ซุนชิงไต้เอ่ยตอบอย่างคล่องแคล่วหมดจด “เปล่า!”หลี่หลงหลินพูดยิ้มๆ “ผงปรุงรสไก่ที่แท้จริงอร่อยกว่าที่ท่านชิมนับหมื่นเท่า!”บึ้ม!ซุนชิงไต้น้ำลายแตกฟอง วิ่งมาเขย่าแขนหลี่หลงหลินซ้ายทีขวาที เปล่งเสียงออดอ้อน “องค์ชายเก้า ท่านเป็นคนดีคนหนึ่ง! ของกินเลิศรสเช่นนี้ทำเยี่ยงไร ท่านรีบสอนหม่อมฉันเถอะ!”หลี่หลงหลินหัวเราะออกมา “พี่สะใภ้สาม ท่านทำอาหารต่อเถอะ! อีกเดี๋ยวข้าจะเขียนให้ท่าน!”“ได้เลย!”ซุนชิงไต้วิ่งออกไปอย่างมีความสุข หยิบหม้อต่อไป ต่อสู้กับบะหมี่ที่เหลือหลี่หลงหลินหัวเราะเบาๆ พูดว่า “อิงตามความหลักแหลมของพี่สะใภ้สาม ไปจนถึงความยึดมั่นในอาหารเลิศรส! ทำผงปรุงรสไก่ที่แท้จริงออกมาขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น! แต่จะทำผงปรุงรสไก่ ยังต้องใช้อุปกรณ์พิเศษมากมาย”กงซูหว่านตบอกของตน “เหล่านี้ยกให้ข้าเถอะ!”หลี่หลงหลินพยักหน้ายิ้มๆ “แล้วช่องทางการขายเล่า?”ลั่วอวี้จู่คลี่ยิ้มอ่อนโยน “เรื่องเล็ก ยกให้ข้าก็พอ!”หลี่หลงหลินพยักหน้า เอ่ยปากว่า “ต่อไปก็คือเผยแพร่เท่านั้น! สุราดีเองก็กลัวตรอกลึก! ต้องการขายผงปรุงรสไก่ ต้องหาตัวแทนตราสินค้าที่เหมาะสมสักคนหนึ่ง!”ตัวแทนตราสินค้า?ทุกคนได้ยินชื่
เช้าวันต่อมา ก่อนหลี่หลงหลินไปเข้าประชุมยังถือผงปรุงรสไก่หนึ่งขวดเข้าวังอีกด้วยฮ่องเต้หวู่ตื่นบรรทม ไปเยี่ยมคารวะไทเฮาแล้ว บัดนี้กำลังเสวยพระกระยาหารเช้าอาหารวางเต็มโต๊ะ ฮ่องเต้หวู่ไม่แตะต้องสักอย่างเดียว กินโจ๊กจืดช้าๆช่วยไม่ได้เห็นอาหารโอชะสีสันงดงามมากมาย กลับไม่สามารถกลืนลงไปได้มีเพียงโจ๊กจืดที่แม้รสอ่อนไปบ้าง แต่ยังฝืนกลืนเข้าปากได้เว่ยซวินเดินก้าวเล็กๆ เข้ามา ค้อมตัวพลางเอ่ย “ฝ่าบาท องค์ชายเก้าเข้าวังขอเยี่ยมคารวะ กำลังรออยู่ด้านนอกตำหนักพ่ะย่ะค่ะ...”ฮ่องเต้หวู่ขมวดคิ้ว ตรัสอย่างไม่พอพระทัย “เจ้าเก้าว่างงานเกินไปหรือ? เหตุใดมาขอเยี่ยมคารวะตั้งแต่เช้าเหมือนเจ้าสี่ก็มิปาน? เขาคงไม่คิดว่านี้คือความกตัญญูหรอกกระมัง?”ระยะนี้ฟ้ายังไม่ทันสว่างองค์ชายสี่ก็รออยู่หน้าพระที่นั่งหย่างซินเพื่อขอเยี่ยมคารวะฮ่องเต้หวู่เดิมทีฮ่องเต้หวู่ยังซาบซึ้งใจ คิดว่าองค์ชายสี่มีความกตัญญูทว่านานวันเข้า ฮ่องเต้หวู่ก็นึกรำคาญอยู่บ้างเรางานยุ่งปวดหัวมาตลอดทั้งวันแล้วองค์ชายเจ้าเองก็ไม่รู้จักหาทางคลายกังวลให้เราเช้าเยี่ยมคารวะ เย็นเยี่ยมคารวะ เว้นเสียแต่แสร้งกตัญญูยังมีความนัยอื่นอีก
ก่อนหน้านี้ไม่ว่ากินสิ่งใดก็ล้วนไม่มีรสชาติ ยากจะกลืนลงไป!อึก...เพียงคำเดียว ดวงเนตรของฮ่องเต้หวู่ก็ทอประกายระยับรสชาติเข้มข้นระเบิดทั่วทั้งต่อมรับรส!รสชาติเลิศล้ำเหลือหลาย!ฮ่องเต้หวู่รู้สึกว่าตนเองมิได้กำลังกินโจ๊ก แต่ดื่มน้ำแกงไก่รสเข้มหนึ่งชาม!ภายในยังมีรสชาติหอมหวานของโจ๊กอีกด้วยความรู้สึกนั้นช่างเหลือจะเชื่อโดยแท้!ฮ่องเต้หวู่กินโจ๊กครึ่งถ้วยหมดภายในคำเดียว เช็ดพระโอษฐ์ตรัสว่า “เราไม่เคยกินโจ๊กอร่อยเพียงนี้มาก่อน! สหายเว่ย ไปนำโจ๊กมาให้เราอีกชาม!”เว่ยซวินตื่นเต้นแทบแย่ ขอบตาร้อนผะผ่าว “ฝ่าบาท พระองค์เสวยแล้ว! กระหม่อมจะไปเดี๋ยวนี้...”ฮ่องเต้หวู่เอ่ยเตือน “ใส่ยาด้วย!”ภายใต้การทำงานของผงปรุงรสไก่ ฮ่องเต้หวู่เสวยโจ๊กถึงสามชาม อิ่มแล้วก็เรอออกมา ตรัสอย่างสลดใจ “สบายยิ่งนัก! เรามิได้กินอิ่มนานมากแล้ว!”เว่ยซวินปาดน้ำตา “ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท! อาการประชวรของพระองค์หายดีแล้ว! ขอบคุณหมอเทวดาซุนมาก! นางยอดเยี่ยมเหลือเกิน ทั้งๆ ที่เป็นดรุณีน้อยคนหนึ่ง กลับสามารถทำยารักษาอาการประชวรของพระองค์ได้ ช่างมีความสามารถโดยแท้!”ฮ่องเต้หวู่หันมองทางหลี่หลงหลิน ตรัสอย่างแปลกพร
ฮ่องเต้หวู่มิได้ผิดคำพูดพระราชโองการหนึ่งฉบับก็ประกาศให้คนทั่วหล้ารู้ในวันนี้เลย!ชื่อของหมอเทวดาซุนชิงไต้ นับตั้งแต่นี้ไปเป็นชื่อที่ผู้คนต่างรู้จักทั่วบ้านทั่วเมืองชื่อที่มาพร้อมกับซุนชิงไต้ยังมียาเทวดาผงปรุงรสไก่อีกด้วยทั่วทั้งเมืองหลวง ไม่ว่าพระญาติราชวงศ์ หรือพ่อค้าอันธพาล ทั้งหมดต่างพากันพูดคุยกันถึงเรื่องนี้ตกลงวิชาแพทย์ของซุนชิงไต้ล้ำเลิศมากเพียงใดยาเทวดาผงปรุงรสไก่นี้ มีรสชาติเช่นไรทว่าไม่มีคนรู้กลับทำให้คนนับไม่ถ้วนประหลาดใจมากยิ่งขึ้น!ณ จวนสกุลซูฮูหยินผู้เฒ่าหลั่งน้ำตาเป็นสาย จับมือเล็กของซุนชิงไต้ “สวรรค์มีเมตตา! กงซูหว่านเป็นขุนนาง ซุนชิงไต้มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วหล้า สร้างชื่อเสียงให้สกุลซู! ข้าดีใจมากเหลือเกิน!”ลั่วอวี้จู๋พูดยิ้มๆ “ฮูหยินผู้เฒ่า นี่มิใช่ความดีความชอบของสวรรค์! แต่เป็นความดีความชอบขององค์ชายเก้าเจ้าค่ะ!”ฮูหยินผู้เฒ่าซูพยักหน้า “ใช่แล้ว! นับตั้งแต่องค์ชายเก้ามา ไม่เพียงกวาดล้างความชั่วร้ายของสกุลซู ทุกวันเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ! พวกเจ้าแต่ละคนยังมีความสามารถมากยิ่งขึ้นไปอีกด้วย!”“เฮ้อ เว้นเสียแต่ซูเฟิ่งหลิงเด็กคนนี้ โง่เขลาเบาปัญญา ทำ
หลี่หลงหลินโคลงศีรษะ เอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ “ความคิด? ความคิดอะไร? ไม่มีขอรับ”ฮูหยินผู้เฒ่าซูมองหลี่หลงหลิน ยิ้มแปลกประหลาด “แต่เหตุใดข้าคิดว่าท่านอยู่กับสะใภ้ทั้งสี่แล้วอารม์ดีมากเหลือเกิน ยิ้มหัวเราะตลอดทั้งวัน? ท่านบอกความจริงข้า ท่านคิดว่าพวกนางเป็นเช่นไร?”หลี่หลงหลินพูดตามสัตย์จริง “พี่สะใภ้ทั้งสี่งดงามอ่อนเยาว์ มีพรสวรรค์มากความสามารถ ล้วนเป็นสตรีที่หาได้ยากยิ่งบนโลกนี้!”ฮูหยินผู้เฒ่าซูถอนหายใจ “ใช่แล้ว พวกนางล้วนเป็นสตรีมากความสามารถ น่าเสียดายชะตาอาภัพ เพิ่งแต่งงานเข้าสกุลซู สามีก็ตายไปแล้ว กลายเป็นแม่ม่าย!”“พวกนางยังอายุน้อย หรือจะรักษาตัวไปชั่วชีวิตกระนั้น?”“ข้าคิดหาสามีที่ดีให้พวกนางมาโดยตลอด ให้พวกนางแต่งออกไป”“ทว่าใต้หล้าจะมีชายสักกี่คนคู่ควรกับพวกนาง?”“มิหนำซ้ำข้าเองก็มิอาจหักใจ! หากพวกนางแต่งออกไป ก็กลายเป็นคนของบ้านอื่น ยากจะไม่ถูกบ้านสามีรังแก! เฮ้อ เพียงข้านึกถึงเรื่องนี้ก็ปวดใจยิ่งนัก!”ฮูหยินผู้เฒ่าซูพูดไป ร้องไห้ออกมาอย่างสุดระงับ ปาดน้ำตาหลี่หลงหลินเองก็ลำบากใจตามลั่วอวี้จู๋ กงซูหว่าน ซุนชิงไต้และหลิ่วหรูเยียน ล้วนเป็นสตรีโดดเด่นพบได้เพียงหนึ่งใน
หลี่หลงหลินพูดความจริงระคนความเท็จ “เรื่องแต่งงาน...”ลั่วอวี้จู๋ตกตะลึง “บัดนี้สกุลซูเกาะขาองค์ชายเก้าเจริญรุ่งเรือง ฮูหยินผู้เฒ่าซูร้อนใจอยากให้พวกท่านรีบแต่งงานกัน ประเดี๋ยวราตรียาวนานจะฝันมากเอาได้”สายตาหลี่หลงหลินกวาดมองใบหน้าของพี่สะใภ้ทั้งสี่ท่าน พูดภายในใจ ไม่เพียงซูเฟิ่งหลิง ฮูหยินผู้เฒ่าซูยังยกพวกท่านทั้งสี่ให้เป็นอนุของข้าอีกด้วย...เรื่องนี้ไม่สามารถให้ซูเฟิ่งหลิงรู้ได้เป็นอันขาดหาไม่แล้ว นางต้องคิดว่าข้าล่อลวงฮูหยินผู้เฒ่า ต้องฆ่าข้าอย่างแน่นอน!ซูเฟิ่งหลิงสวมชุดกระโปรงแดง ใบหน้างดงามร้อนผะผ่าว ความรังเกียจเกลื่อนหน้า “เฮ่อะ! หากมิใช่ฝ่าบาทพระราชทานสมรส ข้าไม่มีวันแต่งกับท่านแน่! เรื่องเพียงแค่นี้ก็ทำได้ไม่ดี! ทั้งๆ ที่ผงปรุงรสไก่เป็นเครื่องปรุง เหตุใดกลายเป็นยาได้เล่า ขายยากยิ่งนัก!”ซุนชิงไต้พยักหน้า “ใช่แล้วๆ! ผงปรุงรสไก่อร่อยมาก! ยากินยากมากนัก! เช่นนี้ไม่กระทบต่อเส้นทางการขายหรือ?”ไม่รอให้หลี่หลงหลินอธิบาย ลั่วอวี้จู๋แย้มยิ้มอ่อนโยน “พวกเจ้าไม่เข้าใจ นี่คือความหลักแหลมขององค์ชายเก้า!”ซูเฟิ่งหลิงไม่ยอมรับ เบ้ปากพลางพูด “หลักแหลมเยี่ยงไร?”สายตาลั่วอวี้จู๋เ
ลั่วอวี้จู๋พูดเกลี้ยกล่อม “ใช่แล้ว น้องหญิง! พวกเราล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน! องค์ชายเก้าทำเช่นนี้ก็เพื่อสกุลซูของพวกเรา! แต่ไหนแต่ไรมาเขาก็ทุ่มเทสุดจิตสุดใจ ทำเพื่อสกุลซูไม่น้อย...”ซูเฟิ่งหลิงจากอายกลายเป็นโกรธ พูดว่า “เช่นนั้นตกลงเขาทำอันใดให้กองทัพสกุลซูบ้างเล่า?”ลั่วอวี้จู๋คิดว่าซูเฟิ่งหลิงไร้เหตุผลอยู่บ้าง อธิบาย “อาหารของกองทัพสกุลซูมีเนื้อทุกมื้อ นี่หรือว่าไม่ใช้เงิน? ยังมีทางฝั่งพี่สะใภ้รองของเจ้า หลังสถาบันวิจัยภูเขาทิศประจิมสร้างเสร็จแล้วก็เริ่มผลิตเหล็กกล้าตีร้อยครั้งได้!”“ไม่ว่าอาวุธหรือเสื้อเกราะก็ล้วนมอบให้กองทัพสกุลซูก่อน!”“เมื่อนั้นกองทัพสกุลซูเตรียมการพรักพร้อม ทหารกล้าม้าแกร่ง...”ขอบตาซูเฟิ่งหลิงแดงก่ำ “ทหารกล้าม้าแกร่ง? ม้าเล่า? กองทัพสกุลซูล้วนไม่มีม้าแม้ตัวเดียว ต่อให้มีอาวุธและชุดเกราะแล้วมีประโยชน์อันใด? หรือต้องอาศัยเท้าเดินต่อสู้กับทหารม้าหุ้มเกราะเหล็กของเผ่าหมาน?”“ท่านรู้ว่ามีความเสียหายมากเพียงใด ทหารมากน้อยเพียงใดต้องสละชีวิตหรือไม่?”“ต่อให้เอาชนะเผ่าหมานได้ คนก็ขี่ม้าหนีไป ท่านจะตามเยี่ยงไร?”“ไม่มีม้า ทั้งหมดก็สูญเปล่า!”พูดจบ ซูเฟิ่งหลิงออ
ณ ศาลากลางทะเลสาบซูเฟิ่งหลิงสวมชุดกระโปรงแดง กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นหลี่หลงหลินไอ้คนชั่ว ทุกวันล้วนเกียจคร้าน รู้เพียงหาเงินๆ!รู้เพียงหาเงินเท่านั้น เทียบกับตู้เหวินยวนพวกขุนนางทุจริตเหล่านั้น แตกต่างกันที่ใด?รอจนกระทั่งกองทัพเผ่าหมานบุกมาแล้ว หาเงินมากมายยังมีประโยชน์อันใด?ยังมิใช่เย็บชุดเจ้าสาวแทนคนอื่นอีกหรือ?มิหนำซ้ำตนเองก็กล่าวคำสาบานไปแล้ว ชนเผ่าป่าเถื่อนทางแดนเหนือไม่ถอยทัพ ก็ไม่มีวันแต่งงานเป็นอันขาดเหตุใดเขาไม่เข้าใจ?หรือต้องให้ตนเองไม่แต่งกับใครไปชั่วชีวิตกระนั้นรึ?“อย่าร้องเลย!”ไม่รู้หลี่หลงหลินมาอยู่ข้างหลังนางตั้งแต่ยามใด เอ่ยปลอบเสียงนุ่มนวลซูเฟิ่งหลิงว้าวุ่น ปาดน้ำตาบนใบหน้า “ฮึ! เจ้าไม่ต้องสนใจข้า! ยิ่งไปกว่านั้น ใครร้องไห้กันเล่า!”หลี่หลงหลินพูดยิ้มๆ “เช่นนั้นบนหน้าเจ้าคือสิ่งใด?”ซูเฟิ่งหลิงยังปากแข็งดังเดิม “ลมแรงทรายพัดเข้าตา มิได้หรือ?”หลี่หลงหลินพูดสีหน้าจริงจัง “เมื่อครู่ข้าคุยกับพวกพี่สะใภ้แล้ว! คิดว่าเจ้าพูดมีเหตุผล! มีเพียงขี่ม้าถึงจะสามารถต่อสู้กับทหารม้าได้!”ซูเฟิ่งหลิงชะงัก มองหลี่หลงหลินอย่างไม่เข้าใจ “นี่ท่านกำลังพูดเรื่องใด?”
ในที่สุดจางอี้ก็เข้าใจว่าเหตุใดหลี่หลงหลินจึงจับผิดสำนักปราชญ์ไม่ปล่อย จับบัณฑิตขังคุกทีละคนสำนักปราชญ์อาจมีอำนาจทางวาจา แต่กลับไร้ซึ่งกำลังทหารคนธรรมดาไร้ความผิด แต่หากมีทรัพย์สมบัติล้ำค่าติดตัว ก็อาจนำภัยมาสู่ตนนี่ไม่ใช่เนื้อชิ้นโตแล้วจะเป็นอะไร?หลี่หลงหลินยิ้ม “เงินแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้? ไป! ตามข้าไปพบฉินฮั่นหยางกันอีกครั้ง!”เมื่อพูดจบแล้วหลี่หลงหลินจึงพาซูเฟิ่งหลิงและจางอี้ไปยังห้องขังของฉินฮั่นหยางอีกครั้ง“รัชทายาท!”“ท่านช่างใจร้ายนัก!”ฉินฮั่นหยางจ้องหลี่หลงหลินเขม็ง ดวงตาลุกโชนราวกับเปลวไฟความเจ้าเล่ห์ขององค์รัชทายาทผู้นี้ ช่างน่ากลัวจนทำให้ผู้คนโกรธเกรี้ยวถึงขีดสุดหลี่หลงหลินโบกมือ “ข้าขี้เกียจพูดมาก! ราคาเดียว หนึ่งล้านตำลึง ขาดแม้แต่ตำลึงเดียวก็ไม่ได้!”ฉินฮั่นหยางส่ายหน้า “ไม่มีทาง!”หลี่หลงหลินแสยะยิ้ม “ดี! ข้าชี้ทางสว่างให้เจ้าแล้ว แต่เจ้ากลับไม่ยอมเดิน เลือกที่จะเดินบนสะพานไม้ซุง! อย่ามาโทษว่าข้าไร้ความปรานีก็แล้วกัน! ไป!”เมื่อสิ้นเสียงหลี่หลงหลินไม่รอให้ฉินฮั่นหยางได้ตอบโต้ใดๆ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป“???”ฉินฮั่นหยางมองตามหลังหลี่หลงหลินด้วย
“ขออภัยด้วย!”“ศิษย์ขอไปก่อน หากออกไปได้ ข้าจะหาทางช่วยอาจารย์ออกมาให้ได้ขอรับ!”เหล่าบัณฑิตรีบเขียนจดหมายให้คนทางบ้านส่งเงินมาให้ เมื่อจะจากไปยังไม่ลืมคำนับคารวะต่อหน้าบัณฑิตเช่นฉินฮั่นหยางฉินฮั่นหยางหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธพวกเจ้าช่างทรยศนัก!ทิ้งข้าไว้เช่นนี้หรือ?พวกเจ้ารู้จักคำว่าเคารพครูบาอาจารย์หรือไม่? จิตใจของพวกเจ้าเหี่ยวเฉาเสียจนสิ้นดีแล้วหรือ?ตำราที่พวกเจ้าอ่านมา หรือว่าลงกระเพาะสุนัขไปแล้วงั้นรึ?สิ่งที่ฉินฮั่นหยางไม่อาจรับได้ยิ่งกว่าคือแม้แต่อาจารย์วัยชราหลายคนก็ทนไม่ไหว ต่างหยิบเงินหนึ่งพันตำลึงออกมาแล้วออกจากคุกไป“ช่าง...”“ไร้เหตุผลสิ้นดี!”“สำนักปราชญ์เลี้ยงคนเหล่านี้ไว้เสียข้าวสุกจริงๆ!”“ยามสุขร่วมเสพ ยามทุกข์ร่วมต้านทานไม่ได้!”เหล่าบัณฑิตโดยมีฉินฮั่นหยางเป็นผู้นำ มองไปยังบัณฑิตและอาจารย์ที่จากไปด้วยความอิจฉาความจริงแล้ว พวกเขาก็อยากจากไปเช่นกันคุกเป็นสถานที่เช่นไร ใครที่เคยอยู่ย่อมรู้ซึ้งมันไม่ใช่ที่ที่มนุษย์จะอาศัยอยู่ได้อีกอย่าง ฉินฮั่นหยางใช้ชีวิตอย่างสุขสบายมานาน ย่อมไม่อาจทนทุกข์เช่นนี้ได้ปัญหาคือเงินหนึ่งล้านตำลึงมันมากมายเกินไป
จางอี้มีสีหน้างุนงงเงินไถ่ชีวิตราษฎรเพียงหนึ่งอีแปะบัณฑิตต่ำที่สุดหนึ่งร้อยตำลึงสูงที่สุดหนึ่งล้านตำลึงความแตกต่างนี้ช่างราวกับฟ้าและเหวโดยแท้นี่เห็นได้ชัดว่าหลี่หลงหลินต้องการลงมือกับสำนักปราชญ์!ฉินฮั่นหยางโมโหตัวสั่น จับจ้องหลี่หลงหลิน “ผู้สูงศักดิ์ราคาแพง? คนจนราคาถูก? นี่ถือสิทธิ์อะไร?”หลี่หลงหลินยิ้มเย็น พูดเย้ยหยัน “เรายังอยากถามเจ้า เกิดและเติบโตโดยพ่อแม่เฉกเดียวกัน ถือสิทธิ์อะไรพวกเจ้าบัณฑิตสูงส่งกว่าหนึ่งขั้น? นี่ถือสิทธิ์อะไร?”ฉินฮั่นหยางชะงักไป ไม่พูดอีกหลี่หลงหลินคร้านจะพูดไร้สาระ หันหน้าหาจางอี้ ออกคำสั่ง “ทำตามที่เราบอก!”จางอี้พยักหน้า มาที่ด้านหน้าคุก ถ่ายทอดคำพูดเมื่อครู่ของหลี่หลงหลินหนึ่งรอบเหล่าราษฎรฮือฮา ดวงตาเบิกโพลง ใบหน้าเปี่ยมความรู้สึกเหลือจะเชื่อหนึ่งอีแปะ ก็สามารถแลกกับอิสระได้แล้วหรือ?จริงหรือนี่?ทว่า เหล่าราษฎรกลับกังวลประการแรกคือตนเองออกมารับชมความครึกครื้น บนตัวไม่มีเงินแม้อีแปะเดียวประการที่สองคือรัชทายาทมิได้หลอกคนเพียงครั้งเดียวหากเขาหลอกตนจะทำเช่นไร?เจิ้งถูฮู่กลับดีใจมาก ยื่นเงินหนึ่งก้อนออกไป “นี่คือเงินหนึ่งตำลึง
จางอี้เตรียมการไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ทางหนึ่งสั่งผู้อยู่ใต้อาณัติ ใช้ปลอกดาบเคาะตีที่กรงเหล็ก ตะคอกนักโทษภายในคุก ทางหนึ่งคุ้มกันหลี่หลงหลิน ก้าวเท้าฉับไวเข้าไปยังส่วนลึกที่สุด ชี้ประตูห้องขังแห่งหนึ่ง “องค์ชาย ฉินฮั่นหยางอยู่ข้างในนี้พ่ะย่ะค่ะ”ฉินฮั่นหยางอยู่ห้องขังเดี่ยวไม่ใช่เพราะเขาเป็นบัณฑิตทรงคุณวุฒิ มีสิทธิพิเศษอะไรแต่เพราะมีตัวอย่างของซ่งชิงหลวน หากฉินฮั่นหยางอยู่ที่คุกด้านนอก ตายไปอย่างคลุมเครือ จางอี้ก็ยากจะหาข้อแก้ตัว รองผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรนี้เขาก็ไม่ต้องทำแล้วเพราะเหตุนี้ฉินฮั่นหยางไม่เพียงขังอยู่ในห้องขังเดี่ยว ประตูยังมีองครักษ์เสื้อแพรเฝ้าอีกสองคน รับรองไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดหลี่หลงหลินผลักเปิดประตูเข้าห้องขัง ได้เห็นฉินฮั่นหยางกำลังนั่งขัดสมาธิ“ฮึๆ รัชทายาท เจ้ามาหาข้าว่องไวถึงเพียงนี้เชียวหรือ!”“อะไรกัน?”“เจ้ามาเชิญข้าออกไปหรือ?”“บอกเจ้า ข้าอยู่ที่นี่สบายมากนัก! เว้นเสียแต่เจ้าคุกเข่าบนพื้น โขกศีรษะสามครั้ง ขอร้องให้ข้าออกไป! หาไม่แล้ว ชาตินี้ข้าก็จะอยู่ที่นี่!”เสียงฉินฮั่นหยางแหบพร่า ใบหน้าประดับยิ้มเย็นหลายวันมานี้ เขาด่าอย่างหยาบคาย เสียงแห
หลี่หลงหลินลูบจมูก สบมองหนิงชิงโหวอย่างพูดไม่ออก “สหายร่วมสำนักศึกษาของเจ้านี้คิดมากเกินไปแล้ว ข้ามิใช่เทพเซียนเสียหน่อย เพียงแค่ตัวอักษรของจดหมายนิรนามก็สามารถหาตัวเขาได้แล้วกระนั้น?”หนิงชิงโหวยิ้มแห้ง “องค์ชาย ท่านยังไม่รู้ คนบนโลกล้วนพูดว่าท่านฉลาดปราดเปรื่องเหนือกว่ามนุษย์ เป็นปีศาจ...”หลี่หลงหลินยิ้มขมปร่าตนเองให้เสด็จพ่อยกเว้นเก็บภาษีราษฎรสามปี พวกเขายังพูดว่าตนเป็นปีศาจอีกนะคนดี เป็นได้ยากยิ่ง!“ในเมื่อเป็นเช่นนี้...”หลี่หลงหลินใคร่ครวญ พูดกับหนิงชิงโหว “เจ้าไปบอกให้ซูเฟิ่งหลิงเตรียมรถม้า ไปที่คุกใหญ่กับข้า”หนิงชิงโหวค้อมตัว “น้อมรับคำสั่ง”ครู่ต่อมารถม้าคันหนึ่งแล่นออกจากภูเขาทิศประจิม มุ่งหน้าไปสู่คุกใหญ่กรมอาญาบัดนี้คุกใหญ่กรมอาญามีคนเนืองแน่น ภายในถูกยัดไว้แน่นเอียด เสียงโอดครวญดังระงมผู้คุมเรือนจำต้องควบคุมนักโทษมากถึงเพียงนี้ ยุ่งแทบตายตั้งแต่เช้าจรดเย็น เหนื่อยเสียจนพูดไม่ออกหากไม่ใช่เพราะจางอี้พาองครักษ์เสื้อแพรมาคุมเชิง พวกเขากล้าโมโหแต่ไม่กล้าพูดอันใด ป่านนี้คงหนีหายไม่ทำแล้วเห็นหลี่หลงหลินและซูเฟิ่งหลิงลงจากรถม้า จางอี้รีบเข้าไปต้อนรับ โค้งคำนั
มีนับล้านคน!ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าหลี่หลงหลินเป็นเทพเซียนบนสวรรค์ สามารถใช้กำลังเพียงฝ่ายเดียวเป็นศัตรูกับสำนักปราชญ์ได้?น่าขันจริงเชียว!หลี่เทียนฉี่รีบหยิบหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยออกมา ถือไว้ด้วยสองมือ “นี่คือหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยฉบับล่าสุด เชิญท่านผ่านตา!”สีหน้าเสิ่นชิงโจวเปลี่ยนไป รีบรับไปอ่านอย่างละเอียดของสิ่งอื่นเขาสามารถไม่ใส่ใจได้เว้นแต่เพียงหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยเจ้าสิ่งใหม่นี้ ทำให้เสิ่นชิงโจวไม่มั่นใจ กระวนกระวายว้าวุ่น“นี่...ก็ไม่มีอันใดพิเศษนี่”เสิ่นชิงโจวอ่านหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยอย่างละเอียดหนึ่งรอบ สีหน้าแปลกใจเดิมทีคิดว่าหลี่หลงหลินจะเขียนเรื่องวันพิธีสักการะฟ้าดินออกมาเพื่อฉวยโอกาสปรักปรำสำนักปราชญ์สรุปว่าไม่เป็นเช่นนั้นหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยฉบับนี้ เทียบกันแล้วธรรมดามาก คล้ายรีบทำออกมา ไม่เขียนถึงพิธีสักการะฟ้าดินเลยแม้แต่น้อยหลี่เทียนฉี่รีบสืบเท้าขึ้นไป ชี้ตำแหน่งใจกลางหน้าหนังสือพิมพ์ “ท่านอาจารย์ ท่านดูที่นี่...”เสิ่นชิงโจวจ้องมอง ในที่สุดก็พบประกาศเกี่ยวกับจดหมายนิรนาม ทันใดนั้นสีหน้าแข็งทื่อดุจเหล็ก “รัชทายาท นี่
สิบห้าค่ำเดือนอ้าย ก่อนวันเทศกาลโคมไฟ หลี่หลงหลินจะต้องจัดการสำนักปราชญ์พูดให้ถูกก็คือเหลืออีกเพียงสิบสี่วันเวลานั้นสั้นนัก ไม่อาจพลาดไปได้แม้เสี้ยวนาทีรุ่งเช้าวันต่อมาหลี่หลงหลินและกงซูหว่านมายังภูเขาทิศประจิม ให้เหล่าช่างฝีมือพิมพ์หนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยฉบับใหม่เริ่มงานวันที่สองเดือนอ้าย เหล่าช่างฝีมือย่อมไม่พอใจทว่าหลี่หลงหลินลงมืออย่างใจกว้าง รับปากเพิ่มค่าทำงานล่วงเวลาให้เหล่าช่างฝีมือเหล่าช่างฝีมือยิ้มกว้างอย่างดีใจ ไม่บ่นอีกสองวันต่อมาหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยฉบับใหม่ก็ออกมาเหล่าเด็กขายหนังสือพิมพ์บุกฝ่าหิมะ ขายตามตรอกเล็กซอยน้อย การค้าขายดีมากการขายหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยกลายเป็นความคุ้นชินของราษฎรภายในเมืองหลวงแล้วยังมีคนฉลาดบางส่วน สบช่องทางการค้า ลอบรับซื้อหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยโดยเฉพาะฉบับแรกรวมถึงภาคผนวกฉบับใหม่ล่าสุด ไม่เพียงพิเศษ ยังผลิตเป็นจำนวนน้อย สามารถขายได้ในราคาสูงบนตลาดมืด“หา?”“นี่คืออันใด?”“รัชทายาทต้องการให้พวกเราเขียนจดหมายร้องเรียนนิรนามฟ้องร้องสำนักปราชญ์?”“นี่แปลกมาก!”เหล่าราษฎรเห็นโฆษณาบนหนังสือพิมพ์ ดวง
“หลายปีมานี้สำนักปราชญ์ผูกขาดการสอบขุนนาง คนถูกสับเปลี่ยนข้อสอบเหมือนหนิงเซิงมีมากมายนับไม่ถ้วน”“เพียงน่าเสียดายสำนักปราชญ์ยิ่งใหญ่ ร่วมมือกับทางการทุจริต ต่อให้ภายในมือพวกเขามีหลักฐาน แต่ก็ไม่สามารถร้องขอความเป็นธรรมได้!”“สามารถใช้หนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยประกาศออกไปได้ ให้คนเหล่านี้ล่วงรู้ว่าพวกเขาสามารถเขียนจดหมายถึงข้าโดยไม่เปิดเผยชื่อ เพื่อให้ข้าร้องทุกข์แทนพวกเขาได้!”กงซูหว่านชะงักไป ใบหน้าเผยแววดีใจยังสามารถทำเช่นนี้ได้?อานุภาพของหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยมากกว่าที่ตนเองคิดไว้อย่างแท้จริง“แต่...”กงซูหว่านยังลังเลเล็กน้อย “องค์ชาย น่ากลัวว่าไม่ได้! วิธีที่ท่านพูด แม้ว่ามีเหตุผลที่แน่นอน แต่พลังอำนาจของสำนักปราชญ์กลับยิ่งใหญ่ ไม่แน่ว่าคนเหล่านี้จะกล้าเขียนจดหมายร้องเรียนและมอบหลักฐานให้พวกเรา...”ลั่วอวี้จู๋คิดไปไกลยิ่งกว่านั้น “หากเปิดให้มีการร้องเรียน น่ากลัวว่าหายนะที่ตามมาจะไม่มีที่สิ้นสุด! หากมีคนตั้งใจก่อกวน สร้างหลักฐานเท็จ กล่าวหาคนดี นั่นจะทำเช่นไร?”ในยุคสมัยโบราณ เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ปรักปรำคนดี โทษการกล่าวหาเท็จรุนแรงมากนักหากมั่นใจแล้วว่ากล่าวหาเท็
“แต่...”กงซูหว่านหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง ทำใจให้สงบลง “ท่านวางแผนโจมตีสำนักปราชญ์ น่ากลัวว่าไม่ง่ายถึงเพียงนั้น! ประวัติศาสตร์นับพันปี ฮ่องเต้ผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ ขั้วอำนาจเปลี่ยนผัน ธงใหญ่บนกำแพงเมืองเปลี่ยนไปอย่างไม่หยุดหย่อน แต่มีเพียงสำนักปราชญ์ไม่เคยล้มลง”“รากฐานของสำนักปราชญ์หยั่งลึกเกินกว่าที่ท่านคิดไว้มากนัก!”“ท่านฆ่าบัณฑิตทรงคุณวุฒินั้นง่าย ก็แค่หนึ่งชีวิตเท่านั้น ขอเพียงยอมรับเสียงก่นด่าก็พอ!”“แต่ หากท่านต้องการตัดรากถอนโคนสำนักปราชญ์ นั่นยากมากเหลือเกิน”สำนักโม่ถูกสำนักปราชญ์ทำลายกงซูหว่านเป็นคนรุ่นหลังของสำนักโม่ โกรธแค้นสำนักปราชญ์ลึกถึงกระดูก ใคร่ครวญอยู่ทุกขณะจิต จะใช้วิธีการใดทำลายสำนักปราชญ์สรุปคือไม่ได้อะไรสำนักปราชญ์แข็งแกร่งเกินไปต่อให้เป็นสำนักโม่ ก็มีโอกาสเพียงน้อยนิดต่อให้หลี่หลงหลินเป็นรัชทายาท ต้องการใช้กำลังเพียงคนเดียวล้มสำนักปราชญ์ ตัดรากถอนโคนให้สิ้นซากนี่จะเป็นไปได้จริงหรือ?หลี่หลงหลินหัวเราะเบาๆ “พี่สะใภ้รอง ไม่ว่าเรื่องใดล้วนขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นของคน ไม่ลองดู จะรู้ได้เยี่ยงไร? ยิ่งไปกว่านั้น หนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยในมือข้ายั