นัยน์ตาคมหรี่ลงเล็กน้อย เขาเขม้นมองการวิวาทราวชมละครเรื่องหนึ่ง บุรุษร่างผอมบางกับเด็กชายไม่ประสากำลังบุกฝ่าพวกนักเลงด้วยสีหน้าขึงขัง ยิ่งสังเกตองคาพยพที่มีไรหนวดบดบัง เขาก็ยิ่งรู้สึกคุ้นตาอย่างน่าฉงน คิ้วดกดำเคลื่อนเข้าหากันแทบผูกเป็นปม
เจ้าหนุ่มคนนั้น ไยจึงคุ้นหน้าข้านัก หรือข้าคิดถึงนางมากไป นับจากวันนั้นข้าก็ไม่อาจเข้าไปเหยียบหุบเขาร้อยโอสถได้เลย หนิงเอ๋อร์ เจ้าช่างแสบนัก
จู่ ๆ บุรุษที่เขามองแทบไม่ละสายตา ก็ล้วงบางอย่างออกมาจากสาบเสื้อ ผงฝุ่นสีขาวถูกซัดสาดเข้าดวงตาฝ่ายตรงข้ามจนลงไปร้องโอดครวญกองอยู่บนพื้น ชายหนุ่มเห็นเช่นนั้นก็วางจอกสุราดังปึง ร่างสูงยืนขึ้นเต็มความสูง ม่านตาของเขาขยายกว้างในบัดดล
ซูหนิง! เป็นเจ้างั้นหรือ
เหตุการณ์อันคุ้นเคยผ่านมาแล้วนับปี เขาไม่เคยลืมเลือนแววตากระจ่างใสราวไข่มุกยามราตรี กับท่าทีก๋ากั่นของสตรีที่ตนคะนึงถึงได้เลย ความโอหังถือดีนี้ ต้องเป็นนางไม่ผิดแน่
"พวกเจ้าไป ช่วยพวกเขาทั้งสองออกมาเร็วเข้า" เสียงสั่งการราวตื่นตระหนก ทำให้บรรดาลูกน้องต้องยกมือขึ้นเกาศีรษะ
ฟู่ซูหนิงเลื่อนมือเข้าหยิบของบางอย่างในแขนเสื้อ ก่อนจะทันส่งเข้าปาก บุรุษฝั่งตรงข้ามก็ยิ้มแฉ่งจ้องหน้าไม่ลดละ"น้องชาย กำลังคิดทำสิ่งใดงั้นหรือ"ฟู่ซูหนิงกระแอมกลบเกลื่อน ในเมื่อมิอาจหาจังหวะหยิบโอสถในสาบเสื้อออกมาได้ เช่นนั้นคงทำได้เพียงอาศัยปรับโทนเสียงให้ต่ำลงเสียหน่อย"นายท่าน ข้าและน้องชายเพียงผ่านมา ตอนนี้หิวมากเลยต้องการหาอะไรกินเพื่อรองท้อง เมื่อครู่เกิดเรื่องราวใหญ่โตต้องขออภัยที่ทำให้ท่านรู้สึกด้อยสุนทรีย์ไปด้วย เช่นนั้นข้าขอชดเชยกลับให้ท่านก็แล้วกัน"ฟู่ซูหนิงควานมือเพื่อหยิบก้อนตำลึงเงินออกจากถุงเงินข้างเอว"ไม่ต้อง ข้ายินดีชดเชยให้ด้วยความเต็มใจอีกอย่างข้าจำต้องดูแลความสงบสุขของทุกคนในเมืองเทียนหลันไม่นับว่าเป็นบุญคุณอันใด" บุรุษร่างสูงเอ่ยไปก็เยื้องย่างอ้อมโต๊ะใกล้เข้ามาเรื่อย ๆฟู่ซูหนิงถอยร่นไปเบื้องหลังแช่มช้า ก่อนที่เขาจะทันประชิดตัว นางจึงตัดสินใจค้อมศีรษะอีกครั้ง"เช่นนั้นหากหมดธุระแล้ว พวกเราขอลา"ฟู่ซูหนิงควานมือจับจูงศิษย์ที่ยืนอำพะนำเป็นเบื้อใบ้ก้าวแรกย
"เจ้าควายถึก ก็ข้าน่ะสิ ทำเสียเรื่องหมดแล้ว ชีวิตอันสุขสงบของท่านหมอฟู่ เฮ้อ...ต้องมาพังเพราะพวกเจ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า อีกอย่างหนวดของข้ามิอาจดึงส่งเดชได้ ต้องใช้น้ำยาชะล้างโดยเฉพาะนะ คนโง่!" ฟู่ซูหนิงหน้างอ"ขอโทษเจ้าด้วยข้ามิได้ตั้งใจ" เหอหยางซื่อจื่อเขย่ามือที่ประสานเข้าหากันสองสามคราเป็นการหยอกล้อฟู่ซูหนิงตั้งท่าอ้าปากต่อว่าเขาอีกครา ทว่าเสียงดังจ้อกก็ร้องตัดบทขึ้นเสียก่อน ทุกคนพร้อมใจเมียงมองไปยังเด็กชายซึ่งยืนลูบท้องพลางส่งยิ้มแหยเป็นตาเดียว"แฮ่...ขออภัยขอรับ ข้าหิวนี่นา""ตายแล้ว ต้องโทษท่าน โทษท่านทีเดียวซื่อจื่อ ทำศิษย์ของข้าหิวจนไส้กิ่วแล้ว ท่านจะรับผิดชอบเช่นไร"เหอหยางซื่อจื่อรอจังหวะอันเหมาะสมอยู่ทีเดียว เขาชื่นชอบการรับผิดชอบฟู่ซูหนิงยิ่งนัก "ได้ ๆ เป็นข้าผิดเอง เช่นนั้นมื้อนี้ข้าเป็นเจ้ามือพวกเจ้าอยากกินอะไรสั่งเลยเต็มที่"ซื่อจื่อคนโง่งมอีกแล้ว ข้าจะสั่งไม่ยั้ง ปอกลอกท่านให้หมดตัว จะได้เลิกวอแวกับข้าเสียที..เสียงกระดิ่งดังขึ้นบริเวณทางเข้าหุบเขาร้อยโอสถ ทว่าเมื่อต่งควนออกมาสำรวจ
"หนิงเอ๋อร์ เจ้าสั่งอาหารมากมายเพียงนี้กินหมดแน่หรือ"ฟู่ซูหนิงปรายตามองเหอหยางซื่อจื่อ ส่วนปากยังคาบน่องไก่รสจัดจ้านเอาไว้ "อำไอ อัวอ่ายไอ้ไอ๋อึ้! (ทำไม กลัวจ่ายไม่ไหวรึ)"ผ่านมาหนึ่งปีคนผู้นี้ยังตามราวีนางไม่เลิกเช่นนั้นฟู่ซูหนิงจะช่วยปอกลอกตามความประสงค์ของเขาเสียหน่อยเหอหยางยิ้มกริ่ม "เปล่า พวกเจ้าอยากกินเท่าไหร่ก็สั่งได้เลย หรืออยากเหมาทั้งร้านดีเล่า ข้าชอบยามเจ้าเคี้ยวอาหารแก้มตุ่ย ๆ เช่นกระต่ายน้อยอยู่พอดี"เหอหยางเท้าคางมองฟู่ซูหนิงตาเยิ้มแค่ก แค่กฟู่ซูหนิงสำลักเสียจนใบหน้าเขียวคล้ำ น่องไก่ถูกวางลงมือเรียวยกชาถ้วยเล็กขึ้นจิบพัลวัน"นะ...นี่ ซื่อจื่อ ข้าถามจริง ท่านไม่มีสหายหรือไร ไยต้องมาตามตอแยข้า ข้ามิได้อยากเป็นสหายกับท่าน""มี แต่ข้าไม่ชอบ หากเจ้าไม่อยากเป็นสหายข้า เช่นนั้นก็มาเป็นฮูหยินข้า ดีหรือไม่"ทุกคน ณ ที่แห่งนั้นตะลึงงัน เสี่ยวไป๋คาบขาหมูน้ำแดงในปากก็ปล่อยให้ร่วงลงทันควันพรวด...แค่ก แค่กชาที่ยังไม่ถูกกลืนโดนพ่นออกมา ทว่ามือหยาบระ
เสียงทุ้มกระซิบแผ่ว "เมืองเป่ยเหลียน หมู่บ้านฮุ่ยเหอ"ฟู่ซูหนิงนิ่วหน้า "หมู่บ้านนี้ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน""แน่นอนว่าแทบไม่เคยมีใครรู้จัก แต่ที่ข้าทราบก็เพราะว่าข้านั้นเปรียบดั่งหอกระจายข่าวขนาดย่อม หากเจ้าต้องการสอดส่องเรื่องใดสามารถปรึกษาสหายเช่นข้าได้ทุกเมื่อ... เป็นอย่างไรได้สหายแสนดีซ้ำยังชาญฉลาด เจ้านึกดีใจแล้วหรือไม่ที่ตอบตกลงคบหาข้า"ฟู่ซูหนิงเบ้ปากทำท่าอาเจียน อันที่จริงนางและเขาก็ศีลเสมอกัน ฟู่ซูหนิงส่ายหน้าระอิดระอา "ท่านเยินยอตนเองจบหรือยัง ว่ามา เรื่องราวหลังจากนั้นเล่าเป็นเช่นไร"เหอหยางซื่อจื่อจิ๊ปาก "หมู่บ้านฮุ่ยเหอประดุจหมู่บ้านร้าง เพราะที่นั่นมีแต่คนเจ็บป่วย แก่ชรา ว่ากันว่าเป็นหมู่บ้านอาถรรพ์ ส่วนใหญ่ผู้ชายจะตายโดยไร้สาเหตุ ได้ยินเช่นนี้แล้วเจ้ายังยืนยัน..."ฟู่ซูหนิงตบโต๊ะตัดบทเสียงดังปัง "ไป! ข้าจะไปที่นี่ล่ะ ขอเพียงท่านอย่าได้เปิดเผยร่องรอยของข้า หากมีคนถามหาก็บอกไม่รู้ไม่เห็น เข้าใจหรือไม่"ริมฝีปากได้รูปเหยียดยิ้ม "อ่า...ผ่านมาตั้งหนึ่งปี เจ้ายังเกรงกลัวองครักษ์วังหลวงอีกหรือ""อะ... อะไรของท่าน รู้ได้อย่างไรว
ณ หมู่บ้านฮุ่ยเหอ เมืองเป่ยเหลียน"ท่านหมอฟู่ขอบคุณท่านมากนะเจ้าคะ หากไม่ได้ท่านหลานข้าต้องตายแน่ ๆ"หญิงชราโขกศีรษะนับสิบครา ฟู่ซูหนิงรุดเข้าประคองอีกฝ่ายเดี๋ยวนั้น "ท่านยาย ไม่ต้องเกรงใจ ข้าเป็นหมอทุกอย่างคือหน้าที่ของข้าอยู่แล้วขอรับ""ได้อย่างไรเจ้าคะ เพราะท่านหมอมาที่หมู่บ้านของเราจึงทำให้พวกเราอยู่รอดจวบจนบัดนี้ หมู่บ้านฮุ่ยเหอเหลือเพียงเด็กเล็ก คนชรา และหญิงหม้าย ยามนี้แหล่งพึ่งพิงเดียวที่พวกเรามีก็คือท่านหมอฟู่"ฟู่ซูหนิงถอนหายใจแผ่ว นางมาลงหลักปักฐานเป็นหมอที่หมู่บ้านฮุ่ยเหอนับสามปีกว่าแล้ว ชาวบ้านที่นี่ต่างล้มป่วยไม่เว้นแต่ละวัน ฟู่ซูหนิงอำพรางกายอยู่ในคราบของหมอซึ่งเป็นบุรุษสกุลฟู่ นางมิได้เปิดเผยนามของตนแต่อย่างใดเหอหยางซื่อจื่อก็ยังเป็นสหายที่ดีของนางเสมอ ยามเขาว่างจากราชกิจก็มักแวะเวียนมาที่นี่บ่อยครั้ง พร้อมกับนำหยูกยาอาหารติดมือมาด้วยแม้การเดินทางช่างดูลำบนทว่าอีกฝ่ายยังอุตส่าห์เทียวมาเทียวไปราวไม่รู้เหน็ดเหนื่อยชาวบ้านที่นี่จึงคุ้นชินและรู้สึกชมชอบเขาไม่ต่างจากนางเช่นกัน"ท่าน
โรงน้ำชาในย่านการค้าอันครึกครื้นของแคว้นซีฮัน บรรยากาศใจกลางเมืองหลวงยามค่ำคืน ตรอกแห่งนี้มักสว่างไสวดุจดั่งพระอาทิตย์สาดสะท้อนอยู่เสมอสตรีร่างบอบบางสูงสง่านั่งอยู่ด้านในม่านผืนโปร่ง ริมฝีปากแต้มชาดสีสดเนียนระยับ นางเป่าลมร้อนลงไปยังชาในมือแช่มช้า ควันสีจางพวยพุ่งขึ้นกลางอากาศส่งกลิ่นหอมกรุ่น มือเรียวยกถ้วยกระเบื้องเคลือบขึ้นจิบด้วยท่วงท่าสบายอารมณ์ชายชุดดำคุกเข่าลงเบื้องหน้า เขาค้อมศีรษะพร้อมประสานฝ่ามืออย่างนอบน้อม "นายหญิง สามปีมานี้ ชาวบ้านได้รับความลำบากจริง อีกทั้งเจ้าเมืองมิได้รายงานขึ้นตรงต่อราชวัง ทว่ากลับมีหมอผู้หนึ่งเข้ามาตั้งหลักปักฐานที่นั่นขอรับ"ริมฝีปากบางเฉียบกระตุกแผ่ว นางยังคงนั่งฟังการรายงานด้วยอาการนิ่งสงบ "แล้วหมอคนนั้น ยังมีชีวิตอยู่อีกหรือ""ดูเหมือนเขาเก่งกาจอยู่ทีเดียว ขณะที่ผู้อื่นต่างเจ็บป่วยล้มตาย ทว่าเขากลับมิได้เป็นอันใดเลย""หึ! รู้หรือไม่ว่าหมอคนนี้มีที่มาจากไหน"พวกเราพยายามตรวจสอบแล้ว แต่กลับไม่พบข้อมูลใดไปมากกว่า "เขาเป็นหมอ ซึ่งเดินทางมาจากเมืองเทียนหลัน แซ่ของเขาคือ หมอฟู่ขอรับ"คิ้วสวยดุจกระบี่
การเดินทางไปยังเมืองเป่ยเหลียนครั้งนี้ ฉืออิ้งเทียนออกเดินทางอย่างลับ ๆ โดยให้ปิดตำหนักของตนและบอกทุกคนว่าอาการทรุดหนัก เพราะพิษจากดวงตาได้แทรกซึมไปทั่วร่างกาย มิได้มีกำลังทหารติดตามแต่ทว่ายังมีองครักษ์เงานับสิบอารักขาความปลอดภัยให้พวกเขาโดยตลอดครั้นมาถึงที่หมาย ฉืออิ้งเทียนจึงแสร้งว่าตนเป็นพ่อค้า และได้พลัดหลงเข้ามายังหมู่บ้านฮุ่ยเหอโดยบังเอิญ"นายท่าน หมู่บ้านพวกเราแร้นแค้นมาช้านาน คงมิมีผู้ใดสามารถซื้อสินค้าของท่านได้"ฉืออิ้งเทียนแย้มยิ้มให้กับหญิงสาวชาวบ้าน เขากวาดตามองผู้คนเหล่านี้ด้วยความเวทนา เหตุใดหมู่บ้านฮุ่ยเหอจึงหลงเหลือเพียงเด็ก คนชรา และสตรีอ่อนแอไร้กำลังกันเล่า จวนแต่ละหลังล้วนซอมซ่อคล้ายถูกทิ้งร้างมาหลายแรมปี"ไม่เป็นไร พวกเจ้าเอาของเหล่านี้ไปแบ่งกันเถิด"ผู้อาวุโสสูงสุดใช้ไม้เท้าค้ำยัน นางประคองตนเดินผ่านฝูงชนออกมาด้วยท่าทีงก ๆ เงิ่น ๆ เพราะอายุของนางก็นับว่าเฉียดร้อยปีแล้ว"นายท่าน พวกเราคงทำเช่นนั้นไม่ได้ ของซื้อของขาย จู่ ๆ จะเอามาเลยได้อย่างไร""ที่ข้าให้มิได้ให้เปล่า ๆ เพี
ฟู่ซูหนิงละสายตาจากฉืออิ้งเทียน จากนั้นกระซิบเสียงแผ่ว "เสี่ยวไป๋ เจ้าพาพวกเขาไปหาที่พัก อย่าให้เขาเข้าใกล้ห้องของข้าเล่า เดี๋ยวข้าช่วยชาวบ้านจัดแจงข้าวของเรียบร้อยจะเร่งตามไป""ขอรับ"ขบวนพ่อค้า จะกล่าวให้ถูกคงต้องบอกว่า พ่อค้าปลอม ซึ่งฟู่ซูหนิงและหัวหน้าพ่อค้าเช่นฉืออิ้งเทียนล้วนรู้ดีแก่ใจ ประหนึ่งรู้เช่นเห็นชาติ ทว่าน้ำบ่อย่อมไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับน้ำคลอง [1] "เด็กน้อยเจ้านามว่าอะไรหรือ""ข้านามว่าเสี่ยวไป๋ขอรับ"ฉืออิ้งเทียนเลิกคิ้วชื่อนี้มัน..."เจ้าลองมองข้าอีกครั้ง เจ้าคิดว่าเคยเห็นข้าหรือไม่" มือหยาบระคายปลดผ้าคลุมศีรษะออกเสี่ยวไป๋กวาดสายตามองเขา ครุ่นคิดครู่หนึ่ง สามปีก่อนฉืออิ้งเทียนมองไม่เห็นหน้าเสี่ยวไป๋ น้ำเสียงของเด็กน้อยในวันนี้ก็เริ่มแตกเนื้อหนุ่มแล้วเขาจึงไม่อาจแน่ใจว่าใช่คนที่ตนสงสัยหรือไม่ทว่าเสี่ยวไป๋เคยเห็นเขามาก่อน แม้ตอนนั้นเสี่ยวไป๋ยังเด็กแต่ก็นับว่าโตพอที่จะไม่ลืมเรื่องราวใดในระยะเวลาอันสั้น ฉืออิ้งเทียนลอบได้ยินช
ความอลหม่านในการร่ำลาและมอบข้าวของสิ้นสุดลง ฟู่ซูหนิงต้องปาดเหงื่อไปหลายครั้ง กว่าจะได้ออกเดินทางเวลาก็ล่วงเลยเข้ายามซื่อ [1] ฉืออิ้งเทียนให้องครักษ์ของเขาเตรียมรถม้าไว้สำหรับฟู่ซูหนิงและเสี่ยวไป๋"หนิงเอ๋อร์ เสี่ยวไป๋ พวกเจ้าเหนื่อยหรือไม่"ฟู่ซูหนิงยังนั่งหน้าบูดบึ้งไม่พูดไม่จา ฟู่ซูหนิงพยายามปะติดปะต่อว่าตนทำพลาดที่ตรงใด ไฉนยังถูกเรียกตัวเข้าวัง บุญคุณหรือบำเหน็จนางไม่ต้องการสักนิด อยู่ ๆ ก็ใช้ราชโองการบีบบังคับนางอย่างไม่เต็มใจ โอรสแห่งสวรรค์นี่ช่างเอาแต่ใจเฉกเช่นกฎของสวรรค์ที่ถีบส่งวิญญาณของนางให้มาเผชิญด่านเคราะห์พอกันจริงเชียวเสี่ยวไป๋เห็นฟู่ซูหนิงไม่ตอบฉืออิ้งเทียน เขาจึงเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้น "ท่านอ๋อง พวกเราไม่เหนื่อยเลยพ่ะย่ะค่ะ""เหนื่อยจะแย่" ฟู่ซูหนิงขยับปากเสียงมุบมิบ โดยไม่รู้เลยว่าฉืออิ้งเทียนได้ยินชัดเจนเชียวเสี่ยวไป๋หน้าเจื่อนลงพลางส่งยิ้มแห้งขอดยิ่งกว่าบ่อน้ำร้าง"ได้ เช่นนั้นเราก็พักเสียหน่อย" ฉืออิ้งเทียนยกมือเพื่อให้ขบวนเดินทางหยุดลงฟู่ซูหนิงขมวดคิ้ว วันนี
เป็นเวลาเจ็ดวันที่ฉืออิ้งเทียนและฟู่ซูหนิงยังคงอยู่สะสางเรื่องอลหม่านในหมู่บ้านฮุ่ยเหอจนสิ้น ส่วนเหอหยางยังต้องกลับไปที่เมืองเทียนหลันจึงมิได้อยู่ต่อ ยามนี้เหอหยางและฉืออิ้งเทียนต่างล่วงรู้สถานะอันแท้จริงของกัน เหอหยางจึงวางใจว่าฟู่ซูหนิงต้องปลอดภัยอย่างแน่นอนเมื่ออยู่กับฉืออิ้งเทียนทว่ากลับเป็นสิ่งที่ทำให้ซื่อจื่อเช่นเขาช่างหงุดหงิดใจยิ่ง เนื่องจากเขาเป็นถึงซื่อจื่อแห่งเมืองเทียนหลันยังต้องแบกความรับผิดชอบไว้บนบ่าอีกมากจึงต้องจำใจกลับไปทำหน้าที่ของตนอย่างเสียไม่ได้ทั้งที่ฉืออิ้งเทียนพยายามกุมตัวผู้ร้ายไว้ยังสถานที่ลับ ก็ยังถูกค้นพบดูเหมือนหมู่บ้านฮุ่ยเหอกลายเป็นแหล่งกบดานของเหล่ากบฏแล้วจริง ส่งผลให้ชายที่เขาคุมขังยังไม่ได้รับการไต่สวนก็ถูกวางยาพิษจนตัวตายฉืออิ้งเทียนส่งรายงานทั้งหมดไปให้องค์รัชทายาท สามวันถัดมากลับมีราชโองการมาถึงเขาในราชโองการระบุว่าฟู่ซูหนิงเป็นหมอหญิงที่ช่วยเหลือเขาจนดวงตาหายเป็นปกติ เพราะฉืออิ้งเทียนและฟู่ซูหนิงร่วมมือกันคืนความสุขสงบให้หมู่บ้านฮุ่ยเหอ จึงหมายเรียกตัวหมอหญิงฟู่และชินอ๋องกลับวังหลวง
แค่ก แค่กเสียงกระอักไอดังขึ้นจากทางเบื้องหลัง ทุกคนต่างมองไปยังที่มาของเสียง ฟู่ซูหนิงรุดเข้าประคองหญิงชรา ทว่าฉืออิ้งเทียนกลับยกมือขึ้นปรามไว้เสียก่อน"หนิงเอ๋อร์ ไม่ต้องไป""เอ๋ เจ้าหน้าน้ำแข็ง นางเป็นหมอจะห้ามนางทำไมกัน""เจ้าไม่รู้อะไรก็เงียบปาก แล้วเตรียมตัวกลับเมืองเทียนหลันไปซะ ปัญหาที่นั่นสะสางเรียบร้อยแล้วงั้นหรือ"เหอหยางผายมือยักไหล่ ฉืออิ้งเทียนมิได้ใส่ใจท่าทียียวนของเหอหยางอีก เขาส่ายหน้าด้วยความระอิดระอา โตป่านนี้เหอหยางซื่อจื่อยังมีนิสัยติดเล่นสนุกเฉกเช่นกาลก่อนมิมีเปลี่ยน"เลิกเสแสร้งได้แล้ว!" เท้ากว้างยันโครมไปยังหน้าอกหญิงชราจนหงายหลังทุกคนตื่นตระหนกเบิกตากว้าง ฟู่ซูหนิงรุดเข้ามาบังหน้าผู้อาวุโสเอาไว้ นางกางแขนออกหมายปกป้องคนเบื้องหลัง "ท่านอ๋อง นี่ท่านทำอะไรเพคะ กระทั่งหญิงชราท่านก็ยังทำร้ายส่งเดชงั้นหรือ"เหอหยางโบกพัดสะบัดไปมา เขาอันตรธานมายืนขนาบข้างฟู่ซูหนิงพลันเอ่ยสำทับ "นั่นสิ ข้ารู้ว่าเจ้าเคร่งครัดเพียงใด แต่กับผู้หญิง ซ้ำยังเป็นคนแก่ชราไยต้องลงไม
ฟู่ซูหนิงอึ้งงัน นางครุ่นคิดถึงคำพูดเด็กหนุ่มในวันนั้นว่ามีพี่ชายมาส่ง วันนั้นฟู่ซูหนิงก็รู้สึกสงสัยไม่ต่างกัน นางย้อนกลับไปอีกครั้งแต่ไม่พบแม้แต่เงาคน ที่แท้ก็เป็นเขาคนที่นางไม่อยากให้เป็นมากที่สุด "เป็นพระองค์เองหรือ ไหนท่านรับปากข้าว่าเราจะเป็นเพียงคนผ่านทางที่บังเอิญพบกันเท่านั้น เหตุใดจึงกลับคำ"ฉืออิ้งเทียนพยักหน้า ฟู่ซูหนิงเอ่ยต่อ "ท่านเป็นเชื้อพระวงศ์ ดุจดั่งโอรสสวรรค์เช่นเดียวกัน วาจาดั่งทองคำ เหตุใดจึงไม่รักษาสัจจะเพคะ""ข้ารักษาสัจจะเสมอ แต่ข้าไม่อาจละเลยผู้มีพระคุณได้ ฉะนั้นวันที่ข้ารับปากเจ้า..." ฉืออิ้งเทียนยกมือขวาขึ้น จากนั้นไขว้กันให้นางดู"ทะ...ท่านอ๋อง นี่ท่าน เช่นนี้ก็ได้ด้วยหรือ"ฉืออิ้งเทียนพยักหน้า "เหตุใดจะไม่ได้งั้นหรือ มีกฎข้อไหนของสวรรค์บัญญัติไว้กันเล่า"ฟู่ซูหนิงตัวแข็งค้างประหนึ่งถูกกระแสอสนีบาตฟาดลงกลางกระหม่อม เปลือกตาบางกะพริบตาถี่ ยังไม่ทันขยับปาก เสียงกีบเท้าม้าจากทางด้านนอกก็ดังขึ้น"หนิงเอ๋อร์ อาไป๋"ฟู่ซูหนิงมองผ่านลาดไหล่กว้างออกไปใบหูของฉืออิ้งเทียนกระดิกเล็กน้อย พร้อมสีหน้าซึ่งหม่นทะมึน
เสียงร้องโอดครวญเงียบสงบลงแล้ว ทุกคนต่างหลับใหลและกำลังพักฟื้นจากอาการถูกกู่พิษ ฟู่ซูหนิงเหลือบมองเสี่ยวไป๋ ใบหน้าของเด็กหนุ่มยามนี้ซีดขาวโรยแรง"ไป๋เอ๋อร์""ขอรับท่านอาจารย์"ผ่านไปไม่กี่วันดูเหมือนเด็กหนุ่มจะสูงขึ้นอีกแล้ว ริมฝีปากสีกุหลาบคลี่ยิ้มบาง "เจ้าอยู่กับข้ามานานเท่าใดแล้ว""ท่านจำไม่ได้หรือ เดิมทีท่านอาจารย์มักบอกเสมอว่าความจำเป็นเลิศกว่าผู้ใด"ฟู่ซูหนิงยิ้มบาง ทว่ารอยยิ้มของนางกลับเต็มไปด้วยความฝืดฝืน "นี่แน่ะ ยอกย้อนเก่งเหลือเกิน" มือเรียวดีดหน้าผากเสี่ยวไป๋ไม่จริงจังนัก"ท่านอาจารย์ ระวังความรู้ที่ท่านสอนมาจะไหลออกจากหัวข้าหมด เพราะท่านเอาแต่ดีดเป็นลูกคิดเช่นนี้"ฟู่ซูหนิงหัวเราะครืน ทว่าสีหน้าของนางมิได้ดูสนุกสนานเช่นที่แสดงออกเลยแม้เสี่ยวไป๋ยังเติบโตไม่เต็มที่แต่เขาอยู่กับฟู่ซูหนิงมานาน มีหรืออาการผิดสังเกตเช่นนี้เขาจะมองไม่ออก"อาจารย์ ท่านมีเรื่องไม่สบายใจงั้นหรือ""เสี่ยวไป๋ข้ามีเรื่องสำคัญจะบอกกับเจ้า"กระบอกตาคู่งามขึ้นสีแดงเรื่อ
อาชาตัวใหญ่สีดำเลื่อมห้อตะบึงกลับไปยังหมู่บ้านฮุ่ยเหอ ทั้งสองเร่งเดินทางแทบไม่หยุดพักตลอดสองราตรี อย่าว่าแต่คนอ่อนล้าเลย ยามนี้ม้าก็เช่นกัน"ท่านอ๋อง พักสักครึ่งชั่วยามก็คงไม่เป็นไรกระมังเพคะ เรายังไหว แต่ม้าของท่านนั้นไหวแน่หรือ"ดูเหมือนแรงวิ่งของม้าศึกคู่ใจเขาพละกำลังเริ่มถดถอยแล้วจริง ๆ"ก็ได้"อีกด้าน ณ โรงหมอแห่งหมู่บ้านฮุ่ยเหอบรรดาชาวบ้านยังคงถูกมัดไว้ นับวันนี้ก็ครบเจ็ดวันพอดี อาการของบรรดาผู้คนเริ่มแปลกประหลาดไปทุกขณะ องครักษ์ทั้งสองและเสี่ยวไป๋ต่างเคร่งเครียด เสี่ยวไป๋เมียงมองไปยังเส้นทางเพื่อเฝ้ารอการกลับมาของฉืออิ้งเทียนและฟู่ซูหนิงอย่างมีหวัง"พี่ชาย ท่านอาจารย์ เมื่อไหร่พวกท่านจะกลับหรือ คงไม่ได้เกิดอะไรขึ้นกระมัง""เสี่ยวไป๋ ทางนี้เกิดปัญหาแล้ว" เติ้งเหวยและเกาซีพยายามช่วยกันกดแขนขาหญิงสาวผู้หนึ่งเอาไว้ ดูเหมือนใบหน้าของนางเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ หนำซ้ำดวงตายังกลอกขึ้นจนเห็นเพียงสีขาวพละกำลังที่อีกฝ่ายแดดิ้น แทบนับได้ว่าเพิ่มขึ้นเป็นทบทวีคูณ กระทั่งบุรุษผู้ก
"ขออภัยท่านผู้อาวุโส พวกเรามิได้ตั้งใจรบกวนท่าน เพียงแต่ยามนี้พวกเราต้องการความช่วยเหลือ มิทราบว่าหมู่บ้านโม่โฉวมีท่านหมอนามว่าฟางซินหรือไม่ขอรับ""ที่นี่ไม่ต้อนรับแขก พวกเจ้ากลับไปเถิด"ฟู่ซูหนิงใจเสีย "ท่านผู้อาวุโส พวกเรามีความจำเป็นจริง ๆ เจ้าค่ะ ตอนนี้คนในหมู่บ้านของพวกเรากำลังป่วยหนัก หากไม่ใช่ท่านหมอฟางซิน ข้าก็มองไม่เห็นผู้อื่นอีกแล้ว เกรงว่าถ้ากลับไปไม่ทันพวกเขาจะตายกันหมด""นั่นมิใช่ธุระกงการใดของข้า คนจะตายพวกเจ้าห้ามได้ด้วยหรือ อีกอย่างข้าไม่ใช่หมอ หากพวกเขาเจ็บป่วยก็ไปหาหมอ หาใช่มาที่นี่""เพราะหมอธรรมดามิอาจรักษาได้ พวกเราจึงต้องมาที่นี่ ได้โปรดช่วยเหลือพวกเราด้วยเจ้าค่ะ ไม่ทราบท่านหมอฟางซินอยู่ที่ใด หากท่านช่วยบอกใบ้ ชาตินี้พวกเราจะไม่มีวันลืมบุญคุณเจ้าค่ะ"ฟู่ซูหนิงภาวนาเพียงว่าท่านหมอฟางซินจะยังมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เงาตะคุ่มหนึ่งค่อย ๆ ย่างกรายออกมาพร้อมไม้เท้าในมือ ฟู่ซูหนิงเห็นอีกฝ่ายก็ถึงขั้นผงะ ใบหน้าของเขาเหี่ยวย่นราวอายุร้อยกว่าปีได้ สีหน้าขมึงทึงไม่เป็นมิตรอย่างยิ่ง"คนที่นี่ไม่อาจช่วยเหลือใครได้ พวกเจ้ากลับไป
เหลือเวลาไม่ถึงสองวันแล้วที่พวกเขาจะต้องกลับไปให้ทันถอนกู่พิษ ทว่ายามนี้ฉืออิ้งเทียนและฟู่ซูหนิงยังต้องมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านเก่าแก่แห่งหนึ่ง โชคดียิ่งที่นางพบว่าท่านตาและท่านยายของนางมิใช่หมอเทวดาแค่เพียงในนาม ทว่าคือหมอเทวดาอย่างแท้จริง กระนั้นสหายของพวกท่านกลับเดินอีกเส้นทาง หาใช่หมอรักษาโรคทางร่างกายโดยตรง แต่กลับเป็นหมอไสยสามารถรักษาอาการถูกกู่พิษได้"ท่านอ๋อง แน่ใจหรือเพคะ ทางนี้ออกจะเปลี่ยวเกินไป" ฟู่ซูหนิงซึ่งนั่งอยู่เบื้องหน้าเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล ตลอดเส้นทางนางสัมผัสได้ถึงความเงียบงันอันผิดปกติฉืออิ้งเทียนพยักหน้า "ทางนี้ แน่นอน"ฟู่ซูหนิงมิได้ปริปากอีก นางปล่อยให้ฉืออิ้งเทียนบังคับบังเหียนอยู่เบื้องหลังตนดังเดิม ดูเหมือนฟู่ซูหนิงรู้สึกชินกับการเดินทางที่ต้องมีเขาคอยโอบประคองตลอดทางเสียแล้ว จะบังคับขี่ม้าเองก็ไม่ได้เพราะเกรงจะยิ่งล่าช้าเข้าไปใหญ่จู่ ๆ ม้าตัวเขื่องก็ยกกีบเท้าหน้าขึ้นตะกุยอากาศ กระทั่งหยุดลงในที่สุด ฟู่ซูหนิงเขม้นมองทางเข้าหมู่บ้านด้วยความลังเลที่นี่วังเวงชอบกลราวกับเป็นหมู่บ้านร้าง ฉืออิ้งเทียนเหล
ฉืออิ้งเทียนตั้งสติ เขายอบกายนั่งลงเบื้องหน้าฟู่ซูหนิง จากนั้นค่อย ๆ ยกมือปาดน้ำตาที่ร่วงเผาะด้วยความทะนุถนอม "หนิงเอ๋อร์ อย่าร้อง เจ้ายิ่งร้องไห้หนัก พวกท่านก็จะยิ่งไม่สบายใจ"นัยน์ตาดอกท้อช้อนขึ้นสบประสานกับบุรุษตรงข้าม "ฮึก ฮื่อ...ท่านไม่ได้สูญเสียเช่นข้า ท่านก็พูดได้""ข้าเองก็เคยสูญเสียคนที่รัก"ฟู่ซูหนิงสะอึก ใช่แล้วฉืออิ้งเทียนเคยเอ่ยถึงพี่ชายร่วมบิดามารดาให้นางฟังอยู่เสมอ"ข้ารู้ดีว่าเจ้าเจ็บปวดเพียงใด เช่นนั้นก็ร้องออกมาให้หมด แล้วอย่าลืมสิ่งที่ท่านตาท่านยายฝากฝังไว้ด้วยเล่า เจ้าคงได้อ่านแล้วกระมัง"ฟู่ซูหนิงนิ่งเงียบไปสักพัก นางก้มหน้างุดไม่มองเขาอีก ฉืออิ้งเทียนยังนั่งชันเข่าอยู่บนพื้นเช่นนั้น ปล่อยให้นางได้ร้องไห้ระบายจนรู้สึกดีขึ้น เป็นเวลาหลายชั่วยามที่ทั้งสองแทบไม่ขยับกาย กระทั่งฟู่ซูหนิงร้องไห้จนม่อยหลับไม่รู้ตัว ฉืออิ้งเทียนยกมือประคองศีรษะเล็กเอาไว้ ขาของเขากำลังชาหนึบจนมิอาจขยับ ฉืออิ้งเทียนกัดฟันกรอดกระทั่งอุ้มร่างระหงไปพักยังเตียงหนานุ่มได้อย่างทุลักทุเลราตรีกาลมาเยือนแล้ว ฉืออิ้งเทียนไม่อาจนั่งรอให้ฟู่ซูห