พิกัดเริ่มต้นแต่ละกลุ่มถูกส่งไปแบบสุ่ม หลังจากที่จัดการกับกอสมุนไพรที่บังเอิญพบแห่งแรกนั้นเสร็จพวกเขาก็เดินต่อไปทางทิศตะวันออกระหว่างทางนั้นฉินหลิวซีก็ยังเก็บสมุนไพรมาได้อีกหลายต้น เดินต่อมาได้อีกระยะหนึ่งก็พบเข้ากับกอสมุนไพรใหม่ อีกทั้งกอนี้ยังเป็นสมุนไพรที่มีอายุสิบปีขึ้นไปทั้งนั้นอีกด้วย เมื่อเห็นของหายากพวกเขาก็ตั้งท่าระแวดระวังทันที และยกหน้าที่เก็บสมุนไพรเหล่านี้ให้ฉินหลิวซีดูแลระหว่างที่กำลังเดินหาและเฝ้ายามไปด้วย หัวหน้ากลุ่มอย่างหลี่เจิ้นหัวก็ส่งสัญญาณมือให้พวกเขาหยุด ยังไม่ทันได้ถามคำตอบก็ดังลั่นมาจากข้างหน้า"ส่งสมุนไพรในมือเจ้ามา!"ผู้ใช้โอสถที่กำลังเก็บสมุนไพรอย่างขะมักเขม้นลุกพรวดขึ้นมาจากพื้น มือหนึ่งจับด้ามกระบี่อ่อนของตนเอาไว้ ในมืออีกข้างยังเหลือต้นสมุนไพรที่พึ่งเก็บขึ้นมา"พวกดาราจักรนี่เอง" หนึ่งในศิษย์ของสำนักเซียนกระบี่เอ่ยขึ้นฉินหลิวซีประเมินด้วยสายตาแล้วก็คิดว่านางคงไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่มย่ามให้ศึกครั้งนี้ นางปล่อยมือจากด้ามกระบี่ของตนแล้วยกหน้าที่คุ้มกันให้หลี่เจิ้นหัว เมื่อเห็นว่าฉินหลิวซีเมินเฉยต่อตัวตนของพวกเขา ลูกศิษย์กลุ่มนั้นก็เข้ามาจู่โจมทันทีดาราจ
มิติทับซ้อนของสำนักอุดมสมบูรณ์มากเพราะเปิดใช้งานเพียงสิบปีครั้ง อีกทั้งยังไม่เปิดให้ใครเข้ามาระหว่างนั้น สมุนไพรและพืชผลเติบโตได้อย่างเต็มที่ สิบปีที่ไม่มีใครบุกรุกนี้คงมีแต่แมลงที่จะรบกวนพวกมันได้"ข้าขอไปดูทางนั้นสักครู่เผื่อว่ามีสมุนไพรอื่นอีก" ฉินหลิวซีขอแยกตัวออกมาหลังจากพักร่างกายเสร็จแล้ว เพราะนางไม่ได้ออกมาไกลมาก ยังอยู่ในระยะที่พวกเขาเห็นได้หลี่เจิ้นหัวจึงไม่ได้ว่าอะไรฉินหลิวซีเดินเลี่ยงออกมาจากกลุ่มเพื่อนำสมุนไพรบางส่วนเก็บเข้าไปในมิติของตัวเอง สมุนไพรที่หามาได้ต้องแบ่งให้กับคนอื่นเท่า ๆ กัน ซึ่งเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการนับคะแนนแบบกลุ่ม สมุนไพรหายากเหล่านี้นางก็อยากเก็บไว้เอง เพราะมิตินี้สิบปีจะเข้ามาได้สักครั้งข้าก็ไม่ใช่คนดีเป็นพระโพธิสัตว์อะไรอยู่แล้ว ขอเก็บไว้นิด ๆ หน่อย ๆ ก็แล้วกันฉินหลิวซีแบ่งสมุนไพรทีละเล็กละน้อยเก็บเข้าไปในมิติของตัวเอง ในโลกของผู้ฝึกตนจะมีเครื่องมือชนิดหนึ่งใช้หาสมุนไพรที่ต้องการ ผู้เข้าแข่งขันในวันนี้ล้วนมีมันอยู่ในมือ เป็นอุปกรณ์คล้าย ๆ กับที่คนเป็นครูในโรงเรียนมักจะมีปากกาเหน็บไว้กับเสื้ออุปกรณ์ธรรมดาระดับนั้นนางไม่ใส่ใจมันเลย จนกระทั่งพึ่งมาส
สิ่งที่ใช้ตัดสินผลการแข่งมีทั้งหมดสี่อย่าง หนึ่งคือการประลองแบบแพ้คัดออกในวันแรก สมุนไพรและป้ายชื่อในวันที่สอง และการแข่งวันสุดท้ายซึ่งนางก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นแบบไหนฉินหลิวซีมองบริเวณรอบตัวเพื่อหาอะไรให้พวกเขาทำก่อนจะจิตตกไปมากกว่านี้"ดอกไม้สีแดงตรงนี้ก็มีฤทธิ์เป็นสมุนไพร แม้คะแนนจะไม่ได้เยอะ ถ้ารวมกันมาก ๆ เข้าก็อาจช่วยพลิกสถานการณ์ของเราได้""โอ้ จริงหรือ!"พอได้นางหว่านล้อมบ่อยเข้าพวกเขาก็คล้อยตาม หลังจากให้หลี่เจิ้นหัวกับฉินหลิวซีไปเก็บสมุนไพรที่ทุ่งหญ้า พวกตนก็ช่วยกันเก็บดอกไม้สีแดงนั่นมาเช่นกัน เวลาให้ลอยชายมีไม่มากเมื่อหงส์แดงเพลิงร้องเตือนจากภายในมิติว่ามีคนกำลังเข้ามาใกล้ฉินหลิวซีลุกพรวด พอดีกับที่โสตประสาทของหลี่เจิ้นหัวได้ยินเสียงมาจากทางข้างหน้า เขารีบวิ่งกลับมารวมกลุ่มกับเพื่อนคนอื่น ๆสตรีหนึ่งเดียวในกลุ่มถอยหลังไปยืนอยู่รั้งท้าย ปฏิกิริยาของนางทำให้คนในกลุ่มที่เหลือตั้งท่าเตรียมสู้ไม่นานพุ่มไม้เบื้องหน้าก็บังเกิดเสียงซอกแซก พยัคฆ์ทองปรากฏกายออกมาพร้อมเสียงหัวเราะ"ฮ่า ๆ ๆ ดูสิว่าพวกเราเจอใคร นั่นเซียนกระบี่ไม่ใช่หรือ"ฉินหลิวซีพยายามก้มหน้าก้มตาหลบพวกนั้น กลัวพวกเขาจ
ท่วงท่าการกวัดแกว่งอาวุธของหลี่เจิ้นหัวงดงามและดูพลิ้วไหวสมกับที่เป็นศิษย์คนโปรดที่อาจารย์ชื่นชม แม้แต่พวกพยัคฆ์ทองยังเผลอหยุดจ้องไปชั่วครู่ตอนนี้เหลือเพียงหลี่เจิ้นหัว ฉินหลิวซี และศิษย์สำนักอีกสองคน ขณะที่อีกฝั่งลดไปคนหนึ่งจากหก พยัคฆ์ทองเหลือห้าคน รวมคนที่ได้สิทธิ์ในการเสนอชื่อเช่นเดียวกับนางจำนวนคนที่ต่างกันเพียงหนึ่งหน่วยก็ทำให้ฝั่งของหลี่เจิ้นหัวเสียเปรียบได้แล้ว บวกกับที่ฝ่ายนั้นมีกำลังเหลือมากกว่า สถานการณ์เลยยิ่งย่ำแย่พวกเขาจะทำอย่างไรดีนอกสนามประลอง ผู้ชมดูการแข่งขันผ่านอุปกรณ์เซียนที่ทางสำนักได้ไปหามาและทำการวิจัยต่อจึงสามารถสร้างออกมาได้หลายชิ้น ดูท่าอีกไม่นานคงรู้ผลของการแข่งขันวันที่สองนี้แล้วสถานการณ์ภายนอกกับภายในของมิติทับซ้อนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนที่เป็นผู้ชมทำได้เพียงลุ้นระทึกไปกับผลแพ้ชนะครั้งนี้ ส่วนคนข้างในที่กำลังต่อสู้กันเคร่งเครียดจนแทบกลายร่างผลแพ้ชนะแต่ละครั้งเหมือนเอาศักดิ์ศรีสำนักขึ้นไปแขวน ยิ่งกับพวกพยัคฆ์ทองที่สนใจผลลัพธ์มากกว่าวิธีการยิ่งแล้วใหญ่"พวกเจ้าไหวไหม" หลี่เจิ้นหัวถามกลุ่มของตนเสียงลอดไรฟัน แต่ละคนสะบักสะบอมแรงจะตอบแทบไม่มี ตอนนี้พวก
"เวลาผ่านไปตั้งหลายปี คนเราก็ต้องเก่งขึ้นบ้างสิ"พวกเขาสนทนากันไปทั้งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ดูค้านสายตากับสถานการณ์ที่เผชิญอยู่เป็นอย่างมากการต่อสู้ดำเนินไปจนเหลือผู้เข้าแข่งขันฝั่งสำนักเซียนกระบี่เพียงสองคนคือฉินหลิวซีและหลี่เจิ้นหัว ทั้งคู่หอบหายใจพลางจ้องมองศัตรูไม่ละสายตา ถึงจำนวนคนจะมีเท่ากันแต่ว่าฝ่ายนั้นได้เปรียบเรื่องความอาวุโสกว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ทั้งพละกำลังด้านร่างกายและประสบการณ์การต่อสู้จริง ฝั่งเซียนกระบี่ที่เหลืออยู่สองคนตอนนี้เทียบไม่ได้เลยระหว่างที่นางตั้งสมาธิกำลังจดจ่อจนถึงขีดสุด สัญญาณเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นภายในมิติทับซ้อน สิ่งนี้บ่งบอกว่าเหลือเวลาเพียงหนึ่งชั่วยามก่อนการแข่งขันจะสิ้นสุดลงจะมัวมาเอ้อระเหยแบบนี้ไม่ได้แล้วฉินหลิวซีมองฝ่ายตรงข้ามด้วยดวงตาแข็งกร้าว การต่อสู้เริ่มขึ้นอีกครั้งและครั้งนี้มันต่างออกไป เจตนาสังหารนางส่งออกมาชัดเจนจากดวงตาทั้งสองคู่ นางไม่ใช่คนในสำนัก ถึงจะถูกเลือกให้มาเป็นตัวแทนจากการเสนอชื่อแต่สังหารนางไปความผิดก็ไม่ร้ายแรงพอที่จะบาดหมางระหว่างสำนักได้พยัคฆ์ทองคิดเช่นนั้นจึงได้กล้าลงมือ เมื่อใดที่นางพลิกกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบจนพวกเขาล
"ตาแก่เจ้าสำนัก ตกลงเกิดอะไรขึ้นกันแน่" ซุนเป่ยฉีหัวเสียแทบอาละวาด ถ้าไม่มีฉินซือหยวนอยู่ข้าง ๆ เขาคงชักกระบี่ออกมาแทงเจ้าจะหายหน้าโง่นี่ไปแล้ว"ท่านพี่ ฮึก! ท่านพี่ข้าล่ะขอรับ!" ฉินซือหยวนน้ำหูน้ำตาไหลนองเต็มหน้า สะอื้นเสียงดังจนแทบพูดไม่รู้เรื่องทุกคนต่างร้อนใจจนไม่เป็นอันทำอะไร"ข้าก็หาวิธีอยู่น่า ช่วยเงียบก่อนได้ไหม คิดว่าร้อนใจคนเดียวอย่างนั้นหรือ""เพ่ย! เจ้าคนหน้าไม่อายนี่ แล้วคิดว่าเจ้าร้อนใจคนเดียวหรืออย่างไร""เอาล่ะ ๆ พวกท่านทั้งสองใจเย็นก่อน ผู้อาวุโสซุนอย่าได้โมโหเลย เรื่องเช่นนี้ไม่มีใครตั้งใจให้เกิด มาพักตรงนี้ก่อน คนอื่น ๆ กำลังเร่งมือแก้ไขเรื่องนี้ ลูกศิษย์ของเขาก็อยู่ในนั้น ทุกท่านอย่าทะเลาะกันเลย"ผู้อาวุโสท่านหนึ่งเข้ามาห้ามปรามก่อนผู้ใหญ่สองคนนี้จะทะเลาะกันจนเลยเถิดระหว่างที่ข้างนอกกำลังวุ่นวาย ข้างในมิติทับซ้อนกลับเป็นไปด้วยความสงบ หลังจากที่กางข่ายมนต์ผ่านยันต์อาคม นางก็ให้หลี่เจิ้นหัวพักอยู่ในถ้ำ ส่วนตัวเองออกมาเก็บสมุนไพรข้างนอก ทิ้งหงส์แดงเพลิงไว้ให้อยู่กับเขาเผื่อว่ามีเหตุฉุกเฉินอะไรนางสัมผัสไม่ได้ถึงตัวตนของคนอื่นใกล้ ๆ นี้ คิดว่าพวกพยัคฆ์ทองคงตามมาไม่เจ
"รักษาน่ะข้ารักษาแน่ แต่อย่าได้หวังเลยว่าจะพ้นโทษไปได้ เรื่องครั้งนี้ร้ายแรงนัก เจตนาสังหารระหว่างการแข่งขันชัดเจน ทำขายหน้าคนทั้งยุทธภพ ข้าคงใจดีกับเจ้าเกินไปกระมัง""ท่านเจ้าสำนักโปรดเมตตา""พูดเป็นอยู่คำเดียวหรือ คนเช่นนี้ก็ยังห่วงใยอีก ข้าคงสั่งสอนศิษย์ผิดไปจริง ๆ " เจ้าสำนักพยัคฆ์ทองหันมาโค้งขออภัยแก่เจ้าสำนักอื่น ๆ ทั้งสาม"ท่านเจ้าสำนักเว่ย เรื่องคราวนี้ข้าจะพาพวกเขามาขออภัยกับท่านและศิษย์ผู้นั้นด้วยตัวเองในภายหลัง เวลานี้ให้ข้าได้รับผิดชอบลงโทษสั่งสอนพวกเขาเถิด"เจ้าสำนักเว่ยพยักหน้าให้เป็นไปตามนั้น หลังจากท่านเจ้าสำนักเข้าไปดูอาการของหลี่เจิ้นหัวมังกรทองที่พิทักษ์กายเขาก็หายไป ซุนเป่ยฉีวิ่งเข้ามาดูอาการลูกศิษย์ของตัวเองพร้อมกับน้องชายของนาง"ท่านพี่!" ฉินซือหยวนร้องไห้น้ำตาท่วมหน้า โผเข้ากอดนางแน่นไม่ยอมปล่อย"พี่ปลอดภัยดี" นางเอ่ยบอกน้องชาย ตบแผ่นหลังเขาเบา ๆ เป็นการปลอบใจ"ปลอดภัยแน่หรือ ถลอกปอกเปิกไปทั้งตัวขนาดนี้" ซุนเป่ยฉีจับลูกศิษย์หมุนซ้ายหมุนขวาให้ดูว่าตัวนางมีแต่รอยแผล ฉินหลิวซีได้แต่ยิ้มแหยแก้ตัวไม่ออกเมื่อสถานการณ์คลี่คลายแล้ว เจ้าสำนักเซียนกระบี่ก็ให้กรรมการเป็นผ
"อาจารย์หมอเก่งมาก แผลข้าไม่ได้ร้ายแรงอะไร เดี๋ยวเดียวก็หายสนิทแล้ว แต่ความจริงแล้วก็ต้องขอบคุณเจ้าด้วยที่ช่วยห้ามเลือดไว้ได้ทัน""เรื่องเล็กน้อยที่ข้าพอจะทำได้" ทั้งสองเดินไปด้วยกันยามค่ำคืนบรรยากาศยามราตรีอันแสนเงียบเหงานี้ มีเสียงของผู้คนจากต่างสำนักดังคลอเคล้ามาราวกับเรไรในผืนป่า สองหญิงชายวัยย่างแรกรุ่นไม่ได้พูดจาคำใด เพียงปล่อยให้ความเงียบบรรเลงเสียงเพลงไปดวงจันทร์แย้มผ่องกลางนภา หมู่เมฆธาราเคลื่อนคล้อยลอยล่อง ทั้งสองรู้สึกหวั่นไหวในใจ ฉินหลิวซีไม่เคยสนใจเรื่องความรัก แต่อยู่ ๆ วันนี้ก็นึกย้อนไปถึงวันที่เขาให้คำมั่นสัญญาขึ้นมาได้ ก่อนหน้านี้เขาก็ยังยืนยันคำเดิมให้นางฟังเด็กหญิงอดคิดในใจไม่ได้ว่าคนรักเช่นนั้นมีจริงหรือ ใจนางหวั่นไหวด้วยบรรยากาศนำพา แต่หากจะดูให้แน่ชัดก็คงต้องรออีกหลายปีถึงจะพิสูจน์ความจริงใจนั้นได้หลี่เจิ้นหัวอยากให้เวลานี้ทอดยาวออกไปอีกสักนิด แต่ก็รู้ดีว่ามันอยู่ได้ไม่นาน ฉินหลิวซีควรกลับไปพักผ่อนได้แล้ว ต่อให้เป็นผู้มีวรยุทธ์เก่งกาจขนาดไหน เขาก็ไม่อยากให้นางตากน้ำค้างอยู่ข้างนอกนาน ๆหลี่เจิ้นหัวเดินเปลี่ยนเส้นทาง ตั้งใจจะไปส่งนางถึงหน้าเรือน"เจ้าไม่อยากเด
หลี่เจินฮ่าวมองหน้าบุตรชายเขาจึงเริ่มรายงานว่าช่วงที่ผ่านมาตนไปทำอะไรมาบ้าง ผู้เป็นพ่อนั่งฟังก็พยักหน้าไปครั้งละทีสองที "ท่านพ่อยิ้มอะไรขอรับ""เปล่านี่"แน่นอนว่าหลี่เจิ้นหัวไม่เชื่อ ดูท่าว่าพ่อของเขาจะสนใจฉินหลิวซีมากเสียจนเขายังสังเกตได้ แต่เป็นความสนใจที่เขาก็คาดเดาจุดประสงค์ไม่ออกหรืออาจจะแค่เพราะข้าพาสหายมาบ้านกันนะ"เจ้ากลับมาแล้วก็พักผ่อนให้มาก ๆ ล่ะ" หลังจากบุตรชายรายงานความเป็นไปในช่วงที่ไม่ได้พบหน้ากันเสร็จเขาก็ไล่ให้ลูกพักผ่อนหลี่เจิ้นฮ่าวมองประตูที่เคลื่อนปิดลงอย่างเงียบเชียบ เรื่องของฉินหลิวซีเขารู้มาก่อนนานแล้ว นานมากทีเดียวจนเผลอลืมไปชั่วขณะ ตั้งแต่ที่เขาไปทำงานต่างเมืองเมื่อหลายปีก่อน...เพราะสงสัยว่าบุตรชายหายไปไหนทุกวันในเวลาเดิม ๆ เขาส่งคนไปติดตามและเฝ้าดู เป็นยอดฝีมือระดับสูงชนิดที่ต่อให้เป็นปรมาจารย์ก็ยังรับรู้ถึงตัวตนของเขาได้ไม่ง่ายหลี่เจินฮ่าวเป็นห่วงลูกชายกลัวจะเดินทางผิด แต่รายงานที่ได้รับมามีเพียงว่าเขาไปพบกับเด็กหญิงเด็กชายคู่หนึ่งที่น่าจะเป็นพี่น้องกันประเมินจากสายตา วรยุทธ์ของนางระดับสูงกว่ามาตรฐานไปมากเมื่อเทียบกับอายุ แต่พอเห็นว่าทั้งสองไม่ได้ทำอ
รถม้าเคลื่อนตัวไปอย่างช้า ๆ พร้อมกับผู้ติดตามที่คอยอารักขานายน้อยของหอ พวกตนต่างแปลกใจว่าเด็กหญิงที่อายุเพียงเท่านี้ ทำไมจึงมีระดับฝึกตนที่สูงกว่านายน้อยได้ แต่ไม่มีใครกล้าตั้งคำถาม หนึ่งเพราะเห็นว่าเป็นสหายของเจ้านาย สองคือพวกเขาเคยเห็นเด็กอัจฉริยะเช่นนี้มาแล้ว ก็ที่ยืนอยู่ข้างกันนั่นอย่างไรเล่าหลังจากได้คนคุ้มกันมา การเดินทางก็ราบรื่นอย่างไม่น่าเชื่อจนถึงเมืองหลวงได้โดยที่ไม่ต้องสู้เลยสักครั้งเดียว นางรู้สึกตัวอีกครั้งก็ถึงแล้ว ไม่ได้เดินทางลำบากจนรู้สึกว่านานเหมือนตอนที่มากับทาสของตน"เจ้าคิดเอาไว้หรือยังว่าจะไปพักที่ไหน""ก็คงต้องเป็นโรงเตี๊ยมเดิมที่ข้าเคยพัก" ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ดีที่สุดในเมือง แต่นางก็ประทับใจที่นั่นอยู่พอสมควร "เช่นนั้นไปพักที่บ้านข้าไหม" "นั่นจะไม่เป็นการรบกวนอย่างนั้นหรือ" ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความลังเล ฉินหลิวซีไม่แน่ใจว่านี่เป็นความคิดที่ดี"ข้าอยากให้เจ้าไปเจอกับครอบครัวของข้า และข้าก็อยากให้พวกเขาเจอเจ้าด้วย" เด็กชายส่งสายตาออดอ้อนกลับมาฉินหลิวซีคิดทบทวนดูแล้วเขาช่วยนางไว้ตั้งมากมาย หลายต่อหลายครั้งที่นางจัดการปัญหาได้ง่ายขึ้นก็เป็นเพราะมีเขาคนนี้อยู่
ฉินหลิวซีเก็บกระบี่อ่อนเข้าฝัก ชายเสื้อผ้าของทั้งสองคนขาดเป็นริ้วเพราะลูกธนูบางส่วนหลุดจากการป้องกันมาได้ ดีว่าไม่มีใครได้แผลแม้แต่รอยเดียว เพราะหลี่เจิ้นหัวแน่ใจว่าจำนวนรอยแผลที่ปรากฏเหล่านั้นจะถูกจดลงในจำนวนการเอาคืนของเด็กหญิงข้างกายอย่างไม่ต้องสงสัยพวกเขานำรถม้าไปส่งที่ร้านแล้วรีบมาที่หอกระจายข่าวทันที หลี่เจิ้นหัวแสดงป้ายหยกประจำตัวตั้งแต่หน้าประตู เห็นดังนั้นทุกคนที่เป็นเจ้าหน้าที่ของหอกระจายข่าวชิงขุยก็เอ่ยขึ้นอย่างพร้อมเพรียงเสียงดังสนั่นไปจนถึงชั้นบน"ขอต้อนรับนายน้อยกลับมาขอรับ! / เจ้าค่ะ!"ฉินหลิวซีกวาดสายตาดูก็พบว่าทุกคนดูกระฉับกระเฉงเหมือนพร้อมทำงานตลอดเวลา แม้แต่สตรีที่ทำหน้าที่ต้อนรับหรือคอยแนะนำลูกค้าก็สวมชุดทะมัดทะแมง ไม่ใช่กระโปรงยาวพะรุงพะรังอย่างที่สตรีอ่อนหวานนิยมใส่กัน หลี่เจิ้นหัวพานางมาที่ห้องพักชั้นบน ตอนนั้นชุดน้ำชาและของว่างก็เตรียมพร้อมเอาไว้พร้อมแล้ว"ข้าจะไปจัดการธุระสักครู่ เจ้ารออยู่ที่นี่นะ"เด็กหญิงพยักหน้าแทนการตอบแล้วเอนนอนบนเก้าอี้หุ้มเบาะนุ่ม ๆหลังจากปล่อยให้นางอยู่ในห้องตามลำพังเขาก็ออกมาสั่งงานลูกน้อง "ตามข้ามา""นายน้อยจะไปไหนหรือขอรับ""ฆ่า
เขาคุมม้าให้เดินไปได้อย่างนิ่มนวล ตัวรถแทบจะไม่สะดุดก้อนหินเลยหลังออกจากเมืองมาได้ครึ่งทาง ทั้งสองคนก็รู้สึกได้ว่ามีคนกำลังจับตาดูพวกเขาอยู่ ฉินหลิวซีเก็บหนังสือลงถุงย่ามอย่างเป็นธรรมชาติ นางแอบจับด้ามกระบี่อ่อนของตนเอาไว้แทนหลี่เจิ้นหัวเหลือบมองสิ่งที่อยู่ข้างเอวของนางก็ยิ้มออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับเรื่องเดียวของที่เขาเคยให้นาง ฉินหลิวซีไม่เคยทิ้งขว้างและยังใช้พวกมันเป็นอย่างดี แม้ตอนที่เขามอบให้นางจะพูดอย่างไม่คิดอะไรว่าคงเอาไปขายแน่ แต่ตอนนี้ของทุกอย่างกลับยังอยู่ที่เจ้าของ ทำให้หัวใจของเด็กชายพองโตทุกครั้งที่มองมันสตรีน้อยข้างกายเขานี้จะว่าประหลาดหรือก็ใช่ จะว่าน่าสนใจหรือก็ดี บ่อยครั้งที่เขารู้สึกว่านางมีความย้อนแย้งในตัวเองสูงมาก แต่นั่นก็คือเสน่ห์ที่ทำให้เขาละสายตาไปจากนางไม่ได้สมัยยังเด็กนางกรอกหูเขาทุกวันว่าห้ามล่าสัตว์มากเกินไป แต่ตัวเองกลับล่าเอาหนังเอาเนื้อพวกมันเป็นว่าเล่นอย่างเผลอตัว พอรู้สึกตัวก็มานั่งกลุ้มใจอยู่คนเดียว ดูเหมือนว่าอะไรที่นางทำจนติดลมก็จะลืมตัวได้ง่าย ไม่รู้ตอนนี้ดีขึ้นบ้างแล้วหรือยัง แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะหากเขาอยู่ด้วยก็จะปรามนางไว้เองหลี่เจิ้นห
พอรู้ว่าจะได้นั่งรถแบบส่วนตัวเด็กหญิงก็ดีใจมาก ตั้งหน้าตั้งตารอคอยการเดินทางครั้งนี้ และนางก็คาดหวังให้มันสนุกสนานกว่าตอนที่เดินทางไปด้วยตัวเองหลังออกจากเมืองที่ตั้งสำนัก ฉินหลิวซีก็ผ่อนคลายขึ้นมาก ตอนอยู่ที่นั่นนางต้องทำอะไรโดยระมัดระวังไปหมด อย่างที่มีใครสักคนว่าไว้ อยู่บ้านใครก็ไม่สบายใจเท่ากับบ้านตัวเอง"หลังจากไปถึงเมืองข้างหน้า เราจะแวะเปลี่ยนรถม้าที่นั่นกัน""แล้วแต่เจ้า""ศิษย์ของพยัคฆ์ทองยังตามรังควานเจ้าอยู่หรือเปล่า""ไม่เลย เงียบหายไปเสียอย่างนั้น" นางเองก็แปลกใจอยู่เช่นกัน แค่การลงโทษเพียงครั้งเดียวพวกนั้นจะยอมรามือจริงหรือระหว่างที่รถม้ากำลังเคลื่อนตัวไปข้างหน้าประสาทสัมผัสทั้งห้าของจอมยุทธ์น้อยก็ตื่นตัวขึ้นมา ฉินหลิวซีลุกจากที่นั่งตามสัญชาตญาณทันทีที่นางลุกออกไปธนูดอกหนึ่งก็พุ่งผ่านหน้าต่างรถม้าเข้ามา เด็กทั้งสองมองหน้ากัน หากไม่ได้คิดไปเองก็พอจะนึกชื่อออกอยู่บ้างว่าเป็นฝีมือใครหลี่เจิ้นหัวแหวกผ้าม่านออกดูด้านหน้ารถ เห็นคนขับรถม้ายังปลอดภัยดีก็โล่งใจ เขาไม่อยากดึงคนนอกเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องไร้สาระนี่"ก็ยังพอมีคุณธรรมอยู่บ้าง""จะน่าชื่นชมกว่านี้ถ้าไม่มีจิตคิดอาฆ
"ไม่ใช่แค่นั้นหรอกนะ เพียงเจ้าแสดงมันก็สามารถขอความช่วยเหลือจากหอกระจายข่าวที่มีอยู่ทั่วทั้งแคว้นได้ ทั้งยังสั่งการคนงานระดับล่างได้เมื่อมีป้าย"ฉินหลิวซีดวงตาเบิกกว้าง นางไม่คิดมาก่อนเลยว่าสิ่งที่เขามอบให้เป็นของแทนใจจะมีความสำคัญมากถึงขนาดนั้น เด็กหญิงรู้สึกละอายใจขึ้นมาเมื่อเคยคิดที่จะขายมัน หากนางจะตัดสินใจขายไปจริง ๆ แล้วมีคนชั่วได้ไปละก็ การจะเอามันไปแอบอ้างเพื่อทำเรื่องไม่ดีง่ายนิดเดียวดีแล้วที่ตอนนั้นข้าไม่ได้คิดตื้นเขินเกินไป"ฉินหลิวซี?""หือ?""เรื่องของข้าคงทำให้เจ้าเบื่อสินะ""เปล่า ๆ ข้าแค่มีเรื่องให้คิดนิดหน่อยนะ""เสร็จธุระ แล้วเรากลับกันเถอะ"เขาเก็บม้วนกระดาษที่อยู่ในตู้ด้านข้างคืนที่เดิมก่อนจะพานางออกจากเมืองแล้วกลับขึ้นเขา ระหว่างทางฉินหลิวซีดูเหมือนมีเรื่องให้คิดมากมาย หลี่เจิ้นหัวจึงไม่ได้ถามอะไรนางมาก กลับมาถึงทั้งสองก็จากลากันเพียงสั้น ๆ และวันนั้นทั้งวันก็ไม่ได้พบกันอีกเลยวันต่อมาเด็กหญิงก็ถูกอาจารย์เรียกหา นางมาพบหมอเทวดาแต่เช้า"งานเลี้ยงในวังหรือเจ้าคะ?"มาถึงกลับพบว่าอาจารย์ของนางได้รับเทียบเชิญจากวังหลวง และเขาต้องการให้นางเป็นตัวแทนไปเข้าร่วม พอรู้ว่าเ
พวกเขาเปิดประตูเข้าไปยังหอชิงขุย แต่ไม่มีใครสนใจหลี่เจิ้นหัวเลย ราวกับว่าเขาไม่ใช่นายของหอกระจายข่าวแห่งนี้ กระทั่งอีกฝ่ายเดินไปที่โต๊ะสำหรับติดต่อเรื่องงานและประชาสัมพันธ์"ตอนนี้มีใครอยู่ที่ห้องทำงานหรือเปล่า""ไม่มีเจ้าค่ะ" นางตอบกลับมาอย่างสุภาพเสียงเบาพอ ๆ กับที่เขาถามไปหลี่เจิ้นหัวพยักหน้าแล้วเดินตรงเข้าไปหลังม่านบานประตู ฉินหลิวซีมองทั้งสองสลับกันไปมาด้วยความงุนงงเด็กชายเดินเข้าไปยังห้องด้านในสุดของทางเดิน ในนั้นมีม้วนกระดาษวางเอาไว้ เดาว่าน่าจะเป็นงานที่ยังจัดการไม่เสร็จแต่หลี่เจิ้นหัวไม่ได้ไปยุ่งหรือแตะต้องมัน"นอกจากคนที่อยู่ตรงโต๊ะนั่น ไม่มีใครรู้จักเจ้าหรือ""คนทำงานแผนกทั่วไปไม่รู้จักข้าหรอก คนในเมืองก็ไม่รู้เช่นกันว่านายน้อยของหอกระจายข่าวคือใคร และข้าก็ยังไม่อยากให้รู้ด้วย""ทำไมล่ะ""มันทำให้ทำงานได้ยากน่ะ ให้พวกเขาเข้าใจผิดว่านายน้อยของหออายุมากกว่านี้หลายปีต่อไปดีกว่า"นางฟังแล้วก็เห็นด้วยอายุน้อยเท่านี้ก็ได้เป็นหัวหน้าของกลุ่มคนแล้ว เมื่อรู้ว่าอายุอ่อนกว่าหลายคนไม่ยอมรับคำสั่งต่อให้เขามีความสามารถจริงก็ต่อต้าน และไม่ใช่ทุกคนจะอยากยอมรับใช้คนที่อายุน้อยกว่าตนเอง แ
"อาจารย์หมอเก่งมาก แผลข้าไม่ได้ร้ายแรงอะไร เดี๋ยวเดียวก็หายสนิทแล้ว แต่ความจริงแล้วก็ต้องขอบคุณเจ้าด้วยที่ช่วยห้ามเลือดไว้ได้ทัน""เรื่องเล็กน้อยที่ข้าพอจะทำได้" ทั้งสองเดินไปด้วยกันยามค่ำคืนบรรยากาศยามราตรีอันแสนเงียบเหงานี้ มีเสียงของผู้คนจากต่างสำนักดังคลอเคล้ามาราวกับเรไรในผืนป่า สองหญิงชายวัยย่างแรกรุ่นไม่ได้พูดจาคำใด เพียงปล่อยให้ความเงียบบรรเลงเสียงเพลงไปดวงจันทร์แย้มผ่องกลางนภา หมู่เมฆธาราเคลื่อนคล้อยลอยล่อง ทั้งสองรู้สึกหวั่นไหวในใจ ฉินหลิวซีไม่เคยสนใจเรื่องความรัก แต่อยู่ ๆ วันนี้ก็นึกย้อนไปถึงวันที่เขาให้คำมั่นสัญญาขึ้นมาได้ ก่อนหน้านี้เขาก็ยังยืนยันคำเดิมให้นางฟังเด็กหญิงอดคิดในใจไม่ได้ว่าคนรักเช่นนั้นมีจริงหรือ ใจนางหวั่นไหวด้วยบรรยากาศนำพา แต่หากจะดูให้แน่ชัดก็คงต้องรออีกหลายปีถึงจะพิสูจน์ความจริงใจนั้นได้หลี่เจิ้นหัวอยากให้เวลานี้ทอดยาวออกไปอีกสักนิด แต่ก็รู้ดีว่ามันอยู่ได้ไม่นาน ฉินหลิวซีควรกลับไปพักผ่อนได้แล้ว ต่อให้เป็นผู้มีวรยุทธ์เก่งกาจขนาดไหน เขาก็ไม่อยากให้นางตากน้ำค้างอยู่ข้างนอกนาน ๆหลี่เจิ้นหัวเดินเปลี่ยนเส้นทาง ตั้งใจจะไปส่งนางถึงหน้าเรือน"เจ้าไม่อยากเด
"รักษาน่ะข้ารักษาแน่ แต่อย่าได้หวังเลยว่าจะพ้นโทษไปได้ เรื่องครั้งนี้ร้ายแรงนัก เจตนาสังหารระหว่างการแข่งขันชัดเจน ทำขายหน้าคนทั้งยุทธภพ ข้าคงใจดีกับเจ้าเกินไปกระมัง""ท่านเจ้าสำนักโปรดเมตตา""พูดเป็นอยู่คำเดียวหรือ คนเช่นนี้ก็ยังห่วงใยอีก ข้าคงสั่งสอนศิษย์ผิดไปจริง ๆ " เจ้าสำนักพยัคฆ์ทองหันมาโค้งขออภัยแก่เจ้าสำนักอื่น ๆ ทั้งสาม"ท่านเจ้าสำนักเว่ย เรื่องคราวนี้ข้าจะพาพวกเขามาขออภัยกับท่านและศิษย์ผู้นั้นด้วยตัวเองในภายหลัง เวลานี้ให้ข้าได้รับผิดชอบลงโทษสั่งสอนพวกเขาเถิด"เจ้าสำนักเว่ยพยักหน้าให้เป็นไปตามนั้น หลังจากท่านเจ้าสำนักเข้าไปดูอาการของหลี่เจิ้นหัวมังกรทองที่พิทักษ์กายเขาก็หายไป ซุนเป่ยฉีวิ่งเข้ามาดูอาการลูกศิษย์ของตัวเองพร้อมกับน้องชายของนาง"ท่านพี่!" ฉินซือหยวนร้องไห้น้ำตาท่วมหน้า โผเข้ากอดนางแน่นไม่ยอมปล่อย"พี่ปลอดภัยดี" นางเอ่ยบอกน้องชาย ตบแผ่นหลังเขาเบา ๆ เป็นการปลอบใจ"ปลอดภัยแน่หรือ ถลอกปอกเปิกไปทั้งตัวขนาดนี้" ซุนเป่ยฉีจับลูกศิษย์หมุนซ้ายหมุนขวาให้ดูว่าตัวนางมีแต่รอยแผล ฉินหลิวซีได้แต่ยิ้มแหยแก้ตัวไม่ออกเมื่อสถานการณ์คลี่คลายแล้ว เจ้าสำนักเซียนกระบี่ก็ให้กรรมการเป็นผ