สายตาเฟิ่งจิ่วเหยียนเยือกเย็นนางไม่ยอมพูดอธิบายอะไรมาก...ต่อให้อยากถอนพิษวารีสวรรค์นี้ ก็ไม่สามารถทำได้เลยในทันที จะต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของผู้ถูกพิษด้วย เว้นช่วงสักพักหนึ่งทำการฝังเข็มหนึ่งครั้ง การถอนพิษในคราวเดียว ก่อนอื่นทำไม่ได้ อย่างรอง ผู้ถูกพิษก็รับไม่ไหว“บอกข้ามาก่อน คนวางยาพิษคือใคร”ข่มขู่เขา?เซียวอวี้พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแฝงไปด้วยความมีอํานาจ“ถอนพิษก่อน”ทั้งสองคนต่างยืนหยัด เพียงเพราะต่างไม่เชื่อใจกันและกันชายหนุ่มพูดขึ้นมาด้วยสายตาเย็นชาว่า “ไม่ถอนพิษนี้ เจ้าก็ไม่ต้องออกไปแล้ว...”นางรู้ความลับของตนเอง เดิมเขาก็ไม่คิดที่จะเก็บนางไว้ได้ยินเช่นนี้ สายตาเฟิ่งจิ่วเหยียนเยือกเย็นชาตอบแทนคุณด้วยความเนรคุณ!ทันใดนั้น สายตาของนางมองไปบนเตียงหยกขาวแล้วก็พบว่า ดูเหมือนกลไกจะอยู่บนเตียง!หลังจากนางกดลง ข้างบนก็ปรากฏทางออกมาจริง ๆ ทันทีนั้น นางไม่รีรอ ใช้วิชาตัวเบาออกมาจากห้องลับนั่นทันที และก็ไม่คิดเรื่องที่จะถอนพิษให้กับคนคนนั้นอีกเซียวอวี้ขมวดคิ้วแน่น รีบตามนางออกมาแต่นางรวดเร็วอย่างมาก หายไปกับความมืดในพริบตาเดียวองครักษ์หลายคนเพิ่งรู้สึกตัว พร้อมร
เท่าที่เฟิ่งจิ่วเหยียนรู้ ก็คือในวันแต่งงาน ท่านแม่เล่าให้นางฟังพวกนั้นส่วนครั้งนี้ ไฉ่เยว่บอกให้รู้มากยิ่งกว่า“หลังจากที่คุณหนูถูกส่งตัวกลับมา ก็อาเจียนไม่หยุด”“สิ่งที่นางอาเจียนออกมา ไม่ใช่เศษอาหาร แต่เป็นอุจจาระของมนุษย์!”“พวกเขากล้าเอาสิ่งพวกนั้นให้คุณหนูกิน...”“อีกอย่าง พวกเขาไม่เพียงเหยียบย่ำร่างกายคุณหนู ยังใช้คีมเหล็กร้อนแดงเพื่อปฏิบัติต่อคุณหนูอย่างโหดร้าย...หมอบอกว่า คุณหนูไม่สามารถมีลูกได้อีกต่อไป!”ไม่สามารถมีลูก สำหรับหญิงสาวแคว้นหนานฉีคนหนึ่ง ถือเป็นความหายนะอย่างยิ่งไฉ่เยว่สะอึกสะอื้นหลายครั้ง ไม่สามารถพูดได้อย่างรู้เรื่องในที่สุด นางกุมหน้าร้องไห้อย่างเจ็บปวดเฟิ่งจิ่วเหยียนเม้นริมฝีปากเป็นเส้นตรง แววตาเฉียบคม เปล่งรัศมีสังหารออกมาภายในห้องคับแคบเต็มไปด้วยความเยือกเย็นผ่านไปเนิ่นนาน ไฉ่เยว่ค่อยสงบอารมณ์จิตใจจากนั้นก็คุกเข่าตรงหน้าเฟิ่งจิ่วเหยียนอีกครั้ง“บ่าวขอบังอาจถามว่า ท่าน... คิดที่จะฆ่าหวงกุ้ยเฟยเพื่อแก้แค้นใช่ไหม?”สีหน้าเฟิ่งจิ่วเหยียนเยือกเย็น มือกำหมัดไว้แน่นไฉ่เยว่พูดต่ออีกว่า“พระนาง ตอนที่คุณหนูยังมีสติอยู่ สั่งให้บ่าวจะต้องบอกกับ
ถึงแม้จ้าวเฉียนเรียกแทนตัวเองว่าบ่าว น้ำเสียงกลับแฝงไปด้วยความหยิ่งผยองเหมือนกับว่าเขามาเอา ฮองเฮาก็ต้องให้แต่เรียกอยู่ตั้งนาน ก็ไม่ได้ยินเสียงคนพูดตอบกลับเป็นหัวหน้าหมัวมัว ที่อยู่ไกลยิ่งกว่าออกมาสีหน้าหัวหน้าหมัวมัวเหี่ยวเฉาเจ้านายไม่เป็นที่โปรดปราน นางที่เป็นถึงหัวหน้าหมัวมัว ยังมีอิทธิพลสู้บ่าวใช้ระดับล่างของตำหนักหลิงเซียวไม่ได้เห็นจ้าวเฉียน นางถ่อมตัวอย่างต่ำต้อย“จ้าวกงกง ท่านอย่าร้อนใจ ฮองเฮาอาจจะยังไม่ตื่น บ่าวจะไปเร่งให้”จ้าวเฉียนเชิดสายตา เชิดคางสูงพร้อมพูดขึ้นมาว่า“งั้นเจ้าก็ไวหน่อย”“เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ จะเข้าไปเดี๋ยวนี้”หัวหน้าหมัวมัววิ่งไปในตำหนัก เห็นฮองเฮากำลังหวีผมนางรีบเดินเข้าไปอย่างยิ้มแย้ม“พระนาง อาการปวดหัวของหวงกุ้ยเฟยกำเริบอีกแล้ว หากท่านสามารถมอบยาให้ได้ในตอนนี้ ฮ่องเต้จะต้องจดจำความดีของท่าน ท่านก็จะมีโอกาสเป็นที่โปรดปรานแล้ว”“ท่านว่า หลักการนี้ถูกต้องไหม?”เฟิ่งจิ่วเหยียนเขียนคิ้วอยู่อย่างเชื่องช้า ไม่ร้อนใจเลยสักนิด“ยา ไม่มีแล้ว”รอยยิ้มของหัวหน้าหมัวมัว หุบลงทันที“พระนาง ไม่มีแล้วจริง ๆ หรือ? ท่าน...ท่านไม่หาดูหน่อยหรือ?
ริมฝีปากเซียวอวี้บางเหมือนมีด ดวงตายับยั้งความขุ่นเคืองไว้ยาที่ฮองเฮาให้มาก่อนหน้านี้นั้นใช้ได้ดี เขาจึงให้สำนักหมอหลวงไปศึกษาวิจัย แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีผลสรุป เพราะยังขาดยาสมุนไพรที่สำคัญหลายอย่างเดิมคิดว่าฮองเฮาจะใจดี ที่แท้นางกำลังรออยู่ตรงนี้ใช้ยาบีบบังคับเขา!ทำได้ดีมาก!สีหน้าเซียวอวี้ฉายแววดุร้าย“นางยังพูดอะไรอีก”หน้าผากจ้าวเฉียนเต็มไปด้วยเหงื่อ“ฮองเฮาพูดว่า ท่านลังเลนานเท่าไหร่ หวงกุ้ยเฟยก็จะเจ็บปวดนานเท่านั้น”“หากท่านไม่รับปาก นางก็จะทำลายยานั้น ก็ไม่ยกให้กับท่าน”“ยังพูดว่า... แม้สุภาพบุรุษรับปากแล้วไม่คืนคำ แต่พระราชโองการน่าเชื่อถือกว่า ท่านเพียงรับปากอย่างเดียวไม่ได้ ต้อง...ต้องมีพระราชโองการ”มือเท้าจ้าวเฉียนอ่อนแรงหมดกัน ฮ่องเต้คงไม่ประหารเขามั้ง?ฟังจ้าวเฉียนพูดจบ สีหน้าเซียวอวี้มืดครึ้ม เหมือนเมฆดำก่อนพายุจะมาตำหนักหลิงเซียวเงียบสงัดทางด้านตำหนักหย่งเหอ บรรยากาศก็แน่นิ่งเหมือนกันสีหน้าหัวหน้าซุนหมัวมัวขาวซีดคราวนี้แย่แล้ว!ฮองเฮาหลอกลวงฮ่องเต้ว่าไม่มียาก่อน จากนั้นก็ข่มขู่ให้ฮ่องเต้โปรดปราน...นางไม่กล้าคิด ฮ่องเต้จะต้องโกรธโมโหขนาดไหน
หลังจากที่ฮ่องเต้ออกไปแล้ว สาวใช้ชุนเหอกังวลใจอย่างมาก“พระสนม หากฮองเฮาได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้จริง ตำแหน่งในวังของท่านไม่ใช่หนึ่งเดียวอีกต่อไปแล้ว”เพล้ง! ในมุ้งมีเสียงคับแค้นใจดังขึ้นแจกันดอกไม้ที่อยู่ตรงหัวเตียงลอยละลิ่วออกไปจากผ้าม่านมุ้งแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ สาวใช้ชุนเหอรีบเก็บเศษแก้วที่กระจายและคุกเข่ากับพื้นทันที“พระสนมเย็นพระทัยก่อนเพคะ!”หวงกุ้ยเฟยนั่งริมขอบเตียง มือข้างหนึ่งกำผ้าปูที่นอนไว้ แววตามืดทึมน่ากลัว เพ่งมองไปด้านหน้า ทำให้คนหวาดกลัว“ฮ่องเต้จะโปรดปรานนางได้อย่างไรกัน!”สตรีที่ชื่อเสียงเสื่อมเสียไปแล้ว ยังบังอาจหน้าด้านไร้ยางอายมาแย่งความโปรดปรานไปจากนาง ช่างไม่รู้จักเจียมตัว!ณ เวลานี้ สนมคนอื่นก็รวมกลุ่มกันพวกนางไม่เคยได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ จึงไม่ได้โมโหใหญ่โตเช่นหวงกุ้ยเฟยขนาดนั้น ทว่าก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกอะไรเลย“เฮ้อ! อย่างไรก็ตามก็เป็นเพราะฮองเฮาฝีมือดี คาดไม่ถึงเลยว่าฮ่องเต้จะตกปากรับคำจริง ๆ เสียด้วย ”นางสนมเจียงที่คอยเอาอกเอาใจหวงกุ้ยเฟยแต่ไหนแต่ไรมา อดไม่ได้ที่จะประชดประชัน“ฝีมืออะไรกัน? ก็แค่ใช้หวงกุ้ยเฟยมาบีบบังคับฮ่องเต้! ลูกไม
แววตาถมึงทึงแข็งกระด้างของเซียวอวี้แผ่ความเย็น มองสตรีตรงหน้าด้วยความเย็นชานางสนมเจียงคุกเข่าอยู่บนเตียง สวมชุดนอนบางเฉียบไม่รู้ว่าเป็นเพราะความเยือกเย็นในวสันตฤดู หรือเป็นเพราะไฟความโกรธของฮ่องเต้ทำให้คนอยากแทรกแผ่นดินหนี นางก้มหน้า ตัวสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้“หม่อมฉัน...หม่อมฉันคือนางสนมเจียงอยู่ในตำหนักหวงกุ้ยเฟย หม่อมฉันเคยถวายบังคมฝ่าบาท...”นางฝืนพูดให้จบประโยค ลำคอทั้งแห้งและฝืดเคืองหน้าตาเซียวอวี้หล่อเหลา เย็นชาเขาเย็นยะเยือกจนทำให้คนกลัว ราวกับอสูรจากขุมนรกแม้ว่าน้ำเสียงของเขาจะเรียบนิ่งอย่างมาก“ฮองเฮาล่ะ” เขาซักถามอีกครั้งอากาศรอบข้างเบาบางลงเรื่อย ๆ นางสนมเจียงปะทะกับความตกใจสุดขีดนั้นแทบจะหายใจไม่ออก“กราบทูลฝ่าบาท ฮองเฮาให้หม่อมฉันมา...ปรนนิบัติเพคะ”หลิวซื่อเหลียงได้ยินเสียงผิดปกติเมื่อครู่ จึงวิ่งเข้ามาดูโดยไม่รอมีดำรัสสั่งได้ยินคำพูดของนางสนมเจียงพอดี ตกตะลึงจนตาค้างอะไรกัน? ! !คนที่ปรนนิบัติคืนนี้ไม่ใช่ฮองเฮา?ฮองเฮาต้องการจะทำอะไร แสร้งปล่อยเพื่อจับหรือกระไร?ในสถานการณ์ตอนนี้ นางสนมเจียงเองก็ประหลาดใจมากเช่นกันนางไม่คิดเลยว่าตนเองจะได
ฮ่องเต้เสด็จมาที่ตำหนักหย่งเหออย่างกะทันหัน เหลียนซวงรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก“ฝ่าบาทเสด็จมาทำอันใดกัน?”สีหน้าที่ซุนหมัวมัวมองนางราวกับเห็นคนต่างเผ่า“เจ้าไม่ทราบจริง ๆ หรือ? ตอนกลางวันฮองเฮาเราพยายามอย่างสุดกำลังเพื่อที่จะรับความโปรดปราน ตกกลางคืนกลับให้นางสนมเจียงไปปรนนิบัติแทนฮองเฮา นี่ไม่ใช่แสดงอย่างชัดเจนว่ากำลังปั่นหัวฮ่องเต้อยู่รึ“ฮ่องเต้เป็นถึงจักพรรดิ! จะทนเรื่องเช่นนี้ไหวได้อย่างไรกัน!”“ฮองเฮา ท่านรีบเปลี่ยนอาภรณ์เถิด ชะตาชีวิตของพวกหม่อมฉันอยู่ในฝ่ามือของท่านนะเพคะ!”เฟิ่งจิ่วเหยียน: ?“เปิ่นกงได้กล่าวเมื่อใดว่าจะปรนนิบัติ!”นางเสียสติไปแล้วกระมัง!ซุนหมัวมัวเองก็สับสนงงงวยหรือว่านางคิดผิดไป?ทว่าไม่ใช่นางคนเดียวที่คิดเช่นนี้!อย่างไรเสียในวังนี้ ใคร ๆ ก็ต้องแย่งชิงความโปรดปรานเพื่อตัวเองทั้งนั้น จะให้โอกาสคนอื่นมาแย่งปรนนิบัติได้อย่างไรกัน สมองทึบหรือกระไร?เรื่องราวพิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่ซุนหมัวมัวคนเดียวที่คิดต่างค่ำคืนดึกดื่น พวกนางสนมที่นอนไม่หลับอยู่แล้ว หลังจากได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นในตำหนักจื้อเฉิน ต่างพากันตะลึงงัน“อะไรกัน? คนที่ปรนนิบัติไม
เป็นเขาได้อย่างไรกัน!เฟิ่งจิ่วเหยียนสีหน้าสงสัย เหงื่อออกตามมือเล็กน้อยคนที่อยู่ตรงหน้า หน้าตาเหมือนกับบุรุษที่นางเคยประลองมือในวันนั้นทุกกระเบียดนิ้ว!ไม่สิ พูดให้ถูกต้องก็คือพวกเขาคือคนเดียวกันต่างหาก!ใบหน้าหล่อเหลาเช่นเดียวกัน แววตาลึกลับ และยังมีรังสีอาฆาตที่คมคาย...หลังจากที่ประลองมือครั้งแรก นางคิดเองเออเองว่าเขาเป็นองครักษ์ในวังความจริงแล้ว เขาเป็นถึงฮ่องเต้เซียวอวี้!ทว่า จักรพรรดิที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี คิดไม่ถึงเลยว่าศิลปะการต่อสู้จะเก่งกาจขนาดนี้เฟิ่งจิ่วเหยียนจำเซียวอวี้ได้ ทว่าเซียวอวี้กลับไม่รู้ คนตรงหน้าผู้นี้เป็นนักฆ่าสาวที่เขาเคยประลองมือมาแล้วสองครั้ง“ฮองเฮาจะจ้องเราไปตลอดเลยหรือกระไร” เซียวอวี้พูดอย่างไม่เป็นมิตรเฟิ่งจิ่วเหยียนตั้งสติทันที หลุบสายตาลง“โปรดอภัยที่หม่อมฉันเสียมารยาท”ภายนอกของนางดูสงบนิ่งเป็นปกติ ความจริงแล้วในใจยังคงมีความประหลาดใจอยู่นี่เป็นครั้งแรกที่เซียวอวี้ได้มองหน้านางในระยะใกล้เช่นนี้ครั้งก่อนที่เห็นนาง คือตอนที่นางควบม้าไปช่วยไทเฮา เขายืนอยู่ที่สูง มองจากไกล ๆ ...ทันใดนั้น นิ้วเรียวยาวของเซียวอวี้อันเย็นยะเยือกเชิดค
เมื่อถูกถามถึงที่มาของงานมนุษย์โอสถ ชิวเฮ่อแลดูสับสน เขาส่ายหน้าให้กับเซียวอวี้ “ไม่รู้...ข้าน้อย ข้าน้อยไม่รู้ “คนพวกนั้นติดต่อพวกเราผ่านจดหมายลับ “พวกเขาจะระบุเวลาและสถานที่ในการขนส่งสินค้า พวกเราเพียงแค่ไปรับสินค้าตามที่ระบุ แล้วส่งต่อไปยังผู้ซื้อ “พวกเขาทำงานอย่างระมัดระวังมาก สถานที่รับสินค้าทุกครั้งล้วนแตกต่างกัน พวกเราทั้งสองฝ่ายไม่เคยพบหน้ากันเลย “ฝ่าบาท ข้าน้อยพูดความจริงทุกคำ มิกล้าปิดบัง!” ชิวเฮ่อก้มศีรษะคำนับเซียวอวี้ ใบหน้าซีดเผือด เพื่อแสดงว่าคำพูดของเขาไม่ใช่เรื่องโกหก เขาจึงพูดต่อ “ข้าน้อยอายุหกสิบสามแล้ว ไม่มีลูกไม่มีหลาน ยังจะมาอันใดต้องดิ้นรน? “ต่อให้ได้ชื่อเสียงเงินทองมา ข้าน้อยเหลือเวลาอีกเท่าไรที่จะได้เสพสุขสบาย? “สิ่งที่ข้าน้อยปรารถนา ก็เพียงแค่เลี้ยงดูศิษย์กว่าพันคนให้มีกินมีใช้เท่านั้นเอง!” เซียวอวี้แสดงท่าทีเย็นชา “พูดเรื่องมนุษย์โอสถต่อไป” ชิวเฮ่อเงยหน้าขึ้นมา พูดสารภาพความจริงต่อ “ข้าน้อยเห็นว่ารับงานมนุษย์โอสถรุ่งเรืองยิ่งนัก จึงคิดว่า แค่ขนส่งมนุษย์โอสถ ก็ได้เงินมากมายขนาดนี้ ถ้าหากสำนักอวิ๋นซานสามารถผลิตมนุษย์โ
ชิวเฮ่อเบิกตาโต สายตากวาดมองเหล่าคนที่สวมหน้ากากอยู่ตรงหน้า ทันใดนั้นเขาก็หัวเราะออกมา หัวเราะที่ตนเองป้องกันอย่างเต็มที่ สุดท้ายก็ไม่สามารถป้องกันไว้ไม่ได้หัวเราะที่ในสำนักมีศิษย์มากมาย แต่ไม่มีใครมาช่วยเขาได้ เขาดูเหมือนจะเห็นอนาคตของตนเองแล้ว ตกอยู่ในมือฝ่าบาท เขายังจะมีทางพลิกตัวได้อีกหรือ? เป็นไปไม่ได้แล้ว! เลี่ยอู๋ซินสะบัดมีดสั้นในมือ “ออกไปกันเถอะ”เขาจ้องไปที่ชิวเฮ่ออย่างไม่คลาดสายตา ราวกับหมาป่าจ้องเหยื่อ ทำให้ขนลุกสยองเกล้า ในขณะที่คนกลุ่มนี้กำลังจะออกไป ชิวเฮ่อก็พูดขึ้นมาในทันที “ข้าต้องการพบฝ่าบาท!”เขากัดฟัน ร้องพูดด้วยเสียงโกรธ “นอกจากฝ่าบาท ข้าจะไม่บอกความจริงกับผู้ใดทั้งนั้น!”เลี่ยอู๋ซินหันไปมองเฟิ่งจิ่วเหยียน ยักคิ้วขึ้น “ว่าอย่างไร?”ตาคิ้วเฟิ่งจิ่วเหยียนเยือกเย็น แลดูไม่เป็นมิตรกับใคร ในเมื่อชิวเฮ่อยอมสารภาพ ก็ช่วยประหยัดเวลาให้กับพวกเขา หลังจากนั้น นางให้เซียวอวี้เข้ามา เพื่อความปลอดภัยของเซียวอวี้ คนอื่น ๆ สามารถถอยออกไปได้ ทว่านางจะต้องอยู่ด้วย ก่อนที่เลี่ยอู๋ซินจะออกไป เขาแอบกระซิบเตือนเฟิ่งจิ่วเหยียน “พวกเราล้วนอยู่ข้
ชิวเฮ่อคาดไม่ถึงว่า เจ้าหน้าที่เหล่านั้นจะมาถึงรวดเร็วเพียงนี้ ส่วนเขาเป็นถึงเจ้าสำนักของสำนักอวิ๋นซาน กลับต้องถูกพวกเขาพาตัวออกไปราวกับเป็นนักโทษเขากำชับรองเจ้าสำนัก“เรื่องทุกอย่างภายในสำนัก ให้เจ้าเป็นคนดูแลชั่วคราว ก่อนที่ข้าจะกลับมา จักต้องระแวดระวังให้ดี”รองเจ้าสำนักพยักหน้าอย่างจริงจัง“ศิษย์พี่เจ้าสำนักโปรดวางใจ!”เจ้าหน้าที่ทางการไม่เพียงพาชิวเฮ่อไป แต่ยังพาผู้อาวุโสเหยียนและเฟิ่งจิ่วเหยียนไปพร้อมกันด้วยอีกทั้งยังนำโครงกระดูกนั้นไปด้วยเซียวอวี้มาสำนักอวิ๋นซาน ก็เพื่อสืบเรื่องของมนุษย์โอสถตอนนี้ในเมื่อมีเบาะแสแล้ว เขาจึงติดตามเจ้าหน้าที่ไปด้วยก่อนเฟิ่งจิ่วเหยียนจะจากไป ก็มองไปยังศพของติงหยวนเอ๋อร์อย่างลึกซึ้งติงหยวนเอ๋อร์ต้องตายเพราะนางนางขอร้องเหลิ่งเซียนเอ๋อร์ “รองเจ้าสำนักเหลิ่ง ช่วยจัดพิธีศพให้ศิษย์พี่ติงอย่างสมเกียรติแทนข้าด้วย”เหลิ่งเซียนเอ๋อร์พยักหน้าตอบนาง“เจ้าวางใจ ต้องทำอยู่แล้ว”ด้านนอกสำนักอวิ๋นซานบริเวณพื้นที่โล่งมีรถม้าหลายคันจอดอยู่ชิวเฮ่อขมวดคิ้วด้วยความสงสัยการส่งตัวผู้ต้องสงสัย ได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด?เจ้า
ผู้อาวุโสเหยียนสายตาดูเยือกเย็นไร้ความกลัว มองไปทางชิวเฮ่อบนที่สูง“เจ้าสำนัก ข้าแอบเข้าไปในเรือนด้านตะวันออก เป็นความผิดของข้า“ข้ายินดีทำตามกฎของสำนักอวิ๋นซาน ยอมรับโทษหลังจากนี้“ทว่า! ก่อนหน้าจะรับโทษ ขอให้ท่านช่วยอธิบายก่อนว่า เหตุใดกระดูกของบิดาข้า ถึงอยู่ที่เรือนด้านตะวันออกได้!”อู๋ไป๋อุ้มโครงกระดูก พร้อมกับเชิดคางขึ้น“ใช่แล้ว! อธิบายมาให้ชัดเจน เหตุใดถึงทำกับบิดาของผู้อื่นเช่นนี้!”ชิวเฮ่อแสดงสีหน้าโกรธเคืองแต่ไม่อาจโต้เถียงได้“ศิษย์น้องหนอศิษย์น้อง คนพวกนี้เจตนาจะใส่ร้ายข้า เจ้ามองไม่ออกหรือ?“เจ้าจะให้ข้าอธิบายอะไร? ข้าไม่รู้เรื่องเหล่านี้ด้วยซ้ำ!“ก่อนหน้านี้ที่เกิดไฟไหม้ตามจุดต่าง ๆ จักต้องเป็นฝีมือของพวกเขาเป็นแน่ เพื่อจะอาศัยโอกาสนำศพไปไว้ที่เรือนด้านตะวันออก! เจ้าถูกพวกเขาหลอกใช้แล้ว!“เจ้ากับข้าเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกันมาหลายสิบปี เจ้ายังไม่รู้จักนิสัยของข้าอีกหรือ? ข้าจะทำร้ายอาจารย์ได้อย่างไร!”ผู้อาวุโสเหยียนไม่ยอมรับฟัง“วันนี้ ข้าแค่ต้องการความจริง”เฟิ่งจิ่วเหยียนเอ่ยอย่างเรียบเฉย“ความจริงก็คือ เพื่อตำแหน่งเจ้าสำนัก ชิวเฮ่อจึงทำร้ายอาจารย์ บางทีอา
ทุกคนหันไปตามทิศทางที่เฟิ่งจิ่วเหยียนชี้ไปก็เห็นคนผู้หนึ่งอุ้มโครงกระดูก และวิ่งมาทางนี้อย่างรวดเร็ว“มาแล้วมาแล้ว!” อู๋ไป๋พลางวิ่งพลางตะโกน กลัวว่าจะมาไม่ทันหลังจากเห็นโครงกระดูกนั้น ม่านตาของชิวเฮ่อพลันสั่นไหวทันทีนั่นมันคือ...ชิวเฮ่ออารมณ์พลุ่งพล่าน ทว่าเขาควบคุมตัวเองได้เป็นอย่างดี และกลับมาเป็นปกติโดยทันทีคนอื่นต่างมีสีหน้ามึนงงนี่มันของอะไรกัน?เมื่ออยู่ต่อหน้าฝูงชน เฟิ่งจิ่วเหยียนเอ่ยออกมาตรง ๆ โดยไม่อ้อมค้อม“โครงกระดูกนี้ ก็คือเจ้าสำนักคนก่อนของสำนักอวิ๋นซาน---เหยียนชิงซง”“อะไรนะ!” ฝูงชนต่างตะลึงงันเหยียนชิงซง นั่นคือผู้เฒ่าที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุทธภพตอนมีชีวิตอยู่เขาเคยทำความดีไว้มากมาย ในพื้นที่ยังมีชาวบ้านไม่น้อยที่ระลึกถึงเขาคนผู้นี้ไม่ใช่ว่าควรจะพักอยู่ใต้ผืนดินอย่างสงบหรอกหรือ?เหล่าศิษย์ของสำนักอวิ๋นซานต่างตะคอกด้วยความโมโห“พวกเจ้าถึงกับขุดหลุมศพของท่านอาจารย์ใหญ่ขึ้นมา!”“น่าสงสารชายชราอย่างท่านอาจารย์ใหญ่ แม้ตายแล้วก็ยังไม่สงบ!”“วางท่านอาจารย์ใหญ่ลงเดี๋ยวนี้!”อู๋ไป๋อุ้มโครงกระดูก พลันถอยหลังหนึ่งก้าว“อย่าปรักปรำคนอื่นสิ! กระดูกนี้ไม
สายตาของเฟิ่งจิ่วเหยียนราวกับคมดาบ ทิ่มแทงไปยังเจ้าสำนักของสำนักอวิ๋นซาน“เจ้าสำนักชิวทำร้ายอาจารย์ทำลายบรรพชน สังหารอาจารย์ของตนเอง มิน่าเล่าศิษย์ของสำนักแต่ละคนยิ่งเลวทรามต่ำช้า!”เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ชิวเฮ่อถึงกับชะงักงันศิษย์สำนักอื่นสีหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ“เมื่อครู่นางพูดว่าอย่างไร? เจ้าสำนักชิวสังหารอาจารย์หรือ? นี่ นี่มันจะเป็นไปได้อย่างไร!”บรรดาศิษย์สำนักอวิ๋นซานอารมณ์เดือดพล่าน“เจ้ากล้าดูหมิ่นเจ้าสำนักพวกเรา!”“สังหารศิษย์พี่ข้า ทั้งดูหมิ่นอาจารย์ข้า เจ้าสมควรตาย!”“เจ้าสำนัก โปรดอนุญาตให้ศิษย์ออกไปประลอง จะได้สังหารนาง!”เฟิ่งจิ่วเหยียนไม่หวาดกลัวการประลองนางหันไปมองชิวเฮ่อด้วยสายตาอันเยือกเย็น“เจ้าสำนักชิว ข้าใส่ร้ายท่านจริงหรือ!”ชิวเฮ่อลุกขึ้นโดยไม่ลังเล หันหน้าไปทางฝูงชน พร้อมเอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง“คนผู้นี้พูดจาเหลวไหล ข้าขอสาบานต่อสวรรค์ แม้ข้าจะไม่ใช่ผู้มีคุณธรรมสูงส่ง ทว่าก็ไม่ใช่คนที่ทำร้ายอาจารย์ทำลายบรรพชน หากกระทำการดังกล่าว ขอให้ไม่ตายดี!”เขาสาบานอย่างหนักแน่น ดูเหมือนทำสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมในบรรดาสำนักต่าง ๆ ก็มีที่ภักดีและคล้อยตามสำ
เจ้าสำนักของสำนักอวิ๋นซานสงสารศิษย์ที่รัก เมื่อเห็นอินซื่อเฉิงถูกทำให้แขนหักหนึ่งข้าง กำลังจะตะโกนว่า “หยุด”ทว่า ด้วยพลังรวดเร็วดุจฟ้าผ่าของเฟิ่งจิ่วเหยียนที่อยู่บนเวที จึงคว้าแขนอีกข้างหนึ่งของอินซื่อเฉิงเอาไว้จากนั้นก็ทำด้วยวิธีการเดียวกัน...แกรก!“อ๊าอ๊าอ๊า! ไอ้คนชั่ว! ข้าจะฆ่าเจ้า---” อินซื่อเฉิงถูกหักแขนทั้งสองข้างติดต่อกัน ต่อให้มีทักษะการวางยาพิษล้ำเลิศเพียงใด ก็ยากจะแสดงทักษะนี้ได้คนของสำนักอื่น ทุกคนต่างตะลึงงันเพราะความโหดร้ายและเฉียบขาดของเฟิ่งจิ่วเหยียน“การเผชิญหน้ากับอินซื่อเฉิง ทุกคนต่างรู้กันดี ว่าเขาชำนาญการใช้พิษ จึงไม่เข้าไปต่อสู้กับเขาในระยะประชิด กลัวว่าจะตกหลุมพรางเขา ทว่าสตรีผู้นี้แตกต่าง นางไม่ป้องกันแต่โต้กลับ หักมือของอินซื่อเฉิงในทันที...ช่างโหดร้ายยิ่งนัก!”“กล่าวกันว่าหากไร้พิษสงก็ไม่ใช่ชายชาตรี ข้าว่า จิตใจสตรีมีพิษสงร้ายกว่า!”“นางก็โหดร้ายกับตนเองเช่นกัน ไม่กลัวจะถูกพิษ หากเปลี่ยนเป็นข้า คงไม่กล้าเข้าใกล้ตัวเจ้าอินซื่อเฉิงผู้นั้น”โครม!เฟิ่งจิ่วเหยียนเตะอินซื่อเฉิงลงจากเวทีประลองด้วยขาเดียวไม่มีแขนช่วยค้ำยัน อินซื่อเฉิงจึงล้มลุกคลุกคลานอ
เมื่อเห็นว่าเซียวอวี้ตกอยู่ในอันตราย เหลิ่งเซียนเอ๋อร์ไม่สนใจว่าบนเวทียังคงประลองอยู่ รีบขว้างอาวุธลับในแขนเสื้อออกไปทันที เพื่อโจมตีไปที่ข้อมือของอินซื่อเฉิงทว่า อินซื่อเฉิงตอบสนองเร็ว ขณะที่ปล่อยมือจากเซียวอวี้ ก็หลบได้ทันควันการแทรกแซงของเหลิ่งเซียนเอ๋อร์ ทำให้สำนักอื่น ๆ ที่อยู่รอบสนามไม่พอใจพวกเขาราวกับเห็นสุนัขขโมยซาลาเปา พร้อมใจกันเอะอะโวยวาย“สำนักเฉวียนเจินทำลายกฎ!”“สองคนประลองยุทธ์กัน บุคคลที่สามยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวได้อย่างไร? สำนักเฉวียนเจินแพ้แล้ว!”“ถูกต้อง! ข้าเห็นชัดเจน! สำนักเฉวียนเจินทำผิดข้อห้ามสำคัญ!”เจ้าสำนักอวิ๋นซานสีหน้าดูเอาจริงเอาจัง หันไปทางเหลิ่งเซียนเอ๋อร์เหลิ่งเซียนเอ๋อร์กล้าทำกล้ารับนางลุกขึ้นอย่างเด็ดเดี่ยว“รอบนี้ สำนักเฉวียนเจินยอมแพ้”สายตาที่มองเซียวอวี้ แฝงด้วยความรู้สึกเสียดายเมื่อครู่เห็นสภาพของเขาที่อยู่บนเวที เห็นชัดว่าถูกพิษ จนทำให้ร่างกายอ่อนแรงต่อให้นางไม่ลงมือ ต่อให้การประลองดำเนินต่อไป แต่เขาก็ยากที่จะเอาชนะอินซื่อเฉิงเจ้าเล่ห์ผู้นั้นได้คนผู้นี้ฝีมือล้ำเลิศ แต่น่าเสียดาย เขาไม่รู้ถึงอันตรายในยุทธภพทว่าจะตำหนิเขาก็
เคล็ดวิชาพลังจิตภายในและกระบวนท่าของแต่ละสำนัก ล้วนแตกต่างกัน บางท่าถึงขั้นมองออกได้ทันทีถึงอย่างไรก็ตาม เซียวอวี้ไม่เคยเรียนวิชากระบี่ของสำนักเฉวียนเจิน การที่คนอื่นมองเห็นความแตกต่าง ย่อมเป็นเรื่องที่แน่นอนเหลิ่งเซียนเอ๋อร์นั่งอยู่ประจำที่ แววตาเยือกเย็นราวกับน้ำค้างแข็ง“หลังจากการสู้รบครั้งใหญ่ แต่ละสำนักต่างก็รับศิษย์ใหม่เข้ามา เพื่อซึมซับจุดเด่นของแต่ละสำนัก จะได้สร้างความแข็งแกร่งให้กับสำนักตนเอง“ในเมื่อหย่ากูเข้ามาในสำนักเฉวียนเจิน ก็เท่ากับเป็นคนของสำนักเฉวียนเจิน“เจ้าสำนักชิว สำนักอวิ๋นซานไม่ยอมรับความพ่ายแพ้เช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด?”คำพูดของนางฟังดูสมเหตุสมผลชิวเฮ่อมีสีหน้าเคร่งขรึม พลางตักเตือนศิษย์ผู้นั้น“แพ้ก็คือแพ้ ยังไม่ถอยออกไปอีก!”เซียวอวี้ยังคงยืนอยู่บนเวทีประลอง รอคู่ต่อสู้คนที่สองของเขาเหลิ่งเซียนเอ๋อร์สีหน้าดูเรียบเฉย ในสายตามีแต่เงาของเซียวอวี้นางรู้สึกคลับคล้ายว่า คนผู้นี้เหมือนไม่ใช่สตรี......เซียวอวี้เป็นศิษย์ของหวูหยาซาน--- เสวียนหลิงเฟิงเขาหาใช่วางท่าดูดีแต่ภายนอกไม่หลังจากเข้าสู่สนาม เขาก็ชนะคู่ต่อสู้ติดต่อกันถึงห้าคนมิหนำซ้ำยังช