ยามบ่าย ณ ตำหนักฉือหนิง องค์หญิงใหญ่ต้องการไปที่ตำหนักหย่งเหออีกครั้ง กลับได้ยินว่าฮ่องเต้เสด็จออกนอกพระราชวังพร้อมฮองเฮาแล้ว นางจึงไม่มีทางเลือก “หากฮองเฮากลับมาแล้ว อย่าลืมมาแจ้งให้ข้าทราบทันที” องค์หญิงใหญ่สั่งสาวใช้ด้วยน้ำเสียงเข้มงวด สาวใช้ตอบรับด้วยความเคารพ และบังเกิดความสงสัยในใจอย่างเลี่ยงมิได้ หรือ เหตุที่แม่ทัพน้อยเมิ่งถูกประหารชีวิตนั้น ฮองเฮาก็มีส่วนพัวพันด้วย? มิเช่นนั้นเหตุใดองค์หญิงใหญ่ต้องรีบร้อนตามหาฮองเฮา และไม่มีเวลาได้โศกเศร้าอาลัยให้แม่ทัพน้อยเมิ่งด้วยซ้ำ? สาวใช้ย่อมมิอาจรู้ได้ว่า ที่จริงแล้วองค์หญิงใหญ่รู้สึกแค้นใจที่เฉียวม่อสิ้นใจช้าเกินไป และรู้ความจริงสายเกินไป “ประเดี๋ยวก่อน” ทันใดนั้นองค์หญิงใหญ่พลันจดจำเรื่องหนึ่งได้ “ไปหยิบกำไลข้อมือวงนั้นจากคลังสมบัติมาก่อน” “กำไลข้อมือ...องค์หญิงเพคะ ท่านได้สั่งทำมันขึ้นมาเพื่อมอบให้แม่ทัพน้อยเมิ่ง เป็นกำไลข้อมือกลไกที่เผลอทำหักระหว่างเดินทางกลับมาตุภูมินั่นน่ะหรือเพคะ?” ดวงตาขององค์หญิงใหญ่ขุ่นมัว “ใช่ เป็นกำไลวงนั้น” ฝ่ามือของนางมีเหงื่อเย็นไหลออกมาโดยไม่รู้ต
เฟิ่งจิ่วเหยียนเดินทางมาพร้อมกับเซียวอวี้ นางยืนอยู่นอกประตู และได้ยินเสียงคำรามลั่นของหลิงเยี่ยนเอ๋อร์ นางทนฟังไม่ไหวแล้ว คนเช่นหลิงเยี่ยนเอ๋อร์ แม้ว่าต้องตายก็จะไม่มีทางสำนึกผิดแน่นอน เดิมนางคิดว่า หากปล่อยให้หลิงเยี่ยนเอ๋อร์ได้รับความทุกข์ทรมานในระดับเดียวกัน ก็ถือว่าไม่ติดค้างกันอีก ทว่ายามนี้พิจารณาดูแล้ว การปล่อยหลิงเยี่ยนเอ๋อร์ไป จักนำมาซึ่งภัยพิบัติใหญ่หลวงยิ่งขึ้น นางตระหนักดีเสมอ มิอาจดูแคลนความพยาบาทของคนผู้หนึ่งได้ และในยามนี้ หลิงเยี่ยนเอ๋อร์ได้ยินเสียงของฮองเฮาอยู่ที่นี่ด้วย พลันรู้สึกตื่นเต้นยิ่งนัก นางคำรามด้วยความฉุนเฉียว “เจ้าไสหัวออกไป! ข้าอยากพบแค่ฝ่าบาทเท่านั้น! “นางคนชั้นต่ำ ข้าจะต้องให้ฝ่าบาทประหารเจ้าให้ได้! “หากฝ่าบาทไม่ช่วยข้า ข้าก็จะลงมือด้วยตัวเอง! ข้าจะไม่มีวันปล่อยไป...อ้าก!” หลิงเยี่ยนเอ๋อร์ก้มศีรษะลง และได้เห็นกระบี่ที่แทงทะลุหน้าอกของตนเองด้วยความไม่เชื่อ ฝ่ายตรงข้ามลงมือรวดเร็วเกินไป นางยังไม่เห็นสัญญาณที่ชัดเจนก็ถูกกระบี่แทงเข้าแล้ว มิต้องเอ่ยถึงหลิงเยี่ยนเอ๋อร์ เพราะแม้แต่ยอดฝีมื
เซียวอวี้จับจ้องมองตรงไปที่เฟิ่งจิ่วเหยียน และเอ่ยอีกครั้งอย่างเคร่งขรึม “เหตุใดจึงไม่ถามเราว่า เคยโปรดปรานหลิงเยี่ยนเอ๋อร์บ้างหรือไม่” สตรีที่ช่องคลอดตีบตันไม่อาจมีความสัมพันธ์ทางเพศกับบุรุษได้ อย่าบอกว่านางไม่รู้ เฟิ่งจิ่วเหยียนกล่าวอย่างชัดเจน “ฝ่าบาท อันที่จริงแล้วเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับหม่อมฉันเลยเพคะ” เมื่อเห็นสีหน้าของเขาพลันเย็นชาอย่างกะทันหัน นางจึงรีบกล่าวเสริม “ถึงแม้จะเป็นสตรีที่ช่องคลอดตีบตัน ก็ถูกโปรดปรานได้ ดังนั้นหม่อมฉันจึงไม่สงสัยอันใดเพคะ” อย่างเช่น เขาทำเรื่องแบบนั้นไม่ได้ ในฉับพลัน สายตาของเซียวอวี้ก็พุ่งเข้าใส่นาง เสมือนเข็มที่แหลมคม “แม่ทัพน้อยเมิ่งแสร้งเป็นบุรุษมานานแล้ว ทว่าเข้าใจความรักระหว่างชายหญิงดียิ่งนัก” เฟิ่งจิ่วเหยียนหลุบตาลงอย่างนิ่งสงบ “ฝ่าบาททรงยกย่องเกินไปแล้วเพคะ” เซียวอวี้ : … นางคิดว่าเขากล่าวชมนางจริง ๆ หรือ? หลังจากความเงียบอันน่าประหลาดชั่วครู่นั้น เซียวอวี้ไม่เอ่ยอย่างอ้อมค้อม “หลิงเยี่ยนเอ๋อร์ไม่เคยร่วมบรรทม ที่เราให้ความโปรดปรานแก่นาง ทั้งหมดเป็นเพราะในช่วงสี่ปีที่
เฉินจี๋หยุดชะงักอยู่ตรงนั้นด้วยความงุนงง และไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตนเองมองเห็นเลย ภาพที่เห็นคือ ฮองเฮากำลังนั่งคร่อมอยู่บนเอวของฝ่าบาท พลางจับตรึงข้อมือทั้งสองข้างของฝ่าบาท กดคนเอาไว้ชิดกับผนังของรถม้า และกัดลำคอของฝ่าบาท... ท่าทางเช่นนี้ ดูเหมือนว่าฝ่าบาทกำลังถูก...บีบบังคับ?!! ปฏิกิริยาตามสัญชาตญาณของเฉินจี๋คือ——ช่วยฝ่าบาท! ทว่า ฮองเฮาพลันหันกลับมา และแววตาที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายสังหารคู่นั้น ทำให้เขาอดรู้สึกหวาดกลัวมิได้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาสั้น ๆ นั้น ร่างกายของเขาได้ตัดสินใจเลือกก่อนที่สมองจะคำนวณเสร็จสิ้น ซึ่งมันเป็นทางเลือกที่มีประโยชน์กับความอยู่รอดของเขาเอง ฟึบ! เฉินจี๋ลดม่านรถม้าลงอย่างเด็ดขาด เขาปลอบใจตนเองว่า ฝ่าบาทก็ควรจะรื่นเริงไปด้วยกระมัง ถูกต้อง จักต้องเป็นเช่นนั้นแน่นอน อย่าว่าแต่เฉินจี๋แล้ว แม้แต่เซียวอวี้ก็มิเคยคาดคิดว่า ตนเองจะถูกสตรีนางหนึ่งควบคุมเอาไว้ มิหนำซ้ำยังอยู่ในท่าทางเช่นนี้... เขาจ้องมองสตรีที่อยู่ตรงหน้าอย่างเย็นชา ผมเผ้าของนางยุ่งเหยิง ริมฝีปากแดงก่ำ และบวมนิด ๆ บนลำคอ ยังมีรอยฟันที่ช
ช่วงนี้เจียงหลินค่อนข้างว่างวันนี้เขาทานข้าวอยู่ในโรงเตี๊ยม ได้ยินโต๊ะด้านข้างปรึกษากันว่าจะสังหารฮ่องเต้สุนัข จึงรีบขยับไปนั่งใกล้ๆได้ยินว่าวีรสตรีอย่างแม่ทัพน้อยเมิ่งถูกสังหาร เขาแค้นเคืองในความไม่เป็นธรรมขึ้นมาทันทีที่สำคัญนั้นเป็นเพราะ เคยได้ยินพวกเหล่าฝานพูดว่า แม่ทัพน้อยเมิ่งกับซูฮ่วนเป็นสหายสนิทกันงั้นเขาก็ต้องมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือ!เจียงหลินคิดว่าตนเองมีน้ำใจไมตรี รักใครก็รักคนหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับเขาด้วยกลับไม่รู้ว่า ในสายตาเฟิ่งจิ่วเหยียนนั้น เป็นการกระทำที่โง่เขลาที่สุดเขาคิดทุกอย่างราบรื่นเกินไป อยากรู้ว่าศีรษะตรึงไว้บนสายคาดเอวนั้นมีความรู้สึกอย่างไรหรือ!เห็นว่าเจียงหลินพุ่งเข้ามาแล้ว ไม่รอให้เซียวอวี้ “เป็นบันได” ให้นาง เฟิ่งจิ่วเหยียนยันฝ่ามือข้างหนึ่งไว้บนไหล่ของเขา แล้วก็กระโดดลอยขึ้น...ปัง!เจียงหลินล้มลงอย่างไม่ทันตั้งตัวเดิมคิดว่าเป็นแบบนี้แล้วเขาจะหยุดคิดไม่ถึงว่าเขาจะคลานลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ชูมีดหันผักที่ไม่รู้เอามาจากในมือใคร พร้อมแยกเขี้ยวฟัน“ฆ่า!”เฟิ่งจิ่วเหยียน:…เจียงหลิน เจ้าคนโง่เขาอยากให้ตระกูลเจียงถูกประหารเก้าชั่
องค์หญิงใหญ่มองดูคนตรงหน้าอย่างนิ่งอึ้งฮองเฮา...เป็นแม่ทัพน้อยเมิ่งที่ช่วยชีวิตนางไว้ในปีนั้น!โอ้พระเจ้า ที่ผ่านมานี้ นางทำอะไรลงไปบ้าง!นางหลงเชื่อเมิ่งเฉียวม่อ วางแผนทำร้ายฮองเฮากระทั่งเปิดเผยเรื่องที่ฮองเฮาอภิเษกสมรสแทน...นางทำเพื่อเมิ่งเฉียวม่อ ที่เป็นตัวปลอมนั้น เกือบจะฆ่าคนที่มีบุญคุณช่วยชีวิตตนเองไว้ที่แท้จริง ! !ตอนนี้เวลานี้ องค์หญิงใหญ่เสียใจอย่างมาก สำนึกผิดอย่างที่สุดเฟิ่งจิ่วเหยียนก้มมองดูกำไลบนข้อมือ แล้วก็คิดอะไรขึ้นมาได้ทันใดนั้นดวงตาทั้งสี่ก็มองสบตากันแววตาขององค์หญิงใหญ่ แฝงไปด้วยความซับซ้อน น้ำเสียงสั่นเทา“เจ้า...”นางมีคำพูดมากมาย กลับไม่รู้จะเริ่มพูดขึ้นมาอย่างไรดี“แม่ทัพน้อย ขนาดข้อมือของเจ้า ข้าวัดด้วยตนเอง ตอนนี้ เจ้ายังจะปฏิเสธอีกหรือไม่?” องค์หญิงใหญ่จ้องมองดูนางเฟิ่งจิ่วเหยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย“องค์หญิง...”องค์หญิงใหญ่พูดขัดนางขึ้นมา“ข้าช่างโง่ยิ่งนัก ข้า...ข้าร่วมวางแผนกับมิ่งเฉียวม่อ คอยทำร้ายเจ้า เจ้าถือโทษข้า ไม่เชื่อข้า ก็สมควรแล้ว“ข้า ข้าเนรคุณ! ไม่มีหน้าสู้หน้าเจ้า”ใบหน้าองค์หญิงใหญ่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า ราวกับก่อกรรมทำ
องค์หญิงใหญ่กินปูนร้อนท้องเมิ่งเฉียวม่อสามารถแหกคุกได้ ก็เพราะฝากป้ายคำสั่งอินทรีเหินไว้กับนางนางก็รู้ว่าความจริงเป็นสิ่งที่ไม่อาจปิดบังได้ แต่คิดไม่ถึงว่าจะไวขนาดนี้ยิ่งคิดไม่ถึงก็คือ คำพูดของฝ่าบาทที่ดูเหมือนเป็นการสอบสวนสิ้นสุดลงอย่างกะทันหันเขาเปลี่ยนเรื่องพูดขึ้นมา ตักเตือนนางอย่างเคร่งขรึม“เซียวฉี เรื่องนี้เราไม่ทำโทษเจ้าได้ แต่นับจากนี้ไป ตำหนักหย่งเหอ เจ้าอย่ามาบ่อยนัก”องค์หญิงใหญ่กำหมัดแน่นอย่างไม่รู้ตัวนางจับจ้องมองดูเซียวอวี้ ยิ้มหัวเราะพูดขึ้นมาอย่างไม่ยอมพ่าย“ฝ่าบาท ท่านครองบัลลังก์มาเจ็ดปีแล้วใช่หรือไม่? จนถึงตอนนี้ยังไม่มีรัชทายาท ไม่สมเหตุสมผลเสียเลย“ได้ยินเสด็จย่าตรัสว่า ท่านวางแผนไว้ ตราบที่ฮองเฮาไม่มีรัชทายาท ท่านก็จะไม่โปรดปรานสนมวังหลัง?”“อย่าหาว่าข้าพูดมาก หลายปีมานี้ เคยโปรดปรานเฉพาะหรงเฟยกับหลิงเยี่ยนเอ๋อร์ แต่ก็เคยโปรดปรานจิ้งเฟย สตรีพวกนี้ล้วนไม่ได้ตั้งครรภ์ ทำไมข้าถึงรู้สึกว่า สิ่งสำคัญนี้ไม่ได้อยู่ที่ฮองเฮา?”เซียวอวี้ขมวดคิ้วเข้มองค์หญิงใหญ่ยิ้มหัวเราะอย่างมีเจตนาแอบแฝง แสดงออกด้วยเจตนาดี“ในฐานะที่ข้าเป็นเสด็จพี่หญิง จึงกล้าพูดคำพูด
เป็นครั้งแรกที่เซียวอวี้ มองเห็นดวงตาของนางเปล่งแสงประกายเช่นนี้รอบด้านเงียบสงบ ดูเหมือนขอเพียงนางมองดูเขาเช่นนี้ เขาจะตอบสนองนางได้ทุกอย่างแต่เขาก็ใช่ว่าจะไม่ได้เรื่องขนาดนั้นหลังจากขาดสติไปชั่วขณะ เขาก็กลับมาเคร่งขรึมเย็นชาเหมือนปกติ พร้อมพูดขึ้นมาอย่างเรียบเฉย“ปีที่สองที่เราขึ้นครองราชย์ กองกำลังทหารทั้งสี่แคว้นร่วมมือกันโจมตีแคว้นหนานฉี เราออกไปทำศึกด้วยตนเอง หลังจากการศึกครั้งใหญ่จบสิ้นลงแล้วกลับแคว้น เดินทางผ่านป่าหมอกหนาทึบ“ในป่าทึบนั่น มีนักฆ่าซุ่มอยู่กลุ่มหนึ่ง”“ตอนที่เราต่อสู้กับนักฆ่า พลางมีคนคลุมหน้าผู้หนึ่ง ปล่อยสิ่งมีชีวิตที่คล้ายมังกรพสุธาออกมา เราถูกมันกัด ทำให้ถูกพิษ ภายหลังค่อยรู้ว่า นั่นคือพิษวารีสวรรค์”เฟิ่งจิ่วเหยียนก็รู้ พิษวารีสวรรค์นั้น เป็นการเลี้ยงผ่านมังกรพสุธา แต่ละวันนั้นจะให้มันกินยาพิษชนิดพิเศษ ไม่นาน มันก็จะสะสมเป็นพิษชนิดรุนแรง “วารีสวรรค์” ในตัวการเลี้ยงวารีสวรรค์ตัวหนึ่ง ต้องใช้เวลาสิบปีและใช่ว่ามังกรพสุธาทุกตัว ล้วนดูดซึมยาพิษพวกนั้น มีชีวิตรอดมาอย่างราบรื่น จนกลายเป็นวารีสวรรค์ดังนั้น พิษวารีสวรรค์นั้นพบเห็นได้ยากนางฟังเซียวอวี
หลิวอิ๋งมาถึงจวนตระกูลเฟิ่ง วางมาดเป็นเหมือนนายหญิงกลับจวน นำรังนกยื่นให้สาวใช้“นำรังนกไปตุ๋น เดี๋ยวข้าจะดื่ม”สาวใช้ยื่นมือทั้งคู่รับมา ไม่กล้าที่จะละเลยพ่อบ้านเหลือบมองรังนก แล้วก็แอบส่ายหัวฮูหยินในอนาคตคนนี้หาเงินเก่งก็จริง ทว่าใช้จ่ายเงินก็ไม่ธรรมดาหากให้นางดูแลจัดการจวนตระกูลเฟิ่ง จะมีชีวิตที่ดีได้หรือ?หลิวอิ๋งอายุสี่สิบกว่า ปกติใช้เงินจำนวนมากในการบำรุงดูแล ใช้ผงแป้งไข่มุกทุกวัน แลดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงอย่างน้อยเจ็ดแปดปีวันนี้นางแต่งตัวสวมชุดกระโปรงเบาสบายทันสมัย กล่าวกันว่าเป็นแบบที่ฝ่าบาทออกแบบให้กับฮองเฮาด้วยพระองค์เอง เมื่อสวมใส่แล้วมีความสง่ากล้าหาญ นางคิดว่า คู่ควรกับสถานะของนางที่เป็นหญิงแกร่งทางการค้าเวลานี้ มุมหนึ่งตรงระเบียงทางเดิน อี๋เหนียงหลินกับสาวใช้ยืนอยู่ตรงนั้น แอบมองดูอยู่สาวใช้แสดงสีหน้าสมน้ำหน้า“อี๋เหนียง นายท่านโกรธขนาดนี้ แม่หญิงหลิวคนนั้นโชคร้ายแน่”สายตาอี๋เหนียงหลินแฝงไปด้วยความเกลียดแค้น ชิงชัง มือออกแรง แทบอยากฉีกผ้าเช็ดหน้าให้ขาด“สารเลว! อย่าให้นางเข้ามาอยู่ที่นี่ดีที่สุด!”……หลิวอิ๋งเข้าไปในห้องโถงหน้า ก็เห็นเฟิ่งหลินจับจ้องต
ในห้องโถงส่วนหน้า จวนตระกูลเฟิ่ง นายท่านเฟิ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ ความคับแค้นใจนั้นมิอาจจางหายได้ มันอัดแน่นอยู่ในทรวงอก รู้สึกอึดอัดใจยิ่งนัก พ่อบ้านรออยู่ด้านข้าง กลั้นเสียงมิกล้าหายใจแรง แผ่นหลังชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น ฮองเฮาพิโรธขนาดนั้นก็ไม่น่าแปลกใจ ว่าที่ฮูหยินทำเกินไปแล้วจริง ๆ กล้าไปสร้างปัญหาที่จวนพลทหาร ทั้งตบหน้าฮูหยินน้อยได้อย่างไร! บัดนี้นายท่านจึงตกที่นั่งลำบาก หันหน้าไปทางไหนก็ไม่ดี พ่อบ้านลอบถอนหายใจ หนึ่งเรื่องยังไม่ทันจบ เรื่องใหม่ก็เข้ามาอีก เด็กรับใช้รีบเร่งเดินเข้ามาข้างใน “นายท่าน! คุณชายใหญ่กลับมาแล้วขอรับ!” เพิ่งจะพูดจบ เฟิ่งเหยียนเฉินพลันเดินเข้ามาด้วยท่าทีน่าเกรงขาม เขาไม่รอให้คนไปรายงานก่อน เดินตรงมาหานายท่านเฟิ่งที่ห้องโถงส่วนหน้าโดยตรง ครั้นได้เห็นสีหน้าบึ้งตึงของบุตรชาย ก็คาดเดาได้ถึงเหตุผลที่เขามาเยือนทันที จู่ ๆ นายท่านเฟิ่งรู้สึกนั่งก็ไม่ใช่ ยืนก็ไม่ถูก เขานึกหงุดหงิดใจนัก วันนี้ช่าง “ครึกครื้น” เสียจริง! เฟิ่งเหยียนเฉินยังสวมเครื่องแบบราชการอยู่ ยืนนิ่ง พูดเข้าประเด็นทันที “ขอบังอาจถ
จวนตระกูลเฟิ่ง นายท่านเฟิ่งกำลังสั่งให้คนเขียนเทียบเชิญงานแต่ง พ่อบ้านพลันวิ่งเข้ามารายงาน “นายท่าน นายท่าน! ฮองเฮาเสด็จมาขอรับ!” สีหน้าของนายท่านเฟิ่งดูตกตะลึง เหตุใดฮองเฮาจึงมาเยือนอย่างกะทันหัน? หรือได้ยินข่าวว่าเขากำลังจะแต่งงานใหม่ จึงรีบมาขัดขวาง? อีกด้านหนึ่ง ในเรือนอี๋ชิง อี๋เหนียงหลินร้องไห้จนตาบวมไปหมดแล้ว “ไฉนนังแพศยานั่นมาทีหลังกลับได้สมหวัง! “ข้าปรนนิบัตินายท่านมานานหลายปีแล้ว นางเป็นแค่หญิงม่ายคนหนึ่ง คิดจะมาแข่งกับข้า...นายท่านจะชื่นชอบนางได้อย่างไร! “ข้าโมโหจะตายอยู่แล้ว! ให้ตายเถอะ! ข้ายอมตาย ดีกว่าทนอัดอั้นเช่นนี้!” ตั้งแต่รู้ว่าหลิวอิ๋งกำลังจะได้แต่งเข้าจวน อี๋เหนียงหลินก็ร้องไห้โวยวายอย่างหนัก ก่อนหน้านี้ได้วิ่งไปโวยวายต่อหน้านายท่านแล้ว กลับถูกตำหนิกลับมาเสียยกใหญ่ ยามนี้จึงได้แต่ระบายความอัดอั้นในเรือนของตนเอง เดิมเฟิ่งหมิงเซวียนยังมาปลอบโยนนางบ้าง ทว่านางร้องไห้บ่อยเกินไป จนเฟิ่งหมิงเซวียนรู้สึกรำคาญเช่นกัน จึงย้ายไปอยู่ที่โรงพักแรม ไม่ยอมกลับบ้านทั้งกลางวันกลางคืน อี๋เหนียงหลินยิ่งคิดก็
เฟิ่งจิ่วเหยียนเดินเข้าไปในห้อง พลันเห็นมารดานั่งอยู่ข้างเตียง ใช้ผ้าเช็ดน้ำตาอยู่ แววตาของนางมืดลง ก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินเข้าไปเร็วขึ้น ครั้นนายหญิงเฟิ่งได้ยินเสียงคนเข้ามา จึงเงยหน้ามอง เห็นว่าเป็นเฟิ่งจิ่วเหยียน ก็รีบปาดน้ำตาทิ้ง เปลี่ยนจากความเศร้าเป็นยินดี “ฮองเฮา...” ถึงแม้จะเป็นแม่ลูกกัน และอยู่ในสถานที่ส่วนตัว นายหญิงเฟิ่งยังเคร่งครัดในกฎระเบียบ นางไม่อยากให้บุตรสาวกังวล จึงหาข้ออ้างง่าย ๆ โดยไม่รอให้เฟิ่งจิ่วเหยียนเอ่ยถามก่อน “แม่แค่คิดถึงเวยเฉียง มิรู้ว่านางอยู่ที่จางโจวนั้นเป็นอย่างไรบ้าง” การร้องไห้เมื่อคิดถึงบุตรสาว เป็นธรรมดาของมนุษย์ หากเฟิ่งจิ่วเหยียนไม่รู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น ก็คงจะเชื่อแล้วจริง ๆ นางเดินไปนั่งลงข้างกายของนายหญิงเฟิ่งอย่างเงียบ ๆ “พูดมาตามตรงเถิด เกิดอะไรขึ้น” นายหญิงเฟิ่งชะงักงันอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นกลับมาแย้มยิ้มทันที “ก็เป็นดั่งที่พูดเมื่อครู่นี้ ฮองเฮา ไฉนเจ้าถึงออกจากวัง? มีเรื่องอะไรนอกวังหรือไร?” นางยังต้องการจะเปลี่ยนเรื่องสนทนา ทว่าเฟิ่งจิ่วเหยียนยังวกกลับมา “ข้าเห็นคนพวกนั้นแล้ว พวกนาง
ราชทูตจากเป่ยเยี่ยนที่รักตัวกลัวตายนั้น เขาย่อมรู้ดีว่านิสัยของอดีตฮ่องเต้เป็นคนเช่นไร จึงมิคิดหาเรื่องเดือดร้อนให้กับตนเองเขารีบพาทหารทั้งหลายที่ถูกถอดชุดเกราะปลดอาวุธกลับเป่ยเยี่ยนไปในทันที มิคิดรั้งอยู่หนานฉีเลยแม้แต่วินาทีเดียวเมื่ออดีตฮ่องเต้เห็นทุกคนออกไปกันหมดแล้วนั้น เขาถึงรู้สึกตัวขึ้นมาได้ว่า เขาถูกทิ้งเอาไว้ที่นี่แล้วจริง ๆ วินาทีนั้น เขาโกรธโมโหยิ่งนัก พร้อมทั้งไอสังหารที่แผ่ไปทั่วทุกที่“อ๊าก! ตาเฒ่า! ข้าเป็นบุตรแท้ ๆ ของท่าน ท่านกล้าทำเช่นนี้กับข้าเลยหรือ!”เขาทั้งสองข้างพลันคุกลงบนพื้น ก่อนจะร้องคำรามไปมามิต่างอันใดกับสุนัขที่บ้าคลั่ง……แคว้นตงซานที่อยู่ห่างออกไปพันลี้นั้นหลังจากที่ราชทูตทั้งสองกลับมาแล้วนั้น พลางนำข่าวที่ตนเองถูกพวกหนานฉีบังคับให้ทำการค้าขายด้วยมารายงานในทันทีฮ่องเต้แคว้นตงซานที่ได้ยินเช่นนั้น พลันหัวเราะออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว“เรารู้ดีว่า หนานฉีจักไม่ยอมหยุดเพียงเท่านี้แน่!”ราชทูตหลี่หลิงที่นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นนั้น“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมิอาจช่วยราชครูกลับมาได้ ทว่า พวกกระหม่อมได้ทิ้งสายลับเพื่อติดตามหาเบาะแสของตงฟางซื่อเอาไว้แ
การที่พวกเขาขอเข้าพบยามมืดค่ำเช่นนี้ เกรงว่าราชทูตเป่ยเยี่ยนเองคงมีเรื่องร้อนใจมากกระมังจางฉี่หยางนำกองทัพที่แข็งแกร่งบุกเข้าโจมตีเป่ยเยี่ยนสงครามในครานี้จึงต้องรีบระงับโดยไว แว่นแคว้นภายในถึงจักสามารถฟื้นตัวได้เสียที……เมืองเซวียนภายในเรือนจำฮ่องเต้เยี่ยนและเหล่าทหารมากมายถูกคุมขังเอาไว้ที่นี่เขามิคิดเลยว่า ตนเองจักถูกพวกหนานฉีจับได้ ทั้งยังถูกคนของตนเองทรยศหักหลังอีก!เขาโกรธเกลียดยิ่งนักเมื่อฮ่องเต้ถูกจับตัวเอาไว้ได้เช่นนี้ กองทัพเยี่ยนที่เหลืออยู่บนภูเขาจิ่วเหลียนย่อมไร้ความสามารถเป่ยเยี่ยนพ่ายแพ้โดยสิ้นเชิงทว่า ฮ่องเต้เยี่ยนหาได้แสดงออกท่าทีว่าตนเองพ่ายแพ้ไม่ หากแต่ยังคงทำตัวหยิ่งจองหอง ยโสโอหังไม่เลิก“เราจักไม่ตาย! พวกเจ้ามิกล้าสังหารเราหรอก!“กองทัพเยี่ยนที่มีทหารนับหมื่นนายนั้น พวกเขาจักยังคงทยอยโจมตีหนานฉีต่อไป จนกระทั่งหนานฉีพ่ายแพ้ราบคาบเป็นหน้ากอง!”นี่คือพระราชโองการที่เขาออกสั่งด้วยตนเอง ก่อนที่เขาจะทยานเข้าสู่ศึกสงครามไม่ว่าอย่างไร เป่ยเยี่ยนกับหนานฉีก็จักรบกันจนตัวตายไปข้างหนึ่ง!ทหารที่เฝ้าห้องขังนั้น ต่างพากันหัวเราะออกมาเสียฉากใหญ่“ทยอยโจ
ในวังหลวงหลังจากรับสำรับมื้อค่ำแล้วนั้น เซียวอวี้ก็มอบของขวัญให้กับตระกูลเฟิ่งมากมาย ทุกคนต่างก็ได้รับกันถ้วนหน้า รวมไปถึงเด็กน้อยวัยสองขวบด้วยเฟิ่งเหยียนเฉินพลันลุกขึ้นยืน“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท กระหม่อมนึกละอายใจยิ่งนัก!”โจวซื่ออุ้มบุตรสาวของตนเองขึ้นมา ก่อนจะโค้งกายคำนับตามสามีของตนเองเซียวอวี้ที่มีงานราชกิจมากมายรออยู่นั้น หลังจากรับสำรับมื้อค่ำเสร็จเขาก็ต้องกลับไปที่ห้องทรงพระอักษร ก่อนจะสั่งการให้หลิวซื่อเหลียงส่งตระกูลเฟิ่งออกจากวังไปหลิวซื่อเหลียงที่เป็นข้ารับใช้คนสนิทของฮ่องเต้ การที่ได้เขาช่วยนำออกจากวังหลวงนั้น ถือเป็นการแสดงให้เห็นว่า ฝ่าบาทให้ความสำคัญกับตระกูลเฟิ่งมากเพียงใดเฟิ่งจิ่วเหยียนเหลือบมองหลานสาวตัวน้อยของนาง ก่อนจะหันกลับไปมองแผ่นหลังของฮ่องเต้ที่เดินจากไปทันใดนั้น แววตาที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากมายจึงฉายชัดขึ้นมาในทันทีตลอดการรับสำรับมื้อค่ำในครานี้ เซียวอวี้ลอบมองดูเด็กน้อยอยู่หลายครั้ง พร้อมรอยยิ้มที่ฉายขึ้นในดวงตาของเขาเสมอสายตานั้น มิต่างอันใดกับเฟิ่งเหยียนเฉินที่มอบให้กับบุตรสาวของตนเองเลยแม้แต่น้อยหากจะกล่าวว่าเฟิ่งจิ่วเหยียน
สีหน้าของนายท่านเฟิ่งเต็มไปด้วยการต่อต้านถึงแม้ว่าเขาจะแต่งงานใหม่อีกครั้ง แต่ก็ยังมีบุปผางามสาวสะพรั่งอีกมากมายให้เลือกสรร อย่างน้อย เขาก็สามารถแต่งกับสตรีที่รู้ความแตกฉานด้านอักษร หรือมีภูมิหลังที่สะอาดสะอ้านบริสุทธิ์ผุดผ่องได้หลิวอิ๋งผู้นี้ หาได้มีคุณสมบัติที่จักมาเป็นนายหญิงของตระกูลเฟิ่งไม่!หากแต่ สตรีที่อยู่ตรงหน้าเขาหาได้มีท่าทีล้อเล่นเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งลูบไล้ไปที่ใบหน้าของเขาราวกับเต็มไปด้วยความรักใคร่“นายท่าน สามีของข้าเสียชีวิตไปนานแล้ว แต่ข้ามิเคยลืมท่านเลยสักวันเดียว“ในเมื่อพี่สาวข้าหย่าขาดกับท่านเช่นนี้ เช่นนั้นพวกเรากลับมาอยู่ด้วยกันดีหรือไม่ ในครานี้ มิมีผู้ใดขัดขวางพวกเราได้อีกแล้ว”ทั่วร่างของนายท่านเฟิ่งพลันเหงื่อแตกไปในทันที ก่อนจะผลักนางออกไป“ใครเคยอยู่กับเจ้ากัน! เจ้าออกไปให้ห่างจากข้าเดี๋ยวนี้!”หลิวอิ๋งในยามนี้ จัดการยากกว่าในปีนั้นยิ่งนัก!เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ที่มารดาของเขามิยินยอมให้นางแต่งเข้าจวนมา!ดวงตาของหลิวอิ๋งพลันหรี่ลงเล็กน้อย คล้ายกับท่าทีที่พร้อมจะทุบหม้อข้าวหม้อแกงทุกอย่างทิ้งไป“ท่านไม่อยากแต่งกับข้างั้นหรือ?“
ด้านนอกประตูวังนั้นหลิวอิ๋งและบุตรสาวของนางถูกไล่ออกไปทันทีไม่ว่าพวกนางจะเอ่ยย้ำว่าเป็นเครือญาติของฮองเฮามากเท่าไหร่เหล่าองครักษ์พลางกล่าวออกมาด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ว่า: “ฮองเฮามีรับสั่งว่า ไม่พบ!”สาวใช้ของพวกนางพลันก้าวเข้าไปข้างหน้า ก่อนจะซักถามพวกเขาว่า“มีตาหามีแววไม่! พวกเจ้ามิได้ไปแจ้งให้ฮองเฮาทราบอย่างแน่นอนเลย!”องครักษ์ที่ทำหน้ารักษาประตูวังจึงชักอาวุธออกมา“หากกล้าก่อเรื่องที่หน้าประตูวัง คงมิอยากจะมีชีวิตอยู่แล้วใช่หรือไม่!”เมื่อหลิวอิ๋งและอีกสองคนเห็นสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า พวกนางจึงค่อย ๆ ล่าถอยออกไปแต่โดยดีทว่า พวกนางหาได้คิดยอมแพ้ไม่!เจิ้งจีบุตรสาวของนางพลันเป็นเดือดเป็นร้อนไปในทันที ก่อนจะจับแขนมารดาของตน พลางเอ่ยถาม“ท่านแม่ ฮองเฮามิให้พวกเราเข้าพบเช่นนี้ พวกเราจักทำเช่นไรกันดีเจ้าคะ? แคว้นพันธมิตรต่างก็เปิดเส้นทางการค้าขายมากมาย โดยเฉพาะแคว้นตงซาน จำนวนพ่อค้าหลวงเองก็มีจำกัด พวกเรามิอาจปล่อยให้ตกไปอยู่ในมือของผู้อื่นได้นะเจ้าคะ”สายตาอของหลิวอิ๋งพลันเจือไปด้วยความเย็นชาเล็กน้อย เผยให้เห็นท่าทีสงบและฉลาดหลักแหลม“ไม่ต้องรีบร้อนไป ในเมื่อคนเป็นลูกมิยอมใ