เมื่อหลี่หลงหลินออกมาบรรยากาศภายในงานเลี้ยงพลันเปลี่ยนไปอย่างฉับพลันงานเลี้ยงที่เดิมทีคึกคักมีสีสัน กลับกลายเป็นความเยือกเย็น!เหล่าสตรีจากตระกูลซู ใบหน้างดงามนั้นก็เผยความประหม่ามากขึ้นฮูหยินผู้เฒ่าซูที่เดิมทีหลับตาพักผ่อนอยู่นั้น ในเวลานี้ดวงตาทั้งสองข้างพลันเบิกกว้างภายในห้องโถงหลินกุ้ยเฟยจ้องมองไปที่หลี่หลงหลิน สองมือกำแน่นจนเหงื่อออกเต็มไปหมดฮองเฮาหลู่ยังกล่าวเหน็บแนมอยู่ข้างๆ “เจ้าเก้าช่างสร้างศัตรูเอาไว้ไม่น้อยเลยนะ!”ภายใต้สายตาที่จ้องมองของทุกคน ไม่นานหลี่หลงหลินก็เดินมาถึงด้านหน้าไทเฮา แล้วหยิบกล่องไม้ทรงสี่เหลี่ยมออกมา “เสด็จย่า นี่คือของขวัญจากหลายพ่ะย่ะค่ะ!”ไทเฮาทรงมองเห็นไม่ชัด จึงกล่าวด้วยความสงสัย “มันคืออะไร?”หลี่หลงหลินเปิดกล่องไม้ออกแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “สิ่งนี้เรียกว่าแว่นสายตายาวพ่ะย่ะค่ะ!”ทุกคนต่างก็ยืดคอยาวมองสิ่งที่อยู่ในกล่อง แล้วตะลึงงันทันที???นี่มันคือสิ่งใดกันเล็กไม่ว่ามันเป็นแค่ท่อนไม้สองท่านเก่าๆ ที่มีผลึกสองแผ่นอยู่ตรงกลางเท่านั้นไม่ใช่หรือ?นี่คือของขวัญวันเกิดที่องค์ชายเก้ามอบให้ไทเฮาหรือ?มันไม่ดูยากจนข้นแค้นไปหน่อยหรือ!
“หากราษฎรทุกคนทำตามองค์ชายเก้า ไม่ให้ความเคารพต่อผู้อาวุโสเช่นนี้! ต้าเซี่ยอันยิ่งใหญ่ มารยาทพิธีกรรมถูกทำลาย ศีลธรรมคุณธรรมสาบสูญ”สีหน้าของขุนนางทุกคนต่างเคียดแค้นชิงชัง พากันตำหนิหลี่หลงหลินอย่างเดือดดาลมันก็แค่ของขวัญเล็กๆ น้อยๆ แต่พวกเขากลับทำให้เรื่องที่ดูธรรมดาๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ ทำให้มันเป็นถึงระดับแคว้น ระดับคุณธรรมดาศีลธรรม“แย่แล้ว! แย่แล้ว!”นอกจากกงซูหว่านแล้ว สตรีตระกูลซูทุกคนล้วนมีสีหน้าประหม่ากันมากลั่วอวี้จู๋บ่นว่า “ข้าเคยเตือนองค์ชายเก้าแล้ว ทั้งที่เขาพูดเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าเตรียมของขวัญวันเกิดเสร็จแล้ว”ซูเฟิ่งหลิงกำหมัดแน่น กล่าวด้วยความขุ่นเคือง “ข้ารู้ว่าองค์ชายเก้าพึ่งพาไม่ได้ เขารนหาที่ตายให้ตัวเองยังไม่พอ แต่ยังลากพวกเราตระกูลซูลงหลุมไปด้วย”ฮูหยินผู้เฒ่าซูนิ่งเงียบ ในมือดึงลูกประคำพร้อมกับพึมพำว่าอามิตาพุทธ อวยพรให้พระพุทธคุณคุ้มครองในท้องพระโรงหลินกุ้ยเฟยก็ตะลึงเช่นกัน พุ่งไปตรงหน้าราวจับบันไดโดยไม่สนภาพลักษณ์ใดๆ สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว “ทำอย่างไร? ทำอย่างไรดี?”ไทเฮายิ่งไม่พอพระทัยมากกว่า นางไม่พูดกับหลี่หลงหลิน แต่พูดกับฮ่องเต้หวู่ “ฮ่องเต้
ในยุคโบราณ สายตายาวเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาหายไม่ว่าเจ้าจะเป็นสูงส่งเพียงใด แต่เมื่ออายุมากขึ้น ก็ต้องสายตายาว มองเห็นสิ่งต่างๆ ได้เลือนรางต่อให้หินสมุนไพรที่มีชื่อเสียงมากน้อยเพียงใดก็ไร้ประโยชน์หลี่หลงหลินกลับพูดว่าสวมแว่นตาสายตายาวนี้แล้ว จะสามารถกลับมามองเห็นได้ชัดเจนขึ้นอย่างนั้นหรือ?นี่ไม่ใช่ทักษะทางการแพทย์ แต่คือเวทมนตร์ตู้เหวินยวนเป็นผู้นำกลุ่มคนไร้เหตุผลออกมาประณามหลี่หลงหลิน หลี่หลงหลินเพียงพูดประโยคเดียว “หากเสด็จย่ามองไม่เห็น ข้าก็ยินดีที่จะควักลูกตาคู่นี้ของข้าออกมา”ตู้เหวินยวนหยุดเดือดพล่านแล้ว กลับพูดด้วยสีหน้าพอใจ “องค์ชายเก้า เจ้าพูดเองนะ ต่อหน้าฝ่าบาทและไทเฮาเช่นนี้ เจ้าห้ามเสียใจทีหลัง”หลี่หลงหลินเอามือไพล่หลัง แล้วกล่าวด้วยความภูมิใจ “ในชีวิตที่มีขีดจำกัดของข้า ไม่มีสิ่งใดให้เสียใจ”ทุกคนต่างรู้สึกตกตะลึงองค์ชายเก้าเสแสร้งเกินไปแล้วกระมังเพื่อแสดงบารมีของตัวเองต่อหน้าทุกคน แม้แต่ชีวิตของเจ้าก็ไม่ต้องการแล้วอย่างนั้นหรือ?ตู้เหวินยวนรู้สึกดีใจเกินคาดมาก เขาคุกเข่าลงต่อหน้าฮ่องเต้หวู่ “ฝ่าบาท ในเมื่อองค์ชายเก้ามั่นใจในตัวเองขนาดนี้ ก็ให้เขาลองดูเ
เรื่องบ้าอะไรกัน?กิ่งไม้สองท่อนนั้น แผ่นผลึกสองแผ่นนั้น ก็สามารถรักษาสายตายาวได้หรือ?นี่มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้วฮ่องเต้หวู่ตบไหล่หลี่หลงหลิน แล้วชมว่า “เจ้าเก้า เจ้าช่างยอดเยี่ยมมากจริงๆ แต่ว่าสายตายาวอันนี้ ทำให้ข้าด้วยสักอันได้หรือไม่ ช่วงนี้ข้าก็รู้สึกว่าสายตาข้ามันพร่ามัว...”หลี่หลงหลินกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เสด็จพ่อ ท่านวางใจเถอะ ไว้รอให้งานเลี้ยงจบแล้ว ลูกจะเตรียมให้ทันทีเลยพ่ะย่ะค่ะ”“ดี! ดี!”ฮ่องเต้หวู่ดีใจเป็นอย่างยิ่ง เอ่ยชมว่า “เจ้าเก้า แว่นสายตายาวของเจ้า ถือเป็นของขวัญที่ดีที่สุด ดีกว่าหยกเจ้าแม่กวนอิมอะไรนั่นมากจริงๆ”เมื่อกล่าวจบแล้ว ฮ่องเต้หวู่ก็มองยั่วยุไปที่หลี่เฟิงอวิ๋นหลี่เฟิงอวิ๋นไม่สามารถสงบสติอารมณ์ได้ จ้องมองไปที่หลี่หลงหลินด้วยแววตาเกลียดชัง และเอ่ยด้วยรอยยิ้มขุ่นเคือง “เจ้าเก้า พวกเรามาคอยดูเถอะ”หลี่หลงหลินเห็นหลี่เฟิงอวิ๋นโกรธเคือง ก็รู้ว่าเขาเห็นตนเป็นศัตรูตัวฉกาจ อยากจะกำจัดเต็มที“เฮอะๆ”“คอยดูหรือ?”“ข้าจะทำให้เจ้าเดินไม่ได้เสียตอนนี้”หลี่หลงหลินหัวเราะเย็นชา แล้วหันไปมองไทเฮา “เสด็จย่า ใต้หล้าที่เต็มไปด้วยสีสัน ภาพที่มีชีวิตชีวาและคึกคั
ฮูหยินผู้เฒ่าซูและสะใภ้ทั้งสามต่างก็มองอย่างโง่เขลาซูเฟิ่งหลิงเจ้าทำอะไรของเจ้านั่นเป็นของขวัญที่องค์ชายสามมอบให้ไทเฮาเลยนะเหตุใดเจ้าถึงได้ซุ่มซ่ามขนาดนี้ หักศีรษะหยกของเจ้าแม่กวนอิมลงมาได้อย่างไร?คราวนี้จะจัดการสถานการณ์อย่างไร?ด้วยความเดือดดาลของฮ่องเต้ ไม่มีทางไม่โกรธตระกูลซูลั่วอวี้จู๋ กงซูหว่าน หลิ่วหรูเหยียนทำอะไรไม่ถูก เดินเข้ามาขอร้องหลี่หลงหลิน “องค์ชายเก้า เจ้าช่วยคิดหาทางช่วยเหลือน้องสาวที”“ถึงแม้ว่านางจะเป็นคนสะเพร่า แต่อย่างไรนางก็เป็นพระชายาของเจ้า”“ใช่ เจ้ารีบพูดช่วยนางเร็วเข้า”หลี่หลงหลินมองไปที่ปิ่นทองไม้หนานมู่บนหัวของสตรีทั้งสาม “แล้วเรื่องปิ่นปักผม?”สตรีทั้งสามตะลึงงันแล้วพูดว่า “นี่มันเวลาไหนแล้ว เจ้ายังมานึกถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อีกหรือ”“ทุบปิ่นไม่ทุบปิ่นอะไร เป็นครอบครัวกันทั้งนั้น”“พวกเราปักปิ่นอันเดียวกัน ก็หมายความว่าพี่น้องรักใคร่กันลึกซึ้ง”หลี่หลงหลินยิ้ม “อื้อ ในเมื่อพวกพี่สะใภ้ขอร้องข้า ข้าก็ต้องพูดช่วยซูเฟิ่งหลิงอย่างแน่นอน”หลังจากพูดจบแล้ว หลี่หลงหลินก็เดินไปตรงหน้าซูเฟิ่งหลิงแล้วบ่นว่า “เจ้านี่นะ ช่างโง่จริงๆ นี่เป็นของขวัญของ
ซูเฟิ่งหลิงยืนอยู่บนเวที มือถือศีรษะของเจ้าแม่กวนอิม ดวงตาทั้งคู่จ้องมองไปที่หลี่หลงหลิน น้ำตาไหลพรากอย่างไม่พอใจ “เจ้าเกลียดข้าขนาดนี้เลยหรือ! อยากให้ข้าตายให้ได้เลยหรืออย่างไร?”“หลี่หลงหลิน ข้ามองเจ้าผิดไปจริงๆ!”สามีของตนกลับหักหลังตนได้!มีชีวิตอยู่แล้วจะมีความหมายอะไร?ชั่วขณะนั้น ซูเฟิ่งหลิงอยากจะตายจริงๆแน่นอนว่าก่อนที่นางจะตาย นางจะต้องฆ่าหลี่หลงหลินก่อน ถือเป็นการขจัดความชั่วร้ายแทนประชาชน!ชายผู้นี้ช่างต่ำช้าและหน้าไม่อายจริงๆ...หลี่หลงหลินยิ้มบาง แล้วกล่าวว่า “โบยสี่สิบไม้ ข้ายอมรับ! แต่คนที่จะโดนไม่ใช่ซูเฟิ่งหลิง แต่เป็นพี่สาม!”หลี่เฟิงอวิ๋นขมวดคิ้วแน่น แล้วกล่าวด้วยเสียงหัวเราะเย็นชา “เจ้าเก้า เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับข้า?”หลี่หลงหลินกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เกี่ยวสิ และเกี่ยวข้องกับใต้หล้าด้วย! ทุกคนลองคิดดูนะ หยกไขมันแกะแข็งมาก! แม้ว่าซูเฟิ่งหลิงจะมีแรงเยอะรวมกับวัว แต่ก็ไม่มีทางหักหัวของเจ้าแม่กวนอิมลงออกมาได้!”“ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว นางเป็นเพียงสตรีผู้บอบบางเพียงคนหนึ่งเท่านั้น!”ซูเฟิ่งหลิงกล่าวด้วยความไม่พอใจ “ข้าบอกบางตรงไหนมิทราบ? แค่มือข้างเดียวของข้า ก็สามารถ
หลี่เฟิงอวิ๋นเผชิญหน้าต่อเสียงคำรามของฮ่องเต้หวู่ เขาไม่ได้ส่งเสียงใดๆชีวิตที่แข็งแกร่งและกล้าหาญ ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล!ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว วิธีการของตนเองก็ถูกหลี่หลงหลินเปิดโปงแล้ว หากยังดันทุรังต่อไป ก็มีแต่จะขายหน้า!“เจ้าเก้า!”แววตาของหลี่เฟิงอวิ๋นนั้นดุร้ายมาก เขาจ้องไปที่หลี่หลงหลินอย่างเอาเป็นเอาตาย!ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้ว ว่าเหตุใดเจ้าสี่ถึงได้เกลียดชังเจ้าเก้าเข้ากระดูกเช่นนี้!คนผู้นี้ไม่ใช่คนไร้ประโยชน์ที่ตนคิดเอาไว้ มันได้เปลี่ยนไปนานแล้ว ราวกับงูพิษที่ซ่อนอยู่ในเงามืด ดุร้ายเป็นอย่างยิ่ง!ตนไม่ระวังเพียงเล็กน้อย ก็จะตกหลุมพรางของเขา!“หลี่เฟิงอวิ๋น!”“เจ้าหูหนวกหรือ?”“ยังไม่รีบคุกเข่าขอโทษเสด็จย่าอีก!”“หรือว่าเจ้าอยากให้ข้าลากเจ้าออกไปโบยสี่สิบไม้จริงๆ?”ฮ่องเต้หวู่เห็นว่าหลี่เฟิงอวิ๋นไม่พูด ก็ยิ่งเดือดดาล และเรียกชื่อของเขาออกมาทันทีหลี่เฟิงอวิ๋นยังคงเงียบ“เจ้าๆๆ...”ร่างมังกรของฮ่องเต้หวู่สั่นเทา ริมฝีปากสั่นเทา แม้แต่พูดก็พูดไม่ออกไทเฮาจึงเอ่ยเกลี้ยกล่อม “ฮ่องเต้ ช่างเถอะ ช่างเถอะ! วันนี้อย่างไรก็เป็นวันเกิดของข้า พวกเจ้าสองพ่
แม้ว่าฮ่องเต้จะทรงประทานมงคลสมรสแล้วแต่อย่างไรทั้งคู่ก็ยังไม่ได้จัดพิธีแต่งงาน และซูเฟิ่งหลิงก็ยังไม่ได้แต่งเข้าตระกูลคนอื่นเรียกนางว่าพระชายา นั่นไม่ผิดแต่หลักการเรียกของฮองเฮานั้น เห็นได้ชัดว่าเข้มงวดมาก!แต่สิ่งที่ทำให้หลี่หลงหลินประหลาดใจก็คือ เหตุใดฮองเฮาหลู่ต้องเรียกซูเฟิ่งหลิงไปด้วย นางคิดจะทำอะไรกันแน่?เมื่อซูเฟิ่งหลิงได้ยินว่าฮองเฮาทรงเรียกเข้าเฝ้า ก็ตื่นตระหนกยิ่งกว่าหลี่หลงหลินเสียอีก “องค์ชายเก้า เหตุใดฮองเฮาถึงอยากพบข้า? นี่ไม่ใช่แผนของเจ้าใช่หรือไม่ หรือว่าว่าเจ้าคิดจะหลอกข้าอีกแล้ว?”จนกระทั่งตอนนี้ ซูเฟิ่งหลิงถึงได้เข้าใจ เมื่อครู่นี้หลี่หลงหลินตั้งใจหลอกตน เพื่อจะได้ใส่ร้ายหลี่เฟิงอวิ๋นแม้ว่าสุดท้ายตนจะไม่ได้รับอันตรายใดๆแต่ซูเฟิ่งหลิงยังคนรู้สึกกลัวอยู่ในใจ!แต่โชคดีที่หลี่หลงหลินยังมีมโนธรรมอยู่บ้างที่พูดช่วยตน!หากเขาไม่มีมโนธรรม ตั้งใจทำร้ายตนตนคงตายโดยไม่มีที่ฝังจริงๆ!หลี่หลงหลินส่ายหัว “ความคิดของฮองเฮาลึกล้ำมาก ไม่ใช่คนดีอะไร ข้าเองก็ไม่ค่อยรู้ชัดเจนนัก! พอเจ้าขึ้นไปกับข้าแล้ว ก็อย่าพูดอะไรไร้สาระ จำไว้!”ซูเฟิ่งหลิงพยักหน้า แล้วเดินตามหลังห
“แต่...”กงซูหว่านหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง ทำใจให้สงบลง “ท่านวางแผนโจมตีสำนักปราชญ์ น่ากลัวว่าไม่ง่ายถึงเพียงนั้น! ประวัติศาสตร์นับพันปี ฮ่องเต้ผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ ขั้วอำนาจเปลี่ยนผัน ธงใหญ่บนกำแพงเมืองเปลี่ยนไปอย่างไม่หยุดหย่อน แต่มีเพียงสำนักปราชญ์ไม่เคยล้มลง”“รากฐานของสำนักปราชญ์หยั่งลึกเกินกว่าที่ท่านคิดไว้มากนัก!”“ท่านฆ่าบัณฑิตทรงคุณวุฒินั้นง่าย ก็แค่หนึ่งชีวิตเท่านั้น ขอเพียงยอมรับเสียงก่นด่าก็พอ!”“แต่ หากท่านต้องการตัดรากถอนโคนสำนักปราชญ์ นั่นยากมากเหลือเกิน”สำนักโม่ถูกสำนักปราชญ์ทำลายกงซูหว่านเป็นคนรุ่นหลังของสำนักโม่ โกรธแค้นสำนักปราชญ์ลึกถึงกระดูก ใคร่ครวญอยู่ทุกขณะจิต จะใช้วิธีการใดทำลายสำนักปราชญ์สรุปคือไม่ได้อะไรสำนักปราชญ์แข็งแกร่งเกินไปต่อให้เป็นสำนักโม่ ก็มีโอกาสเพียงน้อยนิดต่อให้หลี่หลงหลินเป็นรัชทายาท ต้องการใช้กำลังเพียงคนเดียวล้มสำนักปราชญ์ ตัดรากถอนโคนให้สิ้นซากนี่จะเป็นไปได้จริงหรือ?หลี่หลงหลินหัวเราะเบาๆ “พี่สะใภ้รอง ไม่ว่าเรื่องใดล้วนขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นของคน ไม่ลองดู จะรู้ได้เยี่ยงไร? ยิ่งไปกว่านั้น หนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยในมือข้ายั
ตกลงข้ายังไม่ตื่น หรือท่านยังไม่ตื่นกันแน่?ซูเฟิ่งหลิงยังอยากถามอีกสองประโยค กลับถูกลั่วอวี้จู๋ห้ามไว้ “น้องหญิงเล็ก ในเมื่อองค์ชายรับปากฝ่าบาทไปแล้ว ต่อให้พูดต่อไป ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอันใดได้! พวกเราต้องร่วมมือร่วมใจกันคิดหาหนทางหาเงิน”“ความสามารถในการหาเงินขององค์ชาย ต่อให้กวนจื่อยังมีชีวิตอยู่ ก็ไม่สามารถเทียบได้”ซูเฟิ่งหลิงชมชอบรำกระบี่แทงทวน ใส่ใจเพียงการฝึกทหารทำสงคราม ไม่รู้ราคาข้าวของลั่วอวี้จู๋กลับต่างออกไป เชี่ยวชาญทำการค้า จัดการกิจการของสกุลซูและภูเขาทิศประจิมทอผ้า ทำน้ำตาลทรายขาว บ่มสุรา หลอมเหล็ก...ยังมีโรงเรียนทหารซีซานกิจการเหล่านี้ ทั้งหมดล้วนมีเงินเข้ามหาศาลดุจต้นไม้เขย่าเงินขอเพียงผ่านไปสักระยะหนึ่ง จัดการดีๆ ทำให้ชื่อเสียงของภูเขาทิศประจิมโด่งดัง หลี่หลงหลินลงแรงเพียงคนเดียว รับภาระค่าใช้จ่ายของราชสำนัก นี่กลับไม่ใช่ความฝันแน่นอน นี่ต้องใช้เวลาลั่วอวี้จู๋มองทางหลี่หลงหลิน พูดอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม “ฝ่าบาทให้เวลามากน้อยเพียงใด? หนึ่งปี? หรือสองปีเพคะ”หลี่หลงหลินเอ่ยปากเสียงเรียบ “ข้าต้องการเจ็ดวัน เสด็จพ่อกลับมอบให้สิบห้าวัน”สตรีทั้งหมดลืมตา
เพียงเว่ยซวินได้ยินก็ตกตะลึงพรึงเพริดมิน่าเล่าฮ่องเต้หวู่จึงผิดแปลกไป ถึงขั้นรับปากหลี่หลงหลินยกเว้นเรียกเก็บภาษีราษฎรสามปีทำเช่นนี้ ย่อมสามารถปลอบโยนราษฎร ทำให้ราษฎรได้พักและใช้ชีวิตอย่างสงบได้ทว่า เส้นทางการเงินของราชสำนัก ชนิดที่ว่าเบี้ยหวัดของขุนนางล้วนไม่สามารถจ่ายได้ นี่จะดีได้อย่างไร?จนกระทั่งตอนนี้เว่ยซวินถึงเข้าใจหลี่หลงหลินและฮ่องเต้หวู่ทำการแลกเปลี่ยนกันอย่างลับๆ ใช้รากฐานมั่นคงที่สำนักปราชญ์สั่งสมมานานนับพันปีมาชดเชยคลังหลวงที่ว่างเปล่า!เงินของสำนักปราชญ์ไม่น้อยจริงๆทว่าเงินเหล่านี้ พวกเขากลืนเข้าไปนั้นง่าย จะให้คายออกมากลับพูดง่ายแต่ทำยากยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นเวลาสั้นๆ เพียงครึ่งเดือนนี่ยากเกินไปแล้ว!ฮ่องเต้หวู่นวดหว่างคิ้ว “เราย่อมรู้ว่าเรื่องนี้ยากมาก! แต่เชื่อว่าเจ้าเก้าจะต้องมีวิธีแน่! สรุปว่าเจ้าให้องครักษ์เสื้อแพรคอยให้ความร่วมมือเจ้าเก้าเถอะ ไม่ว่าใช้วิธีการเช่นไร ก็ต้องง้างปากบัณฑิตชั่วเหล่านั้น ทำให้พวกเขาคายเงินออกมาให้ได้”เว่ยซวินโค้งคำนับ “กระหม่อมน้อมรับพระบัญชา”.....จวนสกุลซูเพียงหลี่หลงหลินกลับมาก็ถูกซูเฟิ่งหลิง ลั่วอวี้จู๋ หลิ่ว
เว่ยซวินเห็นทั้งสองคนทะเลาะกันไม่ยอมเลิกรา แยกไม่ออกว่าใครแพ้ใครชนะ จึงพูดออกมาอย่างอดไม่ได้ “เดิมทีกระหม่อมก็ไม่ควรสอดปาก! แต่ทะเลาะกันต่อไปเช่นนี้ก็ไม่ใช่ทางแก้! มิสู้ถอยกันคนละก้าว...”หลี่หลงหลินกลับมีความสุขมาก “เสด็จพ่อ ท่านเสนอเงื่อนไขเถอะ!”ฮ่องเต้หวู่เผยสีหน้าขมปร่า “เรากลับอยากบริหารบ้านเมืองให้ดีขึ้น แต่เอือมระอาในมือไม่มีเงิน!”หลี่หลงหลินครุ่นคิด พูดว่า “เจ็ดวัน! ลูกจะหาทางแก้เอง!”สีหน้าฮ่องเต้หวู่ดีใจมาก ถูฝ่ามือพลางพูดยิ้มๆ “ได้! เจ้าเก้า ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาเพียงเจ็ดวัน! ขอเพียงเจ้าหาเงินออกมาได้ก่อนเทศกาลโคมไฟ ในวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนอ้ายก็พอ!”หลี่หลงหลินพยักหน้า พูดว่า “เสด็จพ่อ พวกเราตกลงกันตามนี้แล้ว! ฟ้ามืดแล้ว ท่านรีบพักผ่อนเร็วหน่อยเถอะ! ลูกขอทูลลา!”ฮ่องเต้หวู่เห็นหลี่หลงหลินกล่าวคำลา มุมปากปรากฏรอยยิ้ม “เจ้าเก้า ช่างเป็นเด็กดีโดยแท้!”เว่ยซวินขมวดคิ้ว เอ่ยปากอย่างกังวล “ฝ่าบาท หากยกเว้นภาษี ราชสำนักก็จะถูกตัดเส้นทางทางการเงินนะพ่ะย่ะค่ะ! ภายในระยะเวลาอันสั้นเพียงครึ่งเดือน องค์ชายจะมีวิธีเติมเต็มช่องโหว่มหาศาลนี้หรือ?”ฮ่องเต้หวู่ส่ายหน้า ก้าวเท้าเนิบๆ
คำพูดครึ่งแรกของหลี่หลงหลิน ฮ่องเต้หวู่ฟังแล้วก็เบิกบานใจ สีหน้าท่าทางผ่อนคลาย แม้พระองค์จะทรงมีอายุเกินห้าสิบแล้ว ร่างกายก็ร่วงโรยลงทุกวัน มีโอรสเพียงเก้าคน ไม่สามารถให้กำเนิดคนที่สิบได้ แต่ฮ่องเต้หวู่ก็ยังรู้สึกว่าตนเองยังหนุ่มแน่น! บุรุษจนวันตายก็ยังคงเป็นเด็กหนุ่ม ฮ่องเต้หวู่ก็เช่นกัน! จนถึงบัดนี้ ฮ่องเต้หวู่ยังคงฝันหวานอยู่บ่อยครั้งว่าตนเองนำทัพสามเหล่าทัพ ออกรบด้วยตนเอง โบกมือเพียงครั้งเดียว หมานอี๋ก็มลายหายไป อันที่จริง ฮ่องเต้หวู่ไม่คิดจะสละราชสมบัติเลย ใครเล่าไม่อยากเป็นจักรพรรดิ? โดยเฉพาะอย่างยิ่งจักรพรรดิเช่นฮ่องเต้หวู่ ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรมาหลายสิบปี แต่กลับต้องคอยประนีประนอม ถูกเหล่าขุนนางควบคุม บัดนี้ พระองค์ทรงกุมอำนาจไว้ในมือ ได้ลิ้มรสชาติของอำนาจแล้ว สละราชสมบัติ? ฮ่องเต้หวู่ไม่ยอม! จนกระทั่งฮ่องเต้หวู่ได้ยินสองคำสุดท้าย ก็ขมวดคิ้ว และถามด้วยความประหลาดใจ “นอนพัก หมายความว่าอย่างไร?” หลี่หลงหลินตกใจจนเหงื่อแตก โชคดีที่ฮ่องเต้หวู่เป็นคนโบราณ ไม่เข้าใจความหมายของคำว่านอนพัก มิฉะนั้น พระองค์คงจะจับเขาถลกหนังทั้งเป็นแน่ จักรพ
เดิมทีห้องขังหนึ่งห้อง หากมีคนอยู่สามถึงห้าคน ก็ถือว่าแออัดมากแล้ว แต่ตอนนี้กลับยัดคนเข้าไปสามสี่สิบคน แออัดราวกับปลากระป๋อง ไม่มีแม้แต่ที่ให้วางเท้า หอบูชาฟ้าเทียนถานที่เดิมทีอึกทึกครึกโครม บัดนี้กลับเงียบสงัดในพริบตา ผู้คนที่เหลืออยู่ ต่างหวาดผวา ไม่มีใครคาดคิด ความวุ่นวายครั้งใหญ่ จะยุติลงด้วยวิธีนี้ สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือ มาตรการอันเฉียบขาดขององค์รัชทายาทหลี่หลงหลิน! พระองค์ช่างกล้าหาญยิ่งนัก! บัณฑิตทรงคุณวุฒิทั้งสิบสองคนแห่งต้าเซี่ย นอกจากซ่งชิงหลวนที่เสียชีวิตไปแล้ว บัณฑิตทรงคุณวุฒิอีกสิบเอ็ดคนที่เหลือ รวมถึงเสิ่นชิงโจว ต่างก็ถูกจับขังคุก! คราวนี้ หากหลี่หลงหลินมีใจเมตตา ไม่สามารถถอนรากถอนโคนสำนักปราชญ์ได้ พระองค์จะถูกบัณฑิตทั่วแผ่นดินด่าทอว่าอย่างไร? “ไป! รีบกลับบ้าน!” “ต่อไปนี้ห้ามมุงดูเรื่องสนุก!” “ต่อให้ฟ้าถล่ม ก็ห้ามมุงดูเรื่องสนุก!” “มุงดูเรื่องสนุก จะทำให้ถึงแก่ชีวิตได้!” เหล่าราษฎรมีสีหน้าหวาดกลัว พากันแยกย้ายออกจากหอบูชาฟ้าเทียนถาน มีเด็กหนุ่มที่ไม่ยอมไป ก็ถูกบิดามารดาบิดหู ลากตัวกลับไป ตั้งแต่นี้ไป เกรงว่าราษฎรเมืองหลวงส่วนให
เหล่าขุนนางต่างสะใจกับความทุกข์ของผู้อื่น เยาะเย้ยราษฎร “สมองพวกเจ้า ถูกลาเตะมาหรือ!” “คำพูดขององค์รัชทายาท พวกเจ้าก็ยังเชื่อ?” “เขาขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าเล่ห์ แม้แต่พวกเรายังสู้ไม่ได้ นับประสาอะไรกับพวกเจ้า?” “ฮ่า ๆ สมน้ำหน้า!” ฉินฮั่นหยางรีบลุกขึ้นจากพื้น ใบหน้ายังคงบวมเป่ง ท่าทางสะใจยิ่งทำให้ดูน่าเกลียด “ฮึ่ม ๆ ๆ และแล้วพวกเจ้าก็มีวันนี้? กฎแห่งกรรมตามสนอง!” เมื่อครู่เขาแกล้งหมดสติ หากไม่ยอมอดทนแสร้งทำเป็นตาย เขาอาจจะถูกเจิ้งถูฮู่ตีตายไปแล้ว! ปัง! ฉินฮั่นหยางได้ทีรีบเดินเข้าไป เตะเจิ้งถูฮู่ เจิ้งถูฮู่เจ็บปวด ร้องออกมาเบา ๆ ดวงตาคมกริบดุจมีด จ้องมองไปยังฉินฮั่นหยาง ในใจของเขารู้สึกไม่ยินยอม อันที่จริง เมื่อครู่เขาออมมือ ใช้เพียงสามส่วนของแรง หากเจิ้งถูฮู่ใช้กำลังเท่าที่ใช้ฆ่าหมูในแต่ละวัน ตบหน้าฉินฮั่นหยางเพียงครั้งเดียว คงแปลกมากถ้าหัวเขาไม่หลุด! “น่าเสียดาย...” เจิ้งถูฮู่ถอนหายใจ “รู้เช่นนี้ ก็ไม่น่าออมมือ ยอมเสี่ยงชีวิต กำจัดคนชั่วคนนี้เสียก็ดี! ตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว” ในโลกนี้ ไม่มียาที่กินแล้วจะย้อนเวลากลับไปได้ นอกจากความเสียใจแล้ว เจิ้งถูฮู่กล
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ สำนักปราชญ์สะสมทรัพย์สินไว้อย่างมหาศาล กระทำการชั่วร้ายมากมาย ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น ลำพังแค่ค่าเล่าเรียนของสำนักศึกษาที่ขึ้นราคาอย่างต่อเนื่อง จนถึงขั้นที่น่าตกตะลึง ชาวบ้านทั่วไป ไม่มีปัญญาส่งลูกหลานเข้าเรียน! บุตรชายของเจิ้งถูฮู่เฉลียวฉลาด มีพรสวรรค์ในการเรียน แต่เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน จึงไม่ได้เข้าเรียน ต้องมาช่วยเจิ้งถูฮู่ฆ่าหมู เป็นการเสียพรสวรรค์ไปอย่างน่าเสียดาย เพียงพริบตา ฉินฮั่นหยางก็ถูกตีจนหมดสติ ศีรษะบวมเป่งราวกับหัวหมู บนใบหน้าสามารถขูดน้ำมันออกมาได้ถึงสองเหลียง เหล่าบัณฑิตทรงคุณวุฒิคนอื่น ๆ ก็ไม่ได้มีสภาพดีไปกว่ากัน บางคนฉวยโอกาสตอนชุลมุนถอดชุดบัณฑิตออก บางคนหลบซ่อนอยู่ในฝูงชน บางคนหมอบอยู่บนพงหญ้า เหล่าราษฎรมีสายตาที่เฉียบคม สามารถค้นหาบัณฑิตทรงคุณวุฒิทั้งสิบคนออกมาได้ทั้งหมด เพียะ...เพียะ...เพียะ... เสียงตบหน้าดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เสียงร้องโหยหวนและเสียงร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดดังไม่ขาดสาย บัณฑิตทรงคุณวุฒิทั้งสิบคนถูกตบจนหมดสติ ยังมีบัณฑิตอีกนับพันคน กุมท้อง กลิ้งไปมาอยู่บนพื้น ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด ห
“หนี?” ฉินฮั่นหยางนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น ขมวดคิ้วมุ่น เมื่อครู่เขายังโอ้อวดว่า หากฮ่องเต้หวู่ไม่ลงโทษองค์รัชทายาทหลี่หลงหลิน เขาก็จะไม่ลุกขึ้นจากที่นี่ ตอนนี้กลับจะต้องหนี? เช่นนี้แล้วเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน? ต่อไปจะใช้ชีวิตอย่างไร? “ท่านบัณฑิตทั้งหลาย!” “ก็แค่ราษฎรธรรมดา!” “จะมีอะไรน่ากลัว?” “พวกท่านกลัว แต่ข้าไม่กลัว!” ฉินฮั่นหยางลูบเครา ทำท่าทางราวกับเป็นผู้สูงส่ง อ๊าก! ร่างหนึ่งร้องโหยหวน ลอยมากระแทกพื้นตรงหน้าฉินฮั่นหยาง กลิ้งอยู่ครู่หนึ่งจึงหยุดนิ่ง ฉินฮั่นหยางหดรูม่านตาจนเท่ารูเข็ม เพ่งมองอยู่ครู่ใหญ่จึงจำได้ว่า คนผู้นี้คือศิษย์ของตน! แต่ถูกตีจนใบหน้าเต็มไปด้วยเลือด ไม่ต้องพูดถึงตนเองที่เป็นอาจารย์ ต่อให้เป็นแม่แท้ ๆ มาเห็นก็คงจำไม่ได้ “โหดร้าย!” ฉินฮั่นหยางรู้สึกหวาดหวั่น ความกล้าที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดก็มลายหายไป! “ใช่แล้ว!” “ราษฎรที่หยาบคายเหล่านี้ ลงมือโดยไม่ยั้งมือ!” “พวกเราเหล่าบัณฑิต จดจ่ออยู่กับการอ่านตำรา ไม่เคยจับอาวุธ จะไปสู้พวกอันธพาลเหล่านี้ได้อย่างไร?” “บัณฑิตฉิน วีรบุรุษย่อมไม่ยอมเสียเปรียบในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ! ห