“วันนี้เสด็จพ่อเรียกเจ้ามาใช้งานอันใด”คำถามที่ตรงไปตรงมาถูกเอ่ยขึ้นทันทีที่ทั้งคู่เข้ามาด้านในตำหนักอันหนิง ท่าทีเอื่อยเฉื่อย นิ่มนวลขององค์หญิงลำดับที่หนึ่งแปรเปลี่ยนเป็นท่าทีคล้ายบุรุษไปเสียแล้วทว่าผู้น้องกลับไม่ได้แปลกใจพี่ใหญ่ของเขาและพี่น้องเป็นเช่นนี้มานานแล้ว...“ว่าอย่างไร เสด็จพ่อหาเรื่องยุ่งยากให้เจ้าอีกหรือไม่”“ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอันใดขอรับ” เมื่ออยู่ลำพังไม่มีคำว่ากระหม่อมหรือพะย่ะค่ะ หรือแม้แต่เสด็จพี่ใหญ่ มีเพียงข้ากับท่าน น้องสี่กับพี่ใหญ่อย่างเช่นชาวบ้านสามัญเท่านั้น“มีรายงานว่ามีกองโจรอาละวาด ทำร้ายผู้คนช่วงชิงเสบียงที่เมืองซินอู๋ เสด็จพ่อมีรับสั่งให้ข้านำทหารไปปราบ ท่านก็รู้ว่าข้าชื่นชอบการต่อสู้ตั้งแต่เล็ก เรื่องนี้เรื่องถนัดของข้า”“จะไปเมื่อไหร่”“พรุ่งนี้ขอรับ”“ถึงเวลาแล้วสินะ” ในที่สุดเรื่องร้ายก็คืบคลานเข้ามาต่อให้ไม่เสนอตัว เฉินซีหานไม่รู้เลยแม้แต่นิดว่าการไปปราบโจรที่เขามั่นใจว่าจะได้แสดงฝีมือให้สมกับที่ฝึกฝนการต่อสู้มาจากยอดฝีมือจะเป็นการต่อสู้ที่ถูกลิขิตให้เขาเป็นผู้ที่ต้องทิ้งชีวิตเอาไว้“เวลาอันใดหรือขอรับ”“ก็...เวลาที่เสี่ยวหานของพี่จะได้แสดงฝีมือน
“ฝ่าบาท องค์หญิงอันหนิงมาขอเข้าเฝ้าพะ...” เสียงรายงานของเหรินกงกงไม่ทันจะจบประโยคผู้มาขอเข้าเฝ้าก็ก้าวเข้ามาภายในห้องทรงพระอักษรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นี่มิใช่เรื่องร้ายแรงอันใด องค์หญิงอันหนิงทรงทำเช่นนี้อยู่เป็นประจำและฮ่องเต้เองก็มิได้ว่ากล่าวอันใด“อันหนิงถวายพระพรเสด็จพ่อเพคะ”“มานี่เร็ว” ฮ่องเต้ไท่เสียนกวักพระหัตเรียกพระธิดาองค์โตทันทีก่อนจะสะบัดมือให้เหรินกงกงและข้ารับใช้ออกไปด้านนอก เจ้าก้อนแป้งที่เวลานี้เติบโตเป็นสตรีงามพร้อมสมสถานะองค์หญิงลำดับที่หนึ่งไม่รอช้ารีบกรีดกรายเข้ามาหาพระบิดาในทันที“ท่านพ่อ มีอะไรให้หนิงเอ๋อร์ดูหรือเจ้าคะ”“ภาพวาดจากอาของเจ้า” ฮ่องเต้ไท่เสียนไม่พูดเปล่ายังยื่นม้วนภาพวาดที่อยู่ในมือส่งให้ เป็นม้วนภาพวาดที่ชินอ๋องให้ฉินกงกงนำมาถวาย ภาพที่อยู่เบื้องหน้าเป็นภาพวาดทัศนียภาพของสถานที่แห่งหนึ่งที่ถูกวาดออกมาได้อย่างงดงามราวกับภาพฝันสำหรับผู้ชื่นชอบภาพวาดจะต้องบอกว่าเป็นภาพที่งดงามน่าเก็บสะสม สำหรับผู้ที่มิได้มีศิลปะในใจก็คงจะกล่าวว่าเป็นเพียงภาพธรรมดาไม่ได้น่าสนใจ แต่ภาพนี้ไม่ใช่ภาพธรรมดาอย่างแน่นอนเฉินอันหนิงตาเป็นประกายวาววับเมื่อทราบว่าเป็นภาพวาดจากเส
สองวันต่อมาสองวันจากนั้นก็ได้เวลาออกเดินทาง มีประกาศให้ทราบทั่วไปว่าองค์หญิงอันหนิงได้รับพระราชโองการให้เดินทางไปยังเมืองเป่ยหนานเพื่อเป็นตัวแทนมอบของขวัญพระราชทานเนื่องในวันประสูติของชินอ๋องที่จะมาถึงในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า เพื่อไม่ให้ผู้คนคิดไปว่าฮ่องเต้หมางเมินยอดนักรบจนเกินไปผู้คนต่างรับรู้เช่นนั้น โดยไม่มีผู้ใดรู้เลยว่าเมืองที่อยู่ก่อนจะถึงเมื่อเป่ยหนานอย่างเมืองซินอู๋ต่างหากคือเป้าหมายของพระธิดาองค์โตในครั้งนี้เรือนกายแบบบางชวนให้รู้สึกอยากทะนุถนอมทว่ากลับคล่องแคล่วดั่งคนฝึกยุทธในอาภรณ์ที่คล้ายบุรุษที่นั่งอยู่บนหลังม้าคือภาพลักษณ์ที่ผู้คนได้เห็นในตอนที่ขบวนเสด็จขององค์หญิงอันหนิงเคลื่อนผ่าน ชาวบ้านร้านตลาดต่างก็คุ้นเคยกับองค์หญิงพระองค์โตเป็นอย่างดีนอกจากจะทักทายและอวยพรให้องค์หญิงเดินทางปลอดภัยแล้ว ยังมอบสุราชั้นเลิศ และผลไม้ตากแห้งให้องค์หญิงอย่างไม่เกรงกลัวจะถูกทหารจับกุมอีกด้วยเพราะนางออกมาเที่ยวเล่นบ่อยครั้งจนผู้คนคุ้นเคยไปเสียแล้ว อีกทั้งยังสนิทสนมกับคหบดีในเมืองหลวงแทบจะทุกร้าน โดยเ
การเดินทางของเฉินอันหนิงช้ากว่าเฉินซีหานและกำลังทหารที่ไปปราบกองโจรหนึ่งวันแต่นางก็ไม่ได้เร่งเดินทางให้ทันน้องชายแม้จะห่วงน้องชายอยู่มากแต่ก็วางใจได้ครึ่งหนึ่งเพราะสาร์นลับจากชินอ๋องที่บอกว่าว่าได้จัดการตามที่นางต้องการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นั่นคือการส่งกองกำลังของตนแฝงตัวมารอดูสถานการณ์ที่ซินอู๋เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และทุกอย่างยังดูปกติดี หากมีอันใดไม่ปกติเหยี่ยวของเสด็จอาจะส่งข่าวมาให้นางในทันทีและนางคิดเอาไว้แล้วว่าช่วงแรกจะตามหลังไปก่อน เมื่อใกล้ถึงเมืองซินอู๋จึงค่อยเร่งเดินทางให้ทันน้องชายการเดินทางจากเมืองเฉินซีซึ่งเป็นเมืองหลวงไปยังเมืองเป่ยหนานต้องผ่านเมืองเสียนจิ้ง เมืองหนานเว่ย เมืองตวนซี เมืองเซียงโหยว และเมืองซินอู๋ กะคร่าว ๆ จะใช้เวลาที่เมืองละสองถึงสามวัน หากไม่มีเหตุการณ์ใด และเร่งเดินทางในตอนที่ถึงเมืองตวนซีเพื่อเข้าเมืองเซียงโหยวก่อนที่เฉินซีหานและกองทหารจะเข้าเมืองซินอู๋ ก็จะทันอย่างแน่นอนการเดินทางในวันแรกเป็นไปอย่างราบรื่นเมื่อพลบค่ำก็เข้าเขตเมืองเสียนจิ้งพอดิบพอดี เมืองเสียนจิ้งเป็นเมืองติดเมืองหลวง ผู้คนจากทางใต้และคนจากเมืองหลวงนับได้ว่าพ
ห้องที่นางได้พัก นางเพิ่งจะรู้ในตอนที่เดินตามเสี่ยวเอ้อขึ้นมานี่เองว่าเป็นห้องติดกับห้องของบุรุษน่าตาย ส่วนห้องว่างสำหรับเค่อซินก็เป็นห้องที่ติดกับห้องของบุรุษหน้าตายนั่นเช่นกัน ไม่ว่านางจะเลือกห้องซ้าย หรือห้องขวา ก็มีเจ้านั่นอยู่ห้องข้าง ๆ เสียอย่างนั้นสวรรค์อยากให้นางมีชื่อเสียงว่าเป็นองค์หญิงผู้โหดเหี้ยมสังหารคนในโรงเตี๊ยมเพิ่มเข้ามาใช่หรือไม่จึงได้จงใจให้นางมาพบเจอเช่นนี้“น้องชายท่านนี้อยู่ห้องนี้นี่เอง อ่า พบเจอกันถือเป็นวาสนา น้องชาย มาดื่มสุราด้วยกันหรือไม่ ข้ามีสุราดีจากลั่วหยางเชียวนะ” จิวหลิงส่งเสียงขึ้น จะว่าท่าทีของเขาเป็นมิตรก็ว่าได้ แต่จะว่ากระล่อนก็ได้เช่นกัน“พบเจอเพียงครั้งมิถือเป็นวาสนา ไว้โอกาสหน้าเถิด” โอกาสหน้า ที่นางไม่คิดว่าจะมีเฉินอันหนิงไม่ไยดีว่าอีกฝ่ายจะมีท่าทีเช่นไร นางเข้าไปในห้องพักและปิดโดยไม่หันกลับมาให้ความสนใจใด ๆ อีก โดยไม่รู้เลยว่าสายตาคู่นั้นยังคงจับจ้องมองตามจนกระทั่งใครอีกคนเดินขึ้นบันได้มาหยุดข้าง ๆสายตาคู่คมกริบมองตามเห
บุรุษรูปงามทั้งสองร่ำสุรากันอย่างเงียบเชียบต่างคนต่างมีความคิดของตนโดยไม่รู้เลยว่าห้องที่อยู่ติดกันมีสตรีสูงศักดิ์พักอาศัยอยู่ เฉินอันหนิงที่ผ่อนคลายความหงุดหงิดใจลงได้แล้วนั่งใช้ความคิดกับตัวเองอยู่ครู่ใหญ่จนกระทั่งได้ยินเสียงเรียกจากด้านนอก“องค์หญิง กระหม่อมเค่อซินพะย่ะค่ะ”“เข้ามาได้” สิ้นเสียงอนุญาตร่างสูงใหญ่ขององครักษ์เค่อซินก็ก้าวเข้ามาด้านในก่อนจะถวายรายงานด้วยใบหน้านิ่งสงบ“เค่อซุนและทุกคนเข้าพักที่จวนรับรองของทางการเป็นที่เรียบร้อยแล้วพะย่ะค่ะ และมีข่าวจากเค่อซานว่าท่านอ๋องตั้งค่ายอยู่ที่อำเภอหยวนหนานขอรับ”“ไม่นับว่าไกล แลกเปลี่ยนข่าวสารกับเค่อซานเป็นระยะ...เจ้าก็ไปพักได้แล้ว อีกหนึ่งชั่วยามค่อยลงไปกินข้าวกัน”“พะย่ะค่ะ” องครักษ์หนุ่มไม่มีปากมีเสียงหรือออกความคิดเห็นใด ๆ องค์หญิงให้ไปพัก เขาก็ต้องไปพัก เคลื่อนไหวทุกอย่างตามรับสั่งขององค์หญิงตามที่อาจารย์สั่งสอนและออกความเห็นเพียงแค่เรื่องที่องคืหญิงต้องการความเห็นเท่า
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยามตามที่นัดหมายกับเค่อซินเอาไว้ องค์หญิงใหญ่และองครักษ์คนสนิทก็ลงมาจากห้องเพื่อกินอาหารค่ำ ความจริงแล้วเค่อซินอยากจะสั่งขึ้นมาให้นายเหนือหัวเสวยที่ห้องหากแต่ผู้เป็นนายกลับต้องการที่จะลงมาด้านล่างเพื่อซึมซับกับบรรยากาศ องค์หญิงที่ในเมืองหลวงกล่าวกันว่าเป็นองค์หญิงเจ้าสำราญย่อมชื่นชอบที่จะใช้ชีวิตกลมกลืนไปกับชาวบ้านดั่งที่ผ่าน ๆ มาด้านล่างของโรงเตี๊ยมเซียนจื่อโหยวยังคงมีจอมยุทธและคาราวานพ่อค้านั่งดื่มกินสังสรรค์กันพลุกพล่านไม่ต่างกันตอนแรกที่ก้าวเท้าเข้ามาแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาค่ำคืนแล้วก็ตาม ยังดีว่าพอจะมีที่ว่างเหลืออยู่...หนึ่งโต๊ะเฉินอันหนิงก้าวเข้าไปนั่งยังที่ว่างในทันที ทว่าเสี่ยวเอ้อหนุ่มกลับวิ่งเข้ามาด้วยท่าทีหวั่นเกรง“เอ่อ..ขออภัยขอรับคุณชาย โต๊ะนี้มีผู้จองเอาไว้แล้ว รบกวนท่านรอสักครู่”เฉินอันหนิงมองท่าทีของเสี่ยวเอ้ออย่างจับสังเกต นางต้องการรู้ว่าอีกฝ่ายหวาดเกรงคนที่จองที่เอาไว้หรือว่าต้องการเล่นตัวเพื่อให้นางจ่ายมากกว่าหลังมองพิจารณาอยู่นาน ในที
องครักษ์หนุ่มลดกระบี่ลงแล้วแต่ปลายทวนยังคงไม่ลดลง จิวหลิงที่เงียบมาตลอดกระแอมขึ้นในที่สุด “อย่าเคร่งเครียดนักเลย น้องสาม ลดทวนสงบใจของเจ้าลงเถิด คนกันเองทั้งนั้น...แม่นางน้อย นั่งด้วยกันเถิด พบกันครั้งแรกไม่นับเป็นวาสนา ครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม นับว่าเรามีวาสนาต่อกัน คบหาเป็นสหายกันไว้วันหน้าย่อมเป็นประโยชน์ต่อเจ้า”ทวนที่มีชื่อว่าทวนสงบใจลดห่างจากลำคอของเค่อซินเป็นที่เรียบร้อย เจ้าของทวนนั้นก้าวเข้าไปนั่งข้าง ๆ บุรุษน่าตายแล้วเช่นกัน ทว่าเฉินอันหนิงกลับยังคงชั่งใจ นางยังอยากกินข้าวด้านล่างแต่จะให้นั่งกับสองคนตรงหน้าก็ดูจะอย่างไรอยู่เมื่อครู่ยังจ่อคอกันอยู่ จะมานั่งกินข้าวร่วมกัน มันจะได้หรือ“มีที่ว่างอื่นอีกหรือไม่” นางหันกลับไปสอบถามเสี่ยวเอ้อก่อนจะได้รับคำตอบที่คาดเดาไว้แล้ว...ไม่มีที่ว่างอื่น“นายท่าน เรา...”“ไม่เป็นไร เจ้าของที่ชวนแล้ว นั่งตรงนี้จะเป็นไรไป” ไม่ทันที่เค่อซินจะได้ออกความคิดเห็นที่นางเข้าใจได้ว่าเขาจะเสนออย่างไร นางก็พูด
หกเดือนต่อมา...ในที่สุดงานมงคลของกู้หลุนอันหนิงกงจู่อันเป็นที่รักของผู้คนและราชวงศ์ก็เกิดขึ้น ฟู่จื่อเหยียนในชุดสีแดงปักเย็บอย่างดีขี่ม้าคู่ใจนำหน้าแห่ขบวนเจ้าสาวอันยาวเหยียดด้วยสีหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มกว่าจะมีวันนี้ มิใช่ง่าย ๆ เลย แม้ว่าบิดาของเขาจะใช้หลายคำพูดทำให้ฮ่องเต้ไท่เสียนยินยอมให้เขาและบุตรสาวอันเป็นที่รักออกเรือนได้แต่เหล่าอ๋องมิใช่จะยินยอมง่าย ๆ แม้จะทำสิ่งใดเขาไม่ได้แต่ก็พยายามขัดขวางอย่างถึงที่สุดกว่าที่จะยินยอมให้พี่สาวได้ออกเรือน ก็ล่วงเลยมาถึงครึ่งปีทีเดียวฟู่จื่อเหยียนในตอนที่กลับมาต้าเฉินในฐานะบุตรชายคนโตของสกุลฟู่มิได้มีตำแหน่งใดนอกจากสถานะคุณชายฟู่ แต่ระยะเวลาหกเดือนจากคุณชายฟู่ก็ได้เปลี่ยนแปลงไป ผู้คนเรียกขานเขาว่าแม่ทัพฟู่ อันเนื่องมาจากแม้เหตุการณ์หลายอย่างจะเปลี่ยนไป แต่แคว้นฉีก็ยังดันทุรังจะตีต้าเฉิน เหล่าอ๋องต้องการยื้อเวลาไม่ให้พี่ใหญ่ของตนได้ออกเรือนเร็วเกินไป จึงเสนอให้เขาออกรบและกำราบแคว้นฉีเสียแม้การทำศึกกับฉีไม่ได้ยากเย็น แต่ก็กินเวลาไปหลายเดือน
เรื่องราวทุกสิ่งจบลงที่การแต่งตั้งหยางอ้ายฉิงเป็นหยางฮองเฮา ก่อนกำหนดพิธีอภิเษกสมรสในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าเรื่องงานอภิเษกเป็นเรื่องภายใน ฮ่องเต้ไท่เสียนแม้เอ็นดูไห่ซุนหลิงดั่งบุตรชายแต่ก็ไม่อาจรั้งอยู่ต่อรอถึงงานอภิเษกได้ ครั่นจะเดินทางกลับก่อนแล้วค่อยมาก็ไม่ทันอย่างแน่นอน จึงได้แต่ตัดใจ ไม่รั้งอยู่กำหนดเดินทางกลับต้าเฉินจึงเป็นเช้าวันรุ่งขึ้น หลังเสร็จการประชุมฮ่องเต้และฮองเฮาบอกลาคนเป็นดุจบุตรชายและขอตัวกลับตำหนักรับรองไปแล้ว เหลือเพียงเฉินอันหนิงและจิวหูที่ยังอยู่รับน้ำชากับฮ่องเต้ซุนหลิงและว่าที่ฮองเฮา วันนี้เองที่เฉินอันหนิงได้พูดคุยกับหยางอ้ายฉิงอีกครั้ง ทั้งคู่เข้ากันได้ดีเมื่อได้พูดคุยขอโทษขอโพยที่ต่างล่วงเกินกันในวันแรกที่เจอก่อนที่เฉินอันหนิงจะกล่าวขออภัยที่ไม่อาจอยู่ร่วมงานอภิเษกได้“ขออภัยพี่ใหญ่จิว และคุณหนูหยาง ที่มิอาจอยู่ร่วมงานอภิเษกได้”“อย่าได้คิดมาก ข้ามิใช่คนคิดเล็กคิดน้อย” จิวหลิงพูดแล้วก็ยกยิ้มและเอายคล้ายจะแกล้งเย้า “แต่งานของเจ้ากับเขา ช่วยเผื่อเวลาให้
“เห็นได้ชัดว่าท่านยังโง่งมอยู่ ท่านจะป้อนยาล้ำค่าที่มีเพียงหกเม็ดให้พี่ใหญ่ได้อย่างไรกัน นั่นคือของสำคัญของท่านนะ” เป็นเฉินไป๋เสวี่ยที่มาห้ามเอาไว้ ในขณะที่สถานการณ์รอบข้างคลี่คลายลงได้แล้วด้วยฝีมือของหานอ๋องและเหล่าองครักษ์ร่วมมือกับคนของพรรคเมฆาสุริยันต์เฉินไป๋เสวี่ยส่ายหน้าพร้อมกับกำข้อมือของผู้เป็นศิษย์สำนักเดียวกันเอาไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยให้จิวหูได้ทำตามใจ เขาเป็นศิษย์หมอเทวดาย่อมรู้ว่ายาลูกกลอนในมือของอีกฝ่ายนั้นเป็นยาล้ำค่าที่สามารถรักษาคนที่อาการสาหัสให้ฟื้นคืนได้ ทว่าสิ่งนั้นมีเพียงน้อยนิด หลายปีก่อนเจ้าสำนักโอวหยางเหวินหลงปรุงยาขึ้นมาได้หกเม็ด เก็บเอาไว้เองหนึ่งเม็ดและมอบให้กับลูกศิษย์ทั้งห้าคนละเม็ดและไม่คิดจะปรุงเพิ่มอีก หวังให้ศิษย์ใช้ยานี้เมื่อถึงคราวคับขันแต่คราวคับขันนั้นมิใช่ให้ใช้กับผู้อื่น...คนผู้นี้ไม่รักชีวิตถึงขั้นจะแลกเพื่อพี่สาวของเขาเชียวหรือ หากวันหน้าเป็นอันใดไปจะทำอย่างไรเล่า“ยานี้ไม่สำคัญอันใด ถ้าไม่มีนาง ต่อให้ต้องแลกกับโลกใบนี้เพื่อนาง ข้าก็จะแลก” ไม่มีสิ่งใดม
รถม้าเคลื่อนไปแล้ว แต่ชายหนุ่มยังคงยืนนิ่งอยู่ ไม่ได้เข้าไปภายในตำหนักรับรอง และไม่ได้จากไปที่ใดมิใช่เพราะลังเลอันใดอีก แต่เพราะกำลังขบคิดกับคำของอาจารย์ สิ่งที่อาจารย์ตักเตือนเขาและเหล่าเศิษย์พี่น้องไม่เคยไม่เชื่อ ด้วยว่าอาจารย์ไม่เคยมองสิ่งใดผิดพออาจารย์เอ่ยเช่นนี้ เขาก็ชักสังหรณ์ใจไม่ดีเสียแล้ว“อะ พี่ใหญ่” ไม่ทันจะได้คิดสิ่งใดมากไปกว่านั้นเสียงเรียกจากด้านหลังก็ดังขึ้น“เหยาเหยา” จิวหูส่งเสียงให้น้องสาวที่ส่งเสียงเรียกก่อนจะได้เห็นว่าด้านหลังของฟู่จื่อเหยายังมีเฉินอันหนิง เฉินลี่หลิน และอ๋องทั้งสอง กับฟู่จื่อหมิงและฟู่จื่อหลิงอยู่ด้วย“จะออกไปที่ใดกัน”“หอเมฆาเจ้าค่ะ พี่ใหญ่ก็ไปด้วยกันนะเจ้าคะเหยาเหยาอยากอยู่กับพี่ใหญ่” ฟู่จื่อเหยามิได้ชักชวนแต่ดึงแขนผู้เป็นพี่ให้เดินตามเหล่าเชื้อพระวงศ์ทั้งสี่ที่เดินนำไปก่อนแล้ว นั่นย่อมหมายถึงนางไม่เปิดโอกาสให้จิวหูได้ปฏิเสธ บุรุษผู้ไม่มีสิ่งใดให้ต้องลังเลอีกก้าวตามไปด้วยโดยไร้คำใดโต้แย้ง
เฉินอันหนิงเป็นฝ่ายก้าวนำบุรุษหน้ากากออกไปด้านนอกก่อนจะนำเขาไปยังสวนด้านหลังซึ่งเงียบสงบ แค่เพียงหยุดเดินบทสนทนาก็เริ่มต้นขึ้นจากฝ่ายของผู้หยั่งรู้ฟ้าดินในทันที“เขายังสบายดีได้ ย่อมเพราะชะตาของท่านยังปลอดภัย”“หมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ?”“เจ้าสามจะอยู่รอดปลอดภัยหรือไม่ขึ้นอยู่ที่ชะตาของท่าน”คำบอกเล่าของคนตรงหน้ามิได้แตกต่างจากหนิงอันมากนัก ทว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องรองในใจของนาง เฉินอันอันหนิงมองสบตาคู่คมกริบก่อนจะสอบถามออกไปโดยตรง “ท่านพอจะบอกได้หรือไม่ ว่าเหตุใดข้าจึงได้รับโอกาส”“ต้าเฉินมีมังกรและหงส์เพลิงพิทักษ์อยู่ เรื่องนี้ข้าคงไม่ต้องบอกท่านกระมัง”ตำนานมังกรและหงส์พิทักษ์ต้าเฉิน ผู้คนทั้งต้าเฉินล้วนเคยได้ยิน ยิ่งมีตำนานว่าราชวงค์คือลูกหลานของมังกรและหงผู้พิทักษ์ นางย่อมได้ยินมาตั้งแต่เด็ก ๆ ในชาติก่อนแล้ว เฉินอันหนิงไม่ได้มีคำถามใด ๆ นางพยักหน้าให้เท่านั้นอีกฝ่ายก็บอกเล่าต่อ “ยามใดที่ต้าเฉินลุกเป็นไ
“เมื่อก่อนข้าคิดว่าฮวาเอ๋อร์จะรักกับฟู่เสวียน แต่นางกลับเลือกหยวนจิ้ง ชะตาของคนเราช่างแปลกนัก” ฮ่องเต้ไท่เสียนที่ผายมือเชิญแขกผู้มาเยือนให้ไปนั่งเอ่ยก่อนจะหัวเราะอย่างขบขันขึ้นมาและพูดต่อถึงโชคชะตาที่เล่นตลก “ส่วนฟู่เสวียน ไปตกหลุมรักบุตรสาวเซียนทวนจนถึงขั้นขโทยบุตรสาวผู้อื่นกลับบ้าน”“ห๊า ท่านพ่อ...ท่านแม่เป็นถึงบุตรสาวเซียนทวนเชียวหรือเจ้าคะ” ฟู่จื่อเหยาแทรกขึ้นก่อนมองบิดาด้วยความสงสัย ทั้งยังหันไปสะกิดพี่สาวบุตรธรรมเพื่อบอกเล่า “พี่หญิง ท่านแม่เป็นบุตรสาวเซียนทวนล่ะ”“บิดาเจ้ายังไม่ได้ตอบเลย” เฉินลี่หลินแทรกขึ้นบ้างแต่สายตาก็บ่งบอกว่าสนใจเรื่องนี้เช่นกันด้วยอายุนาง ในยามเด็กนางย่อมทันฟู่ฮูหยินที่ผู้คนกล่าวว่างดงามเป็นที่ต้องตาของบุรุษ และรับรู้เพียงแค่นั้นมาโดยตลอด...เรื่องที่ว่าฟู่ฮูหยินเป็นบุตรสาวเซียนทวนแห่งสำนักเฟยผิง นั่นย่อมน่าสนใจไม่เพียงแค่เฉินลี่หลินที่สนใจ เฉินอันหนิงเองก็คิดไม่ต่างกันและนั่นทำให้สายตาแทบทุกคู่มองไปยังฟู่เสวี
งานเลี้ยงต้อนรับในช่วงเช้าเป็นไปอย่างราบรื่น และหลังงานเลี้ยงสิ้นสุดอาคันตุกะต่าง ๆ ก็กลับที่พัก ฮ่องเต้ซุนหลิงมาส่งฮ่องเต้ไท่เสียนและคณะจากแคว้นเฉินด้วยตนเองก่อนจะกลับไปจัดการเรื่องในวังหลังของตน ยิ่งบ่งบอกถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของสองแคว้น และทำให้ผู้คนเข้าใจว่ากู้หลุนกงจู่ผู้สูงส่งแห่งต้าเฉินไม่ปรารถนาให้วังหลังมีสนมมากมายหากตนจะต้องอยู่ที่นี่จึงได้ยื่นคำขาดให้ฮ่องเต้ซุนหลิงปัดกวาดวังหลังให้ดีซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่กู้หลุนกงจู่ผู้ถูกเอ่ยถึงและโอรสสวรรค์แห่งต้าไห่ต้องการให้นางสนมทั้งหลายเข้าใจ เพื่อให้อะไร ๆ ง่ายขึ้นเรื่องในวังหลังจะเป็นเช่นไร เฉินอันหนิงไม่ได้ให้ความสนใจอีก นางเพียงเดินทางกลับตำหนักรับรองพร้อมบิดามารดา มิได้เข้าไปมีบทบาทเพิ่มเติมอันใดบทบาทอีกครั้งของนาง ก็คงจะเป็นในตอนจะกลับต้าเฉิน ที่จะเฉลยให้ผู้คนรู้ว่านางมิได้จะมาเป็นมารดาแห่งแผ่นดินนี้...ถึงตอนนั้นเหล่าสนมที่เลือกออกจากวัง ก็กลับเข้าไปมิได้อีกทุกอย่างนับว่าเสร็จสิ้นสมบูรณ์ตำหนักใหญ่ใบหน้าเต็มเปี่ย
วันต่อมาเช้าวันนี้มีการต้อนรับอาคันตุกะทั้งหลายอย่างเป็นทางการ หลายแคว้นที่เชื้อพระวงค์มาร่วมด้วยตนเอง แต่ก็มีหลายแคว้นที่ส่งมาเพียงขุนนาง ด้วยว่าแคว้นไห่นับว่าห่างไกล และตกต่ำมาหลายปีเพราะฮ่องเต้ทรราชองค์เก่าทำให้หลายแคว้นดูแคลน จึงส่งเพียงขุนนางมา ทว่าเมื่อผู้คนทั้งหลายได้เห็นว่าฮ่องเต้แห่งแคว้นเฉินเดินทางมาด้วยพระองค์เองพร้อมกับฮองเฮาทั้งยังสนิทสนมกับฮ่องเต้ซุนหลิงราวกับเป็นบิดามารดาและบุตร ท่าทีเย่อหยิ่งของเหล่าขุนนางต่างแคว้นก็เปลี่ยนไป แม้แต่เชื้อพระวงค์จากแคว้นต่าง ๆ ก็เปลี่ยนไปเช่นกันทว่านอกจากท่าทีของอาคันตุกะจะมีความเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ท่าทีของเหล่าสนมและขุนนางในต้าไห่เองก็ผิดปกติเช่นกันเฉินอันหนิงมองท่าทีของคนเหล่านั้นก่อนจะสบตากับว่าที่ฮ่องเต้อย่างเป็นทางการของต้าไห่ที่ยกยิ้มอยู่ก่อนแล้ว....เรื่องนี้ มันเริ่มขึ้นเมื่อสายของวานนี้หนึ่งวันก่อน...กลับมาถึงตำหนักรับรองแทนที่จะได้พักผ่อนหรืออาละวาดที่คนผู้นั้นไม่ตามมาพูดคุยต่อเฉินอันหนิงกลับต้องเก็บกังความคิดเอาไว้เพราะแขกที่ย่อ
ครืดไม่ทันทีผู้ถูกหาว่าไม่ยอมออกจากห้องจนทำให้น้อง ๆ เบื่อหน่ายจะได้เอ่ยสิ่งใดประตูห้องก็เปิดออก ทว่าผู้ที่เข้ามากลับมิใช่เสี่ยวเอ้อที่นำอาหารและสุรามาให้ แต่เป็นผู้ถูกเจ้าของห้องนินทาว่ามิออกจากห้องตั้งแต่เมื่อวาน“ถิงถะ...แม่นางเสียน” ผู้มาใหม่ที่คิดจะเรียกน้องสาวถึงกับชะงักเมื่อเห็นว่าภายในห้องมิได้มีเพียงน้องสาว“แม่นางหลัน พบกันอีกแล้ว” เฉินอันหนิงทักทายก่อนจะส่งยิ้มให้และอธิบาย “พวกข้าเห็นหอเมฆาน่าสนใจ จึงแวะเข้ามาแล้วก็ได้เจอกันหลันถิงน่ะ หลันถิงชวนพวกข้าขึ้นมาดื่มกินที่ห้องของนาง”“อย่างนี้เอง เช่นนั้นก็ตามสบายนะเจ้าคะ” หลันซิ่วอิงยังคงมิได้มีท่าทีเปลี่ยนไปจากตอนที่ได้พบกัน นางยังคงมีท่าทีเป็นมิตรเช่นเดิม และยังคงเห็นสหายร่วมทางทั้งหลายเป็นผู้มีคุณทว่าสายตาที่เฉินอันหนิงมองไปกลับมิได้เป็นเช่นเดิม ตอนเจอกันนางเพียงรู้สึกว่าสตรีผู้นี้เป็นสตรีน่าสนใจ แต่หลังจากที่รู้ว่าคนตรงหน้าคือคนรักของฟู่จื่อหลิงที่เดินทางหลายร้อยพันลี้เพื่อติดตาม