กรัณย์กรตรวจผู้ป่วยในห้องฉุกเฉินจนกระทั่งถึงเวลาห้าทุ่มจึงได้นั่งพักเหนื่อย เขานั่งอยู่หน้าจอเปิดคอมพิวเตอร์และดึงประวัติของเด็กชายออมสินขึ้นมาดูอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะติดใจเรื่องการทำประวัติแต่เพราะเขาอยากได้เบอร์โทรศัพท์ของคุณครูสาวที่ชื่อปิ่นปินัทธ์มากกว่า เพราะตั้งแต่ย้ายมาเป็นแพทย์ใช้ทุนที่นี่สองปีกว่าก็เขายังไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนที่สวยและถูกใจเท่ากับคุณครูคนนี้มาก่อน
ชายหนุ่มยังต้องประจำอยู่ที่โรงพยาบาลนี้อีกครึ่งปี ถ้าหากระหว่างนี้เขาจะลองคบหากับเธอมันคงพอจะมีทางเป็นไปได้เท่าที่สังเกตดูเขาคิดว่าหญิงสาวคนนี้น่าจะยังไม่มีแฟนเพราะถ้าไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ตอบรับการนัดเลี้ยงข้าวของเขาไว้ง่ายๆ แบบนี้
กรัณย์กรบันทึกเบอร์โทรศัพท์ของของเธอลงเครื่องของตัวเองไว้และลังเลว่าจะแอดไลน์ไปดีหรือเปล่าแต่คิดว่าจะรอเจอเธอพรุ่งนี้แล้วค่อยขออนุญาตแอดไลน์เพราะตอนนี้มันก็เป็นเวลาดึกมากแล้ว
เขาบันทึกเบอร์โทรศัพท์ของลงเสร็จแล้วหย่อนโทรศัพท์ลงกระเป๋าเสื้อกาวน์โดยไม่ทันสังเกตว่ามือตัวเองเผลอกดเธอออก
“หมอคะมีคนไข้ฉุกเฉินมากค่ะ” เสียงพยาบาลสาวทำให้เขาไม่ได้ยินเสียงปลายสายที่ตอบรับ
ผู้ป่วยรายนี้มีอาการ ปวดท้องเกร็งใบหน้าซีดจากการซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียดแล้วเขาก็วินิจฉัยว่าคนไข้น่าจะอยู่ในภาวะไส้ติ่งอักเสบอย่างเฉียบพลันและอาจจะต้องได้รับการผ่าตัดเร่งด่วน
แต่เขาก็ไม่สามารถผ่าตัดเองได้จึงถูกรายงานเคสกับอาจารย์หมอและส่งตรวจแล็ปต่างๆ ไว้รอ กว่าจะประสานงานกับทุกฝ่ายเสร็จแล้วส่งผู้ป่วยไปที่ห้องผ่าตัดก็ใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง
หลังจากล้างมือเรียบร้อยแล้วคุณหมอหนุ่มก็เลยมีเวลานั่งพักเขาหยิบโทรศัพท์ตนเองขึ้นมาเล่นฆ่าเวลาแล้วก็เพิ่งเห็นว่าตนเองโทรออกไปหาคุณครูปิ่นปินัทธ์ซึ่งเธอน่าจะรับสายแล้วเพราะเวลาระบุการโทรไว้ที่สิบวินาที
เขาอยากจะโทรกลับไปหาเธอเพื่อจะบอกว่าเมื่อกี้มือเขาน่าจะเผลอไปโดนปุ่มโทรออกแต่พอดูเวลาแล้วมันก็เกือบจะตีหนึ่งก็เลยไม่ได้ โทรเพราะดึกขนาดนี้หญิงสาวน่าจะหลับไปแล้ว กรัณย์กรคิดว่าพรุ่งนี้จะโทรไปขอโทษหญิงสาวที่โทรไปรบกวนเธอกลางดึก
เช้านี้กรัณย์กรออกเวรในเวลาแปดนาฬิกา และกลับไปอาบน้ำที่บ้านพักอย่างเร่งรีบจากนั้นก็มาราวน์คนไข้และออกตรวจแผนกโอพีดีต่อจนกระทั่งถึงเวลาพักกลางวันจึงมีเวลาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
ชายหนุ่มเพิ่งนึกได้ว่าวันนี้ตนเองจะต้องโทรศัพท์ไปขอโทษปิ่นปินัทธ์เขารีบกดโทรออก รอไม่นานเธอก็กดรับ
“สวัสดีค่ะ”
“สวัสดีครับครูปิ่นปินัทธ์ใช่ไหมครับ”
“ใช่ค่ะ แล้วคุณคือใครคะ” หญิงสาวถามเพราะเมื่อคืนเบอร์นี้ก็โทรมาแต่ไม่ได้พูดอะไรเธอกลัวจะเป็นพวกมิจฉาชีพ
“ผมหมอคนเมื่อวานน่ะครับ”
“อ๋อ...คุณหมอกรัณย์กรใช่ไหมคะ”
“เรียกผมหมอรัณย์ก็ได้ครับ”
“ค่ะหมอรัณย์ คุณหมอมีอะไรหรือเปล่าคะ”
“เมื่อคืนผมได้โทรหาคุณใช่ไหมน่าจะซักเวลาประมาณห้าทุ่มกว่าๆ”
“ใช่ค่ะคุณหมอโทรมาแต่ไม่ได้พูดอะไร ปิ่นรอสายอยู่แป๊บหนึ่งแต่ไม่มีคนพูดปิ่นก็เลยวางสายค่ะ”
“ผมขอโทษนะครับที่โทรไปรบกวนดึกแบบนั้น เมื่อคืนผมเพิ่งเมมเบอร์โทรศัพท์ของคุณเสร็จแล้วมีคนไข้ฉุกเฉินเข้ามาผมไม่ทันได้สังเกตว่ามือตัวเองเผลอกดปุ่มโทรออก” เขารีบอธิบายอย่างรวดเร็ว
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คุณหมอจะโทรมาขอโทษแค่นี้ใช่ไหมคะ”
“ดูเหมือนคุณครูไม่อยากจะคุยกับผมเลยนะครับ”
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอกค่ะ คือปิ่นต้องไปดูเด็กนักเรียนทานอาหารกลางวัน ไม่ค่อยสะดวกคุยเท่าไหร่” เธอกลัวเขาจะเข้าใจผิด
“ผมขอโทษครับผมนึกว่าคุณครูไม่อยากคุยกับผม”
“มีเหตุผลอะไรที่เป็นไม่อยากคุยกับคุณหมอล่ะคะเมื่อวานคุณหมอก็ช่วยปิ่นไว้ ขอตัวก่อนนะคะ”
“เดี๋ยวครับครูปิ่น”
“มีอะไรอีกคะ”
“เย็นนี้ครูจะพาลูกศิษย์มาทำแผลไหม”
“ก็คงต้องพาไปค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นเย็นนี้เจอกันนะครับ ผมว่าจะแวะไปดูว่าแผลเด็กเป็นยังไงบ้าง”
“ได้ค่ะงั้นเย็นนี้เจอกันนะคะ”
กรัณย์กรมองโทรศัพท์แล้วยิ้มจากนั้นก็รีบไปทานข้าวที่โรงอาหารก่อนจะมาตรวจคนไข้ในรอบบ่ายอีกครั้ง
ปกติแล้วเขาไม่มีหน้าที่จะต้องไปดูแผลที่ตนเองเย็บไว้เลย เพราะพยาบาลจะเป็นคนทำแผล เขาจะไปดูคนไข้อีกครั้งก็วันสุดท้ายซึ่งถ้าหากพยาบาลเปิดแผลแล้วพบว่ามันปกติดีก็ไม่จำเป็นจะต้องไปตรวจ แต่ในกรณีนี้เขาอยากเจอคุณครูของเด็กชายออมสินก็เลยคิดว่าจะเดินเตร่ไปที่ห้องฉุกเฉินสักหน่อยถึงแม้ว่าวันนี้จะไม่ใช่เวรตรวจของตัวเองก็ตาม
“พี่อรครับ” เขาเรียกพยาบาลแผนกผู้ป่วยนอกที่กำลังเก็บของเตรียมกลับบ้าน
“มีอะไรคะหมอ”
“โรงเรียนแถวนี้เขาเลิกเรียนกันกี่โมงครับ”
“ส่วนใหญ่ก็บ่ายสามโมงครึ่งบางโรงเรียนก็สี่โมงเย็นค่ะ คุณหมอมีอะไรหรือเปล่าคะ”
“พี่อรรู้จักโรงเรียนนี้ไหมครับ” กรัณย์กรบอกชื่อโรงเรียนที่เด็กชายออมสินเรียนอยู่ให้กับพี่พยาบาลฟัง
“รู้จักค่ะหมอมีอะไรหรือเปล่า”
“พอดีเมื่อวานผมตรวจเด็กไปคนหนึ่ง แล้ววันนี้นัดมาทำแผลก็เลยอยากจะไปดูสักหน่อย”
“ถ้าเลิกเรียนแล้วเด็กมาทำแผลเลยก็น่าจะถึงโรงพยาบาลไม่เกินสี่โมงครึ่งคนไข้ชื่ออะไรคะเดี๋ยวพี่โทรถามห้องฉุกเฉินให้ก็ได้”
“ไม่เป็นไรครับเดี๋ยวผมไปรออยู่แถวนั้นเอง”
“จะเสียเวลาเอานะคะคุณหมอ”
“วันนี้ผมไม่ได้รีบไปไหนหรอกครับพี่อร”
“ถ้าอย่างงั้นก็ตามใจค่ะ พี่ขอตัวก่อนนะคะวันนี้คนไข้เยอะมากๆ สงสัยกลับไปเย็นนี้พี่ต้องสลบแน่เลย”
“เจอกันพรุ่งนี้นะครับ”
หลังจากพยาบาลเดินออกไปแล้วกรัณย์กรก็เก็บของใช้ลงลิ้นชักจากนั้นก็เดินไปรอบริเวณหน้าห้องฉุกเฉิน
“วันนี้เวรหมออีกแล้วเหรอคะ” พี่ต่ายหัวหน้าพยาบาลถาม
“เปล่าหรอกครับ ผมว่าจะมาดูสักหน่อยว่าวันนี้ออมสินมาทำแผลหรือเปล่า”
“คุณหมอมีอะไรกับเด็กหรือเปล่าคะ”
“ก็เมื่อวานตอนเย็บแผลเขาดิ้นไปหน่อยไม่รู้ว่าวันนี้แผลจะเป็นยังไงบ้าง”
“แต่ตอนเย็บแผลเสร็จพี่ก็เห็นแผลเรียบดีนี่คะ หมอกังวลเกินไปหรือเปล่า”
“ก็มีนิดหน่อยครับปกติผมไม่ค่อยถนัดเย็บแผลเด็กเท่าไหร่”
“เข้าไปรอข้างในก็ได้นะคะ”
“ไม่เป็นไรครับผมนั่งรอตรงนี้ก็ได้ไม่อยากเข้าไปเกะกะ”
กรัณย์กรเดินวนอยู่หน้าห้องตรวจฉุกเฉินจนถึงเวลาสิบเจ็ดนาฬิกาก็เห็นปิ่นปินัทธ์เดินมากับเด็กชายออมสิน“สวัสดีครับคุณหมอ” เด็กชายออมสินรีบยกมือไหว้คุณหมอคนที่เย็บแผลให้กับตนเองเมื่อวาน“เป็นไงบ้างครับออมสิน เจ็บแผลอยู่ไหม”“เจ็บนิดหน่อยครับ”“สวัสดีครับครูปิ่น”“สวัสดีค่ะหมอ” ปิ่นปินัทธ์ยกมือไหว้ทำให้เขารีบยกมือรับไหว้แทบไม่ทัน“ครูไม่ต้องไหวผมหรอกครับผมยังไม่อยากแก่”“ค่ะ ปิ่นขอตัวพาออมสินไปทำแผลก่อนนะคะ”“ผมก็จะเข้าไปดูเหมือนกันอยากรู้ว่าแผลที่เย็บไปเมื่อวานเป็นยังไงบ้าง”“ค่ะหมอ”หญิงสาวส่งบัตรนัดทำแผลให้กับผู้ช่วยพยาบาลจากนั้นก็พอออมสินไปนอนบนเตียงให้พยาบาลล้างแผล“แผลติดดีนะคะหมอ พี่ว่าไม่ต้องมาล้างทุกวันก็ได้มั้งคะ”“ถ้างั้นล้างพรุ่งนี้อีกวันก็ได้ครับแล้วก็มาอีกทีวันตัดไหมเลย”“จะไม่เป็นไรใช่ไหมคะ” ปิ่นปินัทธ์ถามเพราะเธอไม่ค่อยมีความรู้เรื่องนี้“ไม่หรอกหรอกครับ แต่ถ้าระหว่างนี้มีไข้หรือเลือดซึมก็ต้องพามาครับ”“เจ็บไหม” กรัณย์กรถามเด็กชายที่วันนี้นั่งนอนนิ่งให้พยาบาลทำแผลไม่ได้งอแงอย่างเมื่อวาน“ไม่เจ็บครับ”“ตั้งแต่กลับไปบ้านเมื่อวานล่ะเจ็บไหม”“เมื่อคืนเจ็บครับ” เด็กชายนึกอยู่นานก
“แต่เด็กเขาหกล้มเองไม่ใช่เหรอครับ”“ใช่ค่ะแต่เด็กก็อยู่ในความรับผิดชอบของครู ตราบใดที่พ่อแม่เขายังไม่มารับก็เป็นหน้าที่ของครูค่ะ” ปิ่นปินัทธ์คิดว่าสิ่งที่ตนเองทำอยู่มันถูกต้องแล้ว ถ้าเธอดูแลนักเรียนดีกว่านี้ออมสินก็คงจะไม่เจ็บตัว“แต่ผมว่ามันไม่ใช่ความผิดของครูนะครับ เด็กก็ต้องซนเป็นธรรมดาอย่าคิดมากเลย หรือที่ปิ่นพูดแบบนี้เพราะแม่เขาหรือเปล่า”“เปล่าค่ะ แม่ของออมสินเขาเข้าใจค่ะ แต่ปิ่นรู้สึกผิดนิดหน่อยแค่นั้นเองค่ะ”“ผมว่าปิ่นทำดีที่สุดแล้วนะครับ”“ขอบคุณค่ะที่เข้าใจปิ่น”“เป็นครูนี่เหนื่อยเหมือนกันนะครับ”“แต่ปิ่นว่าคงเหนื่อยไม่เท่าหมอหรอกนะคะ ครูมีหน้าที่แค่สอนหนังสือและดูแลเด็กเอง ไม่เหมือนหมอที่ต้องรับผิดชอบชีวิตด้วย หมอทำงานหนักมากกว่าครูเยอะเลยค่ะ”“มันก็ถูกครับหมอเป็นอาชีพที่ทำงานหนักจริงๆ”“แต่คนก็ยังอยากเป็นหมอกันเยอะนะคะ”“ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน”“น่าจะเพราะรายได้ดีและดูมีเกียรติมั้งคะ”“ผมว่าทุกอาชีพก็มีเกียรติเหมือนกันนะครับ ผมว่าการเป็นครูไม่ง่ายเลยนะครับ ถ้าไม่มีครูดีๆ สอนมาตั้งแต่เด็กๆ ผมจะโตมาเป็นหมอได้ยังไงจริงๆ แล้วผมว่าอาชีพครูเป็นอาชีพที่น่าชื่นชมและมีเกียรติมากอาช
หลังจากที่โทรศัพท์คุยกับปิ่นปินัทธ์ทุกคืน วันนี้กรัณย์กรก็รู้สึกตื่นเต้นมากที่จะได้เจอเธออีกครั้ง เพราะเธอบอกเขาว่าวันนี้จะต้องพาลูกศิษย์มาตัดไหมที่โรงพยาบาลชายหนุ่มตรวจคนไข้คนอื่นเสร็จแล้วก็นั่งรอว่าเมื่อไหร่หญิงสาวจะเดินเข้ามา แต่กรัณย์กรก็ต้องผิดหวังเพราะวันนี้คนที่พาออมสินมาตัดไหมเป็นมารดาของเด็กชายแทนที่จะเป็นคุณครูปิ่นปินัทธ์“สวัสดีครับคุณหมอ / สวัสดีค่ะคุณหมอ” ออมสินและมารดายกมือไหว้“สวัสดีครับ น้องเป็นยังไงบ้างครับคุณแม่มีอาการผิดปกติอะไรไหม”“ไม่มีค่ะ”“หมอขอดูแผลหน่อยนะครับ”กรัณย์กรตรวจบาดแผลแล้วก็เห็นว่าแผลติดสนิทดีชายหนุ่มตัดไหมออกทั้งหมดจากนั้นก็ปิดพลาสเตอร์กันน้ำไว้อย่างเดิม“อย่าเพิ่งให้แผลโดนน้ำนะครับ รอให้ครบสามวันก่อนแล้วค่อยแกะพลาสเตอร์ออก”“แล้วต้องมาทำแผลอีกมั้ยคะ”“ไม่แล้วครับระหว่างนี้ก็ดูว่ามีเลือดซึมออกมาจากพลาสเตอร์ที่ปิดไว้หรือเปล่าถ้ามีอาการผิดปกติหรือรู้สึกว่าบริเวณแผลบวมขึ้นหรือมีไข้ก็ให้มาหาหมอ”“ขอบคุณมากค่ะหมอ”“ไม่วิ่งซนอีกแล้วนะครับออมสิน”“ครับคุณหมอ”“วันนี้แม่พาน้องกลับบ้านได้เลยนะครับ”“มีค่าใช้จ่ายอะไรหรือเปล่าคะคุณหมอ”“ไม่มีครับเดี๋ยวพยาบา
เช้าวันเสาร์ปิ่นปินัทธ์ตื่นนอนตั้งแต่เช้าเพื่อไปซื้อของสำหรับเตรียมทำอาหารต้อนรับหมอกรัณย์กรซึ่งจะมาทานในตอนเย็นส่วนตอนเช้าเธอคุยกับคุณยายแล้วว่าจะซื้อโจ๊กที่ตลาดเข้าไปคุณยายจะได้ไม่ต้องทำอาหารให้เหนื่อยแต่กลางวันก็คุยกันไว้แล้วว่าจะทำเย็นตาโฟทานกันหลังจากซื้อของเตรียมทำอาหารครบแล้วหญิงสาวก็แวะที่ร้านประจำร้านหนึ่งเพื่อซื้อซอสสำหรับทำเย็นตาโฟ“ซื้อของเยอะเลยนะคะครูปิ่น” เจ้าของร้านทักทาย“ค่ะพี่หนึ่ง ปิ่นซื้อของสดเข้าบ้านทุกวันเสาร์ก็เลยเยอะหน่อย พี่หนึ่งมีซอสเย็นตาโฟไหมคะ”“มีค่ะ ครูเอากี่ขวดค่ะ”“ขวดเดียวค่ะ”เมื่อแม่ค้าเอาซอสมาให้แล้วหญิงสาวก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเองลืมซื้อผักบุ้งสำหรับใส่เย็นตาโฟมาด้วย จะใช้ผักบุ้งที่ซื้อมาผัดก็กลัวจะไม่อร่อย“พี่หนึ่งมีผักบุ้งสำหรับใส่เย็นตาโฟไหม”“มีค่ะ เอาซอสเย็นตาโฟผักบุ้งแล้วเอาอะไรอย่างอื่นเพิ่มไหมคะครู”“เอาแค่นี้ค่ะ เท่าไหร่คะ”“สามสิบห้าบาทค่ะ คิดแค่ค่าซอสนะคะ ส่วนค่าผักบุ้งพี่ไม่คิดหรอกค่ะ”“ไม่คิดได้ยังไงล่ะคะ พี่ของซื้อของขายนะ”“แต่ผักบุ้งพวกนี้พี่ปลูกไว้เองที่กระบะหลังบ้านค่ะ ครูปิ่นเอาไปได้เลยไม่ต้องเกรงใจ”“ได้ยังไงกันแบบนี้ปิ่นก็
จากเลี้ยงอาหารมื้อเย็นเพื่อเป็นการขอบคุณที่หมอกรัณย์กรช่วยเขียนประวัติให้ในครั้งนั้น ตอนนี้หมอกรัณย์กรก็ได้กลายเป็น แขกประจำที่มักจะแวะเวียนมาทานอาหารที่บ้านของปิ่นปินัทธ์บ่อยๆ จนคุณยายละมัยเริ่มสงสัยว่าทั้งสองคนกำลังคบกัน“เขาก็แค่มากินข้าวเองค่ะยาย ไม่มีอะไรหรอก” ปิ่นปินัทธ์ตอบเมื่อถูกถามว่าตอนนี้กำลังคบกับหมอกรัณย์กรหรือเปล่า“แต่ปกติยายไม่เห็นหนูพาเพื่อนที่ไหนมากินข้าวที่บ้านนะ”“ก็เพื่อนส่วนใหญ่เขาเป็นคนแถวนี้นี่คะยาย เลิกงานเขาก็กลับบ้าน แต่หมอเขาเป็นคนกรุงเทพไม่ค่อยมีเพื่อนที่นี่เท่าไหร่”“แต่ยายว่าหมอเขาต้องจีบหลานสาวของยายแน่ๆ เลยนะ”“ไม่หรอกค่ะยายปิ่นก็แค่ครูธรรมดาคนหนึ่งคนอย่างหมอเขาต้องมีแฟนเป็นหมอด้วยกันสิคะ”“ทำไมเป็นคิดแบบนั้นล่ะลูก”“ก็มันจริงนี่คะส่วนใหญ่หมอก็จะเป็นแฟนกับหมอหรือไม่ก็เป็นแฟนกับเภสัชหรือพยาบาล พวกเขาทำงานลักษณะเดียวกันคุยกันรู้เรื่องมากกว่าค่ะ”“เท่าที่ยายสังเกตยายว่าหมอรัณย์เขาต้องชอบหลานสาวของยายแน่ แล้วถ้าเกิดมันเป็นแบบนั้นจริงปิ่นคิดว่ายังไงล่ะ”“ปิ่นไม่กล้าคิดหรอกค่ะยาย”“ปิ่นตอบว่าไม่กล้าคิดแสดงว่าเคยคิดใช่ไหมล่ะ”“มันก็มีนิดหน่อยค่ะยาย หมอเขาเป็น
“ยายดีใจด้วยนะปิ่นในที่สุดหลานสาวของยายก็มีแฟนสักที” คุณยายละมัยรู้สึกดีใจมากๆ หลังจากปิ่นปินัทธ์เล่าเรื่องที่กรัณย์กรขอเธอเป็นแฟนให้ฟังหลานสาวของเธอเคยมีแฟนสมัยที่เรียนอยู่แต่ก็เลิกรากันไปนานแล้วจากนั้นปิ่นปินัทธ์ก็ตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือจนสอบบรรจุครูได้ที่โรงเรียนใกล้บ้านและเธอก็ไม่เห็นว่าหลานสาวจะเปิดใจคบผู้ชายคนไหนอีกเลยหลังจากทำงานผ่านมาเกือบสามปีปิ่นปินัทธ์ก็ยังไม่มีใคร พอรู้ว่าตอนนี้ตกลงคบกับคุณหมอกรัณย์กรแล้วคุณยายก็รู้สึกโล่งใจมากๆ เพราะคุณหมอดูเป็นคนดีและน่าจะดูแลหลานสาวของเธอได้ในวันที่ตนเองไม่อาจจะดูแลหลานสาวได้อีกต่อไป คุณยายมีลูกสามคนคือมารดาของเธอคุณลุงศักดิ์และป้าสาซึ่งสองคนนั้นแยกครอบครัวออกไปแล้วแต่ก็ยังไปมาหาสู่และแวะซื้อของใช้มาให้คุณยายอยู่ตลอด ปิ่นปินัทธ์เป็นหลานสาวคนเดียวที่ยายละมัยห่วงที่สุด“ปิ่นไปทำงานก่อนนะคะยาย”“เย็นนี้หมอรัณย์เขาจะมากินข้าวที่บ้านไหม”“หมอเข้าเวรค่ะยายเขาคงมาไม่ได้ คงมากินข้าวที่บ้านเราอีกทีเช้าวันอาทิตย์เลยค่ะ ยายถามทำไมคะมีอะไรหรือเปล่า”“เปล่าหรอก ถ้าหมอจะมายายจะได้เตรียมกับข้าวรอ แล้วก็อยากจะคุยกับหมอนิดหน่อย”“เรื่องสำคัญหรือเปล่
เช้าวันอาทิตย์หมอกรัณย์กรก็มาบ้านปิ่นปินัทธ์ตั้งแต่เช้าเขาทานข้าวเหนียวหมูทอดอิ่มแล้วก็ขับรถออกจากบ้านระหว่างทางทั้งสองก็คุยกันไปเรื่อยใช้เวลาขับรถเกือบสอง ชั่วโมงก่อนจะมาถึงกรุงเทพ“ปิ่นจะว่าอะไรไหมถ้าผมอยากจะแวะไปเอาของที่บ้านหน่อย”“ได้ค่ะ”กรัณย์กรไม่ได้จะไปเอาของแต่เขาอยากพาปิ่นปินัทธ์ไปเจอกับมารดาแต่ถ้าบอกไปตรงๆ ก็กลัวหญิงสาวจะไม่ยอมตามมาด้วย“หมอจะให้ปิ่นเข้าไปที่บ้านด้วยหรือจะให้ปิ่นรออยู่แถวร้านกาแฟคะ”“ทำไมปิ่นจะต้องรออยู่ที่ร้านกาแฟด้วยล่ะ มาด้วยกันก็ต้องไปด้วยกันสิ”“คือปิ่นไม่แน่ใจว่าที่บ้านคุณหมอจะมีใครอยู่บ้าง”“บ้านผมมีแค่แม่ผมกับแม่บ้านครับไม่มีคนอื่น กลัวว่าจะมาเจอใครเหรอ”“เปล่าคะปิ่นก็แค่คิดว่าบางทีหมออาจจะต้องการความเป็นส่วนตัว”“ไม่มีความเป็นส่วนตัวหรือความลับอะไรซ่อนไว้ที่บ้านหรอกเข้าไปในบ้านกับผมนะ”“ก็ได้ค่ะ”ในเมื่อเขาบริสุทธิ์ใจที่จะพาเธอเข้าบ้านปิ่นปินัทธ์ก็ไม่ได้กังวลอะไรมาก ชายหนุ่มพาเธอมายังบ้านขนาดสามห้องนอนสามห้องน้ำซึ่งเป็นบ้านที่เขาอยู่มาตั้งแต่เด็ก แม้ตอนนี้จะซื้อคอนโดอยู่แล้วแต่ก็ยังไม่ยังแวะมาค้างที่นี่อยู่บ่อยๆเมื่อชายหนุ่มขับรถเข้ามาจอดยังบริเ
ตั้งแต่ไปดูหนังด้วยกันเมื่อครั้งก่อนปิ่นปินัทธ์และกรัณย์กรก็มีความสนิทสนมกันมากขึ้น ถ้าวันไหนชายหนุ่มไม่ขึ้นเวรก็จะหาเวลามาทานข้าวกับเธอและคุณยายที่บ้านส่วนเสาร์อาทิตย์ถ้าไม่มานั่งเล่นที่บ้านก็พากันออกไปเดินเล่นและซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าคุณยายละมัยรู้สึกสบายใจมากขึ้นเมื่อเห็นว่าคุณหมอกรัณย์กรนั้นคบกับหลานสาวของเธออย่างเปิดเผยและจะขออนุญาตทุกครั้งก่อนจะพาปิ่นปินัทธ์ออกจากบ้านตอนนี้ความรู้สึกที่ปิ่นปินัทธ์มีให้กับหมอกรัณย์กรนั้นมากอย่างที่ไม่เคยมีให้กับผู้ชายคนไหนมาก่อน เพราะหมอเป็นคนสุภาพมีเหตุผลถึงแม้เขาจะทำงานหนักมาก แต่คุณหมอหนุ่มก็ยังแบ่งเวลาโทรหาและไลน์หาเธอได้ทุกวัน มันทำให้หัวใจของหญิงสาวเต้นแรงจากความชอบ ความชื่นชมตอนนี้เธอคิดว่าตนเองนั้นรักคุณหมอหนุ่มคนนี้อย่างสุดหัวใจเกือบสี่เดือนแล้วที่ทั้งสองรู้จักกันแต่ถ้านับเวลาคบกันเป็นแฟนก็ประมาณสองเดือนทั้งสองไม่เคยทะเลาะกันเลยสักครั้งหญิงสาวรู้ว่างานของเขายุ่งและไม่ค่อยมีเวลาเธอก็ไม่เคยงี่เง่าหรืองอแงให้เขาต้องมาอยู่ด้วย เหตุผลข้อนี้เลยทำให้คุณหมอหนุ่มเองก็รู้สึกว่าโชคดีมากๆ ที่ได้คบกับคุณครูปิ่นปินัทธ์เพราะที่ผ่านมาเขาเจอแต่ผู้ห
วันนี้เป็นวันครบรอบการจากไปของคุณยายละมัยหนึ่งปี กรัณย์กรพาปิ่นปินัทธ์มาทำบุญให้คุณยายที่วัดกับญาติคนอื่นๆตอนนี้สถานะของทั้งสองคนคือคนที่กำลังศึกษากันอยู่ปิ่นปินัทธ์ไม่ใช้คำว่าแฟนหรือคนรักกับกรัณย์กรเพราะเธอกลัวว่าเหตุการณ์แบบเดิมจะกลับมาอีก แต่ชายหนุ่มก็พยายามจะพิสูจน์ให้เธอเห็นว่าตอนนี้เขาสามารถบาลานซ์เรื่องงานและเรื่องการใช้ชีวิตได้อย่างลงตัวตลอดเวลาที่ยายของหญิงสาวป่วยและรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียูเกือบหนึ่งเดือน กรัณย์กรคอยดูแลเธออีกทั้งยังคอยช่วยดูแลคุณยายจนคุณลุงกับคุณป้าเห็นใจชายหนุ่มมากๆ และบอกให้ปิ่นปินัทธ์เปิดใจเพราะรู้สึกว่ากรัณย์กรจะจริงใจกับหลานสาวของตนเองมากหลังจากทำบุญให้กับคุณยายแล้วทุกคนก็มาทานข้าวกันที่บ้านของป้าก่อนจะแยกย้ายกันกลับ ส่วนกรัณย์และปิ่นปินัทธ์ยังอยู่ต่อเพราะป้าสาขอคุยกับชายหนุ่มเป็นการส่วนตัวส่วน“ป้าสามีอะไรกับผมครับ”“ป้าอยากจะถามว่าหมอรัณย์จริงใจกับปิ่นมากใช่ไหม”“ใช่ครับ ความรักครั้งนี้ผมจริงจังมาก ก่อนหน้านี้ผมยอมรับว่าตัวเองแบ่งเวลาไม่ดีทำให้ปิ่นต้องเสียใจ ผมทำให้เป็นรอนานถึงห้าปีแล้วถึงตอนนี้ถ้าปิ่นจะให้ผมรอนานแบบนั้นมั่งมันก็ไม่มีปัญหาเลย”“ป้า
ตลอดทั้งคืนปิ่นปินัทธ์นั่งสัปหงกอยู่บนเก้าอี้หน้าห้องไอซียูโดยมีกรัณย์กรนั่งอยู่ข้างๆกรัณย์กรเดินเข้าไปดูคุณยายเกือบจะทุกชั่วโมงอาการของท่านยังคงที่แต่ดูแล้วไม่ค่อยดีเท่าไหร่เขาไม่รู้จะพูดกับปิ่นปินัทธ์ไงว่าอาการของคุณยายเธอมันค่อนข้างหนักการจะให้คุณยายกลับมาหายดีมันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก ชายหนุ่มเดินเข้าออกห้องไอซียูอยู่หลายรอบจนกระทั่งเผลอหลับในเวลาตีสี่และตกใจตื่นในเวลาเกือบจะหกโมงเช้า“ผมว่าปิ่นกลับไปอาบน้ำล้างหน้าล้างตาก่อนดีกว่าไหม ไม่ต้องห่วงทางนี้หรอก”“อาการของคุณยายเป็นยังไงบ้างคะ” หญิงสาวรู้ว่าเขาเดินเข้าออกอยู่หลายหลายครั้ง“ก็ยังคงที่ครับวันนี้อาจจะต้องตรวจหลายหลายอย่างเพิ่ม ผมไม่ได้เป็นหมอที่ดูแลเคสของยายหรอกนะครับ ผมให้รุ่นพี่อีกท่านเป็นคนช่วยดูให้”“ทำไมละคะ”“เมื่อวานเป็นเวรของเขาครับ อีกอย่างการรักษาคนรู้จักหรือคนใกล้ชิดมันจะค่อนข้างกดดันเพราะเราจะเอาอารมณ์เข้าไปมีส่วนร่วมด้วย มันจะทำให้การตัดสินใจบางอย่างคลาดเคลื่อนได้ อีกอย่างผมก็อยากจะช่วยประสานงานให้มากกว่า”“ขอบคุณนะคะ ถ้าเมื่อคืนไม่ได้คุณคงแย่”“ไม่หรอกครับ หมอและพยาบาลรวมถึงเจ้าหน้าที่คนอื่นทำงานกันอย่างเต
“เกิดอะไรขึ้นเหรอปิ่น” กรัณย์กรถามหลังจากเธอวางสายและดูท่าทางรีบร้อน“ป้าสาโทรมาบอกว่าคุณยายเหนื่อยมากและเหมือนจะหายใจไม่ค่อยออกเลยกำลังพาไปโรงพยาบาลค่ะ”“โรงพยาบาลที่ทำงานใช่ไหม ปิ่นไปกับผมนะน่าจะไวกว่า”นาทีนี้หญิงสาวไม่ได้คิดอะไรอีกแล้วเพราะอยากจะรีบไปหายายให้เร็วที่สุด“ทำใจดีๆ ไว้นะปิ่นไม่น่าจะเป็นอะไรมากหรอก เมื่อตอนกลางวันผมคุยกับคุณยายท่านก็ดูปกติดี แต่ระหว่างทางเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาขอถามอะไรหน่อยได้ไหม”“หมอจะถามอะไรคะ”“ผมจะถามว่าช่วงนี้ยายมีอาการผิดปกติอะไรหรือเปล่า หรือมีโรคประจำตัวอะไรไหม”“ไม่มีค่ะยายแข็งแรงดี”“แล้วในครอบครัวล่ะมีเป็นโรคอะไรไหม เช่นเบาหวาน ความดันหัวใจหรือโรคมะเร็ง”“ปิ่นรู้แค่ป้าสาเป็นความดันโลหิตสูงค่ะ ส่วนเบาหวานไม่เคยได้ยินว่าใครเป็น”“ปิ่นลองนึกหน่อยนะว่าช่วงนี้ยายร่างกายเป็นยังไงบ้าง มีอะไรผิดปกติไหม เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ได้” กรัณย์กรไม่อยากเสียเวลาไปซักประวัติคุณยายที่โรงพยาบาล“ยายเป็นหวัดค่ะ”“แล้วได้กินยาอะไรไหม”“ไม่ค่ะ ยายแค่ไอแห้งๆ ปิ่นจะพาไปหาหมอยายก็บอกว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่จิบน้ำอุ่นก็น่าจะหาย”“แล้วมีอย่างอื่นไหม มีไข้หรือเปล่า”“
“เปิดประตูให้ผมเข้าไปหน่อยสิปิ่น”“เป็นเราคุยกันแล้วนี่คะ ว่าหมอจะมาเฉพาะเวลาราชการเท่านั้นนี่มันค่ำแล้วนะ ที่บ้านก็ไม่มีใครอยู่หมอกลับไปก่อนเถอะค่ะถ้าอยากจะมาหาคุณยายค่อยมาเวลากลางวัน”“แต่ผมอยากคุยกับปิ่นจริงๆ นะผมคุยกับคุณยายแล้วคุณยายอนุญาตให้ผมมาหาคุณได้”“หมายความว่ายังไงคะ”“ขอเข้าไปคุยกันข้างในได้มั้ย ยืนคุยอยู่แบบนี้คนอื่นมาเห็นคงไม่ดีเท่าไหร่”“มันไม่ดีทั้งแต่หมอเข้าออกบ้านของปิ่นห้าปีก่อนแล้วล่ะค่ะ”“ปิ่นอย่าพึ่งโมโหสิ ถ้าปิ่นไม่ให้ผมเข้าไปผมก็จะยืนอยู่แบบนี้แหละแล้วผมจะบีบแต่รถให้ชาวบ้านเขาออกมาดูด้วย”“ทำไมหมอเป็นคนเข้าใจอะไรจะยากแบบนี้นะ”“ผมเข้าใจยากที่ไหน ปิ่นต่างหากที่เข้าใจยาก เปิดประตูให้ผมเข้าไปหน่อยนะปิ่น”เพราะกลัวว่าเขาจะทำอย่างที่พูดจริงๆปิ่นปินัทธ์เลยยอมเปิดประตูให้จากนั้นหญิงสาวเดินนำเขามายังห้องรับแขก“เอาล่ะคะจะพูดอะไรก็พูดปิ่นมีเวลาให้คุณไม่มากหรอกนะปิ่นยังต้องทำใบงานอีกเยอะ”“ให้ผมช่วยทำไหมล่ะ”“ปิ่นไม่รบกวนเวลาคุณหมอขนาดนั้นหรอกค่ะ เวลาทุกนาทีของหมอมันมีค่าอย่าเสียเวลามาทำใบงานเล็กๆ น้อยๆ เลย”“ปิ่นอย่าพึ่งประชดได้ไหม”“หมอจะพูดอะไรก็พูดสิคะ”“ผมอยากขอโอ
หลังจากไปเยี่ยมคุณยายของปิ่นปินัทธ์ที่บ้านแล้วกรัณย์กรก็รู้สึกว่าแปลกๆ เพราะที่บ้านของหญิงสาวไม่มีของเล่นเด็กเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ถ้าเด็กชายที่เขาเห็นเมื่อวันก่อนเป็นลูกของหญิงสาวจริงๆในบ้านหลังนั้นก็น่าจะต้องมีของเล่นสักชิ้นหนึ่งและดูเหมือนยายละมัยก็ไม่ได้บอกเขาว่าปิ่นปินัทธ์แต่งงานแล้วความจริงข้อนี้กรัณย์กรต้องหาทางพิสูจน์เพราะเขารู้ใจตัวเองแล้วว่ายังมีความรู้สึกดีๆ ให้กับปิ่นปินัทธ์และจะต้องพยายามเอาชนะใจของเธออีกครั้งครั้งนี้เขาจะเดินหน้าอย่างเต็มกำลังเพราะรักเธอมาก การห่างกันไปนานหลายปีไม่ได้ทำให้ความรักที่เขามีให้กับปิ่นปินัทธ์ลดน้อยลงเลย และตอนนี้เขาอยากขอโทษเธอที่ตนเองเห็นแก่ตัวเห็นงานสำคัญกว่าความรู้สึกของหญิงสาว แต่ตอนนี้เขาคิดว่าตัวเองจะมีเวลาให้เธอมากขึ้นกรัณย์กรอยากจะกลับมาคบกันปิ่นปินัทธ์อีกครั้งหนึ่ง เขาจะชดเชยเวลาทั้งหมดให้กับหญิงสาว การมาทำงานที่โรงพยาบาลนี้กรัณย์กรไม่ต้องอยู่เวรตลอด 24 ชั่วโมงเขาออกตรวจภายแผนกโอพีดี ราวน์คนไข้ และจะมีนัดคนไข้มาผ่าตัดหรือสวนหัวใจและทุกอย่างก็จะลงเวลานัดหมายเพราะการผ่าตัดประเภทนี้ต้องใช้เจ้าหน้าที่หลายแผนก อีกทั้งห้องผ่าตัดและห้องสวนห
ปิ่นปินัทธ์ไม่ได้บอกยายของตนเองว่าเจอกับกรัณย์กรเพราะกลัวว่าคุณยายจะไม่สบายใจและหญิงสาวก็คิดว่าเขาไม่มีมีทางจะมาหาคุณยายอย่างที่บอกกับเธอแน่ๆแต่ดูเหมือนว่าเธอจะคิดผิดเพราะเย็นวันหนึ่งหลังจากเธอกลับมาจากโรงเรียนก็เห็นบริเวณห้องรับแขกมีกระเช้าผลไม้และนมสำหรับผู้สูงอายุวางอยู่“คุณยายไปซื้อของพวกนี้มาเหรอคะ”“เปล่าหรอกลูกวันนี้มีคนแวะมาเยี่ยมยาย”“ใช่พี่ทศกับพี่แพรหรือเปล่าคะ พี่ทศบอกว่าก่อนจะกรุงเทพจะแวะมาหาคุณยายอีกครั้งหนึ่ง”“ทศเขาแวะมาจริงๆ นั่นแหละแต่ของพวกนี้ไม่ใช่ของทศหรอกนะลูก”“อ้าว....แล้วของใครล่ะคะคุณยาย”“ปิ่นลองเดาดูสิว่าวันนี้มีใครมาหายาย”“ปิ่นเดาไม่ถูกหรอกค่ะยายบอกปิ่นมาเถอะค่ะ”“วันนี้หมอรัณย์เขามาหายายที่นี่”“อะไรนะคะ เขามาหายายจริงๆ เหรอคะ”“ปิ่นรู้ใช่ไหมว่าเขาจะมาหายาย”“ค่ะยาย ปิ่นบังเอิญเจอเขาเมื่ออาทิตย์ก่อน แล้วเขาบอกว่าจะแวะมาหาคุณยายแต่ปิ่นไม่ได้บอกยายเพราะคิดว่ายังไงเขาก็คงไม่มาเวลาทำงานแน่ๆ”“เขามาหายายตอนเที่ยงจ้ะ”“ยายคุยอะไรกับเขาบ้างบอกเรื่องปิ่นไปหรือเปล่า”“ก็คุยเรื่องทั่วไป ยายไม่ได้บอกเรื่องอบปิ่นหรอกนะ ยายรู้ว่าปิ่นอยากให้เรื่องนี้มันเป็นความลับ”
หลังจากดูบ้านเสร็จแล้วกรัณย์กรกับมารดาและลดาพรก็มาอย่างร้านอาหารแห่งหนึ่งในเวลาบ่าย เมื่อมาถึงเขาก็ให้มารดาและลดาพรเข้าไปสั่งอาหารก่อนส่วนเขาขอตัวมาเข้าห้องน้ำที่อยู่ด้านข้างของร้านอาหารขณะเดินออกมาจากห้องน้ำก็สะดุดตากับผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังอุ้มเด็กอยู่เด็กชายหน้าตาน่ารักส่งเสียงอ้อแอ้ทำให้เขาเดินเข้าไปใกล้มากขึ้นโดยไม่รู้ตัวเลย แต่ยิ่งใกล้หัวใจก็รู้สึกชาวาบเมื่อผู้หญิงคนนั้นหันกลับมามองเขาไม่คิดเลยว่าจะมาเจอกับเธอที่นี่ผู้หญิงที่เขาคิดว่าจะกลับมาหาและเริ่มต้นกลับเธออีกครั้ง“หมอรัณย์” หญิงสาวตกใจมากที่เจอกับกรัณย์กรอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้เจอกันมาสามปีกว่า“นี่สินะเหตุผลที่ทำให้คุณบอกเลิกผม”“หมอหมายถึงอะไร”“เร็วดีเหมือนกันนี่น่าจะเลิกกับผมได้ไม่นานก็ไปมีครอบครัวเลยใช่ไหม”ปิ่นปินัทธ์รู้สึกผิดหวังมากๆ กับคำทักทายที่ออกมาจากปากของคนที่ตัวเองรักอย่างสุดหัวใจ หญิงสาวฝืนยิ้มให้เขาทั้งที่ภายในหัวใจเจ็บปวด“ค่ะ มันก็อย่างที่คุณเห็น”“ชีวิตคุณคงมีความสุขมากใช่มั้ย”“ค่ะ ฉันมีความสุขมากหวังว่าหมอคงมีความสุขมากเช่นกันนะคะ”“ใช่สิผมมีความสุขมาก ตอนนี้ผมเรียนจบแล้วและกำลังจะกลับมาประจำอยู่ท
เวลาในแต่ละวันผ่านไปอย่างเชื่องช้ากว่าจะจบวันกรัณย์กรก็แทบสลบชายหนุ่มเรียนและทำงานอย่างหนักและไม่ได้ติดต่อกับ ปิ่นปินัทธ์อีกเลยตั้งแต่วันที่เธอโทรมายุติความสัมพันธ์ เพราะคิดว่าโทรไปก็จะต้องทะเลาะกันกรัณย์กรและลดาพรก็มีความสนิทสนมกันมากขึ้นแต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้คิดอะไรกับเธอมากเกินกว่าเพื่อนเพียงแต่ว่าตอนนี้เขาไม่มีใครแล้วเธอไม่มีใครทั้งสองก็เลยไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดตอนนี้กรัณย์กรเรียนจบแล้วและเย็นนี้เขาก็ชวนลดาพรมาทานอาหารเย็นที่บ้าน ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาหญิงสาวก็มักจะมาทานข้าวกับเขาและมารดาบ่อยๆ“จบแล้วรัณย์จะกลับไปทำงานที่สุพรรณบุรีเลยใช่ไหม”“ผมต้องกลับไปใช้ทุนน่ะแล้วอ้อมล่ะ”“อ้อมสมัครงานที่โรงพยาบาลเอกชนไว้แล้ว รัณย์น่าจะมาทำเอกชนนะรายได้น่าจะดีกว่า มาทำวันหยุดก็ได้”“เรื่องนั้นค่อยคิดทีหลังผมอยากหาประสบการณ์ให้มากกว่านี้ก่อนน่ะ”“อยากกลับไปเป็นหมอที่นั่นหรือจะกลับไปคืนดีกับแฟน”“ผมกับปิ่นไม่ได้ติดต่อกันมาเกือบสามปีแล้วครับแม่ แม่ไม่ต้องห่วงว่าผมจะกลับไปคุยกับเธออีก”“มันก็ไม่แน่นะ ลูกได้กลับไปอยู่ใกล้กันความรู้สึกเดิมๆ มันจะกลับมา”“ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของอนาคตเถอะครับแม่ ผมไปครั้ง
“หมอรัณย์เขายุ่งมากเลยเหรอปิ่น ขนาดหนูเข้าโรงพยาบาลหลายวันเขายังไม่มาเยี่ยมเลย”“อย่าพูดถึงเขาเลยค่ะยาย”“ทำไมล่ะทะเลาะกันเหรอ”“ปิ่นคิดว่าปิ่นกับเขาคงไม่เหมาะกัน”“เกิดอะไรขึ้น ปิ่นเล่าให้ยายฟังสิ ยายว่ามันแปลกนะ เรื่องที่หนูท้องเขารู้หรือเปล่า”“ไม่รู้ค่ะ”“ปิ่นไม่ได้บอกเขาเหรอ”“ปิ่นก็อยากบอกเขาค่ะ ปิ่นพยายามโทรหาเขาหลายครั้งแล้วแต่เขาไม่มีเวลาคุยกับปิ่น”“จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้บอกเขาใช่ไหม”“ค่ะยายเลย คืนนั้นที่ปิ่นปวดท้องมากเลยต้องตัดสินใจว่าจะรักษาแบบไหนปิ่นโทรหาแต่เขาก็ไม่รับปิ่นเลยคิดว่าปิ่นกับเขามันคงจบกันแค่นี้”“หนูใช้อารมณ์เกินไปหรือเปล่า”“ปิ่นยอมรับว่าใช่อารมณ์เกินไป แต่ในเวลาที่ปิ่นต้องการคำปรึกษาแล้วปิ่นปรึกษาเขาไม่ได้ กว่าเขาจะโทรกลับมาอีกครั้งก็บ่าย ปิ่นคิดว่ามีแฟนแล้วพึ่งพาไม่ได้แบบนี้มันก็ไม่ต่างจากการเป็นโสดเพราะฉะนั้นปิ่นจะมีแฟนไปทำไงคะยาย”“ลองคุยกันอีกทีตอนที่ใจเย็นดีไหม”“ไม่ค่ะ”“แล้วหนูจะเลิกกันเขาจริงเหรอ”“ค่ะยาย เขายุ่งก็ปล่อยให้เขาใช้ชีวิตของเขาไป ปิ่นก็อยู่แบบนี้ดีกว่าค่ะยาย”“ยายคิดว่าหนูโชคร้ายมากเลยที่ท้องนอกมดลูกแล้วต้องเอาเด็กออก แต่พอถึงวันนี้ยายค