เมื่อมีแผนจะลงไปที่เมืองพร้อมกับอาจารย์ใน เช้าวันรุ่งขึ้น ฉินซือหยวนก็ถูกพี่สาวซ้อมมือให้อย่างหนักหน่วงชนิดที่ว่าเห็นสมุนไพรก็ทำหน้าขยาด“ข้าจำเป็นต้องจำด้วยหรือ อย่างไรท่านพี่ก็จะบอกข้าอยู่ดี”“ฝึกไว้ก็ไม่เสียหายสักหน่อย จะเป็นผู้ช่วยข้า หากถึงคราวที่ข้าละมือไม่ได้ แต่มีคนรอตรวจอีกมากมายก็จะไม่ช่วยทุ่นแรงกันหน่อยหรือ”“แต่มันเยอะมากเลยนะ...” เขามองสมุนไพรต่างชนิดกันที่วางเรียงรายอยู่แล้วก็รู้สึกมวนท้องขึ้นมา“ค่อย ๆ จำไปเดี๋ยวก็จำได้เอง ข้าไม่ถึงกับจะบีบคั้นให้เจ้าจำได้วันนี้พรุ่งนี้เสียเมื่อไหร่”ก่อนหน้านี้เขาจำได้แต่สมุนไพรพื้นฐานที่พวกจอมยุทธ์ใช้รักษาแผลกันอย่างฉุกเฉิน เป็นพืชที่หาได้ทั่วไปตามป่าเขา ตอนนี้ต้องจำเพิ่มแล้ว รู้สึกเหมือนมีกองตำราอย่างหนาราวสิบเล่มมากองตรงหน้าก็ไม่ปานระหว่างน้องชายกำลังจดบันทึกสมุนไพรแต่ละชนิดลงสมุดพกส่วนตัว ฉินหลิวซีก็มาเร่งการเจริญเติบโตของสมุนไพรให้โตทันใช้ และนำไปขายได้ในสัปดาห์ที่จะถึงนี้บางส่วนนำไปปลูกในมิติลับของนางที่ในตอนนี้เต็มไปด้วยสมุนไพรวิญญาณ ส่วนที่เคยโล่งของนางตอนนี้เต็มไปด้วยสมุนไพรแทบทุกระดับทั้งต่ำ กลาง สูง และพวกที่มีอายุหลายร้
เมื่อได้ยินว่าจะได้กลับบ้าน ฉินหลิวซีก็คิดรายการของฝากเตรียมเอาไว้หลายอย่าง แต่ต้องเดินทางสักระยะหนึ่งจึงจะเวียนไปถึงเมืองนั้น แต่แค่ได้รู้ว่าจะได้กลับไปเยี่ยมพ่อแม่ทั้งสองคนก็ดีใจมากแล้ว ต่างเฝ้ารอให้ถึงวันนั้นเร็ว ๆสองพี่น้องสะพายย่ามคนละใบพร้อมกับเป้ใส่ของอีกคนละอัน ของในเป้ล้วนแต่เป็นอุปกรณ์ทำกินของอาจารย์ซึ่งศิษย์ทั้งสองก็มีหน้าที่ตามรับใช้ เรื่องแบกของให้เขาก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ทั้งสองคนฝึกตนมาหลายขั้นแล้วมันจึงไม่ได้ให้ความรู้สึกหนักอะไร“ท่านพี่ ท่านว่าท่านพ่อกับท่านแม่จะจำเราได้หรือเปล่า” พอระหว่างเดินทางข้ามเมืองไม่มีอะไรทำ ทั้งสองคนก็หาเรื่องไร้สาระมาคุยกัน ส่งเสียงเจื้อยแจ้วแข่งกับฝูงนก“ผ่านมาไม่เท่าไรเอง พวกท่านต้องจำได้อยู่แล้วสิ”“ข้าคิดถึงพวกท่านมากเลย ไม่รู้จะยังสุขสบายดีหรือไม่”“พวกเขาเป็นผู้ฝึกตนก่อนเราจะออกเดินทางแล้ว เรื่องสุขภาพไม่น่าห่วงหรอก”“จริงของท่านพี่ ข้ามีเรื่องจะเล่าให้พวกท่านฟังเยอะแยะเต็มไปหมด”“เจ้าพูดแบบนี้ สงสัยพวกท่านจะไม่ได้นอนตลอดสองวันเป็นแน่” นางคิดภาพออกเลยว่า น้องชายตัวดีคงเล่าเรื่องผจญภัยของตัวเองทั้งวันทั้งคืน พวกเขาเดินทางข้ามเมืองจนม
“เพราะเขาจะมองเราเป็นเด็กน่ะสิ เสียงข้าแม้จะเล็กเหมือนกัน แต่ก็พอจะดัดให้ดูโตขึ้นกว่าอายุได้ ถึงแม้เจ้าจะตัวเล็กกว่าข้า แต่สวมผ้าคลุมไว้เช่นนี้และไม่พูดอะไรเลยก็จะเป็นบุคคลปริศนา พวกเขาเดาไม่ออกหรอกว่าอาจเป็นเผ่าพันธุ์ที่อายุยืนนานหรือเปล่า”ถึงแม้ไม่ค่อยเข้าใจ แต่เขาก็ทำตามที่พี่สาวต้องการ ที่โลกนี้เองก็มีเผ่าพันธุ์อื่น เพียงแต่หาได้น้อยจนแทบไม่มีบันทึกปรากฏว่าพบเจอในช่วงร้อยปีมานี้เลย หากเป็นเช่นนี้การที่นางนำท้อมรกตมาฝากประมูลก็จะดูสมเหตุสมผลขึ้นมา“ติดต่อเรื่องใดเจ้าคะ” สตรีนางหนึ่งประจำการอยู่ที่ด้านหลังอาคาร ซึ่งเป็นพื้นที่เฉพาะของคนที่จะมาติดต่อฝากบางอย่างร่วมประมูล หรือแม้แต่รับสินค้าที่ประมูลไปแล้ว“ข้าต้องการฝากสิ่งหนึ่งร่วมประมูล กำหนดการเร็วที่สุดที่จะถึงคือวันไหน”“เราจะมีการประมูลในตอนเย็นของวันพรุ่งนี้พอดี หากไม่แล้วท่านก็สามารถนำของสิ่งนั้นร่วมประมูลได้ในอีกห้าวันหลังจากนี้”“เข้าใจแล้ว ข้าขอร่วมลงประมูลเย็นพรุ่งนี้”“สิ่งของที่ท่านนำมา หากพิจารณาแล้วว่าสามารถนำมาร่วมได้จะมีการหักส่วนแบ่งให้กับทางเราครึ่งหนึ่ง เงื่อนไขนี้ยินยอมหรือไม่เจ้าคะ”“ยินยอม”เงื่อนไขนี้ไม่ว่าอ
การประมูลเริ่มในช่วงหัวค่ำพวกเขาจึงมารับบัตรตั้งแต่ก่อนยามโหย่ว วนเวียนอยู่แถวนั้นจนกว่าโรงประมูลจะเปิดประตูพอน้องชายจะเบื่อ นางจึงพาเขามาเดินที่ตลาดใกล้ ๆ เพื่อซื้อของว่างกินฆ่าเวลา ใด ๆ แล้วก็ยังซื้อวัตถุดิบบางอย่างเพิ่มเพื่อนำกลับไปทำอาหารในวันหลังด้วย นางเก็บของพวกนั้นไว้ในมิติมันจึงไม่เสียต่อให้เป็นของสด อยู่โรงประมูลสักสองชั่วยามของที่ซื้อมาก็ไม่เสียหายกระทั่งถึงเวลาเหมาะสม ประตูบานใหญ่เปิดอ้าต้อนรับ ผู้คนทยอยกันเดินเข้าไป ฉินหลิวซีจับมือน้องชายเอาไว้แน่น ทั้งสองคนเลือกที่นั่งด้านหลังสุด การประมูลเปิดม่านขึ้นแล้วผลท้อมรกตถูกนำออกมาเป็นรายการที่เจ็ด นางค่อนข้างตื่นเต้นเป็นพิเศษเพราะนี่คือสิ่งที่นางนำมา แต่ละครั้งที่มีคนเสนอราคาทำให้นางใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มีคนยื้อแย่งที่จะได้มันมาครอง“สี่พันตำลึงทอง!”“สี่พันตำลึงทองขอรับ! สี่พันตำลึงทองครั้งที่หนึ่ง สี่พันตำลึงทองครั้งที่สอง สี่พันตำลึงทองครั้งที่สาม! ขาย!”ฉินซือหยวนถึงกับผุดลุกขึ้นยืนเมื่อได้ยินจำนวนเงินนั้น และนั่นคือราคาต่อหนึ่งผลเท่านั้น การประมูลท้อมรกตผ่านพ้นไปน้องชายของนางก็ยังรู้สึกทึ่งไม่หาย เจ้าของสินค้าชิ
“ได้ข่าวสมุนไพรวิญญาณระดับสูงว่าอยู่ไม่ไกลจากที่นี่น่ะ ข้าจำเป็นต้องใช้งานมัน เราจะออกเดินทางกันพรุ่งนี้เช้า”“ไปนานหรือไม่เจ้าคะ” หากไม่ต้องอยู่ข้างนอกข้ามวัน นางก็จะได้ทำโจ๊กเอาไว้ กลับมาก็อุ่นกินได้เลย“ไม่แน่ใจน่ะสิ อาจจะเจออุปสรรคระหว่างทาง”“เช่นนั้นข้าจะจัดของใส่ย่ามไว้นะเจ้า”“อืม ไม่มีอะไรแล้วพวกเจ้ารีบเข้านอนเถอะ”สองพี่น้องราตรีสวัสดิ์ผู้อาวุโสก่อนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อนพึ่งพูดไปอยู่ไม่กี่วันว่าจะอยู่หนึ่งเดือน นี่ต้องเดินทางอีกแล้ว เรื่องกำหนดระยะเวลาเชื่อใจอาจารย์ไม่ได้เลยจริง ๆ เฮ้อ…“มีคนนำผลท้อมรกตมาขายหรือ?”“ขอรับ นายน้อยอยากได้หรือ” หากนายท่านได้รู้และแจ้งมาก่อนหน้านี้ เขาก็คงไปร่วมประมูลเพื่อเอามาให้แล้ว แต่คนที่นำมานั้นก็ใจร้อน อาจจะมีเรื่องฉุกเฉินต้องการเงินซึ่งเขาก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ แต่ที่คนผู้นั้นรีบลงประมูลก็เป็นความจริง“ไม่ ไม่ใช่ คนที่นำมาเป็นใคร ใครเป็นคนรับหน้าไปตามมาเดี๋ยวนี้”ทั่วทั้งหอชิงขุยวุ่นวายขึ้นมาทันทีเมื่อนายน้อยรู้รายละเอียดเรื่องนี้อย่างมาก แต่เดิมทีก็ไม่มีใครสนใจเรื่องของผู้ที่นำสินค้ามา นอกจากว่ามันจะเป็นของหายากระดับตำนาน ผ
โอสถทะลวงลมปราณ ฉินหลิวซีเคยคิดจะใช้มันให้พ่อแม่ได้กลายเป็นผู้ฝึกตน แต่ด้วยข้อจำกัดด้านอายุทำให้นางต้องล้มเลิกที่จะใช้ยาตัวนี้ไป โอสถทะลวงลมปราณหนึ่งเม็ดราคาเป็นหมื่นตำลึงทอง หายากยิ่งกว่าตัวยาที่นางเคยให้อาจารย์ช่วยปรุง สมุนไพรที่ต้องใช้ก็มีหลายชนิดมาก ๆ จนยาห้ามเลือดของนางยังต้องอายหลังจากเช็ดคราบเลือดออกจากกระบี่อ่อนนางก็จัดการลากชายผู้นั้นไปทิ้งไว้มุมถ้ำ ส่วนตัวเองก็มาจัดการกับสมุนไพรที่เหลือ สมุนไพรทั้งหมดที่ต้องใช้มีถึงเก้าสิบเก้าชนิด ตอนนี้นางได้ชนิดที่เจ็ดสิบสองในรายการมาแล้ว ตั้งแต่ได้เรียนรู้ และฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของหมอเทวดานางก็เก็บสมุนไพรสะสมไว้มาโดยตลอดตำรับตำราเกี่ยวกับยาเป็นของอาจารย์นางที่เขียนขึ้นเอง นางได้เรียนรู้มันตั้งแต่ตอนที่พึ่งเจอเขาเหตุแห่งความบังเอิญที่นำพามาพบกัน ทำให้ปัจจุบันนางลงเอยที่ฝากตัวเป็นศิษย์เขา และเพราะตำราที่เขียนขึ้นเองไม่ใช่ของที่ใครจะได้รับอนุญาตให้เปิดอ่านก็ได้ ในนั้นมีทั้งข้อมูลที่เป็นทั้งคุณและโทษ หากถูกคนเจตนาไม่ดีนำไปใช้งานอาจกลายเป็นความโกลาหล ฉินหลิวซีจึงไม่เคยวางใจให้ผู้อื่นปรุง“เท่านี้พอแล้วหรือไม่เจ้าคะ”ซุนเป่ยฉีเหลือบมองในย่ามน
ฉินซือหยวนวิ่งหนีจนเหนื่อย เขาไม่ชอบการต่อสู้ ชอบใช้สมองมากกว่ากำลัง ไม่รู้ทำไมพี่สาวต้องบังคับขู่เข็ญให้เขาออกแรงขนาดนี้ด้วย การใช้กำลังต่อสู้ทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นคนโง่ แต่นางเริ่มไม่สบอารมณ์ขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว มองจากสีหน้าก็รู้ หากเขาไม่ลงมือทำอะไรเสียที นางคงกวาดหุ่นไม้พวกนี้ทิ้งแล้วลงสนามเองเป็นแน่ไม่ ๆ แบบนั้นน่ากลัวกว่าเดิมอีก!นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกเคี่ยวเข็ญให้เอาชนะด้านพละกำลัง แต่ไม่ว่าจะถูกสั่งให้ทำแบบนี้กี่ครั้ง เขาก็ยังไม่ชินอยู่ดี แต่เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ก็จำใจต้องตอบโต้ แม้ใจจะไม่ชอบ แต่เขาก็เข้าใจว่าพี่สาวปรารถนาดีต่อตน เพียงแต่วิธีการของนางบางครั้งก็หนักมือเสียเหลือเกิน“เอาละ ๆ ข้ายอมแล้ว”ฉินซือหยวนหมุนตัวกลับมาประจันหน้ากับหุ่นไม้ทั้งห้าตนอย่างไรเสียเส้นทางที่พวกเขาเลือกเดินก็ห่างไกลจากเด็กบ้านนอกธรรมดามาไกลแล้ว อนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไรเขาไม่อยากจะคิด คิดไปก็เท่านั้นทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ชีวิตที่เป็นอยู่ตอนนี้เขาก็รู้สึกชอบมันไม่น้อย และที่ทำอยู่ก็เพื่อให้สามารถปกป้องตนเองได้แม้ว่าฉินซือหยวนจะอิดออดและเอาแต่วิ่งหนีท่าเดียวมาหลายชั่วยาม แต่ตอนนี้
ฉินหลิวซีมีความรู้เกี่ยวกับสมุนไพร และใช้พลังธาตุในการปลูกสมุนไพรได้ หากนำไปปรุงในมิติประสิทธิภาพยิ่งสูง และพลังของนางก็จะทำงานได้ดีกว่าอยู่ข้างนอก เพราะข้างในนั้นนับว่ามีพลังทิพย์บริสุทธิ์วนเวียนอยู่อย่างหนาแน่น ต้นท้อมรกตของนางเติบโตได้ดีก็เป็นเพราะสิ่งนี้ด้วยเช่นกันขั้นตอนแรกของการฝึกปรุงยา น้องชายของนางเงอะงะมากจนอาจารย์ต้องจับมือทำเลยทีเดียว ส่วนตัวนางที่เชี่ยวชาญในระดับหนึ่งแล้วสามารถทำไปได้เลย แค่รอให้อาจารย์มาประเมินผลลัพธ์ในภายหลังเท่านั้นสมุนไพรในตำรามากกว่าหมื่นชนิด ส่วนผสมในการปรุงโอสถ ฉินหลิวซีจำได้ทั้งหมดแล้ว แต่ยาบางตัวนางไม่สามารถทำได้ เพราะยังขาดวัตถุดิบอีกหลายอย่าง ระหว่างเดินทางนี้ก็เก็บพวกมันมาได้ไม่น้อย แต่ก็ยังไม่ครบเป็นการเรียนรู้ที่ยาวนานเหลือเกิน แต่แค่นี้ไม่ทำให้นางท้อใจได้หรอกครึ่งปีให้หลังทั้งสามก็ยังไม่ได้กลับไปที่หมู่บ้าน การเดินทางของนางกับท่านอาจารย์ไร้จุดหมายแน่นอน บทจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนโดยง่าย ปัจจัยภายนอกส่งผลต่อการเดินทางของพวกนางไม่น้อย บ้างก็เป็นเพราะใจอาจารย์อยากเปลี่ยนเอง บ้างก็เป็นเพราะมีเหตุให้ต้องเปลี่ยนจุดหมายกะทันหันเช่นวันนี้ที่ซุนเป่ย
เพราะความไม่เอาไหนของนาง ทำให้สตรีคนหนึ่งต้องตะเกียกตะกายเอาอนาคตของตัวเองทั้งหมดมาช่วยไว้หลังจากที่มีสัมพันธ์กับสาวใช้เขาก็แต่งตั้งนางให้เป็นอนุ อำนาจของแม่สามีในตอนนั้นหรือแม้แต่ตัวนางเองสามารถสั่งปลดได้ แต่ถังหยี่หรูติดตามมาในฐานะสินเดิมของนาง คนที่จะตัดสินชีวิตสาวใช้ผู้นั้นก็คือนาง ถังหยี่หรูยืนยันจะอยู่รับใช้ข้างกายนายหญิงของตน จึงไม่มีใครทำอะไรนางได้เพราะโจวเมิ่งอิ๋งไม่ยอมหลังจากนั้นถังหยี่หรูก็ตั้งครรภ์บุตรชายและยกลูกให้นาง สถานะในจวนของโจวเมิ่งอิ๋งจึงมั่นคงขึ้นมา“นายหญิง”คนกำลังตกอยู่ในภวังค์เงยหน้าขึ้น พึ่งรู้ตัวว่าตนเองเดินเหม่อลอยมาจนถึงสวนดอกไม้ด้านหลังจวน ถังหยี่หรูพอเห็นหน้าหญิงมาก็ลงไปนั่งกับพื้น โจวเมิ่งอิ๋งมองความภักดีของนางจนแทบถวายตัวแล้วก็เศร้าใจ หย่อนกายลงไปนั่งที่ระเบียงใกล้ ๆ“เมื่อครู่ทำไมเจ้าไม่ไปที่ห้องโถงล่ะ”“ทุกอย่างอยู่ที่นายหญิงอบรมสั่งสอนบุตร ข้าไม่ปรารถนาจะก้าวก่ายเจ้าค่ะ หากอนุคนอื่นเห็นข้าอยู่ที่นั่นพวกเขาต้องไม่พอใจแน่ และคัดค้านคำตัดสินของนายหญิงแน่”อน
“ข้าพบนางตอนที่ติดตามท่านพ่อไปเมื่อครั้งก่อน หลังจากนั้นก็ไม่ได้เจอกันอีก พอรู้ว่านางอยู่ที่นี่ข้าก็ดีใจมากและนางก็อยู่ไม่นาน ข้าจึงอาสาพาชมรอบเมืองหลวง”ฮูหยินใหญ่หรี่ตามองเขาอย่างจับผิด “ถ้าจะเป็นสหายข้าก็ไม่ว่า แต่หากจะคิดเอามาเป็นภรรยา อย่าได้หวัง หรือถ้าต้องการนางจริง ๆ ก็เป็นได้เพียงอนุของเจ้า และต้องแต่งเข้าหลังจากแต่งคุณหนูสกุลใหญ่ด้วย”หลี่เจิ้นหัวไม่ได้รับปาก หรือปฏิเสธความคิดของฮูหยินใหญ่ เพียงนั่งฟังนางอบรมต่อไปเรื่อย ๆ จนจบโจวเมิ่งอิ๋งแม้ไม่ใช่มารดาแท้ ๆ แต่อีกฝ่ายก็เลี้ยงดูเขามาอย่างดีด้วยเช่นกัน หลี่เจิ้นหัวนับถือฮูหยินใหญ่เป็นเหมือนแม่อีกคนหนึ่ง หลังจากมีลูกคนที่สองเป็นชายก็ไม่ได้ห่างเหินเขาไปแต่อย่างใด ยังดูแลเขากับมารดาไม่ได้ขาดตกบกพร่องเช่นเดิมแม้ว่าที่จริงเขาจะเกิดจากอนุ แต่เขาก็ถูกยกให้เป็นบุตรของนางนับตั้งแต่วันที่เกิดแล้ว เพราะเป็นบุตรชายคนแรก และเพื่อป้องกันเรื่องวุ่นวายในภายภาคหน้าจึงใช้วิธีการเช่นนี้เรียกว่าเป็นโชคดีของหลี่เจิ้นหัวก็ได้ เพราะโดยทั่วไปหากสามีมีอนุหลายคน หลังบ้านก็ไม่มีทางสงบสุ
“ขอโทษด้วยที่ทำให้บรรยากาศเสีย”“ไม่ใช่ความผิดเจ้าสักหน่อย ทำไมต้องขอโทษล่ะ”เห็นนางไม่ถือสาเขาก็ยิ้มออก ฉินหลิวซีไม่ได้เก็บคำพูดของสตรีผู้นั้นมาใส่ใจอยู่แล้ว ตอนที่อยู่บ้านเดิมของบิดา นางเจอมายิ่งกว่านี้ยังทนได้ แค่เด็กน้อยเอาแต่ใจไม่ทำให้นางโกรธได้หรอกพอไม่มีอะไรมาขวางทางแล้วพวกเขาก็ไปร้านขายอาวุธ เมื่อตอนเข้ามาจะเป็นเพียงตรอกถนนเส้นเล็ก ๆ แต่ตัวร้านขนาดใหญ่มากกว่าที่คิด นางรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับร้านนี้มากกว่าร้านขายสมุนไพรเสียอีกฉินหลิวซีเดินเลือกซื้อของอย่างสนุกสนานจนเกือบลืมไปเลยว่า มีสหายคนหนึ่งมากับตนด้วย เห็นนางซื้อของอย่างเพลิดเพลินเขาก็ไม่คิดขัด คอยตามหลังอยู่ห่าง ๆ ไม่ได้สร้างความรบกวนแม้แต่การพูดสักประโยคเดียว หลี่เจิ้นหัวปล่อยให้นางเลือกของได้เต็มที่ฉินหลิวซีเลือกซื้อของไว้หลายอย่าง และของสำหรับป้องกันตัวที่นางจะใช้เองด้วย อันไหนน่าสนใจและดูเข้าท่านางก็หยิบมาหมดมาถึงที่นี่แล้วนางก็ไม่คิดจะกลับบ้านไปมือเปล่า ของฝากนอกจากเสื้อผ้าและของใช้ทั่วไปเป็นอาวุธพวกนี้ก็ไม่เลวเหมือนกันนางกลับมาที่โรงเตี๊ยม
เป็นเวลาสิบวันแล้วที่นางมาอยู่ที่นี่ ฉินหลิวซีเห็นว่าเป็นเวลาสมควรแล้วที่นางควรจะกลับบ้าน ขืนนานไปกว่านี้คนที่บ้านคงเป็นห่วงนางมากแน่ อีกทั้งทิ้งร้านมานานเกินไปก็ไม่ดีเพราะเป็นวันสุดท้ายที่ตัดสินใจจะอยู่ นางจึงเดินเที่ยวเล่นรอบเมืองเพื่อซื้อของที่ต้องการ“เหลือร้านอาวุธที่ยังไม่ได้ไปดู ไปสักนิดดีหรือไม่”“ตามใจเจ้า” อะไรที่เขาเห็นว่าดี นางก็ว่าตาม“ไหน ๆ วันนี้ก็วันสุดท้ายแล้ว ข้าอยากกินข้าวกับเจ้าสักมื้อ”“ได้ เลือกร้านตามใจเจ้าเลย” ฉินหลิวซียกการตัดสินใจให้เขา เพราะนางขี้เกียจคิดเรื่องที่วุ่นวาย เมืองหลวงนี้มีร้านอาหารตั้งมากมายที่นางรู้สึกว่าอร่อย หากให้นางเป็นคนเลือกวันนี้คงไม่ได้กินกันพอดีหลี่เจิ้นหัวดูจากรสนิยมการกินอีกฝ่ายแล้วเลือกร้านที่นางน่าจะชอบมากที่สุดมาหนึ่งร้าน เขาสั่งอาหารจานโปรดของนางมาได้ถูกต้อง โดยที่นางไม่ได้บอกเลย เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ทำให้เด็กหญิงรู้สึกประทับใจมากสิ่งที่ถูกยกมาวางตรงหน้ามีแต่ของโปรดนางทั้งนั้น“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่า ข้าชอบกินของพวกนี้
ตะวันเคลื่อน บ่ายคล้อยลงมา นางก็ต้องเตรียมตัวสำหรับออกไปข้างนอก พอดีกับที่คู่หูองครักษ์เที่ยวเล่นกันเสร็จแล้ว“นายหญิงจะออกไปข้างนอกหรือขอรับ”“ใช่ ข้านัดคนเอาไว้”“ต้องการให้พวกข้าไปด้วยหรือไม่”“ได้ แต่เป็นเวลาส่วนตัวอย่ารบกวน”“เข้าใจแล้วขอรับ จะอารักขาอย่างดี”นางพยักหน้าและเดินนำพวกเขาลงไปชั้นล่าง ไม่รู้ว่าหลี่เจิ้นหัวมาถึงหรือยัง แต่นางก็เลือกที่จะลงมารอ ไม่ต้องการให้เขาขึ้นไปตามถึงชั้นบน แต่พอลงมาแล้วก็ต้องประหลาดใจที่เด็กหนุ่มคนนั้นมาถึงพร้อมกันพอดี“อะไรกัน ข้านึกว่าจะเลิกงานช้ากว่านี้เสียอีก”ใบหน้าของสหายวัยเด็กยังเปื้อนเหงื่อให้เห็น ไม่รู้รีบร้อนอะไรก่อนมาหรือเปล่า พอเห็นหน้านางเขาก็ยิ้มแป้น“ข้าทำงานเสร็จหมดแล้ว เราไปกันเลยเถอะ”หลี่เจิ้นหัวยิ้มจนดวงตาหยีโค้ง ทำเอานางหลุดยิ้มตามไปด้วย สุดท้ายก็หลุดเสียงหัวเราะออกมาเบา ๆ และก้าวเดินไปพร้อมกันสถานที่แรกที่หลี่เจิ้นหัวพานางมาคือตลาดกลางคืน เด็กหญิงเห็นร้านอาหารแผงลอยสองข้างทางเนืองแน่นไปหมด คิดว่าหากตนออกมาดึกกว่าปกติก็ยังคงมีอะไรให้กิน ฉินหลิวซีมองสองข้างทางด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่นี่มีของกินละลานตา นางยังไม่ได้กินอะไรร
“ข้าดูแลตัวเองได้ พวกเราไม่ได้มีโอกาสแบบนี้บ่อย ๆ พวกเจ้าก็ควรไปหาความสำราญใส่ตัวบ้าง”“ก็ได้ขอรับ หากนายหญิงว่าอย่างนั้น ถ้าต้องการเรียกใช้เร่งด่วน ส่งสัญญาณมานะขอรับ”“เข้าใจแล้ว พวกเจ้าไปเถอะ”หลังจากสั่งงานเสร็จแล้วนางก็เดินออกมาจากโรงเตี๊ยม ตั้งแต่มาถึงนางเอาแต่หาข่าวของอาจารย์ ต่อให้ไปมาทั่วเมืองก็ไม่รู้สึกว่าได้พักผ่อนเลย บางสถานที่นางจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามันหน้าตาเป็นอย่างไร“เอาละ เริ่มจากที่ไหนดีนะ” นอกจากความเจริญแล้วก็ไม่มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษ แต่นางก็อยากเดินดูให้ทั่ว เผื่อว่าจะมีอะไรไปปรับใช้ที่ร้านของนางได้ อย่างพวกของตกแต่งจากต่างแดน หรือสินค้าที่มีขายที่นี่เท่านั้นฉินหลิวซีเดินเอื่อยเฉื่อยอยู่ในเมือง นางพึ่งตื่นยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง จึงเดินเข้าไปในเหลาอาหารฉินหลิวซีนั่งมองผู้คนสัญจรผ่านไปมาจากระเบียงของร้าน ผู้คนพลุกพล่านกว่าเมืองบ้านเกิดของนาง สมแล้วที่เป็นเมืองหลวง ความเจริญก้าวหน้ามากระจุกอยู่ที่นี่หมดแคว้นที่อยู่ไม่ใช่แคว้นที่มั่งคั่งอะไรมากมาย ก็เข้าใจได้จากสิ่งแวดล้อมรอบตัวนาง ดูเหมือนว่าจะมีแคว้นที่ร่ำรวยกว่านี้อยู่ใกล้กันฉินหลิวซีรู้มาจากคำบอกเล่าของอาจารย์ที
หลังจากที่ได้เจอกับหลี่เจิ้นหัว ยังไม่ทันข้ามวันดีฉินหลิวซีก็ได้รับจดหมายส่งข่าวจากอีกฝ่าย กระดาษที่มีพลังปราณห่อหุ้ม ห่อตัวเองจนดูคล้ายนก และโผบินมาจากผู้เป็นเจ้าของจนถึงมือผู้รับได้อย่างปลอดภัยความสามารถใหม่อันน่าทึ่งนี้ซึ่งฉินหลิวซียังไม่รู้จักทำให้นางรู้สึกสนใจมันเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังไม่สู้เนื้อความในจดหมายข้างในนางไล่สายตาอ่านดูจึงได้ยิ้มออกที่แท้ก็ไม่เป็นไร ดีจริง ๆซุนเป่ยฉีไม่ได้ถูกลงโทษหรือถูกจับขังอย่างที่นางได้ข่าวมา เขาออกจากวังไปตั้งแต่วันที่เกิดเรื่องแล้ว ส่วนเรื่องที่มาของข่าวลือนั้น เหมือนว่าจะถูกใส่สีตีไข่เพิ่มไปไม่น้อยจริง ๆ คือพระสนมคนหนึ่งซึ่งเป็นที่โปรดปรานป่วยด้วยโรคประหลาด รักษามากี่หมอก็ไม่ดีขึ้น เวลานั้นอาจารย์ของนางมาถึงเมืองหลวงแล้ว เรื่องของเขารู้ไปถึงหูฮ่องเต้ โอรสสวรรค์จึงได้ส่งคนมาตาม แต่ยังไม่ทันที่หมอเทวดาจะไปถึง พระสนมผู้นั้นก็ล่วงลับไปก่อนแล้วพอเป็นเช่นนั้นโอรสสวรรค์ก็กล่าวโทษหมอเทวดา ออกคำสั่งลงโทษเขาซุนเป่ยฉีไม่ใช่คนที่ใครจะจัดการได้ง่าย ๆ ด้วยฝีมือของเขาสุดท้ายก็หนีไปได้ ทำให้ฮ่องเต้ยิ่งโกรธจัด เหล่าขุนนางห้ามปรามก็ไม่ฟัง หมอเทวดายังไม่ได้ท
ช่วงเวลานี้เหล่าผู้ช่วยมักจะพูดคุยกัน บริเวณใกล้ ๆ นั้นก็มีนางกำนัลและขันทีแวะเวียนกันเข้าออกอยู่เรื่อย ๆมาถึงตรงนี้แล้วนางจึงเริ่มทำการสอบถามผ่านท่าทางอยากรู้ของเด็กหนุ่มใสซื่อ “นี่พวกเจ้า ก่อนหน้านี้ได้ยินข่าวว่ามีหมอเทวดาเข้ามาในวัง”เพราะพวกเขาก็จับกลุ่มพูดเรื่องในวังกันมาตั้งแต่ต้น การที่นางแอบถามเช่นนี้จึงไม่ได้ผิดสังเกตอะไร“เรื่องนั้นข้าก็ได้ยินมาเหมือนกัน เห็นว่าการรักษาผิดพลาดหรืออะไรสักอย่าง”“เห นั้นก็ต้องถูกลงโทษน่ะสิ ใช่หรือเปล่า”“จะเป็นแบบนั้นแน่หรือ ช่วยนกปีกหักคืนรังยังไม่ใช่จะรอดทุกตัวเลย”พอเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของคนอื่น เสียงซุบซิบก็เบาลงเรื่อย ๆ ราวกับกลัวใครจะได้ยิน พอมีเรื่องน่าสนใจกระตุ้นเข้า นางกำนัลและขันทีที่พอรู้เรื่องมาบ้างก็เริ่มจับกลุ่มคุยกันจากประสาทสัมผัสของผู้ฝึกตนทำให้นางได้ยินเสียงที่พวกเขาเอ่ยทั้งหมด“นี่เจ้าผู้ช่วยใหม่ ได้เวลากลับแล้วนะ”ฉินหลิวซีลุกจากศาลาแล้วเดินตามเกวียนอาหารเล่มนั้นไป หลังจากสบโอกาสนางก็ลอกคราบออกแล้วโยนชุดที่ยืมมาทิ้งไว้ใกล้กับเจ้าคนที่ถูกฟาดสลบจากที่นางรู้มา ทุกคนรู้ว่าผู้ใช้โอสถคนนั้นถูกลงโทษ แต่ไม่รู้ว
“คำนวณเวลาผิดไปเสียได้ ดีนะที่เอาจดหมายมาด้วย”จะตั้งชื่อเมืองก็อย่าให้คล้ายกันนักสิ เข้าใจผิดได้เลยนะนั่นเพราะตั้งใจจะไปตามหาอาจารย์ และสืบข่าวในคราวเดียว นางจึงออกจากเมืองบ้านเกิดมา แต่ไม่นึกเลยว่าการเดินทางครั้งแรกที่ออกมาเพียงลำพังโดยไม่มีคนในครอบครัวอยู่ด้วย จะทำให้นางเสียเวลาเพราะหลงทางไปเมืองที่ชื่อคล้ายคลึงกันเมืองที่นางไปและเข้าใจผิดอยู่ใกล้กับเมืองบ้านเกิดของตัวเอง คิดว่าอย่างไรใช้เวลาเต็มที่ก็ไม่น่าจะเกินสองสัปดาห์ในการไปและกลับ ไม่นึกเลยว่าพอไปถึงกลับไม่มีข้อมูลของหมอเทวดา เขาไม่ได้ผ่านไปที่เมืองนั้นในรอบครึ่งปีนี้มาก่อนเมืองที่เขียนมาในจดหมายซึ่งแท้จริงเป็นชื่ออำเภอหนึ่งในเมืองหลวง จากบ้านเกิดของนางจะไปที่นั่นปกติใช้เวลาร่วมเดือน แต่เพราะร้อนใจนางจึงเร่งเดินทางให้ถึงภายในสองสัปดาห์ องครักษ์ส่วนตัวพวกนี้ฝีมือไม่เบาสามารถตามความเร็วของนางได้ทันหลังจากผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง พวกเขาก็ต้องหาที่พักกันก่อน“ไปตามหาข่าวของอาจารย์มา” นางออกคำสั่งก่อนแยกย้าย ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยลองทำมาแล้วที่เมืองก่อนหน้า เรื่องการรวบรวมข่าวสารของสองคนนี้นั้นทำได้ดีเลยข้าเองก็ต้องออกไปบ้างเหมื