แม่ทัพซีเหลียงทางด้านข้างเผยแววตาอำมหิต “ท่านอ๋อง จะให้หลอกองค์ชายเก้าเข้าค่าย ลอบสังหารเขาหรือไม่!”หลี่เฟิงอวิ๋นครุ่นคิด พูดเสียงเย็น “นั่นไม่จำเป็น! ออกคำสั่งนักดาบ ลอบเตรียมความพร้อม! ข้าจะไปพบหน้าเจ้าเก้า ดูว่าปากสุนัขของเขาจะคายสิ่งใดออกมา!”แม่ทัพประกบมือ “น้อมรับคำสั่ง!”ขณะเดียวกันหลี่หลงหลินและซูเฟิ่งหลิงสองคนรออยู่ที่ด้านนอกค่ายทหารซีเหลียงหลี่หลงหลินยังเหมือนปกติ สวมเสื้อคลุม เพียงแต่ภายในยังสวมเกราะชั้นในอีกด้วยซูเฟิ่งหลิงกลับคล้ายเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ สวมชุดเกราะเต็มยศ แบกทวนเงินไว้บนหลัง เอวยังแขวนดาบและกระบี่อีกด้วยดาบคือดาบปักลาย กระบี่คือกระบี่อาญาสิทธิ์วิหคมังกรแห่งต้าเซี่ย!ซูเฟิ่งหลิงมองทหารสวมเกราะถืออาวุธคมกริบของซีเหลียง สีหน้าไม่สบอารมณ์ “หลี่หลงหลิน ท่านบ้าไปแล้วจริงๆ! ถึงขั้นให้ข้ามาพบซีเหลียงอ๋องกับท่าน! ยึดตามอุปนิสัยโหดเหี้ยมของเขา พวกเราต้องตายอย่างแน่นอน!”หลี่หลงหลินพูดยิ้มๆ “พวกเราสองสามีภรรยาก็ฝังร่วมกัน จะได้เป็นยวนยางชะตาผูกกันพอดี!”ซูเฟิ่งหลิงสบถอย่างมีโทสะ “ไสหัวไป! ใครอยากฝังร่วมกับท่าน!”กระชับสั้นเพียงสองประโยค ซูเฟิ่งหลิงกลั
สายตาของซูเฟิ่งหลิงค่อนข้างสิ้นหวังค่ายใหญ่สามพันคน ซึ่งทุกคนในนั้นล้วนมีความฮึกเหิม หากตัวเองอยากจะฆ่าตัวตายเพื่อออกไป นั้นยากยิ่งกว่าขึ้นสวรรค์ บางที ตัวเองอาจจะต้องตายพร้อมกับหลี่หลงหลินจริงๆ และกลายเป็นเป็ดยวนยางที่มีชะตาชีวิตเหมือนกัน“เจ้าเก้าเอ๋ยเจ้าเก้า!”หลี่เฟิงอวิ๋นมีสีหน้าเยาะเย้ย “ก่อนที่เจ้าจะตาย ก็ยังหลบอยู่หลังสตรี ไม่รู้สึกขายหน้าบ้างหรือ? แม้ว่าเจ้าจะเป็นสวะ แต่สาวน้อยตระกูลซูผู้นี้ คือแม่ทัพหญิงที่กล้าหาญไม่เป็นรองสตรี”“ช่างเป็นดอกไม้ในกองอึจริงๆ”หลี่เฟิงอวิ๋นยิ้มขี้เล่น แล้วมองไปที่ซูเฟิ่งหลิงตั้งแต่หัวจดเท้า “สิ่งที่ข้าชอบที่สุดก็คือสตรีเช่นเจ้า ตราบใดที่เจ้ายอมจำนน ข้าจะไว้ชีวิตของเจ้า แล้วให้เจ้าเป็นของเล่นของข้า”ใบหน้างดงามของซูเฟิ่งหลิงแดงเรื่อ กัดริมฝีปากสีแดงของนาง “ข้าเกิดมาเป็นคนขององค์ชายเก้า ตายก็เป็นผีของหลี่หลงหลิน เจ้าเลิกเพ้อเจ้อเสียเถอะ”หน้าสิ่วหน้าขวาน ซูเฟิ่งหลิงย่อมพูดสิ่งที่ในใจคิดออกมาจริงๆ แล้ว นางรักหลี่หลงหลินมานานแล้วถ้าตอนนี้ยังไม่พูด ต่อไปก็อาจจะไม่มีโอกาสได้พูดแล้วหลี่หลงหลินได้ยินเช่นนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้ม “วางใจเถอ
ซูเฟิ่งหลิงสูดหายใจเข้าอ๋องซีเหลียง ช่างโหดเหี้ยมจริงๆเรื่องโหดเหี้ยมเช่นนี้ ก็สามารถทำออกมาได้เขาแค่ต้องการกักบริเวณตนและหลี่หลงหลิน เลยบอกว่าให้มาเป็นแขกหลี่หลงหลินยิ้ม “พี่สาม เจ้าเป็นคนฉลาด ไม่มีทางทำให้ตัวเองมีเรื่องอันตรายหรอก ยิ่งไปกว่านั้น การที่ข้ามาที่นี่ ก็เพื่อจะคุยธุระกิจใหญ่กับเจ้า”หลี่เฟิงอวิ๋นตะลึง มันเหนือที่คาดไว้เดิมทีเขาคิดว่าหลี่หลงหลินเจอเบาะแสของเจ้าสี่ เลยติดตามมาตลอดทางนอกจากนี้ หลี่หลงหลินยังไม่รู้จักประเมินกำลังของตัวเอง ต้องการใช้ความสัมพันธ์ของตนกับเจ้าสี่มาข่มขู่ตนเองดังนั้นหลี่เฟิงอวิ๋นจึงเด็ดขาดเช่นนี้ ไม่ให้หลี่หลงหลินมีโอกาสใดๆ เขาโยนถ้วยลงเพื่อเป็นสัญญา ให้นักดาบลงมือสุดท้าย หลี่หลงหลินไม่ได้พูดถึงเจ้าสี่เลย แต่กลับบอกว่าต้องหาจะหารือเรื่องธุรกิจอย่างนั้นหรือ?หรือว่าตนจะเข้าใจผิด?เจ้าเก้าไม่ได้พบเจ้าสี่ แต่มาหาเขาโดยเฉพาะ?ไม่อย่างนั้นจะอธิบายได้อย่างไรว่าเขาแจ้งฮ่องเต้หวู่โดยเฉพาะก่อนออกเดินทาง?หลี่เฟิงอวิ๋นเงียบกริบ พูดอย่างเย็นชาว่า “ธุรกิจอะไร? พูดมาให้ฟังหน่อย!”หลี่หลงหลินก็กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “พี่สาม เจ้าน่าจะได้ยินว
แม้จะไม่เอาไหนแต่ตอนนี้ไม่มีทางเลือกไม่ว่าต้องจ่ายเงินไปขนาดนั้น ก็ต้องรอให้ออกจากค่ายซีเหลียงก่อนค่อยคิด“องค์ชายเก้า ไปกันเถอะ!”ซูเฟิ่งหลิงจับมือของหลี่หลงหลินไว้แน่น และถอยห่างออกไปอย่างช้าๆแต่หลี่หลงหลินไม่เต็มใจ “พี่ชาย จะเก็บตั๋วเงินข้าไว้ก็ได้! แต่แล้วม้าล่ะ? มันควรจะเป็นยื่นหมูยื่นแมวไม่ใช่หรือ?”ซูเฟิ่งหลิงตกตะลึงและมองไปที่หลี่หลงหลินด้วยความเหลือเชื่อ นี่เจ้าโง่หรือเปล่า?นี่มันเวลาไหน ยังจะไปต่อรองราคากับหลี่เฟิงอวิ๋นอีก?แบบนี้ไม่เท่ากับเจรจากับเสือขอหนังเสือหรือ?หลี่เฟิงอวิ๋นมองไปที่หลี่หลงหลินด้วยรอยยิ้ม แล้วเอ่ยอย่างช้าๆ “เจ้าน้องโง่ของข้า! ม้าต้องเดินทางจากซีเหลียง แน่นอนว่าต้องใช้เวลาสักพัก! เจ้ากลับไปรอให้สบายใจเถอะ”“ทันทีที่ม้าศึกมาถึง ข้าจะส่งคนไปแจ้งเจ้าอย่างแน่นอน!”ใบหน้าของหลี่หลงหลินเต็มไปด้วยความสุข เขาโค้งคำนับให้หลี่เฟิงอวิ๋นขอบคุณ “ขอบคุณพี่สามมาก! ข้าเองก็นึกว่าจะหาซื้อม้าได้ยาก! คิดไม่ถึงว่าจะง่ายขนาดนี้”“แต่ว่า...”ทันใดนั้นหน้าของหลี่หลงหลินก็เปลี่ยนไป แล้วกล่าวด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย “พี่สามไม่ได้นะ ข้าเตรียมหญ้าเอาไว้มากมาย ซีเหลีย
“ตรวจค้น”หลี่เฟิงอวิ๋นสั่งเสียงเด็ดขาดว่า “ขนหญ้าเหล่านี้ออกมา แล้วตรวจสอบว่ามีปัญหาหรือไม่”ทหารทุกคนในซีเหลียงต่างก็ตะลึงหรือว่าองค์ชายเก้าจะกล้าวางยาพิษไว้ในหญ้า?หลังจากตรวจสอบมาพอสมควรแล้วซีเหลียงก็รายงานต่อหลี่เฟิงอวิ๋น “ท่านอ๋อง หญ้าพวกนี้ไม่มีปัญหาขอรับ”“เป็นหญ้าที่ดีที่สุด มันสดมาก!”“ไม่มีปัญหา”หลี่เฟิงอวิ๋นขมวดคิ้วเจ้าเก้าคิดจะทำอะไร?เขาคิดไม่ออกหลังจากคิดเรื่องนี้แล้ว หญ้าที่มีคุณภาพดีเช่นนี้ จะให้สูญเปล่าไม่ได้ “แบ่งอาหารให้ม้า! ถ้ามีอะไรผิดปกติ ก็ให้รีบรายงานข้าทันที!”ทหารซีเหลียงยกมือขึ้นแล้วพูดว่า “น้อมรับบัญชา”ที่แท้หลี่เฟิงหลิงก็กังวลมากเกินไปหญ้าเหล่านี้ไม่มีปัญหาเลยหลายวันติดต่อกัน หลี่หลงหลินก็ส่งหญ้ามาแต่เช้า ไม่มากไม่น้อย ในปริมาณที่พอดีในหนึ่งวันตอนแรกพวกทหารซีเหลียงยังคงระมัดระวังและตรวจสอบอย่างพิถีพิถันมาก กลัวว่าในบ้านจะมีอะไรผสมอยู่เวลาผ่านไปนาน หญ้าก็ไม่เคยมีปัญหา พวกเขาจึงลดความระมัดระวังที่เป็นกิจวัตรประจำวันลง จากนั้นก็ตรวจสอบอย่างลวกๆ!โดยไม่รู้ตัว ก็ครึ่งเดือนผ่านไปแล้วหลี่หลงหลินยังคงส่งหญ้ามาทุกวัน ซีเหลียงจึงเกิดความ
ทุ่งนาถูกเหยียบย่ำจนยุ่งเหยิง ต้นข้าวสาลีจำนวนมากก็ฝังอยู่ในโคลนชาวนาชราหลายคนนั่งอยู่บนคันนา ถือต้นกล้าหักไว้ในมือ และร้องไห้เสียงดังอาหารคือชีวิตของชาวนาเมื่อต้นข้าวถูกทำลาย พวกเขาก็ปวดใจซูเฟิ่งหลิงนำทหารม้าตระกูลซูหลายสิบคน ไปล้อมรอบทหารม้าซีเหลียงสามคนและผูกเอาไว้ ในดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธหลี่หลงหลินก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว “นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”ซูเฟิ่งหลิงกัดฟันพูดด้วยความโกรธ “พวกเขานำม้ามาปล่อยที่เขาทิศประจิม ไม่เพียงแต่ทำลายทุ่งนาเท่านั้น แต่ยังทุบตีผู้คนด้วย! ข้าก็เลยพาคนมา ต่อสู้กับพวกเขา”“เฮอะ ทหารม้าซีเหลียงอ่อนแอมาก ทหารม้าหลายสิบคนสู้พวกเราหลายสิบคนไม่ได้ด้วยซ้ำ!”“ข้าโค่นได้สามคน แล้วมัดเอาไว้ ทหารม้าซีเหลียงที่เหลือก็ทิ้งสหายของพวกเขาแล้วหนีไป”หลี่หลงหลินแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก จึงรีบพูดว่า “พวกเขาได้รับบาดเจ็บหนักหรือ?”“???”ซูเฟิ่งหลิงงุนงง จ้องมองไปที่หลี่หลงหลินอย่างเหลือเชื่อ แล้วตะโกนว่า “เจ้าไม่ถามข้าว่าได้รับบาดเจ็บหรือไม่ ก็ไม่เป็นไร แต่กลับถามว่าพวกเขาเจ็บหนักหรือไม่อย่างนั้นหรือ เจ้าเจ้าเจ้า...เจ้าบ้าไปแล้วหรือ?”หลี่หลงหลินถอนหายใจ “
ตกเย็นซูเฟิ่งหลิงนอนพลิกตัวอยู่บนเตียง เต็มไปด้วยความโกรธหลี่หลงหลินอยู่ต่อหน้าอ๋องซีเหลียง เหตุใดถึงได้อ่อนแอขนาดนี้ ราวกับหนูที่เห็นแมว“ไร้ประโยชน์”“สวะ”“ขี้ขลาด”ซูเฟิ่งหลิงใช้หมอนเป็นหลี่หลงหลิน แล้วระบายอารมณ์ใส่มันทว่าซูเฟิ่งหลิงก็น้ำตาไหลพรากโดยไม่รู้ตัว “ผู้ชายแบบนี้ จะให้ข้าฝากชีวิตเอาไว้ได้อย่างไร? ท่านปู่ ข้าควรจะทำอย่างไรดี...”ซูเฟิ่งหลิงกอดหมอนแล้วร้องไห้จนเผลอหลับไปเช้าวันต่อมาซูเฟิ่งหลิงจัดการกับอารมณ์ของตัวเองเสร็จ ก็คิดที่จะไปฝึกฝน อยู่ๆ ก็ได้ยินข่าวร้ายหนึ่งหลี่หลงหลินไม่ได้กลับมาทั้งคืน เขาออกไปเที่ยวที่สำนักการสังคีตกับหนิงชิงโหวว่ากันว่ามีหญิงคณิกาอยู่ด้วยจำนวนมาก ดูมีความสุขยิ่งนัก“ผู้ชายมันก็มักมากทั้งนั้น”ซูเฟิ่งหลิงกำหมัดแน่น หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงสองหลี่หลงหลินกลับมาสำนักการสังคีตถึงเขาทิศประจิมตั้งแต่เช้าตรู่ ก็สั่งการออกไปต่อไปหากทหารม้าซีเหลียงอยากจะมาปล่อยม้าที่เขาทิศประจิมอีก ไม่ว่าใครก็ห้ามขวางไม่อย่างนั้น จะต้องจัดการตามกฎทหาร“ชายผู้นี้กู่ไม่กลับแล้ว”ถ้าบอกว่าข่าวแรกทำให้ซูเฟิ่งหลิงโกรธ เช่นนั้นข่าวที่ส
หลี่หลงหลินกล่าวด้วยรอยยิ้มหลี่หลงหลินกล่าวด้วยรอยยิ้ม “นี่เรียกว่าทหารที่ไม่มีทางสู้ จะสู้ได้ดีกว่าผู้ที่ไม่เคยล้ม! มีจิตวิญญาณความเป็นทหารรวมอยู่ในนั้น!”“จิตวิญญาณทหาร?”หนิงชิงโหวไม่เข้าใจหลี่หลงหลินเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่มีเมฆครึ้มปกคลุม แล้วบ่นพึมพำว่า “ใกล้จะถึงเวลาแล้ว วันหนึ่งเมื่อพญานกต้าเผิงโผบินตามลม พุ่งทะยานไกลเก้าหมื่นลี้! วันที่กองทัพตระกูลซูกลายเป็นกองทัพ มันถูกกำหนดว่าต้องนองเลือด ท้องฟ้าเปลี่ยนสี! จิตวิญญาณทหารต้องอาบเลือดเท่านั้น ถึงจะได้เกิดใหม่!”ยามสามหลี่หลงหลินแอบมาที่ห้องของซุนชิงไต้สะใภ้สาม แล้วปลุกสาวน้อยที่น้ำลายยืดให้ตื่น“หิว”ซุนชิงไต้ตื่นขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ ก็ตะโกนออกมาว่าหิวหลี่หลงหลินหยิบขาไก่ที่เตรียมไว้ขึ้นมาแล้วยัดเข้าปากของซุนชิงไต้อย่างไม่ลังเลซุนชิงไต้ไม่ได้ลืมตา ในความฝันก็เอาน่องไก่ขึ้นมาเคี้ยว ถึงได้พบว่าหลี่หลงหลินอยู่ในห้องของตนสีหน้าของนางเกิดระมัดระวังขึ้นมา ร่างเล็กซ่อนตัวอยู่ในผ้าห่ม “องค์ชายเก้า เจ้าจะทำอะไรข้า?”หลี่หลงหลินกดเสียงต่ำ “สะใภ้สาม เจ้าอย่ากลัวไปเลย ข้ามีเรื่องจะถามสองเรื่อง...”ซุนชิงไต้พยักหน้า “เจ้
ในที่สุดจางอี้ก็เข้าใจว่าเหตุใดหลี่หลงหลินจึงจับผิดสำนักปราชญ์ไม่ปล่อย จับบัณฑิตขังคุกทีละคนสำนักปราชญ์อาจมีอำนาจทางวาจา แต่กลับไร้ซึ่งกำลังทหารคนธรรมดาไร้ความผิด แต่หากมีทรัพย์สมบัติล้ำค่าติดตัว ก็อาจนำภัยมาสู่ตนนี่ไม่ใช่เนื้อชิ้นโตแล้วจะเป็นอะไร?หลี่หลงหลินยิ้ม “เงินแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้? ไป! ตามข้าไปพบฉินฮั่นหยางกันอีกครั้ง!”เมื่อพูดจบแล้วหลี่หลงหลินจึงพาซูเฟิ่งหลิงและจางอี้ไปยังห้องขังของฉินฮั่นหยางอีกครั้ง“รัชทายาท!”“ท่านช่างใจร้ายนัก!”ฉินฮั่นหยางจ้องหลี่หลงหลินเขม็ง ดวงตาลุกโชนราวกับเปลวไฟความเจ้าเล่ห์ขององค์รัชทายาทผู้นี้ ช่างน่ากลัวจนทำให้ผู้คนโกรธเกรี้ยวถึงขีดสุดหลี่หลงหลินโบกมือ “ข้าขี้เกียจพูดมาก! ราคาเดียว หนึ่งล้านตำลึง ขาดแม้แต่ตำลึงเดียวก็ไม่ได้!”ฉินฮั่นหยางส่ายหน้า “ไม่มีทาง!”หลี่หลงหลินแสยะยิ้ม “ดี! ข้าชี้ทางสว่างให้เจ้าแล้ว แต่เจ้ากลับไม่ยอมเดิน เลือกที่จะเดินบนสะพานไม้ซุง! อย่ามาโทษว่าข้าไร้ความปรานีก็แล้วกัน! ไป!”เมื่อสิ้นเสียงหลี่หลงหลินไม่รอให้ฉินฮั่นหยางได้ตอบโต้ใดๆ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป“???”ฉินฮั่นหยางมองตามหลังหลี่หลงหลินด้วย
“ขออภัยด้วย!”“ศิษย์ขอไปก่อน หากออกไปได้ ข้าจะหาทางช่วยอาจารย์ออกมาให้ได้ขอรับ!”เหล่าบัณฑิตรีบเขียนจดหมายให้คนทางบ้านส่งเงินมาให้ เมื่อจะจากไปยังไม่ลืมคำนับคารวะต่อหน้าบัณฑิตเช่นฉินฮั่นหยางฉินฮั่นหยางหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธพวกเจ้าช่างทรยศนัก!ทิ้งข้าไว้เช่นนี้หรือ?พวกเจ้ารู้จักคำว่าเคารพครูบาอาจารย์หรือไม่? จิตใจของพวกเจ้าเหี่ยวเฉาเสียจนสิ้นดีแล้วหรือ?ตำราที่พวกเจ้าอ่านมา หรือว่าลงกระเพาะสุนัขไปแล้วงั้นรึ?สิ่งที่ฉินฮั่นหยางไม่อาจรับได้ยิ่งกว่าคือแม้แต่อาจารย์วัยชราหลายคนก็ทนไม่ไหว ต่างหยิบเงินหนึ่งพันตำลึงออกมาแล้วออกจากคุกไป“ช่าง...”“ไร้เหตุผลสิ้นดี!”“สำนักปราชญ์เลี้ยงคนเหล่านี้ไว้เสียข้าวสุกจริงๆ!”“ยามสุขร่วมเสพ ยามทุกข์ร่วมต้านทานไม่ได้!”เหล่าบัณฑิตโดยมีฉินฮั่นหยางเป็นผู้นำ มองไปยังบัณฑิตและอาจารย์ที่จากไปด้วยความอิจฉาความจริงแล้ว พวกเขาก็อยากจากไปเช่นกันคุกเป็นสถานที่เช่นไร ใครที่เคยอยู่ย่อมรู้ซึ้งมันไม่ใช่ที่ที่มนุษย์จะอาศัยอยู่ได้อีกอย่าง ฉินฮั่นหยางใช้ชีวิตอย่างสุขสบายมานาน ย่อมไม่อาจทนทุกข์เช่นนี้ได้ปัญหาคือเงินหนึ่งล้านตำลึงมันมากมายเกินไป
จางอี้มีสีหน้างุนงงเงินไถ่ชีวิตราษฎรเพียงหนึ่งอีแปะบัณฑิตต่ำที่สุดหนึ่งร้อยตำลึงสูงที่สุดหนึ่งล้านตำลึงความแตกต่างนี้ช่างราวกับฟ้าและเหวโดยแท้นี่เห็นได้ชัดว่าหลี่หลงหลินต้องการลงมือกับสำนักปราชญ์!ฉินฮั่นหยางโมโหตัวสั่น จับจ้องหลี่หลงหลิน “ผู้สูงศักดิ์ราคาแพง? คนจนราคาถูก? นี่ถือสิทธิ์อะไร?”หลี่หลงหลินยิ้มเย็น พูดเย้ยหยัน “เรายังอยากถามเจ้า เกิดและเติบโตโดยพ่อแม่เฉกเดียวกัน ถือสิทธิ์อะไรพวกเจ้าบัณฑิตสูงส่งกว่าหนึ่งขั้น? นี่ถือสิทธิ์อะไร?”ฉินฮั่นหยางชะงักไป ไม่พูดอีกหลี่หลงหลินคร้านจะพูดไร้สาระ หันหน้าหาจางอี้ ออกคำสั่ง “ทำตามที่เราบอก!”จางอี้พยักหน้า มาที่ด้านหน้าคุก ถ่ายทอดคำพูดเมื่อครู่ของหลี่หลงหลินหนึ่งรอบเหล่าราษฎรฮือฮา ดวงตาเบิกโพลง ใบหน้าเปี่ยมความรู้สึกเหลือจะเชื่อหนึ่งอีแปะ ก็สามารถแลกกับอิสระได้แล้วหรือ?จริงหรือนี่?ทว่า เหล่าราษฎรกลับกังวลประการแรกคือตนเองออกมารับชมความครึกครื้น บนตัวไม่มีเงินแม้อีแปะเดียวประการที่สองคือรัชทายาทมิได้หลอกคนเพียงครั้งเดียวหากเขาหลอกตนจะทำเช่นไร?เจิ้งถูฮู่กลับดีใจมาก ยื่นเงินหนึ่งก้อนออกไป “นี่คือเงินหนึ่งตำลึง
จางอี้เตรียมการไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ทางหนึ่งสั่งผู้อยู่ใต้อาณัติ ใช้ปลอกดาบเคาะตีที่กรงเหล็ก ตะคอกนักโทษภายในคุก ทางหนึ่งคุ้มกันหลี่หลงหลิน ก้าวเท้าฉับไวเข้าไปยังส่วนลึกที่สุด ชี้ประตูห้องขังแห่งหนึ่ง “องค์ชาย ฉินฮั่นหยางอยู่ข้างในนี้พ่ะย่ะค่ะ”ฉินฮั่นหยางอยู่ห้องขังเดี่ยวไม่ใช่เพราะเขาเป็นบัณฑิตทรงคุณวุฒิ มีสิทธิพิเศษอะไรแต่เพราะมีตัวอย่างของซ่งชิงหลวน หากฉินฮั่นหยางอยู่ที่คุกด้านนอก ตายไปอย่างคลุมเครือ จางอี้ก็ยากจะหาข้อแก้ตัว รองผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรนี้เขาก็ไม่ต้องทำแล้วเพราะเหตุนี้ฉินฮั่นหยางไม่เพียงขังอยู่ในห้องขังเดี่ยว ประตูยังมีองครักษ์เสื้อแพรเฝ้าอีกสองคน รับรองไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดหลี่หลงหลินผลักเปิดประตูเข้าห้องขัง ได้เห็นฉินฮั่นหยางกำลังนั่งขัดสมาธิ“ฮึๆ รัชทายาท เจ้ามาหาข้าว่องไวถึงเพียงนี้เชียวหรือ!”“อะไรกัน?”“เจ้ามาเชิญข้าออกไปหรือ?”“บอกเจ้า ข้าอยู่ที่นี่สบายมากนัก! เว้นเสียแต่เจ้าคุกเข่าบนพื้น โขกศีรษะสามครั้ง ขอร้องให้ข้าออกไป! หาไม่แล้ว ชาตินี้ข้าก็จะอยู่ที่นี่!”เสียงฉินฮั่นหยางแหบพร่า ใบหน้าประดับยิ้มเย็นหลายวันมานี้ เขาด่าอย่างหยาบคาย เสียงแห
หลี่หลงหลินลูบจมูก สบมองหนิงชิงโหวอย่างพูดไม่ออก “สหายร่วมสำนักศึกษาของเจ้านี้คิดมากเกินไปแล้ว ข้ามิใช่เทพเซียนเสียหน่อย เพียงแค่ตัวอักษรของจดหมายนิรนามก็สามารถหาตัวเขาได้แล้วกระนั้น?”หนิงชิงโหวยิ้มแห้ง “องค์ชาย ท่านยังไม่รู้ คนบนโลกล้วนพูดว่าท่านฉลาดปราดเปรื่องเหนือกว่ามนุษย์ เป็นปีศาจ...”หลี่หลงหลินยิ้มขมปร่าตนเองให้เสด็จพ่อยกเว้นเก็บภาษีราษฎรสามปี พวกเขายังพูดว่าตนเป็นปีศาจอีกนะคนดี เป็นได้ยากยิ่ง!“ในเมื่อเป็นเช่นนี้...”หลี่หลงหลินใคร่ครวญ พูดกับหนิงชิงโหว “เจ้าไปบอกให้ซูเฟิ่งหลิงเตรียมรถม้า ไปที่คุกใหญ่กับข้า”หนิงชิงโหวค้อมตัว “น้อมรับคำสั่ง”ครู่ต่อมารถม้าคันหนึ่งแล่นออกจากภูเขาทิศประจิม มุ่งหน้าไปสู่คุกใหญ่กรมอาญาบัดนี้คุกใหญ่กรมอาญามีคนเนืองแน่น ภายในถูกยัดไว้แน่นเอียด เสียงโอดครวญดังระงมผู้คุมเรือนจำต้องควบคุมนักโทษมากถึงเพียงนี้ ยุ่งแทบตายตั้งแต่เช้าจรดเย็น เหนื่อยเสียจนพูดไม่ออกหากไม่ใช่เพราะจางอี้พาองครักษ์เสื้อแพรมาคุมเชิง พวกเขากล้าโมโหแต่ไม่กล้าพูดอันใด ป่านนี้คงหนีหายไม่ทำแล้วเห็นหลี่หลงหลินและซูเฟิ่งหลิงลงจากรถม้า จางอี้รีบเข้าไปต้อนรับ โค้งคำนั
มีนับล้านคน!ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าหลี่หลงหลินเป็นเทพเซียนบนสวรรค์ สามารถใช้กำลังเพียงฝ่ายเดียวเป็นศัตรูกับสำนักปราชญ์ได้?น่าขันจริงเชียว!หลี่เทียนฉี่รีบหยิบหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยออกมา ถือไว้ด้วยสองมือ “นี่คือหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยฉบับล่าสุด เชิญท่านผ่านตา!”สีหน้าเสิ่นชิงโจวเปลี่ยนไป รีบรับไปอ่านอย่างละเอียดของสิ่งอื่นเขาสามารถไม่ใส่ใจได้เว้นแต่เพียงหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยเจ้าสิ่งใหม่นี้ ทำให้เสิ่นชิงโจวไม่มั่นใจ กระวนกระวายว้าวุ่น“นี่...ก็ไม่มีอันใดพิเศษนี่”เสิ่นชิงโจวอ่านหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยอย่างละเอียดหนึ่งรอบ สีหน้าแปลกใจเดิมทีคิดว่าหลี่หลงหลินจะเขียนเรื่องวันพิธีสักการะฟ้าดินออกมาเพื่อฉวยโอกาสปรักปรำสำนักปราชญ์สรุปว่าไม่เป็นเช่นนั้นหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยฉบับนี้ เทียบกันแล้วธรรมดามาก คล้ายรีบทำออกมา ไม่เขียนถึงพิธีสักการะฟ้าดินเลยแม้แต่น้อยหลี่เทียนฉี่รีบสืบเท้าขึ้นไป ชี้ตำแหน่งใจกลางหน้าหนังสือพิมพ์ “ท่านอาจารย์ ท่านดูที่นี่...”เสิ่นชิงโจวจ้องมอง ในที่สุดก็พบประกาศเกี่ยวกับจดหมายนิรนาม ทันใดนั้นสีหน้าแข็งทื่อดุจเหล็ก “รัชทายาท นี่
สิบห้าค่ำเดือนอ้าย ก่อนวันเทศกาลโคมไฟ หลี่หลงหลินจะต้องจัดการสำนักปราชญ์พูดให้ถูกก็คือเหลืออีกเพียงสิบสี่วันเวลานั้นสั้นนัก ไม่อาจพลาดไปได้แม้เสี้ยวนาทีรุ่งเช้าวันต่อมาหลี่หลงหลินและกงซูหว่านมายังภูเขาทิศประจิม ให้เหล่าช่างฝีมือพิมพ์หนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยฉบับใหม่เริ่มงานวันที่สองเดือนอ้าย เหล่าช่างฝีมือย่อมไม่พอใจทว่าหลี่หลงหลินลงมืออย่างใจกว้าง รับปากเพิ่มค่าทำงานล่วงเวลาให้เหล่าช่างฝีมือเหล่าช่างฝีมือยิ้มกว้างอย่างดีใจ ไม่บ่นอีกสองวันต่อมาหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยฉบับใหม่ก็ออกมาเหล่าเด็กขายหนังสือพิมพ์บุกฝ่าหิมะ ขายตามตรอกเล็กซอยน้อย การค้าขายดีมากการขายหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยกลายเป็นความคุ้นชินของราษฎรภายในเมืองหลวงแล้วยังมีคนฉลาดบางส่วน สบช่องทางการค้า ลอบรับซื้อหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยโดยเฉพาะฉบับแรกรวมถึงภาคผนวกฉบับใหม่ล่าสุด ไม่เพียงพิเศษ ยังผลิตเป็นจำนวนน้อย สามารถขายได้ในราคาสูงบนตลาดมืด“หา?”“นี่คืออันใด?”“รัชทายาทต้องการให้พวกเราเขียนจดหมายร้องเรียนนิรนามฟ้องร้องสำนักปราชญ์?”“นี่แปลกมาก!”เหล่าราษฎรเห็นโฆษณาบนหนังสือพิมพ์ ดวง
“หลายปีมานี้สำนักปราชญ์ผูกขาดการสอบขุนนาง คนถูกสับเปลี่ยนข้อสอบเหมือนหนิงเซิงมีมากมายนับไม่ถ้วน”“เพียงน่าเสียดายสำนักปราชญ์ยิ่งใหญ่ ร่วมมือกับทางการทุจริต ต่อให้ภายในมือพวกเขามีหลักฐาน แต่ก็ไม่สามารถร้องขอความเป็นธรรมได้!”“สามารถใช้หนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยประกาศออกไปได้ ให้คนเหล่านี้ล่วงรู้ว่าพวกเขาสามารถเขียนจดหมายถึงข้าโดยไม่เปิดเผยชื่อ เพื่อให้ข้าร้องทุกข์แทนพวกเขาได้!”กงซูหว่านชะงักไป ใบหน้าเผยแววดีใจยังสามารถทำเช่นนี้ได้?อานุภาพของหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยมากกว่าที่ตนเองคิดไว้อย่างแท้จริง“แต่...”กงซูหว่านยังลังเลเล็กน้อย “องค์ชาย น่ากลัวว่าไม่ได้! วิธีที่ท่านพูด แม้ว่ามีเหตุผลที่แน่นอน แต่พลังอำนาจของสำนักปราชญ์กลับยิ่งใหญ่ ไม่แน่ว่าคนเหล่านี้จะกล้าเขียนจดหมายร้องเรียนและมอบหลักฐานให้พวกเรา...”ลั่วอวี้จู๋คิดไปไกลยิ่งกว่านั้น “หากเปิดให้มีการร้องเรียน น่ากลัวว่าหายนะที่ตามมาจะไม่มีที่สิ้นสุด! หากมีคนตั้งใจก่อกวน สร้างหลักฐานเท็จ กล่าวหาคนดี นั่นจะทำเช่นไร?”ในยุคสมัยโบราณ เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ปรักปรำคนดี โทษการกล่าวหาเท็จรุนแรงมากนักหากมั่นใจแล้วว่ากล่าวหาเท็
“แต่...”กงซูหว่านหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง ทำใจให้สงบลง “ท่านวางแผนโจมตีสำนักปราชญ์ น่ากลัวว่าไม่ง่ายถึงเพียงนั้น! ประวัติศาสตร์นับพันปี ฮ่องเต้ผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ ขั้วอำนาจเปลี่ยนผัน ธงใหญ่บนกำแพงเมืองเปลี่ยนไปอย่างไม่หยุดหย่อน แต่มีเพียงสำนักปราชญ์ไม่เคยล้มลง”“รากฐานของสำนักปราชญ์หยั่งลึกเกินกว่าที่ท่านคิดไว้มากนัก!”“ท่านฆ่าบัณฑิตทรงคุณวุฒินั้นง่าย ก็แค่หนึ่งชีวิตเท่านั้น ขอเพียงยอมรับเสียงก่นด่าก็พอ!”“แต่ หากท่านต้องการตัดรากถอนโคนสำนักปราชญ์ นั่นยากมากเหลือเกิน”สำนักโม่ถูกสำนักปราชญ์ทำลายกงซูหว่านเป็นคนรุ่นหลังของสำนักโม่ โกรธแค้นสำนักปราชญ์ลึกถึงกระดูก ใคร่ครวญอยู่ทุกขณะจิต จะใช้วิธีการใดทำลายสำนักปราชญ์สรุปคือไม่ได้อะไรสำนักปราชญ์แข็งแกร่งเกินไปต่อให้เป็นสำนักโม่ ก็มีโอกาสเพียงน้อยนิดต่อให้หลี่หลงหลินเป็นรัชทายาท ต้องการใช้กำลังเพียงคนเดียวล้มสำนักปราชญ์ ตัดรากถอนโคนให้สิ้นซากนี่จะเป็นไปได้จริงหรือ?หลี่หลงหลินหัวเราะเบาๆ “พี่สะใภ้รอง ไม่ว่าเรื่องใดล้วนขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นของคน ไม่ลองดู จะรู้ได้เยี่ยงไร? ยิ่งไปกว่านั้น หนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยในมือข้ายั