ร่างทั้งสี่ก็โผล่บริเวณแหล่งน้ำชั้นสาม เป็นแหล่งน้ำทีอุดมสมบรูณ์ มีพื้นดินอยู่ไม่มากนัก มองแล้วคล้ายๆทะเล ไม่มีต้นไม้สักต้น มีเพียงโขดหิน ถึงว่าทำไม่ ชั้นนี้มีการต่อสู่แย่งป้ายกันง่ายดายเหลือเกิน เพราะไม่มี ที่ใดให้หลบหนีด้วยซ้ำ ซิงอีลากสังขารของมู๋จินเป่าเดินไปหาที่นั่งพัก นางรู้ดีว่ามู๋จินเป่าไว้ใจตนจึงส่งกระแสจิตเข้าไปในมิติ ปล่อยให้ตนดูแลร่างของนางภายในมิติ ทุกคนมุงดูจิ้งจอกเก้าหาง และเจ้าก้อนหิมะสีขาวที่มีแขนมีขาวิ่งได้ มันกำลังพองตัวและพ่นหิมะออกมาเป็นจำนวนมากจนห่อหุ้มร่างของจิ้งจอกเก้าหางสักพักใหญ่ๆร่างจิ้งจอกเก้าหางก็เปลี่ยนเป็นร่างมนุษย์และลุกขึ้นนั่งสมาธิ"เพียงสามวันสัตว์อสูรตนนี้ก็จะมีสัญาญชีพที่ปกติ"เสียงเจ้าก้อนหิมะกล่าวและมันก็พุ่งตัวลงน้ำแล้วเงียบไปทันที มู๋จินเป่าจึงส่งกระแสจิตออกจากมิติไป นางพบร่างของนางนอนอยู่บนโขดหินโดยซิงอีกำลังย่างปลาที่สือยวี่จับมาให้ หลังจากที่เห็นมู๋จินเป่าตื่นแล้วซิงอีก็เรียกมากินปลา"เป็นยังไงบ้างลี่หลินมีอาการน่าเป็นห่วงหรือไม่"ซิงอีถามด้วยความเป็นห่วง พลางมองมู๋จินเป่าเดินเข้ามาหาและนั่งลงข้างๆนาง"เหลือเพียงอีกชั้นเดียวแล้วเราก็ไปครบ
หลังจากที่ทุกคนปรากฏตัวขึ้นใต้แท่นพิธีคัดนักศึกษาเข้าสำนัก มีอาจารย์ที่คัดเลือกอยู่เพียงสิบกว่าท่านแค่นั้น ส่วนผู้เข้าศึกษาบางคนก็ไม่ได้เข้าทดสอบเพราะรู้จักคนใหญ่คนโตในสำนัก หลีชุนชุนเป็นคนหนึ่งที่ได้เข้าศึกษา ทั้งที่ไม่ได้เข้าทดสอบ นางมองมายังมู๋จินเป่าพร้อมกับทำท่าทีเย้ยหยันอย่างเต็มที่ นางคิดว่ามู๋จินเป่าจะไม่ติดหนึ่งในสิบด้วยซ้ำเพราะนางไม่ได้ป้ายเข้าสำนักสีม่วง ทางด้านมู๋จินเป่าออกมาจากดินแดนต้องห้ามก็เดินตามหาซิงอีเพื่อจะได้ให้ป้ายเข้าสำนักสีม่วงและอัญมณีสีแดงกับป้ายหยกที่มีรายชื่อของซิงอีติดอยู่ก็เจอเข้ากับกลุ่มของบุรุษที่เคยช่วยนางเอาไว้ "กลุ่มพวกท่านได้ป้ายสีเขียวครบทุกคนแล้วหรือ"มู๋จินเป่าถามขึ้นอย่างแผ่วเบา"ขาดอีกสองป้ายเหมือนเดิมนั้นแหละช้้นเวหาไม่พบของดีๆกันเลย ดีนะที่เอาชีวิตรอดได้ พวกเจ้าเอาป้ายเขียวหรือไม่ เดียวพวกข้าสี่คนใช้ป้ายสีแดงได้ เดียวเข้าไปแล้วค่อยหาทางไปอยู่ร่วมกัน"บุรุษผู้นั้นกล่าวพลางมองมู๋จินเป่าด้วยใจจริง สักพัก จางหยงกับจางซินและซิงอีก็เดินมาหานาง พอดี"นี้ป้ายเข้าสำนักสีเขียวสองป้ายของพวกเจ้า รับไปเถอะแล้วก็เอาป้ายเข้าสำนักสีแดงออกมาให้ข้าด้วย"จางซ
หลังจากทดสอบเข้าสำนักได้สำเร็จแล้ว ก็เป็นเวลาพักผ่อนเจ็ดวัน ที่ทางสำนักให้เวลากับนักศึกษาทุกคน มู๋จินเป่าและซิงอีถูกผู้นำตระกูลห่าวอู๋เรียกไปพบถึงสามครั้ง แต่ห่าวอู๋อวี่ไม่พาไปเพราะสตรีที่ชื่อหลี่ชุนชุนอยู่ที่เรือนใหญ่ของตระกูลห่าวอู๋ตลอดเวลา ตนไม่ต้องการพบหน้านางจึงปฏิเสธทุกครั้งที่มีคนมาชวนไปเรือนใหญ่ ก่อนวันเข้าสำนักห่าวอู๋อวี่ได้เข้าไปพบอาจารย์ใหญ่ในสำนัก ซึ่งคือปรมาจารย์ไป๋อวิ่นที่ดำรงตำแหน่งนี้อยู่"ไม่พบกันเสียตั้งนาน ตอนที่ข้าเรียกเจ้ามาเรื่องทดสอบเด็กใหม่เข้าสำนักเจ้าก็รีบไปยิ่งนัก ข้ายังไม่ได้พบกับเจ้าเป็นการส่วนตัวด้วยซ้ำ เจ้าว่าเด็กจินเป่าเด็กใหม่ลำดับหนึ่งเป็นอย่างไรบ้างล่ะ ข้าว่าในตัวนางมีสิ่งมหัศจรรย์อยู่แน่นอน"อาจารย์ไป๋อวิ่นกล่าวขึ้น"ข้ามาก็เพื่อสิ่งนี้แหละท่านอาจารย์ สัตว์อสูรงูเห่าดำตัวนั้นมันเป็นของข้าเองนั้นแหละ ข้ามาวันนี้ข้าต้องการให้ท่านอาจารย์ดูแลนางแทนข้า นางน่าจะศึกษาสำเร็จภายในหนึ่งปี และเราจะออกเดินทางดังที่ข้าเคยหวังไว้ในอดีต ที่ข้าเคยถามอาจารย์เรื่องมิติอื่นๆ เราสองคนมีใจตรงกันที่จะออกเดินทางท่องโลก และนี้ผลหลิวต้องแสงจันทร์ที่ข้าไปตามหามารักษาพี
"ในชั้นเรียนวิชานี้ข้าจะให้ลูกศิษย์ทุกคนทดสอบทางด้านจิตใจ ข้ามีห้องให้ทั้งหมดสิบห้อง แต่ละห้องจะให้นักศึกษาแต่ละคนเลือกเข้าไปด้านใน ให้อยู่ในนั้นเป็นเวลาห้าชั่วโมง ถ้าครบห้าชั่วยามโดยจอภาพหน้าห้องว่างปล่าวผู้นั้นถือว่าผ่าน ข้ามีอัญมณีสีม่วงให้ทั้งหมดสิบก้อนถ้าใครผ่านจะได้รับอัญมณีสีม่วงในจำนวนที่เท่าๆกัน ผู้ที่ผ่านแล้วครั้งหน้าจะไม่ได้เข้าจนกว่าเพื่อนจะผ่านหมด แต่ครั้งหน้าข้าไม่มีอัญมณีสีม่วงให้แล้วนะ555 ได้เฉพาะคนที่ทดสอบจิตใจได้ครั้งแรกเท่านั้น วิธีที่ง่ายคือเข้าไปข้างในแล้วทำจิตใจให้สงบห้ามคิดสิ่งใด เพราะถ้าพวกเจ้าคิดสิ่งใด ข้าก็จะเห็นทันที555 ถ้าเจ้าคิดถึงบุรุษหรือสตรีคนรักข้าก็จะเห็นกับเจ้าด้วย หรือถ้าผู้ใดเผลอหลับข้าก็จะเห็นความฝันของคนนั้น ข้าจะนั้งตรงกลางเพื่อสังเกตุเห็นจอหน้าห้องของทุกๆคนไม่ต้องห่วง "อาจารย์วิชาด้านจิตใจสอน เพราะผู้ที่อยู่ระดับสูงมักจะต้องจิตใจเข้มแข็งอยู่แล้ว ทุกคนเดินตามอาจารย์ไปก็เห็นห้องที่มีประตูเรียงกันสิบห้องเป็นขนาดครึ่งวงกลม เหมือนที่อาจารย์กล่าวไว้ไม่มีผิด มีตั่งนั่งตรงกลางไว้เพื่อนั่งมองหรือจะนอนก็ได้มองเห็นได้ทุกๆห้องที่เรียงกันเป็นครึ่งวงกลม มี
"ท่านอาจารย์เรื่องก็เกิดขึ้นเมื่อคืนไม่ใช่หรือ เมื่อคืนพวกข้าอยู่กับแม่นางทั้งสองทั้งคืนเลยนะ แล้วจะมีเวลาที่ไหนไปทำร้ายพวกเขากันล่ะ"บุรุษผู้หนึ่งที่อยู่ในลำดับสูงกล่าวกับท่านอาจารย์ "พวกเจ้าอยู่ระดับเดียวกันไม่รู้หรอกหรือว่าซิงอีมีสัตว์อสูรเป็นจระเข้ตาไฟมันจะลงมือตอนไหนก็ได้นิ"มู๋จินฮุยกล่าว"แล้วพวกเจ้าก็เห็นแล้วนิว่ามีแส้อะไรที่ไหนแล้วกระจกที่พวกเจ้าขโมยไปก็ไม่เห็นมี แล้วเมื่อคืนแม่นางซีอีกับแม่นางจินเป่าก็นำสัตว์อสูรออกมาอยู่กับพวกเราทั้งคืน แล้วพวกเราก็นำสัตว์อสูรของพวกเราออกมาด้วยถ้าเจ้าไม่เชื่อข้าก็ถามอีก 7 คนที่อยู่ในนี้สิเพราะพวกเราอยู่ด้วยกันทั้งคืน"บุรุษผู้นั้นกล่าว "พวกเราก็เพิ่งรู้ว่าแม่นางซิงอีกับแม่นางจินเป่าเป็นแค่สาวชาวป่าธรรมดา แต่พวกเราก็ไม่รังเกียจนางหรอกนะที่จะศึกษากับพวกเราในสำนัก พวกเจ้าไม่ต้องคิดแทนพวกข้าขนาดนั้น เพราะพวกเราอยู่ในระดับเดียวกัน ย่อมรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไรท่านอาจารย์โปรดเห็นใจแม่นางทั้งสองเถอะ ที่ถูกใส่ร้ายที่ถูกขโมยของ และข้าก็เป็นคนนึงที่เป็นพยานให้แม่นางทั้งสองได้"สตรีในระดับสูงกล่าว การกระทำทุกอย่างท่านอาจารย์ที่เพิ่งสอนวิชาด้านจิตใ
หลังจากจบคาบเรียนในวันนั้น มู๋จินเป่ากับซิงอีก็ขอคำปรึกษาจากจางหยงอยู่บ่อยๆ เพราะตนกลัวว่าในคาบเรียนต่อไปจะเป็นการต่อสู้แบบใช้พลังวรยุทธ ซึ่งทั้งสองคนไม่เก่งด้านนี้เลยสักนิดแต่ในคาบเรียนครั้งหน้าก็เป็นอีกเดือนต่อไปแล้ว ทั้งสี่จึงปรึกษากันว่าหลังจากครึ่งเดือนที่เรียนในสำนักเสร็จสิ้นแล้วจะต้องออกหาประสบการณ์"ท่านพี่ถ้าครั้งหน้าท่านพี่กับจินเป่าเหลือเพียงสองคนเท่านั่น แล้วที่ท่านพี่สอนนางไป ท่านพี่จะไม่เสียดายหรอกหรือที่ต้องมาสู้กับคนที่ตัวเองสอน555"จางซินถามพลางหัวเราะและมองหน้าจางหยง"จะเหลือสองคนได้อย่างไรกัน ข้าพึ่งร่ำเรียนวิชาการต่อสู้โดยการใช้วรยุทธเพียงเท่านี้ แค่ครึ่งเดือนข้าคิดว่ายังไม่ประสบความสำเร็จมากเท่าไรหรอก ข้าแค่ไม่อยากขายหน้าก็แค่เท่านั้น จึงให้ท่านจางหยงสอนให้เล็กน้อย แต่ถ้าเหลือสองคนจริงๆ ข้าและท่านจางหยงจะทำให้ดีที่สุด จะได้รู้ว่าอาจารย์หรือลูกศิษย์ที่เก่งกว่ากันฮ่าๆๆเป็นไง"มู๋จินเป่ากล่าว "ถึงเจ้าจะไม่เคยเรียนการต่อสู้ด้วยวรยุทธก็ตาม แต่ดูเจ้าแล้วเจ้าหัวไว้ใช้ได้เลยทีเดียว ข้าก็เกรงเหมือนกันว่าในการเรียนครั้งหน้าในวิชาต่อสู้ ข้าคิดว่าเจ้าอาจจะชนะข้าได้เพรา
หลังจากที่มู๋จินเป่าแทงกริชไปที่หน้าท้องของเสือดาวแล้ว ก็กลิ้งหลบเสือดาวทันที เสือดาวที่ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ก็กระโดดหันหน้ามาใส่มู๋จินเป่าอีกครั้งและมองหน้านาง มู๋จินเป่าจึงเตรียมท่าต่อสู้อีกครั้ง สัตว์อสูรเสือดาวก็ร้องโฮ่ง! และวิ่งหนีไป เมื่อเพื่อนมันเห็นว่ามีตัวหนึ่งวิ่งไปแล้วพวกมันจึงออกวิ่งตามกันไป คนที่ต่อสู้กับเสือเสือดาวเมื่อสักครู่นี้ร่างกายของเขาก็มีบาดแผลเป็นจำนวนมาก"ดีจริงๆที่พวกท่านมาช่วยข้าไว้ ไม่อย่างนั้นข้าคงต้านมันไม่ไหวเป็นแน่ เดิมทีข้าคิดว่าเสือดาวแค่ไม่กี่ตัว แต่พอข้ามาต่อสู้กับมันจริงๆมันเรียกพวกมันมา ข้าต่อสู้ทุกกระบวนท่าแล้วแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรมันได้เลย แล้วเราก็สมควรที่จะไปจากตรงนี้เถอะข้ากลัวว่าที่มันหนีหายไปมันอาจจะไปตามพวกมันมาก็ได้"บุรุษที่ต่อสู้อยู่กับเสือดาวเมื่อคู่นี้กล่าวขึ้น พลางมองหน้ามู๋จินเป่าและก็เห็นวรยุทธของนางก็ตกใจว่านางมีวรยุทธที่ต่ำ แต่ทำไมถึงแทงเข้าไปในหนังของเสือดาวตัวนั้นได้ ตนใช้วรยุทธอยู่สักพักก็ไม่สามารถทำให้สัตว์อสูรเสือดาวเป็นอะไรได้สักตัวเดียว"กริชของเจ้าช่างคมอะไรเช่นนี้ ให้ข้าขอดูหน่อยจะได้หรือไม่"บุรุษแปลกหน้าที่ต่
วันนี้ก็เป็นวันที่กลับมาเรียนอีกครั้งของเดือนใหม่ และวันนี้ต้องเรียนวิชาการต่อสู้ มู๋จินเป่าและซิงอี ได้ฝึกฝนการควบคุมวรยุทธโดยการใช้จิตเพ่งไปที่ฝ่ามือแล้วก่อให้เกิดวรยุทธที่ฝ่ามือขึ้นได้แล้ว นางสองคนใช้เวลาสามวันที่กลับมาจากป่านภาตะวัน ในการฝึกฝนจึงทำให้ตอนนี้เริ่มชำนาญมากขึ้นแล้ว พอรู้ว่าตัวเองจะเรียนวิชาอะไรทุกคนก็เดินไปยังลานต่อสู้ทันที หลังจากทุกคนมาถึงลานต่อสู้แล้ว ข่าวของหลี่ชุนชุน กับคุณชายสี่ตระกูลห่าวอู๋ เรื่องมาถึงหูของซิงอีทำให้นางเดือดดานเป็นอย่างมาก"เจ้าได้ยินหรือไม่จินเป่า ข่าวของแม่นางหลี่ชุนชุน กับท่านห่าวอู๋อวี่มันคือสิ่งใดกัน เจ้าไม่ได้อยู่กับเขาเพียงแค่ 2 เดือนเขาก็เปลี่ยนใจไปจากเจ้าแล้วหรือ แล้วแบบนี้เจ้าจะทำเช่นไร"ซิงอีกระซิบถามมู๋จินเป่า"มันไม่มีสิ่งใดหรอกพี่ซิงอี แม่นางหลี่ชุนชุน ให้บิดาของนาง ไปขอสานความสัมพันธ์ให้นางและห่าวอู๋อวี่ แต่บิดาของท่านห่าวอู่อวี่ไม่ได้ตกลง จึงเรียกท่านห่าวอู๋อวี่ไปคุยกันเรียบร้อยแล้วไม่มีสิ่งใดหรอกท่านพี่"มู๋จินเป่ากล่าว"เจ้ารู้สิ่งนี้ได้อย่างไรกันในเมื่อเจ้าก็อยู่กับข้าในสำนักนี้ตลอดเวลาอยู่แล้ว เจ้าแอบไปหากันตอนใดหรือ"ซิงอี
เพื่อพวกเขาเข้ามาเสร็จแล้วก็ต้องพบกับความประหลาด ด้านในนี้มีแก้วแหวนเงินทองอยู่มากมาย ตรงกลางโถงกว้างมีไข่ขนาดใหญ่หนึ่งใบวางอยู่ ลวดลายของใข่ใบนั้นมีลวดลายที่งามวิจิตรยิ่งนัก และไอวิเศษที่เข้มข้นก็ไหลออกมาจากไข่ใบนี้นี้เอง แต่ช่างแปลกเมื่อพวกเขาทั้งเจ็ดเข้ามาในนี้แล้ว ไอวิเศษนั้นก็ไม่สามารถที่จะทำอันตรายใดๆกับพวกเขาทั้งเจ็ดนั้นได้ "ไข่นั้นมันเป็นไข่อะไรกัน ลวดลายแปลกตาจัง"ซิงอีถามขึ้นเขาไม่เคยเห็นมันมาก่อน"มันน่าจะเป็นไข่มังกรข้าเคยศึกษามา น่าจะเป็นไข่มังกรศักดิ์สิทธิ์เป็นแน่ รวดลายของมันช่างมากมายขนาดนี้ มันน่าจะเป็นสัตว์อสูรที่อยู่ในขั้นที่สูงๆเป็นแน่ แต่เราจะนำมันออกจากไข่ได้อย่างไรกัน หรือว่าเราจะพามันออกจากถ้ำนี้ได้อย่างไร"ต้าเหว่ยกล่าวขึ้น ซิงอีจึงพยายามลองเก็บของที่อยู่ในนี้ดู เหมือนของเหล่านี้จะไม่ยอมเข้ามาในมิติของนางเลยสักชิ้น รวมถึงไข่ที่ต้าเหว่ยบอกว่าเป็นไข่มังกรด้วย มันไม่ยอมเข้ามาเลยสักนิด "ข้าเกรงว่าสมบัติที่อยู่ในนี้พวกเราไม่สามารถที่จะครอบครองมันได้ รวมทั้งไข่มังกรที่เจ้าว่าด้วย"จางซินกล่าวขึ้น ด้านข้างนอกนั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงของพญาวานรนั้นกำลังอาละวาดอยู่ เพร
ความเคลื่อนไหวของสัตว์อสูรตัวใหญ่นั้นเงียบลงแล้ว แสดงว่ามันน่าจะสงบลงพวกเขาจึงวางแผนกันใหม่ว่าจะเข้าไปยังถิ่นที่อยู่ของมันได้อย่างไรเนื่องจากไอวิเศษที่เข้มข้นพวกเขาไม่สามารถที่จะทนกลับไอวิเศษที่อยู่รอบๆตัวของมันได้เลย "ข้าว่าหากพวกเราเข้าไปใกล้ๆมันแล้วไอวิเศษนั้นมันเข้มข้นมากพวกเราจะไม่ตายเพราะไอวิเศษนั้นหรอกหรือ มันมีสิ่งใดบ้างที่จะทำให้ไอวิเศษนั้นลดน้อยลงได้หรือว่าเราสัมผัสกับไอวิเศษนั้นได้น้อยลงล่ะ"ห่าวอู๋มู๋ลี่กล่าวขึ้น"มันไม่น่าจะลดไอวิเศษนั้นได้เนื่องจากว่าเรานั่งเสพไอวิเศษนั้นอยู่สามวันมันก็ยังไม่ลดเลยใครมีวิธีดีๆบ้างล่ะ"ไป๋อวิ้นกล่าวถามคนอื่น"เราใช้วิธีหลอกล่อดีหรือไม่ ให้คนกลุ่มนึงอยู่ฝั่งด้านในโน้น หากว่าคนกลุ่มหนึ่งหลอกล่อมันออกไปยังจุดนี้แล้ว คนกลุ่มที่อยู่ด้านในนั้นก็เคลื่อนตัวเข้าไปดูว่าข้างในมีสิ่งใด วิธีนี้พวกเราจะแบ่งกันเป็นสามคนและสี่คนดีหรือไม่"จางหยงกล่าวขึ้น"แล้วมันจะไม่รู้หรือว่ายังมีอีกกลุ่มที่อยู่ด้านในถ้ำนี้ไม่ได้หลอกล่อมันออกไปนอกถ้ำ"ต้าเหว่ยถามขึ้น"ท่านบอกเองไม่ใช่หรือว่ามันตาบอดเพียงแค่เราอยู่ด้านไหนและกบกินกายของเราแล้วเราอยู่เฉยๆอะไรการเคลื่อนไหว
ทางด้านทั้งหกและสัตว์อสูรหนึ่งตนที่ตอนนี้กำลังนั่งบำเพ็ญอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งพวกเขารับรู้ได้ถึงพลังงานภายในห่างพวกเขาออกไปหากเดินทางเข้าไปไม่เกินครึ่งก้านผู้พวกเขาต้องเจอกับบางสิ่งบางอย่างที่มีแรงกดดันมหาศาล อยู่ในนั้นพวกเขาเลือกจุดนี้เพราะว่าไอวิเศษนั้นมาถึงกลุ่มของพวกเขาทำให้พวกเขาได้ใช้ประโยชน์จากไอวิเศษของสิ่งเหล่านั้น เมื่อเวลาผ่านไปส่มวันจู่ๆก็รู้สึกว่าตัวของเขานั้นเย็นวูบน่าจะสามครั้งได้ นางยิ้มด้วยความดีใจเพราะวรยุทธของนางอยู่เฉยๆก็เพิ่มขึ้น อาจจะเป็นเพราะผู้เป็นนายของเขานั้นมีวรยุทธเพิ่มขึ้นก็ได้ ทุกคนมองหันมาที่ลี่หลินเพียงคนเดียวเพราะพวกเขาทุกคนสามารถรับรู้ถึงแรงกดดันก่อนที่วรยุทธนั้นจะเพิ่มขึ้น"ไม่ใช่ว่าเจ้าจะบรรลุวรยุทธอีก 3 ขั้นแล้วหรือ"ไป๋อวิ้นถามขึ้น"ข้านั่งฝึกวรยุทธภายในอยู่สามวัน ข้าไม่คิดว่าร่างกายของข้าจะเพิ่มวรยุทธขึ้นได้มากขนากนี้ ข้าคิดว่าผู้เป็นนายของข้าน่าจะมีวรยุทธเพิ่มขึ้นข้าถึงได้ผลประโยชน์ขนาดนี้"ลี่หลินพูดด้วยความดีใจ"ลี่หลินเจ้าเสื่อกับผู้เป็นนายของเจ้าได้แล้วหรือ พวกเขาอยู่ที่ใดกัน พวกเราจะรีบตามพวกเขาไป"ซิงอีกล่าวขึ้น ลี่หลินได้แต่ส่ายหัวมันรับ
หลังจากกลุ่มของจินเป่าไปตกอยู่สถานที่หนึ่งนั้นราวๆสามวันพวกเขาทั้งสามนั้นก็รู้สึกตัว พวกเขาเหี่ยวสถานที่หนึ่งเหมือนเป็นกองฟางและมีแอ่งตรงกลางแต่กองฟางที่พวกเขานอนนั้นมองแล้วลักษณะเป็นสีขาวไข่มุก ซึ่งพวกเขาก็ไม่รู้ว่าเป็นที่ใด ห่าวอู๋อวี่ลุกขึ้นได้จึงนั่งขับเคลื่อนวรยุทธของตัวเอง เส้นลมปานของเขานั้นเสียหายไปสามส่วน เลือดยังคลั่งอยู่ที่สมองเขาก็กระอักเลือดออกมาคำตอบ เจ้าอีกาดำสามขาจื่ออี้เฉินงั้นถึงกับปีกหักและขาที่สามของมันก็หักเลยทีเดียว ร่างกายของมันกระทบกับของแข็งประเภทใดตัวมันเองก็ยังไม่รู้ จินเป่าเมื่อลืมตาขึ้นมาก็รับรู้ได้ถึงคลื่นมหาศาลถาโถมเข้าตัวของตัวนางเอง นางรู้สึกเย็นวูบวาบสามครา นางลืมตาแล้วมองมือของตัวเองทั้งสองข้างวรยุทธของนางนั้นเพิ่มขึ้นอีกแล้วตั้งสามขั้น แต่นางสงสัยยิ่งนักวรยุทธของผู้อื่นนั้นสูงขึ้นนั้นจะเกิดทัฑคาด แต่ทำไมนางซึ่งวรยุทธสูงเลยระดับมามหาศักดิ์สิทธิ์มาเกินสามขั้นแล้ว นางยังไม่ถูกทัณฑฆาตเสียเลย นางมองไปรอบๆก็เห็นเจ้าอีกาดำสามขาที่นอนหมดแรงอยู่กับฟางสีขาวไข่มุกนั้น นางจึงหยิบยาสมุนไพรรักษาเส้นลมปราณธรรมดาออกมาให้มันกินไปพลางๆ และยื่นน้ำอมฤตให้ นางมองดูหน้าข
พญาหงส์ขาวที่กำลังต่อสู้นั้นหยุดชะงักและม้วนตัวพุ่งไปหาต้นขจีทันที ห่าวอู๋อวี่เองยังไม่ทันได้ตั้งตัวด้วยซ้ำ พญาหงส์ขาวที่ต่อสู้กันอยู่ดีๆก็พุ่งไปหาจินเป่า จินเป่าที่ตอนนี้เห็นท่าไม่ดีเขากำลังอยู่ใกล้ต้นขจีเพียงนิดเดียวหากเขาหลบก็ไม่ทันเสียแล้ว เจ้าต้นขจีก็มัวแต่พลักดันนักยุทธให้ถ่อยกลับไปแต่มันไม่ได้ใช้ตามองจินเป่า เนื่องจากว่ากลิ่นอายของนางนั้นเป็นต้นหลิวต้องแสงจันทร์ในเมื่อนางนั้นได้กลืนกินพลังของต้นหลิวต้องแสงจันทร์แล้ว นางก็ปล่อยพลังของมันออกมา จึงทำให้ต้นขจีซึ่งเป็นพืชวิเศษเหมือนกันไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเป็นมนุษย์มันจึงไม่ได้ระวังตัวจากจินเป่าเลย แต่พญาหงส์ขาวรับรู้การไปของจินเป่าดีจึงพุ่งไปหานางและพ่นไฟใสทันที นางแบมือเก็บไฟดังเดิม แต่คราวนี้เจ้าพญาหงส์ขาวนั้นพุ่งเข้ามาหานางอย่างรวดเร็ว จึงไม่ทันระวังและเก็บมันเข้าไปในมิติทันที หลังจากที่มันเข้าไปในมิติแล้วจินเป่าจึงใช้กริชที่กรีดเลือดของตัวเองนั้นแทงเข้าไปยังรากของต้นขจีทันที "วี้ดๆๆๆๆๆๆ วี้ดๆๆๆๆ วี้ดๆๆๆๆๆ"เสี่ยงต้นขจีกรีดร้องและเอนไปเอนมาตอนนี้รากของมันถอนขึ้นจากดินเสียแล้ว จินเป่าได้ทีจึงโบกมือและเก็บต้นขจีก่อนที่มันจากอาละ
ทั้งสองคุยกันอยู่สักพักก็เข้าใจกันส่าตะจัดการเช่นไร"นั่นไงทั้งสองคนอยู่ตรงนั้นกำลังคุยกันอยู่แล้วแผนของพวกเขาจะเป็นอย่างไรต่อล่ะลี่หลิน"จางซินกล่าวถาม"แผนของพวกเขาคือให้พวกเราทุกคนระวังตัวเองและแก้ไขสถานการณ์ไปตามเหตุการณ์ต่างๆ"ลี่หลินกล่าวขึ้น ทุกคนก็มองไปยังลี่หลินเพราะพวกเขาไม่แน่ใจว่านางได้สื่อสารกับผู้เป็นนายจริงหรือไม่ เนื่องจากพอถามพบนางก็ตอบทันที "งั้นพวกเราก็ต้องดูแลตัวเองและปกป้องด้วยให้ได้ เพื่อที่จะไม่เป็นตัวถ่วงของพวกสองคนนั้น"ไป๋อวิ้นกล่าวขึ้น"แต่มีบางสิ่งบางอย่างที่ข้าสงสัยยิ่งนัก ทำไมข้าที่อยู่มิติแห่งนี้มาตั้งแต่เกิด แต่ไม่เคยรับรู้ถึงเรื่องนี้เลยล่ะ เรื่องที่มีผลขจีสุกอะไรนั่น ทำไมหรือพอดูดูแล้วเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะสัตว์อสูรต่างๆก็รายล้อมเข้ามา และนักยุทธต่างๆก็เหมือนสนใจสิ่งเหล่านี้ ข้าอยากรู้เหลือเกินว่ามันเป็นสิ่งใด"ต้าเหว่ยกล่าวขึ้น"ข้าเองก็สงสัยว่าทางราชสำนักไม่ได้ส่งผู้ใดมาเข้าชิงผลขจีเลย เป็นไปได้หรือไม่ว่าทางราชสำนักนั้นไม่สนใจกับสมุนไพรชนิดนี้ เจ้าที่อยู่ในเมืองหลวงนั้นจึงไม่รู้ว่ามีของดีแบบนี้"ห่าวอู๋มู๋ลี่กล่าวขึ้น ทุกคนขอพยักหน้าพร้อมที่จ
เมื่อถึงยามเที่ยงคืนแล้วสัตว์อสูรตนนั้นก็ออกมาจากต้นขจีมันเป็นสัตว์อสูรสีขาวสว่างไสว มองไกลๆราวกลับนกกินรีสีขาวแต่พอมองดีๆก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่กินรีแต่อย่างใด"นั่นมันพญาหงส์นิสัตว์มหาอสูรที่เฝ้าอยู่ต้นขจีมันคือพญาหงส์นี่เอง"บุรุษกลุ่มที่จับตัวทั้งสองคนมากล่าวขึ้น "พวกเจ้าแกะมัดมือข้าทั้งสองได้แล้วกระมังข้าจะได้หาวิธีที่จะเอาชนะสัตว์มหาอสูรตนนั้น"ห่าวอู๋อวี่กล่าวขึ้น กลุ่มคนที่จับตัวพวกเขามาจึงปรึกษากันไม่นานเขาก็แกะเชือกวิญญาณนั้นออก "ข้าทั้งสองจำเป็นที่จะต้องโจมตีพร้อมๆกันแล้วพวกเจ้ามีใครที่ต้องการที่จะลงมือบ้าง ข้าจะได้วางแผนเผื่อพวกเจ้า"ห่าวอู๋อวี่กล่าวขึ้น ทั้งหมดที่จับตัวทั้งสองคนมานั่นนั่งเงียบทันทีไม่มีผู้ใดกล่าวสิ่งใดเพราะไม่มีใครต้องการที่จะลงมือ "ทำไมพวกท่านไม่คิดที่จะลงมือเลยหรอ ในเมื่อต้องการของแต่ถ้าไม่ลงมือพวกท่านจะมีหน้ารับของพวกนี้ได้อย่างไร"จินเป่าถามขึ้ม"เอาเป็นว่าพวกข้าไม่ลงมือต่อสู้กับสัตว์มหาสูรแต่พวกข้าจะลงมือแย่งชิงกับผู้มียุทธเหล่านั้นเอง ถ้าพวกข้าได้ผลขจีมามากพอพวกข้าจะแบ่งให้พวกเจ้า "บุรุษผู้หนึ่งกล่าวขึ้น"ข้าเองจะไปสู้กับสัตว์อสูรเหล่านั้นแต่ข้าเอง
เมื่อยามค่ำคืนเข้ามากล้ำกรายในห้องห่าวอู๋อวี่กับจินเป่านอนด้วยกันบนเตียงนอน"ข้าอยากให้มันเป็นแบบนี้ตลอดไปจังที่เราสองคนได้นอนกอดกันบนเตียงนุ่มแบบนี้ หากเราช่วยท่านพ่อตากับแม่ยายได้แล้วเราแต่งงานกันนะ"ห่าวอู๋อวี่กล่าวออกมาอย่างหยอกล่อและจิงจังในท่าที จินเป่าไม่ได้กล่าวอะไรนางได้ยินเสียงกุกกักนอกประตูนางรู้ดีว่าห่าวอู่อวี่รับรู้ได้ก่อนนางเสียอีกแต่เขาก็แกล้งพูดไปต่างๆนานา เมื่อด้านนอกได้ยินเสียงคนพูดคุยกัน เขาก็ไม่กล้าที่จะบุกเข้ามา ห่าวอู๋อวี่สังเกตเห็นถึงข้อนี้"ข้านอนแล้วนะเจ้าเองก็นอนเถอะ"ห่าวอู๋อวี่กล่าวขึ้น เพื่อจะได้เดินตามแผนของกลุ่มคนที่มาดักจับสองคนเขา สักพักใหญ่ๆเสียงเคลื่อนไหวภายในห้องก็สงบลง บุรุษผู้หนึ่งโบกมือเป็นสัญญาณให้ผู้ที่อยู่ด้านหลังค่อยๆเปิดประตูโรงเตี้ยมให้ แล้วค่อยๆบุกเข้าไปจับตัวทั้งสองได้ เมื่อถูกจับทั้งสองคนก็แกล้งทำเป็นหลับไหลไม่ได้สติ จินเป่าทำท่าทางตกใจตื่นขึ้นมา"หวกเจ้าเป็นใครกัน ทำไมถึงมาจับพวกข้าเช่นนี้ พวกข้าทั้งสองไปทำอะไรให้พวกเจ้าโกรธเคืองกัน"จินเป่าพูดขึ้น"แม่นางอย่าดิ้นรนเลย อย่าต่อรองกับการจับกุมในครั้งนี้ พวกเราวางแผนมานานแล้ว แล้วคนที่จับต
ป่ากระดังงาที่พวกเขาเดินทางเข้าไปนั้นร่มรื่นมีต้นไม้ใหญ่เล็กประปรายกันอยู่ มีโขดหินใหญ่โขดหินเล็กและมีเสียงสัตว์เล็กสัตว์น้อยมากมาย เสียงนกร้องสักพักและบินจากไปเพื่อหาอาหาร"เราจะอยู่ผจญภัยอยู่ที่ป่าอัสดงกันจนจะมีวรยุทธเพิ่มขึ้นเท่าใดดี เราต้องตั้งเป้าหมายและล่ะ"จางซินกล่าวขึ้น"ข้าไม่ได้ตั้งเป้าหมายอะไรเท่าไหร่หรอก เอาเป็นว่าจนกว่าพวกเราทั้งจะพอใจกันดีกว่า"ห่าวอู๋มูลี่กล่าวขึ้น"แล้วต้าเสว่ยล่ะท่านคิดว่ามาผจญภัยยังภายนอกแล้วท่านยังคิดว่ายังอยากติดตามพวกเราต่อหรือไม่"จินเป่าถามขึ้น"ถ้าไปกับพวกเจ้าแน่นอน ข้ารู้สึกสนุกรู้สึกตื่นเต้น รู้สึกท้าทายแล้วพวกเจ้าก็มีจิตใจที่ดีช่วยเหลือชาวบ้านถ้าคิดว่าข้าต้องติดตามพวกเจ้าไปให้ถึงที่สุด"ต้าเหว่ยกล่าวขึ้น พวกเขาเดินทางในป่ากระดังงาราวๆเจ็ดวันก็ออกจากป่ากระดังงา เดินทางด้วยความราบรื่นตอนกลางวันเดิน กลางคืนก็พักผ่อนพวกเขาไปถึงหมู่บ้านอัสดงในเวลาเที่ยงของวันที่เจ็ด เมื่อพวกเขาไปถึงก็หาโรงเตี้ยมเพื่อนั่งกินอาหารกัน และจะได้ฟังข่าวจากนักยุทฑท่านอื่นด้วย พวกเขาเลือกนั่งโต๊ะกลางสุดเพราะจะได้ฟังเสียงข้างๆได้สะดวกยิ่งขึ้น "ป่าอัสดงทุกวันนี้ทำไมข้าไม