นางเก็บแก่นอสูรที่แยกมาได้เข้าถุงเฉียนคุน จัดแจงที่นอนให้ตัวเองใหม่ ครั้งนี้นางกางข่ายมนตร์ให้แน่นหนากว่าเดิม คืนนั้นนอนหลับไปด้วยความสงบเงียบดังที่ตั้งใจหวัง ไม่มีใครมารบกวนนางอีกจนสามารถตื่นมารับรุ่งอรุณใหม่ได้อย่างสดใสเด็กหญิงเหยียดกายหลังโดดลงจากเปล นางยืดเส้นยืดสายแล้วคืนสภาพให้พลังธาตุไม้ที่นางหยิบยืมมาใช้เมื่อคืน เนื้อเมื่อวานที่ล่ามายังเหลืออยู่นางจึงย่างมันจากกองไฟที่ทำทิ้งไว้เมื่อวาน หลังจากอิ่มท้องแล้วก็เดินทางต่อ ไม่รู้ทางฝั่งผู้ชมเห็นอะไรไปแล้วบ้าง นางไม่แน่ใจว่าการถ่ายทอดมุมมองภาพจากฝั่งนี้มีปัจจัยอะไรหนุนนำหรือใช้สิ่งใดเป็นสื่อกลาง ก็หวังว่าจะไม่ถ่ายภาพน่าอายของนางออกไปให้ใครเห็น เช้าวันนี้ก็ยังต้อนรับนางด้วยเสียงคำรามของสัตว์อสูรตัวใหญ่ เสียงระเบิดดินจากที่ไกล ๆ เสียงฝูงนกแตกรัง เป็นสนามไล่ล่าที่สมกับการล่าสัตว์อสูรโดยแท้หลังจากกินจนอิ่มท้องนางก็สำรวจเส้นทางอื่นต่อทั้งยังเก็บวัตถุดิบสมุนไพรที่หาเจอระหว่างทางไปด้วย นางเก็บสมุนไพรมาได้หลายกำ ก้ม ๆ เงย ๆ จนได้พืชเต็มถุง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงสะท้อนของสัตว์คำรามดังกังวานมา ฉินหลิวซีหันกลับทันที เพียงพริบตาเดียวเจ้าของ
สมุนไพรระดับสูงหายากยิ่งกว่านั้น ต้องหาเป็นเดือนหรืออาจต้องฝ่าฟันเส้นทางที่ยากลำบาก อาจต้องเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงกว่าจะได้สักต้นหนึ่งมา ส่วนสมุนไพรในตำนานก็อย่างชื่อของมัน เพราะเป็นตำนานจึงไม่ค่อยมีข้อมูลปรากฏมากนะ มีแต่คำบอกเล่าปากต่อปากที่อาจบิดเบือนมาเท่าไรแล้วก็ไม่รู้แต่ที่นี่นางหาสมุนไพรระดับกลางได้เยอะพอสมควรเลยทีเดียว เยอะเสียจนตัวเองยังทึ่ง สำหรับคนชอบศึกษาให้ลึกซึ้งในศาสตร์ที่ตนรู้มา ยิ่งกว่านั้นนางยังรู้สึกตื่นเต้นและดีใจจนยิ้มออกมาไม่หยุดระหว่างที่กำลังเก็บสมุนไพรอย่างเพลิดเพลินนางก็ได้ต้อนรับแขกของวันนี้อีกหนรู้สึกว่าข้าจะเนื้อหอมเหลือเกินนะเบื้องหน้าของฉินหลิวซีมีจอมยุทธ์กลุ่มหนึ่งขวางทางไว้ เด็กหญิงเอียงคอเล็กน้อยด้วยความฉงนใจ เจตนานั้นไม่ต้องสืบ เป้าหมายคงอยู่ที่แก่นสัตว์อสูรซึ่งนางหามาได้ การแย่งชิงทำให้หาได้ง่ายกว่าการไปล่าสัตว์อสูรทีละตัว ไม่ว่าใครก็คิดอย่างนั้น“สวัสดีผู้อาวุโสทั้งหลาย มาให้ผู้น้อยศึกษาวิชาหรือ” นางประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม ทว่าแววตากลับแข็งกร้าว“คุณหนูน้อยผู้นี้ช่างเก่งกาจ คงต้องเป็นฝ่ายพวกข้าที่ขอศึกษาวิชาจากเจ้า”“ผู้ใหญ่ตั้งหลายคนมารุมเด็กแ
เข้าสู่วันที่สามของการแข่งขันล่าสัตว์อสูร บนต้นไม้ที่นางสร้างเปลจากพลังธาตุเอาไว้ เด็กหญิงเทแก่นอสูรออกมานับ แก่นอสูรมีสีเฉพาะของมัน ยิ่งบริสุทธิ์มากสีสันของมันก็ยิ่งสดใสและมีความบริสุทธิ์สูง โอกาสที่จะนำไปหลอมแล้วล้มเหลวนั้นเป็นไปได้น้อย หากได้แก่นสัตว์อสูรที่มีสีอื่นปะปนมากเกินไปโอกาสที่จะล้มเหลวมีสูงกว่าฉินหลิวซีนอนจนกระทั่งเป็นเวลาสาย จึงค่อยคิดขยับตัวหลายวันมานี้นางแทบไม่ได้นอนเลย ซึ่งสำหรับเด็กแปดขวบ ทำให้ร่างกายเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก เวลาที่การแข่งขันสิ้นสุดลงเป็นเวลาเดียวกับที่ประตูเปิดเมื่อวันสามก่อนนางยังมีเวลาอยู่ที่นี่อีกประมาณหนึ่ง การแข่งขันนี้จัดขึ้นห้าปีครั้ง กว่าจะได้กลับมาเก็บสมุนไพรระดับปานกลางและระดับสูงพวกนี้อีกก็ต้องรอถึงขนาดนั้น ตอนนี้มีโอกาสที่เก็บเกี่ยวนางต้องกอบโกยให้เต็มที่ฉินหลิวซีล่าสัตว์อสูรเพิ่มได้อีกสองตัว และเก็บสมุนไพรไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงเวลา นางมารอใกล้บริเวณทางเข้าป่า ตรงนั้นมีผู้เข้าแข่งขันอีกหลายคนซ่อนตัวอยู่ บ้างก็จับกลุ่มกันอย่างเปิดเผย บ้างก็อยู่กับศิษย์สำนักของตนเองจากที่นางกะด้วยสายตาคนเริ่มทยอยมารวมกันได้ห้าสิบคนแล้ว ไม่รู้ว่าเหลือร
“นำแก่นอสูรมาชดใช้ให้ศิษย์น้องข้า!”เกิดอาการตาพร่าอยู่พักหนึ่งจึงจับใจความสิ่งที่ได้ยินได้ หัวคิ้วเด็กหญิงขมวดมุ่นแล้วสบถตอบออกไปเสียงแข็ง“ข้าไม่ให้ อย่าหวังเลยว่าจะได้ไป!” ฉินหลิวซีใช้มือข้างที่ว่างชักนำปราณสายหนึ่งออกมาแล้วโคจรรอบตัวเอง เป็นเกราะคุ้มกันคอยปัดป้องกระบี่ออกไปในจุดบอดของนางที่สายตาไปไม่ถึงโรมรันกันอยู่ครู่ใหญ่ต่างฝ่ายต่างก็สะบักสะบอม เหลือเวลาเพียงหนึ่งเค่อสุดท้ายฉินหลิวซีจึงคิดยื้อเอาไว้ด้วยการทุ่มกำลังไปที่การป้องกันมากกว่าโจมตีคนพวกนี้ระดับต่ำกว่านาง แต่ด้วยจำนวนมากก็ทำให้นางบาดเจ็บไม่น้อยยิ่งมีคนหนึ่งที่ระดับเท่านางยิ่งทำให้การต่อสู้ยากลำบากมากขึ้น หากสู้ตัวต่อตัวนางเชื่อว่าไม่มีวันพ่ายแพ้ แต่นี่พวกหมาหมู่ชัด ๆ“แค่ก! ชิ...ไม่อยากเชื่อเลยจริง ๆ ว่าพวกไร้ฝีมือนี่จะทำให้ข้าบาดเจ็บได้”“พูดจาอวดดีเหลือเกินนะ แทบจะยืนไม่ขึ้นแล้วยังปากเก่งอยู่อีก”กฎในการแข่งขันคือห้ามฆ่า แต่ก็ไม่ได้ห้ามการทำให้บาดเจ็บสาหัส หากจะไปพิการเอาหลังจบการแข่งเพราะผลจากบาดแผลจะไม่ถูกนับ ซึ่งก็เป็นที่แน่นอน หากใครไปพิการในภายหลังด้วยการทำตัวเองหรือหาเรื่องใส่ตัวแล้วมาอ้างกฎการแข่งนี้ ใครจะยอ
“ท่านพี่! ท่านฟื้นแล้ว!” เขาโผเข้ากอดพี่สาวแน่นจนนางร้องโอดโอยขึ้นมาถึงได้ยอมปล่อย“ขะ ข้าขอโทษ ๆ ท่านเจ็บแผลหรือ” พอเห็นพี่สาวร้องเขาก็ทำอะไรไม่ถูกยิ่งกว่าเดิม“ไม่เป็นไรไม่ได้เจ็บอะไรมากมาย เจ้าก็ระวังหน่อยแล้วกันช่วงนี้ จนกว่าแผลข้าจะหาย” เสียงของนางแหบแห้งจนน่าเป็นห่วง หน้าของนางยังซีดอยู่ ฉินซือหยวนจึงเข้าไปช่วยพยุงนางให้เดินง่ายขึ้นอีกฝั่งหนึ่งของบริเวณนี้มีเวทีไม้ซึ่งถูกยกสูงนำมาตั้งเอาไว้ การประกาศผลกำลังจะเริ่มแล้วทุกคนต่างตื่นเต้นกับผลการแข่งขัน ยกเว้นก็แต่เด็กหญิงผู้บาดเจ็บ นางไม่สนใจผลคะแนนสักเท่าไร เพราะของที่ได้มาระหว่างเก็บเกี่ยวก็มากพออยู่แล้ว ไม่มีอะไรทำให้นางรู้สึกตื่นเต้นได้ในตอนนี้ อีกทั้งอาการบาดเจ็บยังเด่นชัดกว่าอะไรทั้งหมด นางไม่มีแก่ใจจะฟังด้วยซ้ำว่าคนมอบรางวัลเป็นใคร หรือพูดอะไรอยู่กลับกันน้องชายของนางดูตื่นเต้นมาก สายตาเขาจดจ่ออยู่บนเวทีนั่นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เขาจะได้ช่วยฟังให้ข้าด้วยอาการบาดเจ็บภายในนางใช้พลังปราณค่อย ๆ ฟื้นฟูมันได้ ส่วนอาการบาดเจ็บภายนอกแม้จะหายเร็วกว่าคนทั่วไป แต่ก็ใช้เวลามากกว่าการรักษาอวัยวะภายในเล็กน้อย หากได้รับพลังปราณบริสุทธิ์
“ข้ามาแลกของรางวัล”“ต้องการแลกอะไรบ้างเจ้าคะ แก่นอสูรระดับต่ำสามารถแลกของได้ตามรายการนี้ แก่นอสูรระดับกลางแลกของได้ตามรายการนี้ ส่วนแก่นอสูรระดับสูง...”หญิงสาวผู้หนึ่งที่ถูกจ้างวานมาเพื่องานครั้งนี้เป็นการชั่วคราวแนะนำผู้เข้ามาเยือนแต่ละคนด้วยประโยคเดียวกัน ตรงหน้ามีกระดาษอยู่สามแผ่น ในนั้นเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่า รางวัลชิ้นไหนต้องใช้อะไรแลกบ้างหากต้องการใช้สมุนไพรแลกรายละเอียดก็อยู่ในแผ่นเดียวกัน ฉินหลิวซีแลกของที่จำเป็นต้องใช้มาหลายอย่าง ส่วนมากเป็นของที่นางไม่มีหรือหาซื้อไม่ได้ในเมืองนี้ส่วนการที่จะนำไปแลกโอสถนางไม่สนใจ เพราะไม่ว่ายาใดอาจารย์หมอเทวดาของนางก็ปรุงเองได้ บางอย่างในรายการพวกนี้นางก็ปรุงจนช่ำชองแล้วด้วยซ้ำ กระทั่งมาสะดุดตาเข้ากับรายการหนึ่ง อาวุธวิเศษระดับกลางต้องใช้แก่นปราณอสูรระดับจักรพรรดิแลกเจ้านี่น่าสนใจ ดีจริงที่บังเอิญพบอยู่หนึ่งชิ้น“ข้าต้องการแลกสิ่งนี้” นางยื่นม้วนกระดาษกลับไปให้เจ้าหน้าที่หญิงคนนั้น และถูกมองกลับมาด้วยแววตาประหลาดใจ“ธนูทะลวงกาย รอสักครู่นะเจ้าคะ” นางผู้นั้นไม่ถามให้มากกว่า แต่ไปนำของที่ห้องข้างหลังมามอบให้หลังจากนางเข้ามาได้สักพักหนึ
เมื่อมีแผนจะลงไปที่เมืองพร้อมกับอาจารย์ใน เช้าวันรุ่งขึ้น ฉินซือหยวนก็ถูกพี่สาวซ้อมมือให้อย่างหนักหน่วงชนิดที่ว่าเห็นสมุนไพรก็ทำหน้าขยาด“ข้าจำเป็นต้องจำด้วยหรือ อย่างไรท่านพี่ก็จะบอกข้าอยู่ดี”“ฝึกไว้ก็ไม่เสียหายสักหน่อย จะเป็นผู้ช่วยข้า หากถึงคราวที่ข้าละมือไม่ได้ แต่มีคนรอตรวจอีกมากมายก็จะไม่ช่วยทุ่นแรงกันหน่อยหรือ”“แต่มันเยอะมากเลยนะ...” เขามองสมุนไพรต่างชนิดกันที่วางเรียงรายอยู่แล้วก็รู้สึกมวนท้องขึ้นมา“ค่อย ๆ จำไปเดี๋ยวก็จำได้เอง ข้าไม่ถึงกับจะบีบคั้นให้เจ้าจำได้วันนี้พรุ่งนี้เสียเมื่อไหร่”ก่อนหน้านี้เขาจำได้แต่สมุนไพรพื้นฐานที่พวกจอมยุทธ์ใช้รักษาแผลกันอย่างฉุกเฉิน เป็นพืชที่หาได้ทั่วไปตามป่าเขา ตอนนี้ต้องจำเพิ่มแล้ว รู้สึกเหมือนมีกองตำราอย่างหนาราวสิบเล่มมากองตรงหน้าก็ไม่ปานระหว่างน้องชายกำลังจดบันทึกสมุนไพรแต่ละชนิดลงสมุดพกส่วนตัว ฉินหลิวซีก็มาเร่งการเจริญเติบโตของสมุนไพรให้โตทันใช้ และนำไปขายได้ในสัปดาห์ที่จะถึงนี้บางส่วนนำไปปลูกในมิติลับของนางที่ในตอนนี้เต็มไปด้วยสมุนไพรวิญญาณ ส่วนที่เคยโล่งของนางตอนนี้เต็มไปด้วยสมุนไพรแทบทุกระดับทั้งต่ำ กลาง สูง และพวกที่มีอายุหลายร้
เมื่อได้ยินว่าจะได้กลับบ้าน ฉินหลิวซีก็คิดรายการของฝากเตรียมเอาไว้หลายอย่าง แต่ต้องเดินทางสักระยะหนึ่งจึงจะเวียนไปถึงเมืองนั้น แต่แค่ได้รู้ว่าจะได้กลับไปเยี่ยมพ่อแม่ทั้งสองคนก็ดีใจมากแล้ว ต่างเฝ้ารอให้ถึงวันนั้นเร็ว ๆสองพี่น้องสะพายย่ามคนละใบพร้อมกับเป้ใส่ของอีกคนละอัน ของในเป้ล้วนแต่เป็นอุปกรณ์ทำกินของอาจารย์ซึ่งศิษย์ทั้งสองก็มีหน้าที่ตามรับใช้ เรื่องแบกของให้เขาก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ทั้งสองคนฝึกตนมาหลายขั้นแล้วมันจึงไม่ได้ให้ความรู้สึกหนักอะไร“ท่านพี่ ท่านว่าท่านพ่อกับท่านแม่จะจำเราได้หรือเปล่า” พอระหว่างเดินทางข้ามเมืองไม่มีอะไรทำ ทั้งสองคนก็หาเรื่องไร้สาระมาคุยกัน ส่งเสียงเจื้อยแจ้วแข่งกับฝูงนก“ผ่านมาไม่เท่าไรเอง พวกท่านต้องจำได้อยู่แล้วสิ”“ข้าคิดถึงพวกท่านมากเลย ไม่รู้จะยังสุขสบายดีหรือไม่”“พวกเขาเป็นผู้ฝึกตนก่อนเราจะออกเดินทางแล้ว เรื่องสุขภาพไม่น่าห่วงหรอก”“จริงของท่านพี่ ข้ามีเรื่องจะเล่าให้พวกท่านฟังเยอะแยะเต็มไปหมด”“เจ้าพูดแบบนี้ สงสัยพวกท่านจะไม่ได้นอนตลอดสองวันเป็นแน่” นางคิดภาพออกเลยว่า น้องชายตัวดีคงเล่าเรื่องผจญภัยของตัวเองทั้งวันทั้งคืน พวกเขาเดินทางข้ามเมืองจนม
มิติทับซ้อนของสำนักอุดมสมบูรณ์มากเพราะเปิดใช้งานเพียงสิบปีครั้ง อีกทั้งยังไม่เปิดให้ใครเข้ามาระหว่างนั้น สมุนไพรและพืชผลเติบโตได้อย่างเต็มที่ สิบปีที่ไม่มีใครบุกรุกนี้คงมีแต่แมลงที่จะรบกวนพวกมันได้"ข้าขอไปดูทางนั้นสักครู่เผื่อว่ามีสมุนไพรอื่นอีก" ฉินหลิวซีขอแยกตัวออกมาหลังจากพักร่างกายเสร็จแล้ว เพราะนางไม่ได้ออกมาไกลมาก ยังอยู่ในระยะที่พวกเขาเห็นได้หลี่เจิ้นหัวจึงไม่ได้ว่าอะไรฉินหลิวซีเดินเลี่ยงออกมาจากกลุ่มเพื่อนำสมุนไพรบางส่วนเก็บเข้าไปในมิติของตัวเอง สมุนไพรที่หามาได้ต้องแบ่งให้กับคนอื่นเท่า ๆ กัน ซึ่งเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการนับคะแนนแบบกลุ่ม สมุนไพรหายากเหล่านี้นางก็อยากเก็บไว้เอง เพราะมิตินี้สิบปีจะเข้ามาได้สักครั้งข้าก็ไม่ใช่คนดีเป็นพระโพธิสัตว์อะไรอยู่แล้ว ขอเก็บไว้นิด ๆ หน่อย ๆ ก็แล้วกันฉินหลิวซีแบ่งสมุนไพรทีละเล็กละน้อยเก็บเข้าไปในมิติของตัวเอง ในโลกของผู้ฝึกตนจะมีเครื่องมือชนิดหนึ่งใช้หาสมุนไพรที่ต้องการ ผู้เข้าแข่งขันในวันนี้ล้วนมีมันอยู่ในมือ เป็นอุปกรณ์คล้าย ๆ กับที่คนเป็นครูในโรงเรียนมักจะมีปากกาเหน็บไว้กับเสื้ออุปกรณ์ธรรมดาระดับนั้นนางไม่ใส่ใจมันเลย จนกระทั่งพึ่งมาส
พิกัดเริ่มต้นแต่ละกลุ่มถูกส่งไปแบบสุ่ม หลังจากที่จัดการกับกอสมุนไพรที่บังเอิญพบแห่งแรกนั้นเสร็จพวกเขาก็เดินต่อไปทางทิศตะวันออกระหว่างทางนั้นฉินหลิวซีก็ยังเก็บสมุนไพรมาได้อีกหลายต้น เดินต่อมาได้อีกระยะหนึ่งก็พบเข้ากับกอสมุนไพรใหม่ อีกทั้งกอนี้ยังเป็นสมุนไพรที่มีอายุสิบปีขึ้นไปทั้งนั้นอีกด้วย เมื่อเห็นของหายากพวกเขาก็ตั้งท่าระแวดระวังทันที และยกหน้าที่เก็บสมุนไพรเหล่านี้ให้ฉินหลิวซีดูแลระหว่างที่กำลังเดินหาและเฝ้ายามไปด้วย หัวหน้ากลุ่มอย่างหลี่เจิ้นหัวก็ส่งสัญญาณมือให้พวกเขาหยุด ยังไม่ทันได้ถามคำตอบก็ดังลั่นมาจากข้างหน้า"ส่งสมุนไพรในมือเจ้ามา!"ผู้ใช้โอสถที่กำลังเก็บสมุนไพรอย่างขะมักเขม้นลุกพรวดขึ้นมาจากพื้น มือหนึ่งจับด้ามกระบี่อ่อนของตนเอาไว้ ในมืออีกข้างยังเหลือต้นสมุนไพรที่พึ่งเก็บขึ้นมา"พวกดาราจักรนี่เอง" หนึ่งในศิษย์ของสำนักเซียนกระบี่เอ่ยขึ้นฉินหลิวซีประเมินด้วยสายตาแล้วก็คิดว่านางคงไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่มย่ามให้ศึกครั้งนี้ นางปล่อยมือจากด้ามกระบี่ของตนแล้วยกหน้าที่คุ้มกันให้หลี่เจิ้นหัว เมื่อเห็นว่าฉินหลิวซีเมินเฉยต่อตัวตนของพวกเขา ลูกศิษย์กลุ่มนั้นก็เข้ามาจู่โจมทันทีดาราจ
ศิษย์ในสำนักต่างเห็นด้วยกับคำพูดของคนเหล่านี้ เว้นก็แต่หลี่เจิ้นหัวและน้องชายสุดรักของนาง ฉินซือหยวนจากที่หลบหลังหมอเทวดาอยู่ก็ออกมายืนข้าง ๆ ให้เห็นหน้าได้ชัด ตอนนี้เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อใครไปทั่วเสียงประท้วงดังได้อยู่ไม่นานท่านเจ้าสำนักก็ยกมือขึ้นให้พวกเขาหยุด“เรื่องที่สตรีผู้นี้ไม่ใช่คนใน ก็ไม่สามารถพูดได้เต็มปาก เพราะนางเป็นลูกศิษย์ของผู้อาวุโสท่านหนึ่งซึ่งก็เคยร่ำเรียนที่สำนักของเรา ส่วนเรื่องฝีมือของนาง แม้ข้าจะกล่าวไปก็ไม่อาจทำให้พวกเจ้าเชื่อได้นอกจากเห็นด้วยตา ผู้ที่รู้แจ้งคงมีไม่กี่หยิบมือ เช่นนั้นก็ให้โอกาสนางได้แสดงฝีมือให้เป็นที่ประจักษ์เถิด”คำแถลงไขของท่านเจ้าสำนักเว่ย แม้ไม่ได้เปลี่ยนการตัดสินใจ แต่ก็ทำให้พวกเขายอมรับได้มากขึ้น พวกเขาจึงได้สงบปากสงบคำลงดังเดิม แต่สถานการณ์ก็ยังไม่สงบลงเสียทีเดียว“เช่นนั้นท่านเจ้าสำนักโปรดช่วยแถลงไขความข้องใจให้ข้าที แท้จริงแล้วนางผู้นั้นเป็นใครกันแน่”นางจำได้ว่า คนผู้นั้นคือหว่านเล่อ ยอดฝีมือคนหนึ่งของสำนักเซียนกระบี่ที่กำลังเอ่ยถึงกัน ดูเหมือนเขาเองก็รู้สึกแคลงใจในเรื่องนี้จากที่หลี่เจิ้นหัวเล่าเรื่องของที่
เช้าวันรุ่งขึ้นผู้ใช้โอสถแซ่ฉินตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง วันนี้นางตั้งใจจะไปให้ทันส่งหลี่เจิ้นหัวก่อนเริ่มการแข่งให้ได้ฉินหลิวซีดูตัวเองอยู่หน้ากระจกจนพอใจจึงค่อยออกจากเรือนพัก นางเผื่อเวลาเอาไว้มาก ทำให้มาทันช่วงผู้เข้าแข่งขันกำลังเตรียมตัวในตอนที่ยังไม่มาเด็กชายก็มองหาสหายอยู่ก่อนแล้ว พอนางปรากฏตัวเขาจึงมองเห็นได้โดยง่าย และดูเหมือนทั้งคู่จะมีเรื่องอยากพูดคุยกันก่อนเข้าสู่สนามประลองวันที่สอง เพียงมองตาก็รับรู้ได้ทันทีว่าครั้งนี้ใจตรงกัน หลี่เจิ้นหัวลังเลที่จะเดินออกไป แล้วนี่ก็ใกล้ได้เวลาเปิดประตูแล้วฉินหลิวซีรู้ว่าเขามาไม่ได้จึงยัดของบางอย่างใส่มือน้องชาย“ซือหยวนน้อย เอาสิ่งนี้ไปให้พี่ชายหลี่ของเจ้าที”ฉินซือหยวนพยักหน้าก่อนจะเดินฝ่าฝูงชน หลี่เจิ้นหัวไม่อยากให้น้องชายเข้ามาถึงกลางสนามให้เป็นเป้าสายตาจึงเดินออกมาพบด้วยตัวเองครึ่งทาง“พี่สาวข้าฝากสิ่งนี้มาให้ท่าน”เขารับมาก็พบว่าเป็นเครื่องราง ฉินหลิวซีใส่ยันต์ที่นำพาความโชคดีเอาไว้ในถุงปักลายบุปผา หลี่เจิ้นหัวฝากคำขอบคุณกลับมาส่วนตัวเองก็ไปรวมตัวกับกลุ่มศิษย์สำนักเดียวกัน เขาเก็บสิ่งนั้นลงอกเสื้ออย่างทะนุถนอมพื้นที่ทับซ้อนนี้ถูก
และอีกสารพัดข้อห้ามเพื่อความปลอดภัยของลูกศิษย์จากแต่ละสำนัก ฉินหลิวซีปิดปากหาว กว่าจะร่ายกฎทุกข้อจบก็ทำเอานางง่วงแล้ว กติกาพื้นฐานในการแข่งขันก็เหมือนทั่ว ๆ ไป แต่ถึงจะออกกฎมาแบบนี้ก็ยังมีคนเจ้าคิดเจ้าแค้นในการแข่งขันอยู่เลย การแข่งขันล่าสัตว์อสูรเมื่อหลายปีก่อนที่นางเข้าร่วม มันต่างกับเรื่องนี้ตรงไหนจากมุมมองของผู้ใช้โอสถตัวน้อย คนกลุ่มนั้นเหมือนเด็กไม่รู้จักโต โตก็โตแค่ตัว ไม่มีน้ำใจนักกีฬาเอาเสียเลยหากยังยึดติดกับความคิดแบบนั้นไม่น่าอายุยืนได้หรอกผู้ชนะในการแข่งขันจะได้ผ่านเข้าสู่รอบต่อไป เมื่อให้ผู้เข้าแข่งขันลงจากสนามไปเตรียมตัวแล้วบรรยากาศรอบด้านก็เปลี่ยนไปฉินหลิวซีเฝ้ารอสิ่งนี้มาตลอดหลายวัน ในที่สุดก็ได้เห็นการต่อสู้ของสำนักอื่นเสียทีผู้ทำหน้าที่ดำเนินรายการประกาศให้ผู้เข้าแข่งขันคู่แรกมาประจำที่ ตัวแทนจากดาราจักรและศาสตราพิทักษ์ก้าวลงสู่สนามประลองโดยมีเสียงจากพยัคฆ์ทองและเซียนกระบี่คอยส่งกำลังใจ แต่เสียงที่มาจากสำนักเดียวกันย่อมดังก้องกว่าใครความถนัดของพวกเขาเป็นดังชื่อเรียก แม้แต่ละสำนักจะมีแตกแยกย่อยไปหลายแขนง แต่เรื่องโดดเด่นของพวกเขาย่อมเป็นหนึ่งเดียวกับนามเรียกขานก
หลังจากความแตกวันนั้น ฉินหลิวซีก็หมกตัวอยู่แต่ในห้องเพื่อหลบหน้าคนกลุ่มนั้นไปจนถึงวันประลอง ถึงแม้จะน่าหงุดหงิดไปบ้างที่นางต้องมาซ่อนตัวแค่เพราะคนเจ้าคิดเจ้าแค้นนั่น แต่เพื่อชีวิตสงบสุขของตัวเอง นางจะยอมกลืนศักดิ์ศรีลงไปก็ได้ด้วยความที่นางเป็นศิษย์เอกของหมอเทวดาพวกเขาจึงยังเกรงใจ และไว้หน้านางอยู่บ้าง ไม่มีใครบอกคนนอกว่านางพักอยู่ที่ไหน และที่พักของนางก็อยู่ใกล้กับท่านอาจารย์ หากใครคิดจะมาหาเรื่องฉินหลิวซีก็เท่ากับว่ามีเรื่องกับหมอเทวดาด้วยแต่จนแล้วจนรอดวันชุมนุมนางก็ต้องมา เพราะรับปากกับท่านเจ้าสำนักเอาไว้แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ร่วมลงสนามแต่นางก็มาดูในฐานะผู้ชมได้ ตามจริงแล้วคนนอกจะไม่ได้รับอนุญาต แต่อาจารย์ของนางได้รับเชิญ นางจึงได้สิทธิ์เข้ามานี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายวันตั้งแต่มาที่นี่ที่ฉินหลิวซีได้พบหน้าน้องชาย“ท่านพี่!”“ซือหยวน” ฉินหลิวซีอ้าแขนรับเจ้าตัวดีที่พุ่งเข้ามาหานางโดยไม่คิดจะยั้งแรง เด็กหญิงถึงกับเซไปข้างหลังหลายก้าว“ข้าคิดถึงท่านจังเลย”“ข้าก็คิดถึงเจ้า” สองพี่น้องกอดกันกลม สนิทสนมจนเป็นที่น่าอิจฉา มีไม่มากที่พี่น้องจะรักใคร่กลมเกลียวกันปานนี้ฉินซือหยวนเพิ่งเข้าสำนั
เด็กหญิงแซ่ฉินนั่งเท้าคางอยู่บนก้อนหิน มองดูเหล่าศิษย์สำนักวัยเดียวกันออกเพลงหมัดมวยตามในตำรา บางช่วงก็ผลัดกันถือกระบี่ประลองฝีมือฉินหลิวซีรู้สึกเพลิดเพลินเป็นอย่างมาก อย่างน้อยก็ดีกว่าให้นางอุดอู้อยู่แต่ในห้องพัก สำนักเซียนกระบี่เรียกได้ว่าเป็นสถานที่รวมตัวของผู้มากพรสวรรค์โดยแท้เมื่อวานมีแต่เรื่องรีบร้อนให้นางทำจนไม่มีเวลาสนใจทักษะของแต่ละคนหลายคนหน่วยก้านไม่เลวเลย ถ้าน้องข้าได้ฝึกแบบเดียวกันฝีมือคงพัฒนาไปไกลฉินหลิวซีกวาดสายตามองทิวทัศน์รอบกาย สายลมอุ่นพัดผ่านก่อนจากไป ตอกย้ำว่าเข้าใกล้ฤดูหนาเข้าไปทุกทีไม่รู้ตอนนี้ที่บ้านนางเป็นอย่างไร จะอยู่สุขสบายดีหรือไม่ มีใครมารังแกหรือเปล่า พอได้คิดถึงพวกเขาครั้งหนึ่งแล้วก็คิดซ้ำไปซ้ำมา ฉินหลิวซีคิดว่าคืนนี้คงต้องเขียนจดหมายหาท่านพ่อท่านแม่เสียหน่อยระหว่างที่เด็กหญิงกำลังคิดอะไรเพลิน ๆ สายตาของผู้ใช้โอสถก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่ชวนให้หวั่นใจเข้าเด็กน้อยผู้นั่งอยู่บนโขดหินถึงกับลมหายใจสะดุด ความรู้สึกกังวลจนใจหายเป็นอย่างนี้นี่เอง ทั้ง ๆ ที่นางไม่ได้ทำอะไรร้ายแรง แต่ความรู้สึกเหมือนมีชนักติดหลังไปได้รู้สึกไม่ปลอดภัยเอาเสียเลยฉินหลิวซีร
เด็กชายทำหน้าลังเลทันที เรื่องคัมภีร์ฝึกวิชาเป็นความลับของสำนัก ไม่ว่าที่ใดก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่วันนี้เขาก็พานางไปแล้ว ไม่ได้ตั้งใจจะให้ไปเรียนรู้ แต่เขาไม่อยากห่างจากนาง และตั้งใจจะพามากินข้าวต่ออยู่แล้วจึงไม่ได้ให้นางกลับเห็นสีหน้าลำบากใจของเขานางก็เข้าใจได้ว่าอะไรเป็นอะไร“ข้าจะลองถามท่านเจ้าสำนักดูเอง เจ้าสบายใจเถอะ ข้าไม่ทำให้เจ้าเดือดร้อนหรอก”หลี่เจิ้นหัวไม่ได้ห่วงเรื่องนั้นสักเท่าไร แต่การไปขออนุญาตท่านเจ้านักเป็นเรื่องถูกต้องแล้วพวกเขาไม่ได้พูดกันเรื่องนี้อีก ทั้งสองกินอาหารกลางวันด้วยกันเสร็จฉินหลิวซีก็ตั้งใจจะไปขออนุญาตกับท่านเจ้าสำนักด้วยตัวเองทันทีนางมาที่เรือนด้านหลังที่เคยมาเมื่อวาน นอกจากท่านเจ้าสำนักแล้วนางยังพบว่าอาจารย์ท่านอื่น ๆ ก็อยู่ด้วยฉินหลิวซีค้อมกายประสานมือคารวะอาวุโสกว่า หลี่เจิ้นหัวที่ตามหลังมาติด ๆ พอเห็นว่าอาจารย์อยู่กันเกือบทุกคนก็รีบทำความเคารพทันที“มีธุระอะไรล่ะ” เจ้าสำนักเว่ยหันมาถามนางเด็กหญิงไม่รอช้าที่จะบอกความต้องการของตัวเอง “ข้าจะมาขออนุญาตติดตามสหายผู้นี้ไปดูเขาฝึกศิษย์คนอื่นเจ้าค่ะ”“สามหาวยิ่งนัก! เป็นใครมาจากไหนไม่รู้หัวนอนปลาย
เขาพานางเดินต่อไปเรื่อย ๆ จนพ้นออกมาจากบรรยากาศเงียบสงบ แทนที่ด้วยเสียงจอแจของผู้คน นางเปรียบเทียบอยู่แล้วเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนว่าที่แห่งใดคนนอกเข้าออกได้สะดวก และที่แห่งใดอย่าได้นึกย่างกรายเข้าไป“เขตหวงห้ามของสำนักเซียนถ้าไม่มีคนในพาเข้าไป คนนอกย่อมเข้าไปไม่ได้ ยามที่มีการชุมนุมกับสำนักอื่นก็จะมีการเฝ้ายามบริเวณนี้เป็นพิเศษ”“ข้าเข้าใจแล้ว ต่อไปจะระวังนะ”“เจ้าออกมาเพราะเบื่ออยู่ในห้องสินะ ตามที่ข้ารับปากไว้เมื่อวาน วันนี้ข้าจะพาเจ้าเที่ยวชมรอบ ๆ ก็แล้วกัน”“ต้องรบกวนแล้วเจ้าค่ะ”นางประสานมือโค้งคำนับให้เขาคล้ายจะล้อเลียน หลี่เจิ้นหัวทั้งยิ้มทั้งหัวเราะคล้ายว่าจะชอบใจอย่างมากกับสิ่งที่นางทำ หลังจากนั้นเด็กชายก็นำทางนางไปยังสถานที่ต่าง ๆสำนักเซียนกระบี่มีขนาดใหญ่โต นางยังเดินดูได้ไม่หมดหลี่เจิ้นหัวก็ถูกเรียกตัวอีกครั้งแล้ว“ศิษย์น้องหลี่ ที่ลานฝึกมีคนเรียกหาเจ้าน่ะ”ศิษย์พี่คนหนึ่งที่บังเอิญเดินผ่านมาเอ่ยเรียกทั้งสองไว้ ดูเหมือนว่าเขาก็เพิ่งกลับมาจากลานฝึกเช่นกัน“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ รบกวนท่านแล้ว ขอบคุณศิษย์พี่”หลังจากศิษย์คนนั้นเดินจากไป ฉินหลิวซีก็เอ่ยขึ้น“ดูเหมือนว่าต้องล