หลังจากที่โทรศัพท์คุยกับปิ่นปินัทธ์ทุกคืน วันนี้กรัณย์กรก็รู้สึกตื่นเต้นมากที่จะได้เจอเธออีกครั้ง เพราะเธอบอกเขาว่าวันนี้จะต้องพาลูกศิษย์มาตัดไหมที่โรงพยาบาล
ชายหนุ่มตรวจคนไข้คนอื่นเสร็จแล้วก็นั่งรอว่าเมื่อไหร่หญิงสาวจะเดินเข้ามา แต่กรัณย์กรก็ต้องผิดหวังเพราะวันนี้คนที่พาออมสินมาตัดไหมเป็นมารดาของเด็กชายแทนที่จะเป็นคุณครูปิ่นปินัทธ์
“สวัสดีครับคุณหมอ / สวัสดีค่ะคุณหมอ” ออมสินและมารดายกมือไหว้
“สวัสดีครับ น้องเป็นยังไงบ้างครับคุณแม่มีอาการผิดปกติอะไรไหม”
“ไม่มีค่ะ”
“หมอขอดูแผลหน่อยนะครับ”
กรัณย์กรตรวจบาดแผลแล้วก็เห็นว่าแผลติดสนิทดีชายหนุ่มตัดไหมออกทั้งหมดจากนั้นก็ปิดพลาสเตอร์กันน้ำไว้อย่างเดิม
“อย่าเพิ่งให้แผลโดนน้ำนะครับ รอให้ครบสามวันก่อนแล้วค่อยแกะพลาสเตอร์ออก”
“แล้วต้องมาทำแผลอีกมั้ยคะ”
“ไม่แล้วครับระหว่างนี้ก็ดูว่ามีเลือดซึมออกมาจากพลาสเตอร์ที่ปิดไว้หรือเปล่าถ้ามีอาการผิดปกติหรือรู้สึกว่าบริเวณแผลบวมขึ้นหรือมีไข้ก็ให้มาหาหมอ”
“ขอบคุณมากค่ะหมอ”
“ไม่วิ่งซนอีกแล้วนะครับออมสิน”
“ครับคุณหมอ”
“วันนี้แม่พาน้องกลับบ้านได้เลยนะครับ”
“มีค่าใช้จ่ายอะไรหรือเปล่าคะคุณหมอ”
“ไม่มีครับเดี๋ยวพยาบาลจะพาไปเซ็นชื่อที่แผนกการเงินครับเสร็จแล้วก็กลับบ้านได้”
“ขอบคุณมากๆ นะคะ” มารดาของเด็กชายกล่าวขอบคุณอีกครั้ง ส่วนเด็กชายก็ยกมือไหว้ตามมารดาก่อนจะเดินกลับออกไป
หลังจากออมสินเดินออกจากห้องไปแล้วชายหนุ่มก็หยิบโทรศัพท์ของมือถือตัวเองขึ้นมาแล้วไลน์ไปถามปิ่นปินัทธ์เพราะเมื่อคืนก็คุยกันแล้วว่าเธอจะพาออมสินมาตัดไหม
“ปิ่นเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมวันนี้ถึงไม่พาออมสินมาตัดไหม” เขาถามไปด้วยความเป็นห่วง
“เปล่าค่ะ”
“ผมโทรหาตอนนี้ได้ไหม” เพราะขี้เกียจจะพิมพ์เขาเลยคิดว่าโทรศัพท์ไปคุยน่าจะรู้เรื่องกว่าแล้วตอนนี้ที่ห้องฉุกเฉินก็ไม่มีคนไข้เลย
“ได้ค่ะ”
เมื่อได้รับคำตอบแล้วเขาก็เดินกลับเข้ามาที่ห้องตรวจ
“สวัสดีค่ะหมอ”
“สวัสดีครับปิ่น ผมนึกว่าวันนี้เราจะได้เจอกัน”
“พอดีวันนี้แม่ของออมสินเลิกงานเร็ว ก็เลยเป็นคนพาออมสินมาหมอมีอะไรหรือเปล่าคะ แผลออมสินมีปัญหาอะไรมั้ย”
“ไม่มีปัญหาอะไรครับระวังแค่อยากโดนน้ำอีกสามวันก็พอ”
“โล่งใจไปหน่อยค่ะ ขอบคุณหมอมากนะคะที่ช่วยออมสิน”
“ปิ่นขอบคุณผมหลายรอบแล้วนะครับ แล้วเมื่อไหร่จะเลี้ยงข้าวผมสักทีล่ะ”
“ปิ่นไม่รู้ว่าคุณหมอจะว่างเวลาไหนบ้างก็เลยไม่กล้าชวนค่ะ หมอลองบอกเวลาว่างของหมอมาสิคะ” เพราะรู้ว่าคนที่มีอาชีพอย่างเขาหาเวลาว่างยากมากปิ่นปินัทธ์เลยคิดว่าที่เขาบอกให้เธอเลี้ยงข้าวเขาก็แค่อาจจะพูดเล่นเท่านั้น
“ถ้าเป็นบ่ายวันเสาร์ปิ่นจะว่างไหม พอดีช่วงเช้าผมมีราวคนไข้น่ะครับ”
“ว่างค่ะ คุณหมออยากทานอะไรคะ”
“ปิ่นเป็นคนที่นี่ปิ่นแนะนำผมมาสิ”
“ปกติแล้วปิ่นก็ไม่ค่อยได้ออกไปทานข้าวนอกบ้านหรอกนะคะ”
“ปิ่นทำกับข้าวเองเหรอ”
“เปล่าค่ะคุณยายจะเป็นคนทำค่ะปิ่นก็แค่ลูกมือ”
“ถ้าไม่รังเกียจผมไปทานที่บ้านปิ่นก็ได้นะ”
“แต่อาหารที่ยายทำจะเป็นอาหารบ้านๆ นะคะหมอจะทานได้เหรอ”
“ผมเป็นคนทานง่ายครับขอแค่ไม่เผ็ดมาก เอาเป็นว่าผมจะไปทานข้าวบ้านปิ่นวันเสาร์เย็นดีไหม”
“ได้ค่ะเดี๋ยวปิ่นจะบอกให้คุณยายทำอาหารไว้รอ หมอมีเมนูไหนชอบทานเป็นพิเศษไหมคะ”
“ไม่นะครับผมกินอะไรก็ได้”
“ลองบอกของโปรดหมอมาสักอย่างสิคะ ปิ่นจะได้บอกคุณยายให้ค่ะ”
“ของโปรดของผมก็ง่ายๆ เลยครับหมูทอด”
“ถ้ายังงั้นเดี๋ยวปิ่นจะให้คุณยายทำหมูทอดและกับข้าวอย่างอื่นไว้รอหมอนะคะ”
“ปิ่นอย่าลืมส่งพิกัดบ้านของปิ่นให้ผมด้วยนะครับ”
“ได้ค่ะเดี๋ยวปิ่นส่งให้ ถ้าหมอมาไม่ถูกโทรมาถามได้ค่ะ บ้านปิ่นอยู่ในซอยค่อนข้างหายากสักหน่อย”
“ขอบคุณครับ วันนี้ผมเข้าเวรจนถึงเที่ยงคืนไม่รู้ว่าคืนนี้จะว่างโทรหาปิ่นหรือเปล่านะครับ” การเข้าเวรที่ห้องฉุกเฉินมันคาดเดาได้ยากมาก บางครั้งก็ว่างตลอดเวรแต่บางครั้งก็แทบไม่ได้นั่ง
“ไม่เป็นไรค่ะ ปิ่นรู้ว่าหมองานยุ่งค่ะ ถ้างั้นปิ่นว่างแล้วนะคะไม่อยากรบกวนเวลาทำงานของหมอ”
“ก็ได้ครับเอาไว้ถ้าว่างคืนนี้ผมจะโทรไปหานะปิ่นนอนเที่ยงคืนเหมือนเดิมใช่ไหม”
“ก็ประมาณนั้นค่ะหมอไลน์มาก่อนก็ได้ถ้าปิ่นไม่อ่านก็แสดงว่าปิ่นหลับ”
“แล้วได้ครับ แค่นี้ก่อนนะครับพอดีมีคนไข้เข้ามา”
“ค่ะ ขอบคุณหมออีกครั้งนะคะที่ดูแลออมสินเป็นอย่างดี”
หลังจากวางสายจากคุณหมอแล้วปิ่นปินัทธ์ก็เดินไปหาคุณยายที่ตอนนี้กำลังนั่งอยู่หน้าทีวีเพื่อรอดูละครเรื่องโปรด
“ยายขาปิ่นมีเรื่องจะรบกวนยาอย่างหนึ่งค่ะ”
“จะรบกวนอะไรยายล่ะลูก”
“ยายจำได้ไหมที่ปิ่นเล่าว่าปิ่นให้คุณหมอช่วยเขียนในประวัติของออมสินว่าหกล้มทั้งที่จริงๆ แล้วออมสินเล่นฟุตบอลแล้วหกล้ม”
“จำได้สิ ทำไมล่ะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า” คุณยายละมัยมีสีหน้าไม่ค่อยดีเพราะกลัวเรื่องที่หลานสาวทำจะมีปัญหาตามมา
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แต่หมอเขาขอให้ปิ่นเลี้ยงข้าวเขาสักมื้อ เขาให้ปิ่นแนะนำร้านอาหารค่ะ แต่ปิ่นไม่ค่อยได้ออกไปกินข้าวนอกบ้านก็เลยบอกไปตามตรงว่าปกติแล้วปิ่นกินข้าวที่บ้าน เขาเลยอยากมากินข้าวที่บ้านเราด้วยค่ะ ยายพอจะทำกับข้าวเลี้ยงคุณหมอสักมื้อได้ไหมคะ”
“ได้สิลูก ยายจัดการให้แล้วหมอเขาจะกินอะไรล่ะ”
“หมอเขาบอกว่ากินอะไรก็ได้แต่ขอไม่เผ็ดมากค่ะ แล้วก็ขอหมูทอดอีกอย่างค่ะ”
“ปิ่นคิดว่ายายจะทำอะไรให้หมอกินดีล่ะ” เพราะปกติก็ทำอาหารทานกันแค่ยายกับหลานพอจะมีคนอื่นมาทานเพิ่มยายละมัยก็นึกเมนูอาหารไม่ออก
“ทำพะแนงไก่ดีไหมคะ ไม่ได้ทำนานแล้วปิ่นอยากกินค่ะ แล้วก็ปลาช่อนผัดคื่นช่ายค่ะ เช้าวันเสาร์ปิ่นจะไปซื้อปลาที่ตลาดแล้วให้แม่ค้าเขาทำให้เลย เราจะได้ไม่ต้องเอาปลามาทำเอง”
“สะดวกดีเหมือนกัน หนูซื้อผักบุ้งมาด้วยนะยายว่าจะทำผักบุ้งไฟแดงอีกอย่าง”
“ได้ค่ะยาย ถ้างั้นคืนนี้ปิ่นขอตัวไปทำใบงานก่อนนะคะ”
“จ้ะ เดี๋ยวยายดูละครจบก็จะเข้านอนเหมือนกัน”
เช้าวันเสาร์ปิ่นปินัทธ์ตื่นนอนตั้งแต่เช้าเพื่อไปซื้อของสำหรับเตรียมทำอาหารต้อนรับหมอกรัณย์กรซึ่งจะมาทานในตอนเย็นส่วนตอนเช้าเธอคุยกับคุณยายแล้วว่าจะซื้อโจ๊กที่ตลาดเข้าไปคุณยายจะได้ไม่ต้องทำอาหารให้เหนื่อยแต่กลางวันก็คุยกันไว้แล้วว่าจะทำเย็นตาโฟทานกันหลังจากซื้อของเตรียมทำอาหารครบแล้วหญิงสาวก็แวะที่ร้านประจำร้านหนึ่งเพื่อซื้อซอสสำหรับทำเย็นตาโฟ“ซื้อของเยอะเลยนะคะครูปิ่น” เจ้าของร้านทักทาย“ค่ะพี่หนึ่ง ปิ่นซื้อของสดเข้าบ้านทุกวันเสาร์ก็เลยเยอะหน่อย พี่หนึ่งมีซอสเย็นตาโฟไหมคะ”“มีค่ะ ครูเอากี่ขวดค่ะ”“ขวดเดียวค่ะ”เมื่อแม่ค้าเอาซอสมาให้แล้วหญิงสาวก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเองลืมซื้อผักบุ้งสำหรับใส่เย็นตาโฟมาด้วย จะใช้ผักบุ้งที่ซื้อมาผัดก็กลัวจะไม่อร่อย“พี่หนึ่งมีผักบุ้งสำหรับใส่เย็นตาโฟไหม”“มีค่ะ เอาซอสเย็นตาโฟผักบุ้งแล้วเอาอะไรอย่างอื่นเพิ่มไหมคะครู”“เอาแค่นี้ค่ะ เท่าไหร่คะ”“สามสิบห้าบาทค่ะ คิดแค่ค่าซอสนะคะ ส่วนค่าผักบุ้งพี่ไม่คิดหรอกค่ะ”“ไม่คิดได้ยังไงล่ะคะ พี่ของซื้อของขายนะ”“แต่ผักบุ้งพวกนี้พี่ปลูกไว้เองที่กระบะหลังบ้านค่ะ ครูปิ่นเอาไปได้เลยไม่ต้องเกรงใจ”“ได้ยังไงกันแบบนี้ปิ่นก็
จากเลี้ยงอาหารมื้อเย็นเพื่อเป็นการขอบคุณที่หมอกรัณย์กรช่วยเขียนประวัติให้ในครั้งนั้น ตอนนี้หมอกรัณย์กรก็ได้กลายเป็น แขกประจำที่มักจะแวะเวียนมาทานอาหารที่บ้านของปิ่นปินัทธ์บ่อยๆ จนคุณยายละมัยเริ่มสงสัยว่าทั้งสองคนกำลังคบกัน“เขาก็แค่มากินข้าวเองค่ะยาย ไม่มีอะไรหรอก” ปิ่นปินัทธ์ตอบเมื่อถูกถามว่าตอนนี้กำลังคบกับหมอกรัณย์กรหรือเปล่า“แต่ปกติยายไม่เห็นหนูพาเพื่อนที่ไหนมากินข้าวที่บ้านนะ”“ก็เพื่อนส่วนใหญ่เขาเป็นคนแถวนี้นี่คะยาย เลิกงานเขาก็กลับบ้าน แต่หมอเขาเป็นคนกรุงเทพไม่ค่อยมีเพื่อนที่นี่เท่าไหร่”“แต่ยายว่าหมอเขาต้องจีบหลานสาวของยายแน่ๆ เลยนะ”“ไม่หรอกค่ะยายปิ่นก็แค่ครูธรรมดาคนหนึ่งคนอย่างหมอเขาต้องมีแฟนเป็นหมอด้วยกันสิคะ”“ทำไมเป็นคิดแบบนั้นล่ะลูก”“ก็มันจริงนี่คะส่วนใหญ่หมอก็จะเป็นแฟนกับหมอหรือไม่ก็เป็นแฟนกับเภสัชหรือพยาบาล พวกเขาทำงานลักษณะเดียวกันคุยกันรู้เรื่องมากกว่าค่ะ”“เท่าที่ยายสังเกตยายว่าหมอรัณย์เขาต้องชอบหลานสาวของยายแน่ แล้วถ้าเกิดมันเป็นแบบนั้นจริงปิ่นคิดว่ายังไงล่ะ”“ปิ่นไม่กล้าคิดหรอกค่ะยาย”“ปิ่นตอบว่าไม่กล้าคิดแสดงว่าเคยคิดใช่ไหมล่ะ”“มันก็มีนิดหน่อยค่ะยาย หมอเขาเป็น
“ยายดีใจด้วยนะปิ่นในที่สุดหลานสาวของยายก็มีแฟนสักที” คุณยายละมัยรู้สึกดีใจมากๆ หลังจากปิ่นปินัทธ์เล่าเรื่องที่กรัณย์กรขอเธอเป็นแฟนให้ฟังหลานสาวของเธอเคยมีแฟนสมัยที่เรียนอยู่แต่ก็เลิกรากันไปนานแล้วจากนั้นปิ่นปินัทธ์ก็ตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือจนสอบบรรจุครูได้ที่โรงเรียนใกล้บ้านและเธอก็ไม่เห็นว่าหลานสาวจะเปิดใจคบผู้ชายคนไหนอีกเลยหลังจากทำงานผ่านมาเกือบสามปีปิ่นปินัทธ์ก็ยังไม่มีใคร พอรู้ว่าตอนนี้ตกลงคบกับคุณหมอกรัณย์กรแล้วคุณยายก็รู้สึกโล่งใจมากๆ เพราะคุณหมอดูเป็นคนดีและน่าจะดูแลหลานสาวของเธอได้ในวันที่ตนเองไม่อาจจะดูแลหลานสาวได้อีกต่อไป คุณยายมีลูกสามคนคือมารดาของเธอคุณลุงศักดิ์และป้าสาซึ่งสองคนนั้นแยกครอบครัวออกไปแล้วแต่ก็ยังไปมาหาสู่และแวะซื้อของใช้มาให้คุณยายอยู่ตลอด ปิ่นปินัทธ์เป็นหลานสาวคนเดียวที่ยายละมัยห่วงที่สุด“ปิ่นไปทำงานก่อนนะคะยาย”“เย็นนี้หมอรัณย์เขาจะมากินข้าวที่บ้านไหม”“หมอเข้าเวรค่ะยายเขาคงมาไม่ได้ คงมากินข้าวที่บ้านเราอีกทีเช้าวันอาทิตย์เลยค่ะ ยายถามทำไมคะมีอะไรหรือเปล่า”“เปล่าหรอก ถ้าหมอจะมายายจะได้เตรียมกับข้าวรอ แล้วก็อยากจะคุยกับหมอนิดหน่อย”“เรื่องสำคัญหรือเปล่
เช้าวันอาทิตย์หมอกรัณย์กรก็มาบ้านปิ่นปินัทธ์ตั้งแต่เช้าเขาทานข้าวเหนียวหมูทอดอิ่มแล้วก็ขับรถออกจากบ้านระหว่างทางทั้งสองก็คุยกันไปเรื่อยใช้เวลาขับรถเกือบสอง ชั่วโมงก่อนจะมาถึงกรุงเทพ“ปิ่นจะว่าอะไรไหมถ้าผมอยากจะแวะไปเอาของที่บ้านหน่อย”“ได้ค่ะ”กรัณย์กรไม่ได้จะไปเอาของแต่เขาอยากพาปิ่นปินัทธ์ไปเจอกับมารดาแต่ถ้าบอกไปตรงๆ ก็กลัวหญิงสาวจะไม่ยอมตามมาด้วย“หมอจะให้ปิ่นเข้าไปที่บ้านด้วยหรือจะให้ปิ่นรออยู่แถวร้านกาแฟคะ”“ทำไมปิ่นจะต้องรออยู่ที่ร้านกาแฟด้วยล่ะ มาด้วยกันก็ต้องไปด้วยกันสิ”“คือปิ่นไม่แน่ใจว่าที่บ้านคุณหมอจะมีใครอยู่บ้าง”“บ้านผมมีแค่แม่ผมกับแม่บ้านครับไม่มีคนอื่น กลัวว่าจะมาเจอใครเหรอ”“เปล่าคะปิ่นก็แค่คิดว่าบางทีหมออาจจะต้องการความเป็นส่วนตัว”“ไม่มีความเป็นส่วนตัวหรือความลับอะไรซ่อนไว้ที่บ้านหรอกเข้าไปในบ้านกับผมนะ”“ก็ได้ค่ะ”ในเมื่อเขาบริสุทธิ์ใจที่จะพาเธอเข้าบ้านปิ่นปินัทธ์ก็ไม่ได้กังวลอะไรมาก ชายหนุ่มพาเธอมายังบ้านขนาดสามห้องนอนสามห้องน้ำซึ่งเป็นบ้านที่เขาอยู่มาตั้งแต่เด็ก แม้ตอนนี้จะซื้อคอนโดอยู่แล้วแต่ก็ยังไม่ยังแวะมาค้างที่นี่อยู่บ่อยๆเมื่อชายหนุ่มขับรถเข้ามาจอดยังบริเ
ตั้งแต่ไปดูหนังด้วยกันเมื่อครั้งก่อนปิ่นปินัทธ์และกรัณย์กรก็มีความสนิทสนมกันมากขึ้น ถ้าวันไหนชายหนุ่มไม่ขึ้นเวรก็จะหาเวลามาทานข้าวกับเธอและคุณยายที่บ้านส่วนเสาร์อาทิตย์ถ้าไม่มานั่งเล่นที่บ้านก็พากันออกไปเดินเล่นและซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าคุณยายละมัยรู้สึกสบายใจมากขึ้นเมื่อเห็นว่าคุณหมอกรัณย์กรนั้นคบกับหลานสาวของเธออย่างเปิดเผยและจะขออนุญาตทุกครั้งก่อนจะพาปิ่นปินัทธ์ออกจากบ้านตอนนี้ความรู้สึกที่ปิ่นปินัทธ์มีให้กับหมอกรัณย์กรนั้นมากอย่างที่ไม่เคยมีให้กับผู้ชายคนไหนมาก่อน เพราะหมอเป็นคนสุภาพมีเหตุผลถึงแม้เขาจะทำงานหนักมาก แต่คุณหมอหนุ่มก็ยังแบ่งเวลาโทรหาและไลน์หาเธอได้ทุกวัน มันทำให้หัวใจของหญิงสาวเต้นแรงจากความชอบ ความชื่นชมตอนนี้เธอคิดว่าตนเองนั้นรักคุณหมอหนุ่มคนนี้อย่างสุดหัวใจเกือบสี่เดือนแล้วที่ทั้งสองรู้จักกันแต่ถ้านับเวลาคบกันเป็นแฟนก็ประมาณสองเดือนทั้งสองไม่เคยทะเลาะกันเลยสักครั้งหญิงสาวรู้ว่างานของเขายุ่งและไม่ค่อยมีเวลาเธอก็ไม่เคยงี่เง่าหรืองอแงให้เขาต้องมาอยู่ด้วย เหตุผลข้อนี้เลยทำให้คุณหมอหนุ่มเองก็รู้สึกว่าโชคดีมากๆ ที่ได้คบกับคุณครูปิ่นปินัทธ์เพราะที่ผ่านมาเขาเจอแต่ผู้ห
เมื่อมาถึงบริเวณห้องจัดเลี้ยงซึ่งตอนนี้มีเพื่อนของปิ่นปินัทธ์เข้ามาในงานแล้วประมาณสิบกว่าคนกว่าคนจากจำนวนที่ตกลงจะมางานเลี้ยงสามสิบคนปิ่นปินัทธ์พาหมอกรัณย์กรเขาไปแนะนำกับเพื่อนสนิทของเธอที่นั่งรวมกลุ่มกันอยู่ประมาณห้าคนจากนั้นเขาก็ขอตัวออกมานอนพักเพราะเข้าเวรติดๆ กันมาหลายวัน“แฟนของปิ่นหล่อมากๆ ไปหามาจากที่ไหน”เพื่อนคนหนึ่งถาม“ไม่ได้ไปหาที่ไหนหรอกแค่บังเอิญเจอกันที่โรงพยาบาล”“ทำไมโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้โรงเรียนเราไม่มีหมอหล่อๆ บ้างนะ นะถ้ามีหมอเราจะพาเด็กนักเรียนไปหาหมอทุกวันเลย”“นั่นสิใกล้โรงเรียนของเราก็ไม่มีหมอหล่อเลย”“ที่โรงพยาบาลใกล้โรงเรียนเราก็มีนะ แต่ส่วนใหญ่จะไม่โสดเลย สงสัยต้องหาทางย้ายโรงเรียนไปอยู่ใกล้โรงพยาบาลที่มีหมอหล่อๆ บ้างแล้วล่ะ” เพื่อนอีกคนก็พูดแซวขึ้นมาปิ่นปินัทธ์ไม่ได้ตอบอะไรเธอได้แต่ยิ้มเพราะทุกครั้งที่มางานเลี้ยงรุ่นแบบนี้หญิงสาวก็มันจะฟังเพื่อนคุยกันมากกว่า ถึงแม้ว่าตนเองจะเป็นคนคุยเก่งแต่เวลาอยู่กับเพื่อนหลายๆ คนแบบนี้ปิ่นปินัทธ์ก็มักจะคุยไม่ทันคนอื่น หญิงสาวจึงเลือกที่จะยิ้มและหัวเราะกับเรื่องที่เพื่อนเล่ามากกว่า“เราว่ามันต้องเป็นพรหมลิขิตแน่เลยนะปิ่น อ
หญิงสาวยิ้มก่อนจะตอบความรู้สึกของตนเองออกมา“ปิ่นก็รักหมอค่ะ”“ดีใจจังที่ได้ยินคำนี้จากปิ่น” คุณหมอหนุ่มขยับเข้ามาใกล้แล้วกอดเธอไว้ด้วยความดีใจที่ได้ยินคำบอกรักจากปากของหญิงสาว“หมอปล่อยปิ่นได้แล้วค่ะ”“ปล่อยทำไม รักกันก็ต้องกอดกันหรือปิ่นรังเกียจผม”“ปิ่นไม่ได้รังเกียจหมอ แต่ปิ่นง่วง”“ผมว่าปิ่นไม่ง่วงหรอก ตอนนี้หัวใจกำลังเต้นแรงมากๆ เลยใช่ไหมล่ะ”ปิ่นปินัทธ์เถียงไม่ออกเพราะตอนนี้ใจเธอเต้นแรงมากๆ และรู้สึกว่าเขาก็คงไม่ต่างจากเธอ“ถึงปิ่นไม่ใช่หมอแต่ปิ่นก็รู้ว่าตอนนี้หมอก็ใจเต้นแรงเหมือนกันใช่ไหม”“ผมยอมรับว่าผมใจเต้นแรงเพราะอยู่ใกล้ปิ่น มันเต้นแรงแบบนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอปิ่น”ชายหนุ่มเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ก่อนจะจูบไปบนหน้าผากของเธอแล้วกดจมูกลงบนแก้มเนียน“ผมรักปิ่น ปิ่นก็รักผม มันคงไม่ผิดใช่ไหมถ้าคนรักกันจะใกล้ชิดกันมากขึ้น”คำพูดของคุณหมอหนุ่มเหมือนกับมนต์สะกดทำให้ปิ่นปินัทธ์ตกลงไปในหลุมพรางที่เขาขุดขึ้น เขาก้มใบหน้าใกล้แล้วกดริมฝีปากหยักได้รูปลงบนริมฝีปากของหญิงสาวอย่างแผ่วเบา ปากร้อนแทะเล็มบนริมฝีปากเล็ก ละเมียดละไมชิมความหวานหลอกล่อคนอ่อนประสบการณ์ให้เผยอปากออกมาทีละนิด เมื่อพยายา
กรัณย์กรไม่รอฟังคำตอบ ความต้องการทำให้เขาไม่อาจจะทนได้อีกต่อไปแล้ว กลิ่นกายของหญิงสาวมันกระตุ้นความต้องการของเขาจนยากที่จะหักห้ามเรียวลิ้นเกี่ยวกระหวัดรัดรึงเป็นพัลวันขณะที่มือใหญ่แท่งเนื้อแข็งร้อนลากขึ้นลงกลางกลีบสวย“อื้อ...”หญิงสาวครางกระเส่าเมื่อเขากดท่อนเอ็นร้อนลงบนเกสรเสียวแล้วถูความแข็งร้อนไปลากไปบนกลีบสวย มือใหญ่จับเข่ามนให้แยกออกกว้างมากยิ่งขึ้น“อ๊ะ! ปิ่นเจ็บ”ปิ่นปินัทธ์สะดุ้งเมื่อเขากดปลายท่อนเอ็นร้อนเข้ามากลางกายของเธอจนรู้สึกคับแน่น“นิดเดียวนะปิ่น หายใจเข้าลึกๆ นะปิ่น อย่าเกร็งมันจะไม่เจ็บเชื่อผม”กรัณย์กรก็ปลอบประโลมเธอด้วยจูบที่อ่อนหวานพร้อมกับขบเม้มไปตามลำคอ สองมือฟอนเฟ้นเต้าอวบหลอกล่อให้เธอตกลงมาในกองเพลิงพิศวาสอีกครั้งขณะที่กดตัวตนเข้าไปได้เพียงนิดก็รู้สึกถึงแรงตอดรัด“อย่าเพิ่งตอดสิปิ่นใจเย็น”“หมอคะปิ่นเจ็บ”“เดี๋ยวจะดีขึ้นเชื่อผมที่รัก”นาทีนี้ไม่ว่าอะไรก็หยุดความต้องการของกรัณย์กรไม่ได้ เขากัดกรามแน่นเมื่อถูกความเป็นสาวตอกรัดแท่งร้อนทั้งที่เข้าไปได้แค่ส่วนปลาย“อื้อ..หมอ”“นิดเดียวปิ่น”ชายหนุ่มก็กดตัวตนเข้าไปพรวดเดียวจนมันทะลุผ่านเยื่อบางๆ หญิงสาวกรีดร้องด้ว
วันนี้เป็นวันครบรอบการจากไปของคุณยายละมัยหนึ่งปี กรัณย์กรพาปิ่นปินัทธ์มาทำบุญให้คุณยายที่วัดกับญาติคนอื่นๆตอนนี้สถานะของทั้งสองคนคือคนที่กำลังศึกษากันอยู่ปิ่นปินัทธ์ไม่ใช้คำว่าแฟนหรือคนรักกับกรัณย์กรเพราะเธอกลัวว่าเหตุการณ์แบบเดิมจะกลับมาอีก แต่ชายหนุ่มก็พยายามจะพิสูจน์ให้เธอเห็นว่าตอนนี้เขาสามารถบาลานซ์เรื่องงานและเรื่องการใช้ชีวิตได้อย่างลงตัวตลอดเวลาที่ยายของหญิงสาวป่วยและรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียูเกือบหนึ่งเดือน กรัณย์กรคอยดูแลเธออีกทั้งยังคอยช่วยดูแลคุณยายจนคุณลุงกับคุณป้าเห็นใจชายหนุ่มมากๆ และบอกให้ปิ่นปินัทธ์เปิดใจเพราะรู้สึกว่ากรัณย์กรจะจริงใจกับหลานสาวของตนเองมากหลังจากทำบุญให้กับคุณยายแล้วทุกคนก็มาทานข้าวกันที่บ้านของป้าก่อนจะแยกย้ายกันกลับ ส่วนกรัณย์และปิ่นปินัทธ์ยังอยู่ต่อเพราะป้าสาขอคุยกับชายหนุ่มเป็นการส่วนตัวส่วน“ป้าสามีอะไรกับผมครับ”“ป้าอยากจะถามว่าหมอรัณย์จริงใจกับปิ่นมากใช่ไหม”“ใช่ครับ ความรักครั้งนี้ผมจริงจังมาก ก่อนหน้านี้ผมยอมรับว่าตัวเองแบ่งเวลาไม่ดีทำให้ปิ่นต้องเสียใจ ผมทำให้เป็นรอนานถึงห้าปีแล้วถึงตอนนี้ถ้าปิ่นจะให้ผมรอนานแบบนั้นมั่งมันก็ไม่มีปัญหาเลย”“ป้า
ตลอดทั้งคืนปิ่นปินัทธ์นั่งสัปหงกอยู่บนเก้าอี้หน้าห้องไอซียูโดยมีกรัณย์กรนั่งอยู่ข้างๆกรัณย์กรเดินเข้าไปดูคุณยายเกือบจะทุกชั่วโมงอาการของท่านยังคงที่แต่ดูแล้วไม่ค่อยดีเท่าไหร่เขาไม่รู้จะพูดกับปิ่นปินัทธ์ไงว่าอาการของคุณยายเธอมันค่อนข้างหนักการจะให้คุณยายกลับมาหายดีมันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก ชายหนุ่มเดินเข้าออกห้องไอซียูอยู่หลายรอบจนกระทั่งเผลอหลับในเวลาตีสี่และตกใจตื่นในเวลาเกือบจะหกโมงเช้า“ผมว่าปิ่นกลับไปอาบน้ำล้างหน้าล้างตาก่อนดีกว่าไหม ไม่ต้องห่วงทางนี้หรอก”“อาการของคุณยายเป็นยังไงบ้างคะ” หญิงสาวรู้ว่าเขาเดินเข้าออกอยู่หลายหลายครั้ง“ก็ยังคงที่ครับวันนี้อาจจะต้องตรวจหลายหลายอย่างเพิ่ม ผมไม่ได้เป็นหมอที่ดูแลเคสของยายหรอกนะครับ ผมให้รุ่นพี่อีกท่านเป็นคนช่วยดูให้”“ทำไมละคะ”“เมื่อวานเป็นเวรของเขาครับ อีกอย่างการรักษาคนรู้จักหรือคนใกล้ชิดมันจะค่อนข้างกดดันเพราะเราจะเอาอารมณ์เข้าไปมีส่วนร่วมด้วย มันจะทำให้การตัดสินใจบางอย่างคลาดเคลื่อนได้ อีกอย่างผมก็อยากจะช่วยประสานงานให้มากกว่า”“ขอบคุณนะคะ ถ้าเมื่อคืนไม่ได้คุณคงแย่”“ไม่หรอกครับ หมอและพยาบาลรวมถึงเจ้าหน้าที่คนอื่นทำงานกันอย่างเต
“เกิดอะไรขึ้นเหรอปิ่น” กรัณย์กรถามหลังจากเธอวางสายและดูท่าทางรีบร้อน“ป้าสาโทรมาบอกว่าคุณยายเหนื่อยมากและเหมือนจะหายใจไม่ค่อยออกเลยกำลังพาไปโรงพยาบาลค่ะ”“โรงพยาบาลที่ทำงานใช่ไหม ปิ่นไปกับผมนะน่าจะไวกว่า”นาทีนี้หญิงสาวไม่ได้คิดอะไรอีกแล้วเพราะอยากจะรีบไปหายายให้เร็วที่สุด“ทำใจดีๆ ไว้นะปิ่นไม่น่าจะเป็นอะไรมากหรอก เมื่อตอนกลางวันผมคุยกับคุณยายท่านก็ดูปกติดี แต่ระหว่างทางเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาขอถามอะไรหน่อยได้ไหม”“หมอจะถามอะไรคะ”“ผมจะถามว่าช่วงนี้ยายมีอาการผิดปกติอะไรหรือเปล่า หรือมีโรคประจำตัวอะไรไหม”“ไม่มีค่ะยายแข็งแรงดี”“แล้วในครอบครัวล่ะมีเป็นโรคอะไรไหม เช่นเบาหวาน ความดันหัวใจหรือโรคมะเร็ง”“ปิ่นรู้แค่ป้าสาเป็นความดันโลหิตสูงค่ะ ส่วนเบาหวานไม่เคยได้ยินว่าใครเป็น”“ปิ่นลองนึกหน่อยนะว่าช่วงนี้ยายร่างกายเป็นยังไงบ้าง มีอะไรผิดปกติไหม เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ได้” กรัณย์กรไม่อยากเสียเวลาไปซักประวัติคุณยายที่โรงพยาบาล“ยายเป็นหวัดค่ะ”“แล้วได้กินยาอะไรไหม”“ไม่ค่ะ ยายแค่ไอแห้งๆ ปิ่นจะพาไปหาหมอยายก็บอกว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่จิบน้ำอุ่นก็น่าจะหาย”“แล้วมีอย่างอื่นไหม มีไข้หรือเปล่า”“
“เปิดประตูให้ผมเข้าไปหน่อยสิปิ่น”“เป็นเราคุยกันแล้วนี่คะ ว่าหมอจะมาเฉพาะเวลาราชการเท่านั้นนี่มันค่ำแล้วนะ ที่บ้านก็ไม่มีใครอยู่หมอกลับไปก่อนเถอะค่ะถ้าอยากจะมาหาคุณยายค่อยมาเวลากลางวัน”“แต่ผมอยากคุยกับปิ่นจริงๆ นะผมคุยกับคุณยายแล้วคุณยายอนุญาตให้ผมมาหาคุณได้”“หมายความว่ายังไงคะ”“ขอเข้าไปคุยกันข้างในได้มั้ย ยืนคุยอยู่แบบนี้คนอื่นมาเห็นคงไม่ดีเท่าไหร่”“มันไม่ดีทั้งแต่หมอเข้าออกบ้านของปิ่นห้าปีก่อนแล้วล่ะค่ะ”“ปิ่นอย่าพึ่งโมโหสิ ถ้าปิ่นไม่ให้ผมเข้าไปผมก็จะยืนอยู่แบบนี้แหละแล้วผมจะบีบแต่รถให้ชาวบ้านเขาออกมาดูด้วย”“ทำไมหมอเป็นคนเข้าใจอะไรจะยากแบบนี้นะ”“ผมเข้าใจยากที่ไหน ปิ่นต่างหากที่เข้าใจยาก เปิดประตูให้ผมเข้าไปหน่อยนะปิ่น”เพราะกลัวว่าเขาจะทำอย่างที่พูดจริงๆปิ่นปินัทธ์เลยยอมเปิดประตูให้จากนั้นหญิงสาวเดินนำเขามายังห้องรับแขก“เอาล่ะคะจะพูดอะไรก็พูดปิ่นมีเวลาให้คุณไม่มากหรอกนะปิ่นยังต้องทำใบงานอีกเยอะ”“ให้ผมช่วยทำไหมล่ะ”“ปิ่นไม่รบกวนเวลาคุณหมอขนาดนั้นหรอกค่ะ เวลาทุกนาทีของหมอมันมีค่าอย่าเสียเวลามาทำใบงานเล็กๆ น้อยๆ เลย”“ปิ่นอย่าพึ่งประชดได้ไหม”“หมอจะพูดอะไรก็พูดสิคะ”“ผมอยากขอโอ
หลังจากไปเยี่ยมคุณยายของปิ่นปินัทธ์ที่บ้านแล้วกรัณย์กรก็รู้สึกว่าแปลกๆ เพราะที่บ้านของหญิงสาวไม่มีของเล่นเด็กเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ถ้าเด็กชายที่เขาเห็นเมื่อวันก่อนเป็นลูกของหญิงสาวจริงๆในบ้านหลังนั้นก็น่าจะต้องมีของเล่นสักชิ้นหนึ่งและดูเหมือนยายละมัยก็ไม่ได้บอกเขาว่าปิ่นปินัทธ์แต่งงานแล้วความจริงข้อนี้กรัณย์กรต้องหาทางพิสูจน์เพราะเขารู้ใจตัวเองแล้วว่ายังมีความรู้สึกดีๆ ให้กับปิ่นปินัทธ์และจะต้องพยายามเอาชนะใจของเธออีกครั้งครั้งนี้เขาจะเดินหน้าอย่างเต็มกำลังเพราะรักเธอมาก การห่างกันไปนานหลายปีไม่ได้ทำให้ความรักที่เขามีให้กับปิ่นปินัทธ์ลดน้อยลงเลย และตอนนี้เขาอยากขอโทษเธอที่ตนเองเห็นแก่ตัวเห็นงานสำคัญกว่าความรู้สึกของหญิงสาว แต่ตอนนี้เขาคิดว่าตัวเองจะมีเวลาให้เธอมากขึ้นกรัณย์กรอยากจะกลับมาคบกันปิ่นปินัทธ์อีกครั้งหนึ่ง เขาจะชดเชยเวลาทั้งหมดให้กับหญิงสาว การมาทำงานที่โรงพยาบาลนี้กรัณย์กรไม่ต้องอยู่เวรตลอด 24 ชั่วโมงเขาออกตรวจภายแผนกโอพีดี ราวน์คนไข้ และจะมีนัดคนไข้มาผ่าตัดหรือสวนหัวใจและทุกอย่างก็จะลงเวลานัดหมายเพราะการผ่าตัดประเภทนี้ต้องใช้เจ้าหน้าที่หลายแผนก อีกทั้งห้องผ่าตัดและห้องสวนห
ปิ่นปินัทธ์ไม่ได้บอกยายของตนเองว่าเจอกับกรัณย์กรเพราะกลัวว่าคุณยายจะไม่สบายใจและหญิงสาวก็คิดว่าเขาไม่มีมีทางจะมาหาคุณยายอย่างที่บอกกับเธอแน่ๆแต่ดูเหมือนว่าเธอจะคิดผิดเพราะเย็นวันหนึ่งหลังจากเธอกลับมาจากโรงเรียนก็เห็นบริเวณห้องรับแขกมีกระเช้าผลไม้และนมสำหรับผู้สูงอายุวางอยู่“คุณยายไปซื้อของพวกนี้มาเหรอคะ”“เปล่าหรอกลูกวันนี้มีคนแวะมาเยี่ยมยาย”“ใช่พี่ทศกับพี่แพรหรือเปล่าคะ พี่ทศบอกว่าก่อนจะกรุงเทพจะแวะมาหาคุณยายอีกครั้งหนึ่ง”“ทศเขาแวะมาจริงๆ นั่นแหละแต่ของพวกนี้ไม่ใช่ของทศหรอกนะลูก”“อ้าว....แล้วของใครล่ะคะคุณยาย”“ปิ่นลองเดาดูสิว่าวันนี้มีใครมาหายาย”“ปิ่นเดาไม่ถูกหรอกค่ะยายบอกปิ่นมาเถอะค่ะ”“วันนี้หมอรัณย์เขามาหายายที่นี่”“อะไรนะคะ เขามาหายายจริงๆ เหรอคะ”“ปิ่นรู้ใช่ไหมว่าเขาจะมาหายาย”“ค่ะยาย ปิ่นบังเอิญเจอเขาเมื่ออาทิตย์ก่อน แล้วเขาบอกว่าจะแวะมาหาคุณยายแต่ปิ่นไม่ได้บอกยายเพราะคิดว่ายังไงเขาก็คงไม่มาเวลาทำงานแน่ๆ”“เขามาหายายตอนเที่ยงจ้ะ”“ยายคุยอะไรกับเขาบ้างบอกเรื่องปิ่นไปหรือเปล่า”“ก็คุยเรื่องทั่วไป ยายไม่ได้บอกเรื่องอบปิ่นหรอกนะ ยายรู้ว่าปิ่นอยากให้เรื่องนี้มันเป็นความลับ”
หลังจากดูบ้านเสร็จแล้วกรัณย์กรกับมารดาและลดาพรก็มาอย่างร้านอาหารแห่งหนึ่งในเวลาบ่าย เมื่อมาถึงเขาก็ให้มารดาและลดาพรเข้าไปสั่งอาหารก่อนส่วนเขาขอตัวมาเข้าห้องน้ำที่อยู่ด้านข้างของร้านอาหารขณะเดินออกมาจากห้องน้ำก็สะดุดตากับผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังอุ้มเด็กอยู่เด็กชายหน้าตาน่ารักส่งเสียงอ้อแอ้ทำให้เขาเดินเข้าไปใกล้มากขึ้นโดยไม่รู้ตัวเลย แต่ยิ่งใกล้หัวใจก็รู้สึกชาวาบเมื่อผู้หญิงคนนั้นหันกลับมามองเขาไม่คิดเลยว่าจะมาเจอกับเธอที่นี่ผู้หญิงที่เขาคิดว่าจะกลับมาหาและเริ่มต้นกลับเธออีกครั้ง“หมอรัณย์” หญิงสาวตกใจมากที่เจอกับกรัณย์กรอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้เจอกันมาสามปีกว่า“นี่สินะเหตุผลที่ทำให้คุณบอกเลิกผม”“หมอหมายถึงอะไร”“เร็วดีเหมือนกันนี่น่าจะเลิกกับผมได้ไม่นานก็ไปมีครอบครัวเลยใช่ไหม”ปิ่นปินัทธ์รู้สึกผิดหวังมากๆ กับคำทักทายที่ออกมาจากปากของคนที่ตัวเองรักอย่างสุดหัวใจ หญิงสาวฝืนยิ้มให้เขาทั้งที่ภายในหัวใจเจ็บปวด“ค่ะ มันก็อย่างที่คุณเห็น”“ชีวิตคุณคงมีความสุขมากใช่มั้ย”“ค่ะ ฉันมีความสุขมากหวังว่าหมอคงมีความสุขมากเช่นกันนะคะ”“ใช่สิผมมีความสุขมาก ตอนนี้ผมเรียนจบแล้วและกำลังจะกลับมาประจำอยู่ท
เวลาในแต่ละวันผ่านไปอย่างเชื่องช้ากว่าจะจบวันกรัณย์กรก็แทบสลบชายหนุ่มเรียนและทำงานอย่างหนักและไม่ได้ติดต่อกับ ปิ่นปินัทธ์อีกเลยตั้งแต่วันที่เธอโทรมายุติความสัมพันธ์ เพราะคิดว่าโทรไปก็จะต้องทะเลาะกันกรัณย์กรและลดาพรก็มีความสนิทสนมกันมากขึ้นแต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้คิดอะไรกับเธอมากเกินกว่าเพื่อนเพียงแต่ว่าตอนนี้เขาไม่มีใครแล้วเธอไม่มีใครทั้งสองก็เลยไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดตอนนี้กรัณย์กรเรียนจบแล้วและเย็นนี้เขาก็ชวนลดาพรมาทานอาหารเย็นที่บ้าน ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาหญิงสาวก็มักจะมาทานข้าวกับเขาและมารดาบ่อยๆ“จบแล้วรัณย์จะกลับไปทำงานที่สุพรรณบุรีเลยใช่ไหม”“ผมต้องกลับไปใช้ทุนน่ะแล้วอ้อมล่ะ”“อ้อมสมัครงานที่โรงพยาบาลเอกชนไว้แล้ว รัณย์น่าจะมาทำเอกชนนะรายได้น่าจะดีกว่า มาทำวันหยุดก็ได้”“เรื่องนั้นค่อยคิดทีหลังผมอยากหาประสบการณ์ให้มากกว่านี้ก่อนน่ะ”“อยากกลับไปเป็นหมอที่นั่นหรือจะกลับไปคืนดีกับแฟน”“ผมกับปิ่นไม่ได้ติดต่อกันมาเกือบสามปีแล้วครับแม่ แม่ไม่ต้องห่วงว่าผมจะกลับไปคุยกับเธออีก”“มันก็ไม่แน่นะ ลูกได้กลับไปอยู่ใกล้กันความรู้สึกเดิมๆ มันจะกลับมา”“ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของอนาคตเถอะครับแม่ ผมไปครั้ง
“หมอรัณย์เขายุ่งมากเลยเหรอปิ่น ขนาดหนูเข้าโรงพยาบาลหลายวันเขายังไม่มาเยี่ยมเลย”“อย่าพูดถึงเขาเลยค่ะยาย”“ทำไมล่ะทะเลาะกันเหรอ”“ปิ่นคิดว่าปิ่นกับเขาคงไม่เหมาะกัน”“เกิดอะไรขึ้น ปิ่นเล่าให้ยายฟังสิ ยายว่ามันแปลกนะ เรื่องที่หนูท้องเขารู้หรือเปล่า”“ไม่รู้ค่ะ”“ปิ่นไม่ได้บอกเขาเหรอ”“ปิ่นก็อยากบอกเขาค่ะ ปิ่นพยายามโทรหาเขาหลายครั้งแล้วแต่เขาไม่มีเวลาคุยกับปิ่น”“จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้บอกเขาใช่ไหม”“ค่ะยายเลย คืนนั้นที่ปิ่นปวดท้องมากเลยต้องตัดสินใจว่าจะรักษาแบบไหนปิ่นโทรหาแต่เขาก็ไม่รับปิ่นเลยคิดว่าปิ่นกับเขามันคงจบกันแค่นี้”“หนูใช้อารมณ์เกินไปหรือเปล่า”“ปิ่นยอมรับว่าใช่อารมณ์เกินไป แต่ในเวลาที่ปิ่นต้องการคำปรึกษาแล้วปิ่นปรึกษาเขาไม่ได้ กว่าเขาจะโทรกลับมาอีกครั้งก็บ่าย ปิ่นคิดว่ามีแฟนแล้วพึ่งพาไม่ได้แบบนี้มันก็ไม่ต่างจากการเป็นโสดเพราะฉะนั้นปิ่นจะมีแฟนไปทำไงคะยาย”“ลองคุยกันอีกทีตอนที่ใจเย็นดีไหม”“ไม่ค่ะ”“แล้วหนูจะเลิกกันเขาจริงเหรอ”“ค่ะยาย เขายุ่งก็ปล่อยให้เขาใช้ชีวิตของเขาไป ปิ่นก็อยู่แบบนี้ดีกว่าค่ะยาย”“ยายคิดว่าหนูโชคร้ายมากเลยที่ท้องนอกมดลูกแล้วต้องเอาเด็กออก แต่พอถึงวันนี้ยายค