หรือว่าจะมาปล้น? เว่ยซวินสูดหายใจลึก พยายามสงบสติอารมณ์แล้วตะโกนว่า: “พวกเจ้าต้องการทำอะไร? นี่คือรถม้าขององค์ชายเก้า! พระองค์กำลังจะเข้าวังเพื่อเข้าเฝ้าฝ่าบาท พวกเจ้ารีบหลีกทางไป!” เว่ยซวินเป็นพระเก้าพันปี มีชื่อเสียงมากกว่าหลี่หลงหลินหลายเท่า แต่เป็นชื่อเสียงด้านที่ไม่ดี เพราะไม่รู้ว่าชาวบ้านเหล่านี้ต้องการทำอะไร เว่ยซวินไม่กล้าเปิดเผยตัวตน จึงใช้ชื่อของหลี่หลงหลินมาอ้างแทน แม้ว่าชื่อเสียงของหลี่หลงหลินจะไม่ดีนัก แต่ช่วงนี้ก็มีแนวโน้มที่จะดีขึ้น ตุ้บ! สิ่งที่เว่ยซวินไม่คาดคิดก็คือ ชาวบ้านเหล่านี้ต่างคุกเข่าลงพร้อมกัน จากนั้นก้มลงคำนับแล้วพูดว่า: “องค์ชายเก้า ขอร้องล่ะ ท่านช่วยเราด้วย!” ม่านถูกเปิดออก หลี่หลงหลินก้าวออกมา กวาดสายตามองดูพวกชาวบ้าน: “นี่....พวกเจ้า..” ผู้เฒ่าคนหนึ่งซึ่งเป็รผู้นำในกลุ่มคน เอ่ยด้วยน้ำตาไหลอาบแก้ม: “องค์ชายเก้า เมื่อคืนนี้ขอบคุณท่านมากที่พาคนมาเสี่ยงชีวิตดับไฟ! ความกรุณาครั้งนี้ เราเห็นด้วยตา จดจำในใจไปจนวันตาย!!” “ถ้าไม่มีท่าน อย่าว่าแต่บ้านเลย แม้แต่ครอบครัวก็...” ผู้หญิงคนหนึ่งอุ้มเด็กหญิงวัยประมาณสามสี่ขวบอยู่ในอ้อมแขน เอ่ยด้วยรู้
ณ ตำหนักหยั่งซิน บรรยากาศภายในตึงเครียดเป็นอย่างมาก ฮ่องเต้หวู่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรด้วยสีหน้าบึ้งตึงโดยไม่พูดอะไร เหล่าขุนนางข้าราชการทั้งหมดต่างคุกเข่าอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าหวาดกลัว และไม่มีใครกล้าพูดอะไร “ฝ่าบาท!” “องค์ชายเก้าและซูเฟิ่งหลิงมาถึงแล้ว!” เว่ยซวินสาวเท้าก้าวเล็ก ๆ มาที่หน้าฮ่องเต้หวู่ “เชิญ!” ฮ่องเต้หวู่ดวงตาเป็นประกาย จากนั้นก็รีบพูด หลี่หลงหลินและซูเฟิ่งหลิงเข้ามาในตำหนัก ทั้งสองคุกเข่าคำนับ จากนั้นฮ่องเต้หวู่ก็พูดขึ้นอย่างร้อนใจ: “ในเมื่อคนมาครบแล้ว! เจ้ากรมอาญา เจ้าจงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้อีกครั้ง!” เจ้ากรมอาญาก้าวไปข้างหน้า พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ: “กราบทูลฝ่าบาท! เมื่อคืนนี้มีกลุ่มคนชุดดำบุกเข้าไปในคุกหลวง และลงมือฆ่าผู้คุมหลายสิบนาย นักโทษอีกกว่าร้อยคน พร้อมทั้งชิงตัวองค์ชายหกไป!” “จากนั้น พวกเขาก็จุดไฟเผาคุกหลวง!” “มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ความเสียหายประเมินค่าไม่ได้!” “ความเสียหายที่เฉพาะเจาะจง กำลังคำนวณอยู่...” เมื่อหลี่หลงหลินได้ยินอย่างนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะตกใจ เขารู้ว่าไฟไหม้ที่คุกหลวงต้องเป็นการจงใจ แต่เข
ถ้าประกาศออกไปว่าเป็นคนขององค์ชายหกที่บุกเข้าไปในคุก ฆ่าคนและวางเพลิง ชาวบ้านจะต้องโกรธแค้นอย่างแน่นอน ก่อให้เกิดเรื่องวุ่นวายใหญ่โต! ด้วยเหตุนี้ ฮ่องเต้หวู่จึงต้องการคนมาช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยในเมืองหลวงอย่างเร่งด่วน เหล่าขุนนางทั้งหมดก้มหน้าไม่พูดอะไร การรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นเรื่องของแม่ทัพ พวกเขาเป็นข้าราชการ จะช่วยอะไรได้ล่ะ? สายตาของฮ่องเต้หวู่ที่เต็มไปด้วยความคาดหวังจับจ้องไปที่หลี่หลงหลิน: “เจ้าเก้า เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไร?” หลี่หลงหลินเข้าใจทันที ฮ่องเต้หวู่กำลังคิดถึงทหารพ่ายศึกของตระกูลซูอีกแล้ว! พระองค์ต้องการยืมกองกำลังทหารชั้นยอดนี้มาช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยในเมืองหลวง สำหรับฮ่องเต้หวู่ นี่เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล แต่หลี่หลงหลินย่อมไม่สามารถยอมรับสิ่งนี้ได้! ทหารพ่ายศึกหนึ่งพันนายนี้ เป็นเหมือนประกายไฟสุดท้ายของกองทัพตระกูลซู! ประกายไฟเล็ก ๆ สามารถลุกลามเป็นไฟใหญ่ได้ ตราบใดที่พวกเขายังอยู่ จิตวิญญาณของกองทัพตระกูลซูก็ยังอยู่! ถ้าพวกเขาถูกฮ่องเต้หวู่ยืมตัวไป กองทัพตระกูลซูที่หลี่หลงหลินสร้างขึ้นใหม่ จะยังเป็นกองทัพตระกูลซูอยู่อีกหรือ?
ฮ่องเต้หวู่มองทอดสายตาไปยังเว่ยซวิน ถามว่า: “เว่ยกงกง เจ้าเก้าเสนอให้จัดตั้งองครักษ์เสื้อแพร และเสนอให้เจ้าเป็นผู้บัญชาการ เจ้าคิดเห็นอย่างไร?” เว่ยซวินสมองอื้ออึง ยังไม่ทันได้ตอบสนอง อำนาจของขันทียิ่งใหญ่หรือไม่? แน่นอนว่าใหญ่! แต่อำนาจของขันที แม้จะใหญ่ ก็จำกัดอยู่แค่ในราชสำนัก! พูดตรง ๆ ขันทีก็แค่สามารถโต้เถียงกับข้าราชการและเล่นเกมการเมืองได้เท่านั้น ถ้าเจอคนที่ไม่ฟังเหตุผล เช่น หลีเฟิงอวิ๋น ท่านอ๋องที่มีอำนาจทหารแบบนี้ ขันทีก็ไร้ประโยชน์! เว่ยซวินยังจำได้ว่า หลีเฟิงอวิ๋นถือดาบบุกเข้ามาในตำหนักหยั่งซิน หมายมาดจะทำร้ายฮ่องเต้หวู่ มีเพียงเขาคนเดียวที่ยืนขวางหลีเฟิงอวิ๋น พยายามปกป้องฮ่องเต้หวู่ สุดท้ายก็ถูกเตะกระเด็นออกไป ความรู้สึกอับอายและไร้ทางสู้แบบนั้น เว่ยซวินไม่อยากลิ้มรสอีกเป็นครั้งที่สองในชีวิตนี้! ถ้าตอนนั้น เว่ยซวินมีองครักษ์เสื้อแพรที่รู้เรื่องวรยุทธ์อยู่ข้าง ๆ สักสองสามคน หลีเฟิงอวิ๋นจะกล้าทำตัวอวดดีแบบนั้นหรือ? เว่ยซวินกระหายอำนาจทางทหารมานานแล้ว นี่คือเหตุผลที่เว่ยซวินส่งลูกบุญธรรมไปอยู่ในกองทัพ! แต่สุดท้าย ก็เพราะไปทำให้จางเฉวียนหรงกั๋
จิ้งจอกเฒ่าอย่างตู้เหวินยวน ก็มองออกว่าฮ่องเต้หวู่กำลังคิดถึงทหารพ่ายศึกของตระกูลซู การปลดเจ้าเมืองเมืองหลวงก็เป็นสัญญาณเตือนแล้ว! ถ้าหลี่หลงหลินตกลงมอบทหารพ่ายศึกของตระกูลซูให้ฮ่องเต้หวู่ ฮ่องเต้หวู่จะต้องแต่งตั้งหลี่หลงหลินเป็นเจ้าเมืองเมืองหลวงอย่างแน่นอน! เพราะท้ายที่สุดแล้ว นอกจากหลี่หลงหลินและซูเฟิ่งหลิงแล้ว ก็ไม่มีใครสามารถบัญชาการทหารพ่ายศึกของตระกูลซูได้! และถ้าหลี่หลงหลินเป็นเจ้าเมืองเมืองหลวง อำนาจในมือของเขาก็จะใหญ่เกินไป คุกคามผลประโยชน์ของกลุ่มข้าราชการ นี่คือสิ่งที่ตู้เหวินยวนและคนอื่น ๆ ไม่อยากเห็น ดังนั้น เมื่อฮ่องเต้ต้องการจัดตั้งองครักษ์เสื้อแพร พวกเขาจึงทำได้แค่ยอมรับ! แต่ไม่คาดคิดเลยว่า หลี่หลงหลินกลับให้เว่ยซวินเป็นผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพร และให้จางอี้บุตรชายของหรงกั๋วกงเป็นรองผู้บัญชาการ ด้วยวิธีนี้ ทำให้เกิดความสมดุลระหว่างอำนาจของขันทีและชนชั้นสูง และใช้องครักษ์เสื้อแพรทำให้ขันทีและชนชั้นสูงร่วมมือกัน จากนี้ไป กลุ่มข้าราชการจะมีที่ยืนอีกหรือ? ตู้เหวินยวนทนไม่ไหวอีกต่อไป เขากระโดดตัวออกมาคัดค้าน: “ฝ่าบาท ข้าน้อยไม่เห็นด้วย...” ข
พบองค์ชายหกแล้วหรือ? ทุกคนต่างตกตะลึง ฮ่องเต้หวู่เอ่ยด้วยเสียงสั่นเทา: “เจ้าสาม จริงหรือ? เจ้าพบเจ้าหกแล้วหรือ? คนอยู่ไหน? รีบพามาเขามาเร็ว!” หลีเฟิงอวิ๋นโค้งคำนับ: “รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ! คนข้างนอกนำเขาขึ้นมา!” ทันใดนั้นก็มีองครักษ์หลายคนเข็นรถเข้ามา บนรถมีโลงศพวางอยู่! ฮ่องเต้หวู่ตะลึง: “นี่...นี่มันอะไรกัน?” หลีเฟิงอวิ๋นพูดอย่างเย็นชา: “กราบทูลเสด็จพ่อ ศพของเจ้าหกอยู่ในโลงศพนี่” ข้าราชการทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ต่างตกตะลึง องค์ชายหกสิ้นพระชนม์แล้วหรือ? สิ่งที่หลีเฟิงอวิ๋นนำกลับมาคือศพของพระองค์หรือ? เกิดอะไรขึ้นกันแน่! หลี่หลงหลินก็มีสีหน้าตกใจ เขาจ้องมองไปที่โลงศพ ชีวิตของเจ้าหก เขาเป็นคนช่วยไว้ เพื่อล่อให้งูออกจากรู หาตัวผู้บงการที่อยู่เบื้องหลัง! ตอนนี้ เจ้าหกตายแล้ว! ในหัวของหลี่หลงหลินมีเพียงคำสี่คำผุดขึ้นมา - การฆ่าปิดปาก! คนที่พบศพเป็นคนแรก มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นฆาตกร! กล่าวคือ ถ้าเจ้าหกตายแล้วจริง ฆาตกรก็น่าจะเป็นหลีเฟิงอวิ๋น! ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการล่มสลายของกองทัพตระกูลซู ก็ต้องเป็นเขาอย่างแน่นอน! ร่างกายของซูเฟิ่งหลิงสั่นเทา ดวงตาจ้องมอ
ยิ่งไปกว่านั้นเหตุใดเผ่าหมานจึงบุกเข้าคุกหลวงและจับตัวองค์ชายหกไป?ภายในนี้มีจุดน่าสงสัยมากเกินไปแล้ว!ฮ่องเต้หวู่ไม่มีวันหลงเชื่ออย่างง่ายดาย!หลี่เฟิงอวิ๋นเอ่ยปาก “เสด็จพ่อ ลูกนำศพของเผ่าหมานกลับมาด้วย! บัดนี้อยู่ที่ภายนอกพ่ะย่ะค่ะ!”ฮ่องเต้หวู่ขมวดคิ้วแน่น “ไป! ตามเราออกไปดู!”เหล่าขุนนางเองก็แปลกใจมากภายในใจ เดินตามหลังฮ่องเต้หวู่ มาที่นอกตำหนักกลิ่นคาวเลือดชำแรกจมูกศพมากมายวางเกลื่อนลาน ใบหน้าบิดเบี้ยว เปียผม ก็คือคนเผ่าหมานอย่างแท้จริง!ฮ่องเต้หวู่ตกตะลึงพรึงเพริด “พวกเขา พวกเขาก็คือนักฆ่าที่ฆ่าเจ้าหกกระนั้นรึ?”หลี่เฟิงอวิ๋นพยักหน้า “ใช่พ่ะย่ะค่ะ! ลูกสงสัยว่ามีคนสอดแนมเผ่าหมานจำนวนมากลอบเข้ามาถึงเมืองหลวง วางแผนชั่วร้าย! ลูกขอพระราชทานอนุญาตให้ทหารม้าหุ้มเกราะแห่งซีเหลียงสามพันคนเข้าเมืองหลวง ตามล่าคนสอดแนม ปกป้องความสงบ!”ตู้เหวินยวนคุกเข่าในทันใด “ฝ่าบาท คิดไม่ถึงมีคนเผ่าหมานมากเพียงนี้ลอบเข้าเมืองหลวง! ไม่ปลอดภัยเกินไปแล้ว! ซีเหลียงอ๋องซื่อสัตย์ภักดี ทำเพื่อปกป้องราษฎร์! ฝ่าบาทได้โปรดรับข้อเสนอของเขา ให้ทหารม้าหุ้มเกราะแห่งซีเหลียงเข้าเมืองหลวงด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”
หลี่เฟิงอวิ๋นสงสัย “เช่นนั้นจะทำเยี่ยงไร?”หลี่หลงหลินอธิบาย “หากราษฎร์ตื่นตระหนก ก็ต้องหาทางหนี! หากเหล่าราษฎร์ล้วนหนีไปทั้งหมดแล้ว เมืองหลวงกลายเป็นเมืองร้างแห่งหนึ่ง เมื่อนั้นร้านรวงปิดตัวลง ซบเซาไปทั้งหมด กิจการของใต้เท้าทุกท่านก็ต้องจมดิ่งลง!”ได้ยินถ้อยคำนี้ เหล่าขุนนางชนชั้นสูงต่างมีสีหน้าไม่สบอารมณ์องค์ชายเก้ามิได้เจตนาพูดให้ผู้อื่นตกใจเมื่อไม่นานมานี้ราคาของร้านค้า ที่ดิน ที่นา ทั้งหมดล้วนจมดิ่งภายในระยะเวลาอันสั้นทรัพย์สินภายในมือของพวกเขาก็ละลายหายไปกับสายน้ำ ชนิดที่ว่าไร้ค่าไปแล้วประสบการณ์น่าหวาดกลัวเพียงนี้ พวกเขาไม่อยากประสบอีกเป็นครั้งที่สองหรอกนะเหล่าชนชั้นสูงรีบคัดค้านในทันใด “กองทัพทหารม้าหุ้มเกราะแห่งซีเหลียงเข้าเมือง ส่งผลกระทบมากเกินไป กระหม่อมไม่เห็นด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”ขุนนางบุ๋นก็มิใช่เหล็กหนึ่งก้อนโดยเฉพาะยามเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของตน มีขุนนางบุ๋นไม่น้อยหวั่นไหวแล้วเสนาบดีสองสามคนแปรพักตร์ “แม้ว่าซีเหลียงอ๋องทำความดีความชอบ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องโอ้อวดใหญ่โตเพียงนี้ กองทัพใหญ่เข้าเมือง ชวนให้คนตื่นตระหนก!”หลี่หลงหลินสบโอกาสพูด “ใช่แล้ว! กองทัพทหารม
หลี่หลงหลินลูบจมูก สบมองหนิงชิงโหวอย่างพูดไม่ออก “สหายร่วมสำนักศึกษาของเจ้านี้คิดมากเกินไปแล้ว ข้ามิใช่เทพเซียนเสียหน่อย เพียงแค่ตัวอักษรของจดหมายนิรนามก็สามารถหาตัวเขาได้แล้วกระนั้น?”หนิงชิงโหวยิ้มแห้ง “องค์ชาย ท่านยังไม่รู้ คนบนโลกล้วนพูดว่าท่านฉลาดปราดเปรื่องเหนือกว่ามนุษย์ เป็นปีศาจ...”หลี่หลงหลินยิ้มขมปร่าตนเองให้เสด็จพ่อยกเว้นเก็บภาษีราษฎรสามปี พวกเขายังพูดว่าตนเป็นปีศาจอีกนะคนดี เป็นได้ยากยิ่ง!“ในเมื่อเป็นเช่นนี้...”หลี่หลงหลินใคร่ครวญ พูดกับหนิงชิงโหว “เจ้าไปบอกให้ซูเฟิ่งหลิงเตรียมรถม้า ไปที่คุกใหญ่กับข้า”หนิงชิงโหวค้อมตัว “น้อมรับคำสั่ง”ครู่ต่อมารถม้าคันหนึ่งแล่นออกจากภูเขาทิศประจิม มุ่งหน้าไปสู่คุกใหญ่กรมอาญาบัดนี้คุกใหญ่กรมอาญามีคนเนืองแน่น ภายในถูกยัดไว้แน่นเอียด เสียงโอดครวญดังระงมผู้คุมเรือนจำต้องควบคุมนักโทษมากถึงเพียงนี้ ยุ่งแทบตายตั้งแต่เช้าจรดเย็น เหนื่อยเสียจนพูดไม่ออกหากไม่ใช่เพราะจางอี้พาองครักษ์เสื้อแพรมาคุมเชิง พวกเขากล้าโมโหแต่ไม่กล้าพูดอันใด ป่านนี้คงหนีหายไม่ทำแล้วเห็นหลี่หลงหลินและซูเฟิ่งหลิงลงจากรถม้า จางอี้รีบเข้าไปต้อนรับ โค้งคำนั
มีนับล้านคน!ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าหลี่หลงหลินเป็นเทพเซียนบนสวรรค์ สามารถใช้กำลังเพียงฝ่ายเดียวเป็นศัตรูกับสำนักปราชญ์ได้?น่าขันจริงเชียว!หลี่เทียนฉี่รีบหยิบหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยออกมา ถือไว้ด้วยสองมือ “นี่คือหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยฉบับล่าสุด เชิญท่านผ่านตา!”สีหน้าเสิ่นชิงโจวเปลี่ยนไป รีบรับไปอ่านอย่างละเอียดของสิ่งอื่นเขาสามารถไม่ใส่ใจได้เว้นแต่เพียงหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยเจ้าสิ่งใหม่นี้ ทำให้เสิ่นชิงโจวไม่มั่นใจ กระวนกระวายว้าวุ่น“นี่...ก็ไม่มีอันใดพิเศษนี่”เสิ่นชิงโจวอ่านหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยอย่างละเอียดหนึ่งรอบ สีหน้าแปลกใจเดิมทีคิดว่าหลี่หลงหลินจะเขียนเรื่องวันพิธีสักการะฟ้าดินออกมาเพื่อฉวยโอกาสปรักปรำสำนักปราชญ์สรุปว่าไม่เป็นเช่นนั้นหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยฉบับนี้ เทียบกันแล้วธรรมดามาก คล้ายรีบทำออกมา ไม่เขียนถึงพิธีสักการะฟ้าดินเลยแม้แต่น้อยหลี่เทียนฉี่รีบสืบเท้าขึ้นไป ชี้ตำแหน่งใจกลางหน้าหนังสือพิมพ์ “ท่านอาจารย์ ท่านดูที่นี่...”เสิ่นชิงโจวจ้องมอง ในที่สุดก็พบประกาศเกี่ยวกับจดหมายนิรนาม ทันใดนั้นสีหน้าแข็งทื่อดุจเหล็ก “รัชทายาท นี่
สิบห้าค่ำเดือนอ้าย ก่อนวันเทศกาลโคมไฟ หลี่หลงหลินจะต้องจัดการสำนักปราชญ์พูดให้ถูกก็คือเหลืออีกเพียงสิบสี่วันเวลานั้นสั้นนัก ไม่อาจพลาดไปได้แม้เสี้ยวนาทีรุ่งเช้าวันต่อมาหลี่หลงหลินและกงซูหว่านมายังภูเขาทิศประจิม ให้เหล่าช่างฝีมือพิมพ์หนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยฉบับใหม่เริ่มงานวันที่สองเดือนอ้าย เหล่าช่างฝีมือย่อมไม่พอใจทว่าหลี่หลงหลินลงมืออย่างใจกว้าง รับปากเพิ่มค่าทำงานล่วงเวลาให้เหล่าช่างฝีมือเหล่าช่างฝีมือยิ้มกว้างอย่างดีใจ ไม่บ่นอีกสองวันต่อมาหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยฉบับใหม่ก็ออกมาเหล่าเด็กขายหนังสือพิมพ์บุกฝ่าหิมะ ขายตามตรอกเล็กซอยน้อย การค้าขายดีมากการขายหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยกลายเป็นความคุ้นชินของราษฎรภายในเมืองหลวงแล้วยังมีคนฉลาดบางส่วน สบช่องทางการค้า ลอบรับซื้อหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยโดยเฉพาะฉบับแรกรวมถึงภาคผนวกฉบับใหม่ล่าสุด ไม่เพียงพิเศษ ยังผลิตเป็นจำนวนน้อย สามารถขายได้ในราคาสูงบนตลาดมืด“หา?”“นี่คืออันใด?”“รัชทายาทต้องการให้พวกเราเขียนจดหมายร้องเรียนนิรนามฟ้องร้องสำนักปราชญ์?”“นี่แปลกมาก!”เหล่าราษฎรเห็นโฆษณาบนหนังสือพิมพ์ ดวง
“หลายปีมานี้สำนักปราชญ์ผูกขาดการสอบขุนนาง คนถูกสับเปลี่ยนข้อสอบเหมือนหนิงเซิงมีมากมายนับไม่ถ้วน”“เพียงน่าเสียดายสำนักปราชญ์ยิ่งใหญ่ ร่วมมือกับทางการทุจริต ต่อให้ภายในมือพวกเขามีหลักฐาน แต่ก็ไม่สามารถร้องขอความเป็นธรรมได้!”“สามารถใช้หนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยประกาศออกไปได้ ให้คนเหล่านี้ล่วงรู้ว่าพวกเขาสามารถเขียนจดหมายถึงข้าโดยไม่เปิดเผยชื่อ เพื่อให้ข้าร้องทุกข์แทนพวกเขาได้!”กงซูหว่านชะงักไป ใบหน้าเผยแววดีใจยังสามารถทำเช่นนี้ได้?อานุภาพของหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยมากกว่าที่ตนเองคิดไว้อย่างแท้จริง“แต่...”กงซูหว่านยังลังเลเล็กน้อย “องค์ชาย น่ากลัวว่าไม่ได้! วิธีที่ท่านพูด แม้ว่ามีเหตุผลที่แน่นอน แต่พลังอำนาจของสำนักปราชญ์กลับยิ่งใหญ่ ไม่แน่ว่าคนเหล่านี้จะกล้าเขียนจดหมายร้องเรียนและมอบหลักฐานให้พวกเรา...”ลั่วอวี้จู๋คิดไปไกลยิ่งกว่านั้น “หากเปิดให้มีการร้องเรียน น่ากลัวว่าหายนะที่ตามมาจะไม่มีที่สิ้นสุด! หากมีคนตั้งใจก่อกวน สร้างหลักฐานเท็จ กล่าวหาคนดี นั่นจะทำเช่นไร?”ในยุคสมัยโบราณ เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ปรักปรำคนดี โทษการกล่าวหาเท็จรุนแรงมากนักหากมั่นใจแล้วว่ากล่าวหาเท็
“แต่...”กงซูหว่านหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง ทำใจให้สงบลง “ท่านวางแผนโจมตีสำนักปราชญ์ น่ากลัวว่าไม่ง่ายถึงเพียงนั้น! ประวัติศาสตร์นับพันปี ฮ่องเต้ผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ ขั้วอำนาจเปลี่ยนผัน ธงใหญ่บนกำแพงเมืองเปลี่ยนไปอย่างไม่หยุดหย่อน แต่มีเพียงสำนักปราชญ์ไม่เคยล้มลง”“รากฐานของสำนักปราชญ์หยั่งลึกเกินกว่าที่ท่านคิดไว้มากนัก!”“ท่านฆ่าบัณฑิตทรงคุณวุฒินั้นง่าย ก็แค่หนึ่งชีวิตเท่านั้น ขอเพียงยอมรับเสียงก่นด่าก็พอ!”“แต่ หากท่านต้องการตัดรากถอนโคนสำนักปราชญ์ นั่นยากมากเหลือเกิน”สำนักโม่ถูกสำนักปราชญ์ทำลายกงซูหว่านเป็นคนรุ่นหลังของสำนักโม่ โกรธแค้นสำนักปราชญ์ลึกถึงกระดูก ใคร่ครวญอยู่ทุกขณะจิต จะใช้วิธีการใดทำลายสำนักปราชญ์สรุปคือไม่ได้อะไรสำนักปราชญ์แข็งแกร่งเกินไปต่อให้เป็นสำนักโม่ ก็มีโอกาสเพียงน้อยนิดต่อให้หลี่หลงหลินเป็นรัชทายาท ต้องการใช้กำลังเพียงคนเดียวล้มสำนักปราชญ์ ตัดรากถอนโคนให้สิ้นซากนี่จะเป็นไปได้จริงหรือ?หลี่หลงหลินหัวเราะเบาๆ “พี่สะใภ้รอง ไม่ว่าเรื่องใดล้วนขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นของคน ไม่ลองดู จะรู้ได้เยี่ยงไร? ยิ่งไปกว่านั้น หนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยในมือข้ายั
ตกลงข้ายังไม่ตื่น หรือท่านยังไม่ตื่นกันแน่?ซูเฟิ่งหลิงยังอยากถามอีกสองประโยค กลับถูกลั่วอวี้จู๋ห้ามไว้ “น้องหญิงเล็ก ในเมื่อองค์ชายรับปากฝ่าบาทไปแล้ว ต่อให้พูดต่อไป ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอันใดได้! พวกเราต้องร่วมมือร่วมใจกันคิดหาหนทางหาเงิน”“ความสามารถในการหาเงินขององค์ชาย ต่อให้กวนจื่อยังมีชีวิตอยู่ ก็ไม่สามารถเทียบได้”ซูเฟิ่งหลิงชมชอบรำกระบี่แทงทวน ใส่ใจเพียงการฝึกทหารทำสงคราม ไม่รู้ราคาข้าวของลั่วอวี้จู๋กลับต่างออกไป เชี่ยวชาญทำการค้า จัดการกิจการของสกุลซูและภูเขาทิศประจิมทอผ้า ทำน้ำตาลทรายขาว บ่มสุรา หลอมเหล็ก...ยังมีโรงเรียนทหารซีซานกิจการเหล่านี้ ทั้งหมดล้วนมีเงินเข้ามหาศาลดุจต้นไม้เขย่าเงินขอเพียงผ่านไปสักระยะหนึ่ง จัดการดีๆ ทำให้ชื่อเสียงของภูเขาทิศประจิมโด่งดัง หลี่หลงหลินลงแรงเพียงคนเดียว รับภาระค่าใช้จ่ายของราชสำนัก นี่กลับไม่ใช่ความฝันแน่นอน นี่ต้องใช้เวลาลั่วอวี้จู๋มองทางหลี่หลงหลิน พูดอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม “ฝ่าบาทให้เวลามากน้อยเพียงใด? หนึ่งปี? หรือสองปีเพคะ”หลี่หลงหลินเอ่ยปากเสียงเรียบ “ข้าต้องการเจ็ดวัน เสด็จพ่อกลับมอบให้สิบห้าวัน”สตรีทั้งหมดลืมตา
เพียงเว่ยซวินได้ยินก็ตกตะลึงพรึงเพริดมิน่าเล่าฮ่องเต้หวู่จึงผิดแปลกไป ถึงขั้นรับปากหลี่หลงหลินยกเว้นเรียกเก็บภาษีราษฎรสามปีทำเช่นนี้ ย่อมสามารถปลอบโยนราษฎร ทำให้ราษฎรได้พักและใช้ชีวิตอย่างสงบได้ทว่า เส้นทางการเงินของราชสำนัก ชนิดที่ว่าเบี้ยหวัดของขุนนางล้วนไม่สามารถจ่ายได้ นี่จะดีได้อย่างไร?จนกระทั่งตอนนี้เว่ยซวินถึงเข้าใจหลี่หลงหลินและฮ่องเต้หวู่ทำการแลกเปลี่ยนกันอย่างลับๆ ใช้รากฐานมั่นคงที่สำนักปราชญ์สั่งสมมานานนับพันปีมาชดเชยคลังหลวงที่ว่างเปล่า!เงินของสำนักปราชญ์ไม่น้อยจริงๆทว่าเงินเหล่านี้ พวกเขากลืนเข้าไปนั้นง่าย จะให้คายออกมากลับพูดง่ายแต่ทำยากยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นเวลาสั้นๆ เพียงครึ่งเดือนนี่ยากเกินไปแล้ว!ฮ่องเต้หวู่นวดหว่างคิ้ว “เราย่อมรู้ว่าเรื่องนี้ยากมาก! แต่เชื่อว่าเจ้าเก้าจะต้องมีวิธีแน่! สรุปว่าเจ้าให้องครักษ์เสื้อแพรคอยให้ความร่วมมือเจ้าเก้าเถอะ ไม่ว่าใช้วิธีการเช่นไร ก็ต้องง้างปากบัณฑิตชั่วเหล่านั้น ทำให้พวกเขาคายเงินออกมาให้ได้”เว่ยซวินโค้งคำนับ “กระหม่อมน้อมรับพระบัญชา”.....จวนสกุลซูเพียงหลี่หลงหลินกลับมาก็ถูกซูเฟิ่งหลิง ลั่วอวี้จู๋ หลิ่ว
เว่ยซวินเห็นทั้งสองคนทะเลาะกันไม่ยอมเลิกรา แยกไม่ออกว่าใครแพ้ใครชนะ จึงพูดออกมาอย่างอดไม่ได้ “เดิมทีกระหม่อมก็ไม่ควรสอดปาก! แต่ทะเลาะกันต่อไปเช่นนี้ก็ไม่ใช่ทางแก้! มิสู้ถอยกันคนละก้าว...”หลี่หลงหลินกลับมีความสุขมาก “เสด็จพ่อ ท่านเสนอเงื่อนไขเถอะ!”ฮ่องเต้หวู่เผยสีหน้าขมปร่า “เรากลับอยากบริหารบ้านเมืองให้ดีขึ้น แต่เอือมระอาในมือไม่มีเงิน!”หลี่หลงหลินครุ่นคิด พูดว่า “เจ็ดวัน! ลูกจะหาทางแก้เอง!”สีหน้าฮ่องเต้หวู่ดีใจมาก ถูฝ่ามือพลางพูดยิ้มๆ “ได้! เจ้าเก้า ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาเพียงเจ็ดวัน! ขอเพียงเจ้าหาเงินออกมาได้ก่อนเทศกาลโคมไฟ ในวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนอ้ายก็พอ!”หลี่หลงหลินพยักหน้า พูดว่า “เสด็จพ่อ พวกเราตกลงกันตามนี้แล้ว! ฟ้ามืดแล้ว ท่านรีบพักผ่อนเร็วหน่อยเถอะ! ลูกขอทูลลา!”ฮ่องเต้หวู่เห็นหลี่หลงหลินกล่าวคำลา มุมปากปรากฏรอยยิ้ม “เจ้าเก้า ช่างเป็นเด็กดีโดยแท้!”เว่ยซวินขมวดคิ้ว เอ่ยปากอย่างกังวล “ฝ่าบาท หากยกเว้นภาษี ราชสำนักก็จะถูกตัดเส้นทางทางการเงินนะพ่ะย่ะค่ะ! ภายในระยะเวลาอันสั้นเพียงครึ่งเดือน องค์ชายจะมีวิธีเติมเต็มช่องโหว่มหาศาลนี้หรือ?”ฮ่องเต้หวู่ส่ายหน้า ก้าวเท้าเนิบๆ
คำพูดครึ่งแรกของหลี่หลงหลิน ฮ่องเต้หวู่ฟังแล้วก็เบิกบานใจ สีหน้าท่าทางผ่อนคลาย แม้พระองค์จะทรงมีอายุเกินห้าสิบแล้ว ร่างกายก็ร่วงโรยลงทุกวัน มีโอรสเพียงเก้าคน ไม่สามารถให้กำเนิดคนที่สิบได้ แต่ฮ่องเต้หวู่ก็ยังรู้สึกว่าตนเองยังหนุ่มแน่น! บุรุษจนวันตายก็ยังคงเป็นเด็กหนุ่ม ฮ่องเต้หวู่ก็เช่นกัน! จนถึงบัดนี้ ฮ่องเต้หวู่ยังคงฝันหวานอยู่บ่อยครั้งว่าตนเองนำทัพสามเหล่าทัพ ออกรบด้วยตนเอง โบกมือเพียงครั้งเดียว หมานอี๋ก็มลายหายไป อันที่จริง ฮ่องเต้หวู่ไม่คิดจะสละราชสมบัติเลย ใครเล่าไม่อยากเป็นจักรพรรดิ? โดยเฉพาะอย่างยิ่งจักรพรรดิเช่นฮ่องเต้หวู่ ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรมาหลายสิบปี แต่กลับต้องคอยประนีประนอม ถูกเหล่าขุนนางควบคุม บัดนี้ พระองค์ทรงกุมอำนาจไว้ในมือ ได้ลิ้มรสชาติของอำนาจแล้ว สละราชสมบัติ? ฮ่องเต้หวู่ไม่ยอม! จนกระทั่งฮ่องเต้หวู่ได้ยินสองคำสุดท้าย ก็ขมวดคิ้ว และถามด้วยความประหลาดใจ “นอนพัก หมายความว่าอย่างไร?” หลี่หลงหลินตกใจจนเหงื่อแตก โชคดีที่ฮ่องเต้หวู่เป็นคนโบราณ ไม่เข้าใจความหมายของคำว่านอนพัก มิฉะนั้น พระองค์คงจะจับเขาถลกหนังทั้งเป็นแน่ จักรพ