06.00 am.
แสงแดดอ่อนสะท้อนเงาบนพื้นถนนชุ่มน้ำในเช้าของวันใหม่ที่อากาศเริ่มดีขึ้นนิดหน่อย หลังจากสายฝนที่โปรยปรายลงมาเกือบจะทั้งคืน วงจรชีวิตในย่านชุมชนแบบสังคมระดับล่างเริ่มต้นอีกครั้ง ผู้คนบนถนนหนาตามากขึ้น ตามรูปแบบของการดิ้นรนที่จะใช้ชีวิตให้อยู่รอดไปในแต่ละวันของผู้คนย่านนี้ ทว่าคาลรอสยังคงนั่งอยู่ที่เดิม สายตาคอยลอบมองไปยังหน้าต่างห้องพักชั้นสองของเลฟอยู่ระยะ ร่างสูงกระชับแจ็คเก็ตที่สวมแน่นขึ้นนั่งซุกมือสองข้างไว้กระเป๋าเสื้อ ถึงแม้ว่าเขาจะมีร่างกายที่แข็งแรง แต่การไม่ได้พักผ่อนมาเกือบยี่สิบชั่วโมงท่ามกลางละอองฝนและอากาศที่เย็นจัดก็ทำให้แย่เอาได้เหมือนกัน ความปวดหนึบที่หัวและอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นภายในกาย ทำให้คาลรอสรู้สึกหนักเนื้อหนักตัวไปหมด ทั้งยังมีอาการอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด แต่จะให้ละสายตาหรือไปจากที่นี่ชั่วคราวเพื่อพักผ่อนสักครู่เขาก็ทำไม่ได้เหมือนกัน ด้วยมีลางสังหรณ์ว่าคนที่อยู่ภายในห้องนั้นอาจกลายเป็นอากาศธาตุหายไปราวภูตผีหรือภาพลวงตา ... จากบ่ายถึงค่ำ จากค่ำถึงเช้าอีกวันจนกระทั่งเริ่มสาย ความกระวนกระวายใจของลางสังหรณ์ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ พอ ๆ กับความปวดหนึบที่หัวและอุณหภูมิในร่างกายที่สูงขึ้นทำให้คาลรอสทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาต้องการกลับไปที่ห้องนั้นอีกครั้ง มองใบหน้าที่แสนคุ้นเคยให้ชัดอีกสักทีเพื่อหาสาเหตุของความฝันซ้ำ ๆ ที่มีมานานจนกลายเป็นความหมกมุ่นไม่สิ้นสุด และเขามั่นใจว่าเจ้านั่นจะต้องเป็นคำตอบที่เขาตามหาอย่างแน่นอน... ร่างสูงลุกจากที่นั่งสำหรับรอรถโดยสารช้า ๆ สายตามองตรงไปที่ทางเข้าอพาร์ทเม้นท์ที่อยู่อีกฝั่งของถนน ความร้อนของร่างกายที่สูงขึ้นและความปวดหนึบที่หัวทำให้เขามีอาการเหมือนคนน้ำตาลตกกะทันหัน ริมฝีปากแห้งผาก มึน ๆ ลอย ๆ เหมือนจะวูบยังไงพิกล ดังนั้นจึงต้องตั้งสติให้ดีก่อนที่จะเดินข้ามไปยังอพาร์ทเม้นท์ฝั่งตรงข้าม ... .. คาลรอสจับราวบันได ก้าวขาขึ้นบันไดไปทีละขั้นด้วยความร้อนใจ จนในที่สุดก็มาหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องของเลฟ ตอนนี้มีแค่บานประตูไม้เก่า ๆ เท่านั้นที่ขวางเขาเอาไว้ ทว่าร่างสูงกลับยืนนิ่งอยู่หน้าประตูโดยไม่ทำอะไรเลย แววตาร้อนรนแปรเปลี่ยนเป็นเรียบเฉยราวกำลังใคร่ครวญ ยืนมองแผ่นไม้บางตรงหน้าที่ปิดสนิท ในสมองคิดเพียงว่า ‘เลฟ นายจะเป็นใครหรืออะไรก็ช่าง แต่นายต้องเป็นของฉันเท่านั้น...’ ทั้งที่เป็นแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่ถึงนาทีด้วยซ้ำ แต่ในย่านชุมชนที่คนเกือบทั้งหมดถูกเรียกว่าสังคมชั้นล่างสุด คาลรอสที่เป็นคนแปลกหน้าจึงดูเป็นจุดเด่นสำหรับอพาร์ทเม้นท์แห่งนี้ ถึงแม้ตอนนี้เขาจะดูอิดโรยไปบ้าง แต่เพราะรูปร่างหน้าตาที่ดูดีสะอาดหมดจด กรอบหน้าชัดเจน จมูกโด่งได้รูปรับกับคิ้วเข้มและริมฝีปาก อีกทั้งเสื้อผ้าแบรนด์เนมบนตัวก็สามารถบ่งบอกสถานะความมีอันจะกินเกินกว่าที่จะมาอยู่หรือรู้จักผู้คนในละแวกนี้ได้ ดังนั้นเพียงแค่เขายืนอยู่เฉย ๆ ก็กลายเป็นที่สังเกตทันที ชายวัยกลางคนที่มีผมสีเข้มหร็อมแหร็มบนหัวทั้งที่อายุพึ่งเข้าเลขสี่ต้น ๆ รูปร่างท้วมที่รวมกับความสูงที่มีอย่างจำกัดจนเกือบจะเรียกว่าอ้วนเตี้ย เพื่อนห้องติดกันของเลฟที่บังเอิญเดินกลับขึ้นมาบนอพาร์ทเม้นท์พอดี พอเห็นคนแปลกหน้าที่ดูมีสถานะทางสังคมสูงกว่ามายืนทำท่าอึมครึมอยู่คนเดียวก็อดที่จะสงสัยขึ้นมาไม่ได้ “เฮ้! นายมายืนทำอะไรตรงนี้” คาลรอสไม่สนใจคำถามแม้แต่น้อย ซ้ำยังมองไปที่ประตูเหมือนเดิม ทำราวกับว่าสิ่งที่ได้ยินเป็นแค่เสียงลมพัดผ่านหูไปเฉย ๆ เท่านั้น ความไม่สบอารมณ์บังเกิดขึ้นในทันที เมื่อชายร่างท้วมคิดว่าปฏิกิริยานั้นคือการตอบสนองแบบแบ่งชนชั้นสูงต่ำทางสังคมอย่างที่ตนเจอเป็นประจำจากนายจ้างที่ชอบกดหัวดูถูกคน ดังนั้นความสงสัยตามธรรมชาติในคราแรกจึงแปรเปลี่ยนเป็นการแสดงอำนาจกร่างใส่ในทันที ขาสั้น ๆ เดินดุ่มเข้ามาใกล้ วนอ้อมซ้ายขวาพลางใช้สายตาจิกมองอย่างจับพิรุธก่อนจะกระแทกเสียงถามขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง “ฉันถาม! ว่านายมายืนทำอะไรตรงนี้!” การเน้นคำแบบจงใจแสดงอำนาจว่าเหนือกว่าของเจ้าตอม่อเดินได้ทำให้คาลรอสเริ่มชักสีหน้าอย่างหงุดหงิดแต่ก็คร้านใจ แถมยังไม่ใช่เวลาที่จะไปวุ่นวายกับอะไรที่ไม่มีสาระในตอนนี้ เพราะงั้นจึงทำแค่กดสายตามองตามความสูงที่ต่างระดับเพียงชั่วครู่อย่างไม่มีคำตอบ ก่อนจะละกลับมาที่ประตูเหมือนเดิม แน่นอนว่าการที่กระทำเช่นนี้ย่อมเพิ่มความไม่พอใจให้เจ้าตอม่อเดินเป็นเท่าทวี ความไม่สบอารมณ์ที่มีมากอยู่แล้วจึงเพิ่มขึ้นไปอีก จนกลายเป็นโทสะและเริ่มพูดจาโวยวายส่งเสียงเอ็ดตะโรมากขึ้นกว่าเดิม “แกไม่ได้ยินที่ฉันถามรึไงกันวะ! ไอ้กร๊วก!” ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพิษไข้หรืออะไรกันแน่ แต่เมื่ออีกฝ่ายสบถคำใส่ คาลรอสที่มีอารมณ์คุกรุ่นอยู่แล้วก็รู้สึกเหมือนอยากออกกำลังกายขึ้นมาอย่างกะทันหัน เพราะงั้นใบหน้าคมจึงหันกลับมาด้วยสายตาที่พร้อมจะวิวาทเต็มที่ แกร๊ก! ทว่าก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายไปมากกว่านี้ เสียงลูกบิดและประตูที่เปิดออกก็ทำให้เขาเปลี่ยนความสนใจทันที ใบหน้าคุ้นเคยที่โผล่พ้นประตูออกมาพร้อมกับแววตาละมุนปนเศร้ามองร่างสูงด้วยอย่างประหลาดใจ “คุณ คาลรอส! คุณมาทำอะไรที่นี่ครับ” แค่ได้เห็นหน้าคนโกหกที่เปิดประตูออกมาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว สายตาพร้อมวิวาทของคาลรอสก็แปรเปลี่ยนไปในทันที แถมใบหน้ายังแฝงไปด้วยรอยยิ้มที่แทบจะปกปิดเอาไว้ไม่อยู่อีกต่างหาก “นิค แกรู้จักไอ้หมอนี่เหรอ” เจ้าตอม่อเดินได้ ยกมือเท้าสะเอวที่เดาเอาว่าน่าจะอยู่แถว ๆ ตรงกลาง ระหว่างใต้อกกับสะโพกอ้าปากถามขึ้นมา “ครับคุณนอร์แมน คนรู้จักของผมเอง” เลฟตอบอย่างสุภาพ พลางก้มศีรษะเล็กน้อยเหมือนเป็นการขอโทษที่ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมา “เฮอะ! คนอย่างแกมีคนอยากรู้จักด้วยเหรอ” นอร์แมนกระแทกเสียงใส่ เหยียดสายตามองทิ้งท้ายพลางเดินต้วมเตี้ยมผ่านหน้าไปไขกุญแจเปิดประตูเข้าห้องของตัวเอง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงกระแทกโครมใหญ่ เมื่อทั้งทางเดินเหลือแค่คนโกหกที่ยืนขวางอยู่หน้าประตูกับร่างสูงที่จ้องตาเขม็งไม่ยอมละไปไหน ***“บางทีนี่อาจเป็นปาฏิหาริย์ ความยึดติดของท่านที่พันธนาการข้าเอาไว้ และความยึดติดของข้าที่ดื้อดึงไม่ยอมจากไปไหน ท่านคาลรอส ท่านอยู่ที่ไหนขอรับ...” เสียงถ้อยคำที่กับดังมาจากห้วงเวลาอันแสนไกล ทั้งที่สายตากลับมองเห็นผู้ที่เอื้อนเอ่ยอยู่ใกล้แค่เอื้อมมือคว้า ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งใบหน้าเรียวได้รูปกับดวงตาคู่นั้นเป็นใครกัน...ทำไมถึงได้รู้สึกคุ้นเคยแบบนี้นะ... 5.00 pm ติ๊ด ๆ ติ๊ด ๆ เสียงเตือนจากโทรศัพท์มือถือที่ถูกตั้งเวลาเอาไว้ ปลุกคาลรอสให้ตื่นในเวลาเดิมเหมือนอย่างทุกที ร่างหนาขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงนอน ดึงม่านหน้าต่างให้เปิดออกเพื่อมองดูแสงอาทิตย์ยามเย็น คาลรอส ชายหนุ่มรูปร่างสูงหุ่นสมาร์ท คิ้วเข้มได้รูป รับกับใบหน้าคมอย่างลงตัว เจ้าของร้านเหล้าแห่งหนึ่งในถนนสายยามราตรี ดวงตาคมมองออกไปนอกหน้าต่างห้องนอนที่อยู่บนตึกสูงหลายสิบชั้น ดูรถราที่วิ่งไปมาและแสงไฟตามหัวมุมถนนที่เริ่มเปิดขึ้นบางส่วนเพื่อรอรับยามราตรีที่กำลังจะมาถึง คาลรอสพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะหันหลังเดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่อเตรียมตัวไปที่ร้านของตนเหมือนอย่างทุกที ... ร้าน...พบกันอีกครั้ง... ร่างสูงในชุดเสื้อแขนยา
12.00 น. ณ อพาร์ทเม้นท์เก่าในย่านชุมชนแสงแดดยามบ่ายที่ส่องผ่านทะลุผ้าม่านเข้ามากระทบเปลือกตา ทำให้คนที่หลับอยู่เหมือนถูกปลุกให้ตื่นทั้งที่ยังไม่ถึงเวลา ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ดีกรีสูงที่ดื่มเข้าไปหลายแก้วทำให้คาลรอสรู้สึกหนักหัวจนไม่อยากลืมตาขึ้นมาแม้แต่นิดเดียวมือหนาควานหาคว้าผ้าห่มที่กองอยู่ใต้เอวขึ้นมาคลุมโปร่งบังแสงอ่อนที่สาดส่องทำท่าว่าจะหลับต่ออีกสักหน่อย แต่ความทรงจำเลือนรางในคืนที่ผ่านมา ทำให้สมองหนักอึ้งพยายามรื้อค้นคิดทบทวนมันอีกครั้ง ‘อืม...คราวนี้ฝันแปลกกว่าทุกที สงสัยจะคงดื่มมากไปหน่อย...’อาการเมาค้างและความงัวเงียทำให้ร่างสูงใต้ห่มสรุปเอาง่าย ๆ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนมันก็แค่ความฝัน ทว่ากลิ่นอับของผ้าห่มผืนหนาที่โชยเข้าจมูกและผิวสัมผัสของที่นอนที่ไม่สบายตัวเหมือนทุกที ทำให้เขาต้องฝืนโผล่หน้าออกมาและเปิดตาหรี่มองรอบตัวอย่างเสียไม่ได้ไม่กี่วินาที เมื่อสิ่งที่อยู่ในครรลองสายตาชัดเจนขึ้น ดวงตาที่หรี่ดูก็เปิดกว้างมองภาพห้องนอนที่ไม่คุ้นเคย สภาพห้องที่ดูค่อนข้างแคบกลางเก่ากลางใหม่ กับข้าวของเครื่องใช้ธรรมดาที่จัดวางแบบไม่ค่อยเป็นระเบียนและไม่เป็นสัดส่วนสักเท่าไร หรืออาจเรีย
05.00 pm. หน้าอพาร์ทเม้นท์เก่าย่านชุมชนเมฆที่ก่อตัวหนาทำให้มีสายฝนโปรยปรายลงมาตั้งแต่ช่วงบ่าย อากาศจึงค่อนข้างเย็นเพราะความชื้นสะสม ในมุมหนึ่งของป้ายรอประจำทางที่สามารถหลบสายตาของคนที่ในอาพาร์ทเม้นท์ที่มองลงมาได้เป็นอย่างดี ร่างสูงยืนพิงหัวเสา ลอบมองขึ้นไปยังหน้าต่างห้องพักชั้นสองที่เขาพึ่งลงมาได้ราวสี่ห้าชั่วโมงเป็นระยะอย่างจับสังเกตก่อนหน้านั้น หลังจากที่คาลรอสออกมาจากห้องพักของเลฟ เขาก็สอบถามกับเจ้าของอพาร์ทเม้นท์และคนแถวนี้เกี่ยวกับเรื่องของเจ้านั่น ไม่มีใครรู้จักเจ้าหนุ่มที่บอกว่าตัวเองชื่อ ‘เลฟ’ เลยสักคน ยิ่งรูปร่างหน้าตาที่เขาพยายามอธิบาย ทุกคนในละแวกนี้ต่างตอบเหมือนกันว่าไม่เคยเห็นคนที่เขาพูดถึงแม้แต่คนเดียว แปลกไปกว่านั้นก็คือ คนแถวนี้บอกว่า ชายหนุ่มที่พักอยู่ในห้องนั้นชื่อ ‘นิค’ เป็นวัยรุ่นขี้ยา ขยะเปื่อยที่ชอบข้องแวะกับพวกนักเลงหัวไม้อยู่เป็นประจำ แถมรูปร่างหน้าตาก็ยังเป็นคนละคนกับที่เขาเห็นอย่างสิ้นเชิง ราวกับว่าเลฟที่เขาถามหาเป็นภูตผีที่ไม่มีตัวตนอย่างไรอย่างนั้นแน่นอนว่าความคิดนี้เป็นเรื่องไร้สาระ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นภายในห้องพักนั้น เขารู้ว่าเจ้านั่นคือคนปกติที่สัม
06.00 am. แสงแดดอ่อนสะท้อนเงาบนพื้นถนนชุ่มน้ำในเช้าของวันใหม่ที่อากาศเริ่มดีขึ้นนิดหน่อย หลังจากสายฝนที่โปรยปรายลงมาเกือบจะทั้งคืน วงจรชีวิตในย่านชุมชนแบบสังคมระดับล่างเริ่มต้นอีกครั้ง ผู้คนบนถนนหนาตามากขึ้น ตามรูปแบบของการดิ้นรนที่จะใช้ชีวิตให้อยู่รอดไปในแต่ละวันของผู้คนย่านนี้ ทว่าคาลรอสยังคงนั่งอยู่ที่เดิม สายตาคอยลอบมองไปยังหน้าต่างห้องพักชั้นสองของเลฟอยู่ระยะ ร่างสูงกระชับแจ็คเก็ตที่สวมแน่นขึ้นนั่งซุกมือสองข้างไว้กระเป๋าเสื้อ ถึงแม้ว่าเขาจะมีร่างกายที่แข็งแรง แต่การไม่ได้พักผ่อนมาเกือบยี่สิบชั่วโมงท่ามกลางละอองฝนและอากาศที่เย็นจัดก็ทำให้แย่เอาได้เหมือนกันความปวดหนึบที่หัวและอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นภายในกาย ทำให้คาลรอสรู้สึกหนักเนื้อหนักตัวไปหมด ทั้งยังมีอาการอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด แต่จะให้ละสายตาหรือไปจากที่นี่ชั่วคราวเพื่อพักผ่อนสักครู่เขาก็ทำไม่ได้เหมือนกัน ด้วยมีลางสังหรณ์ว่าคนที่อยู่ภายในห้องนั้นอาจกลายเป็นอากาศธาตุหายไปราวภูตผีหรือภาพลวงตา...จากบ่ายถึงค่ำ จากค่ำถึงเช้าอีกวันจนกระทั่งเริ่มสาย ความกระวนกระวายใจของลางสังหรณ์ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ พอ ๆ กับความปวดหนึบที่หั
05.00 pm. หน้าอพาร์ทเม้นท์เก่าย่านชุมชนเมฆที่ก่อตัวหนาทำให้มีสายฝนโปรยปรายลงมาตั้งแต่ช่วงบ่าย อากาศจึงค่อนข้างเย็นเพราะความชื้นสะสม ในมุมหนึ่งของป้ายรอประจำทางที่สามารถหลบสายตาของคนที่ในอาพาร์ทเม้นท์ที่มองลงมาได้เป็นอย่างดี ร่างสูงยืนพิงหัวเสา ลอบมองขึ้นไปยังหน้าต่างห้องพักชั้นสองที่เขาพึ่งลงมาได้ราวสี่ห้าชั่วโมงเป็นระยะอย่างจับสังเกตก่อนหน้านั้น หลังจากที่คาลรอสออกมาจากห้องพักของเลฟ เขาก็สอบถามกับเจ้าของอพาร์ทเม้นท์และคนแถวนี้เกี่ยวกับเรื่องของเจ้านั่น ไม่มีใครรู้จักเจ้าหนุ่มที่บอกว่าตัวเองชื่อ ‘เลฟ’ เลยสักคน ยิ่งรูปร่างหน้าตาที่เขาพยายามอธิบาย ทุกคนในละแวกนี้ต่างตอบเหมือนกันว่าไม่เคยเห็นคนที่เขาพูดถึงแม้แต่คนเดียว แปลกไปกว่านั้นก็คือ คนแถวนี้บอกว่า ชายหนุ่มที่พักอยู่ในห้องนั้นชื่อ ‘นิค’ เป็นวัยรุ่นขี้ยา ขยะเปื่อยที่ชอบข้องแวะกับพวกนักเลงหัวไม้อยู่เป็นประจำ แถมรูปร่างหน้าตาก็ยังเป็นคนละคนกับที่เขาเห็นอย่างสิ้นเชิง ราวกับว่าเลฟที่เขาถามหาเป็นภูตผีที่ไม่มีตัวตนอย่างไรอย่างนั้นแน่นอนว่าความคิดนี้เป็นเรื่องไร้สาระ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นภายในห้องพักนั้น เขารู้ว่าเจ้านั่นคือคนปกติที่สัม
12.00 น. ณ อพาร์ทเม้นท์เก่าในย่านชุมชนแสงแดดยามบ่ายที่ส่องผ่านทะลุผ้าม่านเข้ามากระทบเปลือกตา ทำให้คนที่หลับอยู่เหมือนถูกปลุกให้ตื่นทั้งที่ยังไม่ถึงเวลา ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ดีกรีสูงที่ดื่มเข้าไปหลายแก้วทำให้คาลรอสรู้สึกหนักหัวจนไม่อยากลืมตาขึ้นมาแม้แต่นิดเดียวมือหนาควานหาคว้าผ้าห่มที่กองอยู่ใต้เอวขึ้นมาคลุมโปร่งบังแสงอ่อนที่สาดส่องทำท่าว่าจะหลับต่ออีกสักหน่อย แต่ความทรงจำเลือนรางในคืนที่ผ่านมา ทำให้สมองหนักอึ้งพยายามรื้อค้นคิดทบทวนมันอีกครั้ง ‘อืม...คราวนี้ฝันแปลกกว่าทุกที สงสัยจะคงดื่มมากไปหน่อย...’อาการเมาค้างและความงัวเงียทำให้ร่างสูงใต้ห่มสรุปเอาง่าย ๆ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนมันก็แค่ความฝัน ทว่ากลิ่นอับของผ้าห่มผืนหนาที่โชยเข้าจมูกและผิวสัมผัสของที่นอนที่ไม่สบายตัวเหมือนทุกที ทำให้เขาต้องฝืนโผล่หน้าออกมาและเปิดตาหรี่มองรอบตัวอย่างเสียไม่ได้ไม่กี่วินาที เมื่อสิ่งที่อยู่ในครรลองสายตาชัดเจนขึ้น ดวงตาที่หรี่ดูก็เปิดกว้างมองภาพห้องนอนที่ไม่คุ้นเคย สภาพห้องที่ดูค่อนข้างแคบกลางเก่ากลางใหม่ กับข้าวของเครื่องใช้ธรรมดาที่จัดวางแบบไม่ค่อยเป็นระเบียนและไม่เป็นสัดส่วนสักเท่าไร หรืออาจเรีย
“บางทีนี่อาจเป็นปาฏิหาริย์ ความยึดติดของท่านที่พันธนาการข้าเอาไว้ และความยึดติดของข้าที่ดื้อดึงไม่ยอมจากไปไหน ท่านคาลรอส ท่านอยู่ที่ไหนขอรับ...” เสียงถ้อยคำที่กับดังมาจากห้วงเวลาอันแสนไกล ทั้งที่สายตากลับมองเห็นผู้ที่เอื้อนเอ่ยอยู่ใกล้แค่เอื้อมมือคว้า ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งใบหน้าเรียวได้รูปกับดวงตาคู่นั้นเป็นใครกัน...ทำไมถึงได้รู้สึกคุ้นเคยแบบนี้นะ... 5.00 pm ติ๊ด ๆ ติ๊ด ๆ เสียงเตือนจากโทรศัพท์มือถือที่ถูกตั้งเวลาเอาไว้ ปลุกคาลรอสให้ตื่นในเวลาเดิมเหมือนอย่างทุกที ร่างหนาขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงนอน ดึงม่านหน้าต่างให้เปิดออกเพื่อมองดูแสงอาทิตย์ยามเย็น คาลรอส ชายหนุ่มรูปร่างสูงหุ่นสมาร์ท คิ้วเข้มได้รูป รับกับใบหน้าคมอย่างลงตัว เจ้าของร้านเหล้าแห่งหนึ่งในถนนสายยามราตรี ดวงตาคมมองออกไปนอกหน้าต่างห้องนอนที่อยู่บนตึกสูงหลายสิบชั้น ดูรถราที่วิ่งไปมาและแสงไฟตามหัวมุมถนนที่เริ่มเปิดขึ้นบางส่วนเพื่อรอรับยามราตรีที่กำลังจะมาถึง คาลรอสพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะหันหลังเดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่อเตรียมตัวไปที่ร้านของตนเหมือนอย่างทุกที ... ร้าน...พบกันอีกครั้ง... ร่างสูงในชุดเสื้อแขนยา