้ใช้ตามองจินเป่า เนื่องจากว่ากลิ่นอายของนางนั้นเป็นต้นหลิวต้องแสงจันทร์ในเมื่อนางนั้นได้กลืนกินพลังของต้นหลิวต้องแสงจันทร์แล้ว นางก็ปล่อยพลังของมันออกมา จึงทำให้ต้นขจีซึ่งเป็นพืชวิเศษเหมือนกันไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเป็นมนุษย์มันจึงไม่ได้ระวังตัวจากจินเป่าเลย แต่พญาหงส์ขาวรับรู้การไปของจินเป่าดีจึงพุ่งไปหานางและพ่นไฟใสทันที นางแบมือเก็บไฟดังเดิม แต่คราวนี้เจ้าพญาหงส์ขาวนั้นพุ่งเข้ามาหานางอย่างรวดเร็ว จึงไม่ทันระวังและเก็บมันเข้าไปในมิติทันที หลังจากที่มันเข้าไปในมิติแล้วจินเป่าจึงใช้กริชที่กรีดเลือดของตัวเองนั้นแทงเข้าไปยังรากของต้นขจีทันที "วี้ดๆๆๆๆๆๆ วี้ดๆๆๆๆ วี้ดๆๆๆๆๆ"เสี่ยงต้นขจีกรีดร้องและเอนไปเอนมาตอนนี้รากของมันถอนขึ้นจากดินเสียแล้ว จินเป่าได้ทีจึงโบกมือและเก็บต้นขจีก่อนที่มันจากอาละ
ทั้งสองคุยกันอยู่สักพักก็เข้าใจกันส่าตะจัดการเช่นไร"นั่นไงทั้งสองคนอยู่ตรงนั้นกำลังคุยกันอยู่แล้วแผนของพวกเขาจะเป็นอย่างไรต่อล่ะลี่หลิน"จางซินกล่าวถาม"แผนของพวกเขาคือให้พวกเราทุกคนระวังตัวเองและแก้ไขสถานการณ์ไปตามเหตุการณ์ต่างๆ"ลี่หลินกล่าวขึ้น ทุกคนก็มองไปยังลี่หลินเพราะพวกเขาไม่แน่ใจว่านางได้สื่อสารกับผู้เป็นนายจริงหรือไม่ เนื่องจากพอถามพบนางก็ตอบทันที "งั้นพวกเราก็ต้องดูแลตัวเองและปกป้องด้วยให้ได้ เพื่อที่จะไม่เป็นตัวถ่วงของพวกสองคนนั้น"ไป๋อวิ้นกล่าวขึ้น"แต่มีบางสิ่งบางอย่างที่ข้าสงสัยยิ่งนัก ทำไมข้าที่อยู่มิติแห่งนี้มาตั้งแต่เกิด แต่ไม่เคยรับรู้ถึงเรื่องนี้เลยล่ะ เรื่องที่มีผลขจีสุกอะไรนั่น ทำไมหรือพอดูดูแล้วเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะสัตว์อสูรต่างๆก็รายล้อมเข้ามา และนักยุทธต่างๆก็เหมือนสนใจสิ่งเหล่านี้ ข้าอยากรู้เหลือเกินว่ามันเป็นสิ่งใด"ต้าเหว่ยกล่าวขึ้น"ข้าเองก็สงสัยว่าทางราชสำนักไม่ได้ส่งผู้ใดมาเข้าชิงผลขจีเลย เป็นไปได้หรือไม่ว่าทางราชสำนักนั้นไม่สนใจกับสมุนไพรชนิดนี้ เจ้าที่อยู่ในเมืองหลวงนั้นจึงไม่รู้ว่ามีของดีแบบนี้"ห่าวอู๋มู๋ลี่กล่าวขึ้น ทุกคนขอพยักหน้าพร้อมที่จ
เมื่อถึงยามเที่ยงคืนแล้วสัตว์อสูรตนนั้นก็ออกมาจากต้นขจีมันเป็นสัตว์อสูรสีขาวสว่างไสว มองไกลๆราวกลับนกกินรีสีขาวแต่พอมองดีๆก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่กินรีแต่อย่างใด"นั่นมันพญาหงส์นิสัตว์มหาอสูรที่เฝ้าอยู่ต้นขจีมันคือพญาหงส์นี่เอง"บุรุษกลุ่มที่จับตัวทั้งสองคนมากล่าวขึ้น "พวกเจ้าแกะมัดมือข้าทั้งสองได้แล้วกระมังข้าจะได้หาวิธีที่จะเอาชนะสัตว์มหาอสูรตนนั้น"ห่าวอู๋อวี่กล่าวขึ้น กลุ่มคนที่จับตัวพวกเขามาจึงปรึกษากันไม่นานเขาก็แกะเชือกวิญญาณนั้นออก "ข้าทั้งสองจำเป็นที่จะต้องโจมตีพร้อมๆกันแล้วพวกเจ้ามีใครที่ต้องการที่จะลงมือบ้าง ข้าจะได้วางแผนเผื่อพวกเจ้า"ห่าวอู๋อวี่กล่าวขึ้น ทั้งหมดที่จับตัวทั้งสองคนมานั่นนั่งเงียบทันทีไม่มีผู้ใดกล่าวสิ่งใดเพราะไม่มีใครต้องการที่จะลงมือ "ทำไมพวกท่านไม่คิดที่จะลงมือเลยหรอ ในเมื่อต้องการของแต่ถ้าไม่ลงมือพวกท่านจะมีหน้ารับของพวกนี้ได้อย่างไร"จินเป่าถามขึ้ม"เอาเป็นว่าพวกข้าไม่ลงมือต่อสู้กับสัตว์มหาสูรแต่พวกข้าจะลงมือแย่งชิงกับผู้มียุทธเหล่านั้นเอง ถ้าพวกข้าได้ผลขจีมามากพอพวกข้าจะแบ่งให้พวกเจ้า "บุรุษผู้หนึ่งกล่าวขึ้น"ข้าเองจะไปสู้กับสัตว์อสูรเหล่านั้นแต่ข้าเอง
เมื่อยามค่ำคืนเข้ามากล้ำกรายในห้องห่าวอู๋อวี่กับจินเป่านอนด้วยกันบนเตียงนอน"ข้าอยากให้มันเป็นแบบนี้ตลอดไปจังที่เราสองคนได้นอนกอดกันบนเตียงนุ่มแบบนี้ หากเราช่วยท่านพ่อตากับแม่ยายได้แล้วเราแต่งงานกันนะ"ห่าวอู๋อวี่กล่าวออกมาอย่างหยอกล่อและจิงจังในท่าที จินเป่าไม่ได้กล่าวอะไรนางได้ยินเสียงกุกกักนอกประตูนางรู้ดีว่าห่าวอู่อวี่รับรู้ได้ก่อนนางเสียอีกแต่เขาก็แกล้งพูดไปต่างๆนานา เมื่อด้านนอกได้ยินเสียงคนพูดคุยกัน เขาก็ไม่กล้าที่จะบุกเข้ามา ห่าวอู๋อวี่สังเกตเห็นถึงข้อนี้"ข้านอนแล้วนะเจ้าเองก็นอนเถอะ"ห่าวอู๋อวี่กล่าวขึ้น เพื่อจะได้เดินตามแผนของกลุ่มคนที่มาดักจับสองคนเขา สักพักใหญ่ๆเสียงเคลื่อนไหวภายในห้องก็สงบลง บุรุษผู้หนึ่งโบกมือเป็นสัญญาณให้ผู้ที่อยู่ด้านหลังค่อยๆเปิดประตูโรงเตี้ยมให้ แล้วค่อยๆบุกเข้าไปจับตัวทั้งสองได้ เมื่อถูกจับทั้งสองคนก็แกล้งทำเป็นหลับไหลไม่ได้สติ จินเป่าทำท่าทางตกใจตื่นขึ้นมา"หวกเจ้าเป็นใครกัน ทำไมถึงมาจับพวกข้าเช่นนี้ พวกข้าทั้งสองไปทำอะไรให้พวกเจ้าโกรธเคืองกัน"จินเป่าพูดขึ้น"แม่นางอย่าดิ้นรนเลย อย่าต่อรองกับการจับกุมในครั้งนี้ พวกเราวางแผนมานานแล้ว แล้วคนที่จับต
ป่ากระดังงาที่พวกเขาเดินทางเข้าไปนั้นร่มรื่นมีต้นไม้ใหญ่เล็กประปรายกันอยู่ มีโขดหินใหญ่โขดหินเล็กและมีเสียงสัตว์เล็กสัตว์น้อยมากมาย เสียงนกร้องสักพักและบินจากไปเพื่อหาอาหาร"เราจะอยู่ผจญภัยอยู่ที่ป่าอัสดงกันจนจะมีวรยุทธเพิ่มขึ้นเท่าใดดี เราต้องตั้งเป้าหมายและล่ะ"จางซินกล่าวขึ้น"ข้าไม่ได้ตั้งเป้าหมายอะไรเท่าไหร่หรอก เอาเป็นว่าจนกว่าพวกเราทั้งจะพอใจกันดีกว่า"ห่าวอู๋มูลี่กล่าวขึ้น"แล้วต้าเสว่ยล่ะท่านคิดว่ามาผจญภัยยังภายนอกแล้วท่านยังคิดว่ายังอยากติดตามพวกเราต่อหรือไม่"จินเป่าถามขึ้น"ถ้าไปกับพวกเจ้าแน่นอน ข้ารู้สึกสนุกรู้สึกตื่นเต้น รู้สึกท้าทายแล้วพวกเจ้าก็มีจิตใจที่ดีช่วยเหลือชาวบ้านถ้าคิดว่าข้าต้องติดตามพวกเจ้าไปให้ถึงที่สุด"ต้าเหว่ยกล่าวขึ้น พวกเขาเดินทางในป่ากระดังงาราวๆเจ็ดวันก็ออกจากป่ากระดังงา เดินทางด้วยความราบรื่นตอนกลางวันเดิน กลางคืนก็พักผ่อนพวกเขาไปถึงหมู่บ้านอัสดงในเวลาเที่ยงของวันที่เจ็ด เมื่อพวกเขาไปถึงก็หาโรงเตี้ยมเพื่อนั่งกินอาหารกัน และจะได้ฟังข่าวจากนักยุทฑท่านอื่นด้วย พวกเขาเลือกนั่งโต๊ะกลางสุดเพราะจะได้ฟังเสียงข้างๆได้สะดวกยิ่งขึ้น "ป่าอัสดงทุกวันนี้ทำไมข้าไม