05.00 pm. หน้าอพาร์ทเม้นท์เก่าย่านชุมชน
เมฆที่ก่อตัวหนาทำให้มีสายฝนโปรยปรายลงมาตั้งแต่ช่วงบ่าย อากาศจึงค่อนข้างเย็นเพราะความชื้นสะสม ในมุมหนึ่งของป้ายรอประจำทางที่สามารถหลบสายตาของคนที่ในอาพาร์ทเม้นท์ที่มองลงมาได้เป็นอย่างดี ร่างสูงยืนพิงหัวเสา ลอบมองขึ้นไปยังหน้าต่างห้องพักชั้นสองที่เขาพึ่งลงมาได้ราวสี่ห้าชั่วโมงเป็นระยะอย่างจับสังเกต ก่อนหน้านั้น หลังจากที่คาลรอสออกมาจากห้องพักของเลฟ เขาก็สอบถามกับเจ้าของอพาร์ทเม้นท์และคนแถวนี้เกี่ยวกับเรื่องของเจ้านั่น ไม่มีใครรู้จักเจ้าหนุ่มที่บอกว่าตัวเองชื่อ ‘เลฟ’ เลยสักคน ยิ่งรูปร่างหน้าตาที่เขาพยายามอธิบาย ทุกคนในละแวกนี้ต่างตอบเหมือนกันว่าไม่เคยเห็นคนที่เขาพูดถึงแม้แต่คนเดียว แปลกไปกว่านั้นก็คือ คนแถวนี้บอกว่า ชายหนุ่มที่พักอยู่ในห้องนั้นชื่อ ‘นิค’ เป็นวัยรุ่นขี้ยา ขยะเปื่อยที่ชอบข้องแวะกับพวกนักเลงหัวไม้อยู่เป็นประจำ แถมรูปร่างหน้าตาก็ยังเป็นคนละคนกับที่เขาเห็นอย่างสิ้นเชิง ราวกับว่าเลฟที่เขาถามหาเป็นภูตผีที่ไม่มีตัวตนอย่างไรอย่างนั้น แน่นอนว่าความคิดนี้เป็นเรื่องไร้สาระ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นภายในห้องพักนั้น เขารู้ว่าเจ้านั่นคือคนปกติที่สัมผัสได้ มีเลือดเนื้อ มีลมหายใจแถมยังชงกาแฟได้อีกต่างหาก และถ้านี่มันไม่ใช่การสวมรอยอย่างในหนังสืบสวน หรือบางทีสิ่งที่เขาเห็นกับสิ่งที่คนอื่นเห็น มันจะไม่ใช่แบบเดียวกัน... .. เมฆดำทะมึนเริ่มคลายตัวกลายเป็นท้องฟ้าสีขาวขุ่น แต่ก็ยังคงทิ้งฝนเม็ดบางให้โปรยลงมาเรื่อย ๆ อย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตกง่ายๆ ร่างสูงที่ยืนหลบมุมเฝ้ามองหน้าต่างห้องของเลฟที่อยู่ชั้นสองและประตูทางเข้าออกจากอพาร์ทเม้นท์ ความรู้สึกบอกว่าหากเขาละสายตาแม้แต่นิดเดียว เจ้านั่นอาจจะจางหายไปเหมือนหมอกควันในความฝันชั่วคืนของเขาก็ได้ ... 11.00 pm. หน้าอพาร์ทเม้นท์ จากเที่ยงวันจนเกือบเที่ยงคืน ยิ่งดึกอากาศก็ยิ่งหนาวเย็น สายลมยะเยือกที่รวมเข้ากับไอฝนพัดโชยเข้ามาจนทำให้คาลรอสเริ่มรู้สึกหนักหัวและเมื่อยล้าไปทั้งตัวอย่างบอกไม่ถูก บางทีอาจเป็นเพราะไอฝนที่ทำเอาเสื้อผ้าชื้นไปหมดจนเย็นเฉียบไปทั้งตัว ความเมื่อยล้าทำให้ร่างสูงนั่งลงบนเก้าอี้ในป้ายรอรถประจำทาง แล้วเอนกายพิงหัวกับป้ายโฆษณาด้านหลังอย่างอ่อนแรง นัยน์ตาหม่นปรายมองเม็ดฝนเบื้องหน้า ‘ชื่อเลฟ อยู่กับคนรักงั้นเหรอ โกหก!’ คาลรอสปล่อยให้ความคิดของตัวเองยังวนเวียนจดจ่ออยู่กับคนที่พึ่งพบเจอ ทว่าไม่นานหนังตาที่หนักอึ้งก็ปิดสนิท นำพาความรู้สึกรับรู้ต่าง ๆ จมดิ่งลงสู่ห้วงฝัน ภาพมายาของผู้ที่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง .. “บางทีนี่อาจเป็นปาฏิหาริย์ ความยึดติดของท่านที่พันธนาการข้าเอาไว้ และความยึดติดของข้าที่ดื้อดึงไม่ยอมจากไปไหน ท่านคาลรอส ท่านอยู่ที่ไหนขอรับ...” "ท่านคาลรอส นับจากนี้จนชั่วนิรันดร์ข้าจะอยู่เคียงข้างท่านขอรับ" .. รูปร่างหน้าตาและน้ำเสียงคุ้นเคยที่ล่องลอยมาจากที่แสนไกล จวบเมื่อภาพเงานั้นเริ่มเลือนหายไป ร่างสูงที่เอนกายหลับใหลจึงสะดุ้งตื่นขึ้นจากห้วงนิทรา ความกังวลถาโถมเข้ามาแทนที่ความอ่อนล้า ดวงตาคมปราดมองไปยังหน้าต่างห้องนอนของเลฟที่อยู่บนอพาร์ทเม้นท์ชั้นสอง แสงไฟดับสนิทบ่งบอกว่าเจ้าของห้องน่าจะพักผ่อนไปแล้ว หรือไม่ก็อาจจะออกไปข้างนอกตอนที่เขาเผลอหลับไปก็ได้ คาลรอสเอนตัว พิงหัวกับป้ายโฆษณาด้านหลังอีกครั้ง คิดย้ำถึงความฝันซ้ำ ๆ ที่เกิดขึ้นติดต่อกันมาหลายปี จนกลายเป็นความหมกมุ่นคะนึงหาที่อธิบายไม่ได้ แต่ตั้งแต่ที่เขาเจอเลฟ ก็มั่นใจว่าเจ้านั่นคือคนที่เขาพยายามตามหามาตลอด กระทั่งชื่อหนึ่งที่ปรากฏขึ้นมาในหัวอย่างไม่มีเหตุผล ‘โคลว์’ ***06.00 am. แสงแดดอ่อนสะท้อนเงาบนพื้นถนนชุ่มน้ำในเช้าของวันใหม่ที่อากาศเริ่มดีขึ้นนิดหน่อย หลังจากสายฝนที่โปรยปรายลงมาเกือบจะทั้งคืน วงจรชีวิตในย่านชุมชนแบบสังคมระดับล่างเริ่มต้นอีกครั้ง ผู้คนบนถนนหนาตามากขึ้น ตามรูปแบบของการดิ้นรนที่จะใช้ชีวิตให้อยู่รอดไปในแต่ละวันของผู้คนย่านนี้ ทว่าคาลรอสยังคงนั่งอยู่ที่เดิม สายตาคอยลอบมองไปยังหน้าต่างห้องพักชั้นสองของเลฟอยู่ระยะ ร่างสูงกระชับแจ็คเก็ตที่สวมแน่นขึ้นนั่งซุกมือสองข้างไว้กระเป๋าเสื้อ ถึงแม้ว่าเขาจะมีร่างกายที่แข็งแรง แต่การไม่ได้พักผ่อนมาเกือบยี่สิบชั่วโมงท่ามกลางละอองฝนและอากาศที่เย็นจัดก็ทำให้แย่เอาได้เหมือนกันความปวดหนึบที่หัวและอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นภายในกาย ทำให้คาลรอสรู้สึกหนักเนื้อหนักตัวไปหมด ทั้งยังมีอาการอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด แต่จะให้ละสายตาหรือไปจากที่นี่ชั่วคราวเพื่อพักผ่อนสักครู่เขาก็ทำไม่ได้เหมือนกัน ด้วยมีลางสังหรณ์ว่าคนที่อยู่ภายในห้องนั้นอาจกลายเป็นอากาศธาตุหายไปราวภูตผีหรือภาพลวงตา...จากบ่ายถึงค่ำ จากค่ำถึงเช้าอีกวันจนกระทั่งเริ่มสาย ความกระวนกระวายใจของลางสังหรณ์ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ พอ ๆ กับความปวดหนึบที่หั
“บางทีนี่อาจเป็นปาฏิหาริย์ ความยึดติดของท่านที่พันธนาการข้าเอาไว้ และความยึดติดของข้าที่ดื้อดึงไม่ยอมจากไปไหน ท่านคาลรอส ท่านอยู่ที่ไหนขอรับ...” เสียงถ้อยคำที่กับดังมาจากห้วงเวลาอันแสนไกล ทั้งที่สายตากลับมองเห็นผู้ที่เอื้อนเอ่ยอยู่ใกล้แค่เอื้อมมือคว้า ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งใบหน้าเรียวได้รูปกับดวงตาคู่นั้นเป็นใครกัน...ทำไมถึงได้รู้สึกคุ้นเคยแบบนี้นะ... 5.00 pm ติ๊ด ๆ ติ๊ด ๆ เสียงเตือนจากโทรศัพท์มือถือที่ถูกตั้งเวลาเอาไว้ ปลุกคาลรอสให้ตื่นในเวลาเดิมเหมือนอย่างทุกที ร่างหนาขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงนอน ดึงม่านหน้าต่างให้เปิดออกเพื่อมองดูแสงอาทิตย์ยามเย็น คาลรอส ชายหนุ่มรูปร่างสูงหุ่นสมาร์ท คิ้วเข้มได้รูป รับกับใบหน้าคมอย่างลงตัว เจ้าของร้านเหล้าแห่งหนึ่งในถนนสายยามราตรี ดวงตาคมมองออกไปนอกหน้าต่างห้องนอนที่อยู่บนตึกสูงหลายสิบชั้น ดูรถราที่วิ่งไปมาและแสงไฟตามหัวมุมถนนที่เริ่มเปิดขึ้นบางส่วนเพื่อรอรับยามราตรีที่กำลังจะมาถึง คาลรอสพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะหันหลังเดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่อเตรียมตัวไปที่ร้านของตนเหมือนอย่างทุกที ... ร้าน...พบกันอีกครั้ง... ร่างสูงในชุดเสื้อแขนยา
12.00 น. ณ อพาร์ทเม้นท์เก่าในย่านชุมชนแสงแดดยามบ่ายที่ส่องผ่านทะลุผ้าม่านเข้ามากระทบเปลือกตา ทำให้คนที่หลับอยู่เหมือนถูกปลุกให้ตื่นทั้งที่ยังไม่ถึงเวลา ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ดีกรีสูงที่ดื่มเข้าไปหลายแก้วทำให้คาลรอสรู้สึกหนักหัวจนไม่อยากลืมตาขึ้นมาแม้แต่นิดเดียวมือหนาควานหาคว้าผ้าห่มที่กองอยู่ใต้เอวขึ้นมาคลุมโปร่งบังแสงอ่อนที่สาดส่องทำท่าว่าจะหลับต่ออีกสักหน่อย แต่ความทรงจำเลือนรางในคืนที่ผ่านมา ทำให้สมองหนักอึ้งพยายามรื้อค้นคิดทบทวนมันอีกครั้ง ‘อืม...คราวนี้ฝันแปลกกว่าทุกที สงสัยจะคงดื่มมากไปหน่อย...’อาการเมาค้างและความงัวเงียทำให้ร่างสูงใต้ห่มสรุปเอาง่าย ๆ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนมันก็แค่ความฝัน ทว่ากลิ่นอับของผ้าห่มผืนหนาที่โชยเข้าจมูกและผิวสัมผัสของที่นอนที่ไม่สบายตัวเหมือนทุกที ทำให้เขาต้องฝืนโผล่หน้าออกมาและเปิดตาหรี่มองรอบตัวอย่างเสียไม่ได้ไม่กี่วินาที เมื่อสิ่งที่อยู่ในครรลองสายตาชัดเจนขึ้น ดวงตาที่หรี่ดูก็เปิดกว้างมองภาพห้องนอนที่ไม่คุ้นเคย สภาพห้องที่ดูค่อนข้างแคบกลางเก่ากลางใหม่ กับข้าวของเครื่องใช้ธรรมดาที่จัดวางแบบไม่ค่อยเป็นระเบียนและไม่เป็นสัดส่วนสักเท่าไร หรืออาจเรีย
06.00 am. แสงแดดอ่อนสะท้อนเงาบนพื้นถนนชุ่มน้ำในเช้าของวันใหม่ที่อากาศเริ่มดีขึ้นนิดหน่อย หลังจากสายฝนที่โปรยปรายลงมาเกือบจะทั้งคืน วงจรชีวิตในย่านชุมชนแบบสังคมระดับล่างเริ่มต้นอีกครั้ง ผู้คนบนถนนหนาตามากขึ้น ตามรูปแบบของการดิ้นรนที่จะใช้ชีวิตให้อยู่รอดไปในแต่ละวันของผู้คนย่านนี้ ทว่าคาลรอสยังคงนั่งอยู่ที่เดิม สายตาคอยลอบมองไปยังหน้าต่างห้องพักชั้นสองของเลฟอยู่ระยะ ร่างสูงกระชับแจ็คเก็ตที่สวมแน่นขึ้นนั่งซุกมือสองข้างไว้กระเป๋าเสื้อ ถึงแม้ว่าเขาจะมีร่างกายที่แข็งแรง แต่การไม่ได้พักผ่อนมาเกือบยี่สิบชั่วโมงท่ามกลางละอองฝนและอากาศที่เย็นจัดก็ทำให้แย่เอาได้เหมือนกันความปวดหนึบที่หัวและอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นภายในกาย ทำให้คาลรอสรู้สึกหนักเนื้อหนักตัวไปหมด ทั้งยังมีอาการอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด แต่จะให้ละสายตาหรือไปจากที่นี่ชั่วคราวเพื่อพักผ่อนสักครู่เขาก็ทำไม่ได้เหมือนกัน ด้วยมีลางสังหรณ์ว่าคนที่อยู่ภายในห้องนั้นอาจกลายเป็นอากาศธาตุหายไปราวภูตผีหรือภาพลวงตา...จากบ่ายถึงค่ำ จากค่ำถึงเช้าอีกวันจนกระทั่งเริ่มสาย ความกระวนกระวายใจของลางสังหรณ์ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ พอ ๆ กับความปวดหนึบที่หั
05.00 pm. หน้าอพาร์ทเม้นท์เก่าย่านชุมชนเมฆที่ก่อตัวหนาทำให้มีสายฝนโปรยปรายลงมาตั้งแต่ช่วงบ่าย อากาศจึงค่อนข้างเย็นเพราะความชื้นสะสม ในมุมหนึ่งของป้ายรอประจำทางที่สามารถหลบสายตาของคนที่ในอาพาร์ทเม้นท์ที่มองลงมาได้เป็นอย่างดี ร่างสูงยืนพิงหัวเสา ลอบมองขึ้นไปยังหน้าต่างห้องพักชั้นสองที่เขาพึ่งลงมาได้ราวสี่ห้าชั่วโมงเป็นระยะอย่างจับสังเกตก่อนหน้านั้น หลังจากที่คาลรอสออกมาจากห้องพักของเลฟ เขาก็สอบถามกับเจ้าของอพาร์ทเม้นท์และคนแถวนี้เกี่ยวกับเรื่องของเจ้านั่น ไม่มีใครรู้จักเจ้าหนุ่มที่บอกว่าตัวเองชื่อ ‘เลฟ’ เลยสักคน ยิ่งรูปร่างหน้าตาที่เขาพยายามอธิบาย ทุกคนในละแวกนี้ต่างตอบเหมือนกันว่าไม่เคยเห็นคนที่เขาพูดถึงแม้แต่คนเดียว แปลกไปกว่านั้นก็คือ คนแถวนี้บอกว่า ชายหนุ่มที่พักอยู่ในห้องนั้นชื่อ ‘นิค’ เป็นวัยรุ่นขี้ยา ขยะเปื่อยที่ชอบข้องแวะกับพวกนักเลงหัวไม้อยู่เป็นประจำ แถมรูปร่างหน้าตาก็ยังเป็นคนละคนกับที่เขาเห็นอย่างสิ้นเชิง ราวกับว่าเลฟที่เขาถามหาเป็นภูตผีที่ไม่มีตัวตนอย่างไรอย่างนั้นแน่นอนว่าความคิดนี้เป็นเรื่องไร้สาระ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นภายในห้องพักนั้น เขารู้ว่าเจ้านั่นคือคนปกติที่สัม
12.00 น. ณ อพาร์ทเม้นท์เก่าในย่านชุมชนแสงแดดยามบ่ายที่ส่องผ่านทะลุผ้าม่านเข้ามากระทบเปลือกตา ทำให้คนที่หลับอยู่เหมือนถูกปลุกให้ตื่นทั้งที่ยังไม่ถึงเวลา ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ดีกรีสูงที่ดื่มเข้าไปหลายแก้วทำให้คาลรอสรู้สึกหนักหัวจนไม่อยากลืมตาขึ้นมาแม้แต่นิดเดียวมือหนาควานหาคว้าผ้าห่มที่กองอยู่ใต้เอวขึ้นมาคลุมโปร่งบังแสงอ่อนที่สาดส่องทำท่าว่าจะหลับต่ออีกสักหน่อย แต่ความทรงจำเลือนรางในคืนที่ผ่านมา ทำให้สมองหนักอึ้งพยายามรื้อค้นคิดทบทวนมันอีกครั้ง ‘อืม...คราวนี้ฝันแปลกกว่าทุกที สงสัยจะคงดื่มมากไปหน่อย...’อาการเมาค้างและความงัวเงียทำให้ร่างสูงใต้ห่มสรุปเอาง่าย ๆ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนมันก็แค่ความฝัน ทว่ากลิ่นอับของผ้าห่มผืนหนาที่โชยเข้าจมูกและผิวสัมผัสของที่นอนที่ไม่สบายตัวเหมือนทุกที ทำให้เขาต้องฝืนโผล่หน้าออกมาและเปิดตาหรี่มองรอบตัวอย่างเสียไม่ได้ไม่กี่วินาที เมื่อสิ่งที่อยู่ในครรลองสายตาชัดเจนขึ้น ดวงตาที่หรี่ดูก็เปิดกว้างมองภาพห้องนอนที่ไม่คุ้นเคย สภาพห้องที่ดูค่อนข้างแคบกลางเก่ากลางใหม่ กับข้าวของเครื่องใช้ธรรมดาที่จัดวางแบบไม่ค่อยเป็นระเบียนและไม่เป็นสัดส่วนสักเท่าไร หรืออาจเรีย
“บางทีนี่อาจเป็นปาฏิหาริย์ ความยึดติดของท่านที่พันธนาการข้าเอาไว้ และความยึดติดของข้าที่ดื้อดึงไม่ยอมจากไปไหน ท่านคาลรอส ท่านอยู่ที่ไหนขอรับ...” เสียงถ้อยคำที่กับดังมาจากห้วงเวลาอันแสนไกล ทั้งที่สายตากลับมองเห็นผู้ที่เอื้อนเอ่ยอยู่ใกล้แค่เอื้อมมือคว้า ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งใบหน้าเรียวได้รูปกับดวงตาคู่นั้นเป็นใครกัน...ทำไมถึงได้รู้สึกคุ้นเคยแบบนี้นะ... 5.00 pm ติ๊ด ๆ ติ๊ด ๆ เสียงเตือนจากโทรศัพท์มือถือที่ถูกตั้งเวลาเอาไว้ ปลุกคาลรอสให้ตื่นในเวลาเดิมเหมือนอย่างทุกที ร่างหนาขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงนอน ดึงม่านหน้าต่างให้เปิดออกเพื่อมองดูแสงอาทิตย์ยามเย็น คาลรอส ชายหนุ่มรูปร่างสูงหุ่นสมาร์ท คิ้วเข้มได้รูป รับกับใบหน้าคมอย่างลงตัว เจ้าของร้านเหล้าแห่งหนึ่งในถนนสายยามราตรี ดวงตาคมมองออกไปนอกหน้าต่างห้องนอนที่อยู่บนตึกสูงหลายสิบชั้น ดูรถราที่วิ่งไปมาและแสงไฟตามหัวมุมถนนที่เริ่มเปิดขึ้นบางส่วนเพื่อรอรับยามราตรีที่กำลังจะมาถึง คาลรอสพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะหันหลังเดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่อเตรียมตัวไปที่ร้านของตนเหมือนอย่างทุกที ... ร้าน...พบกันอีกครั้ง... ร่างสูงในชุดเสื้อแขนยา