เช้าวันเสาร์ปิ่นปินัทธ์ตื่นนอนตั้งแต่เช้าเพื่อไปซื้อของสำหรับเตรียมทำอาหารต้อนรับหมอกรัณย์กรซึ่งจะมาทานในตอนเย็น
ส่วนตอนเช้าเธอคุยกับคุณยายแล้วว่าจะซื้อโจ๊กที่ตลาดเข้าไปคุณยายจะได้ไม่ต้องทำอาหารให้เหนื่อยแต่กลางวันก็คุยกันไว้แล้วว่าจะทำเย็นตาโฟทานกัน
หลังจากซื้อของเตรียมทำอาหารครบแล้วหญิงสาวก็แวะที่ร้านประจำร้านหนึ่งเพื่อซื้อซอสสำหรับทำเย็นตาโฟ
“ซื้อของเยอะเลยนะคะครูปิ่น” เจ้าของร้านทักทาย
“ค่ะพี่หนึ่ง ปิ่นซื้อของสดเข้าบ้านทุกวันเสาร์ก็เลยเยอะหน่อย พี่หนึ่งมีซอสเย็นตาโฟไหมคะ”
“มีค่ะ ครูเอากี่ขวดค่ะ”
“ขวดเดียวค่ะ”
เมื่อแม่ค้าเอาซอสมาให้แล้วหญิงสาวก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเองลืมซื้อผักบุ้งสำหรับใส่เย็นตาโฟมาด้วย จะใช้ผักบุ้งที่ซื้อมาผัดก็กลัวจะไม่อร่อย
“พี่หนึ่งมีผักบุ้งสำหรับใส่เย็นตาโฟไหม”
“มีค่ะ เอาซอสเย็นตาโฟผักบุ้งแล้วเอาอะไรอย่างอื่นเพิ่มไหมคะครู”
“เอาแค่นี้ค่ะ เท่าไหร่คะ”
“สามสิบห้าบาทค่ะ คิดแค่ค่าซอสนะคะ ส่วนค่าผักบุ้งพี่ไม่คิดหรอกค่ะ”
“ไม่คิดได้ยังไงล่ะคะ พี่ของซื้อของขายนะ”
“แต่ผักบุ้งพวกนี้พี่ปลูกไว้เองที่กระบะหลังบ้านค่ะ ครูปิ่นเอาไปได้เลยไม่ต้องเกรงใจ”
“ได้ยังไงกันแบบนี้ปิ่นก็ไม่กล้ามาซื้อของร้านพี่หนึ่งอีกแน่ๆ เลย”
“ทีครูปิ่นยังเลี้ยงขนมลูกสาวพี่อยู่บ่อยๆ เลยนะคะ แค่นี้ไม่เป็นไรหรอก พี่ได้ข่าวว่าอาทิตย์ที่แล้วออมสินหกล้มหัวแตกเหรอคะ”
“ค่ะพี่หนึ่ง เด็กๆ ไปวิ่งเล่นกันในสนามครูไม่ได้ตามออกไป แต่ตอนนี้หายแล้วค่ะ”
“ข้าวฟ่างเล่าให้ฟังว่าครูเป็นดูแลอย่างดี เลยตอนกลางวันก็ค่อยเอายาให้”
“ออมสินอยู่ที่บ้านกับยายปิ่นกลัวว่าจะกินยาไม่ครบก็เลยให้แม่เขาเอามาส่งไว้ที่โรงเรียนดีกว่า”
“ครูดีอย่างครูปิ่นนี่หายากนะคะ นี่ถ้าน้องชายพี่ยังโสดพี่จะยุให้จีบครูปิ่นแล้ว ทั้งสวยทั้งใจดีกับเด็กๆ แบบนี้ทำไมถึงยังไม่มีแฟนสักทีสงสัย”
“เนื้อคู่ของปิ่นยังไม่เกิดมั้งคะพี่หนึ่ง”
“ไม่แน่นะอาจจะเกิดแล้วแต่คงยังหากันไม่เจอ”
“ปิ่นก็ไม่รู้ว่าเขาไปหาแฟนกันที่ไหนนะคะ”
“ครูปิ่นต้องออกมาเที่ยวบ้างสิคะ เลิกงานแล้วกลับบ้านไปอยู่กับคุณยายแบบนั้นผู้ชายที่ไหนเขาจะรู้เหรอคะว่ามีเพชรเม็ดงามซ่อนอยู่”
“ปิ่นว่าถ้าเป็นเนื้อคู่เราจริงๆ เดี๋ยวก็หากันเจอเองค่ะ ปิ่นขอตัวก่อนนะคะสั่งโจ๊กไว้ค่ะ เดี๋ยวแม่ค้าจะคิดว่าปิ่นกลับบ้านไปแล้ว”
เมื่อกลับมาถึงบ้านปิ่นปินัทธ์ก็เอาของสดใส่ตู้จากนั้นก็เทโจ๊กใส่ชามและเดินไปถามคุณยายที่กำลังรดน้ำอยู่หน้าบ้าน
“ยายขามากินโจ๊กได้แล้วค่ะ กำลังร้อนๆ เลยค่ะ เข้าไปกินก่อนดีกว่าเดี๋ยวต้นไม้ตรงนี้ปิ่นมารดเองค่ะ”
“อีกนิดเดียวก็จะรู้เสร็จแล้วปิ่นเข้าไปรอข้างในเลย”
“ก็ได้ค่ะ ยายรดเสร็จแล้วเอาสายยางทิ้งไว้ตรงนี้นะคะ เดี๋ยวปิ่นออกมาเก็บเอง”
“ได้จ้ะ”
หลังจากรดน้ำต้นไม้เสร็จแล้วคุณยายละมัยก็เดินตามหลานสาวเข้าไปในบ้าน
ทานอาหารเช้าเสร็จปิ่นปินัทธ์ขอตัวไปนั่งทำใบงานเพราะนอกจากเธอจะทำใบงานไปสอนนักเรียนที่โรงเรียนแล้วเธอยังทำไฟล์ใบงานจำหน่ายให้กับครูที่สนใจอีกด้วย
หญิงสาวนั่งทำงานจนกระทั่งใกล้เวลาอาหารกลางวันก็ออกมาทำเย็นตาโฟทานและกลับเข้าไปทำงานอีกจนกระทั่งถึงเวลาบ่ายสามก็ออกจากห้องเพื่อมาช่วยคุณยายทำอาหารไว้รอหมอกรัณย์กร
“น่ากินมากๆ เลยค่ะ ยายสงสัยเย็นนี้ปิ่นจะต้องกินข้าวหลายจานแน่ๆ”
“ยายก็ไม่รู้นะว่าน่ากินของเราหมอเขาจะกินได้หรือเปล่าอาหารทั่วไปแบบนี้”
“ทำไมยายถึงคิดว่าหมอเขาจะกินไม่ได้ล่ะคะ”
“คนเราถูกเลี้ยงดูมาต่างกันของที่เราบอกอร่อยเขาอาจจะไม่อร่อยก็ได้”
“แต่ยายของปิ่นทำอะไรก็อร่อยค่ะ ปิ่นคิดว่าหมอจะต้องชอบฝีมือยายแน่ๆ ค่ะ”
หลังจากช่วยยายทำอาหารเสร็จในเวลาเกือบจะห้าโมง ปิ่นปินัทธ์ก็เขาไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเพราะเหนียวตัวไปหมดเธอสวมกางเกงผ้าขายาวกับเสื้อเชิ้ตแขนกุดแล้วออกมานั่งดูทีวีอยู่กับคุณยาย
เมื่อใกล้ถึงเวลานัดหมอกรัณย์กรก็โทรเข้ามา
“ถึงไหนแล้วคะหมอ”
“ตอนนี้ผมอยู่หน้าปากซอยกำลังงงๆ อยู่ผมต้องขับรถไปทางไหนนะต่อครับ”
“คุณหมอตรงเข้ามาเรื่อยๆ ค่ะ อย่าขับเร็วนะคะซอยมันแคบบางทีก็มีมอเตอร์ไซค์เข้าออกค่ะ พอมาถึงทางแยกเล็กที่มีดอกไม้สีเหลืองหมอก็เลี้ยวเข้ามาในซอยเลยค่ะ บ้านปิ่นอยู่ซ้ายมือหลังที่เจ็ดเดี๋ยวปิ่นจะออกไปยืนรอที่หน้าบ้านนะคะ”
“หมอมาแล้วเหรอปิ่นค่ะ เขากำลังเข้ามาในซอยแต่น่าจะงงกับเส้นทางอยู่เดี๋ยวปิ่นยื่นไปรอรับที่หน้าบ้านนะคะ”
ปิ่นปินัทธ์ออกยืนรอที่หน้าบ้านเมื่อเห็นรถยุโรปสีดำแล่นเข้ามาเธอก็โบกมือให้ เพราะมั่นใจว่าจะเป็นรถของคุณหมอเนื่องจากในซอยนี้ไม่มีใครใช้รถยนต์เลยนอกจากบ้านของเธอเพียงหลังเดียวเท่านั้น
ชายหนุ่มจอดรถหน้ารั้วและเปิดประตูลงมาพร้อมกับกระเช้าผลไม้อีกหนึ่งใบ
“สวัสดีค่ะหมอ”
“สวัสดีครับปิ่น”
“หมอเอาอะไรมาคะ”
“ผลไม้ครับ เอามาฝากคุณยาย”
“ไม่เห็นต้องลำบากเลยค่ะ”
“ก็ผมมาทานข้าวที่นี่จะไม่เอาอะไรเลยมันก็น่าเกลียด”
“เข้าไปข้างในกันเถอะค่ะ หมอหิวหรือยังคะ” หญิงสาวชวนคุย
“หิวมากๆ เลยครับวันนี้กินข้าวตอนสิบโมงจากนั้นก็ไม่ได้กินอะไรอีกเลย”
“งานยุ่งเหรอคะ”
“นิดหน่อยครับพอดีมีเคสที่น่าสนใจอาจารย์หมอก็เลยโทรตามให้ไปดูที่โรงพยาบาล”
“ปิ่นนึกว่าวันเสาร์หมอจะได้หยุดทั้งวัน”
“ไม่หรอกครับตอนเช้าไปราวน์คุณไข้แต่ในกรณีนี้ที่อาจารย์หมอโทรตามเราจะไม่ไปก็ได้แต่ผมเห็นว่ามันน่าสนใจเลยเข้าไปดูครับ”
ชายหนุ่มเดินตามปิ่นปินัทธ์เข้ามาในบ้านเขาเห็นหญิงสูงวัยนั่งอยู่บนโซฟาก็ยิ้มทักทาย ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ๆ ก็ยกมือไหว้
“สวัสดีครับคุณยาย”
“สวัสดีจ้ะ นี่ใช่มั๊ยคุณหมอที่หนูที่ปิ่นเล่าให้ยายฟัง”
“ค่ะยายหมอชื่อหมอรัณย์ค่ะ”
“ผมขอมาทานข้าวบ้านคุณยายสักมื้อนะครับ”
“ตามสบายเลยจ้ะ หมอหิวหรือยังล่ะ จะกินข้าวเลยไหม”
“ดีเหมือนกันครับยาย ผมหิวมากๆ”
“กับข้าวบ้านยายอาจจะเป็นกับข้างง่ายๆ นะไม่รู้หมอจะกินได้ไหม”
“ผมกินง่ายครับยาย”
หญิงสาวพากรัณย์กรเดินตามคุณยายไปยังห้องครัวที่อยู่ติดกับห้องรับแขก
“ผมขอล้างมือก่อนนะครับ” เมื่อชายหนุ่มล้างมือเสร็จก็มานั่งฝั่งตรงข้ามกับปิ่นปินัทธ์
“น่ากินจังเลยครับยาย มีปลาช่อนผัดคื่นช่ายกับหมูทอดของโปรดผมด้วย”
“คุณหมอชอบเหรอคะ”
“ครับผมชอบมากเลย”
“ใช่ครับผมชอบกินมากแต่ไม่ได้กินนานแล้วเพราะร้านอาหารตามสั่งเขาไม่ค่อยทำเมนูนี้”
“ถ้าคุณหมอชอบเดี๋ยวยายตักแบ่งเอาไปให้กินด้วยดีไหม”
“ไม่เป็นไรครับยายผมมากินแค่นี้ก็เกรงใจมากแล้ว”
“จะต้องเกรงใจกันทำไมล่ะ ปิ่นเล่าให้ฟังว่าหมอช่วยออมสินยายก็ขอบคุณมากๆ ถ้าอยากกินอีกก็บอกยายนะ เพราะหนูปิ่นก็ชอบกินเหมือนกัน”
“เหรอครับ บังเอิญจัง”
“ค่ะ ปิ่นชอบกินมากๆ”
จากเลี้ยงอาหารมื้อเย็นเพื่อเป็นการขอบคุณที่หมอกรัณย์กรช่วยเขียนประวัติให้ในครั้งนั้น ตอนนี้หมอกรัณย์กรก็ได้กลายเป็น แขกประจำที่มักจะแวะเวียนมาทานอาหารที่บ้านของปิ่นปินัทธ์บ่อยๆ จนคุณยายละมัยเริ่มสงสัยว่าทั้งสองคนกำลังคบกัน“เขาก็แค่มากินข้าวเองค่ะยาย ไม่มีอะไรหรอก” ปิ่นปินัทธ์ตอบเมื่อถูกถามว่าตอนนี้กำลังคบกับหมอกรัณย์กรหรือเปล่า“แต่ปกติยายไม่เห็นหนูพาเพื่อนที่ไหนมากินข้าวที่บ้านนะ”“ก็เพื่อนส่วนใหญ่เขาเป็นคนแถวนี้นี่คะยาย เลิกงานเขาก็กลับบ้าน แต่หมอเขาเป็นคนกรุงเทพไม่ค่อยมีเพื่อนที่นี่เท่าไหร่”“แต่ยายว่าหมอเขาต้องจีบหลานสาวของยายแน่ๆ เลยนะ”“ไม่หรอกค่ะยายปิ่นก็แค่ครูธรรมดาคนหนึ่งคนอย่างหมอเขาต้องมีแฟนเป็นหมอด้วยกันสิคะ”“ทำไมเป็นคิดแบบนั้นล่ะลูก”“ก็มันจริงนี่คะส่วนใหญ่หมอก็จะเป็นแฟนกับหมอหรือไม่ก็เป็นแฟนกับเภสัชหรือพยาบาล พวกเขาทำงานลักษณะเดียวกันคุยกันรู้เรื่องมากกว่าค่ะ”“เท่าที่ยายสังเกตยายว่าหมอรัณย์เขาต้องชอบหลานสาวของยายแน่ แล้วถ้าเกิดมันเป็นแบบนั้นจริงปิ่นคิดว่ายังไงล่ะ”“ปิ่นไม่กล้าคิดหรอกค่ะยาย”“ปิ่นตอบว่าไม่กล้าคิดแสดงว่าเคยคิดใช่ไหมล่ะ”“มันก็มีนิดหน่อยค่ะยาย หมอเขาเป็น
“ยายดีใจด้วยนะปิ่นในที่สุดหลานสาวของยายก็มีแฟนสักที” คุณยายละมัยรู้สึกดีใจมากๆ หลังจากปิ่นปินัทธ์เล่าเรื่องที่กรัณย์กรขอเธอเป็นแฟนให้ฟังหลานสาวของเธอเคยมีแฟนสมัยที่เรียนอยู่แต่ก็เลิกรากันไปนานแล้วจากนั้นปิ่นปินัทธ์ก็ตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือจนสอบบรรจุครูได้ที่โรงเรียนใกล้บ้านและเธอก็ไม่เห็นว่าหลานสาวจะเปิดใจคบผู้ชายคนไหนอีกเลยหลังจากทำงานผ่านมาเกือบสามปีปิ่นปินัทธ์ก็ยังไม่มีใคร พอรู้ว่าตอนนี้ตกลงคบกับคุณหมอกรัณย์กรแล้วคุณยายก็รู้สึกโล่งใจมากๆ เพราะคุณหมอดูเป็นคนดีและน่าจะดูแลหลานสาวของเธอได้ในวันที่ตนเองไม่อาจจะดูแลหลานสาวได้อีกต่อไป คุณยายมีลูกสามคนคือมารดาของเธอคุณลุงศักดิ์และป้าสาซึ่งสองคนนั้นแยกครอบครัวออกไปแล้วแต่ก็ยังไปมาหาสู่และแวะซื้อของใช้มาให้คุณยายอยู่ตลอด ปิ่นปินัทธ์เป็นหลานสาวคนเดียวที่ยายละมัยห่วงที่สุด“ปิ่นไปทำงานก่อนนะคะยาย”“เย็นนี้หมอรัณย์เขาจะมากินข้าวที่บ้านไหม”“หมอเข้าเวรค่ะยายเขาคงมาไม่ได้ คงมากินข้าวที่บ้านเราอีกทีเช้าวันอาทิตย์เลยค่ะ ยายถามทำไมคะมีอะไรหรือเปล่า”“เปล่าหรอก ถ้าหมอจะมายายจะได้เตรียมกับข้าวรอ แล้วก็อยากจะคุยกับหมอนิดหน่อย”“เรื่องสำคัญหรือเปล่
เช้าวันอาทิตย์หมอกรัณย์กรก็มาบ้านปิ่นปินัทธ์ตั้งแต่เช้าเขาทานข้าวเหนียวหมูทอดอิ่มแล้วก็ขับรถออกจากบ้านระหว่างทางทั้งสองก็คุยกันไปเรื่อยใช้เวลาขับรถเกือบสอง ชั่วโมงก่อนจะมาถึงกรุงเทพ“ปิ่นจะว่าอะไรไหมถ้าผมอยากจะแวะไปเอาของที่บ้านหน่อย”“ได้ค่ะ”กรัณย์กรไม่ได้จะไปเอาของแต่เขาอยากพาปิ่นปินัทธ์ไปเจอกับมารดาแต่ถ้าบอกไปตรงๆ ก็กลัวหญิงสาวจะไม่ยอมตามมาด้วย“หมอจะให้ปิ่นเข้าไปที่บ้านด้วยหรือจะให้ปิ่นรออยู่แถวร้านกาแฟคะ”“ทำไมปิ่นจะต้องรออยู่ที่ร้านกาแฟด้วยล่ะ มาด้วยกันก็ต้องไปด้วยกันสิ”“คือปิ่นไม่แน่ใจว่าที่บ้านคุณหมอจะมีใครอยู่บ้าง”“บ้านผมมีแค่แม่ผมกับแม่บ้านครับไม่มีคนอื่น กลัวว่าจะมาเจอใครเหรอ”“เปล่าคะปิ่นก็แค่คิดว่าบางทีหมออาจจะต้องการความเป็นส่วนตัว”“ไม่มีความเป็นส่วนตัวหรือความลับอะไรซ่อนไว้ที่บ้านหรอกเข้าไปในบ้านกับผมนะ”“ก็ได้ค่ะ”ในเมื่อเขาบริสุทธิ์ใจที่จะพาเธอเข้าบ้านปิ่นปินัทธ์ก็ไม่ได้กังวลอะไรมาก ชายหนุ่มพาเธอมายังบ้านขนาดสามห้องนอนสามห้องน้ำซึ่งเป็นบ้านที่เขาอยู่มาตั้งแต่เด็ก แม้ตอนนี้จะซื้อคอนโดอยู่แล้วแต่ก็ยังไม่ยังแวะมาค้างที่นี่อยู่บ่อยๆเมื่อชายหนุ่มขับรถเข้ามาจอดยังบริเ
ตั้งแต่ไปดูหนังด้วยกันเมื่อครั้งก่อนปิ่นปินัทธ์และกรัณย์กรก็มีความสนิทสนมกันมากขึ้น ถ้าวันไหนชายหนุ่มไม่ขึ้นเวรก็จะหาเวลามาทานข้าวกับเธอและคุณยายที่บ้านส่วนเสาร์อาทิตย์ถ้าไม่มานั่งเล่นที่บ้านก็พากันออกไปเดินเล่นและซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าคุณยายละมัยรู้สึกสบายใจมากขึ้นเมื่อเห็นว่าคุณหมอกรัณย์กรนั้นคบกับหลานสาวของเธออย่างเปิดเผยและจะขออนุญาตทุกครั้งก่อนจะพาปิ่นปินัทธ์ออกจากบ้านตอนนี้ความรู้สึกที่ปิ่นปินัทธ์มีให้กับหมอกรัณย์กรนั้นมากอย่างที่ไม่เคยมีให้กับผู้ชายคนไหนมาก่อน เพราะหมอเป็นคนสุภาพมีเหตุผลถึงแม้เขาจะทำงานหนักมาก แต่คุณหมอหนุ่มก็ยังแบ่งเวลาโทรหาและไลน์หาเธอได้ทุกวัน มันทำให้หัวใจของหญิงสาวเต้นแรงจากความชอบ ความชื่นชมตอนนี้เธอคิดว่าตนเองนั้นรักคุณหมอหนุ่มคนนี้อย่างสุดหัวใจเกือบสี่เดือนแล้วที่ทั้งสองรู้จักกันแต่ถ้านับเวลาคบกันเป็นแฟนก็ประมาณสองเดือนทั้งสองไม่เคยทะเลาะกันเลยสักครั้งหญิงสาวรู้ว่างานของเขายุ่งและไม่ค่อยมีเวลาเธอก็ไม่เคยงี่เง่าหรืองอแงให้เขาต้องมาอยู่ด้วย เหตุผลข้อนี้เลยทำให้คุณหมอหนุ่มเองก็รู้สึกว่าโชคดีมากๆ ที่ได้คบกับคุณครูปิ่นปินัทธ์เพราะที่ผ่านมาเขาเจอแต่ผู้ห
เมื่อมาถึงบริเวณห้องจัดเลี้ยงซึ่งตอนนี้มีเพื่อนของปิ่นปินัทธ์เข้ามาในงานแล้วประมาณสิบกว่าคนกว่าคนจากจำนวนที่ตกลงจะมางานเลี้ยงสามสิบคนปิ่นปินัทธ์พาหมอกรัณย์กรเขาไปแนะนำกับเพื่อนสนิทของเธอที่นั่งรวมกลุ่มกันอยู่ประมาณห้าคนจากนั้นเขาก็ขอตัวออกมานอนพักเพราะเข้าเวรติดๆ กันมาหลายวัน“แฟนของปิ่นหล่อมากๆ ไปหามาจากที่ไหน”เพื่อนคนหนึ่งถาม“ไม่ได้ไปหาที่ไหนหรอกแค่บังเอิญเจอกันที่โรงพยาบาล”“ทำไมโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้โรงเรียนเราไม่มีหมอหล่อๆ บ้างนะ นะถ้ามีหมอเราจะพาเด็กนักเรียนไปหาหมอทุกวันเลย”“นั่นสิใกล้โรงเรียนของเราก็ไม่มีหมอหล่อเลย”“ที่โรงพยาบาลใกล้โรงเรียนเราก็มีนะ แต่ส่วนใหญ่จะไม่โสดเลย สงสัยต้องหาทางย้ายโรงเรียนไปอยู่ใกล้โรงพยาบาลที่มีหมอหล่อๆ บ้างแล้วล่ะ” เพื่อนอีกคนก็พูดแซวขึ้นมาปิ่นปินัทธ์ไม่ได้ตอบอะไรเธอได้แต่ยิ้มเพราะทุกครั้งที่มางานเลี้ยงรุ่นแบบนี้หญิงสาวก็มันจะฟังเพื่อนคุยกันมากกว่า ถึงแม้ว่าตนเองจะเป็นคนคุยเก่งแต่เวลาอยู่กับเพื่อนหลายๆ คนแบบนี้ปิ่นปินัทธ์ก็มักจะคุยไม่ทันคนอื่น หญิงสาวจึงเลือกที่จะยิ้มและหัวเราะกับเรื่องที่เพื่อนเล่ามากกว่า“เราว่ามันต้องเป็นพรหมลิขิตแน่เลยนะปิ่น อ
หญิงสาวยิ้มก่อนจะตอบความรู้สึกของตนเองออกมา“ปิ่นก็รักหมอค่ะ”“ดีใจจังที่ได้ยินคำนี้จากปิ่น” คุณหมอหนุ่มขยับเข้ามาใกล้แล้วกอดเธอไว้ด้วยความดีใจที่ได้ยินคำบอกรักจากปากของหญิงสาว“หมอปล่อยปิ่นได้แล้วค่ะ”“ปล่อยทำไม รักกันก็ต้องกอดกันหรือปิ่นรังเกียจผม”“ปิ่นไม่ได้รังเกียจหมอ แต่ปิ่นง่วง”“ผมว่าปิ่นไม่ง่วงหรอก ตอนนี้หัวใจกำลังเต้นแรงมากๆ เลยใช่ไหมล่ะ”ปิ่นปินัทธ์เถียงไม่ออกเพราะตอนนี้ใจเธอเต้นแรงมากๆ และรู้สึกว่าเขาก็คงไม่ต่างจากเธอ“ถึงปิ่นไม่ใช่หมอแต่ปิ่นก็รู้ว่าตอนนี้หมอก็ใจเต้นแรงเหมือนกันใช่ไหม”“ผมยอมรับว่าผมใจเต้นแรงเพราะอยู่ใกล้ปิ่น มันเต้นแรงแบบนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอปิ่น”ชายหนุ่มเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ก่อนจะจูบไปบนหน้าผากของเธอแล้วกดจมูกลงบนแก้มเนียน“ผมรักปิ่น ปิ่นก็รักผม มันคงไม่ผิดใช่ไหมถ้าคนรักกันจะใกล้ชิดกันมากขึ้น”คำพูดของคุณหมอหนุ่มเหมือนกับมนต์สะกดทำให้ปิ่นปินัทธ์ตกลงไปในหลุมพรางที่เขาขุดขึ้น เขาก้มใบหน้าใกล้แล้วกดริมฝีปากหยักได้รูปลงบนริมฝีปากของหญิงสาวอย่างแผ่วเบา ปากร้อนแทะเล็มบนริมฝีปากเล็ก ละเมียดละไมชิมความหวานหลอกล่อคนอ่อนประสบการณ์ให้เผยอปากออกมาทีละนิด เมื่อพยายา
กรัณย์กรไม่รอฟังคำตอบ ความต้องการทำให้เขาไม่อาจจะทนได้อีกต่อไปแล้ว กลิ่นกายของหญิงสาวมันกระตุ้นความต้องการของเขาจนยากที่จะหักห้ามเรียวลิ้นเกี่ยวกระหวัดรัดรึงเป็นพัลวันขณะที่มือใหญ่แท่งเนื้อแข็งร้อนลากขึ้นลงกลางกลีบสวย“อื้อ...”หญิงสาวครางกระเส่าเมื่อเขากดท่อนเอ็นร้อนลงบนเกสรเสียวแล้วถูความแข็งร้อนไปลากไปบนกลีบสวย มือใหญ่จับเข่ามนให้แยกออกกว้างมากยิ่งขึ้น“อ๊ะ! ปิ่นเจ็บ”ปิ่นปินัทธ์สะดุ้งเมื่อเขากดปลายท่อนเอ็นร้อนเข้ามากลางกายของเธอจนรู้สึกคับแน่น“นิดเดียวนะปิ่น หายใจเข้าลึกๆ นะปิ่น อย่าเกร็งมันจะไม่เจ็บเชื่อผม”กรัณย์กรก็ปลอบประโลมเธอด้วยจูบที่อ่อนหวานพร้อมกับขบเม้มไปตามลำคอ สองมือฟอนเฟ้นเต้าอวบหลอกล่อให้เธอตกลงมาในกองเพลิงพิศวาสอีกครั้งขณะที่กดตัวตนเข้าไปได้เพียงนิดก็รู้สึกถึงแรงตอดรัด“อย่าเพิ่งตอดสิปิ่นใจเย็น”“หมอคะปิ่นเจ็บ”“เดี๋ยวจะดีขึ้นเชื่อผมที่รัก”นาทีนี้ไม่ว่าอะไรก็หยุดความต้องการของกรัณย์กรไม่ได้ เขากัดกรามแน่นเมื่อถูกความเป็นสาวตอกรัดแท่งร้อนทั้งที่เข้าไปได้แค่ส่วนปลาย“อื้อ..หมอ”“นิดเดียวปิ่น”ชายหนุ่มก็กดตัวตนเข้าไปพรวดเดียวจนมันทะลุผ่านเยื่อบางๆ หญิงสาวกรีดร้องด้ว
ความสัมพันธ์ที่มันเกิดขึ้นเกิดจากความรักและความเต็มใจปิ่นปินัทธ์ไม่รู้สึกเสียใจเลยที่ตนเองนอนกับกรัณย์กรเพราะรู้ว่าวันในวันหนึ่งเหตุการณ์แบบนี้ก็จะต้องเกิดขึ้นหญิงสาวกลับมาทำงานตามปกติกรัณย์กรเองก็โทรศัพท์หาเธออย่างสม่ำเสมอวันเสาร์จะเป็นวันที่พวกเขารอคอยจะได้เจอกันแต่ก็ไม่ได้พากันไปค้างที่อื่นเพราะกรัณย์กรจะมาขลุกอยู่ที่บ้านของหญิงสาว เขานั่งดูทีวีกับยายของเธอโดยไม่รู้สึกเบื่อแต่กลับรู้สึกดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าเขาจะต้องกลับไปเรียนต่อที่กรุงเทพแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นพูดเรื่องนี้กับปิ่นปินัทธ์ยังไงดี เขากลัวว่าเธอจะไม่เข้าใจแต่เวลามันก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ วันนี้กรัณย์กรเลยตัดสินใจจะบอกหญิงสาวและคุณยายเรื่องที่จะต้องก็ไปเรียนต่อเฉพาะทางอีกหลายปีหลังทานอาหารค่ำเสร็จ กรัณย์กรก็มานั่งในห้องรับแขกสีหน้าของเขาค่อนข้างเครียดทำให้ปิ่นปินัทธ์พอจะมองออกมอง“เป็นอะไรหรือเปล่าคะหมอ ทำไมสีหน้าไม่ค่อยดีเลย”“ผมมีเรื่องอะไรจะบอกคุณยายกับปิ่นครับ”“เรื่องอะไรล่ะ”“คือเดือนหน้าผมต้องไปเรียนต่อเฉพาะทาง”“ไอ้เรียนต่อเฉพาะทางเนี่ยมันคือยังไงล่ะ ยายไม่เข้าใจหรอกนะ หมอรัณย์”“คืนต
วันนี้เป็นวันครบรอบการจากไปของคุณยายละมัยหนึ่งปี กรัณย์กรพาปิ่นปินัทธ์มาทำบุญให้คุณยายที่วัดกับญาติคนอื่นๆตอนนี้สถานะของทั้งสองคนคือคนที่กำลังศึกษากันอยู่ปิ่นปินัทธ์ไม่ใช้คำว่าแฟนหรือคนรักกับกรัณย์กรเพราะเธอกลัวว่าเหตุการณ์แบบเดิมจะกลับมาอีก แต่ชายหนุ่มก็พยายามจะพิสูจน์ให้เธอเห็นว่าตอนนี้เขาสามารถบาลานซ์เรื่องงานและเรื่องการใช้ชีวิตได้อย่างลงตัวตลอดเวลาที่ยายของหญิงสาวป่วยและรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียูเกือบหนึ่งเดือน กรัณย์กรคอยดูแลเธออีกทั้งยังคอยช่วยดูแลคุณยายจนคุณลุงกับคุณป้าเห็นใจชายหนุ่มมากๆ และบอกให้ปิ่นปินัทธ์เปิดใจเพราะรู้สึกว่ากรัณย์กรจะจริงใจกับหลานสาวของตนเองมากหลังจากทำบุญให้กับคุณยายแล้วทุกคนก็มาทานข้าวกันที่บ้านของป้าก่อนจะแยกย้ายกันกลับ ส่วนกรัณย์และปิ่นปินัทธ์ยังอยู่ต่อเพราะป้าสาขอคุยกับชายหนุ่มเป็นการส่วนตัวส่วน“ป้าสามีอะไรกับผมครับ”“ป้าอยากจะถามว่าหมอรัณย์จริงใจกับปิ่นมากใช่ไหม”“ใช่ครับ ความรักครั้งนี้ผมจริงจังมาก ก่อนหน้านี้ผมยอมรับว่าตัวเองแบ่งเวลาไม่ดีทำให้ปิ่นต้องเสียใจ ผมทำให้เป็นรอนานถึงห้าปีแล้วถึงตอนนี้ถ้าปิ่นจะให้ผมรอนานแบบนั้นมั่งมันก็ไม่มีปัญหาเลย”“ป้า
ตลอดทั้งคืนปิ่นปินัทธ์นั่งสัปหงกอยู่บนเก้าอี้หน้าห้องไอซียูโดยมีกรัณย์กรนั่งอยู่ข้างๆกรัณย์กรเดินเข้าไปดูคุณยายเกือบจะทุกชั่วโมงอาการของท่านยังคงที่แต่ดูแล้วไม่ค่อยดีเท่าไหร่เขาไม่รู้จะพูดกับปิ่นปินัทธ์ไงว่าอาการของคุณยายเธอมันค่อนข้างหนักการจะให้คุณยายกลับมาหายดีมันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก ชายหนุ่มเดินเข้าออกห้องไอซียูอยู่หลายรอบจนกระทั่งเผลอหลับในเวลาตีสี่และตกใจตื่นในเวลาเกือบจะหกโมงเช้า“ผมว่าปิ่นกลับไปอาบน้ำล้างหน้าล้างตาก่อนดีกว่าไหม ไม่ต้องห่วงทางนี้หรอก”“อาการของคุณยายเป็นยังไงบ้างคะ” หญิงสาวรู้ว่าเขาเดินเข้าออกอยู่หลายหลายครั้ง“ก็ยังคงที่ครับวันนี้อาจจะต้องตรวจหลายหลายอย่างเพิ่ม ผมไม่ได้เป็นหมอที่ดูแลเคสของยายหรอกนะครับ ผมให้รุ่นพี่อีกท่านเป็นคนช่วยดูให้”“ทำไมละคะ”“เมื่อวานเป็นเวรของเขาครับ อีกอย่างการรักษาคนรู้จักหรือคนใกล้ชิดมันจะค่อนข้างกดดันเพราะเราจะเอาอารมณ์เข้าไปมีส่วนร่วมด้วย มันจะทำให้การตัดสินใจบางอย่างคลาดเคลื่อนได้ อีกอย่างผมก็อยากจะช่วยประสานงานให้มากกว่า”“ขอบคุณนะคะ ถ้าเมื่อคืนไม่ได้คุณคงแย่”“ไม่หรอกครับ หมอและพยาบาลรวมถึงเจ้าหน้าที่คนอื่นทำงานกันอย่างเต
“เกิดอะไรขึ้นเหรอปิ่น” กรัณย์กรถามหลังจากเธอวางสายและดูท่าทางรีบร้อน“ป้าสาโทรมาบอกว่าคุณยายเหนื่อยมากและเหมือนจะหายใจไม่ค่อยออกเลยกำลังพาไปโรงพยาบาลค่ะ”“โรงพยาบาลที่ทำงานใช่ไหม ปิ่นไปกับผมนะน่าจะไวกว่า”นาทีนี้หญิงสาวไม่ได้คิดอะไรอีกแล้วเพราะอยากจะรีบไปหายายให้เร็วที่สุด“ทำใจดีๆ ไว้นะปิ่นไม่น่าจะเป็นอะไรมากหรอก เมื่อตอนกลางวันผมคุยกับคุณยายท่านก็ดูปกติดี แต่ระหว่างทางเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาขอถามอะไรหน่อยได้ไหม”“หมอจะถามอะไรคะ”“ผมจะถามว่าช่วงนี้ยายมีอาการผิดปกติอะไรหรือเปล่า หรือมีโรคประจำตัวอะไรไหม”“ไม่มีค่ะยายแข็งแรงดี”“แล้วในครอบครัวล่ะมีเป็นโรคอะไรไหม เช่นเบาหวาน ความดันหัวใจหรือโรคมะเร็ง”“ปิ่นรู้แค่ป้าสาเป็นความดันโลหิตสูงค่ะ ส่วนเบาหวานไม่เคยได้ยินว่าใครเป็น”“ปิ่นลองนึกหน่อยนะว่าช่วงนี้ยายร่างกายเป็นยังไงบ้าง มีอะไรผิดปกติไหม เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ได้” กรัณย์กรไม่อยากเสียเวลาไปซักประวัติคุณยายที่โรงพยาบาล“ยายเป็นหวัดค่ะ”“แล้วได้กินยาอะไรไหม”“ไม่ค่ะ ยายแค่ไอแห้งๆ ปิ่นจะพาไปหาหมอยายก็บอกว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่จิบน้ำอุ่นก็น่าจะหาย”“แล้วมีอย่างอื่นไหม มีไข้หรือเปล่า”“
“เปิดประตูให้ผมเข้าไปหน่อยสิปิ่น”“เป็นเราคุยกันแล้วนี่คะ ว่าหมอจะมาเฉพาะเวลาราชการเท่านั้นนี่มันค่ำแล้วนะ ที่บ้านก็ไม่มีใครอยู่หมอกลับไปก่อนเถอะค่ะถ้าอยากจะมาหาคุณยายค่อยมาเวลากลางวัน”“แต่ผมอยากคุยกับปิ่นจริงๆ นะผมคุยกับคุณยายแล้วคุณยายอนุญาตให้ผมมาหาคุณได้”“หมายความว่ายังไงคะ”“ขอเข้าไปคุยกันข้างในได้มั้ย ยืนคุยอยู่แบบนี้คนอื่นมาเห็นคงไม่ดีเท่าไหร่”“มันไม่ดีทั้งแต่หมอเข้าออกบ้านของปิ่นห้าปีก่อนแล้วล่ะค่ะ”“ปิ่นอย่าพึ่งโมโหสิ ถ้าปิ่นไม่ให้ผมเข้าไปผมก็จะยืนอยู่แบบนี้แหละแล้วผมจะบีบแต่รถให้ชาวบ้านเขาออกมาดูด้วย”“ทำไมหมอเป็นคนเข้าใจอะไรจะยากแบบนี้นะ”“ผมเข้าใจยากที่ไหน ปิ่นต่างหากที่เข้าใจยาก เปิดประตูให้ผมเข้าไปหน่อยนะปิ่น”เพราะกลัวว่าเขาจะทำอย่างที่พูดจริงๆปิ่นปินัทธ์เลยยอมเปิดประตูให้จากนั้นหญิงสาวเดินนำเขามายังห้องรับแขก“เอาล่ะคะจะพูดอะไรก็พูดปิ่นมีเวลาให้คุณไม่มากหรอกนะปิ่นยังต้องทำใบงานอีกเยอะ”“ให้ผมช่วยทำไหมล่ะ”“ปิ่นไม่รบกวนเวลาคุณหมอขนาดนั้นหรอกค่ะ เวลาทุกนาทีของหมอมันมีค่าอย่าเสียเวลามาทำใบงานเล็กๆ น้อยๆ เลย”“ปิ่นอย่าพึ่งประชดได้ไหม”“หมอจะพูดอะไรก็พูดสิคะ”“ผมอยากขอโอ
หลังจากไปเยี่ยมคุณยายของปิ่นปินัทธ์ที่บ้านแล้วกรัณย์กรก็รู้สึกว่าแปลกๆ เพราะที่บ้านของหญิงสาวไม่มีของเล่นเด็กเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ถ้าเด็กชายที่เขาเห็นเมื่อวันก่อนเป็นลูกของหญิงสาวจริงๆในบ้านหลังนั้นก็น่าจะต้องมีของเล่นสักชิ้นหนึ่งและดูเหมือนยายละมัยก็ไม่ได้บอกเขาว่าปิ่นปินัทธ์แต่งงานแล้วความจริงข้อนี้กรัณย์กรต้องหาทางพิสูจน์เพราะเขารู้ใจตัวเองแล้วว่ายังมีความรู้สึกดีๆ ให้กับปิ่นปินัทธ์และจะต้องพยายามเอาชนะใจของเธออีกครั้งครั้งนี้เขาจะเดินหน้าอย่างเต็มกำลังเพราะรักเธอมาก การห่างกันไปนานหลายปีไม่ได้ทำให้ความรักที่เขามีให้กับปิ่นปินัทธ์ลดน้อยลงเลย และตอนนี้เขาอยากขอโทษเธอที่ตนเองเห็นแก่ตัวเห็นงานสำคัญกว่าความรู้สึกของหญิงสาว แต่ตอนนี้เขาคิดว่าตัวเองจะมีเวลาให้เธอมากขึ้นกรัณย์กรอยากจะกลับมาคบกันปิ่นปินัทธ์อีกครั้งหนึ่ง เขาจะชดเชยเวลาทั้งหมดให้กับหญิงสาว การมาทำงานที่โรงพยาบาลนี้กรัณย์กรไม่ต้องอยู่เวรตลอด 24 ชั่วโมงเขาออกตรวจภายแผนกโอพีดี ราวน์คนไข้ และจะมีนัดคนไข้มาผ่าตัดหรือสวนหัวใจและทุกอย่างก็จะลงเวลานัดหมายเพราะการผ่าตัดประเภทนี้ต้องใช้เจ้าหน้าที่หลายแผนก อีกทั้งห้องผ่าตัดและห้องสวนห
ปิ่นปินัทธ์ไม่ได้บอกยายของตนเองว่าเจอกับกรัณย์กรเพราะกลัวว่าคุณยายจะไม่สบายใจและหญิงสาวก็คิดว่าเขาไม่มีมีทางจะมาหาคุณยายอย่างที่บอกกับเธอแน่ๆแต่ดูเหมือนว่าเธอจะคิดผิดเพราะเย็นวันหนึ่งหลังจากเธอกลับมาจากโรงเรียนก็เห็นบริเวณห้องรับแขกมีกระเช้าผลไม้และนมสำหรับผู้สูงอายุวางอยู่“คุณยายไปซื้อของพวกนี้มาเหรอคะ”“เปล่าหรอกลูกวันนี้มีคนแวะมาเยี่ยมยาย”“ใช่พี่ทศกับพี่แพรหรือเปล่าคะ พี่ทศบอกว่าก่อนจะกรุงเทพจะแวะมาหาคุณยายอีกครั้งหนึ่ง”“ทศเขาแวะมาจริงๆ นั่นแหละแต่ของพวกนี้ไม่ใช่ของทศหรอกนะลูก”“อ้าว....แล้วของใครล่ะคะคุณยาย”“ปิ่นลองเดาดูสิว่าวันนี้มีใครมาหายาย”“ปิ่นเดาไม่ถูกหรอกค่ะยายบอกปิ่นมาเถอะค่ะ”“วันนี้หมอรัณย์เขามาหายายที่นี่”“อะไรนะคะ เขามาหายายจริงๆ เหรอคะ”“ปิ่นรู้ใช่ไหมว่าเขาจะมาหายาย”“ค่ะยาย ปิ่นบังเอิญเจอเขาเมื่ออาทิตย์ก่อน แล้วเขาบอกว่าจะแวะมาหาคุณยายแต่ปิ่นไม่ได้บอกยายเพราะคิดว่ายังไงเขาก็คงไม่มาเวลาทำงานแน่ๆ”“เขามาหายายตอนเที่ยงจ้ะ”“ยายคุยอะไรกับเขาบ้างบอกเรื่องปิ่นไปหรือเปล่า”“ก็คุยเรื่องทั่วไป ยายไม่ได้บอกเรื่องอบปิ่นหรอกนะ ยายรู้ว่าปิ่นอยากให้เรื่องนี้มันเป็นความลับ”
หลังจากดูบ้านเสร็จแล้วกรัณย์กรกับมารดาและลดาพรก็มาอย่างร้านอาหารแห่งหนึ่งในเวลาบ่าย เมื่อมาถึงเขาก็ให้มารดาและลดาพรเข้าไปสั่งอาหารก่อนส่วนเขาขอตัวมาเข้าห้องน้ำที่อยู่ด้านข้างของร้านอาหารขณะเดินออกมาจากห้องน้ำก็สะดุดตากับผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังอุ้มเด็กอยู่เด็กชายหน้าตาน่ารักส่งเสียงอ้อแอ้ทำให้เขาเดินเข้าไปใกล้มากขึ้นโดยไม่รู้ตัวเลย แต่ยิ่งใกล้หัวใจก็รู้สึกชาวาบเมื่อผู้หญิงคนนั้นหันกลับมามองเขาไม่คิดเลยว่าจะมาเจอกับเธอที่นี่ผู้หญิงที่เขาคิดว่าจะกลับมาหาและเริ่มต้นกลับเธออีกครั้ง“หมอรัณย์” หญิงสาวตกใจมากที่เจอกับกรัณย์กรอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้เจอกันมาสามปีกว่า“นี่สินะเหตุผลที่ทำให้คุณบอกเลิกผม”“หมอหมายถึงอะไร”“เร็วดีเหมือนกันนี่น่าจะเลิกกับผมได้ไม่นานก็ไปมีครอบครัวเลยใช่ไหม”ปิ่นปินัทธ์รู้สึกผิดหวังมากๆ กับคำทักทายที่ออกมาจากปากของคนที่ตัวเองรักอย่างสุดหัวใจ หญิงสาวฝืนยิ้มให้เขาทั้งที่ภายในหัวใจเจ็บปวด“ค่ะ มันก็อย่างที่คุณเห็น”“ชีวิตคุณคงมีความสุขมากใช่มั้ย”“ค่ะ ฉันมีความสุขมากหวังว่าหมอคงมีความสุขมากเช่นกันนะคะ”“ใช่สิผมมีความสุขมาก ตอนนี้ผมเรียนจบแล้วและกำลังจะกลับมาประจำอยู่ท
เวลาในแต่ละวันผ่านไปอย่างเชื่องช้ากว่าจะจบวันกรัณย์กรก็แทบสลบชายหนุ่มเรียนและทำงานอย่างหนักและไม่ได้ติดต่อกับ ปิ่นปินัทธ์อีกเลยตั้งแต่วันที่เธอโทรมายุติความสัมพันธ์ เพราะคิดว่าโทรไปก็จะต้องทะเลาะกันกรัณย์กรและลดาพรก็มีความสนิทสนมกันมากขึ้นแต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้คิดอะไรกับเธอมากเกินกว่าเพื่อนเพียงแต่ว่าตอนนี้เขาไม่มีใครแล้วเธอไม่มีใครทั้งสองก็เลยไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดตอนนี้กรัณย์กรเรียนจบแล้วและเย็นนี้เขาก็ชวนลดาพรมาทานอาหารเย็นที่บ้าน ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาหญิงสาวก็มักจะมาทานข้าวกับเขาและมารดาบ่อยๆ“จบแล้วรัณย์จะกลับไปทำงานที่สุพรรณบุรีเลยใช่ไหม”“ผมต้องกลับไปใช้ทุนน่ะแล้วอ้อมล่ะ”“อ้อมสมัครงานที่โรงพยาบาลเอกชนไว้แล้ว รัณย์น่าจะมาทำเอกชนนะรายได้น่าจะดีกว่า มาทำวันหยุดก็ได้”“เรื่องนั้นค่อยคิดทีหลังผมอยากหาประสบการณ์ให้มากกว่านี้ก่อนน่ะ”“อยากกลับไปเป็นหมอที่นั่นหรือจะกลับไปคืนดีกับแฟน”“ผมกับปิ่นไม่ได้ติดต่อกันมาเกือบสามปีแล้วครับแม่ แม่ไม่ต้องห่วงว่าผมจะกลับไปคุยกับเธออีก”“มันก็ไม่แน่นะ ลูกได้กลับไปอยู่ใกล้กันความรู้สึกเดิมๆ มันจะกลับมา”“ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของอนาคตเถอะครับแม่ ผมไปครั้ง
“หมอรัณย์เขายุ่งมากเลยเหรอปิ่น ขนาดหนูเข้าโรงพยาบาลหลายวันเขายังไม่มาเยี่ยมเลย”“อย่าพูดถึงเขาเลยค่ะยาย”“ทำไมล่ะทะเลาะกันเหรอ”“ปิ่นคิดว่าปิ่นกับเขาคงไม่เหมาะกัน”“เกิดอะไรขึ้น ปิ่นเล่าให้ยายฟังสิ ยายว่ามันแปลกนะ เรื่องที่หนูท้องเขารู้หรือเปล่า”“ไม่รู้ค่ะ”“ปิ่นไม่ได้บอกเขาเหรอ”“ปิ่นก็อยากบอกเขาค่ะ ปิ่นพยายามโทรหาเขาหลายครั้งแล้วแต่เขาไม่มีเวลาคุยกับปิ่น”“จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้บอกเขาใช่ไหม”“ค่ะยายเลย คืนนั้นที่ปิ่นปวดท้องมากเลยต้องตัดสินใจว่าจะรักษาแบบไหนปิ่นโทรหาแต่เขาก็ไม่รับปิ่นเลยคิดว่าปิ่นกับเขามันคงจบกันแค่นี้”“หนูใช้อารมณ์เกินไปหรือเปล่า”“ปิ่นยอมรับว่าใช่อารมณ์เกินไป แต่ในเวลาที่ปิ่นต้องการคำปรึกษาแล้วปิ่นปรึกษาเขาไม่ได้ กว่าเขาจะโทรกลับมาอีกครั้งก็บ่าย ปิ่นคิดว่ามีแฟนแล้วพึ่งพาไม่ได้แบบนี้มันก็ไม่ต่างจากการเป็นโสดเพราะฉะนั้นปิ่นจะมีแฟนไปทำไงคะยาย”“ลองคุยกันอีกทีตอนที่ใจเย็นดีไหม”“ไม่ค่ะ”“แล้วหนูจะเลิกกันเขาจริงเหรอ”“ค่ะยาย เขายุ่งก็ปล่อยให้เขาใช้ชีวิตของเขาไป ปิ่นก็อยู่แบบนี้ดีกว่าค่ะยาย”“ยายคิดว่าหนูโชคร้ายมากเลยที่ท้องนอกมดลูกแล้วต้องเอาเด็กออก แต่พอถึงวันนี้ยายค